เรื่องเด่น พระโพธิสัตว์ออกบรรพชา

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 18 กรกฎาคม 2019.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    19,926
    กระทู้เรื่องเด่น:
    238
    ค่าพลัง:
    +63,199
    พระโพธิสัตว์ออกมหาภิเนษกรมณ์

    036-1.jpg


    (1)ก็วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนเป็นพระโพธิสัตว์ ในวัย 29 ปี 2 เดือน ในวันนั้น พระโพธิสัตว์ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตที่ 4 คือ สมณะ จึงไม่ประสงค์จะกลับปราสาท ได้ทรงสรงสนานพระวรกาย ในสระโบกขรณี อันเป็นมงคล จนสิ้นวัน
    สมัยนั้นพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวว่า พระนางพิมพายโสธราประสูติพระโอรส ทรงให้คนไปแจ้งข่าวแก่พระโพธิสัตว์ ..พระโพธิสัตว์สดับข่าวแล้ว ทรงรำพึงว่า “ห่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกเกิดแล้ว” (ราหุโล ชาโต พฺนธนํ ชาตํ ) พระเจ้าสุทโธทนะตรัสถามราชบุรุษว่าบุตรของเรารู้ข่าวแล้ว ตรัสอะไรบ้าง ครั้นทรงทราบถ้อยคำแล้ว จึงตรัสว่า หลานของเราควรชื่อราหุลกุมาร
    ตอนกลับพระนครด้วยพระยศยิ่งใหญ่ นางขัตติยกัญญา นามว่า กีสาโคตรมี ประทับอยู่บนปราสาท เห็นพระโพธิสัตว์ มีความสง่างามด้วยรูปโฉม จึง สัพยอก ว่า “คนเช่นนี้เป็นบุตรของมารดาใด มารดาก็ดับทุกข์ได้ เป็นบุตรของบิดาคนใด บิดาก็ดับทุกข์ได้ เป็นสามีของนารีใด นารีนั้นก็ดับทุกข์ได้แน่

    c_oc=AQkFtVNZeobQ89WT6rb7XCByiyX4aOYAfkj-wGMYlGp7TCj-XV2m54w9ABOQjPHwxNk&_nc_ht=scontent.fnak1-1.jpg

    (นิพฺพุตา นูน สา มาตา, นิพฺพุโต นูน โส ปิตา, นิพฺพุตา นูน สา นารี, ยสฺสายํ อีทอโส ปติ)
    พระโพธิสัตว์สดับคำนั้นแล้ว ทรงใครครวญว่า เมื่ออะไรดับหนอ ดวงใจจึงชื่อว่าดับ (เย็น)ได้ ....เมื่อไฟราคะดับ โทสะดับ โมหะดับ ....ดวงใจความดับมีได้ พระนางให้เราได้ฟังในสิ่งดี ความจริงเรากำลังแสวงหาความดับ (นิพพาน)อยู่ เราควรละการครองเรือน ออกบวชแสวงหาความดับเสียในวันนี้เลย จึงปลดแก้วมุกดามีค่าหนึ่งแสน จากพระศอ ประทานให้แก่นางกีสาโคตรมี พระนางกีสาโคตมีมีความโสมนัสยินดีว่าสิทธัตถกุมารมีจิตปฏิพัทธ์เรา



    ครั้นเสด็จขึ้นสู่ปราสาท บรรดาสตรีผู้ชำนาญการดนตรีก็ประโคม และฟ้อนรำ หมายให้พระโพธิสัตว์เกิดความยินดี แต่พระโพธิสัตว์ไม่เกิดความอภิรมย์ ทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายในกิเลส ครู่เดียวก็เสด็จเข้าสู่นิทรา ..ฝ่ายพวกสตรีเห็นแล้วคิดว่า เจ้าชายหลับแล้ว พวกเราจะเหนื่อยกันต่อไปทำไม แม้พวกเราก็ควรนอน แล้วหลับใหลไปในขณะที่แสงสว่างจากประทีปน้ำมันหอมยังลุกสว่างอยู่

    พระโพธิสัตว์ทรงตื่นบรรทมในกลางดึก ทรงนั่งขัดสมาธิ ทอดพระเนตรเห็นสตรีเหล่านั้น บางพวกนอนหลับทับเครื่องดนตรี บางพวกนอนมีน้ำลายใหล เปื้อนน้ำลาย บางพวกนอนกัดฟัน บางพวกนอนกรน บางพวกนอนละเมอ บางพวกนอนผ้าหลุดลุ่ยเห็นอวัยวะอันน่าละอาย พระโพธิสัตว์เห็นอาการนอนของสตรีเหล่านั้นแล้ว ทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย ยิ่งขึ้นไปอีก ครั้งนั้นปราสาทอันงามดุจวิมานของท้าวสักกะปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ดังอยู่ในป่าช้าผีดิบ มีซากศพต่างๆเต็มไปหมด ภพ 3 ภพ ได้เป็นเหมือนเรือนถูกไฟไหม้ จึงเปล่งอุทานว่า วุ่นวายจริงหนอ ขัดข้องจริงหนอ ทรงน้อมพระทัยในบรรพชายิ่งขึ้น จึงดำริว่า เราควรออกมหาภิเนษกรมณ์ในวันนี้เลย แล้วเสด็จไปจากที่บรรทมไปสู่ประตู ตรัสว่า ใครอยู่ที่นี่บ้าง นายฉันนะนอนเอาศรีษะหนุมธีณีประตูอยู่ ทูลรับว่า ข้าแต่ลูกเจ้า หม่อมฉันคือ ฉันนะ ตรัสว่า วันนี้เราจะออกมหาภิเนษกรมณ์ จงจัดเตรียมม้าให้เรา

    นายฉันนะไปโรงเลี้ยงม้า เห็นพญาม้ากัญฑก( 1ใน 7 สหชาติ) เราควรจัดม้าตัวนี้ ถวายพระลูกเจ้า ฝ่ายม้ากัณฑกรู้ได้ทันทีว่าการตกแต่งเราในวันนี้ ไม่เหมือนวันก่อนๆ ที่เสด็จประภาสอุทยาน เป็นต้นเลย วันนี้พระลูกเจ้าของเราคงประสงค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พญาม้าดีใจส่งเสียงร้องดังลั่น สามารถได้ยินได้ทั่วเมือง แต่พวกเทวดาป้องปิดเสียงนั้นไว้ไม่ให้ใครๆได้ยิน

    พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่าจะดูลูกสักหน่อย จึงเสด็จไปที่อยู่ของราหุลมารดา ทรงเปิดประตูห้อง ขณะนั้นดวงประทีปน้ำมันหอมยังลุกอยู่ พระมารดาพระราหุลทรงบรรทมวางพระหัตถ์อยู่เหนือเศียรพระโอรส พระโพธิสัตว์ยืนประทับบนธรณีประตู ทอดพระเนตรเห็นแล้วมีดำริว่า หากเราจะอุ้มลูก ก็ต้องยกมือพระเทวีออกก่อน นางก็จะตื่น อันตรายก็จะมีแก่เรา(จะไม่ได้บวช) อย่ากระนั้นเลย เมื่อเราเป็นพระพุทธเจ้าแล้วค่อยกลับมา .... แล้วเสด็จจากปราสาทไป ....
    ในเวลาที่ขับม้าออกไปจากปราสาท เสียงม้า เสียงฝีเท้าม้า แม้วิ่งด้วยความเร็ว เหล่าเทวดาพากันป้องเสียงไว้ และใช้มือรองรับเท้าม้าไว้ไม่ให้เกิดเสียง พระโพธิสัตว์อยู่บนหลังม้า นายฉันนะจับหางม้า เสด็จถึงประตูใหญ่ตอนเที่ยงคืน ประตูเมืองที่ต้องใช้คนตั้งพันเปิด ก็เปิดเองด้วยฤทธิ์เทวดา
    ขณะนั้น มารผู้มีบาป(พญาวสวัตดีมาร,ท้าววสวัสดี,ท้าวมาลัย เทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์วสวัตีเทวโลก/เป็นโพธิสัตว์เช่นกัน) แสดงตนอยู่ในอากาศ กล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าออกบวชเลย เพราะอีก 7 วัน นับจากนี้ไป จักรรัตนจักปรากฏแก่ท่าน ท่านจะครอบครองราชสมบัติในทวีปทั้ง4 มีทวีปน้อย 2,000 เป็นบริวาร จงเสด็จกลับเถิด (คืออีก 7 วัน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ) พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนมารเรารู้ว่าจักรรัตนจะเกิดขึ้นแก่เรา เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ เราจะเป็นพระพุทธเจ้า ทำหมื่นโลกธาตุให้ลือลั่น
    พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระนครแล้ว มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรพระนครอีกครั้ง สิ้นพระดำริเท่านั้น ปฐพีก็ปรากฏดังแท่นของช่างปั้นหม้อ หมุนให้พระโพธิสัตว์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระนครได้ชัดๆ พระโพธิสัตว์ทรงนั่งอยู่บนหลังม้า ทอดพระเนตรพระนครเป็นครั้งสุดท้าย ที่แห่งนั้นจึงมีชื่อว่า #กัณฑกนิวัตตนเจดีย์.


    ขอบคุณที่มา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2019
  2. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    19,926
    กระทู้เรื่องเด่น:
    238
    ค่าพลัง:
    +63,199
    การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ

    036-1.jpg

    เรื่อง การบวช คำนี้ ออกมาจากคำว่า ปัพพัชชา มีคำแปลอย่างหนึ่งว่า การออก การออกที่เป็นการบวชหรือปัพพัชชานี้ ในเบื้องต้นก็เป็นการออกทางกาย คือ ออกจากเคหสถานบ้านเรือน มาเป็นผู้ไม่มีเรือน เพราะฉะนั้น จึงมีคำเรียกนักบวชว่า อนาคาริยะ ที่แปลว่า คนไม่มีเรือน คนไม่มีบ้าน เพราะว่า ได้ออกจากบ้านเรือนมาแล้ว เมื่อออกมาเป็นอนาคาริยะ คือ คนไม่มีบ้าน คนไม่มีเรือน

    ดังนี้แล้ว จึงต้องมี ความเป็นอยู่เกี่ยวพันกับ นิสสัย ๔ ของบรรพชิต คือ ผู้บวช

    สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖

    ความเป็นมา: ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้ายังบำเพ็ญอยู่ในวิสัยแห่งพระโพธิสัตว์เป็นเจ้าสิทธัตถะยังเป็นพระราชโอรสได้เสวยสุขสมบัติอยู่ใน พระราชวัง ๓ ฤดู ได้เสด็จประพาสอุทยานก็ได้มีเทวดามานิมิตถึงเทวทูตทั้งสี่ ได้แก่ คนแก่ชรา คนเจ็บป่วย คนตาย และนักบวชนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่า บรรพชิต ทรงได้พบเห็นนิมิตเหล่านั้นทรงเกิดความสะเทือนใจ ทรงเกิดความสังเวชเศร้าหมองขึ้นในจิตใจ

    เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จกลับมายังพระราชฐาน ทรงเกิดความเศร้าหมองจากสิ่งที่ได้พบเห็น ได้เสด็จเข้าสู่พระราชฐานที่ประทับ และทรงบรรทมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นหมู่นางพระกำนัลที่มีหน้าที่ขับกล่อมฟ้อนรำถวายต่างก็เอนกายลงนอนหลับไหลมิได้สติ เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าตื่นจากบรรทมก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นอาการวิปลาศขาดสติจากการนอนหลับไหลของนางพระสนมกำนัลเหล่านั้น แต่ละนางต่างก็แสดงอาการละเมอ บ้างก็นอนเกลือกกลิ้งมีน้ำลายไหล บ้างก็แสดงอาการอันไม่น่าดู เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงทรงรำพึงในพระทัยว่า

    “แต่ก่อนนั้น ห้องในประสาทที่ประทับช่างเลิศเลอสวยงาม มีเหล่าสนมนางในบาทบริจาริกาที่เคยสวยสดงดงามดุจนางเทพอัปสรสวรรค์ บัดนี้เห็นวิปลาสไปประดุจซากศพในป่าช้า”

    เมื่อดำริดังนั้นแล้วก็ได้มีความ เบื่อหน่ายคลาย กำหนัดในกามคุณ ๕ ยิ่งนัก ทรงมีพระทัยโน้มเข้าหาการบรรพชา จึงทรงดำริที่จะออกบรรพชาในคืนนี้ ซึ่งเป็นคืนวันเพ็ญเดือน ๘ ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๒๙ พระชันษา

    พระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ทรงตัดสินพระทัยเด็ดเดี่ยวแล้วในการบรรพชา จึงทรงปรารถนาที่จะทรงเห็นพระโอรสเป็นครั้งสุดท้าย ทรงเพ่งพิศพระโอรสด้วยเสน่หาอาลัยรัก หากทรงดำริว่า

    “แม้หากเราจะยกพระหัตถ์พระชนนีแล้วอุ้มเอาพระโอรสขึ้นมา พระนางก็จะตื่นฟื้นจากบรรทม อันตรายต่อการที่จะเสด็จ ออกบรรพชาก็จะพึงมี อย่าเลย ต่อเมื่อเราได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณการตรัสรู้แล้ว จึงจะกลับมาทัศนาลูกน้อยในภายหลัง”

    036.jpg
    การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ




    เมื่อตัดสินพระทัยเช่นนั้น จึงมีรับสั่งให้ นายฉันนะ ซึ่งเป็นมหาดเล็กได้จัดม้าถวาย ซึ่งนายฉันนะได้จัดเตรียมม้าชื่อ ม้ากัณฐกะ เป็นอัศวราชยานและมหาดเล็ก นายฉันนะ ก็ได้ติดตามเสด็จพระโพธิสัตว์ออกจากพระราชวังไปทางประตูทิศตะวันออกมุ่งสู่แคว้นมคธ ในยามนั้นพญามารพยายามกล่าวห้ามขัดขวางแต่ก็หาได้ทำให้พระองค์ท่านปลี่ยนแปลงพระทัยไม่ จึงได้ติดตามพระองค์ท่านประดุจเงา พระโพธิสัตว์ทรงควบม้าสิ้นระยะทาง ๓๐ โยชน์ มุ่งสู่ฝั่ง แม่น้ำอโนมา ตรัสว่า ชื่อแม่น้ำอโนมาเป็นมงคล นิมิต ซึ่งแปลว่า ไม่ต่ำทราม คือ ยอดเยี่ยม เป็นเลิศพระโพธิสัตว์ทรงเสด็จลงจากหลังม้า และทรงมอบเครื่องอาภรณ์และพญาม้ากัณฐกะให้นายฉันนะทรงดำริว่า “เกศานี้ไม่ควรแก่การดำรงเพศแห่งความเป็นสมณะ ผู้ที่จะตัดพระเกศาพระโพธิสัตว์ก็หามีไม่จึงควรจะตัดเสียเอง” เมื่อดำริดังนั้นจึงทรงจับพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ขวา และจับจุกพระเกศาให้เหลือ ยาวประมาณ ๒ องคุลีเวียนทางขวาแนบชิดพระเศียร ทรงโยนจุกพระเกศาขึ้นไปบนอากาศ

    แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า “หากเราได้เป็นพระพุทธเจ้า ขอให้จุกพระเกศานี้ ลอยอยู่กลางอากาศเถิด” ซึ่งในยามนั้นท้าวสักเทวราชได้ทรงรับพระเกศาไว้ด้วยผอบแก้วแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ใน “พระเจดีย์จุฬามณี” และมหาพรหมนามว่า “ฆฎิการะ”ได้นำเอาผ้าทรงไปประดิษฐานไว้ที่ทุสสเจดีย์ ในพรหมเทวโลก เมื่อทรงสำเร็จเป็นเพศบรรพชิตแล้ว ตรัสสั่งให้นายฉันนะผู้ติดตามพร้อมม้ากัณฐกะ กลับไปแจ้งข่าว การเสด็จออกบวชแก่พระราชบิดา

    จากการที่พระองค์ได้ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตหรือเป็นนักบวชแล้ว พระองค์ได้ทรงทำการศึกษา ในสำนักฤาษีต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาถึง ๖ ปีเต็ม จนได้สำเร็จในพระโพธิญาณ ได้บรรลุ มรรค ผลวิเศษรู้แจ้งแห่งญาณทัศนะเข้าถึงความเป็นพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณทรงได้บรรลุ เป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ สิ้นอาสวกิเลสทั้งหลาย ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ตรัสรู้ชอบได้โดยลำพังพระองค์เอง ครั้นพบสัจธรรมความจริง นั้นแล้ว พระองค์จึงทรงนำสัจจธรรมนั้น มาเผยแผ่แก่มหาชนชาวโลกผู้ที่ยังไม่รู้ความจริงให้ได้ทราบตาม โดยครั้งแรกนั้นได้ทรงประกาศสั่งสอน ธรรมนั้นแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยเฝ้าอุปัฏฐาก ดูแลพระองค์ในครั้งที่ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาก่อนที่ จะได้ตรัสรู้ ซึ่งในการสั่งสอนธรรม เป็นปฐมเทศนากัณฑ์แรกเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ๔ คือ ความจริงอัน ประเสริฐสี่ประการนั้น หนึ่งในจำนวนนั้น คือ ท่านโกณฑัญญะพราหมณ์ได้เข้าใจธรรมะ คือ ได้มองเห็น ธรรมตามธรรม

    ขณะที่พระองค์ทรงแสดงธรรมนี้อยู่ท่านโกณฑัญญะได้ส่องญาณไปตามจนเกิด “ธรรมจักษุ” หรือ ดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงโดยเห็นแจ้งชัดว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา” เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเปล่งพระอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ” แปลว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ”เพราะพระองค์ทรงอุทานคำนี้ภายหลังท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” จากนั้น โกณฑัญญะก็ทูลขออุปสมบท ซึ่งพระพุทธเจ้าประทานอนุญาต โดยทำการอุปสมบทให้แบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทาน นับเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนาที่บวชตามพระพุทธองค์ จึงทำให้พระรัตนตรัย ครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จากนั้นอีก ๕ วัน ทรงแสดง อนัตตลักขณสูตรแก่นักบวชทั้งห้ารูปทำให้ท่านเหล่านั้นได้บรรลุอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมาจึงทูลขอบวชตาม ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงประทาน“เอหิภิกขุ” ให้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งการบวชของท่านเหล่านั้นเราเรียกว่า “การอุปสมบท”



    ขอบคุณที่มา

    https://www.phuttha.com/พระสงฆ์/ความรู้เกี่ยวกับพระสงฆ์/การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...