มนุษย์ ยังไงก็แพ้ธรรมชาติ

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย phuang, 30 สิงหาคม 2005.

  1. phuang

    phuang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2005
    โพสต์:
    4,033
    ค่าพลัง:
    +10,025
    ขอบอกไว้ก่อนครับ ว่าทั้งกระทู้นี้มีสาระจริงๆ แค่ "1บรรทัด" เป็นบรรทัดรองสุดท้าย ที่เหลือเป็นน้ำจิ้มครับ

    การแพทย์ปัจจุบันถือว่าเจริญกว่าสมัยก่อนอย่างมาก ในช่วงแค่ไม่กี่สิบปีก็ได้เกิดมาตรฐานการรักษาใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ทำให้โรคหลายโรคที่เมื่อก่อนเมื่อเป็นก็เตรียมโลงไว้ได้เลยก็กลับกลายเป็นมีอัตรารอดชีวิตที่มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการคลอดลูกที่เมื่อก่อนเป็นสิ่งที่อันตรายและมีคนตายกันมาก ปัจจุบันกลายเป็นเข้าใจกันไปว่าเป็นสิ่งธรรมดาที่ต้องไม่มีการตายด้วยซ้ำ
    ในช่วงชีวิตการเป็นหมอของผม ได้เจอกับสิ่งที่ถือว่าเป็นข้อจำกัดของมนุษย์ที่ไม่มีทางพ้นเกิดแก่เจ็บตายไปได้ ถือว่าวันนี้ขอเอามาเล่าเป็นข้อคิดเล็กๆแล้วกัน

    1. บุหรี่ ถุงลมโป่งพอง โรคที่มีแต่แย่กับแย่

    คนที่สูบควันเข้าไปในปอด ไม่ว่าจะเป็นยาเส้น บุหรี่ ซิการ์ ต่างมีความเท่าเทียมกันอยู่อย่างนึงก็คือ ได้ควันซึ่งเข้าไปในปอด.. อาจจะก่อมะเร็งมากน้อยต่างกันหรือไม่ผมก็ไม่ทราบ แต่ความเท่าเทียมกันคือเป็นโรคถุงลมโป่งพองแน่ๆ โรคนี้มีอาการอย่างไร ทรมานแค่ไหน คนที่สูบบุหรี่ที่แม้มีญาติที่เป็น หรือเคยเห็นก็คงไม่สำนึกนอกจากให้ทดลองเอง ทดลองง่ายๆ คือ ให้หายใจเข้าปอดเต็มที่ จากนั้นหายใจออกครึ่งหนึ่ง ห้ามหายใจออกสุด จากนั้นหายใจเข้าสุด หายใจออกครึ่งเดียว ทำแบบนี้ไปสักนาทีนึง.... ลองดูแล้วกันครับ ว่าเหนื่อยและทรมานแค่ไหน นั่นแหละจะเป็นสิ่งที่คนที่เป็นถุงลมโป่งพองเป็นกัน แต่จะไม่ได้เป็ฯแค่นาทีเดียวหากแต่เป็นชั่วชีวิต เวลาที่คนไข้ถุงลมโป่งพองเข้ามา เวลาฟังปอดก็จะได้ยินเสียงวี้ดๆ เหมือนคนเป็นหอบหืด ปัญหาเวลาคนที่เป็นถุงลมเกิดอาการกำเริบคือเมื่อพ่นยาแล้วเสียงวี้ดๆก็จะยังไม่หาย บอกได้ยากว่าหายจริงหรือไม่ อีกทั้งเวลาอาการกำเริบ ก็ถือกันว่าชีวิตของคนไข้จะสั้นลงอีก1ปี เพราะช่วงที่เกิดอาการ ความเครียดเค้นที่มีต่อถุงลมในปอดได้เพิ่มขึ้นถึงขีดสุด ของที่ยังดีก็เลยโดนทำลายไปด้วย โรคนี้เมื่อเป็นกันแล้วปัญหาที่สุดแสนลำบากก็คือ ไม่สามารถงดบุหรี่ได้ เพราะคนที่สูบถึงขนาดที่เป็ฯโรคนี้ได้มักจะสูบติดต่อมานานเป็นสิบยี่สิบปี ไม่ได้เลิกง่ายๆ และแม้เป็นโรคและอาการกำเริบหลายครั้งก็ยังสูบอยู่ ทั้งที่ปัจจัยที่ทำให้กำเริบก็คือบุหรี่นี่แหละ

    ความเชื่อ : การรักษาอย่างถูกต้องสม่ำเสมอจะทำให้หายจากโรคนี้
    ความเชื่อต่อเนื่อง : ถ้ารักษานานๆแล้วไม่หายแปลว่าหมอห่วย
    ความจริง : ถุงลมที่ถูกทำลายไปแล้วด้วยพิษบุหรี่ ไม่สามารถฟื้นตัวกลับได้ การรักษาในปัจจุบันเป็นเพียงป้องกันหรือชะลอไม่ให้เป็นหนักกว่าเดิมเท่านั้น ถ้าเป็นสมัยก่อน แพทย์รุ่นเก่ามักจะแนะนำให้อดบุหรี่และปลอบว่าสักวันมันจะหาย ซึ่งหากอดบุหรี่ได้และอยู่ไปนานๆ คนไข้มักจะรู้ด้วยตนเองว่าไม่ดีขึ้นมากนักแต่ก็พออยู่ได้ อีกทั้งหากเกิดอาการกำเริบมาก็มักจะเสียชีวิตกว่าครึ่ง ดังนั้นจำนวนคนที่เป็นถุงลมโป่งพองแล้วรอดให้อาการไปหนักๆอีกก็ไม่มากนัก สมัยนี้มีเครื่องช่วยหายใจมากขึ้น เมื่ออาการกำเริบและใส่ท่อช่วยหายใจเข้าเครื่องก็มีโอกาสรอดมากขึ้น คนที่เป็นจนสภาพถุงลมเสื่อมมากๆก็เลยมีมากตามไปด้วย สิ่งที่มักเกิดตามมาคือความเอาใจใส่ในการดูแลรักษาที่ไม่มากเพราะคิดว่ามียารักษา ผมไม่รู้ว่าเมื่อก่อนเขาเลิกกันได้สักแค่ไหนหรอกครับ แต่เดี๋ยวนี้เวลาผมถามว่าเลิกบุหรี่ได้หรือยังต้องถามต่อว่าเลิกได้นานแค่ไหน ซึ่งคำตอบที่ได้รับมักจะเป็น "เลิกได้นานแล้ว เลิกได้หลายเดือนแล้ว"พอถามจำนวนจริงๆก็เป็นว่า"เลิกได้3วัน เลิกได้ครึ่งเดือน" แล้วพอถามให้ลึกไปอีกว่า"เลิกได้"คือยังไงก็จะได้รับคำตอบเหมือนๆกันว่า "เลิกได้" คือ เดิมสูบเท่านี้เท่านั้น ก็ ลดจำนวนสูบลงราวๆหนึ่งในสี่ หนึ่งในสาม

    ปัจจุบันมียาบางตัวที่เชื่อกันว่าช่วยปรับสภาพถุงลมให้ดีขึ้นได้ซึ่งอาจจะเป็นตัวรักษาโรคนี้ได้ แต่ราคาแพงมากตกปีละหลายแสนบาท ..... ซึ่งเวลาคนไข้บางคนมา ก็จะมีการขอยาตัวนี้โดยอ้างว่าช่วยรักษาได้ แต่หากไม่หยุดบุหรี่ ให้ยาไปก็ไร้ประโยชน์ครับ อุปมาเหมือนลิงได้แก้ว ดังนั้นคนที่ยังสูบอยู่ก็กรุณาเลิกซะด้วย

    2. เหล้ายาปลาปิ้งพร้อมสรรพกับเพื่อนพ้อง นั่งคุยสนุกเฮฮากันโดยไม่ได้ไตร่ตรอง.....

    เรื่องนี้คงไม่ถือว่าเป็นโรค แต่ถือเป็นเรื่องอาการมากกว่า เป็นอาการไร้สาระที่พาคนไร้สาระมา รพ. เวรดึกวันอาทิตย์ต่อเช้าวันจันทร์เป็นวันที่เจอบ่อยที่สุด คนไข้จะเข้ามาด้วยอาการวิงเวียนใจสั่นนอนไม่หลับ พอเข้ามาแล้วตรวจก็จะไม่เจออะไร คนไข้ก็จอบอกเองโดยอัตโนมัติว่า กินเหล้า บุหรี่ (กัญชาหรือยาบ้าในบางราย) คนที่กินเหล้าจะให้ประวัติว่านั่งกินกำลังเพลินตอนประมาณตีสอง กินกำลังปลิ้นเค้ากำลังคึกคะนอง เหล้ายาปลาปิ้งพร้อมสรรพกับเพื่อนพ้อง นั่งคุยสนุกเฮฮากันโดยไม่ได้ไตร่ตรอง .... นึกได้อีกทีว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันจันทร์นี่หว่าก็รีบมาโรงพยาบาลบอกว่าต้องการยาถอนเหล้า เพราะไม่งั้นพรุ่งนี้ทำงานไม่ได้ คนที่กินกาแฟ กัญชา ยาบ้า ก็จะคล้ายๆกัน บอกว่ากินเพราะอะไรสักอย่างแล้วทีนี้นอนไม่หลับ จะมาขอยานอนหลับ เรื่องการกินสารกระตุ้นประสาททั้งหลายเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติว่า กินแล้วต้องมีอาการครับ การรักษาทำเพียงแค่รอให้อาการหายไปเอง ไม่ต้องไปเร่งให้หายไวๆ และที่สำคัญ ไม่มีการจ่ายยาเพื่อไปแก้อาการของสิ่งที่เอาเข้าร่างกายไปเองด้วยความตั้งใจ(และไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต)

    เรื่องนี้ยกมาพูดเพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็ยังมีคนเข้าใจว่าหมอต้องรักษาอาการพวกนี้ตามที่คนไข้ต้องการ หลายครั้งหลายหนที่มีหนังสือร้องเรียนหรือจดหมายสนเท่ห์เข้ามาบอกว่าหมอไม่ยอมรักษาให้ หรือบางครั้งก็โวยวายตั้งแต่หมอไม่ยอมจ่ายยาให้.... พวกโวยวายในกลุ่มหลังจะมีอาการคล้ายๆกันคือหายเมาเมื่อเห็นลูกเสือยืนอยู่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน......

    ปล. เล่ามายาวยืด สรุปคือกินเหล้ากาแฟนอนไม่หลับไม่ต้องมารพ.ครับ มันเรื่องธรรมชาติ)
    ปอ. ลูกเสือที่โดนหมอโทรตามมาจากสถานีตอนตีสองตีสาม มักอารมณ์ไม่ดี

    3. โรคไตวาย

    ในที่นี้หมายถึงไตวายที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรจากโรงพยาบาล ไตวายปลอมที่ได้การวินิจฉัยจากคนขายยา(ที่ไม่ใช่เภสัชกร)ไม่เกี่ยว หรือไปนอนโรงพยาบาลแล้วได้ยินใครไม่รู้บอกว่าเป็นไตวาย อันนี้ก็ไม่เอา คนไทยจำนวนมากเป็นไตวาย ส่วนใหญ่เป็นจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งปัญหาที่เจอบ่อยก็คือ คนไข้รู้สึกว่าแย่ เพราะรักษาอย่างไรก็มีแต่ทรงกับทรุด ท้อแท้และไม่มีกำลังใจ หมอก็รู้สึกไม่ดี เพราะว่ารักษาไปรักษามาจู่ๆคนไข้ก็จะแวบหายไป กลับมาอีกครั้งด้วยอาการที่หนักกว่าเดิมและมียาอะไรไม่รู้ติดกลับมามากมาย เมื่อเจาะเลือดตรวจอาการ ก็เจอกับอาการของไตวายเต็มขั้นทับซ้ำลงมาอีก เมื่อเอามารักษาในโรงพยาบาล ก็จะเกิดปัญหาที่ว่า ญาติและคนไข้ ต้องการ1.การฟอกล้างไต 2.ยาล้างไตที่เคยกิน การฝอกไตนั้นไม่มีปัญหามากนัก เพราะว่ามีหลักการทางการแพทย์อยู่แล้ว แต่เรื่องยาล้างไต เป็นอะไรที่อธิบายยาก เพราะยาล้างไตที่คนไข้หมายถึง คือยาที่กินเข้าไปแล้วมีฉี่เป็นสีเขียวสีน้ำเงิน.. ซึ่งในความจริงมันไม่ได้เข้าไปช่วยให้ไตดีขึ้นเลย

    ไตคนเรามีสองข้าง และมีความสามารถทำงานได้แม้จะโดนตัดไปข้างหนึ่งหรือ50% ดังนั้นคนที่จะเป็นไตวายได้ต้องผ่านขั้นตอนของการเสียหายมานานกว่าครึ่ง คนที่เป็นเบาหวานความดัน ก็ต้องผ่านการเป็ฯมานานพอ อาจจะเป็นสิบปี การที่ไม่ยอมควบคุมโรคทั้งสอง จนเกิดโรคไตตามมา ทำให้เมื่อมาพบหมออีกครั้งก็ไม่มีทางย้อนไตที่เสียไปให้ได้กลับมาอีกแล้ว

    วันนี้ผมอาจจะเล่าเรื่องที่ดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่เลย แต่หากมองให้ลงไปถึงเนื้อหาจริง ก็จะเห็นความเกี่ยวเนื่องของมันคือ
    ***โรคเหล่านี้เป็นโรคแห่งความเสื่อมที่ป้องกันหรือชะลอได้ด้วยเจ้าของร่างกาย หมอเป็นเพียงคนที่ช่วยเจ้าของร่างกายทำให้มันสงบลงชั่วคราว ไม่สามารถรักษามันให้หายขาดได้***
    เห็นตัวอย่างเล็กๆนี้ คงจะเห็นความสำคัญของความร่วมมือในการรักษาขึ้นมาบ้างแล้วนะครับ
     
  2. ไอ้ใบ้

    ไอ้ใบ้ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 เมษายน 2005
    โพสต์:
    2,256
    ค่าพลัง:
    +7,243
    มนุษย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือมนุษย์ มนุษย์ทำไม่ดี ธรรมชาติก็ไม่ดีไปด้วย ธรรมชาติทำไม่ดี มนุษย์ก็ไม่ดีไปด้วย แล้วมนุษย์จะแพ้ธรรมชาติได้อย่างไร ในเมื่อเป็นอัน อันเดียวกัน งง...
     

แชร์หน้านี้

Loading...