พิจารณาจิต รู้...เห็นจิต

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย Nana nora, 14 พฤษภาคม 2019.

  1. Nana nora

    Nana nora Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    159
    กระทู้เรื่องเด่น:
    5
    ค่าพลัง:
    +86
    46118898_2149288915090371_7928742059161157632_n.jpg
    พิจารณาจิต รู้...เห็นจิต

    "..การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ถ้าใครจะสามารถฝึกจิตสอนใจของตัวเองจะสามารถที่จะชนะเวทนาในขณะที่ตายได้อย่างสบายคือในขณะที่ตายนั้นทราบอยู่ เกาะพระพุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ คำหนึ่งคำใดหรือทั้งสามคำนี้ก็จะสามารถไปสู่คติที่ดี ดีเลิศ เลิศที่สุดคือพระพุทโธ พระธัมโม พระสังโฆ ดีเลิศกว่าบุญขนานอื่นสำหรับพุทธมามกะที่ทำ ยกเว้นองค์ฌานนะ นี่พูดถึงสมาธิคือขั้นสมาธิยกเว้นองค์ฌานเพราะฌานจะเหนือนี้ขึ้นไปนะ ผู้ที่ได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นั้นเหนือนี้ขึ้นไปนะอันนี้พูดถึงว่าในขณะจิตที่จะตายนั่นล่ะ นั่นให้พวกเราเข้าใจนะ อย่างนั้นการทำจิตภาวนาของพวกเราจึงอยู่ที่จุดนี้ว่าจะสามารถชนะเวทนาได้ไหม หรือจะหลงในการปรุงในการแต่งของจิตอยู่ ลองนั่งดูพินิจพิจารณาดูจิตของตัวเองไม่ต้องทำอะไรล่ะ มีสติรู้ตัวเองอยู่รู้ตัวว่านั่งและจะทราบว่าความรู้สึกนึกคิดของตัวเองมันคิดแบบไหน มันคิดจะจับโน่นจับนี่ คิดจะหยุก ๆ หยิก ๆ คิดจะขยับโน่นขยับนี่ เรามีสติตั้งมั่นรู้ตัวอยู่อย่าทำตามมันคือไม่ทำตามเวทนา มันจะปรุงมันจะแต่งท่านเรียกว่าเวทนานะนี่นะ จะให้ทำโน่นหยิบโน่นทุกนั่นกุ๊กๆกิ๊กๆเราไม่ทำตามมันเรารู้ตัวอยู่อย่างเดียวไม่ทำตามเราจะชนะเวทนาให้ได้เมื่อทำอย่างนี้บ่อยครั้งเข้าๆ จิตกับเวทนามันจะแยกจากกัน จะเห็นชัดเลยนะ ตัวปรุงก็ส่วนตัวปรุง ปรุงแต่งไปตามประสีประสาของขันธ์ สังขารขันธ์ สังขารมาร มันก็ปรุงไปล่ะแต่ไปล่ะตามประสีประสาของพวกมารนั่นล่ะแต่ตัวรู้ที่ออกจากการปรุงแต่งนั้นมันจะเกิดเพราะมีสติรู้อยู่ตรงกลาง

    นี่นักจิตภาวนาจะเป็นแบบนั้น
    เมื่อแยกเวทนาออกจากจิตได้แล้วนั่นแลจะทราบทันทีว่าตัวปรุงตัวแต่งนั้นไม่ใช่จิต เรื่องของขันธ์ สังขารขันธ์ที่เราเรียกกันเป็นการปรุงการแต่ง คิดชั่วบ้าง คิดดีบ้าง คิดทำนั่นทำนี่ คิดประมาทครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ คิดเทิดทูนครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้คิดไปตามประสีประสามันคิดของมันอยู่แบบนั้น ก็คิดไปอยากจะได้เมียคิดไปอยากจะได้ผัว คิดอยากจะมีโน่นมีนี่เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีมันก็คิดก็ปรุงไป ดูมันมีสติรู้ตัวอยู่เป็นกลางๆเมื่อทำแบบนี้บ่อยครั้งเข้าๆดั่งที่พูดให้ฟังจิตมันจะแยกออกจากเวทนาจะเห็นตัวรู้เด่นอยู่ข้างหนึ่ง สติอยู่กลาง ความปรุงแต่งอยู่อีกข้างหนึ่งจะรู้อยู่แบบนั้นนี่ท่านเรียกว่า#สติปัฏฐานสี่ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่สามารถรู้จิตเห็นจิต ไม่รู้เลยว่าขณะที่มันปรุงมันแต่งนี้มันเกิดจากอะไรก็เลยทำตามมัน มันอยากจะทำโน่นอยากจะทำนี่อยากจะลุกอยากจะเดินอยากจะไปก็ไปทำตามมันเลยไม่ทราบว่ามันเกิดด้วยเหตุเนื่องอะไร แต่นักจิตภาวนาที่ท่านเอาจริงเอาจังที่อยู่สติปัฏฐานสี่ที่เรียกว่า กาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตในจิต พิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นในใจ พิจารณาธรรมที่อยู่ในกายนี้คือพิจารณาเวทนา ถ้าพูดตามผู้ที่ประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตภาวนาทางภาคปฏิบัติล้วนๆ

    หลวงปู่ไม่ได้ทำอะไรเลยนะทั้งวันเลยอยู่แบบนี้ตลอดๆ ตั้งแต่บรรพชา ตั้งแต่เป็นผ้าขาวโน่น เลยนะ เพ่ง จ้องว่าความรู้สึกนึกคิดมาจากไหน ถ้าคิดว่าจากสมองไม่ใช่ลองเพ่งดูที่สมอง มันก็ไปคิดที่อื่น จะว่าในกายก็ไม่ใช่ จะว่านอกกายก็ไม่ใช่ ดูมันอยู่อย่างนั้น ทำไมจึงต้องดูมันก็อยากจะเห็นว่ามันคิดมาจากไหนใจเป็นตัวคิดหรือว่าสมองเป็นตัวคิด หรือว่าอะไรเป็นตัวคิด ลองดูว่าคิดอยู่ที่สมองก็ไม่ใช่มาดูที่ใจก็ไม่เชิง ดูที่เท้าก็ไม่เชิง ดูที่มือก็ไม่เชิง ไม่ทราบว่ามันคิดจากไหนดูไปเรื่อยๆพอดูไปๆจึงทราบว่าความคิดไม่ได้อยู่ที่ขันธ์ ให้เราเข้าใจนะความคิดไม่ได้อยู่ที่ขันธ์ รู้ได้ในช่วงที่สามารถรู้จุดเริ่มต้นในการปรุง จิตมันไม่ปรุงนะมันจะอยู่แบบนั้นแต่สังขารขันธ์กับจิตมันจะเข้ากัน เวลามันขยับครั้งแรกมันจะแกร็ก..พริบพรับ.. เหมือนกับสโคปนี้เลยมันเป็นแบบนั้น พริบพรับๆๆ ตัวที่มันยังไม่ได้ปรุงอะไร อ๋อ....รู้ทันทีเลย พอถึงจุดนั้นมันจะแยกปั๊บเลย พอจุดนั้นมันไม่ปรุงไงคือมันยังไม่ปรุงมันเริ่มต้นของมัน อ๋อ..จุดเริ่มต้นของมันอยู่จุดนั้นนั่นแหละที่ครูบาอาจารย์เรียกว่า “ต้นจิต”

    ถ้าศึกษาดูตามตำรับตำรามันก็ไม่ได้นะต้องศึกษาตามภาคปฏิบัติถ้าไม่มีภาคปฏิบัติเลยไม่ได้ ศึกษาไปร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปี ก็เท่าเก่านั่นแหละ เทศน์จนน้ำลายฟูมปากก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเพราะยังไม่รู้ #ต้นจิต ที่แท้ว่ามันเกิดจากอะไร หลวงปู่เพ่งอยู่อย่างนั้นเพ่งไปจนเกิดฌานเกิดญาณเกิดอภิญญาซึ่งพวกเราได้รับอยู่เดี๋ยวนี้ก็การเพ่งจิตอย่างเดียวนี้แหละในสติปัฏฐานสี่อย่างเดียว ไม่เคยห่างกายไม่เคยห่างจิตไม่เคยห่างเวทนาไม่เคยห่างธรรมเลยนะเรา เราอยู่ของเราอยู่แบบนี้นะ #พิจารณากาย ก็คือ#พิจารณาจิต นั่นแหละ พิจารณาจิต ก็ #พิจารณาเวทนา นั่นแหละ พิจารณาเวทนา ก็ #พิจารณาธรรมนั่นแหละไม่เคยผ่านเรานั่นแหละหลวงปู่จึงดีขึ้นมาๆๆ เพราะมี #สติ เราก็รู้ของเราอยู่แบบนั้น อ๋อเวลาที่มันปรุงแต่งปั๊บ อ๋อ......มันไม่ใช่จิตนี่แต่เป็นตัวปรุงนี่มันเข้าหากันมันเหมือนกับแม่เหล็กที่วิ่งเข้าหากัน เปรียบเสมือนว่าจิตนี้เป็นแม่เหล็ก เปรียบเสมือนความคิดนี้เป็นลักษณะพวกเชื้อ เป็นเหล็กเป็นอะไรที่สามารถที่จะติดกับแม่เหล็กได้อย่างง่ายดายเอาอะไรเป็นเครื่องกั้น พระพุทธเจ้าว่าสติเป็นเครื่องกั้น
    พอรู้จุดนั้นเราก็ปฏิบัติหลวงปู่ไม่ได้ศึกษาอะไรมากนะปิดตำราเลยดูจิตอย่างเดียว ดูเวทนาอย่างเดียวมันจะปรุงจะแต่งบางทีร้องไห้ก็ทราบว่ามันร้องไห้เรื่องของขันธ์คือรู้เวทนา แต่ไม่ไปตามมัน มันจะรักใครก็ตาม มันจะชังใครก็ตาม มันจะเกลียดใคร มันจะวุ่นวายก่ายกองนอนนอนไม่หลับกินไม่ได้ก็ตามไม่สนใจก็ดูอย่างเดียวตายก็ตาย คือจะแยกจิตออกจากกาย คือจะแยกจิตออกจากขันธ์ พูดง่ายว่าๆจะแยกจิตออกจากรูปตัวนี้ และจะแยกจิตออกจากเวทนา จะแยกจิตออกจากสัญญาจากสังขารและจากวิญญาณ พวกเราอย่าคิดว่าวิญญาณเป็นจิตไม่ใช่นะจิตส่วนจิตนะ วิญญาณคือธาตุรู้ตามอาการของขันธ์ อย่างงั้นผู้ที่สิ้นอาสวะแล้วท่านจึงดับรูปดับเวทนาดับสัญญาดับสังขารดับวิญญาณนี่พูดเป็นหลายแง่หลายมุมนะแต่พูดเป็นแง่เดียวมุมเดียวก็คือดับวิญญาณเมื่อดับวิญญาณได้แล้วการท่องเที่ยวในวัฏฏสงสารก็ไม่มีอีก นี่มันอยู่จุดนั้นอย่างงั้นถ้าใครมีสติสามารถรู้ต้นจิตได้เป็นผู้ที่มีธรรมครองใจ ตอนนี้ธรรมมันไม่ครองใจนะซิธรรมก็เป็นธรรมฝ่ายเลวครองใจก็เลยไปตามมัน

    ในช่วงที่หลวงปู่ประพฤติปฏิบัติใหม่ๆนี่ตกใจกลัวเหมือนกันเพราะตัวสังขารนี่มันปรุงมันแต่ง หลวงปู่กลัวผีตั้งแต่เด็กเวลาดูจิตเมื่อไรมันจะส่งผลออกมาเป็นรูปเป็นร่างเลยนะเดินโย่งๆมาเลยรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวฟันออกมานอกริมฝีปากแยกเขี้ยวตาโหว๋ๆมาผมลากมามันก็ปรุงก็แต่งเพราะมันกลัวผี อ๋อ..ตอนแรกก็เกือบจะเป็นบ้าเหมือนกันแล้วก็เห็นภาพต่างๆนานที่เขาจะมาฆ่าจะมาทำอะไรมันเป็นการปรุงแต่งของสังขารจิตเดิมจิตแท้มันไม่ได้ปรุงนี่ เราก็สู้อยู่บางวันนี่เหงื่อนี่ไหลซึมเลยนะ เพราะความกลัวกลัวก็เป็นเวทนาคือสู้กับเวทนาเมื่อสามารถจะสู้กับเวทนากับสังขารพวกนี้ได้ในช่วงต้นๆ ก็ขยับลงไปลึกลงไปๆๆเมื่อขยับถึงที่จุดนั้นมันจึงจะสามารถทำลาย ทำลายอะไร ทำลายความงี่เง่าเต่าตุ๋นของตัวเองได้ นั่น...เพราะมีสติแล้วจะเป็นตัวรู้อยู่กลางๆจะรู้ว่าตัวรู้ตัวปรุงตัวแต่ง กลัวโน่นกลัวนี่มันไม่ได้อยู่ที่จิตมันเป็นเรื่องของขันธ์ตามที่องค์หลวงตามหาบัวท่านว่าเวลาที่เราเดินไปก็ตามเห็นไม้อยู่ตามองไปนึกว่างูก็กระโดดเพราะความกลัวเหมือนกัน ก็เหมือนกับปุถุชนคนธรรมดานี่ล่ะท่านว่า นั่น..เพราะตัวนี้มันเป็นสังขารขันธ์จิตแท้มันแยกออกจากกายอย่างสิ้นเชิงแล้ว อย่างงั้นการปรุงการแต่งในภาคปฏิบัติจะไม่ได้อยู่ที่กายมันอยู่นอกกายก็ไม่เชิงมันอยู่อีกที่หนึ่งของมันเพราะเวลาเห็นจิตแล้วจะไม่เห็นกาย พูดง่ายๆ ถ้าเห็นการปรุงแต่งของจิตอยู่ ปั๊บๆๆๆ
    จะไม่เห็นกายนะ ถ้ายังเห็นกายอยู่แสดงว่ายังไม่เห็นจิตนะนี่นักปฏิบัติต้องรู้แจ้งแทงตลอดขนาดนั้นอย่างงั้นก็โง่ให้กิเลสหนาตัณหามืดนะซิ มันก็ดึงลากๆไปพอไปถึงจุดนั้นไปเจอเวทนามันก็ไม่ผ่านซินั่น..มันเป็นแบบนั้น แต่หลวงปู่นี่สามารถที่จะผ่านได้เลยเพราะเหตุที่ว่าหลวงปู่สละตายไง ขันธ์นี้หลวงปู่ไม่เอา คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ หลวงปู่มอบกายถวายชีวิตให้กับพุทธะ ธัมมะ สังฆะ แล้วหลวงปู่ว่าเราจะตายกับพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ตายก็ตายซิมันจะฆ่ามันจะเชือดเฉือนอะไรก็ปล่อยไปตามกรรมนั้นๆหลวงปู่จึงมีสติรู้อยู่ตรงกลาง...”

    โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่น้อย ญาณวโร
    วัดป่าห้วยริน ต.หัวนาคำ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
    ๑ มกราคม ๒๕๕๕
    #พิจารณาจิต #องค์หลวงปู่น้อย #วัดป่าห้วยริน
    — ที่ วัดป่าห้วยริน บ้านหัวนาคำ ตำบลหัวนาคำ อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น
     

แชร์หน้านี้

Loading...