พุทธศาสนาสอนที่ใจ พระธรรมเทศนาโดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย jinny95, 25 พฤศจิกายน 2010.

  1. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ทำบุญที่ต้องเตรียมการมากแต่กลับได้ผลน้อย ทำบุญที่ไม่ต้องเตรียมการมากแต่ได้ผลมาก
    อย่างที่ทำบุญฉลองมณฑปและฉลองอายุของอาตมา เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ งานบุญ
    งานกุศลคนพากันมาทำมากมาย ที่ไหน ๆ ก็ทำกันใหญ่โตมโหฬาร บุญนั้นได้นิดเดียว ไม่คุ้มค่าเหนื่อย
    อย่างงานศพท่านอ่อนก็เหมือนกัน เตรียมมาตั้งแต่วันออกพรรษามาจนกระทั่ง ๓-๔ เดือน เวลาทำ
    จริง ๆ ๓-๔ วันเท่านั้นแหละ อันนี้เราก็เตรียมมาหลายวัน แต่ทำจริง ๆ ก็เพียงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น
    ที่ว่าเตรียมการมากแต่ได้ผลน้อยนั้น อย่างที่เรารวบรวมสิ่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ กว่าจะได้มา
    ครบก็เป็นเวลานาน ของเหล่านั้นไม่ใช่อยู่ในที่เดียวกัน ถึงจะอยู่ไกลแสนไกลก็นำมาจนได้ เมื่อใช้แล้วก็
    ต้องนำส่งที่เดิม การส่งยิ่งลำบากกว่าการนำมาเสียอีกหัวหน้างานต้องเหนื่อยแย่ บางคนถึงกับล้มป่วย
    ไปก็มี นี่เรียกทำบุญเตรียมการมากแต่ได้ผลน้อย แท้ที่จริงนั้นแก่นสารของพระพุทธศาสนาแล้ว คือ
    การปฏิบัติกายวาจาใจของตนให้บริสุทธิ์ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เราปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ถึง
    แก่นพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงแล้ว แต่คนส่วนมากเขาไม่เห็น ด้วยเหตุนั้นปฏิบัติพระพุทธศาสนา
    มักได้แต่เปลือกของศาสนา แก่นแท้ของพระศาสนานั้นไม่ค่อยจะได้หรอก วัดของเราเป็นวัดปฏิบัติ
    ตั้งแต่ตั้งวัดนี้มาราว ๑๕ ปีแล้ว ทำบุญใหญ่โตมา ๒ หน ฉลองโบสถ์ครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใหญ่โตเท่าขนาดนี้
    นี่ฉลองมณฑปเป็นครั้งที่ ๒ แต่แก่นบุญเราทำไม่ได้เว้นแต่ละวันเลย แก่นบุญคือจิตเรา เข้าถึงจิต
    ปฏิบัติให้ถึงจิต อันนั้นแหละเป็นแก่นบุญ แก่นบาปก็อยู่ในนั้นด้วย ทั้งบุญทั้งบาปอยู่ด้วยกันนั่นแหละ

    เพราะอะไรถึงว่าแก่นบุญแก่นบาปอยู่ที่จิต
    เพราะจิตเป็นใหญ่กว่าโลกทั้งหมด จิตนะคุ้ม
    ครองตัวเรา โลกจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะจิต แต่ละจิต ๆ นั้นเกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ถ้าจิตไม่มีเสีย
    แล้วโลกไม่มี คนของเราไม่มี สัตว์ก็ไม่มี แต่มันยากที่จิตมีนะซี คนเราจึงค่อยมี สัตว์จึงค่อยมี ที่วุ่นวาย
    อยู่ในโลกเรานี้ก็เพราะจิตไม่ได้สงบ อบรมจิตไม่ถึง มันจึงยุ่ง ถ้าต่างคนต่างฝึกฝนอบรมจิตของตน
    ควบคุมจิตของตนได้แล้วมันจะมีเรื่องอะไร พระอริยเจ้าแต่ก่อนท่านอยู่ด้วยกันตั้ง ๔๐๐-๕๐๐ องค์
    ก็ไม่มีทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน คนเราสมัยนี้อยู่ด้วยกัน ๒ คนขึ้นไปก็มีเรื่อง มากคนก็มากเรื่อง
    เพราะไม่มีใครควบคุมจิตของตนได้นะซี

    วิธีการควบคุมจิตมีหลายอย่าง
    ที่เรียกว่าอบรมกรรมฐาน คือ อบรมจิตนั่นเอง พุทธศาสนาทั้ง
    หมดที่อบรมล้วนแต่กรรมฐานทั้งนั้น ต่างแต่ว่าคณาจารย์ใดชำนิชำนาญทางไหนก็อบรมทางนั้น ผลที่
    สุดก็คือควบคุมจิตของตนให้อยู่ในบังคับบัญชานั่นเอง บางคนก็ยุบหนอพองหนอ บางคนก็สัมมาอรหัง
    บางคนก็อานาปานสติ ตามอุบายของตนที่ถนัด แต่เมื่อควบคุมถึงจิตแล้วคำบริกรรมนั้นหายหมด
    ยังเหลือแต่จิตเดียวที่เรียกว่า สมาธิ หรือเอกจิต สมาธิแปลว่าจิตเป็นหนึ่ง ถ้าหากจับตัวนี้ได้แล้ว
    ไม่ต้องไปวุ่นกับเรื่องคำบริกรรมอีก คุมจิตให้เป็นหนึ่งลงไปเถอะหมดเรืองกัน เดี๋ยวนี้จับจิตไม่อยู่เรา
    จึงต้องใช้คำบริกรรม เช่น พุทธโธ ๆ ให้มันอยู่กับคำบริกรรมนั้น คำบริกรรมเป็นเครื่องล่อให้จิตมาอยู่
    ที่นั่น ให้จิตมันแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว เมื่อจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้วคำบริกรรม
    นั้นก็จะลืมไปเอง ถึงไม่ลืมมันก็ให้ทิ้งได้ บางคนเข้าใจว่าลืมคำบริกรรม ๆ หายไปแล้วตั้งต้นบริกรรมอีก
    อันนั้นใช้ไม่ได้ คำบริกรรมต้องการให้จิตรวมเข้าเป็นหนึ่งนั่นเอง เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งแล้วจะไปพัวพัน
    อะไรกับคำบริกรรมนั้นอีก ถ้าไปบริกรรมอีก จิตมันก็ถอนละซี

    วิธีการอบรมสมาธิมีหลายอย่าง
    ไปคบค้าสมาคมกับครูบาอาจารย์หลายท่านหลายองค์ องค์
    นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ ก็เลยลังเลสงสัยไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาเป็นหลัก ท่านชำนาญทาง
    ไหนท่านก็สอนไปตามเรื่องของท่าน ผลที่สุดก็รวมเป็นอันเดียวกัน คือรวมให้จิตเป็นหนึ่งเท่านั้น การที่
    จิตรวมเป็นหนึ่งนั่นแหละคือ สมถะ บางสำนักท่านเรียกว่า วิปัสสนา แต่สมถะยังไม่ทันเป็นจะเรียกว่า
    วิปัสสนาได้อย่างไร คงจะเป็นวิปัสสนึกหรอกไม่ใช่วิปัสสนา นึกไปคิดไปให้รูปนามเกิดดับเฉย ๆ นี่แหละ
    ท่านผู้คิดเห็นอย่างนั้น ยังไม่ทันรู้จักเรื่องวิปัสสนาด้วยซ้ำ วิปัสสนาจริงแล้วไม่ต้องคิด
    ต้องนึกไม่ต้องปรุงแต่ง มันเป็นเอง มันเกิดของมันต่างหาก เมื่อมันเกิดแล้วจะต้องชัดแจ้งประจักษ์ใน
    พระไตรลักษณญานด้วยตัวของตนเองต่างหาก เหตุนั้นจึงอย่าพากันสงสัย เมื่อหมดความสงสัยใน
    เวลากรรมฐานนั้น มักถึงความเป็นหนึ่ง หมดสงสัยในขั้นนั้น อันนั้นตอนหนึ่งต่างหาก เพราะไม่คิด
    ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง จึงหมดสงสัยในขั้นนั้น แต่ความสงสัยลึกกว่านั้นยังมีอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้
    หมดสงสัยไปขั้นนั้นเสียก่อน ถึงวิปัสสนาก็ไม่หมดสงสัยเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนกัน

    วิธีอบรมสมถะกรรมฐาน
    จะอบรมประการใดก็ตามได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้จิตรวมเป็นหนึ่งแล้ว
    ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ในที่นี้ให้พิจารณาอานาปานสติ คือลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นอารมณ์ เพราะลม
    หายใจเข้าหายใจออกเป็นเครื่องอยู่ของกาย ถ้าไม่มีลมแล้วคนเราก็ตาย คนเรากลัวตาย ถ้าพิจารณา
    ลมหายใจเข้าหายใจออกจริง ๆ จัง ๆ แล้ว เห็นความตายของตนเอง มันก็รีบทำสมาธิอย่างเขาว่าภาวนา
    กันตาย แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่เห็นความตาย เพลิดเพลินอยู่ตลอดเวลา กลัวตายนี่แหละเป็นของสำคัญมาก
    อะไรไม่สำคัญเท่ากลัวตายหรอก เหตุนั้นจึงให้พิจารณาอานาปานสติ ลมหายใจเข้าไม่หายใจออก
    มันก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้ามันก็ตาย ให้พิจารณาเห็นความตายทุกขณะทุกเวลาดังนี้ จิต
    มันก็จะสลดสังเวชในสังขารร่างกาย แล้วก็จะรวมลงไปเป็นอันหนึ่ง เป็นสมาธิภาวนา แต่จิตนั้นซี
    มันไม่ตาย จิตนี้มันตายไม่เป็นหรอก ไม่มีลมมันก็ไม่ตาย มันไม่อาศัยลมก็เกิดในที่ต่าง ๆ ได้ เกิดเป็น
    สิงสาราสัตว์ ไปเป็นเปรต อสุรกาย มนุษย์ เทพบุตร เทวดา ก็ไม่มีลมทั้งนั้น ไม่ได้ไปเกิดในที่นั้น ๆ
    เพราะลม ที่มันเกิดในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ มันจึงอาศัยลม

    จิตไม่มีตัวมีตน
    จิตไม่มีลมเป็นของรู้สึกเฉย ๆ จิตกับใจมันต่างกัน จิตเป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง
    แต่งสารพัดอย่าง สัญญาอารมณ์ร้อยแปดพันประการ ที่ท่านว่ากิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปด มันก็ออก
    ไปจากจิตนี้เอง จิตก็ออกไปจากใจ จิตนั่นแหละพาไปเกิดในภพน้อยภพใหญ่ อยากเห็นจิตเห็นใจต่อ
    เมื่อจิตรวมเป็นสมาธิแน่วแน่เต็มที่แล้วเข้าถึงอัปปนาเมื่อไรเข้าถึงตัวใจเมื่อนั้น ถ้ายังไม่ถึงอัปปนา
    สมาธิ ก็จะเห็นแต่จิต จิตเป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง และสัญญาอารมณ์ทั้งหมดเรียกว่าจิต จึงต้อง
    รักษาตรงนี้แหละ ควบคุมตรงนี้ไว้ให้ดี เมื่อสติไปควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจของตน ในบังคับของตน
    จนกระทั่งจะให้คิดก็ได้ ไม่ให้คิดก็ได้ ให้มันอยู่เฉย ๆ ก็ได้ จิตมันจะคิดหยาบหรือละเอียดก็รู้ตัวอยู่
    เป็นบุญเป็นบาปอะไรก็รู้ตัว อันนั้นแหละเป็นตัวปัญญา แต่ไม่ใช่ปัญญาวิปัสสนา เป็นปัญญาสามัญนี่แหละ
    เราควบคุมจิตให้ได้มันจึงงจะเกิดปัญญา ใคร ๆ ก็พูดว่า ปัญญาเกิดจากสมาธิ แต่มันจะเกิด
    ขึ้นด้วยอาการอย่างไรย่อมไม่รู้ ไปเอาโน่นแน่ะ สมาธิที่ให้เกิดความรู้เห็นโน่น เห็นนี่ แปลก ๆ ต่าง ๆ
    เช่น เห็นเทพ เห็นภูตผี ปีศาจต่าง ๆ โน่น เรียกว่าอภิญญา อภิญญาถ้าผู้ใดได้แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง
    ตื่นเต้นดีนัก แต่ไม่เป็นไปเพื่อละความชั่ว ส่วนปัญญาจริง ๆ แท้ ๆ นั้น ตัวนี้แหละตัวที่เราควบคุม
    จิตได้ให้อยู่ในบังคับของตัวเรา รู้เห็นต่าง ๆ สารพัดทุกอย่าง จะคิดก็ได้ไม่คิดก็ได้ ปรุงแต่งก็ได้ ไม่ปรุง
    แต่งก็ได้ อันนี้คือตัวปัญญาธรรมดานี่แหละ เห็นแจ้งประจักษ์ชัดด้วยกันทุก ๆ คน แล้วที่จะละได้ด้วย
    ถ้าหากผู้นั้นเห็นโทษด้วยตนจริง ๆ

    ส่วนปัญญาที่เราควบคุมไว้ได้ มันอยู่ในขอบเขตของไตรลักษณ์ พิจารณาไปมันก็ลง

    ไตรลักษณ์ สิ่งทั้งปวงหมดอยู่ในขอบเขตของไตรลักษณ์ทั้งนั้น คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นธรรม
    แล้ว คราวนี้ของในโลกทั้งหมดอยู่ในขอบเขตของไตรลักษณ์ ไม่หนีไปจากไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง
    เบื้องต้นเราต้องพิจารณาให้เห็นในตัวของเรานี้เสียก่อน เราเกิดมาเป็นตนเป็นตัว ทำมาหากินทุก ๆ วัน
    เป็นทุกข์เพราะการหาไม่หยุด หาไปรับประทานไป หมดไปแล้วหาใหม่อีก จึงเป็นอนิจจังเพราะหามาไม่
    แล้วสักที ของเหล่านั้นไม่ใช่ของใครทั้งหมด เป็นแต่เก็บมาบำรุงร่างกาย แล้วก็สลายไปเป็นธาตุ ๔ คือ
    ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น มิใช่สัตว์บุคคลของใครทั้งสิ้น เหมือนกับเราเอาขี้ชันมายาเรือรั่วไว้ ฉะนั้น เรายา
    ไว้เพื่อจะใช้ชั่วคราวเท่านั้น ความรอบรู้นี้แหละที่เรียกว่าปัญญา

    เมื่อควบคุมจิตได้แล้วมันจะรวมมาเป็นหนึ่ง
    เข้าถึงอัปปนาสมาธิ นิ่งแน่วลงสู่อันหนึ่ง คือ ใจ
    จิตกับใจมันต่างกันอย่างนี้ รักษาจิตควบคุมจิตได้แล้ว มันจึงค่อยรวมลงมาเป็นใจ ใจคือผู้ไม่คิด
    ไม่นึก มีความรู้สึกในตัวอยู่เฉย ๆ บางแห่งท่านก็เรียกว่า "ธาตุรู้"

    การปฏิบัติศาสนา
    สรุปความรวมแล้วก็มาลงที่ธาตุรู้อันเดียวหมดเพียงแค่นั้น แต่ความรู้นั้น
    แตกต่างออกไปอีก มันพิสดารออกไปอีก ต่งคนต่างรู้ เมื่อลงถึงธาตุรู้แล้วก็หมดเรื่องภาระปฏิบัติ
    เพียงแค่นี้ ครั้นออกจากใจมาเป็นจิต คราวนี้จิตมันควบคุมตัวของมันเองตลอดเวลา ไม่ต้องตั้งใจ
    ควบคุม ไปไหนทำอะไรต่าง ๆ สารพัดทุกอย่าง มันควบคุมตัวของมันเอง มันไม่หลงไม่ลืม ไม่เผลอตัว
    คราวนี้ยิ่งมีความรู้กว้างขวางมาก มองเห็นสิ่งสารพัดทั่วไปหมดทั้งโลกลงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น

    จะปฏิบัติอย่างไรต่อไปอีกละคราวนี้
    ไม่เห็นได้ปฏิบัติอย่างไรอีก ขอให้เป็นอยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ
    ไปก่อน นานแสนนานเป็น ปี ๆ ทีเดียว ที่ว่าปฏิบัติไปก็ไม่เห็นมีความรู้อะไรก้าวหน้านั้นแสดงว่า จิต
    เสื่อมหรือถอนแล้ว นักปฏิบัติไม่ต้องทะเยอทะยานอยากให้เกิดความรู้ต่าง ๆ ถ้ามันเต็มขั้นเต็มภูมิ
    ของมันแล้ว มันจะเกิดความรู้ของมันเอง การปฏิบัติเข้าถึงหลักพระไตรลักษณ์ก็ดีอักโขแล้ว จะเอา
    อะไรกันอีก โดยมากปฏิบัติได้แต่ฟุ้งซ่านอยู่ในความวุ่นวายเหล่านี้แหละ แล้ก็เข้าใจว่าตนมีความรู้
    ความสามารถ แท้ที่จริงเราเป็นทาสของโทสะ มานะ ทิฐิต่างหาก ไม่รู้กิเลสของตนเองเลย เอวํ

    หนังสือ ธรรมเทศนา ๒๕๒๕


    คัดลอกจาก nooeye ลานธรรม
    พุทธศาสนาสอนที่ใจ - ลานธรรมเสวนา
     

แชร์หน้านี้

Loading...