ภาวนา "สัมปจิตฉามิ" ของเก่าฝึกมาหมด

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย NAMOBUDDHAYA, 21 กันยายน 2022.

  1. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,806
    กระทู้เรื่องเด่น:
    832
    ค่าพลัง:
    +69,193


    ภาวนา "สัมปจิตฉามิ" ของเก่าฝึกมาหมด
     
  2. Rattiyalek

    Rattiyalek สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กุมภาพันธ์ 2022
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +0
    กราบสาธุค่ะ
     
  3. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,806
    กระทู้เรื่องเด่น:
    832
    ค่าพลัง:
    +69,193
     
  4. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,806
    กระทู้เรื่องเด่น:
    832
    ค่าพลัง:
    +69,193
     
  5. NAMOBUDDHAYA

    NAMOBUDDHAYA ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    22,806
    กระทู้เรื่องเด่น:
    832
    ค่าพลัง:
    +69,193
    ...เมื่อเริ่มพิธีในการปลุกเสก กระผม/อาตมภาพก็ส่งจิตขึ้นไปกราบขอบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้า พรหม เทวดา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า "ทิ้งไปได้เลย"
    ด้วยความที่เคยชินคือ #การใช้มโนมยิทธิตามสายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้น #ท่านขอบารมีพระ #ให้เหลือความรู้สึกส่วนหนึ่งไว้กับร่างกาย #เพื่อที่ถึงเวลาใครสอบถามอะไรจะได้ตอบได้ #ไม่เช่นนั้นถ้าทิ้งไปหมดเลย #สภาพจิตกับกายแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด #ร่างกายจะทำงานไม่ได้ เหมือนอย่างกับหุ่นที่โดนทิ้งเอาไว้เฉย ๆ จึงได้กราบเรียนถามหลวงพ่อท่านว่า "การที่เราปลุกเสกวัตถุมงคล ก็ไม่ได้ใช้กำลังของตนเองอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น ถึงต้องทำอย่างนี้ด้วยครับ ?"
    พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาอธิบายว่า "เพราะว่าแกเป็นสื่อกลาง #สื่อกลางที่จะรับพลังงานจากที่อื่น เป็นต้นว่าจากพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตเจ้า พรหม เทวดา หรือว่าครูบาอาจารย์ #ตลอดจนกระทั่งพลังงานอื่น ๆ #ที่มีอยู่ในจักรวาล เพื่อที่จะครอบคลุมลงไปยังวัตถุมงคล ดังนั้น..ถ้าหากว่าแกไม่สามารถที่จะทิ้งร่างกายไปได้เลยทีเดียว #เพื่อให้ร่างกายเหมือนกับภาชนะเปล่า #จะได้บรรจุพลังงานเอาไว้ให้มากที่สุด #แล้วถ่ายทอดต่อลงไปยังวัตถุมงคล แกก็ต้องทำร่างกายให้ว่างเปล่าให้ได้ชั่วคราว"
    เมื่อกราบเรียนถามว่า "คำว่า ว่างเปล่าชั่วคราว คืออะไรครับ ?" ท่านเมตตาตอบว่า "บุคคลที่เข้าไม่ถึงตรงจุดที่ทิ้งร่างกายได้ทั้งหมด อย่างน้อย ๆ #ก็ต้องเข้าอัปปนาสมาธิระดับใดระดับหนึ่ง #ที่กำลังใจจะว่างจากกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง #ได้ชั่วคราว #ถึงจะสามารถรับพลังงาน #หรือว่าดึงเอาพลังงานของครูบาอาจารย์ ตลอดจนกระทั่งพรหม เทวดา หรือว่าพระท่านที่สงเคราะห์ #ลงมาสู่วัตถุมงคลได้มากเท่าที่ต้องการ
    ถ้าหากว่าสามารถวางกำลังใจได้สูง ก็สามารถเสกวัตถุมงคลได้มีอานุภาพสูง
    ถ้าวางกำลังใจได้ต่ำ ก็สามารถเสกวัตถุมงคลที่มีพลังงานต่ำ"
    เมื่อกราบเรียนถามท่านว่า "คำว่า สูงต่ำ ในที่นี้เอาอะไรเป็นประมาณครับ ?" พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่า "#ต่ำสุดอย่างน้อยต้องเป็นปฐมฌานละเอียด #สูงสุดก็คือการเข้าถึงสภาวะวิปัสสนาที่ปราศจากตัวตนอย่างแท้จริง หรือถ้าหากว่ากล่าวตามภาษาบาลีคือ "อนัตตา" พิจารณาเห็นอย่างชัดเจนว่า #ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา เราสักแต่ว่ายึดถือ สักแต่ว่าอาศัยอยู่เท่านั้น"
    กระผม/อาตมภาพจึงได้กราบเรียนถามต่อไปว่า "แล้วถ้าเป็นนิโรธสมาบัติละครับ ?" พระเดชพระคุณหลวงพ่อกล่าวว่า "นั่นเป็นสมาธิพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งใช้กำลังของฌาน ๔ หรือว่าสมาบัติ ๘ ก็ได้ #แต่เป็นกำลังที่ต้องผ่านการพิจารณาวิปัสสนาญาณมาอย่างเต็มที่แล้ว หลังจากนั้นก็คลายกำลังใจออกมา #ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างสมถกรรมฐาน คือตัวสมาธิ #กับวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือตัวปัญญาในการพินิจพิจารณา #กำลังใจวางอยู่ตรงกลางนั้น ก็นับเป็นนิโรธสมาบัติ"
    "#บุคคลที่สามารถถอดจิตได้ตามหลักมโนมยิทธินั้น #สามารถที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้ทุกคน #เพียงแต่ว่าสามารถที่จะรักษากำลังใจได้นานเท่าไรเท่านั้นเอง การที่จะรักษากำลังใจเอาไว้นั้น ส่วนที่ต้องชัดเจนที่สุดก็คือ ไม่เกาะเกี่ยวกับสภาพร่างกายนี้ #ไม่ว่าจะเป็นการไปท่องเที่ยวตามภพต่าง ๆ ก็ดี #หรือว่ากำลังใจที่นิ่งอยู่ภายใน ไม่สนใจอาการภายนอก ตัดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเด็ดขาด นิ่งสงบอยู่ภายใน #โดยที่กำหนดเวลาไว้ว่าต้องการเท่าไร จะเอา ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมง ครึ่งวัน ๑ วัน ๓ วัน ๗ วัน ครึ่งเดือน ๑ เดือน ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี ก็อยู่ที่เราตั้งใจเอาไว้ ถึงเวลากำลังสมาธิจะรักษากายสังขารนี้เอาไว้ได้"
    เมื่อกราบเรียนถามว่า "ถ้าไม่ได้กินนานขนาดนั้นแล้วร่างกายจะอยู่ได้อย่างไรครับ ?" พระเดชพระคุณหลวงพ่อตอบว่า "ร่างกายจะหากินด้วยตนเอง ก็คือดึงเอาธาตุ ๔ ที่เป็นของละเอียด คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่อยู่รอบข้างเข้าไปทางผิวหนังทุกส่วน สามารถที่จะประคับประคองขันธ์นี้เอาไว้ได้ #แต่ว่าเป็นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญ #เพราะเป็นการกระทำเพื่อตัวเอง #ไม่ได้ก่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก #ไม่ได้ก่อความสุขแก่ชนหมู่มาก #ไม่ได้อนุเคราะห์แก่โลก แบบหลวงพ่อขี้ค้างคาว ที่เข้าสมาธิอยู่ตลอดเวลาหลายสิบปี เป็นต้น"
    คัดลอกบางส่วนจาก...เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๕
     

แชร์หน้านี้

Loading...