เรื่องเด่น พุทธทำนาย ยุคกึ่งพุทธกาล จะเกิดภัยพิบัติและสงครามใหญ่ (ปีพ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 25 สิงหาคม 2016.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,520
    กระทู้เรื่องเด่น:
    89
    ค่าพลัง:
    +62,168
    ปี พ.ศ. 2560 คือ กึ่งพุทธกาล ครบ 2,500 ปี หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
    การใช้ พ.ศ. ของประเทศไทยคลาดเคลื่อน

    1). The Cambridge and Oxford histories of India ยอมรับว่า พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน 483 ปีก่อน คริสตศักราช

    ปีนี้ 2017 + 483 = ปี 2500
    พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้ว 2,500 ปี

    พ.ศ. ของไทย ปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2560 เท่ากับว่า พ.ศ.ไทยเรา เร็วไปกว่า 60 ปี

    The Cambridge and Oxford histories of India accept 483 B.C as the date of Buddha’s nirvana.
    He was 80 years old when he died, so this puts his birth year at 563 BCE



    2). ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร
    บอกว่า การเรียก พ.ศ.ผิดนี้ เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ตามชินกาลมาลีปกรณ์ ระบุว่า พระเจ้าอโศกเสวยราชย์ ระหว่าง พ.ศ.214-255
    ที่ทราบว่าผิดความจริง ก็เพราะพระองค์ส่งสมณทูตไปตามเมืองต่างๆ (กระทั่งสุวรรณภูมิ) เมืองเหล่านี้มีศักราชจดไว้แน่นอน เทียบศักราชดูแล้ว พบว่า นับ พ.ศ.มากเกินไป 1 รอบ คือ 60 ปี
    อ้างอิง


    3). ถ้า พ.ศ. ของไทยคลาดเคลื่อนตามเหตุผลข้างต้น
    ปี พ.ศ. 2560 เท่ากับ 2,500 ปี
    ดังนั้นปี พ.ศ. 2560 ครบ 2,500 ปี ที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน เป็นยุคกึ่งพุทธกาลของ 5,000 ปี

    a.3714188.jpg

    พุทธทำนาย

    จากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย
    โดยคณะฑูตไทยที่ไปอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเมื่อปี พ.ศ.2485


    อรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและใน อนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้นเมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนม์อยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า


    อานันทะ ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ก่อน พ.ศ. 2560)

    จะเกิดการณ์ร้ายแรง จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน
    ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ
    จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก

    ดูก่อนอานนท์ เมื่อศาสนาของของตถาคต ล่วงเลยไปก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ก่อน พ.ศ. 2560)

    สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้น จะพบแต่ความลำบาก ทุกชาติทุกศาสนา
    ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย
    แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้ รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทุกทิศ
    คนในสมัยนั้นจะมีนิสัยโหด ดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต
    จะรบราฆ่าฟันกันเอง ถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ

    ส่วนเวไนยสัตว์ ผู้ขวนขวายในกุศลตามวจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง
    บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงใน พระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา
    เหตุร้ายภัยพิบัติจะเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น
    แต่ว่า ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่
    ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้วนั้น

    อานันทะ ดูก่อนอานนท์ หลังกึ่งพุทธกาล (ช่วงหลัง พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

    จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก
    ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ
    สมณะ ซี พราหมณ์ จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน
    สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก

    เริ่มแต่พุทธศาสนาล่วงเลย 2,500 ปี เป็นต้นไป (ช่วงหลัง พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

    ไฟจะรุกรามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมชีพรามณ์จะอดอยากยากเข็ญ
    ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทธจะชอกซ้ำ

    สงครามจากทั่วทิศศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลนทั่วแคล้นจะอดอยาก
    ผีโขมดป่าจะเข้าเมือง พระเสื้อเมือง ทรงเมือง จะหนีเข้าไพร
    ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจ จะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ
    ยักษ์หินที่ถูกสาบเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาทโลก

    ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะถล่มเป็นทะเล
    โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ

    ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตจะเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัท ไม่ต้องอยู่ในศีลธรรม
    เชื่อคำคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพรักธรรมนิยม คนประจบ สอพลอได้รับความเชื่อถือในสังคม
    ผู้ที่มีศีลธรรม ประพฤติดี ประพฤติชอบ กลับไม่มีใครเคารพยำเกรง

    พระธรรมจะเริ่มเปล่งรัศมีฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่งก็ต่อเมื่อ

    มีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์
    ทั้งสองพระองค์สถิตย์ ณ เบื้องต้นตะวันออกของมัชฌิมประเทศ
    จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง 5,000 พระวัสสา

    ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อยมาก
    คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
    ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์ ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน

    ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศิล 5 ประการ
    เจริญเมตตาภารนา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดดรู้จักพอ
    ไม่โป้ปดคตโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ
    ตั้งใจปฏิบัติตน ตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง
    จึงจะพ้นอันตรายในกึ่งพุทธกาล


    ที่มาพุทธทำนาย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 เมษายน 2017
  2. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,520
    กระทู้เรื่องเด่น:
    89
    ค่าพลัง:
    +62,168
    พุทธทำนาย จากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย โดยคณะฑูตไทยที่ไปอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุเมื่อปี พ.ศ.2485

    ผมคัดลอกมาและเราได้อ่านมาหลายปีจากหลายๆเว็บ
    แต่ไม่ทราบว่ามีหลักฐานศิลาจารึกอยู่จริงหรือเปล่า ผมพยายามค้นหาแต่ไม่พบ

    ท่านคิดเห็นอย่างไรกับคำทำนายนี้บ้าง ?
     
  3. Pattarakorn2010

    Pattarakorn2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2014
    โพสต์:
    395
    ค่าพลัง:
    +1,397
    ผมมองเป็นเหมือนการ เตือนสติ ให้คนหันมารู้จักบาปบุญคุณโทษ แต่ยอมรับว่าในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ประชาชนห่างไกลจากคำสอนของพระพุทธองค์กันเหลือเกิน โดยเฉพาะในองค์กรของผมเป็นบริษัทฯ(นายฝรั่งคุม) และพฤติกรรมของพรรคพวกเพื่อนฝูงนี่ เหมือนพวกไม่มีศาสนา เขาเชื่อแค่ว่าที่ได้งานดีๆทำเพราะเรียนมาดี ได้ทำงานมีเงินเดือนก็เพราะนายฝรั่งรับไว้ เรื่องทำบุญทำทานนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย แค่เห็นรูปพระในโทรศัพท์เรา เห็นเราชอบดูพระ ก็ไปจับกลุ่มนินทาเราว่าไอ้นี่บ้าพระ บ้าธรรมมะ เราก็ไม่ถือสาอะไร บางทียังโดนตำหนิว่า ไปค้าขายไม่ได้หรอกซื่อสัตย์เกินไป ของสต็อกเก่าเราบอกลูกค้าไปเลยว่าล็อตเก่าเรายอมลดราคาให้เขายอมลดค่าคอมลง แต่เรากับโดนคนอื่นมองว่าโง่ไม่บอกเขาก็ไม่รู้หรอกนะ อะไรประมาณนี้ คนจำพวกนี้เขามองว่าคนที่มักน้อย หรือ คนตามชนบทไม่มีความเจริญ ความเจริญของเขาคือมีของใช้ไฮเทคสะดวกสบาย ความเจริญของโลกของประเทศคือมีแต่ของไฮเทค บางคนไหว้พระขออธิฐานว่าชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดเป็นคนเกาหลีหรือญี่ปุ่นไปโน่น โดยเฉพาะเด็กสมัยใหม่ชื่อเล่นที่หาชื่อไทยๆไม่มี ฝรั่งมาก่อนเลย แล้วก็ญี่ปุ่น หลังมานี่ชื่อเกาหลีอีก บอกว่าชื่อไทยเชยบ้างไม่ทันสมัยไม่อินเทรนด์ แต่เจ้าของประเทศเขากลับมาเป็นเรื่องตลกแปลก ทำไมเด็กไทยต้องชื่อเกาหลีญี่ปุ่น ในสำนักงานผมนี่เพื่อนฝูงพูดไทยคำอังกฤษคำ ผสมกันจนคิดว่าเป็นภาษาไทยไปแล้ว
    ในประโยคยาวๆ ใครพูดไทยยาวๆไม่มีอังกฤษปนจะถูกมองเหยียดๆทันที ผมคิดว่าในอีกไม่ช้าไม่นานคงไปหาอะไรทำ ปลูกผัก เลี้ยงปลาเลี้ยงไก่ อยู่เงียบๆ พอมีพอกินดีกว่า รู้สึกเบื่อสังคมรอบข้างเหลือเกิน วัตถุนิยมโคตรๆ
     
  4. philosophi

    philosophi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    883
    ค่าพลัง:
    +1,884
    :cool::cool::cool::cool::cool::cool::cool:
     
  5. Higtmax

    Higtmax เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    1,546
    ค่าพลัง:
    +3,947
    ไปเกิดจริงๆอาจร้องจ๊าก บ้านเมืองเขาทั้งเครียดทั้งกดดันสูง ชิลล์ๆ ไม่ได้นะ โดนเตะออกทันที ทำงานยังกะเครื่องจักร ตึงเปรียะ เห็นว่าเจริญๆ แค่เปลือกนอก ภายใต้แรงกดดันสูง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 สิงหาคม 2016
  6. STha

    STha เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    98
    ค่าพลัง:
    +925
    ตอบ: ข้าพเจ้าคิดว่า มันเลยมาแล้วนะ คณะที่มาช่วยพระพุทธศาสนาก็คณะพระอริยเจ้ายุคหลวงพ่อฤาษี หลวงปู่มั่น และท่านอื่นๆ ซึ่งอยู่ในยุคในหลวงรัชกาลที่๙ นี้แหละ ก็ดูคำสอนท่านเหล่านั้นสิ ชี้ตรงอริยมรรค มีธรรมาวุธฆ่ากิเลสสารพัดอุบาย เป็นพระธรรมแท้ๆจากใจบริสุทธิ์แท้ๆ แล้วพระอริยเจ้ารวมๆกันหลักแสนเวลานี้ก็ยังอยู่นี่ ทั้งบรรพชิตและคฤหัส ที่เขารบกันก็รบกันไป ที่เมาโลกก็เมาไป ส่วนที่ปฏิบัติธรรมเขาก็ได้มรรคได้ผลอยู่ อยู่ในท่ามกลางความวุ่นวายนี้แหละ ที่เข้าป่าก็ป่าช้าในร่างกายคนนี้แหละ เอาป่ามาอยู่ในเมืองก็ได้นี่ ยิ่งเห็นโลกวุ่นวายยิ่งทำให้เห็นทุกขสัจง่ายเข้า ยิ่งไม่ประมาท ภัยน่ะมันมีกับพวกคนบาปคือเมากิเลส ส่วนผู้เห็นภัยอาจจะอยู่ท่ามกลางภัยได้แต่ภายในน่ะนั่งอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภัยมันก็ไม่ได้เข้ามาถึงจิตใจ มีแต่เห็นหลักฐานว่า อ่อนี่เอง..โลกมันเป็นไปตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เช่นนี้เอง
     
  7. เสขะปฎิสัมภิทา

    เสขะปฎิสัมภิทา ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2014
    โพสต์:
    2,476
    ค่าพลัง:
    +3,003
    ขอโอกาส ท่าน WebSnow และยูสเซอร์สมาชิกเว็บพลังจิตทุกๆท่านตลอดจนท่านสาธุชนทั้งหลายฯ ทั่วประเทศไทยและที่ได้อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ที่ได้มีความสนใจและเข้ามาพิจารณาในเรื่องพุทธทำนายกันครับ



    ตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่เว็บพลังจิต ผมก็พยามมาตลอดที่จะแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับ พุทธทำนาย เป็นไปเพียงทางเดียว เพราะเกี่ยวข้องโดยตรง ในฐานะผู้ปกป้องรักษา อภยปริตร ซึ่งก็เป็นระยะเวลา ๕ ปีแล้ว


    ผมมีเท่านี้ครับ ใคร่รู้ก็พิจารณา ไม่อยากทราบ ไม่เชื่อ ไม่บีบบังคับกันครับ สิทธิส่วนบุคคลตามสติปัญญา ธรรมสากัจฉาตามธรรมครับ


    ทุกคนต่างเป็นมิตร เพราะว่านี่คือศัตรูที่แท้จริงนอกจากกิเลสตัณหาอวิชามาร ๕ แล้ว

    รู้ก็บอกว่ารู้ เห็นก็บอกว่าเห็น ไม่รู้ไม่เห็นไม่บอก ไม่อยากเป็นบุคคลอัปรีย์ลวงโลกหรือเสนียดจัญไรในพระพุทธศาสนา


    ผมจะไม่มั่นใจอะไรแบบนี้ถ้าไม่เห็นด้วยตาและรู้ด้วยใจ พิจารณาศึกษาทั้งปริยัติ ปฎิบัติ จนได้ปฎิเวธ แล้วสรุปให้เป็นสัมมาทิฏฐิ จนเป็นผู้สามารถที่จะถือทิฏฐิได้ ไม่ตกไปในทิฏฐิทั้ง 62 ไม่ใช่บุคคลผู้แส่ หาความตัณหา ไม่ใช่บุคคลที่ไม่รู้ แล้วสรุป ที่สำคัญในญานทัสสนะวิสุทธิของปฎิสัมภิทามรรค นั้นสามารถค้นหาวิสัชนาหาเหตุแห่งการเกิดและการดับในธรรมเหล่านั้นไว้ด้วย เป็นเรื่องที่พึงรู้ไว้เฉพาะ เป็นปัตจัตตัง แต่ก็ขอน้อมนำมาแสดง


    เพราะรู้ความจริงเราจึงคิด และพิจารณาเสมอๆว่า อันเด็กอ่อนผู้บริสุทธิคุณด้วยบุญญาธิการมาจุติ และกำลังเจริญเติบโต อยู่ถ้วนทั่วทั้งสหโลกธาตุ จักมีความประเสริฐดีงาม เพียบพร้อม ทั้งจริยธรรมคุณธรรม อันยังประโยชน์สุข ให้แก่มหาชนนั้น ยังมีสติปัญญาและความชาญฉลาด กว่าตัวเราอีกมากมายนัก ฉนั้นในข้อที่ใครจะกล่าวว่าเราอวดตนว่าฉลาด ข้อนั้นจึงไม่มีอยู่จริง

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตระหนี่ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็น
    ไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล (อุปัฏฐาก) ๑ ความตระหนี่
    ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ
    ตระหนี่ ๕ ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาความตระหนี่ ๕ ประการนี้
    ความตระหนี่ที่น่าเกลียดยิ่ง คือ ความตระหนี่ธรรม ฯ

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อ
    ตัดขาดความตระหนี่ ๕ ประการ ความตระหนี่ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุอยู่
    ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ที่อยู่ ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาด
    ความตระหนี่สกุล ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ลาภ ๑ เพื่อละ เพื่อ
    ตัดขาดความตระหนี่วรรณะ ๑ เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุ

    ทั้งหลาย ภิกษุอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดขาดความตระหนี่ ๕
    ประการนี้แล ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
    บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความ
    ตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรบรรลุปฐมฌาน
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อบรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕
    ประการเป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่
    ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ

    ละธรรม ๕ ประการนี้แล ควรบรรลุปฐมฌาน ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
    บรรลุทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... ไม่ควรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดา
    ปัตติผล ... สกทาคามิผล ... อนาคามิผล ... อรหัตผล ธรรม ๕ ประการเป็น
    ไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑
    ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความตระหนี่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละ

    ธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุละธรรม ๕ ประการ ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ธรรม ๕ ประการ
    เป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ฯลฯ ความตระหนี่ธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย
    ภิกษุละธรรม ๕ ประการนี้แล ควรเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ฯ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการ ไม่ควรเพื่อ
    บรรลุปฐมฌาน ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ความตระหนี่ที่อยู่ ๑ ความ
    ตระหนี่สกุล ๑ ความตระหนี่ลาภ ๑ ความตระหนี่วรรณะ ๑ ความเป็นคน
    อกตัญญูกตเวที ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ละธรรม ๕ ประการนี้แล ไม่ควร
    เพื่อบรรลุปฐมฌาน ฯ



    จึงไม่ใช่การอวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีอยู่จริง แต่แสดงเพื่อความไม่ตระหนี่ธรรม

    ภัยภายในของศาสนาพุทธ มีเพียงแค่ อามิสทายาท และ สัทธรรมปฎิรูป
    คือผลที่ได้รับ จากสัทธรรมปฎิรูป สัมมาทิฎฐิมาเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีการล่มสลาย๑
    เป็นไปตามกรรมพุทธพยากรณ์อยู่แล้ว ในพระพุทธศาสนา

    แต่ อสัทธรรม เป็น มิจฉาทิฏฐิอยู่แล้วโดยปรมัตถ์ ยังเพิ่มดรีกรีเข้าไปอีก คลื่นลมจึงเร็วแรงขึ้น มันทำลายสิ้นเสียทุกสิ่ง๑

    ภัยนอกพระศาสนา

    ภัยจากนอกพระศาสนาคือ การ GENOCIDE buddiss


    ความหวาดกลัวของผู้อยู่นอกพระศาสนา ย่อมสืบเสาะค้นหา และทำลาย ผู้ใดทรงจำหรือกล่าวแม้คาถาบทเดียว ได้ก็ต้องสิ้นลมหายใจ


    เหตุการณ์เหมือน ที่ นาลันทา จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน! ด้วยแผนการของพวกสุดโต่งจอมล่าอาณานิคม ที่กำลังเผชิญเหตุทุกเภทขภัย นานัปการ เช่น วาตภัย | อุทกภัย | ทุกขภิกขภัย | พายุฝนฟ้าคะนอง | คลื่นพายุซัดฝั่ง | แผ่นดินไหว | แผ่นดินถล่ม | ไฟป่า

    ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสงครามการแย่งชิงพื้นที่และทรัพยากร ปัญหาโรคภัย ปัญหาบุคคลล้นเมือง ปัญหาบุคคลข้ามชาติ

    ธาตุวิภังคสูตร


    กุลบุตรชื่อปุกกุสาติ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตอุทิศพระผู้มีพระภาคด้วยศรัทธา

    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่โรงช่างหม้อแล้ว ทรงลาดสันถัดหญ้า ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติมั่นเฉพาะหน้า พระองค์ประทับนั่งล่วงเลยราตรีไปเป็นอันมาก แม้ท่านปุกกุสาติก็นั่งล่วงเลยราตรีไปเป็นอันมากเหมือนกัน ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริดังนี้ว่ากุลบุตรนี้ประพฤติน่าเลื่อมใสหนอ เราควรจะถามดูบ้าง ต่อนั้นพระองค์จึงตรัสถามท่านปุกกุสาติดังนี้ว่า "ดูกรภิกษุ ท่านบวชอุทิศใครเล่า หรือว่าใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ฯ

    ท่านปุกกุสาติตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ มีพระสมณโคดมผู้ศากยบุตร เสด็จออกจากศากยราชสกุลทรงผนวชแล้ว ก็พระโคดมผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล มีกิตติศัพท์ฟุ้งไป งามอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุดังนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส รู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างหาคนอื่นยิ่งกว่ามิได้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้แจกธรรม ดังนี้ "ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นศาสดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯ"

    หากไม่มีผู้ควบคุมธาตุ สรรพสัตว์ในสหโลกธาตุทั้งหลายฯ ย่อมพินาศเสื่อมสูญฯ วัฎสงสารจึงเจริญไม่สิ้นไป ควรจะบวชอุทิศผู้ใดใครกันเล่า!


    ทุกครั้งที่สหโลกธาตุสั่นสะเทือนหวั่นไหว ด้วยการสำเร็จในการบรรลุพระสัทธรรม นั้นจะยืดเวลารักษาสภาพของโลกธาตุต่างๆไว้

    แต่ทุกครั้งที่พระสัทธรรมถูกแต่งเติมด้วยสัทธรรมปฎิรูปและถูกย่ำยีด้วยอามิสทายาทที่เนรคุณต่อพระสัทธรรมธรณีจะหวั่นไหวพินาศ(ธาตุ๔)

    และทุกครั้งที่สหโลกธาตุสั่นสะเทือนหวั่นไหว ด้วยการสำเร็จในการบรรลุอสัทธรรม นั้นจะทำลายธาตุ ๔ อันมีดิน น้ำลมไฟของโลกธาตุให้เกิดความแปรปรวน และทุกครั้งที่อสัทธรรมเจริญโชติช่วงจนถึงขีดสุดก็ถึงคราวิบัติของโลก

    แผ่นดินไหวด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ
    ๑. ธาตุกำเริบ
    ๒. อานุภาพของผู้มีฤทธิ์
    ๓. พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่พระครรภ์
    ๔. เสด็จออกจากครรภ์พระมารดา
    ๕. บรรลุพระสัมโพธิญาณ
    ๖. ทรงแสดงพระธรรมจักร
    ๗. ทรงปลงอายุสังขาร
    ๘. เสด็จดับขันธปรินิพพาน
    วินิจฉัยเหตุแม้เหล่านั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวในคราววรรณนาพระบาลีที่มาในมหาปรินิพพานสูตรอย่างนี้ว่า๑-
    ดูก่อนอานนท์ เหตุ ปัจจัย ๘ เหล่านี้แลที่ให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ดังนี้ทีเดียว.


    ก็แผ่นดินใหญ่นี้ได้ไหวในฐานะ ๘ แม้อื่น คือ
    ๑. คราวเสด็จมหาภิเนษกรมณ์
    ๒. คราวเสด็จเข้าสู่โพธิมัณฑสถาน
    ๓. คราวรับผ้าบังสุกุล
    ๔. คราวซักผ้าบังสุกุล
    ๕. คราวแสดงกาลามสูตร
    ๖. คราวแสดงโคตมกสูตร
    ๗. คราวแสดงเวสสันดรชาดก
    ๘. คราวแสดงพรหมชาลสูตรนี้

    เป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่ทราบส่วนใหญ่จะมีความหวาดกลัวและแตกตื่นใจในการที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว กลัวเกรงอันตรายที่มีมากจากความรุนแรงของแผ่นดินไหว จนคิดเสมอจนเป็นที่นิยมไปแล้วว่า การเกิดแผ่นดินไหวถือเป็นมหันตภัยที่มนุษย์ยังไม่สามารถป้องกันได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

    คึกฤทธิ์แห่งสำนักวัดนาป่าพงสอนศิษย์ให้ไม่เอาพระแม่ธรณี ไม่แปลกที่จะเกิด ธาตุดินกำเริบแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม ทั้งที่เนปาล และ พม่า พระแม่ธรณีท่านคงเสียใจมากพอดู จนต้องคร่ำครวญ ที่ท่านถูกเหมารวมเป็นคำแต่งใหม่ถือเป็นเดรัจฉานวิชา มันคงแค้นพระแม่ธรณีมาก พวกมาร จึงมาแปลงจากกงจักรเป็นดอกบัวหลอกผู้คน

    ต่อไปจะเกิดที่ไหนอีก? กว่าจะรู้ตัว สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้งนั้น มีแต่ผู้มีสภาวะธรรมจึงจะมองออกในข้อนี้



    สำนวนไทยที่ว่า "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" คนชั่วมักจะมองเห็นสิ่งเลวร้ายเป็นของสวยงาม ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่ผิดใ ช้ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์สำคัญที่สุดก็คือในกาลบัดนี้เอง

    [ame]
    [/ame]

    ผู้ที่ไม่รู้คุณความหมายในข้อนี้ ไม่ฉลาดในธาตุ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ก็จะเหมารวมคิดไปว่า แผ่นดินไหว เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉนั้นก็เลยจะต้องพาลไม่รู้คุณของพระธรณีผู้ถือครองธาตุดินไปด้วย ซึ่งเป็นผู้กระทำอภิวันท์เคารพบูชาพระมหาโพธิสัตว์ตั้งแต่ต้นจนถึงเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน

    อย่าลืมว่า บรรดาผู้ใหญ่ยิ่ง มารผู้มีบาปเป็นเลิศ





    แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งแรงสั่นสะเทือนและมีผลกระทบไปในบริเวณกว้างและไกล ไม่เฉพาะบริเวณที่เป็นศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว และหากเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนไปได้หลายพันกิโลเมตร ดังนั้นหลายประเทศจึงได้มีการตรวจวัดแผ่นดินไหวในระบบเครือข่ายทั้งในระดับประเทศและเครือข่ายระดับโลก เพื่อวิเคราะห์ตำแหน่ง ขนาดและเวลาเกิดแผ่นดินไหว โดยประเทศไทยเริ่มมีการตรวจแผ่นดินไหวเมื่อปี 2526 และสถานีตรวจแผ่นดินไหวแห่งแรกของกรมอุตุนิยมวิทยา ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับเข้าร่วมเป็นเครือข่ายระบบมาตรฐานโลก (Worldwide Standardized Seismograph Network: WWSSN) ซึ่งขนาดและความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินไหวจะมีหน่วยเป็น “มาตราริคเตอร์” และ “มาตราเมอร์แคลลี่”’

    ความรุนแรงของแผ่นดินไหวสามารถวัดได้ทั้งขณะเกิดและหลังเกิด คนอาจจะรู้สึกได้ถึงการเกิดแผ่นดินไหว มีอาคารเสียหายหรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยขนาดและความสัมพันธ์โดยประมาณกับความสั่นสะเทือนใกล้จุดศูนย์กลางตามมาตราริคเตอร์ แบ่งได้เป็น 5 ช่วง คือ
    ความรุนแรง 1.0-2.9 เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ผู้คนเริ่มรู้สึกถึงอาการสั่นไหว บางครั้งรู้สึกเวียนศีรษะ
    ความรุนแรง 3.0-3.9 เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ผู้คนที่อยู่ในอาคารรู้สึกเหมือนรถไฟวิ่งผ่าน
    ความรุนแรง 4.0-4.9 เกิดการสั่นไหวปานกลาง ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร รู้สึกถึงการสั่นสะเทือน วัตถุที่ห้อยแขวนมีการแกว่งไปมา
    ความรุนแรง 5.0-5.9 เกิดการสั่นไหวรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง เครื่องเรือน และวัตถุมีการเคลื่อนที่
    ความรุนแรง 6.0-6.9 เกิดการสั่นไหวรุนแรงมาก อาคารเริ่มเสียหาย พังทลาย
    ความรุนแรง 7.0 ขึ้นไป เกิดการสั่นไหวอย่างร้ายแรง อาคาร สิ่งก่อสร้างได้รับความเสียหายอย่างมาก แผ่นดินเกิดการแยกตัว วัตถุที่อยู่บนพื้นถูกเหวี่ยงกระเด็น

    ส่วนลักษณะความรุนแรงโดยเปรียบเทียบตามมาตราแคลลี่อันดับที่ แบ่งเป็น 12 ระดับ ดังนี้
    ความรุนแรงระดับ 1 เป็นอันดับอ่อนมาก ความสั่นสะเทือนสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือ
    ความรุนแรงระดับ 2 คนที่อยู่ในอาคารสูงและอยู่นิ่ง ๆ สามารถรู้สึกได้
    ความรุนแรงระดับ 3 คนที่อยู่ในบ้านสามารถรู้สึกได้
    ความรุนแรงระดับ 4 ผู้ที่อยู่ในบ้านรู้สึกว่าบ้านสั่นไหว
    ความรุนแรงระดับ 5 รู้สึกเกือบทุกคน ของในบ้านเริ่มแกว่งไกว
    ความรุนแรงระดับ 6 ทุกคนรู้สึกถึงการสั่นไหว ของหนักในบ้านเริ่มเคลื่อนไหว
    ความรุนแรงระดับ 7 ผู้คนตกใจ สิ่งก่อสร้างเริ่มปรากฏความเสียหาย
    ความรุนแรงระดับ 8 อาคารธรรมดาได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก
    ความรุนแรงระดับ 9 สิ่งก่อสร้างที่ได้รับการออกแบบไว้เป็นอย่างดีได้รับความเสียหายมาก
    ความรุนแรงระดับ 10 อาคารพัง รางรถไฟบิดงอ
    ความรุนแรงระดับ 11 อาคารสิ่งก่อสร้างพังทลายเกือบทั้งหมด ผิวโลกปูดนูนและเลื่อนเป็นคลื่นบนพื้นดินอ่อน


    กาลเวลาล่วงเลยมาจนยุคกึ่งพุทธกาล อันเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นการต่อสู้ระหว่างธรรมทายาทผู้รับธรรมสมบัติของ พระสัทธรรม พระธรรมราชา พระไตรปิฏกพระธรรมคัมภีร์ธรรมแม่บทดั้งเดิม ทิพยวิเศษบริสุทธิธรรม

    กับ

    ทายาทผู้รับมารสมบัติของ อสัทธรรม พญามาร ราชามาร ผู้ถือคัมภีร์อักขระพยัญชนะมารดั้งเดิม อหังการวิเศษมาร

    ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัยในทุกๆพุทธันดร ที่จะต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนี้ พระธรรมคำสั่งสอนมิได้มุ่งหมายเป็นข้าศึกในโลก ก็ด้วย อวิชาและตัณหาอันเป็นเครื่องผูกของสัตว์เหล่านั้น จึงต้องโรมรัน ชิงไหวชิงพริบเพื่อความสุขสวัสดิ์สถาพรของเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายฯ ไม่ใช่ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายฯ จะทรงทอดทิ้งโลกธาตุอื่นๆไปด้วย แต่ทรงเป็นผู้ดูแลเปรียบประดุจมารดาดูแลบุตรในครรภ์


    บางลัทธิศาสนาพ่ายแพ้แก่พระยมกปาฎิหาริย์จนบันทึกลงคัมภีร์ไปเลยก็มี

    อันคัมภีร์ทั้งหลายฯ ขอแสดงเพียง ๓ มีเพียงหนึ่งบทธรรมอันเลิศซึ่งแตกต่างจากคัมภีร์หนี๑ พราหมณ์(ชนะแล้วต้องกลับมาแพ้) ซึ่งเป็นคัมภีร์หนี๒(พระสัทธรรม) หนีแบบชนะไม่ซ้ำเติมด้วย แค่สั่งสอน ซึ่งเป็นการชนะแล้วซึ่งวัฎสงสารไม่ต้องกลับมาแพ้อีก และคัมภีร์มาร๑ที่หวังควบคุมเหล่าสัตว์อื่น ให้หลงงมงายในมายาคติต่อไป

    จึงแตกหักอย่างเช่นทุกๆวันนี้ด้วยวัฎจักรธรรม เป็นอิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี ทางในทางเดียวกันทอดเป็นกระแส และในแนวทางที่แตกต่างกัน หรือตรงกันข้ามกัน







    เรามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ได้ทราบไว้เป็นอีกหนึ่งกรณี นอกจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั้งหลายฯนั้น ที่เราคาดคิดกันว่าเป็นเพราะผลของภัยพิบัติทางธรณีวิทยาและสภาพอากาศจนตลอด ภัยมฤตยูที่มีมาจากนอกโลก สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือการล่วงรู้ของพระสัพพัญญูเจ้า แต่อย่างใด

    สัญญานคือ อภยปริตร คือการทำลาย อภยปริตร และ มหาสุบินชาดก ของสำนักวัดนาป่าพง

    เวลาที่ได้เคยแสดงไว้ ซึ่งห้วงพุทธกาล ได้เคยประมาณกาลไว้แล้วด้วยสภาวะธรรม ซึ่งใกล้เคียงกับที่ท่าน WebSnow นำมาแสดง ถ้าไม่เกิดขึ้นก็ดีไป เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงๆเตรียมใจไว้เลยว่า ภายใต้แผ่นฟ้าอันมีพื้นพสุธานี้ ไม่มีที่ให้หลบภัยนั้นแน่นอกจากจะไปอยู่ในข่ายญานของพระที่ถือป่าเป็นวัดเท่านั้น ผู้อยู่ป่าจึงชนะภัย ๕ ประการ


    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกึ่งพุทธกาล นั่นก็หมายถึง ในระยะเวลา๒๕๕๘ - ๒๕๘๙ เรื่องราวเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลา ๒๖ ปี จนกว่าจะมีพระโพธิสัตว์มาจุติกำเนิด และบรรลุสรรพธรรมเพื่อโปรดแก่เหล่าเวไนยสัตว์ในสหโลกธาตุ เพราะด้วยเหตุใด ก็เพราะเกิดการย่ำยี่พระสัทธรรม จากสัทธรรมปฎิรูป จึงเกิดการวิปริตแปรปรวนในสหโลกธาตุ จึงสั่นคลอน ซึ่งการบรรลุธรรมล้วนมีผลต่อสหโลกธาตุทั้งสิ้นฯ และที่แน่นอนที่สุด ปัญหาทั้งหมดล้วนมาจาก ความโชติช่วงชัชวาลของ อสัทธรรม หรือ อหังการวิเศษมาร ซึ่งเป็นคัมภีร์มารนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกับที่ได้จารึกตีพิมพ์กับคัมภีร์บนโลกมนุษย์ เป็นคนละอย่างกัน

    การที่มีความวิปริตแปรปรวนนั้น ไม่ใช่เกิดมาด้วยความสามารถของมนุษย์ที่ทำลายธรรมชาติอย่างแท้จริงนั้น มนุษย์ยังไม่มีศักยภาพมากมายเพียงพอในการทำลายธรรมชาติทั้งมวลฯ มนุษย์ยังไม่มีความสามารถมากขนาดนั้น ในเรื่องภัยพิบัติต่างๆ พระธาตุดิน พระธาตุน้ำ พระธาตุลม พระธาตุไฟ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำลายล้าง หรือฆ่าฟันมนุษย์ อย่างมนุษย์นั้นเข้าใจแต่อย่างใด นี่เป็นเรื่องของผลกรรมเก่า และการสร้างอกุศลกรรมใหม่ทั้งสิ้นฯจากมีผู้มีฤทธิ์มีอำนาจ ในการพรากชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายฯ ให้สิ้นไป และเป็นการทำลายเพื่อแสดงอำนาจ ความสามารถของตนเอง เพื่อให้สรรพสัตว์ได้ตกเป็นทาสของตนในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสาร อย่างไม่มีวันได้จบสิ้นไป

    ตราบใดที่ไม่ปรากฎพระโพธิสัตว์ผู้ทรงปฎิหาริย์ ๓ ขึ้นมาในกึ่งพุทธกาลนี้ ตราบนั้นเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่สิ้น และจะทวีความรุนแรงอย่างไม่มีจบสิ้น ด้วยไฟประสัยกัลป์ ที่จะผุดขึ้นในโลก ด้วยผลอย่างหนึ่งจากอหังการวิเศษมาร ซึ่งมีฤทธาอำนาจในการควบคุมฟ้าผ่า ให้พระธรณีปวดร้าว ทั่วสหโลกธาตุฯ คือผ่าในดาวดวงอื่นนั้นด้วย ฯ จึงสอนให้มีความหวาดกลัวและหลงในอำนาจของสายฟ้าและฤทธิ์ต่างๆที่ตนเองมี

    แต่ในพระพุทธศาสนา สอนให้ไม่กลัวแม้ฟ้าผ่า และแม้จะผ่าลงตรงหน้าก็ตามก็ไม่รู้ไม่เห็นไม่รู้สึกอะไร? ต่อต้านกันอย่างอัศจรรย์อย่างนี้ เรื่องนี้ปรากฎที่คัมภีร์ของพระธรรมราชา และคัมภีร์ราชามาร ด้วย

    ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ถูกคุกคามจาก เสนามาร ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ไม่รู้ฐานะของตัวเอง ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ไม่ออกบวชสละโลก ตราบนั้น โลกธาตุ ๔ อันมี ดิน น้ำ ลม ไฟ จะไม่มีผู้ใดควบคุม และป้องกันทำลาย ซึ่งภัยนั้น สรรพสัตว์จะถูกพรากชีวิตอย่างมากมายมหาศาล และถูกพรากวิญญานนั้นไปด้วย ฯ

    ลัทธิเผ่าพันธุ์ใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือ พระพุทธศาสนา ถือตามอสัทธรรมทั้งหลายฯ จะประสบกับภัยและพินาศไปสิ้น นั่นเป็นจาก อสัทธรรม ไม่ใช่ผลจาก พระสัทธรรม พระสัทธรรมปรากฎเมื่อใด เมื่อนั้นโลกธาตุทั้งหลายฯ จะอยู่อย่างผาสุขและเป็นสุขชั่วกาลระยะหนึ่ง

    ห้วงเวลาในตอนนี้เป็นวาระสุดท้ายของ พระสัทธรรม แล้ว จากประชากรเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีผู้รักษานับถือยังพระพุทธศาสนาอยู่ มีแค่เพียงไม่กี่ ร้อยล้านคนจากทั่วโลก และกำลังลดน้อยลงทุกๆวัน พุทธบริษัท ๔ ก็เริ่มเจือจางไป ไม่มีผู้รักในพระธรรมเหมือนอย่างเดิม เหมือนในสมัยพุทธกาลแล้ว ซึ่งต่างก็มีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันไปทั้งหมดฯ แทบทั่วโลกแล้วว่า พระมหาโพธิสัตว์ ทรงหลงแนวทางการปฎิบัติในการบำเพ็ญกิริยา คือกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้หลงทางในการบำเพ็ญนั้นฯ
    ไม่เห็นความสำคัญในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงสู้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมา
    เป็นของไร้ประโยชน์และ ไร้คุณค่าหมดความหมาย เป็นการย่ำยีพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ ซึ่งก็เป็นผลจากการมีอยู่และการถือตาม อสัทธรรม โดยทั้งสิ้น ผลลัพท์ในที่สุด ที่จะต้องยอมรับในกาลนั้น
    คือ ต้อง รับผลกรรมที่ตนเองได้ก่อไว้ สมดังพระพุทธวจนนี้ซึ่ง กัมมุนา วัตตติโลโก ด้วยปะการะฉะนี้แล้วฯ


    ได้ภาพมาเพียงเท่านี้ครับ สำหรับ ภาพศิลาจารึก ที่พระเชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ถึงจะแต่งเติม หรือ ตัดต่อมาก็ตาม ขอบคุณในความกรุณาที่ได้ให้ใช้พื้นที่มาตลอด 5 ปี ศัตรูนั้นโหดร้ายมาก หากมันปรากฎ แม้เราท่านก็ไม่อาจจะหนีจากมันพ้นได้ ตราบใดที่ไม่ได้ปาฎิหาริย์ ๓

    หากจะเป็นไปได้ มีโอกาสเดินทางไปกราบนมัสการสังเวชนียสถาน ลองไปตรวจสอบดูครับ ที่อินเดีย


    แม้สำนักใดใครจะอ้างไม่ใช่ของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ เป็นของแต่งใหม่ แต่ทิฏฐินั่นต้องพังเพราะยังมี อภยปริตร มันทำลาย ไปอีก เหมือนจงใจ และทำท่าว่าจะทำลาย มหาสุบินชาดกอีก และสุดท้ายมันคงจะลบชื่อพระเจ้าประเสนธิโกศลออก เพื่อให้จบ พุทธทำนายมหาสุบิน ๑๖ ข้อ โดยเฉพาะ คึกฤทธิ์และบริวารสาวกมารแห่งสำนักวัดนาป่าพง

    กระทู้แสดงสติปัญญาศิษย์คึกแห่งสำนักวัดนาป่าพง เกี่ยวกับพุทธทำนาย

    http://palungjit.org/threads/ศิลาจารึกพุทธทำนาย-มีจริงหรือ.513456/


    ทำไมจะมีไม่ได้ศิลาพุทธทำนายอยากรู้ว่ามีหรือไม่มี ก็หาคนไปถอดความแปลเอาทีอีก ถ้ายังไม่หนำใจ ขนาดคึกฤทธิ์แห่งวัดนาป่าพง ยังอ้างเสาอโศกมีคำสอนเป็นพระไตรปิฏกจารึกอยู่ในเสา


    "แต่จริงๆแล้วเสาอโศกไม่มีการบันทึกคำสอนใดๆ ไม่มีพุทธวจนะใดๆ มีแต่ "อโศกวจนะ" ใครโกหก สุดท้ายก๊อปมาจาก บาลีสยามรัฐ และอ้างไปอีกได้มาจากสวนโมกข์


    ฝากสำหรับพวกที่หมิ่นไม่เชื่อพุทธทำนาย และโดยเฉพาะลิ่วล้อโง่ๆของวัดนาป่าพง พวกนี้ก็หมิ่นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก หลวงพ่อฤษีและครูบาอาจาย์อีกหลายฯท่าน เทพเทวดาภพภูมิต่างๆ อย่างพระอินทร์ในมหากัณหชาดก เป็นต้นด้วย สรุปที่พวกนั้นแสดงมาว่าเคารพหลวงพ่อฤษี หรือครูบาอาจาย์อีกหลายท่านที่ท่านกล่าวถึงพุทธทำนาย ให้ไปสังเกตุดูได้เลย นั่นแสดงว่า สภาวะธรรมมันรวนจนจะเป็นบ้าเสียสติไปแล้ว กระแสธรรมตีกันเองมั่วไปหมด สม๋งสมอง

    พิจารณาด้วย มหาปัญญา

    พลาดอะไรไปบ้าง ไปคิดดูให้ดี พระเถระพยากรณ์ พุทธทำนาย มหาสุบิน อภยปริตร พระเจ้าประเสนธิโกศล ภัย ๕ ประการ และธาตุอันตรธานปริวัตต์ ๕

    ๑.ปริยัติอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระปริยัติ
    ๒.ปฏิบัติอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ
    ๓.ปฏิเวธอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งการสำเร็จมรรคผลนิพพาน
    ๔.ลิงคอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งเพศสมณะ
    ๕.ธาตุอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระบรมธาตุ

    ถ้าลบทั้ง ๑๑ ประการ อย่างนี้ไปได้คือทำให้ไม่มี ก็ไม่ต้องเชื่อ พุทธทำนาย แต่ถ้ามี นั่นก็แสดงว่า มีความเป็นไปได้ไปกว่า 99.999999 เปอร์เซนต์

    เหลือเปอร์เซนต์เดียว ให้คนโง่ ปลอบใจตนเองว่าไม่มีทาง


    โดยไม่ต้องนำส่วนที่ไม่ได้นำมาแสดงให้เห็นเพิ่มเติ่ม ผู้มีสติปัญญาก็ทราบได้แล้วว่าชัวร์ ถ้าเจอคำสอนหรืออสัทธรรมฝ่ายมารเพิ่มเติมจะยืนนอนยันขนาดไหนก็ได้ทั้งนั้น

    สงสัยจะประกาศตนเองว่า กระผมเชื่อและศรัทธาในพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ตลอดจนหลวงพ่อหลวงปู่หลวงตามากครับ แต่เรื่องพุทธทำนายกระผมไม่เชื่อท่าน ท่านโง่งมงายครับ โมเมครับ


    "ดูก่อนท่านปัณฑรสฤาษี ในกาลภายหน้านั้น ภิกษุเป็นอันมาก จะเป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่ คุณท่าน หัวดื้อ โอ้อวด ริษยา มีวาทะแตกต่างกัน จะเป็นผู้มีมานะ (ถือตัว) ในธรรม ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง คิดว่าตื้น ในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบาปัญญา ไม่เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน

    ในกาลข้างหน้า โทษภัยเป็นอันมากจะเกิดขึ้นในหมู่สัตว์โลก ก็เพราะภิกษุทั้งหลาย ผู้ไร้ปัญญา จะกระทำ ธรรมะ ที่พระศาสดา ทรงแสดงแล้วนี้ ให้เศร้าหมอง

    ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว แต่โวหารจัดแกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้ศึกษาธรรมวินัย ก็จะมีขึ้น ในสังฆมณฑล ส่วนภิกษุผู้มีคุณความดี มีโวหารสมควรแก่เนื้อความ มีความละอาย ต่อบาป ไม่ต้องการ อะไรๆ ก็จะมีกำลังน้อย


    ว่าที่พระ ธรรมบุตร ธรรมราชา

    ขอให้ทุกท่านเจริญในพระสัทธรรมอันยิ่งขึ้นไป
    http://pantip.com/topic/33698747
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 เมษายน 2017
  8. HANUMAN_BUDDHA

    HANUMAN_BUDDHA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    35
    ค่าพลัง:
    +244
    รู้สึกต้องเร่งรัดกำลังใจยิ่งๆขึ้นไป
     
  9. gratrypa

    gratrypa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,289
    ค่าพลัง:
    +1,509
    .
    เขียน ๑๐.๓๒

    เราคิดแล้วเห็นว่าจิ๊บจ๊อยครับ ด้วยค่าความคลาดเคลื่อนมีได้แยะ
    ในคำทำนายที่ดูเหมือนน่ากลัว ว่าจะเป็นภัยพิบัติร้ายแรง
    แต่ว่านะ "ร้อยถี่มีห่างอยู่หนึ่ง" ก็คือ "อนิจจัง"
    คำทำนายแม้จะแม่น แต่มันก็ไม่เที่ยง นะ

    ด้วยเคล็ดวิชา "สี่ตำลึงปาดพันชั่ง" ก็เปลี่ยนอะไรได้แยะเชียว
    ใช้พลังเพียงเล็กน้อย ในเวลาที่เหมาะสม ในจุดที่ถูกต้อง
    ก็สามารถปรับแต่งตำนาน ให้เป็นไปตามต้องการได้
    อืม..อยู่ในนิทานนี่ดีนะ โม้ได้ไร้ขีดจำกัดเลยอ่ะ

    มโนเอานะ ว่าอะไรก็ไม่รุนแรงอย่างที่ใครต้องการหรอกน่า เนอะ
    โดยเฉพาะประเทศไทยของพวกเรา ยิ่งสบายบรื๋อสะดือโบ๋
    แล้งก็เพียงน้อย ท่วมก็เพียงหย่อมๆ พายุก็เบ๊าเบา
    แผ่นดินไหวแรงๆ ยังไม่ยอมมาเกิดใกล้ๆเลย


    กระต่ายป่า แห่งประเทศไทย / สุริยะจักรวาลนี้ของใคร รู้ป่ะ

    .
     
  10. Sirius Galaxy

    Sirius Galaxy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    1,133
    ค่าพลัง:
    +2,557
    เชื่อเป็นจริงตามคำทำนาย แต่จะไม่ร้ายแรงขนาดเท่าตามคำทำนาย

    เหตุที่สนับสนุนให้เชื่อยิ่งขึ้น ก็ดูได้จากสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน ที่พร้อมจะทำสงคราม เพราะอัดอั้นกันมานาน ต่างก็สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ เสริมเขี้ยวเล็บต่างๆ เมื่อเห็นเขามีนิวเคลียร์ได้ เราก็มีบ้าง เมื่อต่างคนก็ต่างมี ก็เลยทำให้เกิดมานะ ลำพอง ถือตัวถือตน ไม่ยอมให้แก่กัน ต่างคนต่างอยากเป็นใหญ่ และผู้ที่เคยเป็นใหญ่อยู่แล้ว เป็นเจ้าโลกอยู่แล้ว ก็คงไม่ยอมที่จะเห็นใครขึ้นมาใหญ่ โดยเฉพาะการแก่งแย่งทรัพยากร การขยายอิทธิพล ซึ่งก็ตรึงเครียดกันไปกันมา สุดท้ายก็ระเบิดออก กลายเป็นสงครามโลก สงครามนิวเคลียร์

    เป็นธรรมดาของชาวโลก ชาวมนุษย์ จะต้องทำสงครามฆ่าฟันกันก่อน ถึงจะมาสำนึก ถึงจะมาคิดได้
    และก็เป็นธรรมดาของชาวโลก ชาวมนุษย์ ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านยุค ก็ต้องมีการทำลายล้างกัน ซึ่งต่อไปก็คือ ยุคศิวิไลซ์ ที่เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ยุคอวกาศ
     
  11. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,727
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,502
    (ความเห็นส่วนตัว)ผมว่าน่าจะจริงนะ

    พระธรรมมิกราช อยู่ที่เชียงราย เป็นเด็กหญิง

    เห็นแสดงธรรมเก่งมาก

    ภัยต่างๆ ก็เกิดอยู่...
     
  12. ธัมมนัตา

    ธัมมนัตา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,518
    ค่าพลัง:
    +9,765
    ความเห็นส่วนตัว
    ท้ายที่สุด ในภาวะวิกฤตไม่มีใครช่วยใครได้ นอกจากตัวเรา
    การได้ฟัง ธรรมะพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้ามาตลอดชีวิตก็เพื่อการนี้แหละ
    เมื่อเจอของจริง จะตื่นตระหนกหรือไม่ จะระงับจิต และแก้ไขเหตุปัจจุบันขณะอย่างไร
    เมื่อจะเกิดภัยใดๆ ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย ในภาวะปัจจุบัน

    ระหว่างนี้ที่ยังมีเวลาอยู่คือการสะสมเสบียงบุญ ทำทาน รักษาศีล ภาวนา
    ทำไปๆ เจอวิกฤตก้แก้ หากต้องตายไปก็ไม่ต้องห่วงมากเพราะได้สะสมเสบียงบุญไว้ในภพชาติถัดไปอยู่แล้ว เพราะชีวิตนทรีย์สิ้นไปแต่จิตยังไม่ได้ตายจริงๆต้องไปเกิดตามแรงชนกกรรมนำไปเกิดอยู่ดี
    คนทำบุญมากๆจะไม่กลัวตายแต่กลัวการเกิดใหม่มากกว่าที่ต้องมีชิวิตวนเป็นวัฎฏะเหมือนเดิมอีก
    หากใครต้องการเกิดในปฏิรูปประเทศที่มีความสงบในดินแดนพุทธศาสนารอบใหม่ก็ควรทำทาน รักษาศีล ภาวนาให้สมบูรณ์ และไม่ต้องกังวลกับวิกฤตซึ่งมันจะมาบ่อยๆและแรงขึ้นไปตามวิบากกรรมของสัตว์โลกตามกระแสกิเลสนั่นเอง
    อย่าใช้เวลาทั้งหมดกับไปการถกเถียงขัดแย้งกับเรื่องอจิยไตยเลย เผื่อเวลาไว้ให้ตนเองจริงๆบ้าง
     
  13. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,088
    ค่าพลัง:
    +3,461

    <img src='http://p3.isanook.com/mv/0/ui/4/22436/12788_005.jpg' width=350>

    :cool:
     
  14. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,108
    ค่าพลัง:
    +3,003
    สัพพัญญุตญาณสิ่งใดที่ทรงตรัสไว้ย่อมเป็นหนึ่งเดียวไม่มีสองค่ะ ถ้าเราอ่านในพระไตรปิฎกเราจะทราบได้ว่าพระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ไม่มีประมาณ วาจาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสแต่ความจริงเท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นอนิจจังก็คือระยะเวลาที่ไม่แน่นอนค่ะ เพราะถ้าไม่ทรงระบุไว้แต่บอกว่าแค่หลังกึ่งพุทธกาล

    คำทำนายของพระพุทธองค์ที่ทรงทำนายไว้ บางท่านอาจไม่แน่ใจใช่ไหมค่ะว่าจริงหรือไม่ เพราะหลายคนอาจไม่แน่ใจว่าสิ่งที่บันทึกไว้จริงหรือไม่จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ณ ปัจจุบัน. และตรงกับพุทธทำนาย นอกจากนั้นแล้วยังมีรหัสลับจากพุทธทำนายจากอนันตะจักรวาล(จิตจักรวาล)ที่ชี้นำทางให้ธรรมโลกุตระช่วงหลังกึ่งพุทธกาลที่เป็นเครื่องยืนยันอีกด้วยค่ะ

    สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่กับโลกอยู่ในขณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของคำพุทธทำนายที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเมืองไทยไม่มีอะไรเพราะมีสัจธรรมศาสนาคุ้มคอยรักษาอยู่ ผู้ที่เป็นยักษ์นอกศาสนาที่เขาประสบกันอยู่เช่นทุกวันนี้ เขาก็บอบช้ำกันอยู่แล้วอย่างทุกทรมานกับภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยพิบัติใจคนและภัยพิบัติธรรมชาติพราะไม่มีธรรมคอยรักษา ที่นี้นะคะเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นรุนแรงมากน้อยก็ขึ้นอยู่ที่ว่าการเสื่อมของใจคน ของโลกมากน้อยเท่าไร ถ้าเราดูกัน ณขณะนี้แล้ว ความเสื่อมของใจคนและของโลกก็คงเป็นจริงดั่งคำพุทธทำนายค่ะ เพราะวัฏจักรของโลก คือ เพื่อสร้างใหม่ เพื่อรักษา และทำลายตรงกับหลักไตรลักษณ์ วัฏจักรของสัจธรรมค่ะ โลกต้องมีอันเสื่อมสลายหรือมีอันแตกดับไป เมื่อเกิดการเสื่อม ก็ต้องมีการรักษาให้คงอยู่เพราะโลกยังไม่ถึงเวลาแตกดับ หากคนชำระจัดการรักษาให้ดีกว่าเดิมไม่ได้ ระบบโลกก็ต้องจัดการเพื่อปรับความสมดุลของตนเองให้อยู่ได้ไม่แตกสลายไปก่อนกาลใช่ไหมค่ะ ถ้าเราจะเอาเหตุผลความเป็นจริงมาพิจารณากัน ว่าจริงดั่งที่ทรงตรัสไว้หรือเปล่านะคะ

    โดยเฉพาะสิ่งที่ทำลายล้างโลกได้อย่างดีที่สุด ก็คือจิตใจมนุษย์ ที่ทำลายล้างประหัตประหารกันเอง ทำลายล้างโลกให้ไม่น่าอยู่ โลกจึงย่ำแย่เช่นทุกวันนี้ การเกิดสงครามจะมีขึ้นได้ถ้าผู้นำประเทศนั้นขาดสภาวะสมดุลทางจิตใจไร้คุณธรรม มนุษยธรรม ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาของตนจะควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้ นอกจากจะตกเป็นทาสของอวิชชาแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งค่ะคือสภาวะจิตใจที่อ่อนแอตกอยู่ในความอยากจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของบางสิ่ง(มนตด)ทึ่เห็นผิด. ที่สามารถช่วยเหลือตนเองและพวกพ้องตอบสนองความอยากให้เขาได้เราจึงได้ยินข่าวมนุษย์ต่างดาวบ่อยครั้ง. เราทุกคนจึงควรประมาทไม่ได้เลยค่ะ

    ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ยังไงเราก็ต้องเดินหน้าเข้าไปหาความตายกันอยู่แล้ว ความไม่ประมาทในชีวิตก่อนตายและหลังความตายก็ต้องเร่งเพียรทำค่ะ เพราะขณะมีชีวิตอยู่ภัยที่เกิดขึ้นอยู่ก็ภัยของจิตใจคนความทุกข์ที่ทุกคนล้วนต้องเจอประสบพบกันทุกวันอยู่แล้วนี่คะ. หากเจอภัยใหญ่จริงๆ เราก็จะได้มีเครื่องป้องกันรักษาตัวเรากันค่ะ
     
  15. kanok023

    kanok023 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +102
    อะไรจะเกิดมันก้อต้องเกิด ทำใจให้นิ่งยอมรับกรรมที่ทำไป
     
  16. Kama-Manas

    Kama-Manas เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    5,361
    ค่าพลัง:
    +6,479
    ยิ่งดูใกล้ๆคุณจะเห็นความจริงน้อยลง.
     
  17. Kama-Manas

    Kama-Manas เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    5,361
    ค่าพลัง:
    +6,479
    ธรรมชาติ สร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่งและทำลายทุกสรรพสิ่ง.นี่คือกฏ
    กฏสูงสุดของธรรมชาติ กฏสูงสุดของจักรวาล มีใจความว่า.

    "ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุให้ดับลง..
    และปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น."

    ภัยธรรมชาติจะมากขึ้น ภัยจากมนุษย์ไม่ต้องพูดถึง.
    ให้พัฒนาจิตแล้วปิดอบายภูมิให้ได้.
    ใครทำได้ก็รอด..
    (ไม่ถึงเวลายังไงก็ไม่ตาย.)
     
  18. KCNDZ

    KCNDZ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +13
    พระศรีอริยเมตไตรย ตรัสรู้แล้ว ท่านมีตัวตนอยู่จริง ถ้ายังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งเดียวกันคือสิ่งใด และยังสอนใครไม่ได้ ยังมีความกลัวอยู่ในใจ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านิพพานคืออะไร อย่าได้แม้แต่จะคิดว่าตัวเองเป็น เพราะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ทุกอย่าง คนที่ตอบทุกอย่างได้คือพระศรีฯ เท่านั้น
    "คนที่ใช่จะไม่บอก คนที่บอกจะไม่ใช่"
    กลลวงของพระศรีฯ ให้มารที่ฝั่งลึกในจิตใจของมนุษย์แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา ทำให้หลายคนเข้าใจว่าตัวเองเป็น ท้ายที่สุดมนุษย์ย่อมได้รับผลกรรมในไม่ช้า
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 สิงหาคม 2016
  19. KCNDZ

    KCNDZ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +13
    สิ่งที่พระพุทธเจ้าทำนายไว้ นั่นไม่ใช่คำทำนาย แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
     
  20. หนุ่มยาดอง

    หนุ่มยาดอง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2011
    โพสต์:
    679
    ค่าพลัง:
    +678
    ผมก็คิดแบบนี้ครับ.
     

แชร์หน้านี้

Loading...