เรื่องเด่น พุทธธรรมบรรเทาผู้ป่วย โรคซึมเศร้า

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย โพธิสัตว์ ชาวพุทธ, 17 สิงหาคม 2018.

  1. โพธิสัตว์ ชาวพุทธ

    โพธิสัตว์ ชาวพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    1,656
    กระทู้เรื่องเด่น:
    932
    ค่าพลัง:
    +2,911
    0b8a3e0b8a1e0b89ae0b8a3e0b8a3e0b980e0b897e0b8b2e0b89ce0b8b9e0b989e0b89be0b988e0b8a7e0b8a2-e0b982.jpg


    โรคซึมเศร้า เป็นอีกโรคที่สร้างความทุกข์ให้กับมนุษย์ และยังฆาตชีวิตของผู้คน พระพุทธเจ้าประทานคำสอนของพระองค์ให้เป็นที่พึ่งของมนุษย์ จึงหวังว่าคงมีธรรมะของพระองค์บ้างที่จะบรรเทาช่วยเหลือได้

    มีเพื่อนคนหนึ่งเศร้าสร้อยมากหลังจากดาราเกาหลีคนโปรด ด่วนจากโลกนี้เพราะโรคซึมเศร้า เธอเสียใจเหมือนพรากจากของรัก เราในฐานะเพื่อนจึงได้แต่ปลอบใจ และอธิบายให้เธอรู้สึกดีและยอมรับความจริงได้

    เธอขอร้องเราว่า อยากให้นำเรื่องที่บอกกับเธอในวันนั้นมาเขียนเป็นบทความให้คนอื่นได้อ่าน เพื่อเข้าใจถึงผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้น

    จากวันนั้นที่รับปาก ก็ไม่มีเวลาเลยที่จะได้กดแป้นพิมพ์ กลั่นกรองเรื่องที่เล่าในวันนั้นมาเขียน จนมาถึงวันนี้ พอมีเวลาว่างที่จะบรรจงกดแป้นเล่าเรื่องราวของโรคนี้ และเรื่องราวพระเมตตาของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบรมครูแห่งเทวดาและมนุษย์ ซึ่งเคยช่วยเหลือสตรีสองนางให้หายจากโรคนี้มาแล้ว

    แต่ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องราวพระเมตตาของพระพุทธเจ้า คงต้องเกริ่นลากเข้าศาสตร์ทางแพทย์ ให้รู้จักอาการและลักษณะของโรคนี้ก่อน

    โรคซึมเศร้าคืออะไร
    อาการของโรคนี้เป็นภาวะจิตใจที่หม่นหมองหดหู่ ร่วมกับความรู้สึกท้อแท้ หมดหวัง มองโลกในแง่ร้าย มีความรู้สึกผิด รู้สึกมีคุณค่าต่ำ ตำหนิตนเอง ความรู้สึกเหล่านี้คงอยู่เป็นระยะเวลานาน และเกี่ยวพันกับการสูญเสีย

    โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากการทำงานของระบบใดระบบหนึ่งในร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะเคมีในสมองและฮอร์โมนบางส่วนในร่างกายขาดความสมดุล

    โรคซึมเศร้าเกิดจากความทุกข์ 3 ประการ
    อาการของโรคซึมเศร้าหากจะเทียบกับองค์ธรรมในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นคือ โสกะ (หรือโศกในภาษาไทย) ความเศร้าโศกเสียใจ เสียดาย อาลัย ปริเทวะ ก็เป็นองค์ธรรมอีกอัน คือ ความคร่ำครวญหรือร่ำไห้ เพราะยึดมั่นถือมั่น และอุปายาส คือความคับแค้นใจหรือความสิ้นหวังเป็นทุกข์

    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรักษาโรคซึมเศร้า

    โรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นโรคที่มีมาแต่สมัยพุทธกาล แต่พอมีอาการของบุคคลในสมัยพุทธกาลที่คล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า คือ นางปฏาจารา และนางกีสาโคตมี ซึ่งบุคคลทั้งสองได้รับพระเมตตาจากพระพุทธเจ้าจนหายจากอาการนี้

    0b8a3e0b8a1e0b89ae0b8a3e0b8a3e0b980e0b897e0b8b2e0b89ce0b8b9e0b989e0b89be0b988e0b8a7e0b8a2-e0b982.gif

    8a3e0b8a1e0b89ae0b8a3e0b8a3e0b980e0b897e0b8b2e0b89ce0b8b9e0b989e0b89be0b988e0b8a7e0b8a2-e0b982-1.jpg


    นางปฏาจารา ป่วยเพราะนางยอมรับไม่ได้ที่ครอบครัวของนางด่วนจากไปจนหมดสิ้น บิดา มารดา และพี่ชายตายในกองไฟ เพราะบ้านของนางไฟไหม้ สามีตายเพราะถูกงูกัด ลูกชายคนโตจมน้ำตาย ลูกคนเล็กที่เพิ่งเกิดกลายเป็นอาหารของเหยี่ยว

    นางจึงกลายเป็นคนบ้า ร่างกายเปลือยปราศจากผ้านุ่งห่ม วิ่งเข้าไปกลางฝูงชน ไม่มีใครจำนางได้ว่า นางคือ ปฎาจารา ธิดาเศรษฐี นางเข้าไปในพระวิหารที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่

    พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาตรัสเรียกว่าด้วยพระทัยที่มีความเมตตาว่า “จงได้สติเถิดน้องหญิง” หลังจากนั้น นางจึงได้สติ

    สังเกตว่าพระพุทธเจ้าทรงไม่ได้ทำอะไรมาก เนื่องจากตรัสต่อนางด้วยปิยวาจา (หนึ่งในหลักธรรมของหลักกัลยาณมิตรธรรม) คือทรงตรัสด้วยคำพูดเพราะๆต่อนางด้วยพระเมตตา

    นางสัมผัสได้ถึงความเมตตา นางรับรู้ว่ามหาบุรุษผู้นี้จะเป็นที่พึงพิงของนางได้ หลังจากนางไร้ที่พึงทุกทาง สามีก็ด่วนตายจาก ลูกทั้งสองที่นางจะยึดเหนี่ยวใจได้ก็ตายจากนางไป ครอบครัวที่นางหวังกลับมาพึงก็ตายด้วยอัคคีภัยยกครัว

    เมื่อนางไร้ที่พึงเช่นนี้จึงถึงกลายเป็นบ้า แล้วด้วยสภาพที่นางเป็น ใครๆก็รังเกลียดนาง ไม่มีใครเข้าใจนาง ไม่มีใครปลอบใจ นางจึงยังคงเป็นหยิงบ้าล่องจ่องมาจนถึงพระเชตวันวิหาร

    พระพุทธเจ้าทรงมีพระเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณ จึงเป็นบุคคลแรกที่ปลอบนาง นางจึงได้สติและหายจากอาการคลั่งนั่นเอง

    หลังจากนั้น นางปฏาจาราจึงบวชเป็นภิกษุณี และบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

    นางกีสาโคตมี เป็นภรรยาบุตรชายเศรษฐีที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะต่ำต้อยกว่า นางเป็นโรคซึมเศร้าทำอาหารสุดโต่ง เพราะบุตรชายที่เป็นความหวังของนางตายจากไป

    นางพยายามทำให้บุตรชายฟื้น เพราะเท่ากับว่านางจะไม่เป็นที่ยอมรับของสามีและญาติของสามี น่าเห็นใจนาง เพราะอินเดียสมัยพุทธกาล สะใภ้ที่มีบุตรชายให้ครอบครัวของสามีได้ ย่อมเป็นที่ยอมรับของครอบครัวสามี

    นางอุ้มร่างไร้วิญญาณของบุตรชายมาจนจะถึงพระเชตวันวิหาร ร้องเรียกถามว่า มีผู้ใดรักษาลูกชายข้าให้ฟื้นขึ้นมาได้ไหม ชายคนหนึ่งจึงแนะนำให้นางทูลขอให้พระพุทธเจ้าช่วยรักษา

    นางเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้นางไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากครอบครัวที่ไม่มีสมาชิกในครอบครัวตายมาให้พระองค์ แล้วพระองค์จะทรงช่วยรักษา

    นางไปขอตามบ้านเรือนต่าง ๆ ล้วนมีแต่คนตาย นางเข้าใจจึงทิ้งร่างของบุตรชาย แล้วละอัตตาในความโลภที่อยากเป็นสะใภ้ที่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวสามี นางไม่สนใจแล้ว นางสนใจธรรมะของพระพุทธเจ้ามากกว่า นางจึงบวชเป็นภิกษุณี และบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

    หลักการบำบัดโรคซึมเศร้าของพระพุทธเจ้าเท่าที่สังเกตจากสองกรณีที่ยกมานี้ พบว่าพระองค์ทรงยึดหลักกัลยาณมิตรธรรม 2 ประการด้วยกันคือ ปิโย เพราะท่านเป็นผู้มีเมตตา จึงทำให้นางปฏาจาราเข้าหาพระองค์ และด้วยความเป็นปิโย (ผู้น่ารัก ผู้น่าเข้าหา) ทำให้นางมีที่พึงพิง และภาวนีโย (ผู้ทรงความรู้และภูมิ) ข้อนี้เป็นคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว แต่ถ้าพระองค์ไม่มีพระปัญญา จะทรงแนะนำให้นางกีสาโคตมีทำเช่นนั้น พระองค์เข้าพระทัยว่านางต้องเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้นางรู้คือ การยอมรับความจริงว่า โลกนี้ไม่มีสิ่งใดหนีความตายไปไม่พ้น และการละจากอัตตาที่นางต้องการยึดตำแหน่งสะใภ้ใหญ่ในบ้านของสามีอย่างไรก็ตาม บทความนี้ไม่มีคำชี้แนะที่ช่วยป้องกันโรคนี้ได้ แต่หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น เขาเพียงปล่อยใจไปตามแรงของอัตตามากเกินไป ยึดว่าเราเป็นเราจนมากเกินไป อย่างกรณีของนางกีสาโคตมีเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน ซึ่งที่ผู้ป่วยสามารถกระทำเองได้คือการยอมรับความจริง อย่าเศร้าโศกกับสิ่งที่เป็นไปได้ยาก สตรีสองนางละความโศก เพราะยอมรับความจริง

    สำหรับบุคคลรอบข้างก็สามารถช่วยบำบัดผู้ป่วยได้อีกแรงคือการยึดพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง ต้องเป็นที่พึงให้กับเขา ทำตัวเป็น ปิโย คนน่ารัก น่าเข้าใกล้ และภาวนีโย คือทรงภูมิ ต้องศึกษาและเข้าใจพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อให้เราเข้าถึงผู้ป่วยได้ และเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

    Cr::goodlifeupdate.com


    ขอขอบคุณที่มา
    http://variety.teenee.com/saladharm/77972.html
     
  2. 999phudit

    999phudit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    315
    ค่าพลัง:
    +163
    แก้ไม่ยาก ....คุณก็ไปรับเชื้อติดต่่อจากผู้ป่วย..แบ่งออกมาก็จบ...เหมือนอาการรับทายาทส่งทายาท
     

แชร์หน้านี้

Loading...