พุทฺโธ

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย santosos, 20 มกราคม 2011.

  1. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    เทศน์กัณฑ์สุดท้าย
    โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
    พระ พุทธเจ้าย่อมรู้ว่า พระองค์เกิดในภพนั้นชาตินั้น เพราะบุญอะไร เพราะกรรมอะไร บางทีก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางทีก็เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา อินทร์ พรหม เป็นภูตผีปีศาจก็เคยเป็นมาแล้ว ที่ไปเป็นเช่นนั้นเพราะบุญอะไร เพราะกรรมอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นคำสอนของพระองค์ที่ว่า สิ่งนี้เป็นบาปอย่าทำ นั่นแสดงว่าพระองค์เคยทำบาปตกนรกมาแล้ว สิ่งใดที่พระองค์สอนว่าสิ่งนี้เป็นบุญทำให้มากๆ ทำแล้วจะขึ้นสวรรค์ พระองค์ก็เคยทำบุญอย่างนั้น ขึ้นสวรรค์มาแล้ว การบำเพ็ญฌาน การบำเพ็ญสมาธิได้สำเร็จฌานสมาบัติ ได้ไปเกิดเป็นพระพรหม พระองค์ก็เคยบำเพ็ญฌานเกิดเป็นพระพรหมมาแล้ว นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ๓ จบ แต่จิตใจน้อมนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อไปก็สวดบทสวดมนต์ อิติปิโส ฯลฯ สวากขาโต ฯลฯ สุปฏิปนโน ฯลฯ ตามลำดับ พอจบแล้วก็แผ่เมตตา คือเจริญเมตตาพรหมวิหาร
    อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯลฯ
    สวด ซ้ำๆ อยู่นั่น เลิกจากสมาธิแล้ว เวลานอนสวดไปจนกว่าจะนอนหลับ ทำอย่างนี้ทุกๆ วัน แล้วเราจะได้สมาธิขึ้นมาเอง สมาธิไม่ต้องไปเอาลึกซึ้งถึงขนาดได้ญาณก็ได้ ในเมื่อเราสวดบ่อยๆ เข้า ให้สังเกตดูจิตของเรา ถ้าหากว่าจิตนี้มีสติสัมปชัญญะ สติความระลึก สัมปชัญญะความรู้พร้อมอยู่ที่จิต นั้นแสดงว่าคุณของพระพุทธเจ้าได้บังเกิดในจิตของเรา แล้วให้สังเกตต่อไปว่า สติสัมปชัญญะตัวนี้ถ้าอยู่ปกติคือนิ่งอยู่เฉยๆ มันก็จะรู้อยู่ที่จิต แต่ถ้าหากว่าจิตขยับมีความคิด สติตัวนี้มันจะรู้ ถ้าหากว่าเราลุกขึ้น สติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่ายืน ถ้าเราก้าวเดินไปสติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่าก้าวเดิน ถ้าเรานั่งลงสติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่านั่งลง ถ้าเรานอนลงสติตัวนี้มันก็จะรู้ตัวว่านอนลง เมื่อจิตของเราพอมีสติรู้อยู่ทุกขณะจิต เราก็มีพุทธะ ผู้รู้อยู่ในจิต คำว่าพุทโธ พุทโธ ที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธนั่นแหละ
     
  2. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    หลังจากได้ฟังสังโยชน์ 10 ประการ เทศน์โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
    ตามความเข้าใจของผม ( เท่านั้น )
    ซึ่งได้ฟังเสียงเทศน์หลวงพ่อในเรื่องสังโยชน์10และผสมกับสิ่งที่ได้อ่านมาในเวปนี้และ
    เวปกระโถนฯ โดยหลวงพ่อเล็ก
    และก็อาศัยการนั่งสมาธิ แล้วมาวิเคราะห์เรื่องราวทั้งหมด
    ก็ไม่ใช่จะถูกต้องตามความจริงเพราะผมไม่ใช่พระอรหันต์ครับ
    ผิดพลาดตรงไหน ผู้รู้บอกด้วยละกันครับ
    ผมจะได้นำไปปฏิบัติและคิดวิเคราะห์ต่อไป ขออนุโมทนาครับ

    พลังงานชีวิต (ธรรมชาติ(นามธรรม)) ผลิต จิตและวิญญาณ(ทางธรรมชาติ)

    จิต+วิญญาณ+วัตถุ หรือ พลังงาน+นามธรรม+รูปธรรม=สิ่งมีชีวิต
    วัตถุ (รูปธรรม) = สิ่งไม่มีชีวิต
    จิต (พลังงานรูปหนึ่ง(นามธรรม)) คือ พลังงานในการขับเคลื่อนวิญญาณ
    จิต จะผลิต สติ(รู้) เป็นตัวประสาน กับวิญญาณ เพื่อบังคับหรือบอกทิศทางของวิญญาณ
    ว่าจะมุ่งหน้าไปที่ไหน

    วิญญาณเป็นร่างกายของจิตอีกที
    วิญญาณ(นามธรรม) จะผลิตความคิด(วิตก(นามธรรม))และความรู้สึก(นามธรรม)
    ส่งผ่านไปบังคับยัง ร่างกาย (วัตถุ (รูปธรรม))ออกมาเป็นการกระทำ (กรรม(ดีหรือเลว))
    ไม่มี จิต+วิญญาณ ร่างกายขยับไม่ได้

    ร่างกาย (วัตถุทางธรรมชาติ(รูปธรรม)) มี ตา หู จมูก ปาก ผิวหนัง (ประสาทสัมผัสทั้ง5 (ขันธ์ 5))
    เป็นเครื่องจักรธรรมชาติ รับและส่งความรู้สึกจากภายนอก เข้าร่างกายส่งต่อไปที่
    (ประสาทสัมผัสทั้ง5) ความรู้สึกต่อด้วยความคิดแล้วส่งต่อไปยังสติเข้าจิต สิ้นสุด


    จิต-->สติ-->ความคิด-->ความรู้สึก-->ร่างกาย (ประสาทสัมผัสทั้ง 5) = การกระทำ
    (กรรม(ดีหรือเลว)) อันนี้ส่ง
    จิต<--สติ<--ความคิด<--ความรู้สึก<--ร่างกาย อันนี้รับ

    เปรียบเทียบกับรถยนต์ อย่างที่หลวงพ่อบอกไว้
    จิตคือพลังงานของรถ
    สติคือพวงมาลัย
    วิญญาณคือระบบต่างๆภายใน
    ร่างกายคือตัวถัง

    สังโยชน์10 (1A) คือการตัด (ละทิ้ง) ความคิด(วิตก ตอนนั่งสมาธิ
    ช่วงแรกๆจะเป็นปัญหาใหญ่มากเรื่องการหยุดความคิด )
    และความรู้สึก (เวทนา เกี่ยวกับ กรรมที่ทำมา มาในรูปอาการปวด ตามส่วนต่างๆ )
    ทางธรรมชาติออกจากร่างกาย

    ไม่ได้หมายถึงการตัดขาดตามที่หลวงพ่อท่านได้กล่าวมา
    ยังรับรู้ความคิดและความรู้สึกแต่ไม่กระทำตาม เพียงแต่รับรู้ (สติ)
    เท่านั้น แต่ไม่สนใจ

    ใช้สมาธิ (กรรมฐาน)เป็นเครื่องละ หรือแยกจิตและวิญญาณ
    ออกจากร่างกายชั่วคราว (ฌาน 4หรือรูปฌาน4)
    แล้วพิจารณาตาม กองกรรมฐาน40 กอง(วิปัสสนา) เลือกเอา 1 กอง
    เพื่อไปแบ่งแยกจิตกับวิญญาณอีกครั้ง (อรูปฌาน4) ถึงตรงนี้ 8 สมาบัติ
    แล้วเข้านิโรธสมาบัติ (ไม่รับรู้(สติทางธรรมชาติ)สิ่งใดๆทั้งนั้น
    ดำเนินไปเรื่อยๆไม่มีวันเวลาที่แน่นอน ไม่มีจุดหมาย แต่จะออกสมาบัตินี้โดยใช้จิตกำหนด)
    หรือผลของนิโรธสมาบัติครั้งสุดท้าย (ทั้งหมด 9 สมาบัติๆที่ 9 นี้พระอนาคามีและ
    พระอรหันต์เท่านั้น ) ผลออกมาคือเหลือที่จิตบริสุทธิ์ โดยที่จิตสามารถสร้างสติ
    และวิญญาณที่บริสุทธิ์เองได้ ไม่เกี่ยวกับสติและวิญญาณทางธรรมชาติแล้ว
    เรียกว่า ทิพย์พิเศษ นั่นคือ พระอรหันต์

    พระอรหันต์ไม่ใช่วิญญาณบริสุทธิ์ที่ไม่มีจิต ที่บริสุทธิ์คือ มีจิตที่บริสุทธิ์
    ที่ดับคือสติที่สร้างโดยจิตกับวิญญาณทางธรรมชาติที่มารวมกับจิตตอนแรกซึ่งจิตยังไม่บริสุทธิ์

    ถ้าพระอรหันต์ยังไม่ดับขันธ์(ขันธ์5) ยังรู้สึกเรื่องราวต่างๆนาๆแต่ไม่กระทำตาม
    สติ+วิญญาณ+ร่างกาย ตามธรรมชาติ คือจิตที่บริสุทธิ์ รู้(สติที่บริสุทธิ์)แต่ไม่รับทางธรรมชาติแล้ว
    พูดง่ายๆคือ เปลี่ยนพวงมาลัยและระบบเก่า ออก แต่ตัวถังเหมือนเดิม
    ถ้าดับขันธ์ (ขันธ์ 5)แล้ว จิตที่บริสุทธิ์จะผลิตสติและวิญญาณที่บริสุทธิ์ แล้วมุ่งไปยังนิพพาน
    หมายถึง จิตบริสุทธิ์ สร้างสิ่งที่สมมุติ (สติและวิญญาณที่บริสุทธิ์)ได้เอง

    โดยทั่วไปพลังทางธรรมชาติ (พลังชีวิต) จะสร้างจิตและวิญญาณ
    จิตก็ขับเคลื่อนวิญญาณนั้นๆไปสู่ภพภูมิต่างๆ หมายถึงดวงดาวต่างๆ ในระบบนั้นๆ
    แล้วก็เข้าสู่วัฏจักร เกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป เป็นวัฏจักรของสิ่งมีชีวิต

    ส่วนบารมี10 หลวงพ่อท่านบอก ทำเพื่อไปเสริมกำลังจิตคือ
    เพิ่มสติมั่นคงและลดการรบกวนจากเวทนา( การปวด)
    ในขณะทำสมาธิ หลวงพ่อท่านจึงบอกว่าต้องรักษาศีล 5
    เพราะศีล 5 จะไปลดเวทนาให้เวทนาดับหรือเหลือน้อยๆไม่รบกวนมาก
    และจะได้เข้าถึง ณาน4 ได้สบายๆ
     
  3. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    หลวงพ่อสงบ
    ถ้าภาวนาดี ใจจะสงบ แต่ส่วนใหญ่ที่เราภาวนากันไม่สงบ เวลาสงบมันเป็นผล มันได้น้อย ลงแรงไปแล้วไม่ได้ผล เพราะเรามองข้ามไปหมด ชุบมือเปิบ เดี๋ยวนี้อะไรก็เจริญ หัวใจเราก็ว่าเจริญด้วย เจริญเอาของง่ายๆนะ ถ้าว่าของง่ายของสะดวกสบายทางโลกเป็นประโยชน์มากเลย อยู่กับครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์สอนว่า “สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ทางโลก มันให้ผลกับทางปฏิบัติเป็นทางลบ”

    เช่น ข่าวสารทางโลก เป็นประโยชน์มากเลย แต่ในทางปฏิบัติมันเป็นโทษ ถึงเป็นข่าวจริงก็ทำให้หัวใจฟุ้งซ่าน มันรู้เข้าไปแล้วมันฟุ้งซ่านนะ อย่างเช่น เรื่องเกิดภายนอกประเทศ กว่าจะมาถึงประเทศไทย เรื่องมันสงบไปแล้ว เราจะแก้ไขไม่ได้เลย แต่พอเรารู้ขึ้นมาหัวใจเราจะพองโตไปกับเขานะ ถ้าเป็นทางปฏิบัติมันจะติดขัดไปเลยล่ะ แต่ถ้าเป็นโลกเขาเป็นประโยชน์

    ฉะนั้น ของที่เป็นประโยชน์โลก บางอย่างมันก็เป็นโทษกับการปฏิบัติ แต่พอปฏิบัติขึ้นมามันก็จะเอาแต่สะดวกสบายไง เรามองข้ามหมดเลย ความสะดวกสบายนี่คือความเคยใจ มันชอบสะดวกสบาย กิเลสมันหัวเราะเยาะเลย เนี่ยกิเลสมันหลอกคนง่ายนิดเดียว

    ว่ามันจะลำบากเปล่า ว่านี่ล่ะ “อัตตกิลมถานุโยค” คิดแต่อย่างนั้นว่าจะลำบาก

    ใจนี้สำคัญ หลวงปู่ฝั้น ท่านพูดไว้ว่า “ต้นซุงไม่เคยเข้าตาใครนะ มีแต่ผงและฝุ่นเข้าตาคน” ความผิดเล็กน้อย เราเห็นว่าเล็กน้อย แต่ความจริงไม่ใช่ของเล็กน้อยนะ

    คน จะเสียก็เพราะเหตุนี้แหละ เขื่อนมันจะแตกก็เพราะตามด เราเห็นเป็นของเล็กน้อยทุกอย่าง เป็นของเล็กน้อยหมดเลย ก็เลยกลายเป็นการเคยตัว พอจะมานั่งสมาธิ เห็นมั้ย หัวใจมันออกตรงนั้นล่ะ แล้วว่าปฏิบัติไม่ได้ผลไง มันจะได้ผลหรือไม่ได้ผลต้องเริ่มที่ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเรามี ทาน ศีล ภาวนา พระพุทธเจ้าทรงสอนที่ทานก่อนนะ เริ่มต้นจากการให้ทาน การให้ทานมันต้องต่อสู้กับความ “ไม่อยากให้” ความตระหนี่ถี่เหนียวในใจก่อน เราได้มาด้วยความลำบาก ใครอยากจะให้คนอื่นง่ายๆใช่ไหม ยกเว้นแต่เห็นผล

    พูดถึงเราชาวพุทธ มีอยู่ส่วนหนึ่ง นับถือตามประเพณี อีกส่วนหนึ่งนับถือตามพ่อแม่ คือนับถือตามกันมา เราเป็นชาวพุทธก็ต้องทำบุญตักบาตร

    แต่ ผู้ที่หัวใจเป็นธรรม รู้จักว่าเป็นประโยชน์ แสวงหานะ คือหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สิ่งที่เราได้มาเป็นของบริสุทธิ์ เราทำบุญด้วยสุจริต สัมมาอาชีวะใช่ไหม ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำมา กว่าจะได้เงินได้ทองมา ไปซื้อของทำบุญทำทาน ทำเพื่ออะไร?

    หัวใจก่อน จะทำ หัวใจก็ต้องคัดค้าน ผู้ทำใหม่ๆ แต่ผู้ทำเป็นปรกติแล้วจะไม่คัดค้าน จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์ เวลาจะไปทำบุญ ทำทาน ควรทำที่ไหนล่ะ คนที่เป็นเขาก็จะแสวงหา เขาไม่ทำทั่วไป เนื้อนาดี ดินดี ดินดำ น้ำดี หว่านข้าว ข้าวก็ออกรวงสวย

    แต่เวลาคนมันตกทุกข์ได้ยากมีความจำเป็น น่ะ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสังฆทานไว้ ถ้าจะทำเฉพาะกับครูบาอาจารย์ กับพระที่ดี แล้วถ้าเราไม่เจอพระที่ดี จะทำอย่างไร มันทำให้ทำลายโอกาสใช่ไหม แต่โอกาสนั้นเราก็ว่าไปเถอะ เพราะตอนนี้เรารู้จักแล้ว
    ปัญญาก็ต้องแสวงหาสิ อาหารการกินยังต้องคัดเลือก อันนี้อร่อย อันนี้ไม่อร่อย อันนี้ให้โทษแก่ร่างกาย อันนี้ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย อันนั้นร่างกาย อันนี้หัวใจ หัวใจก็ต้องกินสิ่งที่ดีใช่ไหม อาหารที่ดี สิ่งที่ดี น้ำที่ดี ก็อยากแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ดีว่าอย่างนั้นเถอะ พอมีทานใจมันอ่อน ใจมันอ่อนไหว อ่อนกับจิตใจแข็งกระด้างน่ะ จิตใจแข็งกับจิตใจกระด้างน่ะ มันแสดงกิริยากระด้าง แล้วพอกระด้างนี่ สิ่งที่กระด้างก็เข้ากับของกระด้าง หัวใจแข็งอย่างนั้นมันก็เข้ากับเรื่องอารมณ์รุนแรงใช่ไหม อย่างเรื่องการทำความผิดน่ะ เราว่ากระด้างๆมันรุนแรงไปหมดมีนะกับคำว่า “เลือดเย็น”

    ความเลือดเย็นเห็นไหม ฆ่ากันได้นิ่มๆนั่นน่ะ ไอ้กระด้างมันหมายถึงจิตใจทำความชั่ว กระด้างอย่างแบบวัตถุนั่นอีกเรื่องหนึ่ง มันก็ต้องเริ่มจากตรงนั้นมา มีทาน มีศีลเพื่อให้ปกติไง ไม่ให้ออกไปฟุ้งซ่านมากนัก

    มีศีลมันจะบอกสิ่ง นี้ผิด สิ่งนี้ถูก นี่มันก็คัดมาอีกชั้นหนึ่งจากทาน จากทานพวกนี้เป็นประโยชน์ เราเป็นคนเป็นประโยชน์แล้ว ไม่ได้เป็นผลลบกับโลกตลอด เกิดมาแล้วรกโลก เกิดมาเป็นประโยชน์เห็นไหม เป็นประโยชน์ต่อโลก ทำคุณประโยชน์กับโลก โลกนอกกับโลกใน เป็นประโยชน์กับตัวเองได้หรือยัง ตัวเองนะ เป็นประโยชน์ได้หรือยัง เป็นประโยชน์กับตัวเองก่อน

    พระพุทธเจ้าถึงได้สอนไง เป็นประโยชน์แก่เราด้วย เป็นประโยชน์แก่โลกด้วย ปัจจุบันนี้ ทำความดีให้ผลเป็นสุข ตายไปเห็นไหม

    คำว่า “ตายไป” ปัจจุบัน นี้เป็นสุข ตายไปโลกหน้าก็เป็นสุข ปัจจุบันนี้ให้ผลเป็นทุกข์ แล้วตายไปแล้วมันจะไปไหน มันจะไม่ให้ผลเป็นทุกข์หรือ ก็ให้ผลเป็นทุกข์
     

แชร์หน้านี้

Loading...