พอจะมีนักปฏิบัติ"ที่ทำงานโรงงาน"ขอประสพการณ์จริง

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย รัก_D, 5 กันยายน 2010.

  1. รัก_D

    รัก_D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2008
    โพสต์:
    290
    ค่าพลัง:
    +1,096
    อย่างบางคนต้องทำงานกะเช้าบ้างกะดึกบ้าง<br>
    เอาแบบประสบการณ์จริง ถ้าพอจะมีครับ<br>
    ที่ปฏิบัิติไปแล้ว ถึงขั้นได้ฌาณยิ่งดีครับ <br>
    อยากทราบการปฏิบัิติ และความเป็นอยู่ครับ ว่าปฏิบัิติอย่างไรบ้าง
    อยากได้แนวทางที่ดีคับ แบบยิ่งโสดก็ยิ่งดีคับจะได้คล้ายๆ ๕๕๕+
     
  2. prayut.r

    prayut.r เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +1,707
    ผมก็อยากตั้งคำถามแบบคุณ รัก D เนี่ยแหละครับ

    เพราะผมก็ทำงานโรงงานเหมือนกัน เจอปัญหาสารพัดอย่างให้ต้องแก้ไข

    แต่ไม่โสดอ่ะครับ 55

    พยายามกำหนดรู้ลมหายใจตลอดเวลา แต่พอเจอปัญหาต้องคิด ก็ลืมมันไปอีกแล้ว

    เจอกับคนหลายรูปแบบ บางครั้งไอ้อารมณ์โกรธมันก็มา

    แต่ถ้ามีเวลาว่าง อย่างช่วงพักผมก็จะกำหนดรู้ลมหายใจตลอดครับ(เหมือนทำสมาธิหลับตาอยู่ที่โต๊ะนั้นแหละ แต่ก็ต้องแอบทำตอนคนน้อยๆ)

    อีกอย่างผมก็อยากฝึกให้ได้มโนมยิทธิจริงๆ อยากรู้ว่าเวลาเครื่องจักรเกิดปัญหา ผมจะรู้ได้ไหมว่ามันเกิดที่ตรงไหน? จะได้แก้ได้เร็วๆ อิอิอิ
     
  3. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    ก็ปฏิบัติอยู่นั่นไงครับ

    รู้จักคิด รู้จักทำ รู้จักแก้ปัญหา

    ลองพิจารณาการเกิดดับของอารมณ์ของตนเองจากการที่ได้รับผลกระทบทางอารมณ์ของผู้อื่นภายนอก เข้ามาแล้วก็ออกไป ยิ่งได้พบผู้คนหลากหลายรูปแบบหากผ่านตรงหนี้ไปได้(ไม่ได้หมายถึงลาออกแล้วย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นนะครับ) ภาวะทางอารมณ์ต่างๆเหล่านั้นได้ก็เปรียบเสมือนเป็นตำราที่เก็บรวบรวมประสบการณ์รวมไปถึงปัญหาต่างๆและทางแก้ไข
    สภาวะนิ่งก็เกิดขึ้นได้เช่นกันครับ ตัวฉันนี้ก็จะหายไปได้เช่นกันครับ และถ้าหากไปได้กำลังสติและสมาธิยิ่งจะมากขึ้นกว่าการมโนภาพทุกข์มโนภาพสุขขึ้นเองเสียอีกเพราะประสบจริงประจักษ์จริง

    ขอให้ใช้ทุกโอกาสเป็นการปฏิบัติธรรมครับ ส่วนการนั่งสมาธิว่างก็นั่งก็แค่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรืออริยบทอื่นๆในส่วนของกายไป

    ปัญหามีไว้ให้วิเคราะห์แก้ไข แต่ปัญหาไม่ได้มีไว้ให้ไปสะเดาะห์เคราะห์
    อนุโมทนาครับ
     
  4. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    สำหรับผม
    ปัจจุบันเวลาทำการงานอะไร เวลาจะปฏิบัติไปด้วยก็ตั้งใจทำมันไปถ้ามันแวบไปไหน ก็พิจารณาว่าใจนี้พอใจไม่พอใจ หรือใจเราเป็นอย่างไร ถ้ามันจะแว่บไปทางอื่นนอกเหนือจากการที่ทำอยู่นะครับ ผมดูอยู่อย่างนี้ จะลดความฟุ้งซ่านต่อการงาน จิตจะตั้งมั่นอยู่ในงานนั้นได้ ถ้าจิตเคลื่อนก็ตามดู ถ้าดูเห็นจริงจิตจะหยุดเคลื่อนทันที ก็กลับไมมั่นต่อการงานต่อ การงานนั้นก็จะดี ใจก็ไม่ฟุ้งซ่าน

    ของแถม ถ้าดีจริงต้องพิสูจน์ได้ คนรอบข้างเขาจะสังเกตุได้ เวลาที่จิตดีอยู่อย่างนี้มันจะงามครับ บางคราวเขาทนไม่ไหวมากอดเลยก็มี ทั้งที่มันหน้าเดียวกันกายเดียวกันนี้ละ คนอื่นหล่อกว่าเขาก็จะไม่เอาครับ จิตเขาเห็นความสุขที่อยู่ในจิตเรา จากประสบการณ์จริงครับ

    ของแถมอีก ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานอะไรครับ มีผู้อุปถัมภ์ไว้ ถ้าถามผมผลก็มาจากการปฏิบัตินี้เองที่สะสมมา ชีวิตพลิกไปเลย แต่ก็ลำบากมากเหมือนกันกว่าจะมาถึงตรงนี้ได้

    ปฏิบัติดีถ้าดีจริงมีผลดีแน่นอน ดีขึ้น ดีรอบ ดีหมด ดีครบ ตามกรรม ทำดีย่อมเป็นไปด้วยดี
     
  5. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    หาดูเรื่อง สติปักฐาน ๔ อันประกอบด้วย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธรรมมานุปัสสนา

    ผู้ฝึกเบื้อต้นให้เริ่มที่ กายยานุปัสสนา (พิจารณาหรือเอาสติอยู่ที่กาย) ก่อน เพราะ ง่ายสุด เนื่องจาก ร่างกายเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน

    กายานุปัสสนามี ๖ อย่าง

    ๑. อานาปานสติ โดยพิจารณาลมหายใจ คือ ทำสติรู้ที่ลมหายใจเข้าออก จิตก็สงบระดับฌานได้ง่าย
    ๒. มีสติรู้ที่ความเคลื่นไหว ยืน เดิน นั่ง นอน ให้ทำสติรู้ตัว ตลอด
    ๓. มีสัมปชัญญะให้มีสติรู้ทุกอิริยาบทที่เคลื่อไหว ให้รู้ทุกอาการที่เคลื่อนไหว
    ๔. พิจารณา อัวยวะต่างๆ ว่าเป็นสิ่งสกปรก ผล ขน เล็บ ฟัน หนัง ... เป็นสิ่งที่ไม่สะอาดทั้งสิ้น
    ๔. พิจารณาว่ากายและส่วนประกอบของอวัยวะต่าง ๆ เป็น เพียง ธาตุ ๔ คือ ดิน (ของแข็ง) น้ำ (ของเหลว) ลม และ ไฟ
    ๖. พิจารณากายว่าเป็นดังซากศพ ไล่ไปตั้งแต่ตาย ๑ วัน ๒ วัน ไล่ไปจนสลายเป็นดิน

    ขอแนะนำว่า

    ๑. ถ้าอยู่บ้านนั่งสมาธิ ก่อนนอน และเมื่อตื่นนอน ให้ทำตามข้อ ๑ ก่อน (ทำสมาธิโดยการมีสติรู้ที่ลมหายใจเข้าและออก)
    ๒. ถ้าออกจากบ้านไปทำงาน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินออกจากบ้าน ให้ทำความรู้ตัว ในอิริยาบทต่าง ๆ ยืน เดิน นั่ง ตอนทำงานที่โรงงานก็ทำความรู้สึกตัวมีสติรู้ไปตลอด ระวังอย่าให้จิตไปนอกกายเละใจของเจ้าของ สติหรือจิตจะต้องอยู่ที่กายและใจของเราเท่านั้น เมื่อทำนานเข้า หลายวันหลายเดือนเข้า ก็ฝึกต่อด้วยข้อ ๓ คือ มีสัมปชัญญะรู้ตัวตลอดทุกอิริยบบาท เมื่อทำได้ จะรู้ว่าความทุกข์จากภายนอกจะไม่สามารถแทรกเข้ามาในใจเราได้เลย


    วิธีการในข้อ ๑ การทำสมาธิโดยทำความรู้สึกที่ลมหายใจเข้าและออก

    ๑. นั่งตัวตรงดำรงสติมั่น หายใจเข้า บริกรรมว่า พุทธ หายใจออกบริกรรมว่า โธ ทำความรู้สึกที่ลมเข้าออกที่ปลายจมูก ตอนแรกหายใจเข้า-ออกให้ยาวและลึกสักสามถึยพิงห้าครั้ง แล้วบริกรรมและตามลมด้วยนะ จากนั้นปล่อยให้ลมหายใจถี่ขึ้น

    ๒. เมื่อลมหายใจ ถี่ขึ้ ๆ ๆๆๆๆๆๆๆ ยังบริกรรมอยู่ และ ทำความรู้สึกรู้ที่ลมหายใจปลายจมูกอยู่ เมื่อลมนายใจละเอียดและถี่มาก คำบริกรรมจะค่อย ๆ จางลงแล้วคำบริกรรมจะหายไปเองในที่สุด แต่มีสติรู้อยู่ (ไม่ต้องดึงคำบริกรรมกลับมาอีก แต่ให้ปล่อยไปเลย)

    ๓. ความรู้สึกทางกายที่เด่นชัดขึ้นจะปรากฏ คือ มีความอิ่มเอิบทางกาย หรือที่เราเรียกว่าปิติ ให้สังเกตดูว่ามันเป็นความสุขที่เกิดทางกาย เช่น เย็นซาบซ่านไปทั้งตัว หรือ ปิติแบบอื่น ๆ เช่น รู้สึกว่าตัวเบา ตัวโยก ตัวพอง สังเกตให้ดีจะรู้ว่า มันเป็นความรู้สึกทางกายที่ชัดเจนจากนั้น อย่ายินดีในปิติ วางเสีย เมื่อปิติดับกายก็ดับหายไป เพราะมันเป็นความรู้สึกทางกาย

    ๔. เมื่อความรู้สึกทางกายหรือกายหายไป จะมีเพียงสุขที่เป็นนามธรรมอยู่ คือ สุขอยู่ที่จิต ความรู้สึกทางกายไม่มี

    ๕. ละสุขเสีย ก็จะเหลือแต่ความเฉยคือไม่รู้สึกทั้งสุขทั้งทุกข์ และจิตรวมเป็นหนึ่งอยู่

    ทำให้ได้เท่านี้ก่อน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2010
  6. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    เสียดาย ผมไม่มีประสบการณ์ตรง มีแต่ประสบการณ์ทะแยง แต่ก็มันก็พอจริงๆอยู่นะ

    เกริ่นอีกนิด เดี๋ยวงง ผมทำงานเป็นคนออกแบบโปรแกรม โปรแกรมโรงงานนี่ก็พอผ่านๆ
    มาสักสองโรงงาน จึงพอรู้อะไรบางอย่าง ที่น่าจะเอามาประยุกต์ในการปฏิบัติธรรมะได้
    หากคุณมีใจจริง

    การทำงานโรงงานนั้น ไม่ว่าพนักงานคนไหนๆ จะต้องโดน เครื่องมือตัวนี้รุมเร้าเหมือน
    กันหมด มันคือ Time And Motion Study ซึ่งมันแตกออกไปเป็นทฤษฏีวัดผล
    วัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอื่นๆ อีกหลายตัว แต่หลักมันก็ตัวนี้แหละ หนีไม่รอด เพราะ
    ผมก็ใช้ หลักการตัวนี้แหละเป็นโครงออกแบบจัดการระบบทั้งโรงงาน ( น้านซอฟต์แวร์
    ที่ไม่ใช่คนยังไม่รอด)

    ดังนั้น ..... เอาตัวนี้มาใช้เลยครับ แต่ ทรมานหน่อยนะ มันตีเข้ากลางหัวเรา
    เลยทีเดียวหากเป็นคน ไม่จริงใจให้ธรรมะ แต่ถ้ามีใจจริงให้ธรรมะ นี่จะไม่ลำบาก
    แถมปลายปีมีโบนัสอีกต่างหาก แต่ถึงจะไม่ได้ เราก็ได้ โบนัสธรรมมาก่อนแล้ว

    วิธีการก็ง่ายๆ ตามชื่อหลักการ คือ "อยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา" ทำงานให้ถูกที่ถูกเวลา
    คล่องแคล้ว ว่อวไว ไม่มีคั้งค้าง ไม่มีก่อโทษภายหลัง ไม่ขาด และ ไม่เกิน(ตรง
    ไม่เกินนี่ เฉพาะทฤษฏีใหม่ๆ พวกญี่ปุ่น เพราะเขาถือว่า เป็น ต้นทุนที่เสียโดยใช่เหตุ)

    ที่นี้ ทำไมมัน ตีเข้ากลางหัว ก็เพราะ ว่า หากคุณเอิดตัวว่า เห้ย นี่คนนะโว้ยไม่ใช่
    เครื่องจักร จะให้เคลื่อนไหวลื่นไหลถูกจังหวะยังกะใช้เซอร์โวมอเตอร์ได้อย่างไร

    คุณก็เอา จิตที่ร้องเร้าๆ ว่า กูคนๆ นี่แหละ มาผลิกเป็นการเห็น อัตตา มานะ เสีย

    หากมันร้องขึ้นมา มันไม่ทำงานลื่นไหลไปตามวัตถุประสงค์ร่วมขององค์กร ก็ทัก
    มันเลยว่า อัตตา เกิดแล้ว รู้ แต่อย่าไปเกลียดมัน ให้รับรู้ผ่านๆ ในใจว่า มันมี
    ในเรา แต่มันไม่ใช่เรา(คนรักธรรม ย่อมไม่มีอัตตา) ดูตัวนี้เรื่อยๆ เนืองๆ เอา
    เฉพาะที่ตอนทำงานเท่านั้น พอหยุดทำงาน ก็ลองพัก ไปจมอัตตาดูบ้าง แต่
    อย่าจมมากไป อย่าถึงกับไปเที่ยวเทค กินเหล้า เหล่หญิง(ใช่! เหล่หญิงก็ห้าม
    นะเพราะ กิจกรรมนี้มักเป็นเรื่อง จิตวิทยาหมู่ ไม่เราหมู่ เขาก็หมู่ จึงยากต่อการ
    ดิ้นรนในการแลเห็นธรรม) อันนั้น เราจะดูธรรมะยาก

    เพราะ ธรรมะที่เราจะดูคือ การไปการมาของ อัตตา ที่เข้ามาครอบงำจิตเรา

    ดูไปเรื่อยๆ ค่อยๆใช้ใจสัมผัสส ความเบา จางคลาย หน่ายกำหนัด ที่เกิดจาก
    การมี อัตตา มันจะมีน้ำหนักให้คุณเห็นทั้งสองเวลา ทั้งตอนทำงาน และตอน
    พักผ่อน สังเกตุน้ำหนักนั้นที่เกิดขึ้นกลางใจ ดูไปเรื่อยๆ แล้วลองใคร่ครวญเข้า
    ไปอีกทีถึง ความยินดี ยินร้าย ที่สะเทือนใจ แล้วก่อเป็นอัตตา มีน้ำหนักขึ้นมา
    หากดำริไม่อยากมี น้ำหนักนั้นจะผลิกเป็นเหมือนกำแพงกั้นที่มองไม่เห็น(จะเห็น
    ได้อย่างไร ก็คนมองนั้นแหละ !)

    ก็ดูไปเรื่อยๆ หากรักธรรมะจริงนะ จะเกิดการดำริออกจากการ มีน้ำหนักแม้เพียง
    น้อยหนึ่งเดียวก็ไม่อยากมีอัตตา แล้วจะร้องหา อุบายนำออกที่ดีๆ

    ซึ่งถึงเวลานั้น ก็รับรองว่า คุณเข้าหาพระที่เป็นผู้รู้ ท่านย่อมให้อุบายนำออกที่ดีๆ
    ได้แน่นอน แต่ก็ไม่แน่นะ คุณอาจจะเห็น อุบายนำออกที่ดี ไม่มีโทษ ได้เองก็ได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  7. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขอโทษครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ตรง คือทำงานโรงงานแล้วปฎิบัติธรรมด้วย แต่ภูมิธรรมผมยังไม่มากนะครับ

    ช่วงเวลาพักผมจะรีบกินข้าวเร็วๆ แล้วไปหาที่นั่งสมาธิ (ตามปกติผมว่าน่าจะเกือบทุกโรงงานนะที่เวลาพักจะปิดไฟตรงบริเวณจุดทำงาน) เลือกที่ไกลๆคนหน่อย ถ้าไม่มีจริงๆ ตรงไหนผมก็นั่งครับ ไม่อายใครหรอก ก็ทำไมหล่ะคนจะทำดี จะอายทำไม พวกจิตหยาบหรือพวกอิจฉาจะคอยแอบกระแหนกระแหนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ส่วนมากจะมีแต่คนชื่นชมนะ แล้วก็จะนั่งก่อนเข้านอนอีกรอบนึง พอนั่งเสร็จจะนอนก็กำหนดต่อจนหลับเลย สมาธิจะไม่ขาดช่วงไปมาก พอจะต่อเนื่องได้อยู่

    แต่ช่วงทำงานอยู่ผมก็แค่ให้ตัวเองมีสติและสมาธิอยู่กับงานที่ทำเท่านั้น เพราะงานโรงงานส่วนมากจะอยู่กับเครื่องจักรอันตราย เผลอเมื่อไหร่ ถ้าไม่พิการก็ตายเท่านั้นแหละ

    ส่วนของแถมอย่างที่ คุณรู้รู้ไป กล่าวไว้ ผมก็เจอเช่นนั้นครับ มีแต่คนเป็นมิตร และผู้หญิงก็จะชอบเยอะ (แต่ผมก็ไม่ได้สนใจใครนะครับ ยิ่งคนที่มีแฟนอยู่แล้ว ผมยิ่งไม่พูดต่อคำเลย กลัวแฟนเค้าเข้าใจผิด) พวกที่อิจฉาก็คงจะอิจฉาเรื่องนี้หล่ะมั้ง

    ในระบบงานที่ผมทำ มันจะเป็นแบบคล้ายๆว่า ต้องแย่งงานกันทำ แต่ผมไม่ชอบ ทำงานแผนกเดียวกัน แต่ต้องมาแย่งงานกันทำ แย่งกันไปแย่งกันมาก็ทะเลาะกันหลายครั้งแล้ว ผมก็เลยทำแบบ แบ่งๆงานกันไปทำ เอาให้เท่ากัน คนแผนกอื่นที่รองานต่ออยู่ ก็ให้รอไป แต่ทางเราต้องแบ่งกันเท่านั้นพอ เพราะที่เค้าเร่งงานกันหน่ะ เค้าเร่งเอายอดกัน ของมีไม่พอก็ยังจะเร่ง ผมเลยใช้เหตุผล ก็ไม่เห็นมีคนว่า มีแต่คนชมว่าผมทำได้ดี เปลี่ยนแนวงานของพวกเค้าไปเลย แต่ไปในทางที่ดี ไม่ต้องทะเลาะกัน

    แปลกใจของแค่นี้ทำไมคิดกันไม่ออกนะ

    นี่ก็แค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆครับ

    อนุโมทนากับความตั้งใจของคุณด้วยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กันยายน 2010
  8. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    การปฏิบัตินั้น มันก็ตัวเดิม ทำงานไม่ทำงาน....ก็ตัวเดิม......

    สำคัญแต่ว่าจะรู้จักวิธีการที่จะนำมาใช้ในการดำเนินชิวิตได้ไมเท่านั้นเอง......

    การปฏิบัติไม่ใช่ต้องนั่งอยู่กับที่อย่างเดียว.....ต่อให้มีเมียเป็นสิบเป็นร้อย...มีลูกเป็นพัน...มีงานรัดตัว......ผู้มีปัญญาย่อมปฏิบัติได้.....อย่าคิดว่าการปฏิบัติคือสิ่งที่ต้องเอาเวลาเข้าไปทำอย่างเดียว....
     
  9. Bull_psi

    Bull_psi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +1,446
    ถ้าเอาแค่ฌานก่อนก็ไม่เห็นจะยากเลย
    หลักปฎิบัติคือ
    1.คุณต้องวิเวก ไม่อยู่หมู่ ไม่คลุกคลี นี่keywordเลยครับ
    2.ทำสมาธิจับลม เพ่งกสิณก็ได้ หมุกหมุ่นในงานก็ได้

    เรื่องรู้ขึ้นมาเองว่าเครื่องจักรมีปัญหาตรงไหน หรือรู้ก่อนจะมีปัญหานี่มีจริง
    ผมก็ทำงานวิศวกร 55 บางทีรู้ก่อนลูกค้าจะโทรมาด้วยนะ อยู่ๆก็คิดถึง
    แต่ทักษะนี้ก็ไม่ใช่กิจของวิศวกร
    มันต้องใช้เหตุผลแก้ปัญหาสิคุณ แก้ตามอาการบอกเหตุ
     
  10. รัก_D

    รัก_D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2008
    โพสต์:
    290
    ค่าพลัง:
    +1,096
    นี้แหล่ะทีเค้าเรียกว่านำ้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ครับ อิอิ<br>
    พออยากแล้วมันจะไม่ได้นี่ซิ<br>
    แต่ก็เป็นที่ทดสอบที่ดีนะ กิเลสเยอะมากๆ<br>
    ใจมันยัง 50:50 เลยยังไม่ได้เต็มที่ครับ<br>
    ขอให้ได้ในสิ่งที่อยากได้นะครับ.. ผมก็พยายามไม่อยากและก็ทำๆไปเหมือนกัน
     
  11. รัก_D

    รัก_D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2008
    โพสต์:
    290
    ค่าพลัง:
    +1,096
    ขอบคุณคุณ เอกวีร์ มากเลยครับ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมากเลยครับ
    ขอบคุณคุณ Supop มากเลยครับ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมมากเลยครับ
    ขอบคุณคุณBull_psi อันนี้ผมไม่เคยลอง แต่ว่า้ถ้าทำอย่างนี้ก็น่าจะเห็นผล แต่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเห็นผีสางนางไม้นะครับ นอนไหนก็นอนได้ไม่ต้องไหว้ก็นอนได้ พ่อบอกว่าเป็นคนบุญเย็น ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่คงประมาณว่าไม่เจอ ผี เทวดา แบบนี้หล่ะมั้งครับ

    ขอบคุณทุกความเห็นนะครับทุกท่านล้วนมีประสบการณ์ที่ดี บางทานก็ง่ายต่อการปฏิบัติอย่างมากครับ.
     
  12. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    ถ้าที่ท่านรักดี ไปนั่งป่าช้า 9วัน นั่นนะครับ
    ถ้าท่านรักดีสังเกตุวันที่ท่านสบายใจ มันเกิดจากการปรุงแต่งทั้งหลายมันไปรวมกันที่ความกลัว เมื่อความกลัวมันดับลง ใจก็เป็นสุข ด้วยปรุงแต่งดับด้วย ไม่มีอะไรมาปรุงใจ ใจจึงเป็นสุขอยู่ด้วยใจเอง หากเข้าใจเหมือนกันนะครับ
    ถ้าได้อีก ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าวิธีไหน จะทำอะไรอยู่ใจก็จะเป็นสุข ไม่ว่าทำอะไร ผลแห่งใจนั้นก็จะปรากฏให้เห็น ได้ทุกเมื่อไม่ว่าทำอะไรอยู่
    ถ้าสะสมมาแล้ว จับดีๆใช้ได้แน่ครับ
    อนุโมทนาครับ


     
  13. prayut.r

    prayut.r เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    150
    ค่าพลัง:
    +1,707
    เนี่ยแหละครับปัญหา เพราะการใช้เหตุผลน่ะผมเข้าใจครับ

    แต่เวลาเครื่องจักรมันเกิดปัญหาแบบ เป็นๆ หายๆ

    คนมายืนรุมกันเป็นวันๆ ยังหาสาเหตุไม่เจอเนี่ย ผมล่ะเครี้ยด...เครียด
     
  14. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    เรื่อง ทำงาน ที่ต้องใช้เวลา กลางคืนบ้าง กลา่งวันบ้าง การปฏิบัติมันก็เหมือนกับ ปฏิบัติทั่วไป ไม่ว่า จะสมถะ หรือ วิปัสสนา

    แต่ ที่ต้อง ปรับตัวเอง คือ เรื่องของ สุขภาพ เพราะว่า คนนอนดึก นอนไม่เป็นเวลา นี้ ร่างกาย ก็ทำงาน ขึ้นๆ ลงๆ

    ดังนั้น ถ้า จะให้แนะนำ คือ แนะนำ การปฏิบัติ ตัว เวลา ทำงานตอนกลางคืน มากกว่า

    การปฏิบัติตน เวลา ทำงานตอนกลางคืน เพื่อให้ จิตนี้ได้พักผ่อน ไปด้วย ก็ให้เจริญ สติ ให้ สงบ กาย ให้มากที่สุด แม้ว่า เราจะเดินไปมา หรือ ตื่นอยู่ แต่ พักจิตได้

    ก็จะทำให้ จิตนี้ได้พักผ่อนไปด้วย ในขณะทำงาน

    การพักจิต คือ กำหนดใจให้เป็นหนึ่งอยู่ วางอารมณ์ และ ความรู้สึกทั้งปวง ทิ้งไป

    ( รายละเอียด ต้อง ไปศึกษา มหาสติ และ สมาธิ ก่อน)
     
  15. Bull_psi

    Bull_psi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +1,446
    อนุโมทนาครับ
    เป็นๆหายๆก็ล้วนมาจากสาเหตุ
    บางทีก็ซัพพลายส์เสื่อม CPUเสื่อม ไม่แน่นอนเลยออกรวน ไม่ออกน็อคเบรคดาวน์ไป
    บางส่วนระบบแมคคานิคที่ว่าเที่ยงมันก็ไม่เที่ยงหนอ
    บางส่วนของโปรแกรมที่ว่าเที่ยง ก็ผิดไวยกรณ์ไปจากอวิชชาคือความไม่รู้
    บางทีทะเลาะกันตอนเมาไม่รู้เรื่องไม่คิดไร เพื่อนฝังใจแอบมาวางยาซะงั้น
    นี่แหละไม่มีอะไรแน่นอน
    แต่แปลกอย่างลาออกปั๊บ โล่งเลย พ้นการรับผิดชอบ (ไม่ยึดมั่นถือมั่น)

    เอาว่ามีปัญหาก็แก้ไปอย่าไปเครียดมาก รายจ่ายfix cost มีก็ต้องสู้กันไป
    แก้ได้ก็แก้ ไม่ได้ก็ตามช่างเฉพาะทางข้างนอก
    ทำใจสบายๆแล้วใช้ปัญญาแก้ปัญหา
    งานสำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตนะคุณ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 กันยายน 2010
  16. รัก_D

    รัก_D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2008
    โพสต์:
    290
    ค่าพลัง:
    +1,096
    จำได้ว่าเคยเห็นโครงการปฏิบัติธรรม กรรมฐานที่ป่าช้า ที่ไหนสักแห่งนี่แหล่ะคับ คือถ้าท่านใดได้ข่าวก็รบกวนแจ้งทางเมลล์ผมอีกทีนะครับ คืออยากไปแบบ มีผู้คุมบ้างก็น่าจะดีดีกว่าผมจะดุ่มๆไปคนเดียว อีกอย่างยังติดภาระทางโลกอยู่ครับงานมันรัดตัวไม่มีวันลาเยอะขนาด 9 วันแต่ถ้าไปได้ก็จะไปครับ อยากปฏิบัติอยู่ใกล้ชิดผู้ล่วงลับสักครั้งนึ่ง ถ้าจิตละเอียดพออาจจะได้เห็นท่านมานั่งมองเราอยู่ก็ได้ ^^
     
  17. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    ถ้าท่านเห็นหลักตัวนี้ มันเกิดจากความดิ้นรนปรุงแต่งฟุ้งซ่านอันเป็นความทุกข์ทั้งหลายมันหายไป(เพราะมันขมวดมามัดไว้กับความกลัวแต่อย่างเดียวพอกลัวดับอย่างอื่นมันก็ดับด้วย)จึงเกิดเป็นตัวหนังสือสีแดง ซึ่งวิเศษแท้ ว่ามั้ย
    ถ้าท่านทำให้ความดิ้นรนปรุงแต่งฟุ้งซ่านเช่นนั้นหายไปอย่างนั้นได้ ภาวะนี้จะเกิดขึ้น อาจจะไม่จำเป็นต้องความกลัว ความปวดก็ได้ อะไรก็ได้ นำมาเป็นอุบายเพื่อให้ถึงตัวนี้แค่นั้นเอง วิธีการไม่สำคัญเท่าผล อย่าติดอุบายหรือวิธีการอันเป็นเครื่องน้อมให้ถึงนะครับ
    ถ้าทำได้อย่างนั้น จิตตัวนั้น ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่อยู่ป่าช้าอยู้บ้านร้านอาหารสนามบอลที่ทำงาน อะไรล่ะที่คุณต้องการ ได้เวลนั้นก็ใช้กันในเวลานั้นเลย

    เรื่องป่าช้า9วันผมก็ไม่เคยหรอก แต่อาศัยว่ากลัวตรงไหนไปตรงนั้น ไม่พอใจตรงไหนแพ้กิเลสตรงไหนสู้ตรงนั้น อยู่ตรงนั้น ถึงจุดหนึ่งก็ขอได้นะอยากเจออะไร(ส่วนผม ขอให้เห็นวิญญานแล้วได้เห็นอย่างนี้ เต็มๆครับ)
    เรื่องป่าช้านี่ ถ้าอินทรีย์ไม่แข็ง ไม่มีผู้รู้ ไม่เด็ดเดี่ยว ก็ต้องพิจารณาเอา

    ผู้สนใจธรรม โลกย่อมยินดีแล้ว
    ผู้รู้การงานอันควร โลกย่อมชื่นชมแล้ว
    ผู้มีใจเด็ดเดี่ยวด้วยธรรม โลกย่อมสรรเสริญแล้ว

    ธรรมมะอยู่ที่ใจ เป็นไปเพื่อแก้อาการทางใจ จึงต้องมาดูที่ใจ มาแก้ที่ใจ ใช้ใจถึงใจ ก็จะเข้าใจ จะแก้อาการทางใจ ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไรเรื่องใดครับ

    อนุโมทนาครับ สาธุ สาธุ สธุ เจริญในธรรม
     
  18. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,900
    ค่าพลัง:
    +7,310
    ที่เคยได้ยินก็ หลวงพ่อกล้วย วันป่าธรรมอุทยาน ขอนแก่น ตามลิ้งนี้ค่ะ
    ขอนแก่น : วัดป่าธรรมอุทยาน

    แล้วก็ถ้าเป็นสมาชิกเว็บพลังจิตก็คุณ TBOON ที่เคยมาเล่าว่าพากันไปฝึก
    ดูจิตดูใจ ที่ป่าช้ากันเป็นหมู่คณะ หรือ จะลองไปดูที่เว็บ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ
    ก็ได้ ที่เว็บ managerroom.com ก็มีคำสอนขหลวงพ่อกล้วย
    บอร์ดสนทนาธรรมะ
    http://www.managerroom.com/forums/forum_topics.asp?FID=2
    บอร์ดรวมคำสอนหลวงพ่อกล้วย
    http://www.managerroom.com/forums/forum_topics.asp?FID=16
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2010
  19. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    อย่าไปเข้าใจในทำนองที่ มันสูญหายไปจากใจนะ

    ขันธ์5 มีหน้าที่ ปรุงอาการกลัว ขึ้นมากระเพื่อม สั่นไหว ให้รับรู้

    จิตผู้สงบแล้ว ย่อมเห็น ความกลัว ในพื้นใจนั้น ปรากฏอย่างมิตร

    มันชักจูงเราไป กลัว ตามมันไม่ได้ เพราะ ละอุปทานขันธ์ ไปแล้ว

    ขันธ์5 เป็นของหนัก แต่มันก็มีประโยชน์หากนำมาใช้ตามวาสนา ใช่ว่า
    อาการกลัว แสดงแล้ว จะต้องปัดให้มันหายไม่สนใจ ก็ไม่ใช่ มันต้อง
    เห็นว่ามี แต่เหมือนไม่มี ไม่มี แต่ก็เหมือนมี คือ ต้องเอามันมาใช้
    ประโยชน์ได้

    เห็นผี เห็นสาง เห็นเทวดา เห็น ระเบิด เห็น หมาบ้า หากมันไม่รู้ มัน
    ก็ต้องกลัว แต่กลัวแล้วไม่เสียสติ สติย่อมนำมาใช้ประโยชน์ จะ
    อยู่สอนเขา จะเคารพเขา หรือ จะหลีกหนีจากมัน จะรู้ชัดในวาระกรรม
    ก็ย่อมต้องอาศัยการเห็น ความกลัว ปรากฏเป็นสัญญาณ
     
  20. เรือทุกข์

    เรือทุกข์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +405
    <table style="width: 581px; height: 214px;" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"><tbody><tr><tr><td height="30">
    </td> <td valign="top">คำว่า วาจาอันเป็นสุภาษิตในที่นี้ มิได้หมายถึงเพียงว่าต้องเป็นคำร้อยกรอง ร้อยแก้ว เป็นคำคมบาดใจมีความหมายลึกซึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดที่ดี มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง ซึ่งสรุปว่าประกอบด้วยลักษณะดังนี้
    ๑.ต้องเป็นคำจริง คือข้อมูลที่ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้ปั้นแต่งขึ้นมาพูด
    ๒.ต้องเป็นคำสุภาพ คือพูดด้วยภาษาที่สุภาพ มีความไพเราะในถ้อยคำ ไม่มีคำหยาบโลน หรือคำด่า
    ๓.พูดแล้วมีประโยชน์ คือมีประโยชน์ต่อผู้ฟังถ้าหากนำแนวทางไปคิด หรือปฏิบัติในทางสร้างสรรค์
    ๔.พูดด้วยจิตที่มีเมตตา คือพูดด้วยจิตใจที่มีความปรารถนาดีต่อผู้ฟัง มีความจริงใจต่อผู้ฟัง
    ๕.พูดได้ถูกกาลเทศะ คือพูดในสถานที่เหมาะสม และในเวลาที่เหมาะสม โดยความเหมาะสมจะมีมากน้อยเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่พูด
    </td></tr></tr></tbody></table>
     

แชร์หน้านี้

Loading...