พระโสดาบัน กับ พระสกิทาคามี ต่างกันอย่างไรครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย dooddd, 14 ธันวาคม 2011.

  1. dooddd

    dooddd เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +4,855
    พระโสดาบัน กับ พระสกิทาคามี ต่างก็ละสังโยชน์สามประการแรกได้เท่ากัน

    แล้วผมก็หาข้อมูลเพิ่มเติมคือ พระสกิทาคามี มี เมตาตา กรุณา เข้มกว่าพระโสดาบัน
    ตรงนี้จะกล่าวถึงความโกรธครับ

    แต่ผมไม่แน่ใจตรงนี้เหละครับว่า ละโทสะไปเลยหรือครับ คือตัดตรงนี้เลย
    หรือว่าไปตัดโทสะตรงสังโยชน์ปฏิฆะ ของพระอนาคามีครับ
    หรือว่าโทสะคือตัวหยาบ ปฏิฆะคือตัวละเอียดกว่าครับ

    แล้วยังมีอะไรอีกบ้างครับที่พระสกิทาคามีสูงกว่าพระโสดาบันครับ

    ขอบคุณท่านทุกท่านที่ตอบเป็นธรรมทานนะครับ สาธุครับ:cool:
     
  2. kangoa

    kangoa Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    52
    ค่าพลัง:
    +40
    พระโสดาบันสามารถละสังโยชน์ได้ 3 ข้อ เหมือนกับพระสกิทาคามี

    แต่ต่างกันตรงที่อารมณ์ของความรัก โลภ โกรธ หลง ของพระสกิทาคามีมีความเบาบางกว่า

    แต่ไม่ถึงกับตัดได้หมดเหมือนพระอนาคามี ส่วนพระโสดาบันยังมีอยู่เต็ม

    ถ้าเทียบก็เหมือนชาวบ้านชั้นดีนั่นแหละครับ
     
  3. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,942
    ค่าพลัง:
    +9,253
    พระสกิทาคา มีปัญญาแจ้งกว่าพระโสดา สติกล้ากว่าระลึกในกุศลและอกุศลอันละเอียดกว่าพระโสดา
    สมาธิปกติสุขกว่าพระโสดา
    ดังนั้น โทสะ เกิดได้ยากกว่า ปฏิฆะเกิดได้เบากว่า หายได้เร็วกว่า พระโสดา
    แต่ยังตัดไม่ได้ขาด ไปขาดที่พระอนาคามี
     
  4. wechza

    wechza เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    181
    ค่าพลัง:
    +246
    ผมอ่านมาไม่รู้จริงใหม พระอรหันต์ท่านก็ยังมีโกรธอยู่นะแต่ท่านรู้ทันมันเลยเป็นเฉย
    และพระโสดาบันต่างจากพระสกิทาคานั้นยกตัวอย่างลูกท้องพ่อแม่เดียวกันพระสกิทาคาเป็นพี่ พระโสดาบันเป็นน้องนั่นเองประมานี้อะครับ รอผู้รู้ท่านมาบอกอีกทีนะผมเอาที่จำได้มาบอกอะครับ
     
  5. dooddd

    dooddd เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +4,855
    คืออ่านของหลวงพ่อมาอ่ะครับ

    ความว่า พระสกิทาคามี ท่านจะเมตาสงสารผู้อื่นเป็นตัวนำ เวลาใครทำอะไรให้ขุ่นเคือง ก็จะสงสารผู้นั้นว่ายังเป็นผู้ติดในวัฏฏสงสารอยู่ คือสงสารนำโทสะ ประมาณนั้น รึเปล่าหว่า

    ผมเข้าใจถูกมั้ยเนี้ย

    วิธีปฏิบัติก็คงเหมือนพระโสดาบันหรือเปล่าครับ คือย้ำจุดเดิมๆเรื่อยๆ ปฏิบัติจุดเดิมเรื่อยๆ
     
  6. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,481
    ค่าพลัง:
    +4,283
    พระสกิทาจะตัดเรื่องความรักระหว่างเพศขาดแล้ว กิเลศต่างๆ ก็เบากว่า
    พระโสดาบัน คือเป็นไปเพื่อการเข้าสู่เพศพรหมจรรย์มากขึ้น ลองฟังบัน
    ทึกเสียงหลวงพ่อดูสิครับ ตอนที่หลวงพ่อเปรียบกับเท้าช้าง 4 ข้าง
     
  7. dooddd

    dooddd เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +4,855
    ความรักระหว่างเพศนี้ตรงพระสกิทาคามีหรือครับ เข้าใจผิดว่าตอนพระอนาคาีมีตอนตัดสังโยชน์กามราคะ ซะีอีก

    ขอบคุณมากๆครับ เดียวจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความแน่ใจอีกที
     
  8. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,481
    ค่าพลัง:
    +4,283
    ยังตัดกามไม่ขาดครับ แต่หมายถึงเป็นไปเพื่อการถือเพศพรหมจรรย์มากขึ้น
    ตัดความรักระหว่างเพศขาด
     
  9. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,480
    ค่าพลัง:
    +1,880
    ............ มีพระสูตรกล่าวอยู่ครับ.........พระพุทธวจนะ " ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ทั้งหลาย5ประการเหล่านี้ มีอยู่ ห้าประการอย่างไรเล่า? ห้าประการคือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้แล อินทรีย์ห้าประการ............ภิกษุทั้งหลาย เพราะความเพียบพร้อม บริบูรณ์แห่งอินทรีย์ 5ประการเหล่านี้แล ผู้ปฎิบัติย่อมเป็นพระอรหันต์................เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้น ผู้ปฎิบัติย่อมเป็นอันตราปรินิพพายี..............เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น อุปหัจจปรินิพพายี...........เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น อสังขารปรินิพพายี..........เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น อุทธังโสโตอกนิฎฐคามี............ เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น สกทาคามี........ เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติทั้งหลายย่อมเป็นเอกพิชี................. เพราะผู้ปฎิบัติทั้งหลายอินทรีย์หย่อนกว่านั้นอีก โกลังโกละ............. เพราะผู้ปฎิบัติอินทรีย์หย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น สัตตักขัตตุปรมะ............เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น ธัมมานุสารี.............. เพราะอินทรีย์ทั้งหลายหย่อนกว่านั้นอีก ผู้ปฎิบัติย่อมเป็น สัทธานุสารี.................. ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล ความต่างแห่งผล ย่อมมีเพราะความต่างแห่งอินทรีย์ เพราะมีความต่างแห่งผล จึงมีความต่างแห่งบุคคล..... ภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุอย่างนี้แล เป็นอันว่าผู้กระทำให้ บริบูรณ์ ย่อมทำให้สำเร็จบริบูรณ์ ผู้กระทำได้บางส่วน ก็ทำให้สำเร็จได้บางส่วน ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า อินทรีย์ทั้งหลายห้า ย่อมไม่เป็นหมันเลย ดังนี้แล...................(อริยสัจจากพระโอษฐ์ ท่านพุทธทาส):cool:
     
  10. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,644
    [​IMG]

    อารมณ์พระสกิทาคามี

    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง

    ...ต่อไปนี้ก็พูดกันถึงในด้าน สกิทาคามี ตอน ถึงพระสกิทาคามีนี่ อารมณ์สบายเสียแล้ว เพราะย่ำต๊อกมาจากเอกพิชีหมด ระดับคุณค่าของเอกพิชีพระโสดาบันขั้นเอดพิชีกับพระสกิทาคามีมีค่าเท่ากัน นั่นก็คือ เกิดเป็นเทวดา พรหม 1 ชาติ และก็มาเกิดเป็นมนุษย์เป็นอรหันต์เลย ง่ายนิดเดียว มีค่าเท่ากันเหมือนกัน จะมีอะไรต่างกันตรงไหน
    แต่ ทว่าสำหรับพระสกิทาคามีนี่ มีปัญญาละเอียดขึ้นกว่าพระโสดาบันหน่อยหนึ่ง สำหรับเรื่องศีลนี้ไม่ต้องพูดกัน มั่นคงมาตั้งแต่สัตตักขัตตุง ตอนนี้ทั้งเอกพิชีและสกิทาคามีนี้ เพราะอาศัยอารมณ์ละเอียดมาจากเอกพิชี จึงใช้ปัญญาที่มีความหลักแหลม เพราะอาศัยจิตทรงฌาน 4
    คำ ว่าฌาน 4 มาจากไหน ก็มาจากการพิจารณาขันธ์ 5 พิจารณาศีล พิจารณาโทษของความรัก พิจารณาโทษของความโลภ พิจารณาโทษของความโกรธ พิจารณาโทษของความหลง
    เมื่อจิตมีอารมณ์เงียบเยือก เย็นลง จิตก็ก้าวเข้าไปสู่ถึงฌานสมาบัติทีละน้อยละน้อย โดยที่ไม่ต้องไปนั่งฝึกให้มันมีอาการเคร่งเครียด อารมณ์สมาธิกับวิปัสสนาญาณคือ ใช้อารมณ์พิจารณาสังโยชน์ 3 ประการ หรือโดยเฉพาะพิจารณาโทษของความรักในระหว่างเพศ การมีคู่ครอง เห็นว่า รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ หาสาระประโยชน์ไม่ได้ ไม่มีการทรงตัว
    และ ประการที่ 2 ทรัพย์สินทั้งหลาย ไม่มีใครสามารถจะแบกจากโลกอื่นได้ ตาย…ทำเสียเกือบตาย เหน็ดเหนื่อยเกือบตาย ตายแล้วก็หมดสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะครอง แม้แต่ร่างกาย
    เรื่องของความโกระนี้ ไซร้เป็นปัจจัยยั่วให้เกิดความทุกข์ ไม่มีความสุข ไม่มีความปรารถนา และก็เป็นอันว่า ถ้าจิตเราจะหลงร่างกายกายานี้ มันก็ไม่เป็นประโยชน์ มันก็จะถูกทำลายอยู่ทุกขณะ ในที่สุดก็สลายตัวไป อารมณ์รักในกายมันก็เบา รักกายเรามันเบารักกายคนอื่นก็เบา เห็นโทษของการครองคู่ อยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยา ตอนนี้ระวังให้ดีนะ ถ้ามีสามีภรรยาและก็บางทีเขาคิดว่านอกใจเขา นาน ๆ จะมีความรู้สึกสักครั้ง แล้วก็หายเร็ว นี่เป็นเรื่องของพระสกิทาคามี
    พระ สกิทาคามีมีอารมณ์ละเอียดจิตเข้าถึงฌาน 4 เห็นโทษของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ รูปสวยไม่จริง ปัญญามาก เสียงเพราะไม่จริง รสอร่อยก็ไม่จริง กลิ่นหอมก็ไม่จริง สัมผัสที่เกิดประโยชน์ก็ไม่จริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้สร้างความอิ่ม มันสร้างความหิว มาในด้านของความโกรธก็ไม่มีความหมาย จะยึดถือร่างกายก็ไร้ประโยชน์
    แต่ ว่าจิตระวังมีจิตตัวหนึ่ง ที่เขาเรียกว่ากิเลสที่เป็นอนุสัย ท่านที่มีกำลังใจเข้าถึงพระสกิทาคามีนี่ เห็นโทษของกามคุณมาก เห็นโทษของความโลภมาก เห็นโทษของความโกรธมาก เห็นโทษของขันธ์ 5 มาก จนกระทั่งมีอารมณ์ละเอียด ดับสนิท ความคิดจะรักในระหว่างเพศไม่มี เฉย ๆ แล้วก็ความโลภโมโทสัน อยากจะร่ำรวยมันไม่มี เฉย ๆ สบาย ๆ
    และ ความโกรธคิดประทุษร้ายเขาไม่มี มันจะเป็นยังไงก็ช่าง ด่าก็ช่าง ว่าก็ช่าง เฉย ๆ สบาย ถ้าจิตจะติดกายติดใจของเรามันไม่มี มันไม่มีเป็นส่วนมาก แต่บางขณะมันมีเพราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งหมดที่กล่าวมานี่ มันเป็นอนุสัย มันมีความละเอียดคล้ายกับตะกอน น้ำที่มีตะกอน ถ้าเอาสารส้มไปแกว่งมันไปนอนอยู่ในตุ่ม
    ตะกอนมันขุ่นก็จริง แหล่ แต่ทว่ามันไม่มากวนน้ำ น้ำใสสะอาดใจโปร่ง ตะกอนเหล่านั้นเหมือนกิเลส ใจเหมือนกับน้ำที่ถูกสารส้มแกว่งแล้ว แต่ทว่าในบางขณะที่จิตมีอารมณ์ละเอียด มีจิตสบายมีอารมณ์เป็นสุขไม่ว้าวุ่นกับอะไร บางครั้งความรู้สึกความพอใจในเพศ ความพอใจในทรัพย์สิน คิดว่าใครเขาว่าเราประทุษร้ายให้เราเจ็บใจ มันเกิดขึ้นมานิดหนึ่ง มันกระตุ้นจิตขึ้นมานิดหนึ่ง แล้วก็สลายตัวไปโดยฉับพลันอย่างนี้เป็นอาการของพระสกิทาคามี ...


    ที่มา
    http://www.palungjit.org/smati/books/index.php?cat=196
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 ธันวาคม 2011
  11. dooddd

    dooddd เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +4,855
    ขอบคุณครับ แจ่มแจ้งแล้วครับ ^ ^

    โมทนาสาธุทุกท่านเลยนะครับ :cool:
     
  12. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,943
    ค่าพลัง:
    +1,253
    มาลองพิจารณากัน

    พระโสดาบัน คือ ผู้ที่รู้ชัดในเรื่อง รูป กับ นาม ว่าเป็น ทุกขสัจจ แล้ว หนึ่งรอบ

    เมื่อรู้อริยสัจจ 1 รอบแล้ว ผลที่ได้คือ รู้ว่ากิเลสตนเหลือเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่รู้

    คราวนี้ จะแบบกับ สกิทาคามี จะเอาอะไรมาแบ่ง คนก็มักหยิบเอา ศีล สมาธิ ปัญญา
    มาเป็นตัววัด พากล่าวไปแล้ว ก็แบ่งไม่ออกอยู่ดี

    หากไปเอา ศีล มาแบ่ง ก็ทราบกันอยู่แล้วว่า พระโสดาบันนี่ ศีลบริสุทธิแล้ว ดังนั้น
    เรื่อง กิเลส โทษะ โมหะ โลภะ หรือ เรื่อง ล่วงศีล นี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่ใช่สาระที่จะ
    หยิบขึ้นมาพูด มาแบ่ง ไม่เช่นนั้น พระโสดาบันศีลบริสุทธิแล้วจะเอาไปไว้ไหน

    สมาธิ นี่ก็เอามาแบ่งไม่ได้ เพราะอย่างพระสุขวิปัสโก ท่านมีแค่ ปฐมฌาณ ดังนั้น
    เรื่องฌาณ4 นี่ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งหากท่านดำรงค์เป็นสุขวิปัสโกไปจนถึงอรหันต์ การ
    ไปเอาฌาณ4มาแบ่งว่าเป็นสกิทาคามี ก็เป็นอันว่า พระอรหันตสุขวิปัสโกคงไม่มี
    ในโลก

    ก็เหลือตัวปัญญา ทีนี้ ต้องไม่ลืมว่า ลำพังพระโสดาบันนี่ ศีลบริสุทธิแล้ว ดังนั้น
    เรื่องเอา กิเลส โทษะ โมหะ โลภะ มาพิจารณาเท่านั้น เท่านี้ ละได้อย่างนั้นอย่าง
    นี้เพราะมี ปัญญาน้อย กับ ปัญญาเล็กน้อย เลยเอามาแบ่งเรื่องการฆ่ากิเลส3ได้
    มากน้อย อันนี้ ก็จะไปทำให้ พระโสดาบันศีลบริสุทธิมันแปล่งๆ ไป

    ดังนั้น ปัญญา ในทีนี้คืออะไร

    ก็ต้องกลับไปที่ การรู้ชัดว่ากิเลสตนเหลือเท่าไหร่

    สรุปคือ

    รู้ว่าตนมีโทษะเท่าไหร่ รู้ว่าตนมีโลภะเท่าไหร่ รู้ว่ามีโมหะเท่าไหร่ ไม่น่าใช่เรื่อง
    ประหานกิเลสได้ยาก ง่าย กว่ากัน

    พระโสดาบันรู้ว่า มีโทษะเหลือเท่าไหร่ รู้ว่ามีโลภะเท่าไหร่ รู้ว่ามีโมหะเท่าไหร่

    พระสกิทาคามี รู้ว่ามีโทษะเหลืออีกเท่าไหร่ รู้ว่ามีโลภะเหลืออีกเท่าไหร่รู้ว่า
    มีโมหะเหลืออีกเท่าไหร่

    พระอนาคามี รู้ว่ามีโทษะไม่เหลือแล้ว และ รู้ว่ามีโลภะยังเหลืออีกเท่าไหร่รู้ว่า
    มีโมหะยังเหลืออีกเท่าไหร่

    พระอรหันต์ รู้ชัดว่ากิเลส3 ไม่เหลือแล้ว

    คือ ให้พิจราณาว่า ท่านรู้กิเลสในตน รู้แบบมีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง แต่
    ยังละไม่ได้เท่าไหร่ แต่เรื่อง จะผิดศีลนั้นไม่มีแล้ว เรื่องจะละกิเลสไม่ได้ไม่มี
    แล้ว และที่มันมี เห็นว่ามี ก็เพราะ ยังประหานสมุทเฉทไม่ได้(เท่านั้น)

    ถ้าพิจารณามุมนี้ จะเห็นว่า กิเลสนั้น ง่ายสำหรับท่านแล้ว ในการละ เว้น ข้าม
    ลุกออกจาก ตั้งแต่เป็น โสดาบัน ส่วน สมุทเฉทประหานนั้น อีกเรื่องหนึ่ง

    * * * *

    กรณี การรัก ท่านไม่ได้มองในแง่ของความเป็น สัตว์ ตัว ตน บุคคล เราเขา

    พระโสดาบันแจ้ง รูป นาม แล้ว ไม่เห็นเป็น สัตว์ ตัว ตน บุคคล เราเขา อีก
    แต่ที่ยังคบกัน รักกัน ก็ควรจะเป็นเพราะ ยอมรับในกฏแห่งกรรมบางประการ
    ที่เนื่องกันมา ที่ช่วยกันได้ นำพากันได้

    อย่าง ในพระสูตร พระอานาคามี ที่เป็น สหายธรรมของ พระสมณะโคดมสมัย
    เป็นโพธิสัตว์ ช่างปั๊นหม้อ นั่น พระอนาคามี จิกหัวสหาย โชติปาละ เพื่อน
    จะว่าด่าทออะไร ก็ไม่สน จิกหัวลากไปเลย จะพาไปหาพระมหากัสสปพุทธเจ้า
    ให้ได้ ความสัมพันธ์นี้คืออะไร คือ เฉยชา เหรอ จิกหัวไปเนี่ยะนะ วางเฉย
    แล้ว จิตใจวางเฉยแล้ว อยู่ในสมาธิตลอด

    แล้วทำไม กับเพื่อน หรือ แม้กับ แม่ของท่าน ท่านยังปรนนิบัติหละ จะบอก
    ว่าผูกพันธ์อยู่ ก็ไม่ใช่ มันก็ควรเป็น ความทราบซึ้งในกฏแห่งกรรมที่ดำเนิน
    มาในสังสารวัฏ กรรมอันเป็นแดนเกิด ที่มีคุณยิ่ง และเพราะความทราบซึ้งใน
    พระธรรม จึงพาเพื่อนไป จะเสียมารยาทขนาดไหน ไม่สนใจ

    แต่ถ้าเป็นคนสมัยนี้นะ จิกหัวกันไปหาธรรมรสเลิศ แบบนี้ มึงตัดศรัทธากู มึงบั่น
    ทอนกำลังใจของกู มึงทำร้ายกู แล้วใครจะสนใจธรรมที่มึงมากระทำกับหัวกู
    มึงไม่มีธรรม มึงไม่มีกุศลกรรมบท10
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2011
  13. บุคคลทั่วไป 3 คน

    บุคคลทั่วไป 3 คน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,943
    ค่าพลัง:
    +1,253
    แล้วเรื่อง สาวกะ คนเป็น สาวกะ จิตที่ผลักดันให้ข้ามโคตร จากปุถุชน
    ไปสู่ความเป็น อริยะเจ้า มันเกิดจากการเห็น ทุกขในสังสารวัฏ และอยาก
    ออกเต็มกำลัง จึงอนุโลมในมรรคจนเกิดผล

    แล้วหลังจากเกิดผล ท่านก็เล็งเห็นแล้วว่า กิเลสเหลืออีกเท่าไหร่ ไม่ใช่ไม่รู้
    ไม่เห็น จนไปนั่งเอ้อระเหยได้

    ดังนั้น เป็นโสดาบันแล้ว จะย้อนมามีเมตตา มีกรุณา ต่อหมู่สัตว์ มันเหมือน
    คนที่ รู้ว่างานตัวเองมีแต่ไม่ทำ

    มันเหมือนคนที่เห็นภัยในสังสารวัฏแล้ว กลับ ไปเห็นว่า สังสารวัฏยังมีอะไร
    ให้อยู่ ให้อาศัย ให้เอ้อระเหยได้อีกเยอะ นี่ท่ามันจะไปกันใหญ่ ดีไม่ไม่ดี

    ข้ามเป็นโสดาบันแล้ว เมตตามาก กรุณามาก เอ้า ไม่เอาแล้วโสดาบัน ขอเป็น
    พระโพธิสัตว์ออกโปรดสัตว์โลก !!!

    * * * *

    ดังนั้น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พรหมวิหาร ที่เกิด มันเป็น สภาพ
    ธรรมที่ใช้ตบแต่งกรรมฐาน เพื่อประโยชน์ในการทำงานภายในของท่าน

    ไม่ใช่เรื่อง ส่งออกนอก ไปจ๊ะจ๋า อันนี้ ก็ควรเป็นอย่างนี้ คือ เป็นเรื่อง
    ของ นามธรรม ธรรมารมณ์ที่เกิดกับจิต อันสัมปยุติเฉพาะภายในจิต

    * * * *

    ก็ขอกล่าวไว้ให้เผื่อเอาไว้ พิจารณา พวก โสดาบัน เจ๊าะแจ๊ะ จ๊ะจ๋า นี่
    เป็นไปได้แค่ไหน ก็พิจารณาเอา เนาะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2011
  14. dooddd

    dooddd เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +4,855
    โดนคุณ บุคคลทั่วไป 3 คน เฉาะไปหลายดอก

    โดนไอที่โง่อยู่หลายดอกทีเดียว

    ่ขอบคุณครับ
     
  15. นราสภา

    นราสภา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    1,964
    ค่าพลัง:
    +358
    ชัดเจน ไร้ที่ติ

    ชัดเจน ครบถ้วน

    หลังๆมานี้ ท่าจะไปได้อะไรใหม่ๆ มาเป็นเเน่ ดูเเน่นขึ้น จน เต็มอารมณ์

    อนุโมทนา ขอเเบ่งในกุศลในการให้ธรรมเป็น ทานของลุง ซักกระเบียดดดดด นะเจ้าค๊าาาาา สาธุ สาธุ:cool::cool::cool::cool:
     
  16. dooddd

    dooddd เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    1,008
    ค่าพลัง:
    +4,855
    อ่านไปอ่านมา เริ่มสงสัยเองอีกแล้วสิครับ
    ว่าปัญญานำ หรือสตินำกันหนอ
    หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต้องทั้งสองอย่างกัน
     
  17. สาวอุทัย

    สาวอุทัย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    2,293
    ค่าพลัง:
    +6,620
    พี่ตอบแบบครูภาษาไทย นะ.. คนโบราณใช้คำว่า สติปัญญา อธิบายเพิ่ม..แนวทางของพี่ เจริญสติ..ปัญญาตาม เมื่อเจริญสติ อยู่กับการรู้ตัว รู้ใจ ไม่ส่งออกนอกตัวนอกใจ บางครั้งก็จะเข้าใจเหตุที่เกิด โดยรู้เอง เข้าใจเอง คล้าย ๆ กับว่า มันเป็นอัตโนมัติ เช่น สภาวะความรู้สึกทางใจต่าง ๆ ถ้าพูดถึงปัญญาจริงๆแล้ว พี่อยากเปรียบเทียบว่าเป็นอาวุธ มันมี ความแหลม คม สามารถที่จะใช้ทิ่มแทง ตัดขาดได้ แนวทางการเจริญสติของพี่ก็ใช้ของหลวงปู่ชา สักแต่รู้ สักแต่ว่า มันไม่แน่ ทำเหมือนชาวสวนปลูกต้นไม้แล้วมีหน้าที่รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย (เจริญสติ) ส่วนการออกดอกออกผล เป็นเรื่องของต้นไม้ (เจริญปัญญา) ความสงสัยเป็นเหตุของการส่งออกนอกเพื่อไปหาเรื่อง แล้วก็จะได้เรื่องกลับมา เหมือนคนชอบออกนอกบ้านเพื่อไปหาเรื่อง เช่นเดียวกัน แต่เรื่องภายในบ้านไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เชื่อลองหลับตาดูแล้วนึกถึงหน้าตัวเอง รูปร่างตัวเอง แขน ขา จะเห็นชัดเหมือนหน้าคนอื่นหรือไม่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2011
  18. GhostHead

    GhostHead เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    1,014
    ค่าพลัง:
    +1,881
    คุณนราสภาก็รู้สึกใช่มั้ยครับ ความเย็นที่แผ่ซ่านออกมา

    ้อ้อ ใช่สิ ที่เชียงใหม่อากาศหนาวแล้วนะครับ อย่าลืมใส่เสื้อกันหนาวกันนะครับ

    เดี๋ยวไม่สบายนะ 555
     
  19. หม้อหุงข้าว..!

    หม้อหุงข้าว..! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,105
    ค่าพลัง:
    +1,071
    แสดงว่า พี่พานุเดช ไม่ใช่สายตรงหลวงพ่อฤาษี หากเห็นว่าอัชฌาสัยสุกขวิปัสสโก
    ต้องได้ฌาน4 นั่นแสดงว่าพูดกลบธรรมที่หลวงพ่อฤาษีท่านได้แสดงไว้
    ผมเองก็ศึกษาสดับตรับฟัง จากหลวงพ่อฤาษี มาก่อน ในเวบนี้ล่ะ

    ตรงนี้อย่าเข้าใจไปว่า เป็นการสนับสนุนความคิดเห็น บุคคลข้างต้นอะไรนั่นหนา
     
  20. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,644
    อย่าพูดว่าผมเป็นสายตรงท่านเลยครับ...ยังเลวอยู่มากนะ....นับกับท่านไม่ได้....

    ว่าแต่ว่า ที่กล่าวอ้างหลวงพ่อนั้น...ขอหลักฐานที่มาครับ...เพราะสมัยนี้การอ้างว่ามาจากองค์นั้นองค์นี้มีมาก....แต่ถามหาหลักฐานไม่เคยเจอ...

    ถ้าใช่ผมจะได้พิจารณาต่อไป....
     

แชร์หน้านี้

Loading...