ภาพสำรับฝึกพุทธานุสติ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Nat_usp, 14 ตุลาคม 2018.

  1. Nat_usp

    Nat_usp เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    645
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +2,302
    Master_Phra_Buddha_Chinnarat.jpg
    messageImage_1539309963169.jpg

    ผมตัดฉากหลังออกแล้วทำเป็นพื้นสีดำแทนเพื่อทำให้จำภาพได้ง่ายขึ้น
    เผื่อมีท่านใดถูกจริตกับภาพนี้ครับ ^__^"​
     
  2. โอปะนะยิโก

    โอปะนะยิโก สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 สิงหาคม 2018
    โพสต์:
    6
    ค่าพลัง:
    +2
    อนุโมทนา
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,478
    กรณีถ้าต้องการระลึกคุณ
    พร้อมกับปรากฎภาพให้เห็นได้ทั้งพระองค์ขออนุญาตแนะนำว่า
    ให้ย่อขนาดภาพองค์พระลงมาให้เล็กๆ
    ภาพไม่ควรมีขนาดสูงกว่า
    ระหว่างปลายดั้งจมูกถึงกึ่งกลางหน้าฝาก
    เพราะไม่งั้น ถ้าเราโพกัสภาพด้านบน
    ภาพที่เห็นจะปรากฏด้านล่าง
    ถ้าโฟกัสภาพด้านล่าง
    ภาพที่เห็นจะปรากฏด้านบน

    พยายามหาขนาดที่ ถ้าเราทำตานิ่งๆ
    แล้วโพกัสภาพ พอละภาพแล้ว
    ภาพยังปรากฏได้เต็มองค์ครับ


    ปล หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับ
    ผู้เริ่มต้นครับ เล่าให้ฟังเฉยๆ
     
  4. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +35
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
    ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะ พระนามว่ามหานามะ
    ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
    ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวก
    ผู้ได้บรรลุผล ทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมชนิดไหนเป็นส่วน
    มาก พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหานามะ อริยสาวกผู้ได้บรรลุผล
    ทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก คือ อริยสาวก
    ในพระศาสนานี้ ย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนืองๆ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระ-
    *ผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วย
    วิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มี
    ผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้
    จำแนกธรรม ดูกรมหานามะ สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนืองๆ
    สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม
    ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไป
    ตรงเพราะปรารภพระตถาคต ย่อมได้ความทราบซึ้งอรรถ ย่อมได้ความทราบซึ้งธรรม
    ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ
    เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุข
    จิตย่อมตั้งมั่น ดูกรมหานามะ นี้อาตมภาพกล่าวว่า อริยสาวกเป็นผู้ถึงความสงบ
    เรียบร้อยอยู่ ในเมื่อหมู่สัตว์ยังไม่สงบเรียบร้อย เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ ใน
    เมื่อหมู่สัตว์ยังมีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมกระแสธรรม ย่อมเจริญ
    พุทธานุสสติ ฯ


    แสดงว่าคนที่จะทำพุทธานุสสติได้ เป็นคนที่เพียบพร้อมด้วย ปัญญา ครับ มีมรรคมีองศ์ 8 รู้ทุกอริยสัจ4 ในเบื้องต้น แล้วจะเป็นไปตามพระสูตร ทางแห่งปัญญา ครับ
     
  5. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,478
    ตอบ ที่ใช้ความเห็นส่วนนี้ไม่ใช่
    อย่างที่เข้าใจเลยครับ

    พุทธนุสติเป็นอุบายในการเข้า
    ถึงต้นกะแสได้ครับ หรือเข้าถึงอารมณ์ได้
    ชั่วคราวนั่นเอง

    ถ้านึกไม่ออก
    ยกตัวอย่างเปรียบง่ายๆนะครับ
    เปรียบต้นกะแสดังดวงอาทิตย์
    ที่ส่องแสงลงมาบนโลก
    แสวที่ส่องลงมา ไม่เคยแยกแยะ
    ไม่เคยเลือกหรอกว่า คนนั้น
    เลว ดี จน รวย ดำ ขาว ปกติ พิการ
    รู้นั่น ไม่รู้นี่ มีนั้นมีนี่ เป็นระดับโน้นนี่นั่น
    แม้สัตว์ คน มนุษย์ ต้นไม้ ก่อนหิน ก็รับได้

    ถ้าเป็นคนเพียงแค่
    เดินออกจากสิ่งที่บังแสงอาทิตย์ชั่วคราวได้
    (เปรียบดั่งสิ่งที่ปกปิดใจเรา)
    ไม่ว่าหน้าตา เชื้อชาติ ดีเลว รวยจน
    ก็ย่อมได้รับแสงได้ฉันใด
    ไม่ใช่ต้องมีปัญญา มรรค ๘ อริยสัจ ๔
    ก็เข้าถึงถึงได้ธรรมดาฉันนั้นครับ

    ปล .เปรียบพอให้เห็นภาพง่ายๆ
    แบบนี้พอมองภาพออกไหมครับ
    อย่าเอาสัญญา ความเข้าใจตนเป็นที่ตั้ง
    ควรมองที่กิริยา ความเป็นธรรมชาติครับ
     
  6. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +35
    ผมก็ตอบตามพระสูตรนั้นแหละครับ พระธรรมคำสั่งสอนกล่าวใว้ดีแล้ว เป็นลักษณะทาง ปัญญา นะครับ
    คุณลองอ่านพระสูตรดีๆ ถ้าอ่านไม่เข้าใจ แสดงว่ายังเข้าไม่ถึงพระธรรม
     
  7. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    7,581
    ค่าพลัง:
    +8,311
    เมื่อผู้ใดปฏิบัติได้ปฏิเวธ(ผล)
    แล้วเขาเหวี่ยงพระสูตร
    ทิ้งได้เลย
    คือขึ้นฝั่งแล้วไม่ต้องแบกเรือมาโชว์
    อีกมันหนักและหมดประโยชน์แล้ว
    ฮับ
    พระสูตรเป็นสังขารธรรม ปฏิบัติตาม
    พระสูตร
    แล้วปรมัติธรรมจะเกิดที่จิต
    ไม่ได้เกิดนอกจิต
    อย่าเอาจิตไปเกาะพระสูตรเพราะในพระ
    สูตรไม่มีปรมัติธรรมมีแต่สมมุติบัญัติฮับ
     
  8. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +35

    ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอกอันเป็นสมุทัยจึงเป็นทุกข์ เหตุคือสภาวะรู้ ทุกข์อริยสัจ4 ตามความเป็นจริง
    แม้คนที่ได้ปฏิเวธต้องมาศึกษาพระสูตรครับ เป็นแนวทาง
    ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แยกจากกันไม่ได้เลย

    แบบว่า พระสูตรคือเราไม่ได้มั่นหมายก่อน พึ่งอ่านครั้งแรกเหมือนกัน แล้วก็ตรงกับความรู้ที่เรามี
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,478
    เวลาที่ผม ท้วง กรุณา ดูให้ดีๆ และก็อย่า แถ หรือ อย่าทำเป็นมาอ้าง
    นี่คำพูดของคุณ
    ''ผมก็ตอบตามพระสูตรนั่นหละครับ''ส่วนนี้คุณพูดเองนะครับ
    ผมถามว่า ข้อความอ้างอิงข้างบน เป็นในส่วนพระสูตรหรือคุณ
    คิดเอาเอง สรุปเอาเองครับ....
    ตอบ หน่อยได้ไหมครับ

    อีกอย่าง การจะอ้างอิงข้อความอะไรมานั้น
    ควรลงลิงค์ที่เราอ้างมาด้วยครับ
    มันบอกอะไรหลายๆอย่างในตัวเราได้นะครับ
    เรื่องแบบนี้ ไม่ควรต้องให้บอกกล่าวกันนะครับ




    เวลาคุยกับผม กรุณาอ่านดีๆ อย่ามาแถ อย่ามาอ้างพระสูตรความ
    คิดตนเองที่ไม่ได้มาจากปฏิบัติ และก็อย่าแสดงทำมาเป็นยกตนเอง
    ให้ดูดีครับ ผมจะขอพูดกับคุณดีๆก่อนนะครับตอนนี้
    แต่ถ้า ยังไม่เลิกนิสัยแบบนี้ อย่าหาว่าไม่เกรงใจนะครับ

    ถ้าคุณพอมีสติบ้าง และไม่ติดในเรื่องการอยากได้รับการยอมรับ
    คุณจะเห็นว่า ในส่วนของพระสูตร
    ผมไม่ได้วิพากษ์ วิจารณ์อะไรเลยครับ
    และได้ลบข้อความจากพระสูตรที่คุณอ้างมาออกไปแล้วครับ
    เพียงแต่คุณ คงกลัวเสียหน้า เพราะตอนท้ายๆคุณใส่
    ความเห็นเชิงสรุปที่คุณเข้าใจเข้าไป แล้วผมมาท้วงติง

    ย้ำว่า ที่ผมอ้างอิง เป็นในส่วนที่คุณใช้ความเห็นของคุณ
    ซึ่งมันฟ้องว่า ตัวคุณเข้าไม่ถึงการปฏิบัติเลยครับ
    คือ พูดง่ายๆว่า คิดเองเอ่อเอง แบบไม่เข้าท่าด้วยครับ

    แล้วคุณก็มาสรุปเอาตามความเข้าใจของตนเอง
    แล้วเอาพระสูตรมายกอ้างเสริมความเห็น
    ที่มันฟ้องว่า ไม่ได้มาจากการเข้าถึงสภาวะธรรมเลยครับ...
    เอาแค่ตัวอักษรคุณ ยังตีความแบบไม่รู้เรื่อง

    จนสุดท้าย ทั้งๆที่ผม อ้างในส่วนที่คุณใช้ความเห็นของคุณ
    แต่คุณ ก็ยังเอาพระสูตรมาอ้างเสริมอีก.....
    แถมยัง มาพูดว่า ถ้าอ่านไม่รู้เรื่อง แสดงว่าไม่เข้าใจ
    แสดงว่า นอกจากคุณจะไม่มีสติ พอที่จะดูการอ้างอิง
    คุณยัง เป็นพวกมีทิฐิ และหลงตัวเองมากด้วยครับ

    คนเราถ้า ปฏิบัติไม่ได้ ก็อย่า พยายามเอาของสูงมาอ้าง
    และก็เสริมกับความคิดของตนเอง ที่ไม่ได้มาจากการปฏิบัติ
    เพื่อยกให้ตนเองดูดีเลยครับ...


    พูดง่ายๆว่า หัดเจียมตน และ ถ่อมตนบ้าง จะดีครับ

    ปล. ยังไงลองย้อน ที่ผมอ้างอิงคุณหน่อยนะครับ
    ก่อนจะ แสดงกิริยาอะไรแบบนี้ออกมาอีกนะครับ
    นี่เตือน ด้วยหวังดีนะครับ.....
    กิริยา ลักษณะนิสัยอย่างคุณ
    ต่อให้ปฏิบัติมากี่ปี
    ก็ไม่มีพัฒนาการทางจิตอะไรหรอกครับ
    ถ้าเป็นพวก ชอบอ้าง และทิฐิสูงแบบนี้.......

    ยังไง ถ้าผมพูดผิดตรงไหน เชิญแย้งมา
    และมาพิสูจน์กันได้นะครับ

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 ตุลาคม 2018
  10. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +35
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม
    ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล เจ้าศากยะ พระนามว่ามหานามะ
    ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน
    ข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวก
    ผู้ได้บรรลุผล ทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมชนิดไหนเป็นส่วน
    มาก พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมหานามะ อริยสาวกผู้ได้บรรลุผล
    ทราบชัดพระศาสนาแล้ว ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก คือ อริยสาวก
    ในพระศาสนานี้ ย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนืองๆ ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระ-
    *ผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วย
    วิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มี
    ผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้
    จำแนกธรรม ดูกรมหานามะ สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระตถาคตเนืองๆ
    สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น ย่อมไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม
    ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว ก็อริยสาวกผู้มีจิตดำเนินไป
    ตรงเพราะปรารภพระตถาคต ย่อมได้ความทราบซึ้งอรรถ ย่อมได้ความทราบซึ้งธรรม
    ย่อมได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ
    เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมเสวยสุข เมื่อมีสุข
    จิตย่อมตั้งมั่น ดูกรมหานามะ นี้อาตมภาพกล่าวว่า อริยสาวกเป็นผู้ถึงความสงบ
    เรียบร้อยอยู่ ในเมื่อหมู่สัตว์ยังไม่สงบเรียบร้อย เป็นผู้ไม่มีความพยาบาทอยู่ ใน
    เมื่อหมู่สัตว์ยังมีความพยาบาท เป็นผู้ถึงพร้อมกระแสธรรม ย่อมเจริญ
    พุทธานุสสติ ฯ

    คุณNoppakan.มีความเข้าใจพระสูตรอย่างไร
     
  11. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,064
    ค่าพลัง:
    +30,478
    เห้ยยย โชว์เหนือ ทับถมไว้
    อย่ามาเนียนถาม แน่จริง

    ตอบที่ผมถามคุณก่อนครับ
    อย่ารีบเปลี่ยนประเด็นนะครับ

    ตอบด้วย
    ว่าคุณเป็นอย่างที่ผมถามไหม?
    คือส่วนนั้นคุณคิดเอา
    หรือเอามาจากพระสูตร แบบที่คุณอ้าง
    แล้วผมจะตอบที่คุณถาม

    ความจริงตัว พระสูตรที่อ้างอิงมา
    แบบไม่ใส่แหล่งที่มา แบบคนไม่รู้มารยาท
    มีคำตอบในตัวเองอยู่แล้วครับ
    พูดเกี่ยวกับ พุทธานุสติ

    ที่ถามคือแบบไม่รู้จริงๆ
    แล้วมาถาม
    หรือกะถามแล้วก็ว่าจะโชว์ภูมิความรู้
    แบบกะบวยๆ ที่ไม่ได้มาจาก
    การปฎิบัติของตนเอง
    หรือเกย์ทับคนที่ถามครับ


    ส่วนนี้เล่าให้ฟังคำว่ากะแสธรรม
    ทางกิริยาคือจิตที่ ตกกะแสธรรม
    คือพวกจิตที่แยกรูปแยกนามได้แล้ว
    แต่ยังไม่มีปัญญาทางธรรมอะไร
    ไม่มีมรรค ๘ หรือ รู้ทุกข์
    อริยสัจ ๔ หรอกครับ

    เปรียบเหมือนเรียนอนุบาล
    แต่ทำเป็นคุยว่ารู้เรื่องมหาวิทยาลัย
    เพราะพูดแล้ว มันดูหล่อ ดูเท่ห์
    ดูรู้ศัพท์แสง เหมือนมีภูมิธรรมสูง


    ถ้าโง่จริงๆและนึกไม่ออกนะครับ
    จะยกตัวอย่าง
    สมมุติ. ขอถามหน่อย
    ถ้าอยู่ดีๆ มีใครรซักคนหนึ่ง
    เกิดระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ตลอดเวลา

    คนนั้นจะกลายเป็นคนมีปัญญา มีมรรค๘
    รู้ทุกข์อริยสัจจ์ ๔ เลยไหม
    ตามที่คุณคิดเอาครับ??

    ถ้างั้นวันๆก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไม่ต้องมาเจริญสติ เดินปัญญา ทำความดี ลด
    ละกิเลสกันหรอกครับ ความเข้าใจแบบคุณ
    มันเป็นการศรัทธาแบบไร้สมองคิด
    ศรัทธาแบบการตลาดห่วยแตก
    หรือคิดแบบพวกไม่ใช้สมอง

    แล้วเจือก มั่นใจ กะจะย้อนแย้งโชว์
    แต่ดันขาดสติความรอบครอบในการดู
    เลยกลายมาเป็นถูกตั้งคำถามคืน

    นอกจากไม่ตอบที่ถาม
    ไม่รู้เรื่องมารยาทในการอ้างอิง
    ยังจะมาถาม คนอื่นๆอีกว่ามีความเข้าใจ
    อย่างไร. ทำไมจะเรียนไปสอบเอา
    วุฒิการศึกษาหรือครับ


    ปล เข้าใจเนาะ. ตอบที่ผมถามได้แล้วหรือยัง
    เวลาจะโชว์ กะว่าตรูเหนือกว่าแน่กว่า
    และทำอวดฉลาดนะเก่ง และเร็วนัก

    ตอบมา อย่าเนียน นาย ไม่ใช่ตัวตน
     
  12. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    47
    ค่าพลัง:
    +138
    ตามความเห็นส่วนตัวผม มหานามสูตรเป็นพระสูตรที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสรรเสริญการเจริญสติโดยอาศัย พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวานุสสติ ครับ และไม่มีถ้อยคำส่วนไหนที่แสดงว่าคนที่จะทำพุทธานุสสติได้ จะต้องเป็นผู้ที่เพียบพร้อมแล้วด้วยปัญญา มีมรรค 8 หรือต้องรู้ทุกอริยสัจ หากแต่ทรงตรัสแนะนำให้เจริญอนุสติทั้งหกประการ โดยกล่าวว่า พระอริยสาวกย่อมเจริญอนุสติทั้งหกประการนี้อยู่เนืองๆ ครับ
    และโดยส่วนตัวผมเองก็เจริญอนุสติตามที่ทรงกล่าวสรรเสริญนี้อยู่เนืองๆ โดยที่ผมเองก็มิใช่พระอริยะเจ้า ไม่ใช่ผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา ตถาคตเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้เราเดินครับ ทรงอ้างผู้ถึงแล้ว เพื่อให้เราเดินตามเสเนทางนั้น มิใช่ผู้ที่จะเดินตามเส้นทางนั้นได้ต้องเป็นผู้ถึงแล้วเท่านั้น ถ้าเห็นต่างก็ไม่เป็นไรครับ แต่อยากให้ คุณไม่ใช่ตัวตน ได้อ่านทบทวนและทำความเข้าใจพระสูตรนี้อีกสักนิด
     

แชร์หน้านี้

Loading...