พิบัติภัยด้านสิ่งแวดล้อม

ในห้อง 'ข่าวทั่วไป' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 18 ตุลาคม 2006.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    พิบัติภัยด้านสิ่งแวดล้อม

    โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด



    [​IMG]

    โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่พิบัติภัยด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ !!!

    เมื่อประมาณ 60 ปีมาแล้ว โลกมีพิบัติภัยทางธรรมชาติประมาณ 100 ครั้งต่อปี ถัดมา 20 ปีที่แล้ว จำนวนพิบัติภัยทางธรรมชาติเพิ่มเป็น 280 ครั้งต่อปี และเพิ่มเป็น 480 ครั้งต่อปีในปัจจุบัน พิบัติภัยทางธรรมชาติเหล่านี้รวมตั้งแต่วาตภัย แผ่นดินไหว น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม คลื่นยักษ์ และระเบิดจากสารเคมี ฯลฯ ต่อไปใครที่ชอบสาบานว่า ขอให้ฟ้าผ่าตายก็ต้องระวัง เพราะความเป็นไปได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!!

    พิบัติภัยเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์เห็นว่า จะไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติแท้ๆ อีกต่อไป มนุษย์มีส่วนอย่างยิ่งในการกระตุ้น เร่ง หรือเป็นต้นเหตุหลัก ระหว่างปี พ.ศ.2541-2546 ประมาณหนึ่งในสามของพิบัติภัยเกิดจากน้ำท่วม ประมาณร้อยละ 23 เกิดจากลม และประมาณร้อยละ 15 เกิดจากภัยแล้ง

    ในการประชุมของสหภาพวิทยาศาสตร์โลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เกี่ยวกับพิบัติภัยทางธรรมชาติ และพิบัติภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 18-19 กันยายนที่ผ่านมา ให้นิยามพิบัติภัย (hazards) ว่า "กิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางกายภาพ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เกิดผลกระทบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง" เมื่อกิจกรรมที่เกิดขึ้นในจุดที่เปราะบาง จะทำให้กลายเป็นสาธารณภัย (disasters) คือภัยที่ชุมชนในจุดเปราะบางไม่สามารถรับได้ตามลำพัง เช่น ปรากฏการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว หรือแม้แต่น้ำท่วมน่าน และจังหวัดในภาคเหนือในปีนี้

    นักวิจัยยังพบอีกว่า หากระดับการพัฒนาของประเทศยิ่งต่ำ ผลกระทบวัดเป็นสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) ก็จะสูงมาก แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนของรายได้ประชาชาติแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับความกระทบกระเทือนมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น วาตภัยแคทรินา ที่ถล่มสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2548 ถึงแม้จะสร้างความเสียหายในรูปตัวเงินสูงมาก แต่เมื่อคิดความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงร้อยละ 1 ของจีดีพีเท่านั้น ในขณะที่เมื่อปี พ.ศ.2545 เฮอร์ริเคนที่ถล่มฮอนดูรัส เมื่อคิดความสูญเสียที่เกิดขึ้นพบว่าทำให้ฮอนดูรัสสูญเสียรายได้ถึงร้อยละ 75!!!

    นักวิทยาศาสตร์หัวกะทิเหล่านี้มีความเห็นร่วมกันว่า มนุษย์จะยังไม่สามารถป้องกันปัญหาพิบัติภัยได้ ถ้าไม่รู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งให้ความเห็นแม้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศที่ยังไม่ร่ำรวย แต่ดูเหมือนว่าจะมีความพยายามที่จะสร้างโครงสร้างถาวรมากเกินไป โดยเฉพาะในเขตที่ราบน้ำท่วม (Flood plain) มาตรการที่มีการปลูกสร้าง เช่น การสร้างถนนก็ดี คันกั้นน้ำก็ดี กลับเร่งและทำให้สภาพน้ำท่วมรุนแรงและยาวนานมากขึ้น

    ข้อเสนอหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการให้รัฐบาลสนใจมากขึ้นก็คือ รัฐควรใช้มาตรการที่ไม่ต้องมีสิ่งปลูกสร้างมากขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เช่น การวางผังเมืองที่ถูกต้องและการบังคับใช้ผังเมือง การวางแผนสาธารณูปโภคอย่างบูรณาการ การกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัย การใช้เครื่องมือทางสังคมในการสื่อสาร และให้ความรู้เกี่ยวกับพิบัติภัย การใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีเขตน้ำท่วม เพื่อกีดกันไม่ให้ประชาชนไปใช้พื้นที่เสี่ยงภัย ตลอดจนการสร้างกองทุนเพื่อลดและแก้ไขผลระยะยาวที่เกิดจากภัยพิบัติ เช่น การระเบิดของโรงงานสารเคมี การปนเปื้อนของโลหะหนักที่เกิดจากการทำเหมือง จะไม่เกิดผลกระทบทันที แต่เป็นผลกระทบที่สะสมตัวยาวนาน จนกระทั่งโรงงานหรือเหมืองปิดไปแล้วผลก็ยังอยู่ การมีเครื่องมือเศรษฐศาสตร์เหล่านี้จะลดขนาดการผลิตให้อยู่ในระดับเหมาะสม ลดผลกระทบ และเยียวยาผลกระทบระยะยาวได้ ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะสามารถเผชิญกับภัยพิบติได้

    ในร่างแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2550-2555 ซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เป็นผู้สนับสนุนที่ยังคอยการรับรองของรัฐบาลใหม่ได้เน้นมาตรการที่จะแก้ไขพิบัติภัย โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมซึ่งดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาของเมืองใหญ่ๆ ทุกเมืองไปแล้ว ในแผนฯได้ระบุการวางแผนจัดการแบบบูรณาการไว้ เช่น

    - ถ่ายทอดแผนที่เขตพื้นที่ที่น้ำท่วมซ้ำซากให้ อปท. และประกาศให้เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ถือครองอยู่เดิม ห้ามบุกรุกถือครอง ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตร อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ

    - จัดระเบียบพื้นที่ริมตลิ่ง และควบคุมไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ริมตลิ่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ที่ประชาชนใช้ร่วมกัน รวมทั้งจัดทำพื้นที่แก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ

    - ใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางปกครองกับผู้ที่บุกรุกและรุกล้ำพื้นที่ริมตลิ่ง และพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งเคยเป็นพื้นที่รองรับ กักเก็บ และระบายน้ำในเขตเมือง

    - ศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเขตเมืองที่มีต่อระบบการไหลของแม่น้ำและลำน้ำสาขาเพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป โดยเมื่อมีการสำรวจและออกแบบระบบ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ความเห็น

    - พัฒนาระบบโทรมาตรหรือระบบเทคโนโลยีตรวจวัดข้อมูลทางไกลร่วมกับสถาบันการศึกษาในประเทศและพยากรณ์ภัยน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาและปรับปรุงระบบการเตือนภัยน้ำท่วม โดยให้มีระบบเตือนภัยที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการดูแลและติดต่อถึงกันได้นอกเวลาราชการ

    - ทำโครงการนำร่องในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ออกเทศบัญญัติและข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากที่ดินและควบคุมอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้สอดคล้องกับลักษณะของพื้นที่ เช่น กำหนดให้สร้างบ้านใต้ถุนสูงและมีร่องระบายน้ำรอบบ้านเพื่อรองรับน้ำหลากในฤดูฝน กำหนดภาษีน้ำท่วมในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย

    - บูรณาการการบริหารจัดการอุทกภัยระหว่างหน่วยราชการ

    หัวข้อสุดท้ายนี่แหล่ะ หนักใจที่สุด!!

    สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมโปรดติดตามได้ที่ www.thaienviforum.net


    ที่มา: มติชน
    http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act04181049&day=2006/10/18
     

แชร์หน้านี้

Loading...