พระโพธิสัตว์กวนอิม

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย tamsak, 29 กันยายน 2010.

  1. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,188
    ถาม : เจ้าแม่กวนอิม ท่านเป็นใครกันแน่ ?

    ตอบ : เกิดไม่ทันจ้ะ ท่านเกิดก่อนเป็นพันปี เลยเกิดไม่ทันท่าน..!

    ถาม : มีตำนานเล่าว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ว่าคนในปัจจุบันเรียกท่านว่าเจ้าแม่

    ตอบ : ชาติที่ท่านมีชื่อเสียงมาก คือชาติที่ท่านเกิดเป็น "องค์หญิงเมี่ยวซ่าน"

    เวลาท่านบวช ท่านมีฉายาว่า "กวนอิม" คือผู้คอยฟังในความทุกข์คนอื่น


    เขาก็เลยติดว่าในชาตินั้นที่ท่านมีชื่อเสียงมากที่สุด ควรให้ความเคารพนับถือมากใช่ไหม ? ทั้งประเทศเห็นตามท่านหมด เขาก็เลยถือเอาชาตินั้นเป็นสัญญลักษณ์ ชาติต่อไปท่านจะเป็นใคร เขาไม่ฟังแล้ว เอาชาตินั้นเป็นหลัก

    ชาตินั้นท่านสละแขนตนเองเพื่อประกอบยาให้พ่อ อย่าลืมนะ ลีลาพระโพธิสัตว์ การตัดแขน ตัดขา ตัดศีรษะ ควักดวงตา ควักหัวใจ ท่านทำเป็นปกติ แล้วพอหนักๆ ขึ้นมา สละลูก สละเมีย เป็นทาน การสละลูกเมียเป็นทานนั้นยากกว่าตัดหัวตัวเองอีก ถ้าเป็นเราสมัยนี้ก็รีบเอาไปเถอะ ขอให้ตนเองรอดไว้ก่อน พวกนี้กำลังใจไม่ถึง...

    ท่านเองเกิดมาพร้อมกับความดี แต่ว่าพ่อเป็นจักรพรรดิ ตีบ้านตีเมืองเขาแหลกไปเลย ท่านคัดค้านพ่อไม่สำเร็จ ซ้ำยังโดนไล่ออกจากวังไปอีก ท่านอยากบวชก็ได้บวช แต่ก็ถูกบังคับให้คนในสำนักบวชของท่าน ใช้ท่านทำงานให้หนักที่สุดเท่าที่จะหนักได้

    คราวนี้ ท่านอยู่กับความรื่นเริงเบิกบาน อยู่กับบุญ จิตใจเกาะบุญอยู่ตลอด ไม่ได้สนใจว่าภายนอกจะเป็นอย่างไร ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานไป ยิ่งทำงานก็ยิ่งหนัก ไม่ว่างานหนักแค่ไหนท่านก็ทนได้ ขอให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น พ่อก็เลยโกรธ สั่งให้ทหารไปฆ่าเสีย

    ตามประวัติว่าท่านตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วก็ไปอยู่ที่ เกาะฝงไหล ปฎิบัติจนกระทั่งเป็น พระโพธิสัตว์ใหญ่ จุดนั้นทำให้ท่านมีบุญมีบารมีมากที่สุด

    ถึงวาระสุดท้ายกรรมเก่าตามทัน พ่อก็เลยตาบอด แล้วก็เกิดโรคร้ายขึ้นมา รักษาไม่ได้ หมอบอกว่า "ต้องใช้ดวงตา หรือแขนของผู้ที่เป็นพระโพธิสัตว์มาเป็นตัวยา ถึงจะรักษาได้"

    ทางพ่อก็ไม่รู้ว่า เจ้าแม่กวนอิม ที่คนเขาศรัทธากันนักหนาก็คือลูกตัวเอง จึงให้มหาอำมาตย์ไปขอ แล้วได้แขนมาจริงๆ พอรักษาหาย ก็ไปขอบคุณ ไปถึงเพิ่งจะรู้ว่าเป็นลูกของตัวเอง


    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔



    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2159



    .
     
  2. Heureuse

    Heureuse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2008
    โพสต์:
    857
    ค่าพลัง:
    +3,446
    โอ ซาบซึ้ง
    ยึดมั่นในความดีจนถึงที่สุด
    น่าถือเป็นตัวอย่าง :)
     
  3. เฮียปอ ตำมะลัง

    เฮียปอ ตำมะลัง ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    24,969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +91,142
    [​IMG]



    "กวนอิม" คือผู้คอยฟังในความทุกข์คนอื่น


    .
     
  4. สุทธิมา

    สุทธิมา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 เมษายน 2010
    โพสต์:
    784
    ค่าพลัง:
    +2,119
    นะโม ไต่ซือ ไต่ปุย กวงซีอิม ผ่อสัก
    อนุโมทนามิ
    เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
     
  5. กุนเชียง

    กุนเชียง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    378
    ค่าพลัง:
    +1,593
    นำ โม ไช ชิ่ว ไช หงั่ง บู หง่าย ตั่ว ปี ซิม ทัว ลัว หนี ต้า เปย กวง ซี อิม ผู่ สัก ^_^
     
  6. mngo

    mngo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2010
    โพสต์:
    605
    ค่าพลัง:
    +1,335
    ซาบซึ้งและศรัทธาในตัวท่านเจ้าแม่ เรื่องของท่านเคยเห็นมาแว้บๆเหมือนกัน ท่านเป็นพระมหาโพธิสัตว์น่าเคารพบูชายิ่ง บารมีครบแต่ยังคงสงสารต้องการช่วยเหลือมนุษย์อยู่น้ำใจประเสริฐแท้
     
  7. Attila 333

    Attila 333 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +716
    คุณของพระพุทธเจ้าหาประมาณมิได้<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    คุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้นเป็นอเนกอนันต์หาประมาณมิได้ ที่ทรงได้บำเพ็ญบารมีมายาวนาน ทรงได้อุบัติมาเพื่อจะได้มาประกาศความเป็นจริง เรื้อยกขนคนทั้งหลาย เหล่าเวไนยสัตว์ที่กำลังทุกข์ทรมาน ไม่สามารถที่จะหาทางออกไปได้ ความเมตตาของพระองค์ที่ทรงมีมานานแสนนาน ไม่ไช่มีแค่ชาตินี้นะ แต่มีมาตั้งแต่พระองค์ทรงตัดสินใจว่าพระองค์จะบำเพ็ญบารมี บำเพ็ญบารมีเพื่อการรู้แจ้งเห็นจริง ถ้าจะย้อนเอาความเมตตาที่พระองค์ทรงมีก็ต้องย้อนนับไปหลายอสงไขย กัปป์ ไม่ใช่แค่ชาตินี้ที่พระองค์ทรงอุบัติเกิดเป็นชาติสุดท้าย <o:p></o:p>
    นานมาแล้วทั้งสมัยที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ แล้วก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ดวงจิตที่พระองค์ทรงตั้งมั่นที่จะพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะได้ช่วยเหลือพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายอย่างเราๆท่านๆเนี่ยให้มีโอกาศพ้นจากความทุกข์ โดยพระองค์เพียรอยู่พระองค์เดียว พบทุกขเวทนาอย่างมากด้วยพระองค์องค์เดียว มีจิตใจทุ่มเทกับการหาความรู้ยิ่งด้วยพระองค์แต่เพียงองค์เดียว กระทำอยู่อย่างนี้จนเหล่าบุคคลผู้เป็นหมู่ญาติก็หารู้ไม่ว่าพระองค์ทรงกระทำอะไร จนมีคนทั้งเกลียดพระองค์ รักพระองค์มากมาย แล้วก็คอยกีดกันพระองค์ก็เยอะแยะในยามที่พระองค์ทรงสร้งความดี คือสร้างบารมี เพราะฉะนั้นตลอดเวลาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้อุบัติเกิดขึ้นแต่ละครั้งแต่ละคราวด้วยน้ำพระทัยเต็มเปี่ยมเสมอ ไม่เคยเหือดแห้งหายไปแม้นแต่ชาติเดียว ไม่ว่าชาติไหนๆ<o:p></o:p>
    ครั้งหนึ่งที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบันทรงเป็นระโพธิสัตว์ สมัยนั้นเสด็จพ่อพระปทุมมุตระทรงตรัสถามพระองค์ หากว่าระยะทางตั้งแต่นี้ไปจนสุดขอบจักรวาล เต็มไปด้วยน้ำกรดที่มีเพลิงไฟเผาไหม้ สว่างจ้าแดงฉานตลอดลำน้ำยาวสุดขอบจักรวาล ที่มีสองข้างทางเป็นภูเขาไฟแดงจ้า แล้วให้พระองค์ว่ายน้ำจากนี่ไปจนสุดขอบจักรวาลจะไปใหม ?<o:p></o:p>
    พระองค์ก็ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลสงสัยว่าต่อให้ยิ่งกว่านี้ก็จะไป ต่อให้ทุกข์แค่ไหน ทรมานแค่ไหน ร้อนเพียงใด แม้นว่าร่างกายของพระองค์จะถูกละลายไปกับความร้อนเผ่า จนแม้นแต่กระดูกก็ไม่มีอะไรจะเหลือ แล้วก็ต้องผุดเกิดขึ้นมาอีก แล้วก็ร้อนเผ่าจนเนื้อละลายกระดูกไม่มีอะไรจะเหลือ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้งกี่ครา น้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระศาสดาก็ไม่เคยเปลี่ยน ยังมีพระทัยมั่นที่จะช่วยเรื้อยกขนสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายเหล่านี้ให้รู้ทางพ้นทุกข์ ว่ามีทางที่จะต้องพ้นทุกข์ได้<o:p></o:p>
    ในเมื่อมีมืดยังมีสว่าง มีร้อนยังมีหนาว ทั้งสองอย่างในโลกนี้เป็นของคู่กันเสมอ ในเมื่อมีเกิด มีแก่มีเจ็บมีตาย ก็ต้องมีที่ๆไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย นั่นคือความมั่นใจของพระองค์ไม่สงสัย เหมือนเป็นคติธรรมประจำใจพระองค์ว่าสิ่งนี้ต้องเป็นอย่างนี้ คือต้องเป็นไปได้ ในเมื่อโลกมันมีอยู่สองอย่างเป็นของคู่กัน ที่ดับจากความทุกข์ต้องมี ไม่ใช่มีแต่ทุกข์อย่างเดียวตลอดไป <o:p></o:p>
    เพราะฉะนั้นความเชื่อของพระองค์ ที่เกิดจากความคิดอย่างนี้จึงทำให้พระองค์มีน้ำพระทัยดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะยากลำบาก หรือต้องทนกับสิ่งใดๆมากมาย ประดุจดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอุปมาว่าน้ำกรดที่แดงฉานตลอดระยะที่ยาวไปตลอดสุดขอบจักรวาล แต่พระองค์ไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เป็นกองเพลิง กองไฟเพราะอะไรรู้ไหม ?<o:p></o:p>
    ไฟเหล่านี้ต่อให้มันเผาไปกี่ล้านครั้ง กี่ล้านๆครั้ง ก็ตามเถอะมันก็เป็นการเผาชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ถ้ากิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมที่เผาใจคน มันนับเป็นอย่างนี้ไม่ได้ มันไม่มีวันหยุด มันไม่มีวันถอด มันไม่มีวันดับไปได้ง่ายๆ ต่อให้ดวงจิตเหล่านี้จะต้องเวียนว่ายไปกี่ภพกี่ชาติๆ ไปเกิดเป็นอะไร ไปเสวยบนพรหมโลก เสวยบนสวรรค์ เวียนมาเป็นมนุษย์ จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นมหาเศรษฐี เป็นพระราชา เป็นยาจกยากจนเข็นใจ หรือจะต้องตกเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน จิตดวงน้อยๆดวงนี้ที่ติดอยู่กับการเคลื่อนไปไม่รู้จักจบ มันก็เอาอะไรไปด้วย ?<o:p></o:p>
    เอาอวิชชาไปด้วย เอาความโง่ที่ยึดว่านั่นเป็นเรานี่เป็นของๆเรา นี่เป็นของดี นี่คือความสุข มันติดอยู่อย่างนี้ แล้วใครจะถอดถอนออกไป ทรงกล่าวว่าสิ่งนี้มันมีกำลังมากกว่า มากกว่าเพลิงที่มันเร่าร้อน หรือแม้นแต่กระแสน้ำที่เป็นประดุจดังน้ำกรด ที่จะเผาร่างพระองค์ไปซักกี่ครั้งก็ช่างเถอะ ถ้าหากว่าเราสามารถไปพบโมกขธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องพ้นทุกข์ได้ล่ะก็ ยินดี ยินดีที่จะให้มันประสบอย่างนั้น<o:p></o:p>
    เพราะฉะนั้นวันใดที่พระองค์ได้อุบัติเกิดมาในโลกที่พรั่งพร้อมด้วยสัพพัญญุตญาณ วันนั้นจึงเป็นวันที่เจิดจรัสมากสำหรับโลกใบนี้<o:p></o:p>
    โอวาทท่านจิตโต<o:p></o:p>
     
  8. pimapinya

    pimapinya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กันยายน 2010
    โพสต์:
    883
    ค่าพลัง:
    +2,044


    โมทนาสาธุค่ะ........."กวนอิม"คือผู้คอยฟังในความทุกข์คนอื่น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กันยายน 2010

แชร์หน้านี้

Loading...