พุทธพยากรณ์ และภัยพิบัติโลก

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 8 เมษายน 2007.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    [​IMG]
    การเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่
    1. ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ 15 วัน โลกจะเอียงก้มหัวให้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้น้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือละลาย จะนำไปสู่คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่แผ่นดิน ( ปัจจุบันเกิดขึ้นแล้ว )
    2. เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เป็นเวลา 49 วัน ในระหว่างเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน
    3. ฝนตกครั้งใหญ่ทั่วโลก ( ระยะชำระล้างเป็นเวลา 7 วัน )
    * ระยะเวลาการเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงของโลก รวมแล้วมีระยะเวลาทั้งสิ้น 56 วัน
    ใน 3 วันแรกจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่ทวีปเอเชีย ในประเทศที่เป็นอริต่อกัน
    ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    1. เกิดน้ำท่วมครั้งใหม่
    2. พายุถล่ม
    3. แผ่นดินแยกและแผ่นดินไหว
    4. ภูเขาไฟระเบิด ( จังหวัดทางภาคกลาง 2 ลูก , ภาคเหนือตอนล่าง 3 ลูก , อีกทั้งที่จังหวัดราชบุรี น่าน แพร่ อ.ร้องกวาง )
    5. คลื่นยักษ์จากทะเล
    6. โรคระบาดที่สุดจะเยียวยา ได้แก่ VIRUSTERIA , อหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่ ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเสียชีวิตทันทีภายใน 6 วัน
    7. คลื่นเสียงที่รุนแรง ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนั้นมาก่อน
    8. อดอยากขาดแคลนอาหาร
    การเตรียมตัวเตรียมปัจจัยเพื่อตนเองและสมาชิกในครอบครัว
    1. เตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3 – 6 เดือน
    2. เครื่องนุ่งห่มเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋าน้ำร้อน ผ้าห่ม ฯลฯ เพราะในช่วงเวลานั้นอากาศจะหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
    3. เครื่องใช้ที่จำเป็น
    4. ทีอยู่อาศัย
    5. ยารักษาโรค
    6. ด่างทับทิมและคาราไมล์ ( จำเป็นมาก ) ห้ามกินอาหารที่ไม่ได้ล้างด้วยด่างทับทิม เพราะจะมีทั้งเชื้อโรคและสารกัมมันตรังสี ส่วนคาราไมล์จะมีไว้รักษาโรคทางผิวหนังที่ดูเหมือนจะยากต่อการรักษา แต่เมื่อทาคาราไมล์แล้วจะหายได้อย่างน่าอัศจรรย์
    7. ยานพาหนะ เช่น เรือ เสื้อชูชีพ
    8. เครื่องช่วยชีวิต
    9. แสงสว่าง เช่น เทียน ตะเกียงพายุ ( เวลานั้นท้องฟ้าจะมืดมิด 7 วัน เท่ากับ 1 ราตรี และจะมืดมิดรวม 7 ราตรี หรือ 49 วัน ไฟฟ้าจะดับทั่วโลก )
    10. เตรียมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
    การดูแลตัวเองในช่วงเวลาวิกฤติ
    1. ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็ดขาด ใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้ามเปิด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นญาติสนิทหรือคนที่เรารู้จักก็ตาม
    2. ห้ามตากฝน เพราะในฝนจะมีพิษ ทั้งเชื้อโรคและสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น
    3. ห้ามลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องใช้ด่างทับทิมล้างทุกครั้ง
    4. ห้ามเปิดประตูต้อนรับผู้อื่น เพราะช่วงเวลานั้นประตูมิติของโลกทั้งสามภพจะถูกเปิดเป็นครั้งแรก ผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องผีสาง จิตวิญญาณ ก็จะได้เห็น คนที่มาเยือนอาจเป็นผีเปรต ผีโขมด ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราจำแลงมาก็เป็นได้ และห้ามอยากรู้อยากเห็นโดยเด็ดขาด

    5. ห้ามกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด
    6. ห้ามกินผักที่ยังไม่ได้แช่ด่างทับทิม
    7. ฝึกการกินน้อย ถ่ายน้อย
    8. ระวังอากาศที่หนาวเย็น
    9. ระวังสัตว์ร้าย สัตว์มีพิษ เช่น งูพิษ จระเข้
    10. ห้ามอยู่ตึกสูงเกิน 3 ชั้น เพราะตึกสูงเกิน 3 ชั้น จะพังทลายราบเป็นหน้ากลอง
     
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    [​IMG]


    มหันตภัยทั้ง 9 อย่างนี้(พุทธทำนาย 3) จะรอดพ้นเฉพาะคนใจบุญ คนที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น รู้แล้วจงบอกต่อกันไปให้รีบเร่งทำแต่ความดีมากกว่าทำบาปกรรมชั่วร้าย ถ้าผ่านปีจอ ปีกุลไปแล้ว ทุกคนพร้อมลูกหลาน เหลน จะได้รับความสุขสบายกันทั่วหน้า ( เวลาเหลือน้อย ) ให้ทุกคนเคร่งครัดถือศีล 5 ข้อ ให้ขยันไหว้พระ ภาวนา ให้ทาน เพื่อการกุศลอย่างต่อเนื่อง ศีล 5 ข้อ เทือกเขาตะนาวศรีในจังหวัดราชบุรีจะพังทลายลงมาเนื่องจากแผ่นดินไหวที่รุนแรง ซึ่งจะเปิดเผยให้เห็นถึงภูเขาไฟที่ซุกซ่อนอยู่ หลังจากนั้นไม่นานภูเขาไฟลูกแรกในประเทศไทยจะระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เสียงดังกึกก้องกัมปนาทดังมาถึงกรุงเทพฯ ธารลาวาจะไหลลงไปยังฝั่งพม่า ไม่นานนักระเบิดลูกที่สอง และลูกที่สามก็ตามมา ลูกที่สี่จะมีความรุนแรงอย่างถึงที่สุด ซึ่งจะสร้างความอำมหิตให้กับภาคเหนือและภาคอีสานต่อไป
    รายละเอียดของมหันตภัยที่จะเกิดขึ้น
    สถานที่แห่งแรกในประเทศไทยที่จะได้เผชิญกับลาวาร้อนจากไฟใต้โลก จะเกิดขึ้นจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดแรกในภาคอีสานตามรอยต่อของจังหวัดที่ติดกันเป็นแนวยาว เริ่มแรกจะมีลักษณะเป็นแนวแยกของแผ่นดินคดเคี้ยวไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ธารโลหะร้อนจะไหลลามแผ่ออกไปเป็นบริเวณกว้างข้ามวันข้ามคืนติดต่อกัน จากนั้นพายุที่รุนแรงจะนำน้ำมาดับไฟ ก่อให้เกิดน้ำท่วมและโรคร้ายที่จะระบาดอย่างรุนแรงจนสุดที่จะเยียวยาได้ โดยเฉพาะอหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่ที่มนุษย์เชื่อว่าได้กำจัดหมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่หารู้ไม่ว่ามันกำลังฟักตัวและจะมีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าเดิม ซึ่งสามารถคร่าชีวิตผู้รับเชื้อได้ในเวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น
    ท้องฟ้ามืดมิด ฝนจะเริ่มตกหนักทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง น้ำจะเอ่อขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าท่วมแผ่นดินในหลายๆ พื้นที่ พายุไซโคลนจะพัดกระหน่ำและจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 160 ก.ม./ชั่วโมง พัดผ่านกรุงเทพ ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ใกล้กับสะพานกลางเก่ากลางใหม่ในย่านฝั่งธนบุรีจะพังทลายลงมาจากการโหมกระหน่ำและความบ้าคลั่งของลมพายุ มีผู้เสียชีวิตในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 600 คน ในเวลาหลังจากนั้นไม่นานนักตึกสีขาวที่อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตรงข้ามจะพังทลายตามลงมา ยอดตึกที่พังทลายจะแลเห็นโผล่เหนือน้ำให้เห็นเป็นอนุสรณ์ของคราบน้ำตา หลังคาบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงจะปลิวว่อน เสาไฟฟ้าจะล้มระเนระนาดด้วยความรุนแรงของลมพายุ ผนังตึกส่วนหนึ่งจะรูดลงมากองกับพื้น ลมพายุที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงจะสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงอย่างเหลือคณานับ
    - ณ บ้านกุดฉิม อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น จะเกิดภูเขาไฟแห่งที่สองระเบิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 คน
    - ที่บ้านโพธิ์ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จะเกิดแผ่นดินไหวและมีลาวาร้อนจากภูเขาไฟไหลเคลื่อนตัวทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า มีผู้เสียชีวิตร่วมพันคน
    - เกิดภูเขาไฟระเบิดในจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างกะทันหันจนยากที่ผู้คนในบริเวณนั้นจะตั้งตัวทัน และจะเกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดมีจำนวนเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตมากกว่าผู้ชาย
    - จังหวัดตรัง เกาะทุกเกาะจะจมหายไปเนื่องจากลมพายุที่รุนแรงและทะเลคลั่งที่กลบกลืนหมู่เกาะให้หลับลึกไปอย่างรวดเร็ว
    - สมุทรปราการ จะจมหายลงไปในท้องทะเลครึ่งเมืองอย่างถาวร เนื่องมาจากลมพายุที่โหมกระหน่ำบวกกับน้ำทะเลหนุนสูง น้ำจะท่วมอย่างรวดเร็วและมีสายน้ำเปลี่ยนทิศไหลผ่านเมื่องอย่างน่าหวาดกลัว ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากหายนะครั้งนี้จะถูกนำส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังในย่านสำโรง และโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นประตูต้นทางของกระแสน้ำที่ไหลเปลี่ยนทิศ แต่ก็เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดของเมืองสมุทรปราการ
    - เกาะสมุย จะถูกลบหายไปจากแผนที่โลก เนื่องจากแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงและเกิดพายุ รวมทั้งคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำจนกระทั่งเกาะทั้งเกาะจมหายลงไปในท้องทะเลอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน
    - เกิดแผ่นดินไหวที่ตัวเมืองบุรีรัมย์ เสียชีวิตทันที 53 คน ผู้บาดเจ็บที่เหลือจะเสียชีวิตอย่างมากมายในระหว่างทางไปโรงพยาบาล
    - เกาะปันหยี จังหวัดพังงา เกิดน้ำท่วมสูงและพายุที่รุนแรงโหมกระหน่ำพัดเกาะหายสาบสูญอย่างถาวร ผู้คนเสียชีวิตทั้งเกาะ
    - เขื่อนบางลาง จังหวัดนราธิวาส ถูกคลื่นจากทะเลซัดกระหน่ำจนกระทั่งเขื่อนแตก น้ำไหลทะลักเข้าท่วมแผ่นดิน รวมทั้งน้ำทะเลที่ถาโถมเข้าสู่แผ่นดินอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งไม่มีนราธิวาสหลงเหลืออยู่ในแผนที่โลก
    - บ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด จะถูกคลื่นยักษ์ไซโคลนกระหน่ำ แผ่นดินหายไม่มีเหลือ
    - ยะลา ถูกทะเลคลั่งโหมกระหน่ำ น้ำทะเลสูง แผ่นดินหาย เหลือเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ที่จะมีชื่อเรียกใหม่ว่า เกาะยะลา
    - จังหวัดสงขลา น้ำท่วมสูง เกาะทุกเกาะจมหายจะเหลือเพียงหาดใหญ่บางส่วนที่น้ำจะไม่ท่วมถาวร
    - ชลบุรี ชายฝั่งทะเลบางแสนถูกคลื่นยักษ์ 4 – 5 เมตร ซัดกระหน่ำอย่างรุนแรง จนกระทั่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพังพินาศ แต่น้ำทะเลจะไม่ท่วมถาวร
    - ฉะเชิงเทรา น้ำจะท่วมถึงสองฝั่งบางปะกง จนถึงฐานหลวงพ่อโสธร
    - กระบี่ จะถูกพายุพัดกระหน่ำ ผืนดินทางด้านตะวันออกจะหายไปชาวประมงประมาณ 180 คน จะถูกกลืนหายไปในท้องทะเล
    - ชุมพร จะเผชิญพายุฝนที่รุนแรง คลื่นจัด น้ำท่วมสูง ศาลกรมหลวงชุมพรจะเหลือไว้เป็นอนุสรณ์ให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์
    - อุทยานภูริน นางย่อง สิมิลัน จังหวัดพังงา ถูกคลื่นยักษ์ซัดหาย
    - ภูเก็ต ถูกพายุถล่มอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเกาะหายไปจากแผนที่โลก มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 40,000 – 60,000 คน
    - นครศรีธรรมราช จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20,000 คน
    - พังงา น้ำท่วม แผ่นดินจะถูกกลืนจมหายไปในท้องทะเล
    - ปัตตานี ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมทั้งจังหวัด แต่วัดช้างไห้ของหลวงปู่ทวดจะปลอดภัย รูปปั้นหลวงปู่ทวดจะแสดงปาฏิหาริย์ ลอยน้ำขวางกระแสน้ำเชี่ยว น้ำจะแห้ง วัดช้างไห้จะกลายเป็นเกาะกลางน้ำ
    - เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จะพังทลาย กระแสน้ำที่เชี่ยวกราดจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า มีผู้เสียชีวิตทันทีประมาณ 200 คน
    - เกิดภูเขาไฟระเบิดอย่างกึกก้องกัมปนาทที่จังหวัดอุตรดิตถ์
    - กาญจนบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ จะมีปัญหาน้ำไหลอ้อมเขื่อนท่วมด้านล่างเสียหายบางส่วน รวมทั้งน้ำท่วมสูงแผ่นดินหายถาวรครึ่งจังหวัด
    - จังหวัดนครราชสีมา เกิดน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์ กระแสน้ำจะท่วมสูงถึงฐานของอนุสาวรีย์ย่าโม
    ทุกจังหวัดในประเทศไทยต่างก็ได้รับความบอบช้ำด้วยกันทั้งสิ้น จะมากน้อยต่างกันไป บริเวณใดที่มีผู้คนที่มีศีลธรรมอาศัยอยู่อาจได้รับการปกป้อง บรรเทาภัยพิบัติให้เบาบางลงไปได้บ้าง...
    ข้อมูลทุกอย่างที่กล่าวมานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ระดับความรุนแรงจะไม่เปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังเช่น ภูเขาไฟที่กล่าวว่าจะเกิดในสถานที่หลายแห่งนั้น อาจเกิดระเบิดกึกก้องกัมปนาทรวมกันในสถานที่แห่งเดียวกัน แต่จะมีความรุนแรงมากกว่าปกติ กล่าวคืออาจมีลาวาจะพุ่งสู่ท้องฟ้าสูงเป็นพิเศษถึง 6 กิโลเมตร เป็นต้น
    เหตุการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมานั้น จะมีอยู่วันหนึ่งที่เหตุการณ์รุนแรงที่สุด คลื่นพลังมหาศาลจากจักรวาลจะกระแทกลงมายังโลก เป็นพลังงานที่เกิดจากลมพายุสุริยะอันเนื่องมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์จุดที่ 11 มนุษย์ทุกคนบนโลกจะได้พบกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว บรรยากาศช่วงแรกๆ จะรู้สึกหดหู่ เวิ้งว้าง ท้องฟ้าจะวังเวงพิกล หลังจากนั้นไม่นานนักลมจะแรงขึ้น แรงขึ้น เสียงฟ้าเสียงลมจะแผดเสียงกึกก้องดังที่สุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เป็นเสียงของพญามัจจุราชที่พิพากษาโลกในด้านความเป็นมนุษย์ คนชั่วทุกคนจะถูกประหารชีวิต และตายอย่างทรมาน ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำสังคม ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้นำลัทธิ ฯลฯ ส่วนคนดีจะได้รับการยกเว้นเอาไวให้ได้ทำความดีโดยไม่มีอุปสรรคต่อไป
    ปลายปี พ.ศ.2548 นี้ จะเริ่มเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งจะส่งผลให้มีคนตายจำนวนมหาศาล ส่วนผู้ที่รักษาศีล 5 ขึ้นไปจะรอด และอีก 5 ปีต่อไปน้ำจะท่วมภาคใต้ และจะร้ายแรงมากกว่าสึนามิหลายเท่า ผู้คนที่รอดชีวิตจำต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อให้พ้นภัย โดยระหว่างทางจะพบกับคนนอนตายเกลื่อนกลาดจำนวนมาก
    คนที่ไม่เคยเข้าวัดก็รีบเข้าวัดซะ ตอนนี้ก็ยังทัน รีบหาของดี วัตถุมงคลติดตัวไว้ แต่ถ้าเป็นคนมีศีลดีอยู่แล้วก็ยิ่งดี และสุดท้ายให้นั่งสมาธิ เพราะไม่มีสิ่งใดจะช่วยเราได้นอกจากสมาธิและผู้ปฏิบัติสมาธิที่ได้อภิญญา เรียกว่าให้อยู่ใกล้คนดี
    เข้าไว้ และปีหน้า ( พ.ศ.2549 ) พระศรีอารย์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตในตอนนี้ จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ( ท่านลงมาเกิดในคราวนี้ไม่ใช่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่เพื่อช่วยให้ผู้คนรอดพ้นจากเหตุการณ์อันเหลือที่มนุษย์จะรับมือได้ไหวครั้งนี้ เพื่อช่วยให้พ้นจากภัยสงครามครั้งมหึมา ที่จะทำให้มีคนตายมหาศาลที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่านอาจจะเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ได้ แต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น )
    หากท่านไม่แน่ใจว่าตัวท่านมีความดีพอที่จะรอดพ้นจากมหาภัยพิบัติครั้งนี้ละก็ ขอให้หาของดีติดตัวไว้เป็นอย่างดี หรือถ้าหาของดีไม่ได้จริงๆ ก็จงทำตัวของท่านให้เป็นคนดีเพื่อความดีจะรักษาตัวของท่านเอง หากท่านไม่เชื่อก็จงอย่าเพิ่งปฏิเสธ เช่น เชื้อโรคที่ตาเปล่าของเรามองไม่เห็น แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันไม่มี เพราะเรามีเครื่องมือคือกล้องจุลทรรศน์ที่จะส่องเห็นแล้ว ส่วนเรื่องอย่างอื่นเช่นที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้า เครื่องมือที่จะเห็นก็มีแล้วก็คือการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ แต่อยู่ที่ท่านจะใช้เครื่องมือนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่เท่านั้นเอง
    ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำท่านเขียนไว้ว่า อีกไม่กี่ร้อยปีจะมีพระมหากษัตริย์ท่านหนึ่งเดินทางจากทางเหนือมาบูรณะวัดท่าซุง ขณะนี้วัดท่าซุงก็ยังคงเป็นปกติดี แสดงว่าหลังจากนี้ไม่นานนักคงต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้วัดท่าซุงร้าง ซึ่งปัจจุบันวัดท่าซุงยังมีคนไปทำบุญถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างไม่ขาดสาย แต่จะมีเหตุใดเล่าที่ทำให้วัดร้างได้นอกจาก...( อาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างชาติอาหรับและอเมริกา ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดอภิมหาสงครามครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบถึงประเทศไทยก็เป็นได้ )
    ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จงหมั่นทำดีเพื่อรักษาชีวิตรอดเทอญ.

    ในนิมิตบอกมาว่า อีกประมาณ 5 ปีจะเกิดเหตุการณ์ดังต่อไปนี้ ( ปัจจุบันนี้ปี พ.ศ.2548 )
    แผ่นดินไทยที่สาบสูญบริเวณที่หายถาวรทั้งแผ่นดิน นราธิวาส สตูล พังงา ภูเก็ต หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะตะรุเตา หมู่เกาะทะเลตรัง ตราด เกาะช้าง หมู่เกาะทะเลตราด สมุย เกาะพงัน อ่างทอง ชะอำ บริเวณที่เหลือเพียงบางส่วน แต่จะกลายเป็นเกาะเล็กๆ เกาะยะลา เกาะปัตตานี เกาะพัทลุง เกาะสิชล – ขนอม เกาะหัวหิน เกาะหาดทรายรี – ชุมพร บริเวณที่หายเป็นส่วนใหญ่ จะเหลือเพียงบางส่วน ยะลา หาดใหญ่ พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรปราการ อุบลราชธานี แผ่นดินริมน้ำโขงตลอดแนว กาญจนบุรี ฯลฯ
    ประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ในส่วนภาคกลางอันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ และบริเวณในส่วนภาคใต้ที่จะถูกแบ่งออกเป็น 2 เกาะใหญ่ๆ ได้แก่
    1. บริเวณตั้งแต่ชุมพรฝั่งตะวันตก ท่าแซะ ระนอง สุราษฎร์ธานีฝั่งตะวันตก บริเวณด้านบนของอำเภอพนม อ.เทียนชา อ.บ้านนาเดิม นครศรีธรรมราชตอนบน ขนอม
    2. บริเวณตั้งแต่จังหวัดกระบี่ นครศรีธรรมราชที่ต่อแดนกับกระบี่ด้านบน ฉวาง ร่อนพิบูล ชะอวด จังหวัดตรังด้านตะวันออก นอกจากนี้ยังมีเกาะเล็กเกาะน้อยที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกหลายเกาะ ได้แก่ เกาะสัต** เกาะยะลา เกาะปัตตานี เกาะพัทลุง เกาะสิชล – ขนอม เกาะหัวหิน เกาะหาดทรายรี ชุมพรบริเวณที่จะ
    กลายเป็นพื้นดินติดกับทะเล ดินแดนที่จะมีอาณาเขตติดกับทะเล ได้แก่ สงขลาทางด้านตะวันตก ยะลาทางด้านตะวันออก หาดใหญ่ กระบี่ตอนบนด้านที่ติดกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี และด้านที่ติดกับจังหวัดพังงา ตอนกลางของจังหวัดสุราษฎร์ธานีตั้งแต่ อ.พนม อ.เคียงซา จรดเขตจังหวัดกระบี่ ชุมพรด้านใน ท่าแซะ ตอนล่างของเมืองประจวบคีรีขันธ์และถนนเพชรเกษม ฝั่งตะวันออกตลอดแนวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และถนนเพชรเกษม ฝั่งตะวันออกตลอดแนวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    - ถนนชลบุรี – ปากท่อ ช่วงสมุทรสงครามและสมุทรสาคร
    - ตัวเมืองแปดริ้ว บ้านค่าย ปลวกแดง จ.ระยอง ตัวเมืองจังหวัดจันทบุรีและตลาดท่าใหม่ของวังน้ำเย็น จรดจังหวัดสระแก้ว
    - เหนือเขื่อนเขาแหลมด้านตะวันตก
    - กาญจนบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี มุกดาหาร สกลนคร
    - นครพนม เลย หนองคาย อำนาจเจริญ
    - บ้านร่มเกล้า จังหวัดพิษณุโลก
    - อุตรดิตถ์ ด้านที่ติดกับประเทศลาว น่าน ด้านตะวันออกตอนล่าง
    - บ้านสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน
    ...ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะกลายเป็นชายฝั่งทะเล...
    ประเทศไทยเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองรักษาไว้ ซึ่งจะได้รับความบอบช้ำจากมหันตภัยธรรมชาติน้อยที่สุดในโลก และจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ซึ่งมีความเจริญเป็นศูนย์กลางของโลกต่อไป
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกคลื่นยักษ์ที่มาพร้อมกับพายุไซโคลนกระหน่ำ ทั้งเกาะจะถูกลบหายไปจากแผนที่โลก ฟิลิปปินส์ถูกพายุไซโคลนกระแทรก ก่อนเกิดเหตุการณ์จะแลเห็นน้ำทะเลเป็นสีดำหม่นหมอง บรรยากาศหดหู่ เวิ้งว้าง ไม่นานนักจะเกิดพายุก่อตัวขึ้น พายุไซโคลนที่รุนแรง ข้างล่างดูด ข้างบนตี กระแทกจนกระทั่งเกาะทุกเกาะจมหายลงไปในทะเล
    - ไอร์แลนด์เหนือและใต้ อากาศหนาวจัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในขณะเดียวกันจะถูกคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำในขณะที่หนาวจัดนั้นเอง
    - ฮ่องกงจะถูกทะเลคลั่ง น้ำทะเลสูง ชินจุงจะหายไปอย่างถาวร เกาะสนามบินแห่งใหม่แห่งใหม่จะถูกคลื่นตีแตกหายไปในทะเล ในบริเวณแถบนั้นจะเหลือเพียงเกาะเกาลูน และประเทศจีนบางส่วนเท่านั้น
    - เกาะมาเก๊าเผชิญพายุฝนอย่างหนัก รวมทั้งคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำจนกระทั่งเกาะทรุดเอียง น้ำทะเลขึ้นสูง ยามรุ่งเช้าหลังจากพายุสงบจะเหลือเพียงโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งกับบาทหลวงที่กำลังสวดมนต์ภาวนาเพียง 3 รูปเท่านั้น
    - นิวซีแลนด์ถูกพายุโซนร้อนถล่ม ฝนที่ตกลงมาจะมีเม็ดโตเท่าลูกเห็บ น้ำท่วมสูง แต่เกาะจะไม่สูญหายถาวร
    - สหรัฐอเมริกาจะถูกพายุที่รุนแรงถล่มอย่างหนักหน่วง พร้อมทั้งเกิดแผ่นดินไหวฉับพลัน 24 ริกเตอร์ เป็นระยะเวลานานถึง ๘ ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลกนี้
    - สหรัฐอเมริกาถูกแบ่งออกเป็นสองซีก กลายเป็นเกาะ 2 เกาะ นิวยอร์กจะทรุดลงเหลือเพียงบางส่วน นอกนั้นจะจมหายไปในท้องทะเลจนหมดสิ้น
    - ตุรกีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง 16 ริกเตอร์
    - คิวบาจมหายลงไปในใต้ทะเล ( ห่างจากอเมริกา 10 นาที )
    - เกาะสิงคโปร์หายไปจากแผนที่โลก เหมือนเช่นที่ฟิลิปปินส์จะเหลือเพียงเกาะเล็กๆ ในส่วนที่เคยเป็นยอดเขาของกรุงจากาตาร์เท่านั้น
    - เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เกิดน้ำท่วมใหญ่ แม่น้ำกลายเป็นทะเล แผ่นดินซีกตะวันออกจะจมหายไปทั้งหมด เกาหลีใต้จะจมหาย
    - ประเทศญี่ปุ่นหายไปจากโลก
    ก่อนเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ บรรยากาศจะเงียบงัน วังเวง หดหู่ เวิ้งว้าง มนุษย์จะเห็นเหตุการณ์ประหลาด เมฆสีเทาก้อนใหญ่ 2 ก้อนลอยเคลื่อนตัวเข้าหากัน แล้วชนกันแตกกระจายเป็นฝนเม็ดโตๆ ใต้ทะเลเกิดคลื่นไซโคลนขยายตัวพุ่งเข้าหาหมู่เกาะ จะกระแทกทุกเกาะเหมือนล้อมรั้ว เกาะทุกเกาะจมหายลงไปในทะเล
    - ไต้หวันเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ตอนกลางเกาะถูกแบ่งออกเป็นสองซีก จากนั้นจะโดนคลื่นยักษ์กระหน่ำซ้ำเติม เกาะทั้งเกาะจมหายไป
    - สหรัฐอเมริกา แผ่นดินถูกผ่ากลางหายสาบสูญไปหลายรัฐ กลายเป็นเกาะ 2 เกาะ
    - เม็กซิโกบางส่วนกลายเป็นเกาะ
    - แคนาดาจะกลายเป็นหมู่เกาะใหญ่น้อยมากมาย
    - ไต้หวัน ญี่ปุ่น กัวเตมาลา เม็กซิโกซิตี้ เบนนิส ฮอนดูลัส เอลสวาดอร์ นิคารากัว คอสตาริก้า ไหหลำ แผ่นดินจีนด้านตะวันออก เซียงไฮ้ มาเก๊า ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ฯลฯ
    วิกฤติการณ์เลวร้ายน่าหวาดหวั่นจะบังเกิดขึ้นทั่วโลก ความหวาดกลัวไม่จำเป็นต้องรับรู้ผ่านหน้าจอทีวี เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกจะได้รับรู้รสชาติแห่งความกลัวตายกันทุกคน
    มนุษย์ที่รอดชีวิตไปได้ จะเข้าสู่ยุคใหม่ จะมีจิตใจที่ดีงาม และมีอายุขัยที่ยาวจนน่าประหลาดใจ มีอารยะธรรมเจริญก้าวหน้า โดยที่ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีที่ก่อปัญหาให้กับโลกมากมายเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ต่างดาวได้ ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันบางคนก็ไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลก และเป็นประเทศแรกที่มีผู้สร้างยานอวกาศไปท่องจักรวาลได้เป็นแห่งเดียวของโลกโดยใช้พลังจิตในการขับเคลื่อน โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้ให้เกิดพลังงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของโลกให้เสียหายเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน
    นอกจากนี้ ต่อมไพนิล หรือตาที่ 3 ของมนุษย์จะถูกฟื้นฟูขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนสามารถเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต ในระยะเวลาไม่นานนัก ( ภายใน 6 ปี )
    พระศรีอาริยเมตไตรจะเปิดเผยพระองค์ เพื่อปลอบประโลมสร้างขวัญกำลังใจให้กับมวลมนุษยชาติที่มีความบอบช้ำทางจิตใจ ซึ่งในขณะนี้พระองค์ท่านได้เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์แล้ว กำลังเป็นสามเณรในพุทธศาสนา และพระองค์ได้มาปรากฏที่ประเทศไทยนี่เอง
    ดังเช่นหลวงพ่อฤๅษีลิงดำท่านบอกว่า ใครบ้ามาลองภูมิท่าน ท่านก็แกล้งทำตัวเป็นคนบ้าตอบเสียเลย เพราะพวกมาลองของกับหลวงพ่อพวกนี้พอพูดความจริงไม่ค่อยเชื่อ แต่พอโกหกคิดว่าเป็นเรื่องจริง
    ขอตัดตอนบางส่วนจากคัมภีร์ใบลานอักขระธรรมซึ่งได้ทำนายภัยพิบัติโลกไว้ดังนี้
    พระอินทร์ พรหม ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใดรู้แล้วจงรีบร้อนบอกเล่าสู่กันฟัง หรือพิมพ์แจกจ่ายตามกำลังศรัทธา จะเกิดมหากุศลช่วยท่านให้หลุดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง ถ้าบุคคลใดไม่เชื่อมั่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเกิดเดือนร้อน ในปีจอนี้ ขึ้น 4 ค่ำ ผู้มีบุญจะลงมาเกิด พร้อมหนังสือใบลานฉบับนี้ ถ้าไม่มีอยู่ในบ้านเรือนบ้านช่องของผู้ใด จะมีพวกผีปีศาจร้ายเข้าทำลายอย่างแน่แท้ ในปีจอต่อปีกุลยามเดือนหงายจะเกิดมีงูพิษอยู่บนหัวกัดฉกให้ตาย และฝูงชนทั้งหลายจะเกิดเดือนร้อนหลายประการ เช่น
    - ทุกข์ยากร้อนเพราะศึกสงครามบ่แล้ว ทุกข์ยากร้อนเพราะมีคนตายตามทุ่งไร่ทุ่งนา
    - ทุกข์ยากร้อนเพราะน้ำและไฟ ทุกข์ยากร้อนเพราะไม่มีผู้เฒ่า
    - ทุกข์ยากร้อนเพราะไม่มีใครจะดูใคร ทุกข์ยากร้อนเพราะไปต่างประเทศไม่สะดวก
    - ทุกข์ยากร้อนเพราะอดข้าวปลาอาหาร
    - ทุกข์ยากร้อนเพราะนอนไม่หลับ
    - ทุกข์ยากร้อนเพราะผัวเมียไม่เห็นหน้ากัน
    ในปีจอนี้ เมืองเวียงจันทน์จะมีองค์ฤๅษีทองคำสิกขาลาบวชออกมาเป็นพ่อค้า ในปีจอ ขึ้น ๘ ค่ำ ห้ามไม่ให้ใครตักน้ำ อาบน้ำ กินน้ำ ตามห้วยหนองคลองบึง หลังพระอาทิตย์ตกดิน ( ก่อนมืดค่ำ ) พญายมราชจะนำเอายาพิษพ่นมาใส่โลกมนุษย์
    ในปีจอ เมืองกรุงเทพฯ จะแตกพังทลายตอนเวลาไก่ขัน พระแก้วมรกตหัวเมืองเชียงใหม่เม็ดข้าวใหญ่ จะได้กลับคืนสู่เมืองเวียงจันทน์
    นี่คือพระคาถาขององค์อินทร์ พรหม ยมราช ได้เขียนลงในใบลาน จงรักษาเก็บไว้ให้ดี เพื่อช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติในยามเกิดเหตุการณ์มหันตภัย พระคาถาได้เขียนไว้ดังนี้
    “ ปะโต เมตัง ปะละชิมินัง สุขะโต จุติ
    เมตตะ นินะนัง สุขะโต จุติ
    พระคาถาข้อนี้จะเขียนลงใส่ใบลาน แผ่นทอง หรือแผ่นผ้า ก็ดีให้ติดไว้บนประตูห้องเรียน หรือรถราพาหนะ หรือพันหัวไว้ ในยามเกิดเหตุการณ์จะช่วยให้รอดพ้นภัยอันตราย ในกาละเวลานี้เทพเจ้าเหล่าเทวดาผู้ที่คุ้มครองรักษาเหล่ามนุษย์โลกได้ไปกราบทูลต่อพระอินทร์ว่า มนุษย์โลกทำกุศลผลบุญ ( ความดี ) เพียง 3 ส่วน และทำบาปกรรม ( ความชั่วร้าย ) ถึง 10 ส่วน เมื่อเป็นเช่นนี้พระอินทร์จะได้ลงโทษกับมนุษย์โลกถึง 9 ข้อ นับตั้งแต่ปีจอถึงปีกุน คือ
    - จะให้เกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหวหวั่น
    - จะให้เกิดสารพิษต่างๆ ( อากาศ – อาหารเป็นพิษ )
    - จะให้เกิดไฟไหม้ ( อัคคีภัย )
    - จะให้เกิดกาฬโรคต่างๆ ( พยาธิร้าย )
    - จะให้เกิดน้ำท่วม ( อุทกภัย )
    - จะให้เกิดอดข้าว ปลา อาหาร
    - จะให้เกิดฟ้าผ่า
    - จะให้เกิดอาฆาตฆ่าฟันกันเอง สำหรับคนใจบาป
    - จะให้เกิดร้อนมาก หนาวมาก
    1. ห้ามเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ( ทุกชีวิตใครก็รัก )
    2. ห้ามลักหรือขโมยเอาสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง
    3. ห้ามล่วงเกิน เป็นชู้ผู้อื่น เมีย ผัว คนที่มีเจ้าของ
    4. ห้ามพูดปดหลอกลวงคนอื่นในทางที่ไม่ดี ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกสามัคคี หรือสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง
    5. ห้ามดื่มหรือเสพของมึนเมาทั้งหลายทั้งปวง
    นอกจากหนังสืออินทร์ตกที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีพระผู้ทรงศีลองค์หนึ่งได้พบเห็นเนื้อในอักษรธรรมเขียนจารึกไว้บนก้อนหินศิลาที่พึ่งพ้นจากพื้นดิน ในภูผาดงแห่งหนึ่งที่พระรูปนี้ได้เดินธุดงค์ วิปัสสนากรรมฐานผ่านไป ไม่ขอบอกนามพระและกำหนดสถานที่อย่างแจ้งได้ เพราะได้สอบหาข้อมูลละเอียดแล้ว พระผู้ทรงศีลกล่าวว่า “โยมเอ๋ย..ถ้าไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่ดวงจิต เพราะถึงเวลาแล้วที่สวรรค์จะไม่มีความลับ ถ้าโยมเชื่อก็เป็นกุศล ถ้าไม่เชื่อก็เป็นอกุศล “ รู้เพียงเท่านั้น

    เดือน 9 – 10 คนใจบาปหยาบช้าจะถูกล้างผลาญให้หมด
    - มีบ้านก็ไม่มีคนอยู่
    - มีข้าวก็ไม่มีคนกิน
    - มีทางก็ไม่มีคนเดิน

    จึงขอบอกเล่าสู่ท่านฟังตามคำกล่าวของพระผู้ทรงศีลรูปนี้ว่า ในปีระกา – ปีจอ
     
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    ปริศนาสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

    เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และ สาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า สาหร่ายซากัสซั่ม โดยสาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรืออย่างยิ่ง และเหตุ เหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณที่เคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก
    ท้องทะเลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด - เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็นครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือต่อไปอีกนาน อาณา
    เขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของทะเลซากัสโซ คือ ภูเขาทะเล โ
    ดย ภูเขาทะเลก็คือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำเล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธ์ใดๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอบ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้างก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์
    เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วนก็คือ เรือจะถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่ ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป พวกเหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่บรรทุกอยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่ายจำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็น พวกฟินีเชียนและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ ก็เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ตแลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ปรากฏคือ รอยแกะสลักบนแผ่นหินของพวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่า
    เหนือท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มีแรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วย
    สาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือทั้งหลายให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งก็ตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาด
    มหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมันก็ว่ายน้ำ เข้ามาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา

    เรือกูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตรายมาได้

    ความลี้ลับของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
    สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนเหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดา-และจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยม และอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเรา ในปัจจุบันเป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอกท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่อง และเรือเดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใดๆของเรือ หรือเครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม เบอร์มิวดายังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ชาติต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้ ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า ก็หาสาเหตุแห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่
    เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทางเป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบ และแจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใดๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไปอย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่จะแจ้งข่าว-ทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้ แต่ก็มีเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบินมีเวลาพอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติมายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุก
    รายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่างๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุนปั่นไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้งๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได้

    เครื่องบินแบบเดียวกับเครื่องบินทั้ง 5 ลำ ของฝูงบินที่ 19 ที่หายสาบสูญไปทั้งฝูง พร้อมทั้งชีวิตนักบินและพลเรือนประจำ
    เครื่องรวม 14 นาย ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1945


    เครื่องบินแบบ kc 135 ของกองทัพอากาศสหรัฐได้หายไป 2 เครื่องในเวลาเดียวกันเมื่อเดิน สิงหาคม 1963
    อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้รับรายงานการสูญหาย หน่วยยามฝั่งที่เจ็ด ของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออ แต่ก็ประสบความ ล้มเหลวที่จะพบพยานหลักฐานซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง และในที่สุดกองทัพเรือสหรัฐก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใดๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้งๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยา-
    ยามจะปกปิด เรื่องราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่างๆ และเชื่อว่า จะต้องมีแรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้มีข่าวรายงานว่ามีนักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของสาม -
    เหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือฮากันใหญ่ในขณะนี้
    แต่อย่างไรก็ดีจวบจนกระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใดที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับ และความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้
    วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหลักการ
    ในบางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหาบสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบินในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม มีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง
    ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและ -
    แหล่งหินประการัง มีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วย -กระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่างๆ นี้ พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทาง ทำให้ปลาที่ว่ายวนอยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วยกำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตราย ต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วยคนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

    อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่งเกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบิน ให้จมลงสู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยาก พายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็นเกลียวสูงนับร้อยๆ ฟุตกลางอากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ ก็เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมา ที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีความสูงร่วมร้อยฟุตเลยที่เดียว
    ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ คือ การผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใด ที่เรียกกันว่า "แค๊ท (Cat - clear air turbulenec)" โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเน หรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะภูมิอากาศ โดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศ สาเหตุของปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลมพัดแรงและรวดเร็ว จะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่าย แต่อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้น จะต้องไม่ใช่สาเหตุการหายสาบสูญ ของเครื่องบินทุกลำใน-บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่ เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่างๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบิน แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไป
    การแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับ และเข็มทิศประจำเครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทรได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบาย-หรือทราบสาเหตุของมันได้

    นำข้อมูลมาจาก http://www.geocities.com/p_knun
     
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    ‘แม่พระธรณี’ แผ่นดินนี้มีแต่‘ให้’ พยานแห่งการตรัสรู้ <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td bgcolor="#cccccc" height="1">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td class="body" align="left" valign="baseline">โดย ผู้จัดการออนไลน์</td> <td class="date" align="left" valign="baseline">
    </td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="4" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td align="center" valign="top"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody><tr> <td align="right" height="1" valign="bottom" width="1">[​IMG]</td> <td align="center" background="/images/linedot_hori.gif" height="1" valign="bottom">[​IMG]</td> <td align="left" height="1" valign="bottom" width="1">[​IMG]</td> </tr> <tr> <td align="center" background="/images/linedot_vert.gif" valign="middle" width="1">[​IMG]</td> <td> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="5" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table> </td> <td align="center" background="/images/linedot_vert.gif" valign="middle" width="1">[​IMG]</td> </tr> <tr> <td align="right" height="1" valign="top" width="1">[​IMG]</td> <td align="center" background="/images/linedot_hori.gif" height="1" valign="top">[​IMG]</td> <td align="left" height="1" valign="top" width="1">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table> </td> </tr> </tbody></table>
    </td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr> <td align="left" height="12" valign="bottom">[​IMG]</td> </tr> <tr> <td bgcolor="#cccccc"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="1" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" bgcolor="#ffffff" valign="top"> <table cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="top" width="160"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="4" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="top"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="top"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td class="body" align="center" valign="baseline">คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น</td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">[​IMG]</td> </tr> <tr> <td align="center" valign="baseline">• ภาพพระแม่ธรณีจากวัดชมภูเวก</td> </tr> </tbody></table>
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table>
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="middle">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table>
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" height="1" valign="middle" width="165">[​IMG]</td> </tr> </tbody></table> </td> </tr> </tbody></table></td> </tr> </tbody></table></td> <td background="/images/linedot_vert3.gif" width="4">[​IMG]</td> <td align="center" valign="top"> <table border="0" cellspacing="7" width="100%"> <tbody><tr> <td align="center" valign="top"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td class="body" align="left" valign="baseline"> แม้ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘แม่ธรณี’, ‘แม่พระธรณี’ หรือ ‘พระแม่ธรณี’ ตามแต่จะเรียกขานกันนั้น จะมิใช่คติดั้งเดิมของชาวพุทธอย่างแท้จริงก็ตาม แต่ก็ได้ปรากฏคติความเชื่อเรื่องนี้ในสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน

    แม่ธรณีเป็นใคร? เกี่ยวโยงถึงเรื่องราวในศาสนาได้อย่างไร? และเหตุใดจึงมีอิทธิพลต่อความเชื่อในวัฒนธรรมไทย?

    เรื่องนี้ อาจารย์ฤดีรัตน์ กายราศ จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ได้ค้นคว้า และเรียบเรียง ไว้เป็นความรู้ที่น่าสนใจและเห็นภาพได้ชัดเจน ดังความส่วนหนึ่งว่า

    ปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ที่บังเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่โบราณกาลไม่สามารถทราบหรืออธิบายได้ด้วยปัญญาและเหตุผล จึงเข้าใจว่าเกิดจากฤทธิ์และอำนาจของผีสางเทวดาที่จะบันดาลให้ทั้งคุณ และโทษ ประกอบกับธรรมชาติของมนุษย์ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครอง จึงเกิดคติความเชื่อว่า หากมีการบนบานศาลกล่าวเซ่นไหว้บูชาแล้ว ก็จะพ้นจากความทุกข์ยากลำบากเดือดร้อน

    ด้วยความเชื่อดังนี้เมื่อปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ก็ได้เข้าไปครอบงำอยู่ในความนึกคิดและจิตใจของคนในชาติในสังคมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ กลายเป็นมูลฐานแห่งวัฒนธรรมจารีตประเพณี เกิดเป็นพิธีรีตอง ต่างๆ ที่มนุษย์ในยุคสมัยต่อมาได้ปรับปรุงให้ประณีตงดงามขึ้น เพื่อสัมฤทธิ์ผลแห่งความเป็นสวัสดิมงคลในการดำเนินชีวิต เทวดาในวัฒนธรรมไทยก็เป็นมรดกจากสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนการทำมาหากินของคนไทยและเป็นที่น่าสังเกตว่าเทวดาที่คอยเอื้อเฟื้อดูแลทุกข์สุขของมวลมนุษย์ มักจะเป็นเทวดา ผู้หญิงเสียเป็นส่วนใหญ่

    พระธรณี ตามคติความเชื่อของชาวฮินดูให้ความเคารพ นับถือว่าแผ่นดินเป็นสิ่งค้ำจุนสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดหล่อเลี้ยงโลกและแผ่นดิน จึงได้รับยกย่องว่าเป็นเทพจากธรรมชาติองค์หนึ่งเป็นเพศหญิง เรียกนามว่า ‘ธรณิธริตริ’ แปลว่าผู้ค้ำจุนพระธรณี แม้จะมิค่อยมีรูปเคารพอย่างแพร่หลายเช่นเทพองค์อื่น แต่ก็มีผู้ให้ความเคารพนับถือเป็นจำนวนมิใช่น้อย เพราะถือกันว่าพระธรณีสถิตอยู่ตามที่ต่างๆ ทุกหนทุกแห่ง จะทำการบูชาด้วย ข้าว ผลไม้ และนมด้วยการวางไว้บนก้อนหิน หรือประพรมลงบนพื้นดิน บางแห่งใช้เหล้าเป็นการสังเวยก็มี นอกจากนี้ชาวฮินดูยังมีการขอขมาลาโทษเมื่อจะวางเท้าลงบนพื้นดินก่อนจะลุกขึ้นในตอนเช้า วัวหรือควายที่มีลูกก่อนที่จะให้ลูกกินนมครั้งแรก เจ้าของจะปล่อยน้ำนมของ แม่วัวลงบนพื้นดินเสียก่อนทุกครั้งไป ถ้าเป็นพวกชาวนาก็จะขอให้พระธรณีช่วยคุ้มครองผืนนาและวัวควาย แม้ใน พระเวทก็มีการขอร้องต่อพระธรณีให้ช่วยพิทักษ์คุ้มครอง วิญญาณของคนตาย และต่อมาได้นับถือว่าเป็นเทพแห่งไร่ นาด้วย ในแคว้นปัญจาบเชื่อกันว่าพระธรณีจะนอนหลับเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ของทุกๆเดือน ชาวไร่ชาวนาจะหยุดไม่ทำงานในระยะนี้

    เทพแห่งแผ่นดินหรือพระธรณี ไม่ค่อยมีเรื่องราวประวัติความเป็นมาปรากฏมากมายดังเช่นเทพองค์อื่น หรือมีก็สับสน เช่น บางแห่งว่าพระธรณีมีโอรสกับพระนารายณ์ องค์หนึ่งคือพระอังคาร บางแห่งว่าพระอังคารเป็นโอรสของ พระศิวะกับพระธรณี หรือในคติพราหมณ์พบเพียงว่าเป็น ชายาของพระธุรวะหรือดาวเหนือ

    คติความเชื่อเรื่องพระธรณีได้เผยแพร่มาสู่ไทย ก็เนื่องจากอิทธิพลคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ในพิธีกรรมต่างๆ อาทิ พิธีการก่อนไปจับช้างก็มีการกล่าว บูชาพระธรณีเช่นกัน แต่ความเชื่อถือเกี่ยวกับพระธรณีใน ไทยก็มิได้เป็นที่แพร่หลายนัก และมีความเชื่อเช่นเดียวกับทางอินเดียว่าเป็นเพศหญิง นามพระธรณี มีปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง อาทิ หนังสือเทศน์มหาชาติปฐมสมโพธิกถา ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นต้น มีนามเรียกแตก ต่างกันไปเช่น นางพระธรณี พระแม่วสุนธราพสุธา แปลในความหมายเดียวกันว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติ หมายถึงแผ่นดินนั่นเอง สำหรับชาวไทยทั่วไปจะเรียกกันติดปาก ว่า แม่พระธรณีบ้าง พระแม่ธรณีบ้าง ตามความนิยม

    จากเรื่องราวของพระธรณี แสดงให้เห็นว่าเป็นเทพที่ รักสงบอยู่เงียบๆ จึงไม่ใคร่มีเรื่องราวอะไรในโลก เฝ้าแต่ เลี้ยงโลกประดุจแม่เลี้ยงลูก คอยรับรู้การทำบุญกุศลของ มนุษย์โลก ด้วยการใช้มวยผมรองรับน้ำจากการกรวดน้ำ เสมือนกับเป็นอรูปกะ คือไม่มีตัวตน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ สำคัญเกิดขึ้นหรือมีผู้ร้องขอจึงจะปรากฏรูปขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง

    พระธรณีเป็นเทวดาผู้หญิงที่มีสรีระรูปร่างใหญ่หากแต่อ่อนช้อย งดงาม พระฉวีสีดำ พระพักตร์รูปไข่ มวยพระเกศายาวสลวยสีเขียวชอุ่มเหมือนกลุ่มเมฆ พระเนตรสีเหมือนดอกบัวสายคือสีน้ำเงิน พระชงฆ์เรียว พระพาหาดุจ งวงไอยรา นิ้วพระหัตถ์เรียวเหมือนลำเทียน มีพระทัยเยือก เย็นไม่หวั่นไหว พระพักตร์ยิ้มละไมอยู่เสมอ ภาพเขียนรูปนางพระธรณีที่ถือกันว่างดงามเป็นพิเศษ คือภาพที่ฝาผนังด้านหน้าพระประธานในพระอุโบสถวัดชมภูเวก จังหวัดนนทบุรี ส่วนภาพปั้นหล่อนางพระธรณีในศิลปะไทยที่มีปรากฏอยู่จะทำเป็นรูปหญิงสาว มีรูปร่างอวบใหญ่ ล่ำสันอย่างได้สัดส่วน มีความงามประดุจเทพธิดา นั่งในท่าคุกเข่า แต่ยกเข่าขวาขึ้นสูงกว่าเข่าซ้าย บางแห่งสร้างให้อยู่ในท่ายืน แต่ที่เหมือนกันก็คือมวยผมปล่อยยาว มือขวายกข้ามศีรษะไปจับไว้ที่โคนมวยผม ส่วนมือซ้ายจับมวยผมแสดงท่ากำลังบิดให้สายน้ำไหลออกมาจากมวยผมนั้น ส่วนเครื่อง ทรงไม่มีแบบแผนที่แน่นอนตายตัว ตามแต่จินตนาการของ ผู้สร้าง บางแห่งสวมพัสตราภรณ์เฉพาะช่วงล่าง แต่บางแห่งทั้งนุ่งผ้าจีบและห่มสไบอย่างสวยงาม ประดับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์มีกรอบหน้าและจอนหู เป็นต้น...

    ส่วนลักษณะตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา จากตำนานเกี่ยวกับเทวดา มาร พรหม และจากพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรื่องปฐมสมโพธิกถา ตอนมารวิชัยปริวรรต ได้กล่าวถึงพระแม่ ธรณีที่ปรากฏขึ้นมาในช่วงที่สำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้าคือ ก่อนการตรัสรู้ ได้เป็นพยานสำคัญในการปราบมารทั้งหลายทั้งปวง ดังความละเอียดต่อไปนี้

    “แต่ในชาติอาตมะเป็นพระยาเวสสันดรชาติเดียวนั้น ก็ได้บำเพ็ญทานบารมีถึงบริจาคนางมัทรีเป็นอวสาน พื้นพสุธาก็กัมปนาการถึง 7 ครั้ง แลกาลบัดนี้ อาตมะนั่งเหนือ อปราชิตบัลลังก์อาสน์ หมู่มารอริราชมาแวดล้อมยุทธการ เป็นไฉนแผ่นพสุธาธารจึงดุษณีภาพอยู่ฉะนี้ แลพระยามาร อ้างบริษัทแห่งตนให้เป็นกฎสักขีขานคำมุสา แลพื้นปฐพีอันปราศจากเจตนาได้สดับคำอาตมะในครั้งนี้จงรับเป็นสักขีพยานแห่งข้า แล้วเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาอันประดับด้วยจักรลักษณะอันงามดุจงวงไอยรารุ่งเรืองด้วยพระนขามีพรรณอันแดงดุจแก้วประพาฬออกจากห้องแห่งจีวร ครุวนาดุจวิชุลดาในอัมพรอันออกจากระหว่างห้องแห่งรัตวลาหก ยกพระดัชนีชี้เฉพาะพื้นมหินทรา จึงออกพระวาจา ประกาศแก่นางพระธรณีว่า ดูก่อนวนิดาดลนารี ตั้งแต่อาตมะบำเพ็ญพระสมภารบารมีมาตราบเท่าถึงอัตภาพเป็นพระเวสสันดรราช ได้เสียสละบุตรทานบริจาคแลสัตตสดกมหาทาน สมณะพราหมณาจารย์ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะกระทำเป็นสักขี-พยานในที่นี้ก็มิได้ มีแต่พสุนธารนารีนี้แลรู้เห็นเป็นพยานอันใหญ่ยิ่ง เป็นไฉนท่านจึงนิ่งมิได้เป็นพยานอาตมาในกาล บัดนี้

    ในขณะนั้น นางพสุนธรีวนิดาก็มิอาจดำรงกายาอยู่ได้ ด้วยโพธิสมภารานุภาพยิ่งใหญ่แห่งพระมหาสัตว์ ก็อุบัติบันดาลเป็นรูปนารี ผุดขึ้นจากพื้นปฐพียืนประดิษฐานเฉพาะพระพุทธังกุรราช เหมือนดุจร้องประกาศกราบทูล พระกรุณาว่า ข้าแต่พระมหาบุรุษราช ข้าพระบาททราบซึ่งสมภารบารมีที่พระองค์สั่งสมอบรมบำเพ็ญมา แต่น้ำทักษิโณทกตกลงชุ่มอยู่ในเกศาข้าพระพุทธเจ้านี้ ก็มากกว่ามากประมาณมิได้ ข้าพระองค์จะบิดกระแสใสสินโธทกให้ตกไหลหลั่งลง จงเห็นประจักษ์แก่นัยนาในครานี้ แลนางพระธรณีก็บิดน้ำในโมลีแห่งตน อันว่ากระแสชลก็หลั่งไหลออกจากเกศโมลีแห่งนางพสุนธรี เป็นท่อธารมหามหรรณพ นองท่วมไปในประเทศที่ทั้งปวงประดุจห้องมหาสาครสมุทร พระผู้เป็นเจ้ารักขิตาจารย์จึงกล่าวสารพระคาถาอรรถาธิบายความก็เหมือนนัยกล่าวแล้วแต่หลัง

    ครั้งนั้น หมู่มารเสนาทั้งหลายมิอาจดำรงกายอยู่ได้ ก็ลอยไปตามกระแสน้ำปลาตนาการไปสิ้น ส่วนคิรีเมขลคชินทรที่นั่งทรงองค์พระยาวัสวดีก็มีบาทาอันพลาดมิอาจ ตั้งกายตรงอยู่ได้ ก็ลอยตามชลธารไปตราบเท่าถึงมหาสาคร อันว่าระเบียบแห่งฉัตรธวัชจามรทั้งหลาย ก็ทักทบท่าวทำลาย ล้มลงเกลื่อนกลาดและพระยามาราธิราชได้ทัศนาการเห็นมหัศจรรย์ ดังนั้น ก็บันดาลจิตพิศวงครั่นคร้ามขามพระเดชพระคุณเป็นอันมาก พระคันถรจนาจารย์จึงกล่าวพระคาถาสรรเสริญคุณานุภาพโพธิสัตว์อรรถาธิบายความก็ซ้ำหนหลัง

    ครั้งนั้นมหาปฐพีก็ป่วนปั่นปานประหนึ่งว่าจักรแห่งนายช่างหม้อบันลือศัพท์นฤนาทหวาดไหวสะเทือนสะท้าน เบื้องบนอากาศก็นฤโฆษนาการ เสียงมหาเมฆครืนครั่นปิ่มปานจะทำลายภูผาทั้งหลาย มีสัตตภัณฑ์บรรพต เป็นต้น ก็ วิจลจลาการขานทรัพย์สำเนียงกึกก้องทั่วทั้งท้องจักรวาล ก็บันดาลโกลาหลทั่วสกลดังสะท้าน ปานดุจเสียงป่าไผ่อันไหม้ด้วยเปลวอัคคี ทั้งเทวทุนทุภีกลองสวรรค์ก็บันลือลั่นไปเอง เสียงครืนเครงดุจวีหิลาชอันสาดทิ้ง ถูกกระเบื้องอันเรืองโรจน์ร้อนในกองอัคนี การอัสนีบาตก็ประหารลงเปรี้ยงๆ เพียงพื้นแผ่นปฐพีจะพังภาคดังห่าฝน ถ่านเพลิง ตกต้องพสุธาดลดำเกิงแสงสว่าง หมู่มารทั้งหลายต่างๆตระหนกตกประหม่า กลัวพระเดชานุภาพแพ้พ่าย แตกขจัดขจายหนีไปในทิศานุทิศทั้งปวงมิได้เศษ แลพระยามาราธิราชก็กลัวพระเดชบารมี ปราศจากที่พึ่งที่พำนักซ่อน เร้นให้พ้นภัยหฤทัย ท้อระทดสลดสังเวช จึงออกพระโอษฐ์สรรเสริญพระเดชพระคุณพระมหาบุรุษราชว่า ดังอาตมาจินตนาการอันว่าผลทานศีลสรรพบารมีแห่งพระสิทธัตถกุมารนี้ ปรากฏอาจให้บังเกิดมหิทธฤทธิ์สำเร็จกิจมโนรถปรารถนาทุกประการ มีพระกมลเบิกบานแผ่ไปด้วยประสาทโสมนัส จึงทิ้งเสียซึ่งสรรพาวุธ ประนมหัตถ์ทั้ง 2,000 อัญชลีกรนมัสการ ก็กล่าวสารพระคาถาว่า นโม เต ปุริสาชญญ เป็นอาทิ อรรถาธิบายความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ปุริสาชาไนยชาติเป็นอุดมบุรุษราชในโลกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายวันทนาการชุลีพร้อมด้วยทวารทั้ง 3 คือกาย วจี มโน ประณามประณตในบทบงกชยุคลบาท บุคคลผู้ใดในมนุษย์ โลกธาตุกับทั้งเทวโลก ที่จะปูนเปรียบประเสริฐเสมอพระองค์คงเทียมเทียบนั้นมิได้มี พระองค์ได้ตรัสเป็นพระศรีสรรเพชญ์เสร็จแจ้งจตุราริยสัจจ์ศาสดาจารย์มีพระเดชครอบงำชำนะหมู่มาร เป็นปิ่นปราชญ์ฉลาดในอนุสัยแห่งสรรพสัตวโลกจะข้ามขนนิกรเวไนย์ให้พ้นจตุรโอฆกันดารบรรลุฝั่งฟากอมฤตมหานฤพานอันเกษมสุขปราศจากสังสารทุกข์ในครั้งนี้ แลพระยาวัสวดีมารโถมนาการพระคุณพระมหาบุรุษราชด้วยจิตประสาทเลื่อมใส ผลกุศลนั้นจะตกแต่งให้ได้ตรัสแก่พระปัจเจกโพธิญาณในอนาคตกาลภายหน้า เมื่อพระยามารกล่าวสัมภาวนากถาสรรเสริญคุณพระโพธิสัตว์ แล้วก็นิวัตตนาการสู่สกลฐานเทวพิภพ”

    จึงสรุปความเชื่อทั้ง 2 ลักษณะ คือ พระแม่ธรณีเป็นอรูปกะคือไม่มีรูปกาย เช่นเดียวกับพระแม่คงคา ซึ่งชาวฮินดูจะทำการสักการะได้ทุกสถานที่ เมื่อต้องการความช่วยเหลือก็อ้างเรียกได้ทุกเวลา ส่วนความเชื่ออีกลักษณะหนึ่งที่ทางศาสนาพุทธได้เชื่อตามพุทธประวัติ ที่พระแม่ธรณีได้มีพระคุณต่อพระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้ดังได้กล่าว มาแล้วนั้น พระแม่ธรณีมีรูปกายผุดขึ้นมาจากพื้นปฐพี เป็นองค์ที่มีภาพเป็นนิมิตรเป็นรูปสตรีที่ทางพุทธได้กำหนดพระนามของพระแม่ธรณี คือ ‘นางพสุนธรี’ ซึ่งเป็นองค์ตามลักษณะของรูปร่างตามพระแม่ธรณีบีบมวยผม จะประดิษฐานอยู่ใต้แท่นฐานพระพุทธเจ้า ‘ปางปราบมาร’ และเมื่อเกิดมหาปฐพีป่วนปั่น ด้วยอิทธิฤทธิ์ของพระแม่ธรณีบีบมวยผม น้ำมาท่วมท้นหมู่มาร มีทั้งฝนตกและน้ำท่วม และ ‘ปางนาคปรก’ หรือเรียกว่า ‘พระอนันตชินราช’ ซึ่งมีพญานาคได้มาแผ่ปกบังฝนและขดตัวยกชูบัลลังก์ขึ้นสูงจากน้ำที่ท่วมท้นขึ้นมาอย่างฉับพลัน จึงมีรูปภาพที่ตามผนังพระอุโบสถวัดต่างๆ ตรงข้ามกับพระประธาน พระแม่ธรณี จึงเป็นเทพผู้อุปถัมภ์พระพุทธเจ้า การบูชาจึงดูได้จากภาพ พระแม่ธรณีที่ทูนบัลลังก์พระพุทธองค์สูงเหนือเศียร เป็นต้น

    การสักการบูชาพระแม่ธรณีเมื่อศึกษาจากบทสวดทางพุทธศาสนา จึงเป็นบทที่เกี่ยวกับการ ‘ให้’ เป็นหลักใหญ่ จน มีผู้เรียบเรียงไว้สำหรับผู้สนใจได้ใช้บูชาคู่กับพุทธคุณ ซึ่งนิยมใช้บทสวด ‘พาหุง พุทธคุณคุ้มครองโลก’

    แม่พระธรณีบีบมวยผม สาธารณทานของ ‘พระราชินีนาถ’ ในรัชกาลที่ 5

    รูปปั้นแม่พระธรณีบีบมวยผม ซึ่งประดิษฐานบริเวณเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ถือเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญของกรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ตามประวัติกล่าวว่า

    สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 หรือสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 และ 7 ทรงมีพระราชดำริ ให้สร้างรูปแม่ธรณีบีบมวยผมขึ้น เพื่อแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดบริสุทธิ์ให้ผู้คนทั่วไป เป็นสาธารณทานแก่ชาวกรุงเทพฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 50 พรรษาของพระองค์ เมื่อปี พ.ศ.2456 โดยมีลักษณะเป็นรูปแม่ธรณีบีบมวยผมนั่งอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงออกแบบรูปแม่ธรณี ส่วนพระยาจินดารังสรรค์(พลับ)เป็นผู้ออกแบบซุ้มเรือนแก้ว กระทั่งแล้วเสร็จ และประกอบพิธีเปิดในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2460 อันเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ดังที่ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าพระยายมราช(ปั้น สุขุม) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2460 ความว่า...

    “พรุ่งนี้ฉันจะทำบุญวันเกิดที่นี่ตามคตินิยม ให้คุณจัดเปิดรูปนางพระธรณีท่ออุทกทาน ซึ่งฉันได้ออกทรัพย์ให้หล่อขึ้นสำเร็จตั้งไว้ ณ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา และขออุทิศท่ออุทกทานนี้ให้เป็นสาธารณทานแก่ประชาชนผู้เพื่อนแผ่นดินใช้กินบำบัดร้อนและกระหาย เป็นความสบายตามปรารถนาทั่วกันเทอญ”

    ปัจจุบัน อนุสรณ์สถานแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ที่มีประชาชน มาสักการบูชาอย่างไม่ขาดสาย

    (จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 81 ส.ค. 50 โดย มุทิตา)
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
     
  5. หนุมาน ผู้นำสาร

    หนุมาน ผู้นำสาร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    12,088
    ค่าพลัง:
    +51,421
    *** หนทางหลุดพ้น หลังกึ่งพุทธกาล ****

    โลกุตตระ...มอบ "สัจจะ" หนทางหลุดพ้นให้แล้ว
    อยู่ที่ตัวของเราเอง

    - " หนุมาน ผู้นำสาร "
     
  6. chaitana14

    chaitana14 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +7
    chaitana14

    <TABLE id=HB_Mail_Container height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0 UNSELECTABLE="on"><TBODY><TR height="100%" UNSELECTABLE="on" width="100%"><TD id=HB_Focus_Element vAlign=top width="100%" background="" height=250 UNSELECTABLE="off">อนุโมทนาครับ
    </TD></TR><TR UNSELECTABLE="on" hb_tag="1"><TD style="FONT-SIZE: 1pt" height=1 UNSELECTABLE="on">
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    <table class="mxtable" align="center" bgcolor="#ffffff" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td height="120" valign="top">
    เผชิญหน้า... ภัยพิบัติ "ถล่มโลก"

    สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่กรุงเทพมหานครอาจจะมีฝนตกหนัก ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ออกประกาศเตือนพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มบริเวณเชียงราย-พะเยา เนื่องจากมีฝนตกหนัก

    ขณะที่ก่อนหน้านี้มีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันในพื้นที่ จ.พังงา ส่วนที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประสบเหตุน้ำป่าจากน้ำตก 11 ชั้น ป่าต้นน้ำคลองศกไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน บ้านเรือนได้รับผลกระทบกว่า 1,000 หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 10,000 ไร่

    ช่วงเวลาเดียวกันที่ต่างประเทศ พายุเฮอร์ริเคน "ดีน" พัดเข้าถล่มบริเวณทะเลแคริบเบียน มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ขณะที่แถบมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกาถูกพายุฝนกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ กระทั่งผู้ว่าการรัฐโอไฮโอตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินใน 9 เขตของรัฐในพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงเหนือและตอนกลาง เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงรุนแรงที่สุด ในรอบ 100 ปี

    ส่วนรายงานจากรัฐวิสคอนซินและมินนิโซตาระบุว่า มีบ้านเรือนประชาชนหลายพันหลังได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์อุทกภัย เบื้องต้นระบุว่า มีบ้านเรือนประชาชนในรัฐมินนิโซตา 4,200 หลังคาเรือน ได้รับความเดือดร้อน 256 หลัง เสียหายทั้งหมด ส่วนที่ วิสคอนซิน นายจิม ดอยล์ ผู้ว่าการรัฐ ประกาศภาวะฉุกเฉินใน 5 เขต ประมาณความเสียหายจากอุทกภัยเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท

    นายเทอเจ สคาฟดัล ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ชาวเอเชียและแปซิฟิกกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยทั้งในเอเชียใต้และเอเชียกลาง, เหตุแผ่นดินไหวทั้งในเปรูและหมูเกาะโซโลมอน แล้วไหนจะพายุเฮอร์ริเคน "ดีน" ที่กำลังทรงพลังอยู่ โดยลำพังเพียงแค่สึนามิในปี 2004 ที่โจมตี 14 ประเทศชายฝั่ง ก็ทำสถิติผู้เสียชีวิตเข้าไปแล้ว 37 เปอร์เซ็นต์ของเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งหมดตั้งแต่ปี ค.ศ.2000

    กลับมาที่ประเทศไทย นายทศพร นุชอนงค์ ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนได้กัดเซาะชายฝั่งทะเลทั่วประเทศไทยแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ จากภาวะน้ำทะเลที่เพิ่มสูง ลมแรง และการกระทำของมนุษย์ ในส่วนดินถล่มก็เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น

    นี่คือเหตุการณ์บางส่วนจากเหตุภัยพิบัติจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประสบความรุนแรงอย่างหนัก

    จากสถิติพบว่า หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวจนเกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและภัยพิบัติอื่นๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ฤาใกล้ถึงวันสิ้นโลก ?!

    "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ "นายสมิทธ ธรรมสโรช" ประธานอำนวยการศูนย์เตือนภัยภัยพิบัติแห่งชาติ เจ้าของคำเตือนภัยพิบัติจาก สึนามิ เจ้าเดียวและเจ้าแรกในประเทศไทย

    - ระยะหลังมานี้ภัยพิบัติก่อตัวถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้น

    หลังจากเกิดสึนามิ (26 ธันวาคม 2547) มันทำให้มีรอยแยกของเปลือกโลกในทะเลอันดามันมีความยาวถึง 1,200 กิโลเมตร พื้นเปลือกโลกก็ยกตัวสูงขึ้นถึง 40 เมตร ตลอดแนว การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คราวนั้นทำให้รอยเลื่อนหรือรอยแยกของเปลือกโลกที่อยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกมีผลกระทบกระเทือนหมด

    ในส่วนประเทศไทย ผมเคยยกตัวอย่างว่า เหมือนเรามีแก้วอยู่ใบหนึ่ง แล้วก็มีรอยร้าวอยู่ 13-14 รอย วันดีคืนดีก็มีคนเอาค้อนมาทุบแก้วเราซึ่งมีรอยร้าวอยู่แล้ว ซึ่งรอยร้าวบางรอยมันก็ต้องมีปฏิกิริยาเพราะได้รับการกระทบ

    กระเทือนอย่างรุนแรง ก็อาจจะร้าวมากขึ้น แตกมากขึ้น ผมทำสถิติไว้หลังเกิดสึนามิ พบว่านับตั้งแต่เกิดสึนามิ เราเกิดแผ่นดินไหวถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้นในทุกจังหวัด ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต รอยเลื่อนที่เรามีอยู่มันก็มีพลังอยู่ แต่จะไม่ไหวต่อเนื่องติดต่อกันมากมายขนาดนี้

    - หมายความว่าแก้วประเทศไทยพร้อมที่จะ แตกเสมอ

    ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย (นะ) แต่เป็นทั่วโลกเลย มีแผ่นดินไหวในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นในพม่า ในจีน แม้แต่ประเทศลาวซึ่งไม่เคยเกิดแผ่นดินไหว ก็เกิดถึง 6.1 ริกเตอร์ มีผลกระทบถึงเชียงแสนทำให้ยอดเจดีย์เราหักลงมา ในพม่าเองก็เกิดบ่อย เมื่อเร็วๆ นี้ก็เกิดขึ้นที่ทะเลอันดามัน จริงๆ มันมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กๆ เป็นพันๆ ครั้งหลังจากเกิดสึนามิ แต่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มีเป็นร้อยๆ ครั้ง

    - ในส่วนประเทศไทยที่มีถึง 13 รอยเลื่อน จุดไหนอันตรายที่สุด

    ที่อันตรายที่สุดก็มี 2 จุดที่น่าเป็นห่วง ที่แรกคือตรงรอยเลื่อนเจดีย์ 3 องค์ กับอีกที่คือรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ เพราะทั้งสองจุดนี้ยังมีพลังอยู่และอยู่ใกล้เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งเราเป็นห่วง แต่ปัญหาคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ออกมาประกาศว่า เขื่อนศรีนครินทร์แข็งแรงมาก สามารถทนแรงแผ่นดินไหวได้ 7 ริกเตอร์ แต่ผมชี้แจงว่าการยืนยันเช่นนั้นมันแสดงให้เห็นว่า การก่อสร้างไม่ได้ทำเผื่อแผ่นดินไหวที่รุนแรงมากกว่านี้ เพราะอย่าประมาทว่าเมืองไทยจะแผ่นดินไหวแค่ 7 ริกเตอร์ หากมันเกิดรุนแรงกว่านั้น เขื่อนก็อาจจะแตก เพราะระหว่าง 8 ริกเตอร์กับ 7 ริกเตอร์ ความรุนแรงมันมากกว่ากันถึง 33 เท่า

    ฉะนั้นถ้าการไฟฟ้าออกมาบอกโดยไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์มันไม่ได้ เพราะรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์กับรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์เป็นแขนงหนึ่งของรอยเลื่อนสแกงซึ่งอยู่ในพม่า แล้วรอยเลื่อนสแกงเคยเกิดแผ่นดินไหวถึง 8 ริกเตอร์ เมื่อ 74 ปีที่แล้ว

    - การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯบอกว่า ท่านทำให้คนตื่นตระหนก มีอะไรที่ดีกว่าคำเตือนที่ทำให้คนนอนไม่หลับไหม

    มันเตือนอะไรไม่ได้แล้ว ตอนนี้ต้องมีระบบ เตือนภัยเท่านั้น เพราะจะไปรื้อเขื่อนสร้างใหม่ก็ไม่ได้ แล้วไม่มีสิ่งก่อสร้างในแผ่นดินใดที่สามารถทนทานแผ่นดินไหวได้ 7 ริกเตอร์ ที่ปากีสถานหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิแผ่นดินไหว 7.3 ริกเตอร์ คนตายตั้ง 7 หมื่นกว่าคน เมืองโกเบในญี่ปุ่น เมื่อหลายปีก่อนเมืองทั้งเมืองก็พังไปเลย ฉะนั้นอย่ามาคุย (เลย) แล้วก่อนสร้างเขื่อน ผมเคยบอกการไฟฟ้าฯว่า ถ้าสร้างเขื่อนตรงนั้นก็อาจจะแตกได้เพราะสร้างใกล้รอยแยกแผ่นดิน

    - แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้างไหม

    ผมก็บอกว่าต้องคืนกำไรของการไฟฟ้าฯให้ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ท้ายน้ำ ทำระบบเตือนให้ประชาชนถ้าเขื่อนแตกก็จะได้มีสัญญาณเตือนออกมา บอกเขาให้ชัดว่าตรงจุดที่ประชาชนอยู่ในแต่ละแห่ง น้ำจะมาถึงเขาอีกกี่ชั่วโมงกี่นาที แล้วบอกเขาว่าน้ำจะสูงเท่าไหร่ เพราะถ้าเผื่อมันแตกขึ้นมา คนที่อยู่ราชบุรี เพชรบุรี อาจจะเจอพรวดเลย

    - การลงทุนระบบเตือนภัยต้องใช้งบประมาณ เท่าไหร่

    ปัดโธ่...! ไม่กี่แสนบาท ก็มีป้ายบอก มีสัญญาณบอก เพื่อเวลาเกิดแผ่นดินไหวทางเขื่อน ก็จะรู้ทันทีว่ามีรอยร้าวรอยแยกมั้ย แล้วก็ส่งสัญญาณให้ประชาชนรู้ว่า เขื่อนกำลังจะร้าวจะแตกก็ให้อพยพคน ซึ่งจริงๆ ไม่กี่ตังค์หรอก แต่เขาไม่ทำ เขาบอกว่าทนได้ถึง 7 ริกเตอร์ แต่ผมบอกว่ามันไม่ได้ เท่าที่ผมศึกษามา 10-20 ปี

    - การไฟฟ้าฯก็ต่อว่าท่านเยอะว่าทำให้เกิดความตื่นตระหนก

    กฟผ.บอกว่า ผมมาทำลายเศรษฐกิจของเมืองกาญจน์ ทำให้คนไม่มาท่องเที่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต่อว่าผม คนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่ชอบ แต่ผมก็บอกว่าภัยธรรมชาติ (เนี่ย) ถ้าคุณทำระบบดี นักท่องเที่ยวเขาไม่กลัวหรอก ดูอย่างญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวทุกชั่วโมง ทำไมคนยังเต็มเมือง หรือลอสแองเจลิส ก็เพราะเขามีระบบเตือนภัยที่ดี ซึ่งประเทศเราต้องแก้ไข ต้องอยู่กับภัยธรรมชาติให้ได้ มนุษย์ต้องเรียนรู้ว่าพื้นที่ที่อยู่อาศัยนั้นจะมีภัยธรรมชาติอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งเมื่อเรารู้ เราก็ต้องบอกเขา

    ในแง่ของระบบเตือนภัย สมมุติถ้าเกิดมีแผ่นดินไหวตอนนี้จะทำอะไรได้บ้าง

    ผมก็ได้แต่เตือนประชาชนเท่านั้น (ล่ะ)

    - แผ่นดินไหว เรารู้ล่วงหน้าได้มากน้อยแค่ไหน

    แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติชนิดเดียวที่คุณไม่สามารถทำนายได้ ถ้าผมทำนายได้ผมรวยไปแล้ว (หัวเราะ) ขนาดทำนายไม่ได้ยังมีฝรั่งมาหาผมทุกวันเพื่อมาขอข้อมูลผม คือ ผมทำมาจนโดนด่า โดนว่าสารพัด ผู้ว่าฯภูเก็ต (จเด็จ อินสว่าง) ไม่ให้ผมเข้าจังหวัด หาว่าผมจะทำให้เกิดอันตราย ประมาณว่าถ้าเกิดอันตรายขึ้นกับผมก็จะไม่รับรองความเสียหาย แต่แล้วเป็นไง สิ่งที่ผมทำนายไว้

    แต่รู้มั้ยทำไมชาวมอร์แกนถึงรอดมาได้ ก็เพราะเขาได้รับการสอนมา ทั้งๆ ไม่มีภาษาเขียน แต่เขาสอนลูกหลานเขามาเป็นบทเพลง โดยในเนื้อเพลงจะบอกว่า ถ้ายืนอยู่บนพื้นดิน แล้วรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แล้วน้ำก็ลดลงไป ก็ให้วิ่งขึ้นเขาหมด

    - ท่านเคยบอกว่าสึนามิคงไม่เกิดอีกครั้งในรุ่นท่าน แต่รุ่นต่อไปไม่แน่

    ใช่...ไม่แน่ เพราะหลังจากนี้ก็อาจเกิดอีก ผมคิดว่าภัยธรรมชาติเราประมาทเขาไม่ได้ เราต้องเรียนรู้อยู่กับเขา ไดโนเสาร์ที่ตายก็เพราะมันประมาท ไม่รู้จักอยู่กับภัยธรรมชาติ

    - ถ้าหากมีแผ่นดินไหวใกล้กรุงเทพฯจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตรงไหนจะได้รับอันตรายมากที่สุด แล้วเราจะรับมือยังไง

    กรุงเทพฯ (เนี่ย) พบรอยเลื่อนพัดผ่านเข้ามาใต้กรุงเทพฯเลย มันมาจากรอยเลื่อนสแกง แต่ผมตั้งชื่อว่ารอยเลื่อนกรุงเทพฯ มีอยู่ 2-3 รอย เป็นรอยเลื่อนแผ่นเดียวกับที่เกิดสึนามิ แล้วกรุงเทพฯก็ตั้งอยู่บนผิวดินบนเลน การที่มีแผ่นดินตั้งอยู่บนเลน เวลามีแผ่นดินไหวมันจะขยายอัตราเร่งของแผ่นดินไหวซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น สามารถทำให้ตึกอาคารบ้านเรือนพังได้

    ในทางป้องกัน เราสามารถสร้างอาคารสร้างตึกเพื่อรองรับแผ่นดินไหวก็สามารถทำได้ แต่ต้องสร้างให้แข็งแรงมาก อาคารที่สร้างช่วงหลังๆ ทนทานได้ เพราะวิศวกรส่วนใหญ่เขาสร้างไว้เผื่อแรงลม การสร้างอาคารเผื่อแรงลมจะสามารถปลดปล่อยพลังงานออกไปได้ อาคารก็จะสามารถสั่นตัวได้และไม่พัง เพราะสามารถปลดปล่อยพลังงานที่ได้รับจากแผ่นดินไหวได้ แต่อาคารที่ไม่ได้สร้างไว้เพื่อรับแรงลมก็จะไป ก็เคยบอกแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ มัวแต่ทะเลาะกันเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่รู้จะทะเลาะกันไปถึงไหน

    - ท่านกำลังบอกว่าภัยพิบัติมันมาโดยไม่รู้ตัว แต่เราต้องรู้เท่าทันมัน

    ผมยกตัวอย่างว่า ที่โตเกียวเขาอยู่ได้เพราะเขาจะไม่เอาตึกไปต่อกับยอดเข็ม เขาจะตอกเสาเข็มเป็นแผ่น แล้วสร้างให้ตึกเหมือนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม แผ่นดินไหวก็เคลื่อนตัวไปแต่ตึกไม่พัง แต่อาจจะสั่นตามสมควร แต่ถ้าตึกอยู่บนยอดเข็มเหมือนบ้านเรา เวลาแผ่นดินไหวรุนแรง เข็มมันจะหลุดจากหัวเสา ทำให้ทรุดและพังลงมาได้

    - มีหน่วยงานอื่นอีกมั้ยที่ทำหน้าที่เตือนภัยธรรมชาติ นอกจากศูนย์เตือนภัย

    มีเยอะแยะไป แต่ต่างคนต่างทำ คนไทยชอบทำอะไรแข่งกัน ที่ผมทำก็เตือนมา 10-20 ปี สมัยก่อนผมเคยเตือนรัฐบาลให้จัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นมา แต่ก็ไม่มีใครเห็นด้วย เพราะทุกคนอยากจะทำของตัวเอง พยายามจะทำเครือข่ายของตัวเอง ผมก็เลยบอกว่าการสร้างเครือข่ายของตัวเองมันต้องสร้างระบบเตือนภัย ซึ่งระบบเตือนภัยมันแพงมาก แล้วก็เป็นการเสียทรัพยากร ธรรมชาติ เสียงบประมาณให้ต่างประเทศ เพราะเราต้องไปซื้อเครื่องมือเขามา

    - ถ้าทำทั้งระบบต้องใช้เงินเท่าไหร่

    ผมทำแล้ว ซื้อแล้ว ผมได้เงินจากรัฐบาลที่แล้ว แต่รัฐบาลนี้ให้หยุดไว้ก่อน 6 เดือน ผมลาออกเลย จน พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) เรียกไปพบว่าให้ทำต่อเถอะ คุณสนธิ (บุญยรัตกลิน) เรียกไปพบบอกว่า อาจารย์ช่วยทำต่อหน่อย ผมก็เลยมาทำต่อ คือเราไม่แตะต้องเงินเลย แต่บอกเพียงว่าให้จัดซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือมาให้ผมเท่านั้นเอง

    - สิ่งที่ท่านทำไว้แล้วสามารถรองรับภัยพิบัติทุกประเภท

    ทุกประเภทครับ ไม่ใช่เฉพาะสึนามิ แต่ยังมีน้ำท่วม น้ำป่า ไฟป่า มลพิษทางอากาศเราก็เตือนได้

    - ตอนนี้ก็บรรลุสิ่งที่ต้องการทำหมดแล้ว

    ยังไม่หมดสิ ผมถึงยังต้องทำอยู่เดี๋ยวนี้ วันเสาร์-อาทิตย์ยังมาทำงานอยู่เลย ไม่ได้เงินสักบาท ผมก็มาทำให้ ตอนนี้ (เนี่ย) นะ ยังไม่มีคนมาบรรจุเลย คนที่ทำงานกับผม ผมยืมตัวมาทั้งนั้น ตอนที่ผมมาทำ ผมมาตัวคนเดียว แต่ต่อมารัฐบาลก็ให้ผมมีอำนาจขอยืมตัวเจ้าหน้าที่ นักวิชาการจาก 6 กระทรวง ผมก็ระบุเลยว่าเอากระทรวงไหนบ้าง แม้แต่ทหารในกองบัญชาการทหารสูงสุด ผมก็เอามาหมด ทั้งทัพเรือ ทัพบก อากาศ แต่มาทำสักพัก อยู่ๆ เขาก็ต้องกลับแล้ว

    - ดูเหมือนรัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญ

    เมื่อเร็วๆ นี้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็เพิ่งมาหาผม แต่ผมก็ด่ากลับไป ผมบอกว่าถ้าจะมายุบก็ทำๆ ไปเลย อย่ามาถามมากเรื่องให้วุ่นวาย เพราะเขามาดูว่า ผมใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือเปล่า แต่คุณไปดูผลงานสิ ผมไปติดตั้งระบบเตือนภัยให้ฝรั่งเห็น แล้วศูนย์ที่นี่ผมสามารถออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้เลย แล้วผมก็เอาสิ่งที่ผมทำมาให้เขาดูว่าผมทำอะไรบ้าง

    หลังเกิดสึนามิใหม่ๆ ไม่มีนักท่องเที่ยวมาเลย ผมก็เอาหอเตือนภัยไปติดให้เขาดู นักท่องเที่ยวก็เห็นแล้วก็มีความเชื่อมั่น แล้วประเทศที่โดนสึนามิทั้งหมดในแถบอันดามัน มีประเทศไทยประเทศเดียวที่ทำระบบนี้ออกมา นักท่องเที่ยวก็กลับมา

    บริษัทเอเย่นต์ประกันชีวิตในยุโรปแถบสแกนดิเนเวียมาหาผมถามว่า สิ่งที่คุณทำสามารถเตือนภัยล่วงหน้าได้กี่นาที มีประสิทธิภาพแค่ไหน ผมก็เล่าให้เขาฟัง เขาก็เชื่อ พอกลับไปบ้านเขาก็ออกระเบียบเลยว่า นักท่องเที่ยวในประเทศเขา โดยเฉพาะในประเทศสวีเดน นอร์เวย์ จะมาเที่ยวประเทศไทย เขารับประกันชีวิตให้ แล้วเขาก็ให้ความมั่นใจว่า ถ้ามาเที่ยวประเทศไทยยินดีให้มา

    - แต่เราก็เคยมีปัญหาเรื่องการส่งสัญญาณแต่เกิดขัดข้อง

    นั่นเพราะเมืองไทยก็คือเมืองไทย รัฐบาลก็รู้อยู่แล้วว่า ศูนย์เราทำหน้าที่นี้อยู่ แล้วระบบการเตือนภัยมันอ่อนไหวมาก แต่ไปให้เอกชนทำ คุณไปให้เอกชนทำได้ยังไง เพราะบางทีก็ไปกดเอง ทำให้นักท่องเที่ยวกลับบ้านไปตั้งหลายคณะ เสียหายตั้ง 2-3 ล้านบาท ผมกำลังทำเรื่องฟ้องอยู่ (เนี่ย)

    - เป็นไปได้มั้ยว่าในอนาคต หน่วยงานแต่ละหน่วยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะสามารถรวมกันทำงานได้

    ก็ควรจะทำอย่างนั้นนะ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เขาก็กำลังจะทำอยู่ แต่ผมว่าไม่สำเร็จหรอก เพราะทุกคนอยากใหญ่ ถ้าคุณไปยุบรวม ตำแหน่งหน้าที่ก็น้อยลง คนที่มันมีอำนาจน้อยลงก็ไม่ยอม นอกจากให้พวกที่มีอำนาจตายไปเสียก่อน (หัวเราะ) เพราะคนเรามันอยากได้อำนาจ อยากเป็นใหญ่

    - ตลอดชีวิตการทำงาน นิยามตัวเองว่าอย่างไร

    ที่ผมมาทำอย่างนี้ แฟนผมก็ถาม (นะ) ว่า มาทำให้เขาทำไม เกษียณมาแล้วตั้ง 10 กว่าปี แทนที่จะไปตีกอล์ฟ ไปเที่ยวต่างประเทศ ผมก็บอกแฟนว่า ผมเป็นหนี้ประชาชน 8-9 พันคนที่ตายไป แล้วประชาชนที่อินเดีย ที่ศรีลังกา ที่เราควรจะเตือนเขาได้ล่วงหน้า เพราะเขาโดนทีหลังเรา เพราะเรามีระบบที่ดี เราเตือนเขาได้ล่วงหน้า เขาจะได้ไม่ตายเป็นหมื่น

    แต่ก็มีท้อแท้ (นะ) กับการด่าการว่าของหนังสือพิมพ์ว่า ผมทำให้เศรษฐกิจปั่นป่วนเสียหาย ผมตัดเก็บไว้หมดนะ มันก็แปลกดีเหมือนกัน มีจิตสำนึกอะไรไม่รู้เก็บพวกนี้ไว้ เผื่อวันหนึ่งจะด่าตอบกลับไป (หัวเราะ) แม้กระทั่งลูกน้องเก่าก็ยังด่าผม ที่หนักๆ หน่อยก็ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้คนเชื่อโดยไม่มีเหตุผล ผมก็ด่ากลับไปเหมือนกันว่า ความประมาทคือความตาย

    - ชีวิตอยู่กับการเตือนภัยพิบัติตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เครียดแย่หรือ

    โอ้ย... เมื่อ 2-3 วันก่อนมันไหวที่ 7.4 ตรงแถวๆ จาการ์ตา ผมขับรถมาที่ทำงานตอนตี 2 อายุ 73 ขับรถ 140 กิโลเมตรมาบนทางด่วน เมียผมบอกว่า ไม่ตายก็ดีแล้ว (หัวเราะ) ประกันชีวิตก็ไม่ประกัน ตายไปแล้วเขาก็ไม่รวยขึ้น (หัวเราะ)

    - ท่านมั่นใจว่าวิธีการของท่านแม่นกว่าหมอดู

    คือผมเชื่อ (นะ) หมอดู เพราะผมเป็นคนเชื่อดาราศาสตร์ ผมเป็นสมาชิกสมาคมดารา ศาสตร์ แล้วผมเชื่อเรื่องการโคจรของดวงดาว บางทีผมถึงได้ทายว่าภัยธรรมชาติเกิดจากการแยกสลายตัวของดวงดาว ดวงอาทิตย์



    (คอลัมน์:ภูมิภาค)


    [​IMG]คลิกรูปเพื่อขยาย

    </td><td rowspan="3" width="18"> </td></tr><tr><td align="right">ประชาชาติธุรกิจ [​IMG] </td></tr><tr><td align="right">27 ส.ค. 2550 <!--61.91.248.51--> </td></tr></tbody></table>
     
  8. ป่ารักษ์น้ำ

    ป่ารักษ์น้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    39
    ค่าพลัง:
    +237
    ขอบคุณมากๆ
     
  9. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก
    โลกพระศรีอารย์ โลกแห่งความสงบสุข ไม่มีความทุกข์ใดเลย ที่เชื่อกันว่าอีกหลายหมื่นปี แต่เหตุใดท่านพุทธทาสกลับกล่าวว่าอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก
    ผู้เขียน: พุทธทาสภิกขุ

    โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก

    แด่ท่านสาธุชนผู้มีใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งวันวิสาขบูชาแห่งชาติอาตมาขอกล่าวด้วยเรื่องสำคัญที่พากันมองข้ามจากความเดิม ส่วนในครั้งนี้จะกล่าวในหัวข้อว่า โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก

    การกล่าวเช่นนี้คงจะทำให้รู้สึกกระวนกระวายสำหรับท่านหลายท่านก็ได้ เพราะไม่มีใครพูดอย่างนี้ พูดกันแต่ว่าโลกพระศรีอารย์ ต้องรออีกหมื่นปีกว่าจะมาถึง ที่อาตมาว่าโลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ก็จะหาอาตมาว่าพูดเล่น พูดเพ้อๆไป พูดอย่างไม่รับผิดชอบ อาตมาขอยืนยันว่าอาตมาพูดอย่างรับผิดชอบ พูดอย่างตั้งใจจริงว่าโลกพระศรีอารย์อยู่ไม่ไกล อยู่แค่ปลายจมูก แต่คนโง่มันไม่คว้าเอา แต่จะให้พูดเสียให้หมดว่า พระนิพพานอยู่ที่ปลายจมูก โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก คนโง่เหล่านั้นมองไม่เห็น พูดถึงสิ่งที่อยู่ที่หน้าผากก่อน เจ้าของมันมองไม่เห็น มันก็ไม่รู้สึกว่ามี มีเพชรที่หน้าผาก ส่วนโลกของพระศรีอารย์มันอยู่แค่ปลายจมูก พอเอาตาสองลูกจ้องลงไปที่ปลายจมูก มันก็เห็นลางๆ ไม่เชื่อก็ลองเพ่งดูปลายจมูกของตนเดี๋ยวนี้ดูก็ได้ มันก็ยังไม่เห็นโดยสมบูรณ์ เห็นลางๆนั่นเอง จนต้องพูดกันว่ามันจะเห็นที่ปลายจมูกได้อย่างไร


    <CENTER>[​IMG]</CENTER>

    ในชั้นแรกเราควรพูดกันถึงข้อที่ว่า โลกของพระศรีอารย์นั้นคืออะไรกันเสียก่อน ขอให้ทราบทั่วกันว่า ในทุกศาสนามีเรื่องของพระศรีอารย์อยู่ในแต่ละศาสนา ทั้งคนชาติอะไรในโลก ย่อมถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่มีคติหรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระศรีอารย์นั้นตามแต่ศาสนาของตน เพียงแต่เขาเรียกชื่อต่างออกไปตามศาสนานั้นๆ สำหรับทวีปเอเชียนั้น ก็มีศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ศาสนาคริสตร์ ในศาสนาฮินดูมีกล่าวถึง พระนารายณ์อวตารปางที่สิบ เรียกว่า กรรติยาวตาร พวกศาสนาฮินดู นับพระพุทธเจ้าของเราเป็นปางที่เก้า และรอกรรติยาวตาร มาเป็นปางที่สิบจะมีมา และมีพรรณนาลักษณะว่าเป็นบุรุษขี่ม้าขาว มาจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปเพื่อความสงบสุขถึงที่สุด และที่พูดกันว่าบุรุษขี่ม้าขาว คงเข้าใจมาจากเรื่องเหล่านี้ เมื่อพระกรรติยามาสู่โลกนี้ จึงเรียกว่าโลกของพระศรีอารย์ มีแต่ความสงบสุข ไม่มีความทุกข์เลย อะไรก็ได้ดั่งใจไปทั้งหมด และเค้าบอกว่าอีกหลายหมื่นปีเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่แค่ปลายจมูก

    และในศาสนาพุทธว่า พระศรีอริยะเมตไตร จะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มาในอนาคต โลกนี้จะมีความสงบสุข และพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่า พระศาสนาของพระพุทธเจ้าในองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านเลยไม่ต้องทำประตูก็ได้ เรื่องคนร้าย หรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วก็คนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด ไม่มีคนพาล จนกระทั่งลงจากบ้าน ก็ไม่มีใครจำได้ว่าใครเป็นใคร เพราะมันดีเหมือนกันหมด มันสุภาพเหมือนกันหมด มันสวยเหมือนกันหมด จนเมื่อกลับเข้าบ้าน จึงจะจำได้ว่า นี่คือภรรยาของเรา นี่คือสามีของเรา นี่คือลูกของเรา และต้องการอะไรก็ได้ มันมีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็ไปขอที่ต้นไม้ จะสะดวกสบาย แม้แต่การคมนาคม การไปการมา จนว่าน้ำในแม่น้ำนั้น จะไหลลงข้างหนึ่ง จะไหลขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อจะสะดวกต่อการใช้เรือ มันเป็นเรื่องละเอียดมากๆ ไม่ต้องพูดหมด มันลำบากเปล่าๆ เอาแต่ใจความมา สรุปว่าไม่มีความทุกข์ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างอกอย่างใจ ดังนั้นจึงมีคนปรารถนาจำนวนมากที่จะเกิดให้ทันในยุคของพระศรีอริยะเมตไตร และมีคำแนะนำว่าต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้แล้วจะได้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอริยะเมตไตร หรือแม้แต่บูชามหาชาติ หรือดอกไม้หนึ่งพันดอก หรือฟังให้ครบทั้งพันภาษา หรือทั้งพันคาถา อย่างนี้เป็นต้น

    ทีนี้ก็มาดูที่ศาสนาคริสเตียน ศาสนาที่มีคนนับถือมากในโลกนี้ ก็มีเรื่องเกี่ยวกับพระศรีอริยะเมตไตร ที่เรียกเป็นภาษาฮิบบรู อันเป็นที่ตั้งของศาสนายิวหรือคริสเตียนนั้น เรียกว่า พระเมสสิอา ฟังดูก็คล้ายๆพระศรีอริยะเมตไตรอยู่มาก แต่จะเป็นคำเดียวกันหรือไม่ นี้ไม่แน่ใจ ศาสนายิว และพวกคริสเตียนก็มีคำกล่าวกันว่า พระเมสสิอา จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ทำให้ชาวยิวทั้งหลายจะพ้นจากความทุกข์ มีความสุขสมบูรณ์ ทีนี้พอพระเยซู ประกาศตนเป็น พระเมสสิอา พวกยิวเขาก็ไม่ยอมรับ แล้วหาว่า หลอกลวง ดูถูก ดูหมิ่น แล้วไม่ยอมรับพระเยซูเป็นพระเมสสิอา ก็เลยจับพระเยซูตรึงกางเขน แต่ทางฝ่าย คริสเตียน ยอมรับว่าพระเยซู คือ พระเมสสิอา สละชีวิตของพระองค์ ให้ผู้ที่ไม่เชื่อมายอมเชื่อได้ เป็นบุตรของพระเจ้า พระเยซูไถ่มนุษย์ ด้วยชีวิตของพระองค์เพื่อให้รู้ข้อนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องโดนตรึงกางเขน


    <CENTER>[​IMG]</CENTER>

    เราก็จะเห็นได้ว่าในแต่ละศาสนาจะมีคติเรื่องราวของพระศรีอารย์ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่หวังกัน ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ และอาตมาก็บอกว่าโลกของพระศรีอารย์มันอยู่แค่ปลายจมูก เพียงแต่คุณไม่เห็นเอง อาตมาอาศัยหลักอะไรมาพูด ก็อาศัยหลักธรรมที่มีอยู่ หลักปฏิบัติที่มีอยู่ ถ้าใครในศาสนานั้นๆปฏิบัติ ก็จะเกิดโลกพระศรีอริยะเมตไตรขึ้นกับบุคลนั้นๆ ในศาสนานั้นๆ และอะไรเป็นหัวใจของศาสนานั้นๆที่พูดถึงอยู่นี้ ขอระบุว่านั่นคือ ความรักผู้อื่น ขอให้เข้าใจคำนี้เพียงสามพยางค์ว่า รักผู้อื่น นั่นเป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา และ เมื่อใดที่ปฏิบัติตามหลักหัวใจอันนั้น โลกพระศรีอริยะเมตไตรก็จะเกิดขึ้นในทันที ที่นั่นและดี๋ยวนั้น

    คงจะมีคนค้านว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนในโลกมีความรักผู้อื่นเกิดขึ้นพรัอมๆกัน อาตมาไม่ได้พูดว่ามันจะทำได้หรือไม่ แต่อาตมาบอกว่าโลกของพระศรีอารย์ มันอยู่ที่นั่น อยู่ตรงที่เมื่อผู้คนมันรักผู้อื่น ขอให้ช่วยคิดดู ศาสนาไหนๆก็สอนให้มีความรักผู้อื่น มีเมตตา คำว่า เมตไตรก็หมายถึง มีเมตตา มีความรักผู้อื่น เมตตาก็คือความรัก แต่เพียงไม่ใช่ทางกามารมณ์ แต่เป็นทางธรรมะ ศรี แปลว่า สวยสดงดงาม อริยะ แปลว่า ประเสริฐสูงสุด
    ศรีอริยะเมตไตร ก็คือ ความรักผู้อื่น หรือความเป็นมิตรกันอย่างสูงสุดสวยสดงดงาม ที่อาตมาบอกว่า เป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายพอเห็นได้ ว่า ถ้ามีความรักแล้วจะเป็นโลกของพระศรีอารย์ได้อย่างไร ในขั้นต้นนี้ต้องเข้าใจคำว่าความรักผู้อื่น ให้ถูกต้องเสียก่อน รักลูก รักเมีย รักผัว รักหลาน นี่ไม่ใช่รักผู้อื่น มันคือความรักตัว ที่มันแบ่งภาคไปอยู่ที่คนอื่น ไปอยู่ที่ ลูก เมีย ผัว แล้วมันก็คือตัวกู มันเป็นของกู ส่วนพวกที่รักเพื่อนกินเหล้า เพื่อนเล่นพนัน อันนี้ก็ไม่ใช่ เพราะมันยังมีความหมายเป็น ตัวเอง ที่แบ่งภาคออกไป ต่อเมื่อรักเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีความเป็นอะไรกันเลย ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีลาภที่มาจูงใจ นั่นแหละคือเรียกว่า รักผู้อื่น

    ขอให้เข้าใจอย่างนี้ ทุกคนลองหาว่าความรักผู้อื่นนี้ มันมีอยู่ไหม หาได้ที่ไหน ที่ไม่ใช่ เพื่อนกินเหล้า เพื่อนเที่ยว มันอาจจะหาไม่พบ หายาก มันก็เหมือน มองที่ปลายจมูกของตนไม่เห็นนั่นแหละ อาตมาเปรียบเทียบว่าความรักผู้อื่น ในปัจจุบันนี้แทบหาไม่ได้ ถึงว่าจะหามาเป็นยาหยอดตาก็ยังไม่ได้ อย่าว่าแต่จะเอามาไว้ดูเล่นเป็นชิ้นเป็นอันให้ชื่นใจเลย เพราะมันมีแต่ความเอาเปรียบ ความเบียดเบียน ไปในทุกที่ทุกแห่งในโลก มนุษย์ไม่มีความรักผู้อื่นเลย ลองไปหาดู ว่าใครรักผู้อื่นจริงๆบ้าง มันไม่มีความรักผู้อื่นโดยสัญชาตญาณก็ว่าได้ มันฝืนสัญชาตญาณ ลองถามดูทำไมถึงไม่รักผู้อื่น เพราะมันสวยกว่าเรา พวกผู้หญิงนี่ มันแต่งตัวสวยกว่าเรา รวยกว่าเรา เราก็ไม่ยอมรักเขา เพราะเราอิจฉาเขา ใครที่เก่งกว่า หรือเสมอกับเรา เราก็อิจฉาริษยา ส่วนใหญ่คิดกันไปทำนองนั้น นอกจากจะมีประโยชน์ร่วมกัน มันจึงจะรักกัน แต่ไม่ใช่รักผู้อื่น ศาสนาในระดับศีลธรรมอันแรกคือสอน ชี้แจงให้รักผู้อื่น ศาสนาอันแรก ก็มีปัญหา เนื่องจากคนมันไม่รักกัน ผู้มีปัญญาเขามองเห็นว่าคนมันไม่รักกัน และเมื่อไม่รักกัน มันก็จะตีกัน ฆ่ากัน ขโมยกัน ล่วงละเมิดของลับของใคร่ของผู้อื่น มันก็ทำลง แล้วมันก็พูดเท็จได้ทุกอย่าง หลอกลวง พูดโทษคนอื่น ก็เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ มันไปกินน้ำเมา มันไม่บังคับตัวเอง

    นับว่าฉลาดมากที่สอนให้ศีลเพียงข้อเดียว คือ รักผู้อื่น แล้วมันจะเป็นศีลห้าข้อขึ้นมา หรือจะถือศีลขยายออกไปอีกก็ได้ ความรักผู้อื่นเป็นศีลตั้งต้นในอดีต เพื่อป้องกันการเลวทราม ทั้งห้าประการ ที่เรียกว่า ทุศีลห้าประการ และในปัจจุบันมันเป็นไปได้ยากทีมนุษย์จะรักกัน แต่มันจะไปสมบูรณ์ที่สุด ที่ช่วงของพระศรีอริยะเมตไตร ทีนี้เรามาส้รางโลกพระศรีอริยะเมตไตร สร้างวันพระศรีอริยะเมตไตร ได้ด้วยการรักผู้อื่น และถ้าเราทั้งโลกมีความรักผู้อื่น โลกของพระศรีอริยะเมตไตรก็จะเกิดขึ้นในพริบตา เหมือนเปิดสวิทซ์ มันอยู่แค่ปลายจมูกหรือไม่ ลองไปคิดดู คิดได้และต้องทำให้ได้ด้วย เดี๋ยวนี้องค์การโลก องค์การสหประชาชาติฝันแต่จะทำให้โลกแตกแยก ไม่ได้ฝันให้คนในโลกนี้มันรักกัน และในรัฐบาลประเทศไหนก็ไม่ฝันในการรักผู้อื่น มุ่งไปแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มองไปยังปัญหาศีลธรรม ไม่เชื่อว่าศีลธรรมจะช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ รวมถึงทุกๆเรื่องด้วย ที่ไม่ประกอบกับศีลธรรมแล้ว มันจะเป็นศัตรูอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจบ้านใครมันดีขึ้น มันไม่รักผู้อื่น มันคอยเอาเปรียบผู้อื่นทางด้านเศรษฐกิจนั่นเอง จ้องจะสูบเลือด สูบเนื้อของผู้อื่นขอให้มองว่าศีลธรรม ของการรักผู้อื่นนี้จะช่วยให้โลกสงบสุข เป็นโลกของพระศรีอารย์ได้
     
  10. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    เมื่อเรารักผู้อื่น เราลองคิดดู ว่าบางเวลาเรานั่งอยู่ท่ามกลางญาติ พี่ ป้า น้า อา เรามีความรู้สึกปลอดภัย สบายใจ สักเท่าไร แล้วลองไปคำนวณดูเอง ในยุคของพระศรีอริยะเมตไตร เราจะเป็นสุขอย่างยิ่งเหมือน นั่งอยู่ท่ามกลางญาติ ทุกคนเป็นญาติ หรือจะอุปมาว่า ถ้ามีคนรักเราเหมือนแม่ของเรา เราจะเป็นอย่างไร แม่ของเรารักเราอย่างไรคงจะพอเข้าใจได้ มันจะมีแต่ความแน่ใจ สบายใจอย่างยิ่ง เป็นโลกพระศรีอริยะเมตไตร มีแต่ความเป็นมิตรเป็นเลิศ ประเสริฐสูงสุด มันมีแต่คนรักกัน นี่คือส่วนดีของศาสนาพระศรีอริยะเมตไตร อาตมาเลยอยากชักชวนเราให้ สมาทานว่าให้รักผู้อื่น ใครจะเอาบ้าง อาตมาเชื่อว่าที่นั่งอยู่นี้ คงมีไม่กี่คนที่กล้ารับเอา เพราะไม่ไว้ตัวเอง ไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ ถ้าอยากอยู่ในโลกของพระศรีอารย์ ก็ให้ช่วยกันหน่อย ปลูกฝังการรักผู้อื่น โดยการชี้แจงให้เห็นค่าของคำๆนี้ ให้พอใจในคำๆนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่ ให้ไปลองดูกันเอง อาจจะเป็นทางเกลี้ยกล่อม สอน หรือจะเป็นทางบังคับในสมัยพุทธกาล ว่า เจ้าอโศกมหาราช ได้มีกฎข้อบังคับว่าให้รักผู้อื่น จนมีหลักฐานทางศิลาจารึก ประพฤติ หรือกระทำด้วยการรักผู้อื่น แต่เดี๋ยวนี้เขาบูชาประชาธิปไตย มันบังคับกันไม่ได้ เลยต้องปล่อย อาตมาขอให้พิจารณาดูละเอียดสักหน่อย ของคำว่า รักผู้อื่น โดยตั้งคำถามว่า คืออะไร จากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร และโดยวิธีใด

    ถ้าหากถามว่าความรักผู้อื่นนั้นคืออะไร ก็คือจิตที่พัฒนาแล้วถึงที่สุด ได้หลุดพ้นจากวิมุติ เครื่องกักขัง จิตใจของคนธรรมดานั้นติดคุกติดตาราง โดนกักขังอยู่ตลอด คุกนั่นคือความเห็นแก่ตัว มีมาตั้งแต่เกิด แล้วก็พอกพูนมาจนถึงปัจจุบัน มันไม่มีอิสรภาพที่จะออกมารักผู้อื่นได้ พระอรหันต์เท่านั้นแหละที่มีจิตหลุดพ้น จึงง่ายที่จะรักผู้อื่น โดยทันที ไม่ต้องตั้งใจ เรามีหน้าที่ช่วยตัวเองให้หลุดรอด และช่วยผู้อื่นให้รอดด้วยการรักผู้อื่น และทำลายความเห็นแก่ตัว หลุดจากคุกของความเห็นแก่ตัว แล้วมันก็จะรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ


    <CENTER>[​IMG]</CENTER>

    และถ้าหากถามว่า ความรักผู้อื่นนี่มาจากอะไร มันมาจากปัจจัยภายนอกก็ได้ ภายในก็ได้ ภายนอกก็คือ มีสิ่งแวดล้อม มาจากการอบรบ สั่งสอน หรือถูกบังคับก็ได้ อย่างในโรงเรียนเด็กๆ เล็กๆ มีสอนให้ช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ทะเลาะกัน วางไว้เป็นระเบียบบังคับก็ได้ ส่วนปัจจัยภายใน คือ สติปัญญาที่เขาสังเกตรู้สึกได้โดยตัวเขาเอง สังเกตเห็นประโยชน์ของความรักคือความปลอดภัย อยู่รอดของเรา มีความรักผู้อื่น และขยายตัวออกไปจนหมดผู้อื่น จนกลายเป็นเราตัวเดียว เป็นตัวใหญ่ตัวเดียว เหล่านี้ก็จะเป็นปัจจัยที่จะให้รักผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง

    ในการที่สอนว่าเราอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ เราต้องรักกัน นี่ก็เป็นจุดตั้งต้นที่ดี การไม่เบียดเบียนกันนั้นมันไม่พอ ไม่สูงในระดับของการรักผู้อื่น ดังนั้นเราต้องไปไกลกว่านั้น ที่ มหาตมะคานธี กล่าวว่า การไม่เบียดเบียนเป็นธรรมอันสูงสุด การไม่เบียดเบียน คือ Non-violence อาจจะไม่ได้รักผู้อื่นก็ได้ เราจึงยังไม่พอใจ ยังทำต่อไปอีกถึงความช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อ ประคองกันทุกอย่างทุกทาง ดังที่กล่าวไปในตอนแรกว่า ยุคของพระศรีอารย์ เมื่อลงจากบ้าน จะมีต้นกัลปพฤกษ์ทุกมุมเมือง อยากได้อะไรไปหาได้ ไม่ขาดแคลน มีความช่วยเหลือไม่ขาดแคลน มีคนที่เหมือนแม่ที่รักเราอยู่ทุกที่ ทุกแห่ง ดังนั้นนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ เพราะความรักผู้อื่นมันจะเป็นประตูให้เรา ป้องกันให้ ในยุคของพระศรีอารย์จะเจริญในด้านวัตถุ และจิตใจ ถ้าในสมัยนี้เจริญด้านวัตถุ ไปดวงจันทร์ได้ ประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรงต่างๆ แต่มันขาดความรักผู้อื่น มันจึงใช้เครื่องมือเหล่านั้นไปเบียดเบียนผู้อื่น แต่ในยุคของพระศรีอารย์จะนำเครื่องมือเหล่านั้นไปช่วยเหลือผู้อื่น มันก็เลยสบาย สะดวก ถึงที่สุด ทั้งภายนอก ภายใน สวยสดงดงาม เกิดจากความสมบูรณ์ทั้งทางวัตถุ และทางจิต นี่คือความหมายของโลกของพระศรีอารย์ ถ้าในสมัยนี้มีความเจริญทางจิต ก็จะเป็นโลกของพระศรีอริยะเมตไตรได้ในพริบตาเดียว นี่มันอยู่แค่จมูก จะว่าเพ้อเจ้อก็ลองไปคิดดู มันอยู่ที่นิดเดียว มันอยู่ที่คนมันไม่จริง อยู่ที่คนมันไม่มีมนุษยธรรม มันไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่กล้าที่จะรักผู้อื่น แต่ถ้ามันจะกล้า ก็ไม่มีปัญหา


    <CENTER>[​IMG]</CENTER>

    และถ้าจะถามว่าเพื่อประโยชน์อะไร มันก็เพื่อผลที่เราต้องการนั่นแหละ เราต้องการที่จะอยู่ท่ามกลางเหมือนคนที่เป็นญาติ หรือเหมือนแม่รักเรา แต่อยากให้ศึกษาให้มากกว่านั้นว่า มันมีประโยชน์ทั้งสองแบบ คือ แบบบุคคล และแบบส่วนรวม ประโยชน์จะต้องเกิดขึ้นอย่างครบถ้วนตั้งแต่บุคคลแต่ละคน และบุคคลทั้งหมด นี้ถ้าเรารักผู้อื่น คือการปฏิบัติตามหลักหัวใจของศาสนาทุกสาสนา มีศาสนาสมบูรณ์ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม เมื่อมีความรักผู้อื่นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆไป ความเป็นตัวกูของกูมันก็ค่อยละลายออก จนวันหนึ่งมันไม่มีเหลือ ความเห็นแก่ตัวหมด มันก็คือความเป็นพระอริยะบุคคล มันมีหลักอย่างนี้ ไม่ใช่ว่ากันเอง ไม่ใช่มาหลอกลวง ความเห็นแก่ตัวมันลดลงเท่าไร กิเลสทั้ง โลภะ โทสะ โมหะ มันก็ลดลงเท่านั้น ทีนี้เรารักผู้อื่นมากขึ้นเท่าใด ความเห็นแก่ตัวมันก็ลดลงเท่านั้น มันมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างนี้ แล้วในวันหนึ่งจะเป็นพระอรหันต์ ดังที่พระพุทธเจ้ารักผู้อื่น มีพระมหากรุณาธิคุณ ช่วยสัตว์โลก คนเรามันยากที่จะรักผู้อื่น แม้แต่พระอริยะเจ้าในขั้นต้นๆก็ไม่อาจจะรักผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ได้

    และตามปัญหาตามแบบข้อสุดท้ายที่ว่าโดยวิธีใด โดยวิธีของพระพุทธศาสนาคือ สัมมาทิฐิ รู้ในอริยสัจที่สี่ ที่เรียกว่า มรรค มาจาก ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ และมรรค หมายถึงข้อปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ สิ่งที่เรียกว่ามรรค ในพระไตรปิฏก หมายถึง มรรคมีองค์แปด คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังตับโพ สัมมาวาจา สัมมาอาชีโว สัมมากัมมันโต สัมมาวายาโต สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินเป็นประจำแล้ว และเข้าใจได้ ทีนี้ลองมาคิดดูว่าใช้หลักอันนี้เพื่อสร้างความรักผู้อื่นได้หรือไม่ อาตมาว่าได้เกินกว่าจะได้ แต่ต้องไปเพิ่มความหมายให้แก่คำว่าสัมมาทิฐิให้มาก เพื่อให้เห็นว่าการไม่รักผู้อื่นมันเป็นมิจฉาทิฐิสุดโต่ง สุดเหวี่ยง ดังนั้นความรักผู้อื่นมันเป็นสัมมาทิฐิสุดโต่ง สุดเหวี่ยง ถ้าข้อแรกได้ ข้ออื่นก็ลากไปได้หมด และเราพูดได้เต็มปากเลยว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยหลักของพุทธศาสนาคือ มรรคมีองค์แปด

    http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=16373&page=2
     
  11. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    "ภาวะโลกร้อน" มหันตภัยใกล้ตัว

    <SCRIPT language=JavaScript src="/global_js/global_function.js"></SCRIPT><!--START-->พูดถึงภาวะโลกร้อน ตอนนี้ทุกประเทศหันมาช่วยกันรณรงค์ให้รักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานกันยกใหญ่ สำหรับประเทศไทยแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเหมือนกับประเทศอื่นๆมากนัก แต่ก็อย่างพึ่งสบายใจไป เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝนตกทั้งปี ลมพายุที่พัดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในกรุงเทพฯพัง น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นในแถบบางขุนเทียน กระทั่งทำให้ชาวบ้านต้องย้ายที่อยู่กันแทบไม่ทัน แผ่นดินไหวที่เริ่มมีมากขึ้น สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่พวกเราคนไทยได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

    ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะต้องมาช่วยกันลดภาวะโลกร้อน แม้ว่าการเริ่มต้นวันนี้จะดูสายเกินไป แต่ก็คงจะดีกว่าที่เราไม่คิดจะทำอะไรเลย และยังคงดำเนินกิจกรรมในชีวิตเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา ใช้ไฟ ใช้รถ ใช้น้ำมัน ใช้น้ำเท่าเดิม แถมยังเพิ่มปริมาณขยะจากถุงพลาสติก โฟม และอื่นๆ มากขึ้นด้วย

    เห็นบางคนไม่ค่อยสนใจกับสภาวะโลกร้อนเท่าไร บางคนชอบคิดอะไร "ง่ายๆ" เช่น "โอ้ย...น้ำแข็งขั้วโลกละลาย อยู่ตั้งไกลกว่าจะมาถึง รอให้มันละลายมากกว่านี้เถอะ " < แน่ใจเหรอว่าอยากให้มันละลายมากกว่านี้ เพราะไม่รู้สินะว่าที่ผ่านมามันละลายไปมากเท่าไร



    <CENTER>ไปดูไกลๆตัวก่อนที่ต่างประเทศ ดูนะว่าภาวะโลกร้อนทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนไปขนาดไหน

    ภาพเก่า เปรียบเทียบ ภาพใหม่

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    ส่วนรูปนี้น่าจะใกล้ตัวขึ้นนะ
    (เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร )

    [​IMG]

    เสาหลักบอกจุดสิ้นสุดเขตกรุงเทพมหานคร ( มันไปอยู่ในทะเลเรียบร้อยแล้ว )

    [​IMG]

    เสาไฟฟ้าริมน้ำ ? ที่บางขุนเทียน บ่งบอกถึงปริมาณน้ำในทะเลที่สูงขึ้น
    </CENTER>




    ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวการสำคัญกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ การเผาผลาญเชื้อเพลงฟอสซิลต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่าเหล่านี้ส่งผลให้ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อันส่งผลกระทบต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยขึ้น และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้...



    1. จำนวนพายุ Hurricane Category 4 และ 5 เพิ่มขึ้นสองเท่า ในสามสิบปีที่ผ่านมา

    2. เชื้อมาลาเรียได้แพร่กระจายไปในที่สูงขึ้น แม้แต่ใน Columbian, Andes ที่สูง 7000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล

    3. น้ำแข็ง ใน ธารน้ำแข็ง เขตกรีนแลนด์ ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

    4. สัตว์ต่างๆ อย่างน้อย 279 สปีชี่ส์กำลังตอบสนองต่อ ภาวะโลกร้อน โดยพยายามย้ายถิ่นที่อยู่ หากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รับรองได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้แน่

    5. อัตรา ผู้เสียชีวิต จาก โลกร้อน จะพุ่งไปอยู่ที่ 300000 คนต่อปี ใน 25 ปีต่อจากนี้

    6. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20 ฟุต

    7. คลื่นความร้อน จะมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น

    8. ภาวะฝนแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยขึ้น

    9. มหาสมุทรอาร์กติกจะไม่เหลือน้ำแข็ง ภายในฤดูร้อน 2050

    10.สิ่งมีชีวิตกว่าล้านสปีชี่ส์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์


    http://campus.sanook.com/u_life/knowledge_02620.php
     
  12. woottipon

    woottipon เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2005
    โพสต์:
    10,595
    ค่าพลัง:
    +81,612
    ชายฝั่งทะเลอยู่แถวชัยนาท นครสวรรค์ คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ ภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไปเสี่ยงมากๆ อาจจะหายไปเลย แต่ครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่าประเทศไทยจะได้พื้นที่ทางเหนือเพิ่มขึ้น ถึง 12 ปันนา ใน ปี 2560 ใครมีเงินแสนถือว่าจนที่สุด ก่อนจะถึงยุคนั้นน่าจะต้องเกิดเหตุการณ์บางอย่าง การที่จะมั่งคั่งร่ำรวยได้ ก็จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูพอสมควร 3-5 ปี เพราะฉนั้นเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างและสงครามใหญ่ น่าจะภายใน 3-5 ปีนี้อย่างแน่นอนครับ
     
  13. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    แล้วสุดท้ายน้ำจะท่วมโลก???

    ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ เก็บข้อมูลทะเลไทย 50 ปี ชี้ระดับน้ำลดลงเฉลี่ย 0.4 มม.ต่อปี จากปรากฏการณ์เอลนีโญ่และแผ่นดินไหว ค้านทฤษฎีน้ำท่วมโลกซึ่งจะเกิดในประเทศแถบอเมริกาและยุโรปเท่านั้น
    ศ.ดร.สุภัทท์ วงศ์วิเศษสมใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2543 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงผลจากการสำรวจพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย ด้วยการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ทำนายแนวโน้มของระดับน้ำทะเลว่า จากการเก็บข้อมูลในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยลดลง 0.4 มิลลิเมตรต่อปี หรือเท่ากับ 36 มิลลิเมตร ใน 100 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับที่ไม่รุนแรงอย่างที่กังวลกัน


    ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของอังกฤษ ที่ระบุว่าประเทศในเขตเส้นรุ้งต่ำ หรือบริเวณอ่าวไทย คาบสมุทรอินโดจีน คาบสมุทรเกาหลีและทะเลญี่ปุ่น ระดับน้ำทะเลจะลดลง 0-50 มิลลิเมตร ใน 75 ปีข้างหน้า


    “ก่อนหน้านี้มีการเผยแพร่ข้อมูล จากนักวิจัยบางกลุ่มที่ออกมาบอกว่า ระดับน้ำทะเลในประเทศแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทยจะมีแนวโน้มสูงขึ้น จากอิทธิพลของหิมะและน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิด แต่สภาพดังกล่าวจะพบในแถบอเมริกาและยุโรปที่อยู่เหนือเส้นรุ้ง ซึ่งใกล้ชิดกับแหล่งหิมะและธารน้ำแข็ง ขณะที่ประเทศในเขตร้อนอยู่ในละติจูดต่ำ จึงไม่ได้รับอิทธิพลของหิมะและน้ำแข็งขั้วโลกละลาย" นักวิจัย กล่าว
    นักวิจัยในยุโรปและอเมริกาได้ศึกษาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อคำนวณการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลอย่างแพร่หลาย โดยคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยอากาศเปลี่ยนแปลง (ไอพีซีซี) ทำนายว่า ใน 100 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะสูงขึ้น แต่ไม่ได้ระบุพื้นที่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่อการป้องกันที่ไม่ตรงจุด และเสี่ยงต่อการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ผลจากการเก็บข้อมูลระดับน้ำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา สามารถยืนยันได้ว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยลดลง แต่อยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง ปัจจัยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ประกอบกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมทั้งปัญหาการสูบน้ำบาดาลเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำในนิคมอุตสาหกรรม

    http://www.oknation.net/blog/nuumnimm
     
  14. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    เตือน!! คำทำนายน้ำท่วมโลก !!!


    มีคำถามที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในปี 2551หลั่งไหลเข้ามาหาผู้เขียนค่อนข้างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เศร้าสลดเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547 อันเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น ขยับตัว และซ้อนเกยกันบริเวณเหนือเกาะสุมาตรา ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศไทยประมาณ 400 กิโลเมตร มีอัตราการสั่นไหว 9 ริกเตอร์ เป็นเหตุให้ประเทศไทยได้รับความสูญเสีย โดยได้คร่าชีวิตผู้คนที่พักอยู่อาศัย และมาท่องเที่ยวใน 6 จังหวัดริมฝั่งทะเลอันดามัน โดยพบศากศพมากกว่า 5,000 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 10,000 คน และยังสูญหายอีกมากกว่า 3,000 คน โดยมีผู้คนของประเทศต่างๆอีกหลายประเทศ ที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล เมื่อนับจำนวนซากศพผู้ที่เสียชีวิตในคราวเกิดคลื่นยักษ์สึนามิครั้งนี้ ก็มีจำนวนมากกว่า 220,000 ศพ

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปลายปี 2547 นี้ หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในปี 2551 หรือ ปี 2560 นั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเหตุการณ์ในปี 2551 หรือ ปี 2560 นั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่า “อภิมหามหันตวิปโยคสุดแสนโศกสลด” ทั้งนี้ เพราะจะมีผู้คนเสียชีวิตมากกว่าเหตุการณ์ช่วงปลายปี 2547 ประมาณ 1,000 เท่า

    เหตุการณ์อะไรเล่า ที่ทำให้มีคนตายประมาณ 220 ล้านคน ในปี 2551 (ปลายปี 2547 เหตุจากคลื่นสึนามิได้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายประเทศรวมกัน มากกว่า 220,000 คน)เหตุการณ์ในปี 2551 หรือ ปี 2560 มิได้มาจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์เดียว แต่มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในปีเดียว คือปี 2551 หรือ ปี 2560 ตลอดทั้งปี เสมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกถูกถล่มด้วยพระราหู ทั้งนี้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เปลือกโลกหลายแผ่นมีการขยับเคลื่อนตัว และเกยทับกัน (การเกยทับกันเพียงเล็กน้อยของชั้นเปลือกโลก บริเวณเหนือเกาะสุมาตราเพียงจุดเดียว เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นเหตุให้เกิดการไหวของแผ่นดินถึง 9 ริกเตอร์ ทำให้เกิดคลื่นยักษ์วิ่งไปถึงชายฝั่งอัฟริกา ซึ่งมีระยะห่างกันหลายพันกิโลเมตรได้) ในปี 2551 หรือ ปี 2560 นั้น จะมีการเกยทับกันทั้งในบริเวณใต้ทะเลลึก และบริเวณที่เป็นพื้นแผ่นดินในหลายทวีป ความรุนแรงมีขนาดตั้งแต่ 9.5 ริกเตอร์ขึ้นไป (ปกติถ้ามีการไหวของแผ่นดินเพียง 6.5 ริกเตอร์ ก็เป็นเหตุให้อาคารบ้านเรือน ตึกรามอาคารบ้านช่อง ถนนหนทางถล่มทลาย สามารถสร้างความเสียหายได้แล้ว แต่ถ้าเกิดการไหวของเปลือกโลกบริเวณใต้ทะเลลึก ประมาณ 7.5 ริกเตอร์ จะเกิดคลื่นสึนามิ (คลื่นยักษ์) ซึ่งในปี 2551 หรือ ปี 2560 จะมีการเกิดแผ่นดินไหว ศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีขนาด 9.5 ริกเตอร์ขึ้นไป)

    สำหรับในประเทศไทยเอง ผลกระทบจากการเคลื่อนตัวของชั้นเปลือกโลกในปี 2551 หรือ ปี 2560 นั้น จะเกิดบนพื้นแผ่นดินประมาณ 3 – 4 จุด ซึ่งในทะเลก็มีทั้งบริเวณเหนือเกาะสุมาตรา และบริเวณใกล้เกาะบอร์เนีย และอีก 2 รอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งจะมีผลทำให้เขื่อนใหญ่ 2 เขื่อนแตก และ ตึกราม บ้านเรือน สะพานและถนนหนทางพังพินาศทลายลงเป็นจำนวนมาก

    สำหรับจังหวัดชายฝั่งทะเล ก็จะได้พบกับสึนามิ หรือคลื่นยักษ์อีกครั้ง ด้วยความรุนแรงของการเกยทับของแผ่นเปลือกโลกอีกครั้งด้วยความแรงมากกว่าเดิม คือ ขนาด 9.5 ริกเตอร์ ขึ้นไป แม้ระบบเตือนภัยจะทำงานในอนาคต แต่ความเร็วของคลื่นสึนามิใช้ความเร็วในทะเลประมาณ 500 กม./ ชั่วโมง นักวิชาการบางท่านบอกว่ามีความเร็วระหว่าง 600 – 800 กม./ ชั่วโมง ผู้คนจำนวนมากยังไม่ใส่ใจคำเตือน คนจำนวนมากหนีไม่รอด ศพตายเป็นเบือ โผล่ให้เห็นในน้ำยิ่งกว่าดอกเห็ด แม้จะได้ทราบคำเตือน แต่ความประมาทของประชาชนที่ไม่ติดตามข่าวสารก็คงยากที่จะป้องกันความเสียหายชีวิตของผู้คนและทรัพย์สินที่อยู่ชายฝั่งทะเล ยกเว้นท่านต้องร่นให้อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลให้มากหน่อย โดยมีต้นไม้ใหญ่เป็นกำแพงกั้น หรือภูเขาสูงบังไว้

    สิ่งสำคัญที่ทุกคนที่อยู่ริมฝั่งทะเลต้องรับทราบ คือ เมื่อใดมีเหตุการณ์ขึ้นลงของน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว ต้องรีบหนี 2 วิธี คือ วิ่งเรือออกสู่กลางทะเลลึก ถ้าขณะนั้นอยู่บนเรือในทะเล ห้ามกลับเข้าชายฝั่งทะเลเป็นอันขาด อีกวิธี คือให้วิ่ง หรือขับรถขึ้นที่สูงที่มีความมั่นคงแข็งแรงโดยเร็ว ดังนั้น เมื่อใดที่อยู่บริเวณชายทะเลในปี 2551 หรือ ปี 2560 กรุณามองทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้าก็มีส่วนช่วยให้อยู่รอดปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง
    [​IMG]
    เป็นแผนที่จำลอง แผนที่โลกในอีก 50 ล้านปีข้างหน้า คำนวณโดยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
    โดยพิจารณาจากการเคลื่อนที่ของเปลิอกโลก การหายไปของขั้วโลกเหนือ
    และการผ่านยุคน้ำแข็งอีกประมาณ 2 ครั้ง
    ความคิดเห็นส่วนตัว : เรื่องน้ำท่วมโลกนี้มันเป็นสิ่งที่เป็นเหมือนสิ่งมหัศจรรย์ ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราลองดูจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นล้วนรุนแรงขึ้น และทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เช่น การเกิดสึนามิ การเกิดแผ่นดินไหว น้ำแข็งทั่วโลกละลาย และอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นเราควรที่จะช่วยกันรักษ์ธรรมชาติถึงแม้ว่ามันจะแก้ปัญหาไม่ได้แต่ก็คงช่วยลดผลที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง

    credit : Saran
     
  15. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    สัญญาณจากจักรวาล


    ข้อมูลเพิ่มเติมจาก


    http://www.universal-signal.com/html/armagedon/diaster_theendofworld.htm


    ลองเข้าชมเอง มีข้อความกำหนดเวลาที่อาจเกิดภัยมาเสริมข้อมูลเดิมที่เคยกล่าวไว้ว่าในปีพศ.2567 ความเจริญทางศาสนาจะมาถึง


    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr valign="top"><td class="style50" colspan="3">
    "มหันตภัยล้างโลกได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่เกินอีก ๑๒ ปีข้างหน้าเป็นการเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ "
    </td></tr><tr valign="top"><td class="style50" colspan="3"> </td></tr><tr valign="top"><td class="style50" colspan="3"><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td width="2%"> </td><td width="96%">ปัจจุบันนี้ ความเคลื่อนไหวของผิวเปลือกโลกแสดงการมีแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วมฝนแล้ง พายุหิมะ ลมพายุ พายุฝน ไฟป่า สึนามิ และภัยพิบัติอื่นๆ นี่คือสัญญาณอันตราย ที่บ่งบอกถึงความไม่สมดุลของวัตถุโลกและพลังงาน มนุษย์ยังไม่สนใจ เพราะจิตถูกใจที่ครอบด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ความรุนแรงของภัยทั้งหลายทวีความรุนแรงขึ้นในทุกขณะ และในที่สุดมหันตภัยล้างโลกก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว ด้วยอัตราเร่งอย่างรวดเร็ว ตามกิจกรรมมนุษย์ที่ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาตินั่นเอง อาการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลก ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่เคลื่อนเข้าใกล้ของมหันตภัยนั้น เริ่มจากหลายร้อยพันล้านปี จากการที่มนุษย์สร้างพลังงานเสียต่อสภาวะแวดล้อมเพิ่มขึ้น และต่อเนื่อง ผลทำให้เกิดความไม่สมดุลขนาดหนัก เกิดขึ้นอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ ความเลวร้ายที่มนุษย์ยัดเยียดให้กับโลก จนต้องสูญเสียสนามแม่เหล็กที่สมดุลไป การล้างโลกจึงบังเกิดขึ้นแล้วด้วยการเคลื่อนโดยที่มีอัตราเร่ง เริ่มที่ 5000 ปี (ตามพุทธกาล) ที่ พ.ศ. 2500 เริ่มปรากฏความไม่สมดุลทั้งวัตถุและจิตของมนุษย์ รวมทั้งสัตว์ทั้งหลายดุร้ายขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี พ.ศ. 2500-2547 มนุษย์ทำลายธรรมชาติมาก จนกระทั่งมีผลให้ใน พ.ศ. 2547 เกิดการเร่งเวลาของมหันตภัยล้างโลกให้เคลื่อนเข้ามาเหลือเพียง 48 ปี และเหลือเพียง 24 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2549 สุดท้ายวันนี้ คือ วันที่ 30 มกราคม 2550 สัญญาณจากจักรวาลบอกเราว่า เป็นการเริ่มนับเวลาจากนี้ไป ที่มนุษย์จะพบภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น จนประสบมหันตภัยล้างโลกในที่สุด ในเวลาอีก 12 ปีข้างหน้า คือ ประมาณต้นถึงกลางปี พ.ศ. 2562 มนุษย์ทั้งหลาย จงตื่นจากความโง่เขลา จงตื่นจากความเห็นแก่ตัว คิดแต่อยากได้ทรัพย์ หรือวัตถุ จนไม่รู้ว่าธรรมชาติจะเอาชีวิตไปในไม่ช้านี้แล้ว และพึงรักษาธรรมชาติให้สมดุล รักษาจิตให้บริสุทธิ์ร่วมกัน เพื่อลดความรุนแรงของมหันตภัย ให้เกิดน้อยลงมากที่สุด เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของโลกในเวลานี้ ผู้นำประเทศทั้งหลาย หรือผู้ใดที่มุ่งหวังอำนาจ และกระหายสงคราม จงจำไว้ว่าผู้นำเหล่านั้น หรือผู้นั้นเป็นผู้ทำลายโลกที่ร้ายกาจ
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>
    </td></tr></tbody></table>สภาพของการเกิดมหันตภัยในระยะเวลา 12 ปี สามารถแบ่งโดยความรุนแรงเป็น 3 ช่วงเวลา คือ
    1. ช่วงแรก เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2550-2551 ระยะเวลา 2 ปีแรก เกิดแผ่นดินไหวต่อเนื่อง ตามรอยต่อของแผ่นทวีปทั้งหมดที่แตกร้าวไปทั่วดาวดวงนี้ สัตว์ และมนุษย์มีวิธีทำร้ายกัน แบบดุร้ายป่าเถื่อนมากยิ่งขึ้น สัตว์ขนาดเล็กเตรียมปรับตัวรับวิกฤติดังกล่าวแล้ว และเตรียมปรับตัวเพื่อทำลายล้างมวลมนุษย์อีกด้วย โดยการสะสมถ่ายทอดโรค ที่ร้ายแรงมากขึ้น นอกจากนั้นทั่วโลกยังเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงกว่าเดิม และเกิดอุบัติเหตุที่แปลกๆ โดยมนุษย์หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ เช่น ระหว่างปีใหม่ ( พ.ศ. 2550) ที่ผ่านมาเครื่องบินภายในประเทศอินโดนีเซียสูญหายระหว่างบินอยู่เมืองสุราเวสี ไม่สามารถค้นพบได้จนบัดนี้ สาเหตุที่มนุษย์คาดไม่ถึง ก็คือ เกิดจุดตัดสนามแม่เหล็กโลก เกิดขึ้นบริเวณนั้นพอดี เนื่องจากความไม่สมดุล จึงดูดเอาเครื่องบินลำนี้ ออกนอกมิติของโลก เข้าสู่มิติมืดที่ว่างเปล่า หรือเป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์เข้าใจแล้วว่า เสมือนสามเหลี่ยมเมอมิวดา ในแกนกลางมหาสมุทร นั่นคือหลุมมิติในน้ำ แต่ที่จริงแล้ว ยังมีหลุมมิติในอากาศ (ที่เครื่องบินหายไปในช่องหลุมมิติ) และหลุมมิติบนพื้นโลก (ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเนื่องจากมิติซ้อนกันทำให้มองไม่เห็นกัน) เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยสมองที่มีแต่ความอยาก และความต้องการในวัตถุทั้งหลาย

    2. ระยะที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ. 2552-2556 ระยะเวลา 5 ปี โลกร้อนขึ้นด้วยอัตราเร่ง เกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นมากกว่าเดิม และต่อเนื่องจนมนุษย์ทั้งโลกหวาดกลัว กลุ่มมนุษย์ที่มีจิตต่ำจะก่อกวนมนุษย์ด้วยความรุนแรงเหมือนไม่ใช่คน เกิดหลุมมิติมากมายเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง อย่างที่มนุษย์คาดไม่ถึง มีการตายของมนุษย์เป็นกลุ่มใหญ่จำนวนมาก ด้วยอุบัติเหตุและภัยพิบัติ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย พื้นโลกบางส่วนยุบตัวลง เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด อากาศร้อนขึ้นอย่างมาก และอากาศหนาวก็มากขึ้นเช่นกันของแต่ละพื้นที่ จะเริ่มมีพื้นที่ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์น้อยลง ความแห้งแล้งมากขึ้น น้ำในทะเลยกระดับสูงขึ้นจากสาเหตุการยุบตัวของโลก น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และการนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้สมทบด้วยอีกแรงหนึ่ง เริ่มเกิดโรคระบาดจากเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่ผุดมาจากดินที่ไม่เคยมีมาก่อน เชื้อเหล่านี้ทนทานต่อการทำลาย เพราะปรับตัวจากที่ที่เย็นจัดหรือปรับตัวจากที่ที่ร้อนจัดจึงทนต่อสภาวะที่เปลี่ยนไป
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>

    </td></tr><tr><td>
    น้ำแข็งขั้วโลกเกิดการละลายจำนวนมาก อันมีสาเหตุจากภาวะโลกร้อน (global worming)
    </td></tr></tbody></table>3. ระยะที่ 3 ตั้งแต่ พ.ศ. 2557-2561 ระยะเวลา 5 ปี โลกร้อนขึ้นด้วยอัตราเร่ง พอที่จะละลายน้ำแข็งเกือบทั้งหมดของขั้วโลกทั้งสอง เกิดน้ำท่วมโลก โดยที่พื้นที่อาศัยของมนุษย์จะหายไปอย่างน้อยก็ 2 ใน 3 ส่วน ได้แก่ ที่ริมทะเลปากแม่น้ำ และที่ราบลุ่มต่างๆ คงเหลือพื้นที่ราบสูงพื้นที่บนภูเขา ซึ่งส่วนมากเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับกับการเกษตรนัก จึงเกิดการขาดแคลนอาหาร เฉพาะพื้นที่ประเทศไทยนั้นเหลือเพียงภาคเหนือ ภาคอีสาน นอกจากนั้นที่เหลือก็มีสภาพเป็นเกาะแก่งเล็กๆ สรุปได้ดังนี้ บนพื้นดินที่อยู่ตรงกลางทวีปทั้งหลาย ก็จะแห้งแล้งด้วยความร้อนจากใต้ผิวดินประทุขึ้นมา พื้นที่ที่อยู่ริมบริเวณชายฝั่ง หรือค่อนมาทางริมขอบทวีปทั้งหลาย ก็จะถูกน้ำทะเลกลืนกิน บางที่ก็จะยุบหายไป บางที่ก็จะถูกเหวี่ยงออกไปแยกตัวเป็นอิสระ มีแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ทั่วโลก มนุษย์จะเผชิญกับสภาพความแล้งจัด จนต้องอดตาย พบโรคใหม่กับสัตว์สายพันธุ์ดุร้าย และมีพิษ คร่าเอาชีวิตมนุษย์ทั่วไป ทั้งโลกนี้เช่นกัน จากความรู้ที่ได้รับคลื่นสัญญาณจากจักรวาลพอสรุปให้ได้ดังนี้
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td> </td></tr></tbody></table>เริ่มต้นขึ้นที่ขณะนี้มันเกิดอะไรขึ้น เวลานี้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ใครๆ ก็รับรู้ได้บ้างแล้วว่า ตกอยู่ในสภาวะโลกร้อน มีข่าวสารที่แสดงให้มนุษย์เห็นหลายรูปแบบ จากการเฝ้าสังเกตติดตามของมนุษย์ที่สนใจในสภาวะแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของโลก จะเห็นว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายลงมามากแล้ว ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะตั้งแต่หลังเกิดเหตุสึนามิเมื่อปลายปี 2547 หลังจากนั้นมา ความเปลี่ยนแปลงของโลกก็ได้ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ มีเหตุการณ์การปรับตัวของโลก ตามจุดต่างๆ ไล่กันเรื่อยมาตลอดมา หลังเกิดสึนามิไม่นาน ก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่ปากีสถาน ใหญ่มากถึงขนาดที่ ทำให้พื้นดินสะเทือนเลื่อน เป็นคล้ายระลอกคลื่น และหลังจากนั้นเกิดต่อเนื่องกันมา หนักบ้างเบาบ้างอีกหลายๆ ครั้ง หลายๆ ครา จนในที่สุด ถ้ามนุษย์ติดตามข่าวสารจะเห็นได้ว่า เวลานี้เกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในย่านภูมิภาคแถบที่เป็นรอยต่อรอยเลื่อนทวีป แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี่แหละเป็นเขตที่เกิดบ่อยที่สุด แทบจะทุกๆ 12 ชั่วโมง ก็คือ อาณาเขตของประเทศอินโดนีเซีย แถบทะเลมูรุกะ ตามมาด้วยอาณาเขตของประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน ตามมาอย่างติดๆ นอกจากนั้น ก็เกิดขึ้นประปรายตามพื้นที่ต่างๆ ในดินแดนเหล่านี้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า อยู่ใกล้น้ำอยู่ริมน้ำ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยต่อไปข้างหน้า จะเกิดภาวะล้างโลกในรูปแบบหนึ่ง มนุษย์ที่อยู่บนภาคพื้นทวีป ก็จะมองเห็นภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป อากาศทุกวันนี้ ไม่เหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ความหนาวเย็นที่ปรากฏ เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของความรู้ คือ การนำความร้อนไปใช้ละลายน้ำที่ขั้วโลก มนุษย์จงนึกถึงน้ำแข็งที่อยู่ในแก้ว ตัวน้ำแข็งก็คือน้ำแข็งที่อยู่ที่ขั้วโลก เมื่อนำเอาออกมาจากเครื่องทำความเย็น อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น น้ำแข็งละลายตัวน้ำแข็งที่อยู่ในแก้ว จะดึงเอาความร้อนรอบตัว มาใช้ในการละลาย น้ำที่เราใส่ไปในแก้วนั้น จึงมีความเย็นขึ้นมาในทันที ความเย็นนั้น ลามไปถึงตัวแก้วที่บรรจุอยู่ด้วยซ้ำ มันก็เหมือนกับภาวะที่มนุษย์เจอกันอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ ใครบอกว่าโลกร้อน หนาวจะตาย โดยแท้จริงแล้วอุณหภูมิของโลกโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่เรากำลังถูกดึงดูดเอาพลังงานความร้อนไปใช้ในการละลายน้ำแข็ง เหมือนเราเป็นน้ำที่อยู่ใกล้กับน้ำแข็งนั้น และสภาวะรอบน้ำแข็งนั้นไม่ใช่ช่องแข็งเสียแล้ว มันกลายเป็นอุณหภูมิธรรมดา น้ำแข็งจึงกำลังละลาย ผู้ที่สังเกตเฝ้าติดตามอยู่ นักวิทยาศาสตร์บ้าง นักภูมิศาสตร์บ้างจะถ่ายทอดข้อมูลความรู้เหล่านี้ตามข่าวสารต่าง ๆ อยู่เป็นประจำว่า ชั้นน้ำแข็งที่ขั้วโลกมีขนาดบางลง มีหน่วยวัดมาตราเป็นแบบของมนุษย์ อาณาบริเวณขั้วน้ำแข็งของโลกก็หดเข้ามาจากเดิมเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ถ้ามนุษย์มีความรู้ ตรวจดูข่าวสารอยู่เป็นประจำ ก็จะพบได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องที่เกินความเข้าใจของมนุษย์เลย มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วทางกายภาพ เห็นมั้ย มนุษย์ทั้งหลายมันปรากฏขึ้นแล้ว ภายหลังจากที่สัญญาณจากจักรวาลได้เตือนเจ้ามาไม่นานนี้ เมื่อความร้อนกับความเย็นกระทบกัน สิ่งที่ตามมาก็คือ ภาวะภูมิอากาศที่แปรปรวน ความหนาวเย็นที่มาจากขั้วโลกถูกหอบมาด้วยลมที่พัดเข้าสู่ศูนย์กลางเส้นศูนย์สูตร นำพาเอาลมเย็นมาจากทางเหนือ ระลอกแล้วระลอกเล่า เมื่อความเย็นกระทบกับความร้อนที่แถบบริเวณศูนย์สูตร ความรุนแรงของความร้อน และความเย็นที่ตัดกันทำให้เกิดพายุต่างๆ ลมมรสุมธรรมดาก็แปรสภาพกลายเป็นไต้ฝุ่น ลมมรสุมธรรมดาที่พัดเข้าหาฝั่ง ก็กลายสภาพเป็นคลื่นลมที่รุนแรง เกือบจะถึงขั้นสึนามิอยู่บ่อยๆ อย่างที่ประจักษ์แก่มนุษย์แล้ว แค่เพียงลมมรสุมที่เข้ามาธรรมดา ก็ทำลายชายฝั่งขอบหินถนนที่มนุษย์สร้างขั้น เอารถขนาดใหญ่รถบรรทุกสิบล้อวิ่งผ่านยังคงทนอยู่ได้ เจ้าพายุเหล่านี้ มีความสามารถพัดสิ่งที่เจ้าคิดว่าแข็งแรงคงทนแข็งแรงนี้ ให้พังทลายได้ ความรุนแรงของธรรมชาติที่โอบล้อมตัวเราเหล่านี้มาจากอะไร ถ้าเรามองด้วยสายตาของมนุษย์ เห็นได้ชัดทีเดียวว่า มนุษย์นั้นหละตัวทำลาย มนุษย์เป็นผู้ทำให้โลกร้อน นี่พูดแบบอย่างมนุษย์พูดกัน มองเห็นได้ พิสูจน์ได้ จับต้องได้ก็พูดอย่างนี้ อธิบายให้มนุษย์ผู้เขลาฟังอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ไม่มหัศจรรย์เกินไป ให้มนุษย์เตรียมตัวเตรียมอย่างไร มนุษย์จะต้องรู้ว่า เมื่อเหตุมาอย่างนี้แล้ว ผลจะเป็นอย่างไร
    ต่อไปแผ่นทวีปที่เคลื่อนตัวก็ยังเคลื่อนตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ความร้อนภายใต้เปลือกโลก ยังดันขึ้นมาอยู่เสมอ หรือที่สุดของแรงบีบเค้นของเปลือกโลก มันอย่างนี้นะ ข้าไม่ได้สรรหาภาษาขึ้นมาเอง ข้าดึงเอาภาษาของมนุษย์มาใช้ มนุษย์เรียกมันว่า แรงเค้นของเปลือกโลก หมายถึง การชนกันและบีบอัดโดยน้ำหนักที่ทิ้งตัวและถ่วงลงไป เมื่อแรงเค้นบีบอัดจนเต็มที่แล้ว เกิดภาวะทำลาย จากแผ่นใหญ่เบียดอัดแผ่นเล็ก แตกออก หักออก การเหวี่ยงหมุนของโลกผิดปกติเนื่องจากแผ่นทวีปแต่ละแผ่นมิใช่ผืนเล็ก เป็นผืนใหญ่ทีเดียว การเคลื่อนน้ำหนักย้ายมวลจากองศาหนึ่งไปอีกองศาหนึ่ง ทำให้โลกมีแรงเหวี่ยงหมุนที่ผิดปกติไป แม้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้สัณฐานโลกผิดรูปไปจากเดิม การหมุน คือ การทำให้ตัวเองคงสภาพ อยู่ในรูปทรงกลมแป้น การหมุนจึงจัดตัวเอง จัดน้ำหนัก จัดส่วนที่เป็นของเหลว กับส่วนที่เป็นของแข็ง เหมือนกับการที่เราเขย่าอะไรให้เข้าที่โดยการหมุน จะทำให้เกิดความสมดุลขึ้น พื้นโลกบางส่วนที่บอบบางก็จะยุบลงไป พื้นโลกบางส่วนที่แข็งและเบียดกัน ก็จะดันขึ้นมากลายเป็นภูเขา น้ำก็จะท่วม ส่วนของพื้นดินที่ถูกดันเข้าไปสูง ผู้คนรอดตายจากการทำลายของน้ำ แต่ภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงความร้อนใต้พื้นผิวโลกปะทุขึ้นมา ความแห้งแล้งจึงเกิดขึ้น คนรอดตายอยู่บนที่สูงก็จะตายด้วยความอดยาก พืชพรรณธัญญาหารที่ถูกทำลายลง จะเพาะปลูกขึ้นมาอีกได้ยากหนักหนาด้วยความแห้งแล้งของผิวโลก คนที่อยู่ตามชายฝั่งก็จะตายด้วยน้ำที่โถมทับไม่ทันตั้งตัว บางส่วนอยู่บนพื้นแผ่นดินที่ยังทรุดลงไป ก็จะถูกกลืนกินด้วยธรณี มนุษย์ที่เหลืออยู่ ก็คือมนุษย์ที่มีแรงบุญกุศลที่นำพาให้ตัวเอง มีชีวิตอยู่ได้ในโลกยุคใหม่ โลกที่มีแผ่นที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากทีเดียว ประเทศต่าง ๆ จะต้องวาดแผ่นที่กันใหม่ วัดอาณาเขตกันใหม่ เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ มนุษย์เหล่านั้น อาจจะยังเหลือส่วนที่มีกรรมหนัก มีความหนักของจิตตกค้างอยู่ ยังไม่พอ การล้างโลกยังดำเนินการต่อไป ด้วยความผิดปกติของสารเคมีต่างๆ และสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนไป ทำให้สัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไป ตามแรงของสนามแม่เหล็กโลก พฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม สัตว์บางอย่างไม่เคยกินเนื้อ กินเลือด หันมากินเนื้อกินเลือด สัตว์บางชนิดได้รับสารเคมีที่ผิดปกติไป ทำให้เกิดพิษขึ้นในตัว สิ่งที่เห็นร้ายแรงที่มนุษย์จะต้องดำรงชีวิตอยู่กับพวกมันให้อยู่รอดได้ ก็คือ แมลงตัวเล็กๆ ที่เปลี่ยนแปลงเป็นดุร้ายขึ้น ยุงก็จะนำพาเอาเชื้อโรคชนิดหนึ่งมาทำลายล้างมนุษย์ เมื่อกัด จะมีอาการตัวร้อน ร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ คนที่อ่อนแอจะตายภายใน 1 วัน อาการที่ปรากฏก็คือ เป็นไข้สูง ช็อก และหัวใจวายคนที่มีความแข็งแรง จะสามารถทนอยู่ได้ประมาณไม่เกิน 3 วัน

    ส่วนแมลงอีกชนิดหนึ่งที่มีพิษที่ต้องระวังมากๆ ก็คือ ตัวลิ้นทะเล ริ้นดำ หรือที่มนุษย์ทางภาคเหนือเรียกว่า ตัวคุ่น ตัวเล็กกัดแล้วจะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นที่ผิวหนัง ต่อไปก็จะลุกลามเข้าสู่น้ำเหลือง เลือด และเข้าสู่หัวใจได้เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ถูกกัดและมีอาการจนถึงเข้าสู่หัวใจจะใช้เวลา 7 วัน สิ่งที่ข้าเตือนสองอย่างนี้ คือ แมลงตัวนี้ กับยุง อย่าคิดว่าอีกนาน ขอให้รู้ไว้ว่า เวลานี้ ยุงได้เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองแล้ว เพียงแต่พิษยังไม่ร้ายแรงมากนักเท่านั้น แต่มันจะเปลี่ยนแปลงและสร้างตัวเองอย่างรวดเร็วทีเดียว ฉะนั้น เวลานี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ให้ระมัดระวังแมลง 2 ประเภทนี้ไว้ก่อน พิษเริ่มมากขึ้นกว่าปกติแล้ว อันนี้พิสูจน์ได้ เห็นได้ สิ่งที่ควรจะบอกกับมนุษย์ก็คือ ให้มนุษย์รู้ว่าการกระทำใดๆ ก็ตาม เริ่มตั้งแต่ ความคิดไปจนถึงพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น ส่งผลในลักษณะพลังงานที่สะท้อนเชื่อมโยงกันไปทั้งหมด มนุษย์ควรรู้เรื่องกรรมดี เป็นกรรมเบาที่ช่วยปัดเป่าวิบากที่จะเกิดกับโลก อันเนื่องมาจากผลการกระทำของมนุษย์นั้น ให้เบาบางลงได้ และก็เชิญชวนมนุษย์ให้รู้จักสนามพลังแห่งมนุษยชาติ และร่วมกันอย่าได้ช้า สร้างสนามพลังงานที่ดีเพื่อลดวิบากของโลก สามารถบอกกับมนุษย์ได้ว่า วิบากที่เราสร้างขึ้นนั้น กี่ภพ กี่ชาติ เราไม่สามารถเรียบเรียงได้หมด การร่วมกันสวดมนต์นอกจากจะช่วยโลกได้ ยังช่วยตัวเองได้เป็นประการแรกด้วยซ้ำ การสวดมนต์และแผ่เมตตาออกไป จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับผลอันนั้น แล้วอโหสิกรรมให้กับเรา ลด ละ เลิกการจองเวรกับเรา ใครยิ่งมีทุกข์มากยิ่งสวดมาก ยิ่งดีขึ้นเร็ว แล้วก็เป็นผลดีกับโลกไปด้วย อันนี้สามารถเชิญชวนได้แบบนี้ ใครอยากเห็นข้อพิสูจน์ให้เข้าไปดูข้อมูลที่ http://www.universal-signal.com หัวข้อ การสร้างสนามพลังแห่งมนุษยชาติและการแผ่เมตตา และมีข่าววิกฤติการณ์ของโลก ซึ่งจะมีข่าวสารที่นำเสนอขึ้นไปตลอดเวลา การแสดงความคิดเห็นของบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถต่าง ๆ เราจะเอามาร่วมประชุมกันไว้ในเว็บไซต์นี้ โดยพวกเราจงช่วยกันหามาให้คนได้ขึ้นไปดู จะได้เห็นได้รู้ว่าโลกนี้ที่กว้างใหญ่เขารู้อะไรกันบ้างแล้ว มนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยนั้นล้าหลังเพียงใด ตอนนี้ควรจะรับรู้และช่วยกันได้แล้ว นี่แหละวิธีการพูดของข้า..สัญญาณจากจักรวาล สอนเจ้าด้วยพลังแห่งธรรมชาติ... จงตื่นพัฒนาจิตตนและรักษาสมดุลธรรมชาติ... ก่อนที่เจ้าจะเหลือแต่จิตที่ขุ่นมัว
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
     
  16. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>สัญญาณจากจักรวาล <blink>“วิกฤติมหันตภัยล้างโลก"</blink><blink></blink></td> </tr> <tr> <td>

    </td> </tr> <tr> <td> </td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr> <td colspan="3"> <table bgcolor="#ffffff" border="0" bordercolor="#ffffff" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>[​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>[​IMG] [​IMG] [​IMG] </td> </tr> </tbody></table></td> </tr> </tbody></table></td> </tr> <tr> <td width="24%"> </td> <td width="47%"> </td> <td width="29%"> </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50">มนุษย์มีความพยายามอย่างมากในเชิงการปรับธรรมชาติเข้าสู่ตนเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของตน ทั้งในรูปปัจจัยสี่ รวมถึงปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกิดจากกิเลส ตัณหาที่ห่อหุ่มดวงจิตของมนุษย์ ทำให้สภาวะแห่งโลกดำรงอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมอย่างมาก ต่อการล่มสลายของโครงสร้างต่างๆ ของโลกที่วิวัฒน์พัฒนามาเป็นเวลานาน จนอาจถึงขั้นกาลวิบัติของโลก สาเหตุที่แท้จริงล้วนเกิดจากมนุษย์ การหยุดยั้งมหันตภัยครั้งนี้ มนุษย์ทุกผู้ต้องรีบเร่งปรับตนเอง โดยลดละเลิกการแสวงหาในสิ่งที่เกินความจำเป็นรากฐาน แห่งความเป็นมนุษย์ ควรเร่งพัฒนาจิตตน และแสวงหาเพื่อการบริโภคแต่พอดี ให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นไปแห่งโลก</td></tr></tbody></table>
     
  17. คุณ 4

    คุณ 4 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    732
    ค่าพลัง:
    +5,141
     
  18. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>[​IMG] [​IMG] [​IMG]
    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]</td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"> </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50">
    <b>ตั้งแต่วันนี้...จนถึงสองปี กับ<blink> “มหันตภัยของโลก"</blink></b><blink></blink><blink></blink><blink></blink><blink></blink><blink></blink>​
    </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50">
    โดย Dr.G.G.Junior
    http://www.universal-signal.com
    </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"> </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="2%"> </td> <td width="96%"> ความไม่สมดุลของโลกและจักรวาล ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราเร่งอยู่ในขณะนี้ มีสาเหตุจากสิ่งใดกันแน่ เจ้ามนุษย์ทั้งหลาย ในหัวใจของเจ้านั้น คงอยากได้พบคำตอบที่แท้จริงสักที ในสากลจักรวาลได้มีการค้นหาคำตอบนี้ได้แล้ว ตั้งแต่ตัวต้นเหตุเริ่มการทำลายความสมดุลนั่นแหละ หลงเหลือแต่มนุษย์ที่ยังไม่ได้คำตอบนั้น ส่วนในสรรพชีวิตทั้งหลาย หมู่สัตว์น้อยใหญ่ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นใครก็จริงอยู่ แต่ความไม่สมดุลนั้น ได้แสดงในการเสียสมดุลในลักษณะของพลังงาน และสัตว์เหล่านี้ก็รู้ได้แล้วเช่นกัน ถ้ามนุษย์ติดตามสัตว์เล็กๆ บนพื้นโลกนี้ จะพบว่ามันเหล่านั้น กำลังปรับตัวไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ ในที่สุด ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างพลังงานเสีย อย่างต่อเนื่องนี้ มันอยู่ที่ใด สัญญาณจากจักรวาลบอกว่า ดาราจักรทั้งมวลในเอกภพ มีความผิดปกติอยู่เพียงในดาราจักรทางช้างเผือกแห่งนี้เท่านั้น สายพลังงานเสียบอกเส้นทางแก่เราว่า มีการเชื่อมโยงกับสุริยะจักรวาล สนามแม่เหล็กโลกมีความสั่นไหวแกว่งไกวกลับไปกลับมาอย่างรุนแรง นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าความไม่สมดุลมาจากจักรวาลนี้ ในจักรวาลที่เรียกว่า สุริยะจักรวาล มีเพียงดาวดวงที่สาม เรียกว่า โลก เป็นจุดเกิดพลังงานเสียอย่างรุนแรง และโลกกำลังปรับตัวอย่างสุดเหวี่ยง ณ ตรงนี้ มีวัตถุธาตุ สรรพชีวิต (สัตว์กับพืช) ที่ปรับตัวเองไปตามธรรมชาติของดวงดาว เหลือเพียงแต่มนุษย์เท่านั้น ที่ปรับธรรมชาติเข้าหาตนเอง หมายถึง มนุษย์เป็นผู้ทำลายสมดุลแห่งโลกนั่นเอง โลกนั้นแบกรับภาระมนุษย์อย่างหนักหน่วงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่มนุษย์นั้น คิดแต่เร่งการทำลายไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ คำตอบชัดเจนหรือยัง? ว่า เจ้าทั้งหลายเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้ทุกส่วน ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าเดือดร้อนไปทั่วดาราจักร ไม่เว้นแม้ตัวเจ้า และญาติพวกพ้องของเจ้า เช่นนี้แล้วเจ้ายังไม่สำนึกในความผิดอันใหญ่หลวงนี้อีกหรือ? มีมนุษย์เพียง 20% ที่สร้างพลังงานดี มนุษย์อีก 20% สร้างพลังงานดีกับเสียเท่าๆ กัน ที่เหลืออีก 60% สุดท้ายสร้างพลังงานเสียเพียงอย่างเดียว เพียงเท่านี้ ก็เป็นเหตุผลเพียงพอ ที่โลกจะเหวี่ยงเอามนุษย์ที่มีจิตอันมืดบอดและสกปรกทั้งหลาย ให้คืนร่างอันไร้วิญญาณ กลับสู่ธรรมชาติโดยฉับพลับอย่างไม่มีความผิด ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น เพื่อพิพากษามวลมนุษย์ ในทุกมุมของโลก ในท้ายที่สุด แล้วมนุษย์ก็เป็นผู้พิพากษาตนเอง ในระยะเวลาอันใกล้ ถ้ามนุษย์ยังไม่เปลี่ยนแปลง ไปสร้างพลังงานดีแล้ว ธรรมชาติจะส่งให้มนุษย์ มีอารมณ์ที่รุนแรง ขาดสติ มองเห็นมนุษย์ด้วยกัน เป็นศัตรูที่อยู่ร่วมกันไม่ได้อีกแล้ว จึงจ้องทำลายล้างเผ่าพันธุ์กันไปทั่วโลก ภายในช่วงเวลาไม่เกินอีก 2 ปี หรืออาจจะเป็นพรุ่งนี้ก็คาดการณ์ได้ยากมาก ด้วยจิตมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง เพียงชั่วอึดใจก็เปลี่ยนแปลงเสียแล้ว มนุษย์ในซีกโลกตะวันตก จะนำวัตถุที่มีอำนาจทำลายล้างสูง ทิ้งลงเข้าหาวัตถุจำพวกเดียวกัน เกิดเป็นหมอกควันพวยพุ่งคล้ายดอกเห็ด ปกคลุมท้องฟ้ามืดมัวทั่วทะเลทราย และโลกใบนี้ มนุษย์ที่อยู่ดินแดนศูนย์กลาง จะเดือดร้อนหากายหยาบอยู่ไม่ได ้เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน รังสี หมอกควันพิษ ฝุ่นมหาภัยลอยฟุ้งปลิวไปนับเป็นพันกิโลเมตร มนุษย์ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็ต้องร้องขอชีวิต และการรักษา ด้วยความทุกข์ทรมาน และมีการขาดหายการขยายเผ่าพันธุ์ ด้วยรังสีนั้นทำลายธาตุทั้งสี่ไปหมดสิ้นแล้วซึ่งความสมดุล มนุษย์เกิดมาใหม่ ถึงกาลแห่งการเปลี่ยนแปลงเผ่าพันธุ์แห่งตนเป็นชนชั้นคนพิการที่ยิ่งใหญ่ เพราะผู้ที่สมบูรณ์ครบ 32 ส่วนที่เรียกกันนั้น จะเป็นชนกลุ่มน้อยในพริบตา เท่านี้ยังไม่ครบถ้วนเลย ที่ว่า 12 ปีของการเกิดมหันตภัยของโลกที่นิ่มนวลที่สุดแล้ว จะย้ายเวลามาพบกับพวกเจ้าพร้อมๆ กับปรมาณูมหาภัยที่มนุษย์ใช้ย้ายเวลาให้เกิดรวดเร็วขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว จะเหลือมนุษย์หรือไม่ จำนวนสักเท่าใดที่จะสามารถนำชีวิตตน และเผ่าพันธุ์เข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ได้ หรือต้องเริ่มจากยุคน้ำแข็งใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน (มนุษย์รู้ได้เพียงครั้งเดียว) ขณะนี้มนุษย์ผิวขาวได้เตรียมกล่องกลมบ้าง เป็นเหลี่ยมบ้าง มันเรียกกันว่า ที่หลบภัยจากรังสี แต่ที่เห็นในซีกโลกตะวันออกนั้นยังใช้ไม่ได้เลย จงเร่งสร้างสนามพลังแห่งมนุษยชาติ และช่วยกันหยุดสงครามโลกครั้งที่ 3 นี้โดยเร็ว ดีกว่าแน่! เพราะเจ้าทั้งหลายสร้างกล่องไม่ทันแน่ และอย่าลืมนะว่าผู้ใดก่อสงครามครั้งนี้ เจ้าและเผ่าพันธุ์ของเจ้าต้องใช้หนี้กรรมไม่รู้จักจบสิ้นอย่างแน่นอน ข้าคือสัญญาธาตุรู้ที่อยู่คู่กับทุกอณูในสรรพสิ่ง
    </td> <td width="2%"> </td> </tr> <tr> <td> </td> <td> </td> <td> </td> </tr> <tr> <td> </td> <td>[​IMG]</td> <td> </td> </tr> <tr> <td> </td> <td>
    แผนที่แสดงประเทศที่มีโอกาสทำให้เกิดสงคราม​
    </td> <td> </td> </tr> <tr> <td> </td> <td> </td> <td> </td> </tr> <tr> <td> </td> <td>
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td valign="bottom" width="9%">
    </td> <td valign="bottom" width="55%">
    [​IMG]
    </td> <td width="25%">
    [​IMG]
    </td> <td width="11%"> </td> </tr> <tr> <td>
    </td> <td>
    ระเบิดปรมาณุที่ใช้ทำลายเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ​
    </td> <td>
    การระเบิดของระเบิดปรมาณู ที่ทิ้งลงที่เมืองนางาซากิ​
    </td> <td> </td> </tr> <tr> <td colspan="4">
    </td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td>
    ความเสียหายที่เกิดจากระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา​
    </td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td colspan="2">

    </td> </tr> <tr> <td width="50%">
    [​IMG]
    </td> <td width="50%">
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td>
    ผู้คนที่ล้มตาย​
    </td> <td>
    ซากกระดูกที่ถูกเก็บมารวมกัน​
    </td> </tr> </tbody></table>
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="50%">
    [​IMG]
    </td> <td width="50%">
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td>
    เด็กที่รอดตายซึ่งได้รับผลจากความร้อน และกัมมันตรังสี​
    </td> <td>
    ผู้ที่รอดตายได้รับความทุกข์ ทรมานอย่างแสนสาหัส​
    </td> </tr> <tr> <td> </td> <td> </td> </tr> </tbody></table> ​
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td>
    เด็กที่เกิดในรุ่นถัดมา เกิดพิการจากผลของรังสีทำให้พันธุกรรมเปลี่ยนแปลง​
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
     
  19. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>มหันตภัยของโลกเริ่มต้นแล้ว


    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>[​IMG] [​IMG] [​IMG]
    [​IMG] [​IMG] [​IMG] [​IMG]
    [​IMG] [​IMG] [​IMG]</td> </tr> </tbody></table></td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50">
    โดย Dr.G.G.Junior
    http://www.universal-signal.com
    </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"> </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="2%"> </td> <td class="style50 style50" width="96%">ข้าคือสัญญาธาตุรู้ที่อยู่คู่กับทุกอณูในสรรพสิ่ง ในบรรดาสรรพชีวิตทั้งหมดบนโลกใบนี้ กำลังเผชิญกับความเลวร้ายของมหันตภัยที่มีสาเหตุจากความไม่สมดุลของธรรมชาติ ซึ่งความไม่สมดุลของโลกนั้น มาจากการกระทำของมนุษย์เกือบทั้งหมด เนื่องจากมนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐชนิดเดียว ที่ปรับธรรมชาติเข้าหาตัวเอง หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ว่ามนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่สุดที่ทำลายธรรมชาติให้เสียสมดุลไป ขณะนี้มนุษย์มีความ โหดร้าย รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังงานเสีย ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ทั้งในด้านวัตถุนิยม และความรู้สึกนึกคิดที่เบียดเบียน จ้องทำร้าย ซึ่งกันและกัน รวมทั้งทำลายสรรพชีวิตอื่นๆ อยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่มีความเมตตา ไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่สมดุล ทำให้เกิดพลังงานฝ่ายเลว กระทบทำลายการสอด ประสานที่สมดุลของสนามแม่เหล็กโลก โดยที่มนุษย์ทุกคนไม่รู้ตัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่า มนุษย์ยังดำเนินการสร้างความเลวร้ายมากขึ้นๆ ยิ่งทำลายความสมดุลได้มากเท่าใด ก็บอกตนเองว่า ได้พัฒนาโลกนี้ให้เจริญขึ้นมากเท่านั้น ณ เวลานี้วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เกิดเส้นแรงสนามแม่เหล็กขาดสะบัดมากมาย จนโลกเกือบทนไม่ไหว ระดับ ความรุนแรงกำลังเข้าสู้ระยะวิกฤติเต็มทนแล้ว สัญญาธาตุรู้ที่อยู่คู่กับทุกอณูในสรรพสิ่ง บอกข้าว่า ก่อนมหันตภัยอีก ๑๒ ปีข้างหน้ามันไม่ใช่จุดเริ่มต้นเสียแล้ว แต่มันเริ่มต้น จากวันนี้ และเดี๋ยวนี้เลย ความรุนแรงจะเพิ่มมากยิ่งขึ้นจนวิบัติได้ อย่างที่มนุษย์ เห็นด้วยตาเปล่าได้ราวในเดือนกรกฎาคม และจะรุนแรงมากที่สุด ระหว่างตั้งแต่เดือน กันยายน-ตุลาคมเป็นต้นไป และจะเบาบางลงในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ มนุษย์ทั้งหลาย ต้องล้มตาย และอดอยากมากมาย ถ้าความสมดุลเป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
    ประเทศไทยจะมีน้ำท่วมในที่ลุ่มมาก เกิดทั้งแผ่นดินแยก แผ่นดินยุบ ภูเขาทลายลง ความร้อนปะทุจากใต้พื้นดิน ถนนสิ่งก่อสร้างจะพังทลายลงให้เห็น หรืออาจจะไม่มีโอกาส ได้เห็น เนื่องจากมนุษย์จะต้องเสียชีวิตเป็นกลุ่มๆ ตามแรงกรรมที่เป็นวิบากของตน ข้าขอเตือนไว้ ถ้ายังไม่รีบลดความเลวร้ายของตนตั้งแต่วันนี้ โลกย่อมดูดกลืนกินพวก เจ้ามนุษย์บาปหนัก (วิบากมาก) ก่อน แล้วไล่เรียงไปจนหมด หรือเกือบหมดโลกนี้ทีเดียว พร้อมกับวาระสุดท้ายที่โลกจะอยู่ในสถานะวิกฤติที่ว่างเปล่า หลังจากการเกิดสภาวะ ยุคน้ำแข็ง หรือความร้อนสูงจนน้ำท่วมโลก มนุษย์จะพบกับความร้อนใต้พิภพที่พอจะทำให้ เลือดในตัวมนุษย์เดือด ก็เป็นได้อย่างง่ายดาย มนุษย์อย่าได้คิดแคบๆ คิดแต่เรื่อง ความอยากของตนเองเท่านั้น อย่าเห็นแก่ตัว จนไม่สามารถพบกับความจริงที่เป็น ข้อเท็จจริงได้เลย การคิดแต่เรื่องของตน ทำให้เกิดความไม่สมดุลของธรรมชาติที่เลวร้าย ใหญ่หลวงนัก เป็นที่น่าเสียดายที่มนุษย์มีสมองอันประเสริฐ แต่กลับนำเอาสมอง อันแสน ประเสริฐนั้น มาใช้ทำลายกันเองอย่างเมามัน และยังทำลายสัตว์สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด ให้ย่อยยับตามลงไปด้วย ข้าไม่เชื่อและเห็นจริงกับสัตว์ประเสริฐชนิดนี้ว่า เป็นผู้ที่ทำให้ โลกใบนี้เจริญขึ้นศิวิไลซ์ขึ้น เห็นแต่ความหายนะที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยการกระทำ ของสัตว์ชนิดนี้ต่างหาก มากไปกว่านั้น ข้าก็ไม่เชื่อว่า สัตว์ประเสริฐที่เรียกกันว่ามนุษย์ จะดีกว่าสัตว์สรรพชีวิตทั่วไป เพราะเห็นว่า มนุษย์นี่เองที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ธรรมชาติ สร้างขึ้น ให้วิบัติไปภายในระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าที่คาดคิดเอาไว้ มนุษย์บาปทั้งหมดทุกคน จนเตรียมตัวรับกรรมที่พวกเจ้าก่อขึ้น ได้ตั้งแต่บัดนี้ อย่างสยดสยองเป็นแน่ มนุษย์อีก ส่วนหนึ่ง กำลังปฏิบัติสวดภาวนาทำจิตตนให้กว้างขึ้นๆ เพื่อส่งกระแสเมตตาต้านแรงกรรม หรือวิบากของโลกอย่างแข็งขัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่คิดแต่เรื่องของตน ลดความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ข้าเห็นแล้วก็ต้องขออนุโมทนาในกรรมดี และขอ อวยพรให้มนุษย์พวกนี้ เป็นมนุษย์ที่หลงเหลือ เพื่อการเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ อันศิวิไลซ์ โดยแท้จริง หลังจากมหันตภัยล้างโลกในครั้งนี้ผ่านพ้นไป มนุษย์เหล่านี้ จะพบความสะอาด ของโลกอีกครั้ง โดยไม่มีมนุษย์ที่แปดเปื้อนกรรมหนักจิตมัว อย่างทุกวันนี้ให้เห็น และจงนำพามนุษย์น้อยๆ ทั้งหลายที่เกิดใหม่ให้มีสภาวะจิตเมตตาต่อมนุษย์ด้วยกัน ต่อสรรพชีวิต และต่อมวลสารทั้งหลายของโลกนี้ สร้างความสมดุลในตัวมนุษย์ ทั้งร่างกาย และจิต
    สัญญาธาตุรู้ที่อยู่คู่กับทุกอณูในสรรพสิ่งยังบอกข้าอีกว่า เมื่อโลกนี้เสียสมดุล จนกระทั่ง เกิดภัยพิบัติขึ้น รุนแรงมากขึ้นๆ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นมหันตภัยล้างโลกได้แน่นอน ทีเดียว ผลความเลวร้ายนี้ยังส่งกระทบไปทั่วทั้งจักรวาล ไปทั่วดาราจักรทางช้างเผือก และขยายกว้างออกจนถึงเอกภพทีเดียว พวกเจ้านึกดูเอาเองก็แล้วกันว่า ความผิดของ พวกเจ้านั้น มันมโหฬารอย่างยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับความสุขแบบมนุษย์ ที่พวกเจ้าเสพทรัพย์ ยศ สรรเสริญ เสพอารมณ์แห่งตัณหาเพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของเจ้า ก็จมดินไปในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี กับความเป็นไปของโลกที่นานจนเจ้านึกไม่ถึง และไม่สามารถหยั่งรู้ได้ ต้องจบลงด้วยน้ำมือของพวกเจ้าอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ แม้จะมีศาสนามากมายยังฉุดรั้งจิตมนุษย์ไม่อยู่เลย
    ข้ามีความหวังอยู่กับมนุษย์ไม่กี่คนที่เหลืออยู่กับภาระอันหนักหน่วงนี้ มนุษย์ที่มีดวงจิต เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา กับการรักษาสมดุลแห่งธรรมชาติของโลกนี้ ความหวังที่ว่ามันริบหรี่ เต็มทนแล้วเช่นกัน มนุษย์จงตื่นเถิด มนุษย์จงตื่นเถิด มนุษย์จงตื่นเถิด มนุษย์จงตื่นจาก การหลับใหลมาพบกับความจริงข้อเท็จจริงของธรรมชาติ หลุดพ้นจากอัตตา และห่างไกล พ้นจากมายาทั้งปวง มนุษย์จงตื่นจากการหลับใหล มาพบกับความยิ่งใหญ่ ของตนเถิด คือ ดวงจิตอันประภัสสร มนุษย์ใดที่กระทำการด้วยดวงจิตที่ศรัทธาเต็มดวงจิต ต่อสมดุล ต่อธรรมชาติแล้ว จะพบกับความยิ่งใหญ่อันมนุษย์ทั่วไปไม่มีเสมอเหมือน อย่าอยู่อย่าง คนใจแคบ อย่ามีจิตยึดติดอยู่กับอัตตาของตนเพียงเท่านั้น อย่าคิดแต่เรื่องของตนว่า ชอบ หรือไม่ชอบ พึงใจหรือไม่พึงใจ โดยไม่สำเหนียกถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่มีต่อสรรพชีวิต และสมดุลของโลก จักรวาล ดาราจักร และเอกภพ จงมีจิตที่กว้างขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จงมีจิตที่กว้างขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จงมีจิตที่กว้างขึ้นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์จงตื่น จากการหลับใหล มาพบกับความเป็นไปของสถานการณ์ที่เป็นจริงไปตามข้าเถิด จงใจกว้าง ส่งสาระนี้ขยายให้ทั่วโลกเถิด จงเมตตาต่อตนเอง และสรรพชีวิตทั้งปวงๆ
    กุญแจไขปริศนาแห่งมหันตภัยของโลกในตอนนี้ และตลอดไป คือ จงตื่นขึ้นจากความหลง มัวเมาทั้งปวง ตั้งสติศรัทธามั่นในการรักษาสมดุลของโลก จนร่วมกันสวดภาวนา ประพฤติตน ลดอัตตาของตนให้พ้นจากความอยากทั้งหลาย เพื่อการพบกับความเป็น หนึ่งเดียวของจิตมนุษย์ทั้งปวง จงเป็นผู้ที่ร่วมกันช่วยกันสร้างพลังงานสมดุลค้ำจุนโลก ด้วยชีวิตจิตใจของเจ้าที่เต็มเปี่ยมด้วยการมีเมตตา มีการให้อภัย มี โพธิจิต อย่างมีสติ พร้อมที่จะนำไปใช้ในการการปฏิบัติ และการดำเนินชีวิตแห่งอนาคตร่วมกัน พร้อมทั้ง ขยายความเมตตาสู่สรรพชีวิตทั่งปวง และโลกใบนี้ ให้เกิดความสมดุลโดยรวดเร็ว อย่างเร่งรีบ ให้ทันเวลา ให้ทันเวลา ให้ทันเวลา ไม่มีพื้นที่บนโลกนี้ให้เจ้าอยู่ แล้วเจ้า จะอยู่กัน ณ ที่ใด จากการสำรวจของข้า ไม่มีที่ใดเลยที่เหมาะกับมนุษย์ เหมือนดาวดวงนี้ หรอก ปัจจุบันนี้ข้าเห็นแต่ความโลภที่กระตุ้นให้มนุษย์สร้างยานอวกาศ เพียงเพื่อจัดสรร พื้นพิภพบนดวงจันทร์อย่างเห็นแก่ตัว หรือก็อยากได้ทองคำ และธาตุพลังงานกัมมันตรังสี ของดาวอังคาร หรือเพื่อท่องเที่ยวอวกาศเพียงเท่านั้น มนุษย์ที่มีอำนาจมาก หรือมีทรัพย์ มาก ก็ยิ่งเห็นแก่ตัว และลึกลับซ้อนเร้นซับซ้อนมากที่สุดเช่นกัน ข้อมูลข่าวสารนี้ ไม่ใช่ การทำนายเพื่อให้มันเกิดขึ้น แต่เป็นข้อมูลเพื่อให้มนุษย์เตรียมตัวรับมือ กับความเป็นจริง บนข้อเท็จจริงแห่งธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวไว้ข้างบนจะเกิดขึ้นตามนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการกระทำการเคลื่อนไหวของมนุษย์ทุกคนร่วมกัน หรือกล่าวได้ว่า เป็นความสมดุลของตาชั่งแห่งธรรมชาติ ที่ชั่งวัดน้ำหนักระหว่างกรรมดีกับวิบากชั่ว ที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง
    สัญญาณการเตือนมหันตภัยของโลก เหตุร้ายมหันตภัย จะมีความรุนแรงขึ้นมากในเดือน กรกฎาคมปีนี้ (๒๕๕๐) ถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า (๒๕๕๑) จะรุนแรงมากที่สุด ในเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมปีนี้ โดยทั่วไปมนุษย์ไม่สามารถรับการเปลี่ยนแปลง หรือสัญญาณของเหตุร้ายได้ เนื่องจากปรับสภาพแวดล้อมเข้าหาตัวเองตลอดเวลา จนกระทั่งสัญชาตญาณการรับรู้หายไป แต่สัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ป่ายังสามารถ รับคลื่นบอก ภัยทางธรรมชาติได้ดี จะเห็นว่าขณะนี้สัตว์ทั้งหลายมีพฤติกรรมแปลกๆ ก็เพราะมัน ต้องการมีชีวิตรอดพ้นจากภัยธรรมชาติทั้งหลายนั่นเอง และเมื่อถึงเวลาเกิดมหันตภัยในครั้งต่อไปนี้ จะมีสัญญาณบอกเหตุร้ายของมหันตภัย ขณะก่อตัวขึ้น : เริ่มต้นด้วยการที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง มาทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ แล้วเกิดพายุฝนกระหน่ำ ๓ วัน ๗ วันมาในทิศเดียวกัน จากนั้นจะเกิดเสียงดังสนั่นคำรามจากใต้พิภพ (มนุษย์นึกว่าฟ้าร้อง) พร้อมมีความร้อนใต้พิภพผุดขึ้นมานาน ๓ วัน แล้วเกิดแผ่นดินไหว รุนแรงไปทั่วโลก แผ่นดินสะบัดเหมือนแผ่นผ้าปลิวลม พื้นดินที่ราบลุ่ม สั่นเป็นระลอกคลื่น ผืนดินแยกออก ยุบตัวลง ภูเขาถล่ม ตึกสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย และเขื่อนพังทลาย น้ำท่วม ท่อก๊าซระเบิด พายุฝนตกหนักต่อเนื่อง เพิ่มความรุนแรงของน้ำท่วมที่เผชิญอยู่อย่างรุนแรงมากขึ้น เกิดความอดอยาก ของผู้คนไปทั่วโลกหลังจากมหันตภัยจบลง และในอีกไม่นานนัก ก็จะเกิดเช่นนี้อีกหลายครั้ง จนกว่าโลกปรับตัวสมดุลเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ต่อไป ตั้งแต่เวลานี้ขอให้มนุษย์ทั้งหลาย ร่วมกันสร้างสนามพลังงานแห่งธรรมชาติที่เข้มแข็ง มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดการเกิดมหันตภัยที่จะมาถึง หรือก็ให้มันไม่สามารถ เกิดขึ้นได้เลย ในระยะเวลาดังกล่าว จะถือได้ว่าเป็นชัยชนะแห่งมวลมนุษยชาติ ในยุคปัจจุบัน</td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
     
  20. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    144
    ค่าพลัง:
    +147,456
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr><td>สัญญาณการเตือนมหันตภัยของโลก<table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td> </td> </tr> </tbody></table></td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"><tbody><tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50">
    โดย Dr.G.G.Junior
    http://www.universal-signal.com
    </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"> </td> </tr> <tr valign="top"> <td colspan="3" class="style50"><table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="2%">

    </td> <td class="style50 style50" width="96%">สัญญาธาตุรู้ที่อยู่คู่กับทุกอณูในสรรพสิ่งบอกข้าว่า มีการเปลี่ยนแปลง และมีการเตรียมตัวของสรรพชีวิตมากมาย รวมทั้งมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการเตือนภัยจากมหันตภัย ที่มันมาถึงโลกและจักรวาลของเราแล้ว บางส่วนที่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ ซึ่งมีทั้งการถ่ายทอดความรู้สู่บุคคลรอบข้าง หรือส่งสารสู่สาธารณะทั่วไปก็มี แต่ก็ยังน้อยเกินไป และยังไม่ทราบถึงวิธีการของมนุษย์ที่ช่วยในการลดความรุนแรง หรือจนสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ให้มหันตภัยนั้นไม่เกิดขึ้นได้ การแผ่เมตตา และการปฏิบัติต่อโลก เพื่อให้เกิดความสมดุลโดยด่วนที่สุดนั้นสำคัญมากที่สุด ได้กล่าวไว้ในเว็บไซต์ www.universal-signal.com แล้ว และจงพิจารณาการเตือนภัยทั้งหลาย ให้เป็นข้อการปฏิบัติในการสร้างสมดุลของธรรมชาติ คือ การสร้างสนามพลังงานแห่งธรรมชาติร่วมกันทั้งโลกไม่เลือกชาติ ไม่เลือกศาสนา ไม่เลือกไม่ถือวรรณะ ไม่ถือเป็นของเราหรือของเขา จงเลือกแต่ทุกชีวิตเป็นหนึ่งเดียวร่วมกัน โดยไม่มีความแตกต่างใดๆ ทุกๆ สรรพชีวิตเหมือนกัน คือ ได้รับผลจากความไม่สมดุลของธรรมชาติถ้วนหน้ากัน มหันตภัยไม่เลือกตามหน้าตามนุษย์และสรรพชีวิต แต่ความโหดร้ายของมันนั้น เป็นไปตามกรรมเวรของแต่ละบุคคลแต่ละชีวิต จนถึงเวลานี้ กรรมเวรของมนุษย์ รวมกันได้ผลออกมาเป็นมหันตภัยล้างโลกเลยทีเดียว สรุปมนุษย์ทุกคนคือ ต้นตอของสาเหตุในการทำลายล้างโลกในครั้งนี้ ที่ร้ายกว่านั้น สรรพชีวิตอื่นที่บริสุทธิ์ ยังต้องรับผลนั้นไปด้วย จงตระหนักถึง ผลแห่งการทำลายล้างโลก จักรวาล ดาราจักร และเอกภพแห่งนี้เป็นสำคัญ อย่างน้อยที่สุด จงเหลือพื้นที่บนดาวดวงนี้ให้ลูกหลาน เด็กเล็กๆ ทั้งหลาย ที่บริสุทธิ์ให้สามารถต่อมีลมหายใจของตน เพื่อการเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ต่อไปด้วยเถิด
    ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ข้าได้สัญญาณมาส่งถึงมนุษย์ทั้งหลายให้ตื่น และจงตื่นขึ้นมาสร้างสมดุลแห่งสนามพลังงานแห่งธรรมชาติ ที่เรียกกันว่า Natural Morphic Field โดยการคิดเห็นจริงจากการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน เป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้
    ๑. เส้นแรงสนามแม่เหล็กของโลกขาดและมีการสะบัดของเส้นแรงตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวแผ่นดินยุบ มีพายุที่รุนแรงขึ้น เกิดขึ้นในพื้นที่เดิม และพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เกิดคลื่นยักษ์ถล่มมนุษย์ที่มีกรรมหนักให้ร่างจมลง จบชีวิตก่อนกำหนด
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="38%">
    [​IMG]
    </td> <td width="31%">
    [​IMG]
    </td> <td width="31%">
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td>
    การกลับของขั้วแม่เหล็กโลก​
    </td> <td>
    ความเสียหายจากแผ่นดินไหว​
    </td> <td>
    แผ่นดินทรุด​
    </td> </tr> </tbody></table> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td>
    พายุที่เกิดอย่างรุนแรง​
    </td> <td>
    คลื่นลมที่รุนแรงในทะเล​
    </td> <td>
    ซึนามิ​
    </td> </tr> </tbody></table>

    ๒. มนุษย์พบเห็นว่าดาวศุกร์มีความสว่างมากขึ้น เสมือนดวงดาวนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากโลกปรับตำแน่งของตนคือแกนขั้วของโลกเปลี่ยนแปลงองศาไปนั่นเอง เพื่อให้ตนนั้นสมดุลให้มากที่สุด
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    </td> </tr> <tr> <td>
    ตำแหน่งขั้วโลกที่แกว่ง​
    </td> <td>
    ดาวศุกร์ที่สุกสว่างกว่าเดิม​
    </td> <td>
    ิ​
    </td> </tr> </tbody></table>

    ๓. มนุษย์จะสามารถพบเห็นค้นพบดวงดาวมากขึ้นในขณะนี้ และพบดาวดวงเล็กๆ มากมาย จากการทำมุมของโลกกับดวงอาทิตย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง เป็นสัญญาณบอกถึงการเปลี่ยนตำแหน่ง และการหมุนรอบดวงอาทิตย์ และการหมุนรอบตัวเองของโลกใบนี้ที่เปลี่ยนไป มีผลต่อปฏิทินของโลกที่มนุษย์ใช้อยู่ ขาดความเที่ยงตรง ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมาโลกค่อยๆ หมุนรอบดวงอาทิตย์ จนปีปัจจุบัน ๒๕๕๐ การหมุนครบรอบ ๑ ครั้ง เป็นเวลาตามปฏิทินมนุษย์จำนวน ๓๕๔ วันเท่านั้น
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    </td> <td>
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td height="16">
    การหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก​
    </td> <td>
    </td> <td>
    UFO​
    </td> </tr> </tbody></table>

    ๔. การพบเห็นมนุษย์ต่างดาวน้อยลงกว่าเดิม ด้วยมนุษย์ต่างดาวสำรวจโลกใบนี้ประมาณ ๓๐๐ ปีที่แล้ว และพบว่าโลกนี้กำลังพบกับมหันตภัยล้างโลก จึงเดินทางกลับไป เป็นส่วนใหญ่ หลงเหลือแต่ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางกลับได้ ด้วยยานสำหรับการเดินทางเสื่อมสภาพลง


    ๕. โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจากความร้อนบนพื้นผิว เนื่องจากความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่มีสาเหตุจากโลกมีป่าไม้ลดลงมาก มีก๊าซบางชนิดทำลายชั้นบรรยากาศ
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="28%">
    [​IMG]
    </td> <td width="40%">
    [​IMG]
    </td> <td width="32%">
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td height="16">
    ความร้อนจากแสงอาทิตย์​
    </td> <td>
    การตัดไม้ทำลายป่า​
    </td> <td>
    น้ำแข็งขั้วโลกละลาย​
    </td> </tr> </tbody></table>

    ๖. โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจากความร้อนใต้พื้นพิภพ เนื่องด้วยน้ำมันดิบ ที่หล่ออยู่ใต้ผิวโลก มีหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนระหว่างชั้นใต้ผิว จนถึงแกนโลกกับพื้นที่ผิวโลก เมื่อน้ำมันใกล้หมดลง หมายถึงความร้อนจากใต้พิภพ ก็ผุดขึ้นมาแล้ว มีพลังงานความร้อนประทุขึ้นมา มากกว่าที่ได้รับจากความร้อน จากบนผิวเปลือกโลกมากมายนัก ทุกคนใช้น้ำมัน ดังนั้นทุกคนทำให้ความร้อนผุดขึ้นมา ร่วมกัน อีกสาเหตุหนึ่งการใช้เครื่องจักรหนัก การระเบิดหิน การขุดเจาะพื้นหินแข็ง มีผลให้เกิดรอยรั่วรอยร้าวของแผ่นหินกันความร้อนภายใต้พิภพ ความร้อนผุดขึ้น จากใต้พิภพอย่างมากมายเช่นกัน สุดท้ายแสดงด้วยหิมะบนที่สูงและภูเขาน้ำแข็งละลาย
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    [​IMG]
    </td> <td>
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td height="16">
    ความร้อนใต้ภิภพ​
    </td> <td>
    น้ำมันเป็นฉนวนกั้นความร้อน​
    </td> <td>
    การชุดน้ำมันขึ้นมาใช้​
    </td> </tr> </tbody></table>

    ๗. สัตว์ใต้ผิวโลกและบนผิวโลกเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม


    ๗.๑ สัตว์ใต้ทะเลลึกหนีความร้อนขึ้นมาอาศัยบริเวณน้ำตื่นหรือชายฝั่ง เช่น ปลาโบราณ ปลาหมึกขนาดใหญ่ ปูน้ำลึก การเข้ามาเกยตื้นของสัตว์น้ำหลายชนิด เป็นต้น ​


    ๗.๒ สัตว์ที่อยู่ใต้พื้นดินทำรังหรือขุดรูที่ตื่นขึ้นและบางชนิด เริ่มอาศัยอยู่บนผิวดิน หรือโพรงไม้ เช่น ตุ่น งูบางชนิด และยังมีพิษมากขึ้นด้วย เป็นต้น


    ๗.๓ สัตว์พาหะนำโรคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อรับเชื้อโรคที่รุนแรงมากขึ้น ยุงบางชนิดบินได้สูงขึ้น รับเชื้อไวรัสที่กำลังปรับตัวให้สามารถทำลายมนุษย์ทั้งโลก ได้อย่างเฉียบพลันในอนาคตอันใกล้นี้ หนูมีขนที่เริ่มตั้งขึ้นวิ่งเร็วขึ้น มีอาการตกใจมากขึ้น เพื่อรอรับเชื้อกาฬโรคสายพันธุ์ใหม่เช่นกัน ริ้นทะเลและตัวคุ่น (ภาษาภาคเหนือ) คือ แมลงวันดูดเลือดเพิ่มขีดความสามารถในการขยายพันธุ์ และกำลังปรับตัวให้อาศัยอยู่ได ้ในพื้นที่กว้างขึ้น สัตว์ทั้งหมดบนโลกนี้ก็กำลังปรับตัวเพื่อการมีชีวิตรอดเช่นกัน โดยสัตว์มีความสามารถที่จะรับรู้ข่าวสาร จากสัญญาณธาตุรู้ของจักรวาลได้โดยตรง ไม่ต้องแปลออกมาเหมือนที่ให้มนุษย์อย่างนี้
    <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" width="100%"> <tbody><tr> <td width="35%">
    [​IMG]
    </td> <td width="32%">
    [​IMG]
    </td> <td width="33%">
    [​IMG]
    </td> </tr> <tr> <td height="16">
    ยุงที่มีเชื้อรุนแรงมากขึ้น​
    </td> <td>
    ตัวคุ่น​
    </td> <td>
    ปลาซีลาแคนท์ที่ชาวประมงจับได้​
    </td> </tr> </tbody></table>

    ๘. มนุษย์มีอารมณ์รุนแรงขึ้นทุกคนทั่วโลก มีการตายด้วยวิธีแปลกๆ และเป็นกลุ่มใหญ่เป็นหมู่คณะทั้งกระทำเองและธรรมชาติลงโทษ มนุษย์มีวิธีเอาเปรียบกัน เบียดเบียนกันที่รุนแรงและใช้ศาสนาเป็นอาวุธในการทำสงครามไปทั่วโลกแล้วขณะนี้ สุดท้ายมนุษย์ทำร้ายตนเองจนสิ้นโลกไปด้วยสภาวะยุคน้ำแข็ง หรือไม่ก็ความร้อนใต้ผิวโลกร้อนจนพืชสัตว์ตายไปจนหมดและมนุษย์กินกันเอง จนสิ้นทุกตัวตนด้วยโรคร้ายเป็นวาระสุดท้ายของยุคนี้อีกเพียง ๑๐-๑๑ ปีเท่านั้น


    ๙. มนุษย์มีความต้องการเสพในวัตถุที่ตนมองเห็น หรือสัมผัสได้มากขึ้นๆ โดยไม่สนใจ ความเที่ยงธรรม และความสมดุลบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แต่ในขณะเดียวกัน มนุษย์มีความเข้าใจพลังงานแห่งธรรมชาติน้อยลงๆ เช่นกัน เป็นสาเหตุจากการปรับ สภาพแวดล้อมเข้าหาตนอย่างเดียว จนสัญชาตญาณของตนพิการใช้งานไม่ได้ สุดท้ายมองสิ่งที่มีชีวิตอื่นในแง่ร้าย และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเท่านั้น


    ๑๐. เกิดภัยพิบัติต่อไปนี้บนโลกนี้ทุกวัน เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินยุบ แผ่นดินแยก มีพายุ ลมฝนฟ้าคะนองรุนแรง น้ำอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ เป็นสัญญาณเตือนมนุษย์ให้ระวังไว้ว่า เหตุมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะมาเร็วๆ นี้ อย่างที่มนุษย์คาดไม่ถึงทีเดียว
    เพียงเท่านี้คงพอสำหรับการสื่อสารแจ้งข่าวบอกแก่มนุษย์ทั้งหลายได้ว่า มหันตภัยเกิดขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จริงจากสัญญาณอะไรบ้าง

    จงตื่นมาพบกับสถานการณ์ความเป็นจริงของธรรมชาติ จงตื่นมาเพื่อค้นพบตนเอง จงตื่นมาร่วมสร้างความสมดุลของธรรมชาติ ไปกับข้าคือธาตุรู้ในทุกอณูของสรรพสิ่ง
    </td></tr></tbody></table></td></tr></tbody></table>
     

แชร์หน้านี้

Loading...