มหากาพย์แห่งจักรวาล III Status : อีเลียด ฮอร์ด(สามสายเลือด)

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย สิงห์อาชา, 26 สิงหาคม 2017.

  1. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    image-7332_59A0C285.jpg
    ...อดีตกาลยาวนานมาแล้วหลายล้านสหัสวรรษตั้งแต่สมัยที่จักรวาลอันกว้างใหญ่อันหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ยังเต็มไปด้วยความมืดในอวกาศ ไม่มีสิ่งใดทั้งนั้น ทว่าในความไม่มีนั่นเองกับมีอยู่ด้วยสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าพลังงาน ซึ่งลอยเวิ้งว้างตามจักรวาลอันมหาศาลนี้ จนเมื่อเวลาผ่านไปยาวนานเข้าอีกหลายล้านปีแหล่งพลังงานนั้นก็ได้ลอยมารวมกันเป็นก้อนพลังงานใหญ่ เมื่อมารวมกันมากเข้า ก็ได้ก่อกำเนิดสรรพสิ่งหนึ่งเป็นครั้งแรกในจักรวาล นั่นคือจิตวิญญาณ ดวงจิตวิญญาณนั้นต่อมาคือเทพเจ้าฟาธอร์ ผู้สรรสร้างทุกสรรพสิ่ง ในยุคแรกเริ่มนั้นพระองค์หารู้ไม่ว่าพระองค์มีอำนาจในการสร้างและบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นมาได้ จนกระทั่งถึงขณะหนึ่งที่พระองค์กำลังสับสนกับตัวตนของพระองค์เองอยู่ พระองค์ก็ได้ทรงมองไปรอบๆจักรวาลก็แลเห็นว่ามันกว้างใหญ่เหลือเกินจะดูชมทั่วได้ จึงได้ทรงคิดในพระทัยว่าถ้าหากมีตัวยาวๆเลื้อยๆอยู่เต็มไปหมดจะเป็นเช่นไร(พระองค์ทรงนึกถึงคำว่าแหวกว่ายแล้วได้จินตนาการถึงตัวเลื้อยๆอย่างที่ว่า ซึ่งพระองค์ก็มิรู้หรอกว่าตัวเลื้อยๆมันคือตัวอะไร ลักษณะเป็นยังไง) ในขณะที่พระองค์ทรงคิดนั่นเองเพียงชั่ววูบเดียวก็บังเกิดสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวด้วยการเลื้อยดังที่พระองค์ทรงคิดภาพไว้ แต่ไปได้ไม่ไกลเจ้าเลื้อยตัวนั้นก็ตายลง พระองค์ทดลองทำแบบนี้อยู่หลายครั้งก็ตายทุกตัว พระองค์ทรงมองเห็นแล้วว่าตนนั้นมีอำนาจในการสรรสร้างได้ตามแต่ใจปรารถนา พระองค์จึงทรงตั้งพระทัยแน่วแน่กำหนดลักษณะเจ้าเลื้อยตัวนั้นใหม่ให้มีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ คำว่าเจ้าเลื้อยพระองค์เห็นว่าคำเรียกนี้ไม่เหมาะสมกับเกียรติแห่งชีวิตแรกที่พระองค์ได้สร้างเลย เทพเจ้าฟาธอร์จึงทรงคิดชื่อให้ใหม่ว่า มังกร พระองค์ได้ทรงสร้างมังกรที่มีลักษณะลำตัวยาวมีขาเล็กๆสองข้างอยู่ข้างหน้า ไม่มีปีก มีแผงขนที่คอ เคลื่อนไหวด้วยการเลื้อยเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ที่สำคัญคือสามารถพูดเป็นภาษาได้ แล้วทรงให้ชื่อเผ่าพันธุ์แรกนี้ว่านิคิ ในตอนแรกๆนั้นมังกรนิคิเหล่านี้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้จึงได้ล้มตายกันไปเพราะไม่มีอากาศหายใจ พระองค์จึงทรงคิดสร้างพลังงานขึ้นมาเป็นแหล่งใหญ่ แล้วปักแหล่งพลังงานนั้นไว้อยู่ตรงแกนกลางจักรวาลทั้งมวล พลังงานนี้เป็นแหล่งอากาศที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถหายใจได้ มันสามารถแทรกซึมไปได้ทุกที่อย่างทั่วถึง แหล่งพลังงานนี้จะแผ่กระจายอากาศออกมาได้ทั่วจักรวาล พระองค์ให้ชื่อแหล่งพลังงานนี้ว่า “ผลึกแสงแห่งชีวิต”

    image-D3C6_59A0C285.jpg

    พร้อมกับสร้างหลุมดำขนาดใหญ่เอาไว้ด้วยตามแหล่งที่ต่างๆทั่วทุกจักรวาล เพื่อเป็นการเตือนสอนให้มีสติไม่ใช่เอาแต่ชมเล่นหลงระเริงในความสวยงามของจักรวาลอย่างเดียว เอาแต่สนุกจนพลาดท่าไปโดนหลุมดำดูดเข้า เมื่อพระองค์ได้สร้างอากาศหายใจกับหลุมดำแล้ว ก็ทรงสร้างมังกรนิคิขึ้นมาอีก ซึ่งตอนนี้มันสามารถบินแหวกว่ายเลื้อยอยู่ในจักรวาลได้แล้ว แต่ด้วยจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ เทพเจ้าฟาธอร์จึงทรงวิวัฒนาการมังกรนิคิให้ไม่มีวันตายถ้าหากไม่กัดกันเอง มีจมูกในการดมกลิ่นจำกลิ่นเป็นเลิศแล้วสามารถพ่นไฟซึ่งเป็นเปลวเพลิงอันร้อนระอุที่ใช้แผดเผาได้ และที่พิเศษกว่านั้นมังกรนิคิสามารถพ่นกระแสพลังงานจากตัวของมันเองได้ เมื่อมันพ่นกระแสพลังงานนี้ออกมา จะเป็นเสมือนประตูมิติ ซึ่งถ้ามังกรนิคิมันเคยแหวกว่ายในอวกาศไปที่ไหนแล้วมันอยากจะไปที่นั่นอีก มันก็ดมกลิ่นพื้นที่บริเวณนั้น แล้วจำกลิ่นนั้นไว้ซึ่งมันมีความจำเป็นเลิศ มันก็สามารถพ่นพลังงานเป็นประตูมิติออกมา แล้วว่ายเลื้อยเข้าไปในนั้น มันก็จะไปโผล่ในที่นั้นทันทีดังที่มันตั้งใจไว้ ด้วยพระผู้สร้างเทพเจ้าฟาธอร์นี้ทรงเล็งเห็นว่าจักรวาลนี้มันกว้างใหญ่ ซึ่งบางที่ก็ใช้เวลาหลายแสนล้านปีเลยทีเดียวกว่าจะไปถึง มังกรนิคิจึงเปรียบเสมือนพาหนะที่ใช้ท่องอวกาศที่ดีที่สุด

    image-018E_59A0C285.jpg
    หลังจากนั้นเทพเจ้าฟาธอร์ก็ทรงสร้างจักรวาลขึ้นมาอีกถึง ๓๒ จักรวาล พร้อมด้วยพระอาทิตย์โดยทรงวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แล้วได้สร้างดวงดาวต่างๆมากมายหลายร้อยดวง ทรงสร้างป่าไม้ แม่น้ำ ท้องฟ้า ทะเล ก้อนเมฆ ซึ่งบางดวงดาวก็จะเป็นน้ำทั้งหมด บางดวงดาวก็จะเป็นทะเลทราย บางดวงดาวก็ไม่มีทะเลทรายแต่มีป่าไม้สมบูรณ์ บางดวงดาวก็อุดมสมบูรณ์สวยงาม พระองค์ทรงสร้างลักษณะแบบนี้คละเคล้ากันไป เพื่อให้จักรวาลมีความสดใสมีสีสัน ต่อมาจึงทรงสร้างสิ่งมีชีวิตมนุษย์ สัตว์ ทั้งเพศผู้และเพศเมียที่เหมาะสมกับดาวนั้นๆ อย่างดาวที่เป็นน้ำทั้งหมด พระองค์จะทรงสร้างลักษณะคล้ายๆปลา แต่ถ้าเป็นดวงดาวทะเลทรายร้อนๆพระองค์จะทรงสร้างสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายหินซึ่งจะไม่มีความรู้สึกถึงความร้อนใดๆ ในขณะที่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมากมายบนจักรวาลนี้แล้ว เทพเจ้าฟาธอร์ก็ทรงสร้างมังกรขึ้นมาอีกเผ่าคือ ดูราโก ลักษณะของมังกรดูราโกแตกต่างกับมังกรนิคิอย่างมาก มังกรสายพันธุ์ดูราโก จะตัวใหญ่กว่ามังกรสายพันธุ์นิคิ มีปีกอันมโหฬารที่ลำตัว มีมือหน้าใหญ่ และขาสองข้างที่มีเล็บแหลมคมแข็งแรงอันทรงพลัง พ่นไฟไม่ได้สร้างประตูมิติไม่ได้ แต่แรงกัดมหาศาล ด้วยการที่มันสร้างประตูมิติไปไหนมาไหนไม่ได้ มังกรเผ่าดูราโกจึงนิยมไปอยู่สืบพันธุ์ตามดวงดาวใหญ่ต่างๆมากกว่าจะบินชมแดนอวกาศ

    image-48F4_59A0C285.jpg

    image-DC23_59A0C285.jpg
    แต่ทว่ามังกรสองเผ่าพันธุ์นี้ไม่ค่อยจะถูกกันเสียเท่าไหร่ ซึ่งเทพเจ้าฟาธอร์มิได้คิดว่ามันจะกัดกันเลย แต่ด้วยความที่พระองค์ทรงรักทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์สร้างขึ้นมาเหมือนลูก จึงปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกๆจัดการกัน เพราะพระองค์ก็ได้ทรงมอบอาวุธวิเศษอันล้ำค่าที่สุดให้กับสิ่งมีชีวิตต่างๆเรียบร้อยแล้ว นั่นคือก้อนสมอง พระองค์สร้างสัญชาติญาณเอาตัวรอดเป็นพื้นฐานให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพื่อให้รู้อันตราย(เช่น หน้าผาตรงนี้สูงตกลงไปจะเสียชีวิตประมาณนี้) พระองค์ทรงทำให้หมด เพื่อให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายสามารถดำรงชีวิตรอดปลอดภัยสืบเผ่าพันธุ์ได้ ดังนั้นเมื่อดวงดาวหรือส่วนไหนในจักรวาลมีเหตุเดือดร้อนใดๆ พระองค์จะไม่ทรงยุ่ง เพราะเทพเจ้าฟาธอร์รักทุกสรรพสิ่งเท่ากันเหมือนพ่อรักลูก และด้วยความเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ของเทพเจ้าฟาธอร์ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการสื่อสารกันเป็นอย่างมาก ถ้าหากคุยกันมิรู้เรื่องจะสร้างสัมพันธไมตรีกันได้อย่างไร ด้วยข้อนี้พระองค์ทรงกำหนดจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในจักรวาลที่พระองค์ได้สร้างจากพลังงานเอาไว้ นอกจากสัญชาติญาณเอาตัวรอดที่มีเหมือนกันหมดทุกสรรพสิ่งแล้ว พระองค์ยังทรงให้มีภาษาที่ใช้พูดคุยสื่อสารกันเหมือนกันอีกด้วย ซึ่งอานุภาพของพลังงานจิตวิญญานที่เทพเจ้าฟาธอร์ให้มานั้น สามารถทำได้ ก็ด้วยจิตวิญญาณสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นมาจากที่เดียวกัน คือมาจากการแบ่งพลังงานจิตวิญญาณจากเทพเจ้าฟาธอร์นั่นเอง ภาษาทุกภาษาจึงเป็นภาษาเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติในตัวของมันเองด้วยอานุภาพของพลังงานแห่งพระผู้สร้าง

    image-AF50_59A0C3F6.jpg
    ต่อมาพระองค์ได้ทรงแบ่งภาคจิตวิญญาณของพระองค์เองเป็นสามดวงใหญ่และมีความเข้มข้นทางพลังงานสูงมาก ดวงจิตสามดวงนั้นก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเทพเจ้ามหาบุรุษสามองค์ (ซึ่งมีความสำคัญมากในโลกไตรภพ)
    องค์ที่ ๑ เทพเจ้าธัชรัชธิฟาธาร์
    องค์ที่ ๒ เทพเจ้ามิทาร์อลายะ
    องค์ที่ ๓ เทพเจ้าดิเอียนโธทานัธ
    และเทพเจ้าฟาธอร์ยังทรงแบ่งภาคจิตวิญญาณออกมาอีกหลายดวง เป็นบุรุษสตรีคละเคล้ากันไป แต่ความเข้มข้นของพลังงานไม่เท่าสามองค์แรก ซึ่งเทพเจ้าที่เกิดจากการแบ่งภาคออกมาทีหลังนี้ พระองค์ให้ทรงเรียกว่า เหล่ารูปธรรมชั้นสูง ส่วนเทพเจ้าสามองค์แรกที่มีความเข้มข้นทางพลังงานสูง พระองค์ทรงให้เรียกว่า ตรีสรณะ ซึ่งมีอำนาจในการดูแลสอดส่องทั่วจักรวาลทั้งหมด
    ในที่สุดดาวดวงสุดท้ายที่เทพเจ้าฟาธอร์ได้ทรงสร้างนั้น อยู่ในจักรวาลที่ ๔ จากทั้ง ๓๒ จักรวาล ดาวดวงนี้อยู่ในเขตกลุ่มดาวฟาลาไซนัส ซึ่งมีดวงดาวอยู่ในกลุ่มดาวนี้ ๑๘ ดวง ซึ่งก่อนที่เทพเจ้าฟาธอร์จะตัดสินใจสร้างดาวดวงนี้ซึ่งเป็นดาวดวงสุดท้าย พระองค์ได้เล็งเห็นดาวดวงหนึ่งในจักรวาลที่ ๔ ในเขตกลุ่มดาวอาดูล ซึ่งอยู่ข้างๆกลุ่มดาวฟาลาไซนัส ดาวดวงนั้นมีชื่อว่า “วาเรีย” เป็นดาวแห่งยอดนักรบ ซึ่งแต่เดิมก็เป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ธรรมดาๆ แต่ด้วยของวิเศษอย่างมันสมองที่เทพเจ้าฟาธอร์ได้มอบไว้ให้ จึงทำให้เกิดการพัฒนามาตลอดจากที่ดำรงชีวิตแบบเดินทางค่ำไหนนอนนั่น จนกระทั่งมีอารยธรรม มีการปกครอง มียศมีศักดิ์ แต่พระองค์ก็ยินดีกับเรื่องนี้ด้วย แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุกสิ่งก็ย่อมเปลี่ยนไป จากการปกครองดวงดาวของตนกลับกลายเป็นการรุกรานดาวอื่นเผ่าพันธุ์อื่นให้ได้รับความเดือดร้อนด้วยกองทัพมังกรนิคิ สิ่งมีชีวิตแรกแห่งจักรวาล เหตุการณ์ในครั้งนี้เทพเจ้าฟาธอร์จะปล่อยให้จัดการกันเองเสียไม่ได้ เพราะผู้ปกครองแห่งดาววาเรีย(ดาวแห่งยอดนักรบ) เป็นบุตรแห่งไอร์เซ็นจ้าวแห่งน้ำแข็ง ที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้เมื่อกาลนานมาแล้ว(บุตรแห่งไอร์เซ็นเป็นอมตะไม่มีวันตายไม่มีวันแก่ เพราะมีเชื้อสายเทพน้ำแข็งสมัยยุคแรกแห่งจักรวาล) ไม่ว่าใครก็ตามที่สังหารบุตรแห่งไอร์เซ็นได้ จะมีชีวิตอยู่ได้อีกหนึ่งวัน หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นน้ำแข็งไปตลอดกาล ซึ่งไอร์เซ็นได้ให้คำสาปนี้ไว้ เพื่อเป็นการแก้แค้นผู้ที่ฆ่าลูกของตนได้ เป็นการแก้แค้นทางอ้อมนั่นเองเพราะไอร์เซ็นเป็นเทพผู้รักสงบและสันติ(ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้น) แถมองค์เทพเจ้าฟาธอร์เองก็เคยลั่นวาจาสัตย์เป็นการประทานพรแก่บุตรของผู้ปกครองดาววาเรียนั้นอีกด้วย ในตอนนั้นบุตรแห่งผู้ปกครองวาเรียเป็นคนมีคุณธรรมเป็นคนมีใจสันโดษรักสันติและเจ้าตัวผู้ปกครองวาเรียเองก็ดูท่าจะเป็นคนดี เทพเจ้าฟาธอร์จึงได้เบ่งวาจาศักดิ์ศิทธิ์ออกมาว่า “บิดาของเจ้ายิ่งใหญ่และเก่งกาจเพียงไร ข้าขอให้เจ้ายิ่งใหญ่กว่าผู้เป็นบิดาหลายเท่าตัว”
    ต่อมาผู้ปกครองดาววาเรียกลับละโมบโลภมากอยากขยายอำนาจ อย่างที่กล่าวไว้ว่าถ้าหากใครสังหารบุตรแห่งไอร์เซ็นได้จะต้องตายตามไปด้วย ซึ่งจ้าววาเรียคนนี้ก็เก่งมากๆ แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้น มีมหาบุรุษจากดวงดาวที่ยิ่งใหญ่ดวงหนึ่ง เป็นคนสังหารผู้ปกครองดาววาเรียที่เก่งกาจลงได้ด้วยดาบที่มีพลังงานบริสุทธิ์สูงมากๆ แต่เรื่องนั้นยังไม่เลวร้ายพอ เพราะยังมีสายเลือดแห่งไอร์เซ็นอยู่ นั่นคือบุตรชายแท้ๆของผู้ปกครองดาววาเรียที่ถูกสังหารไป แถมยังมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์กว่าผู้เป็นบิดาอีกด้วย(ด้วยอานุภาพพรของเทพเจ้าฟาธอร์) ความแค้นความเจ็บปวดมันบ่มเพาะอยู่ในใจลูกชายคนนี้ที่มีต่อมหาบุรุษผู้สังหารบิดาของเขา ด้วยเหตุเพราะมหาบุรุษผู้เก่งกาจที่สังหารผู้ปกครองวาเรียได้ในตอนนั้น ได้กลายเป็นน้ำแข็งไปตลอดกาลเรียบร้อย แล้วถูกชาวดาวของเขานำพาไปฝังยังที่ที่ปลอดภัย ซึ่งตนนั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน จึงได้พาลยกทัพรุกรานไปทั่วทุกดวงดาว คมอาวุธที่ตีมาจากแร่ธาตุชั้นดีดื่มเลือดดื่มเนื้อทุกคนที่ถูกฟาดฟัน จนสุดท้ายด้วยความเก่งกาจมากๆของคนลูกนั้น เขาได้กลายเป็นจักรพรรดิ์ราชาแห่งจักรวาลที่ ๔ ทั้งหมด ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี เขาเก่งและน่าเกรงขามขนาดที่ว่าแค่บอกว่าจะไปยึดกลุ่มดาวนั้นกลุ่มดาวนี้ เพียงแค่กล่าวเท่านั้น กองทัพยังมิทันได้เตรียมการ กลุ่มดาวทั้งหลายที่ถูกพูดถึงก็ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี นี่คือผู้มีบารมีและอำนาจอย่างแท้จริง(ตัวเทพเจ้าฟาธอร์เองรู้สึกว่าได้ทำเรื่องผิดพลาดอย่างร้ายแรง)
    ด้วยเหตุนี้เทพเจ้าฟาธอร์จึงทรงสร้างดวงดาวดวงสุดท้ายขึ้นมา พระองค์วางตำแหน่งดาวให้อยู่ห่างจากดาวอื่นพอสมควร เพื่อป้องกันทหารตรวจตราที่คอยขี่มังกรนิคิมาสอดส่องดวงดาวตามที่ต่างๆ เมื่อเทพเจ้าฟาธอร์สร้างดาวดวงนี้เสร็จ ทรงให้สมญานามว่า “ไตรภพ โลกสามแผ่นดิน”โดยใส่ความสำนึกรู้ได้ด้วยตนเองให้กับมนุษย์ยุคแรกของไตรภพ มนุษย์ยุคนั้นจึงเรียกโลกที่ตนอยู่ว่าไตรภพด้วยความสำนึกรู้โดยธรรมชาติซึ่งเทพเจ้าฟาธอร์ทรงต้องการให้มีชื่อเช่นนั้นนั่นเอง พระองค์กำหนดลักษณะดาวดวงนี้ให้มีแผ่นดินอยู่สามส่วน ยาววนบรรจบกัน(นึกภาพลูกโลกที่มีวงแหวนพาดวงเป็นแผ่นดินสามวง ซ้าย กลาง ขวา) ที่พระองค์ทรงแบ่งแผ่นดินแยกออกจากกันเพราะพระองค์ปรารถนาจะให้เทพตรีสรณะ ลงไปสร้างระเบียบสร้างอารยะเอง แล้วเพื่อจะได้อยู่ห่างกันอยู่ต่างแผ่นดินกัน เรียนรู้ประสบการณ์คนละแบบกัน เทพเจ้าฟาธอร์สร้างไตรภพเสร็จก็หาให้เทพตรีสรณะอวตารลงไปเกิดเป็นมนุษย์บนดาวดวงนั้นเลยไม่ พระองค์ทรงรอให้มนุษย์ที่ทรงสร้างบนดาวไตรภพนี้ได้ดำรงชีวิตกันไปก่อน เพื่อที่เมื่อถึงเวลาอันสมควรเทพตรีสรณะทั้งสามที่ลงไปเกิดเป็นมนุษย์จะได้มีความรู้ในการเอาตัวรอดกับสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศจากผู้เฒ่าผู้แก่หรือบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ก่อนแล้วในไตรภพนั่นเอง
    จนในที่สุดเมื่อใกล้เวลาอันเหมะสม เทพเจ้าฟาธอร์ได้ส่งเทพสตรีรูปธรรมชั้นสูง อวตารลงไปเกิดเป็นนักพยากรณ์ เพื่อไปทำหน้าที่บอกถึงเหตุการมาของเทพตรีสรณะให้ชาวไตรภพได้รับรู้ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เทพเจ้าฟาธอร์ทรงวางแผนอย่างแยบยล พระองค์ให้เทพตรีสรณะไปจุติเกิดก่อนเพื่อสร้างอารยธรรม ซึ่งบางช่วงพระองค์จำต้องส่งรูปธรรมชั้นสูงซึ่งเป็นเทพสตรีผู้กล้าหาญลงไปช่วยด้วย เพื่อให้ไตรภพเกิดอารยธรรมขึ้นอย่างก้าวกระโดด แล้วส่วนตัวพระองค์เทพเจ้าฟาธอร์นั้นจะอวตารลงไปเกิดภายหลังเพื่อรวมอารยธรรมทั้งสามแผ่นดินเข้าด้วยกัน พร้อมกับรูปธรรมชั้นสูงซึ่งเป็นบุรุษ(จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตซึ่งถูกใส่รหัสทางจิตวิญญาณ(พันธสัญญา) ให้ทำหน้าที่สำคัญ คือนำภัยจากวาเรียมาสู่ไตรภพ) พระองค์ทรงวางแผนครั้งนี้ด้วยเป้าหมายเดียวคือดับชีวิตสายเลือดแห่งไอร์เซ็นผู้นั้น ไม่เช่นนั้นจักรวาลทั้ง ๓๒ จักรวาลที่อยู่กันอย่างสันติ จะต้องได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทุกดวงดาวไปด้วย…

    image-E73E_59A0C3F6.jpg

    “ข้าผู้เป็นพ่อของทุกสรรพสิ่ง ข้าจำต้องทำเพื่อหยุดลูกคนนี้ ข้าต้องลืมว่าข้าเป็นใคร
    มาจากไหน เกิดมาทำไม ข้าต้องใช้ชีวิตที่ซึ่งแม้ตัวข้าเองก็หารู้ได้ว่าจะไปในทิศทางใด ข้าได้แต่หวังว่ารหัสที่ใส่ไว้ในจิตวิญญาณและพละกำลังในกายมนุษย์นี้ จะทำให้ตัวข้าทำหน้าที่ดั่งที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ”​
     
  2. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    ปฐมบท

    มนุษย์ แผ่นดิน เชื้อชาติ วัฒนธรรม การดำรงชีวิต…และสิ่งที่ทำให้มนุษย์ยึดมั่นถือมั่นปฏิบัติต่อกันมาอย่างยาวนานคือความเชื่อ และการสั่งสอนจากบรรพบุรุษของแผ่นดินที่พวกเขาได้อาศัยอยู่นั่นเอง ชีวิตหนึ่งชีวิตเกิดมา ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งจากเด็กทารกตัวน้อยๆ ก็เติบใหญ่เป็นไปตามวัย และเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตกำลังจะมาถึงด้วยวัยชรา มิช้ามินานเพียงในระยะเวลาสั้นๆมัจจุราชแห่งความตายก็จะมาเยือน แต่ชีวิตหาได้จบสิ้นไปแค่นั้นไม่ สิ่งที่ยังเป็นเสมือนตัวแทนของเรานั้นก็คือลูกหลาน ที่สืบทอดสายเลือดของเราเอาไว้ แล้วมันจะเป็นเช่นนั้นไปมิรู้จบสิ้น...

    ในวัฏจักรชีวิตอันเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งนี้นั่นเอง ได้ก่อกำเนิดเรื่องราวอันถูกจารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ระดับมหากาพย์วรรณกรรมในชื่อของ “III Status สามสายเลือด”

    “ท่านเกิดมาเพื่อเป็นราชา”
    You were born to be king

    image-2788_59A0C49A.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    อารัมภบท

    คลื่นทะเลซัดเข้าหาชายฝั่งกัดเซาะไปตามทาง กระทบโขดหินสะเทือนผืนทรายแทรกซึมไปสู่แผ่นดิน…
    น้ำทะเลในมหาสมุทรโลกนี้แบ่งเป็นสองส่วน(ไม่นับที่อยู่ริมฝั่งตะวันตกของกาเลียอัสและฝั่งตะวันออกของโอลิมเปีย) กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ด้วยมหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่สองส่วนนี้เองได้แบ่งแผ่นดินออกเป็นสามส่วน ทอดยาววนเป็นวงรอบพอดี วงที่หนึ่งอยู่ทางซ้าย ดินแดนนี้มีนามว่า “กาเลียอัส” วงที่สองอยู่กึ่งกลางโลกพอดี ดินแดนนี้มีนามว่า “สุวรรณภูมิ” วงที่สามอยู่ทางขวามือ ดินแดนนี้ มีนามว่า “โอลิมเปีย” แต่ละดินแดนมีขนาดกว้างใหญ่ มีน้ำมหาสมุทรกั้นแผ่นดินแต่ละส่วนของโลกเอาไว้ ไม่มีใครเคยข้ามน้ำข้ามทะเลได้ มนุษย์ต่างอาศัยและดำรงชีวิตตามภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมที่ตนอยู่

    - ดินแดนกาเลียอัสนั้น มีสภาพแวดล้อมชุ่มชื้น มีฝนตกปรอยๆตลอดวัน มีฤดูฝนเป็นฤดูเดียว ในช่วงกลางปีฝนจะตกหนักที่สุด ทำให้เกิดน้ำท่วมตามแผ่นดิน บ้านของมนุษย์ชาวกาเลียอัสนี้ มีใต้ถุนสูง ช่วงเวลาน้ำท่วม จะสร้างแพล่องไปมาหาสู่กัน แทนการเดินด้วยเท้า ภูเขาเยอะ ที่ราบลุ่มมีมากมาย ต้นไม้มีเพียง ๑ ใน ๓ ของแผ่นดิน จึงเป็นเหตุให้แผ่นดินกาเลียอัสมีแหล่งน้ำมากมาย ลักษณะมนุษย์ที่นี่มีผมยาวสีแดงตาคม ผิวขาว ลักษณะผู้ชายจะตัวสูงใหญ่จนถึงอ้วน กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ไว้หนวดเครายาว กล้าหาญ มุทะลุ ดุเดือด และชอบท้าทาย ส่วนพวกนักเลงอันธพาลจะชอบยกระดับตัวเองด้วยการกระโดดน้ำไปสู้กับจระเข้ เพื่อจับมาทำเป็นอาหาร แล้วทำชุดห่มเท่ห์ๆ ด้วยความเชื่อที่มีมานมนานตั้งแต่บรรพบุรุษว่า ชายชาวกาเลียอัสคนใดมีเกร็ดหนังจระเข้ห่มกายจะถือว่าเป็นชายชาตรี อบอุ่น กล้าหาญและอ่อนโยนมีความเป็นผู้นำ ดังนั้นนักรบกาเลียอัสจะใส่ชุดที่ทำมาจากหนังจระเข้(ในยุคนี้ส่วนมากจะเป็นนักรบอันธพาลพวกมากลากไป นักรบกาเลียอัสจึงมีเยอะตั้งแต่เขตเมืองบูสขึ้นไปทางเหนือ ไม่ใช่ลักษณะสมัยโบราณที่นับถือกันมา) ถือค้อนที่มีด้ามเป็นขวานเป็นอาวุธ ลักษณะผู้หญิงตัวอวบอึ๋ม มีน้ำมีนวล เต่งตึงทั้งหน้าอกและก้น สูงใหญ่จนถึงอ้วน เก่งเรื่องการประดิษฐ์ประดอย ทำแพล่องให้ผู้ชายได้ สามารถแร่เนื้อจระเข้เพื่อเอาหนังมาทำชุดให้นักรบชาย นิสัยเป็นกันเอง แต่ใจดีเป็นพิเศษกับคนที่นางรัก
    - ดินแดนสุวรรณภูมินั้น มีสภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้น มีอากาศแจ่มใสแสงแดดส่องให้เห็นทุกวัน มี ๒ ฤดู คือฤดูร้อนและฤดูฝน ในช่วงปลายปีจะเป็นฤดูฝน และช่วงต้นปีถึงกลางปีจะเป็นฤดูร้อน เพราะมีแสงแดด และน้ำฝนนี้เอง ที่ให้ทั้งความอบอุ่นและชุ่มชื้นแก่แผ่นดิน ทำให้ดินแดนสุวรรณภูมินั้นอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้ทึบหนา ชาวสุวรรณภูมินิยมสร้างบ้านด้วยไม้ชั้นดีในแผ่นดิน ตกแต่งก่อสร้างอย่างงดงาม หลังคาโค้งเว้า ตรงปลายหงอนชี้ขึ้นฟ้า มีภูเขาล้อมรอบแผ่นดินเสมือนกำแพงป้อมปราการป้องกันชั้นดี ชาวสุวรรณภูมินับถือราชสีห์ให้เป็นเจ้าป่า เป็นสัญลักษณ์ของผู้นำและความศักศิทธิ์ ลักษณะมนุษย์ที่นี่ มีผมยาวและตาสีดำผมดกดำยาวอยู่บนศรีษะ มีผิวสีเหลืองจนถึงสีแทนคล้ำสวยงามเหมือนน้ำผึ้ง ตานิดจมูกหน่อย ลักษณะผู้ชายจะตัวสูงกำยำแข็งแรงสง่างามหน่วยก้านดี มีผมยาวสีดำขลับเงางามสลวย นิยมเกล้ามวยผม ไว้ตรงกลางศรีษะ ชายผมด้านหลังปล่อยยาวลงมาถึงกลางหลัง ไม่ชอบไว้หนวดเครา จะไว้เฉพาะตอนชรา ไว้แต่หนวดมิไว้เครา มีนิสัยกล้าได้กล้าเสีย ใจดี อ่อนโยน กล้าหาญ และมีมารยาทดูสง่าผ่าเผย(กลับกันก็มีนักเลงอันธพาลอยู่ไม่น้อยทีเดียว) ลักษณะผู้หญิงจะอรชรอ้อนแอ้น ทรวดทรงองเอวน่าสัมผัส หน้าอกหน้าใจเต่งตึง ก้นงอนเด้ง ท่อนขาอวบอึ๋มหน้ากัดน่าแซะ มีนิสัยอ่อนโยน อ่อนหวาน รักสวยรักงาม มีเมตตาโอบอ้อมอารี ชอบทำอาหาร ถักผ้าพับผ้า มือไม้อ่อนนุ่ม เนื้ออมชมพูดูสุขภาพดีเลือดลมไหลเวียนคล่อง เมื่อมีคู่ครองจะรักและถวายตัวและชีวิตให้กับคนรักของนางได้ แต่งตัวสวยงามใส่ผ้าถุงมีลวดลายตระการตา แม้แต่ผ้าเกาะอกของนาง ก็มีลวดลายสวยงามตระการตาเช่นกัน (ต่างจากผู้หญิงชาวกาเลียอัส ที่นุ่มห่มเพียงเสื้อขนสัตว์ไว้ปิดบังเท่านั้น เรียกง่ายๆว่า นุ่งน้อยห่มน้อยนั่นเอง แต่พวกนางก็มิได้ใจร้ายขนาดแข่งกันล่าสัตว์มาทำเครื่องนุ่มห่มหรอก)
    - ดินแดนโอลิมเปียนั้น มีสภาพแวดล้อมหนาวเย็น มีแสงแดดส่องลงมาบ้างในบางวัน มี ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ฤดูร้อนจะอยู่ผสมช่วงกับฤดูฝนตั้งแต่กลางปีถึงปลายปีทำให้บรรยากาศเย็นสบาย ส่วนตั้งแต่ต้นปีถึงกลางปีนั้นจะเป็นฤดูหนาว ในช่วงกลางฤดูหนาว อากาศจะเย็นลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดหิมะตกปกคลุมดินแดนจนถึงหมดฤดู เมื่อฤดูร้อนมาถึงหิมะก็จะละลายกลายเป็นไอน้ำให้ความชุ่มชื้นอีกด้วย แผ่นดินโอลิมเปียนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้แผ่นดินสุวรรณภูมิเลย ชาวโอลิมเปียให้ความเคารพนับถือกับหมีเป็นอย่างมาก เคยมีคำกล่าวมาแต่โบราณกาลว่า ผู้นำหนึ่งคนเปรียบเสมือนหมีสิบตัว(แค่ตัวเดียวก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว) ดังนั้นผู้นำจึงเกิดได้ยาก ผู้นำที่มีอำนาจสยบทุกสิ่งอย่างได้ ชาวโอลิมเปียเป็นคนที่มีคุณธรรม ผู้คนดีชั่วคละเคล้ากันไปเฉกเช่นเดียวกับสุวรรณภูมิและกาเลียอัส นักเลงอันธพาลมีมากมายเหมือนเป็นค่านิยม(มีมันทุกแผ่นดิน) กระนั้นชาวโอลิมเปีย ก็นิยมพกดาบติดตัว เป็นดาบยาวมีสองคม ส่วนดาบของชาวสุวรรณภูมินั้น จะเป็นดาบความยาวระดับกลางๆ ด้ามจับสวยงามมีลวดลายตระการตา แต่กลับกันชาวกาเลียอัสจะใช้ค้อนสันขวานที่มีการใช้พละกำลังเข้าห้ำหั่นกันมากกว่าใช้ศิลปะการต่อสู้ปะทะกัน(ส่วนมากจะเป็นพวกนักเลงกาเลียอัส ว่ากันตามจริงเนื้อแท้ศิลปะการต่อสู้ด้วยขวานของชาวกาเลียอัสสวยงามไม่แพ้คมดาบเลยละ) ลักษณะผู้คนชาวโอลิมเปียมีผมยาวสีบรอนซ์ทอง ตาโตสวย นัยตาสีฟ้า ผิวขาว มีเลือดฝาด แก้มออกสีชมพูนิดๆ จมูกโด่งพอดีหน้า โครงหน้าคมสันคล้ายชาวกาเลียอัส แต่ชาวกาเลียอัส จมูกจะโด่งน้อยกว่าชาวโอลิมเปีย ชาวสุวรรณภูมิจมูกจะโด่งน้อยกว่าสองแผ่นดินนี้ ลักณะผู้ชายที่นี่สูงใหญ่และสูงกำยำแข็งแรงหน่วยก้านดี ผมยาวสีบรอนซ์ทองเป็นเกลียวคลื่นอยู่บนศรีษะ เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนจะไว้หนวดเคราสีทองงามๆบนใบหน้า มีนิสัยกล้าหาญ อ่อนโยน และเมตตา(พวกนิสัยไม่ดีก็เยอะปะปนกันไป) ผู้ชายที่นี่แต่งตัวสบายๆ เป็นผ้าชั้นดีสีสันสวยงามแต่ไม่มีลวดลายตระการตาเหมือนชาวสุวรรณภูมิ ลักษณะผู้หญิงจะมีทรวดทรงองเอวสวยงาม นมเป็นนม ก้นเป็นก้น เต่งตึงกระชับเด้งทุกสัดส่วน สูงอวบอึ๋มน่าเย้ายวนใจ มีนิสัยใจดี ชอบออกไปเดินเก็บพืชผักธัญญาหารในป่ามาทำอาหาร เรื่องปรุงอาหารพวกนางเป็นเลิศ สาวๆแห่งโอลิมเปียชอบขี่ม้า พวกนางนิยมแต่งกายด้วยเสื้ออาภรณ์สวยงามมีลวดลาย แต่ไม่ตระการตาเท่าชาวสุวรรณภูมิ พวกนางใส่ผ้าสายเดี่ยวปิดหน้าอก นั่นทำให้พวกนางดูเซ็กซี่เร่าร้อนจริงๆ(เห็นแล้วมันช่างน่านัก)

    นี่คือแผ่นดินทั้งสามที่ถูกมหาสมุทรกั้นขวางเอาไว้ แต่ละแผ่นดินก็มีพื้นที่กว้างใหญ่มิใช่เล็กๆทอดยาวเป็นวงวนบรรจบครบหนึ่งวงพอดี ซึ่งนี่เป็นสิ่งยืนยันว่าโลกใบนี้มันช่างกว้างใหญ่เกินจะโอบกอดไว้ได้ โลกใบใหญ่ โลกที่เป็นที่มาของตำนานอันยิ่งใหญ่ มหากาพย์เรื่องนี้เกิดขึ้น ณ โลกใบนี้

    โลกที่ถูกขนานนามว่า “ไตรภพ”


    ไตรภพ โลกสามแผ่นดิน
    image-40A3_59A0C5A5.jpg



    แผ่นดินกาเลียอัส
    image-B3AB_59A0C5A5.jpg


    แผ่นดินสุวรรณภูมิ
    image-0123_59A0C5A5.jpg


    แผ่นดินโอลิมเปีย
    image-C229_59A0C5A5.jpg
     
  4. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    image-F71B_59A0C725.jpg

    จุดเริ่มต้นและการกำเนิดของสามผู้นำ

    มองดวงดาวบนท้องฟ้าในยามราตรีอันเงียบสงัด สายลมลอยมาให้ความเย็นสบาย ตาเฒ่าคนหนึ่งกำลังนั่งรำพึงรำพันอยู่คนเดียวในยามค่ำคืนบนดินแดนตอนใต้ของสุวรรณภูมิ เขาเฝ้ามองดูดวงดาวแต่ละกลุ่มดาว เสียงของจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงอย่างมีความสุขตามพื้นดินและพงหญ้าที่พริ้วสบัดสไวตามสายลมที่พัดผ่าน
    “ฮืออ อืมมม ฮึมมม ฮือออ” ตาเฒ่า ฮัมเพลงเบาๆอยู่ในลำคอ
    เขานั่งอยู่อย่างนั้นไปสักพักหนึ่ง ในชั่วครู่นั้นได้บังเกิดปรากฏการณ์ประหลาด มีดาวตกหรือผีพุ่งใต้พุ่งตกลงไปทางทิศตะวันตกแล้วหายไป สักพักก็มีอีกดวงหนึ่งตามมาพุ่งมาทางแผ่นดินที่ตาเฒ่านั่งอยู่ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีอีกดวงหนึ่ง พุ่งลงมาไปทางทิศตะวันออก ตาเฒ่าตกใจกับเหตุการณ์ประหลาดพิศดารนี้ มีดาวตกถึงสามดวง พุ่งกันไปคนละทิศละทาง ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่ามันพุ่งไปที่ไหน จากที่เขาจะได้นั่งฮัมเพลงสบายๆก็ต้องรีบวิ่งไปบอกผู้คนในหมู่บ้านให้รับรู้ถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้(ตามจริงแล้ว ก็เห็นกันทั้งหมดไม่ว่าจะที่กาเลียอัสหรือโอลิมเปียถ้ายังไม่เข้านอนกัน) ข่าวเรื่องผีพุ่งใต้ในคืนนั้นได้แพร่หลายเข้าหูชาวสุวรรณภูมิอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านก็รีบนำข่าวนี้ไปบอกแด่ผู้พยากรณ์ที่เป็นยายแก่ๆที่มีผิวพรรณงดงามดวงตาใสประกายดุจแก้วเพชรซึ่งในสมัยสาวๆแกเป็นผู้หญิงที่มีรูปลักษณะสวยงามมากคนหนึ่งในหมู่บ้านนามว่า “ทิพย์ธิดานารี”(ผู้พยากรณ์คนเดียวบนโลกไตรภพนี้ผู้ซึ่งมีหน้าที่จากสวรรค์)
    “ยายทิพย์หัวเราะเสียงใส”
    “ปรากฏการณ์นี้มันมีลางบอกเหตุอะไรหรือป่าวครับ/ค่ะ”ชาวบ้านถาม
    “มีผีพุ่งใต้มาถึงสามดวงเชียวหรือนี่”ยายทิพย์เอ่ยรำพึงอยู่ในคอ
    “คุณยายมีอะไรหรือป่าว?”ชายหนุ่มคนหนึ่งถาม
    “มีสิจ้ะ ต่อแต่นี้ไปมีเรื่องแน่นอน”ยายทิพย์พูด
    “จะเกิดเภทภัยอันตรายหรือจ้ะ ยายจ๋า”เด็กหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
    “ไม่ใช่เภทภัยและไม่ใช่สิ่งไม่ดีทั้งหลายอะไรทั้งนั้น พวกเราชาวสุวรรณภูมิทุกคนอยู่มาโดยไม่เคยมีผู้นำ ที่เป็นเสาหลักมั่นคงเลยสักครั้ง เราต่างพึ่งพาอาศัยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันมาตลอด”ยายทิพย์พูดพร้อมสบตาผู้คนโดยรอบที่นั่งตาแป๋วฟังสิ่งที่เธอกำลังกล่าวอยู่
    “พวกเราอยู่กันแบบนี้แล้วทำไมหรอครับคุณยายคนสวย”ชาวบ้านถาม
    “ก็อีกไม่นานพวกเราทุกคนจะอยู่กันแบบนี้ไม่ได้แล้วน่ะสิ หลานๆ!!”ยายทิพย์พูดเสียงดังแต่ฟังดูใสกังวาล!
    “พวกเราไม่เข้าใจเลยจ้ะ ว่ายายต้องการจะบอกอะไรกับพวกเรา”หญิงสาวคนหนึ่งยังคงคับข้องใจ
    “มีผีพุ่งใต้ถึงสามดวง นั่นหมายความว่าในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีผู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบนโลกนี้ถึงสามคนในคราวไล่เลี่ยกัน”ยายทิพย์พูด
    “ผู้ยิ่งใหญ่!! จริงหรออครับ/ค่ะ!!!??”ชาวบ้านตกใจ
    “ก็จริงน่ะสิหลานเอ้ย ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่พวกเธอทั้งหลายยังไม่รู้อีกมากมาย แต่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ มันช่างยากที่จะกลั่นออกมาเป็นคำพูดบอกแก่พวกเธอได้”ยายทิพย์พูดด้วยสีหน้าเศร้า
    “ยายทิพย์จ๋า..ทำไมต้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ด้วยล่ะ?”หญิงชาวบ้านถาม
    “ก็ฉันน่ะมันแก่เสียแล้วคงอยู่ได้อีกไม่นาน!! ชีวิตนี้ฉันเกิดมาเพื่อรอคอยวันนี้ วันที่จะบอกเรื่องดาวตกนี้ให้พวกเธอทั้งหลายได้รับรู้ถึงความหมายของมัน สวรรค์ได้ส่งเทพเจ้าอวตารลงมาที่โลกใบนี้แล้ว แต่ยายอยากจะบอกอีกว่าในกาลข้างหน้าอีก ๒๐๐-๓๐๐ ปี จะมีมาอีกดวงหนึ่งซึ่งดวงนั้นจะจุติเกิดมาเป็นหลานของสามดวงที่ตกมาเมื่อคืนนี้ (คุณผู้อ่านคงกำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมว่า คนสามคนที่อยู่กันคนละทิศคนละทางจะมีหลานคนเดียวกันได้ยังไง เอาเป็นว่าเมื่อถึงตอนนั้นพวกคุณๆทั้งหลายจะรู้กันเองนะครับ) ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันสมบูรณ์แล้วกับบัญชาจากฟ้าให้ลงมาเกิดเป็นหญิงสาวพยากรณ์คนแรกของโลกและคนสุดท้าย (ยายทิพย์ยิ้ม) แต่ดาวตกสามดวงที่ตกมาเมื่อคืนวานนี้พวกเธอทั้งหลาย จงจำคำยายไว้นะ ภายในไม่กี่สิบปี นับแต่วันนี้ไป จะต้องมีผู้ยิ่งใหญ่โผล่มาให้พวกเธอได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองแน่นอนจ้ะ จงรอคอยเวลานั้น เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่…”


    ๒ ปีต่อมา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ(หลังจากที่ทิพย์ธิดานารีพยากรณ์ได้ลั่นวาจาไว้)
    “ลูกแม่…ขอฉันดูหน้าลูกหน่อยสิจ้ะ”ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้น
    “นี่ค่ะลูกชายหัวแก้วหัวแหวน.. รูปร่างหน้าตาน่ารักน่าชังจริงๆนะคะเนี่ย”หมอทำคลอดเอ่ย
    “ลูกของเรา…”ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน
    “ที่รักจ้ะ เราจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรดีละ?”แม่ทารกพูด
    “เอิ่มเอ่ออ ภพ ทัพ สุทัศ เอาชื่ออะไรดีนะ??”พ่อทารกน้อยรำพึงรำพันคิดชื่อลูก ทันใดนั้นเองได้มีราชสีห์ตัวใหญ่ตัวหนึ่ง คำรามออกมาจากป่า เสียงคำรามทรงพลังอำนาจสะท้อนเข้าไปในบ้านที่เด็กทารกนั้นเกิด
    “สิงโต!! สิงโต!! เสียงมันมาจากทางไหน!!??”หมอทำคลอดพูดลนลานด้วยความตกใจกลัว
    “เธอจะตกใจทำไม ราชสีห์เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีชาวสุวรรณภูมิบ้านไหน ได้ยินได้พบสิงโตมาหลายปีแล้ว วันนี้ลูกชายข้าเกิดแต่กลับมีราชสีห์มาแสดงความเป็นมงคลแก่ลูกชายข้า ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย”พ่อทารกเอ่ยขึ้นแล้วเดินออกประตูไป
    “ที่รัก!! ระวังตัวด้วยนะ” เสียงประตูปิดหลังจากที่นางยังพูดบอกสามีไม่ทันจะจบ ชายคนนั้นเดินออกมาถึงกับขาสั่นเพราะภาพที่เห็นข้างหน้า เป็นสิงโตที่มีขนาดใหญ่มหึมา เกือบเท่าช้างเลยทีเดียว ทว่าสิงโตตัวนั้นหาได้มีทีท่าว่าจะเข้ามาทำร้ายไม่ มันเดินกลับเข้าไปในป่าลึก อย่างสงบ... ชายหนุ่มรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ชาวบ้านก็เพิ่งจะวิ่งกันมาถึงแต่ไม่เจอสิงโตตัวนั้นเสียแล้ว ชาวบ้านยืนล้อมชายหนุ่มคนนั้น
    “เมื่อกี้ใช่เสียงราชสีห์รึเปล่า?! ไอ้หนุ่ม”ชาวบ้านถามชายหนุ่ม
    “ไม่ได้เห็นราชสีห์ในป่ามาหลายปีหลายเดือน แต่วันนี้อยู่ดีๆก็โผล่ออกมาให้เห็น น่าแปลกจริงๆ ถ้ายายทิพย์ยังอยู่นะ ข้าจะรีบวิ่งไปขอความกระจ่างจากแกเลยเชียว”ชาวบ้านเอ่ย
    “ราชสีห์เป็นสัตว์ทรงอำนาจ วันนี้มีบ้านไหนคลอดลูกรึเปล่า? ถ้าหากวันนี้มีเด็กเกิดล่ะก็ จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ยายทิพย์ได้เคยลั่นวาจาบอกพวกเราไว้เป็นแน่ สัตว์มงคลประจำแผ่นดินถึงกับต้องมาคำรามแสดงความยินดี แต่ถ้าหากไม่มีเด็กเกิดในวันนี้ ก็คงจะแสดงว่าช่วงนี้ข้าวปลาอาหารจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก”ชาวบ้านอีกคนพูดคาดเดาเอาเอง
    ชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นบิดาของเด็กทารกผู้ชายที่เกิดวันนี้หาได้ปริปากบอกแก่ชาวบ้านว่าเวลานี้มีเด็กเกิดอยู่ในบ้านซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว เด็กทารกผู้ชายกำลังหลับอย่างมีความสุขอยู่ในบ้าน หาได้ส่งเสียงร้องออกมาให้ชาวบ้านได้ยิน(เด็กทารกคนนี้เกิดมาแล้วร้องไห้เหมือนเด็กปกติธรรมดาทั่วไป แต่ร้องได้สักพักก็เงียบหลับ เพียงครู่เดียวก็มีเสียงคำรามของราชสีห์ออกมาจากป่า บ้านหลังนี้ตั้งอยู่เดี่ยวๆระยะห่างพอสมควร เป็นเหตุให้ในหมู่บ้านจะไม่ได้ยินเสียงทารกร้อง ชาวบ้านเลยไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้มีเด็กเพิ่งเกิดอยู่)
    “เอาละ! ในเมื่อไม่มีอะไรพวกเราก็แยกย้ายกันเถอะนะ เผื่อมีโชคมีลาภมากองอยู่หน้าบ้าน”ชาวบ้านพูดขึ้นแล้วได้พากันแยกย้ายกลับไป ก่อนไปก็ตบไหล่ชายผู้เป็นบิดาคนนั้นแต่หารู้ไม่ว่า ตนเองได้ตบไหล่ทักทายพ่อของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำคนสุวรรณภูมิในอนาคต
    ชาวบ้านแยกย้ายกันหมดแล้วชายหนุ่มคนนั้นก็เดินเข้าไปในบ้าน เห็นภรรยาของตนและหมอทำคลอดกำลังตั้งหน้าตั้งตารอตัวเขาอยู่ “ที่รัก? ข้าว่าข้าคิดชื่อลูกของเราออกแล้วนะ”ชายผู้เป็นพ่อของเด็กทารกได้เดินเข้ามาแล้วกล่าวขึ้น
    “แล้วสิงโตละจ้ะที่รัก เธอเห็นสิงโตไหม?”แม่ทารกกล่าวถามสามีของตน ซึ่งหมอทำคลอดที่นั่งข้างๆก็ทำท่าทำทางเหมือนสนใจใคร่รู้เรื่องสิงโตด้วย
    “ข้าเห็นจ้ะ สง่างามไร้ที่ติตัวใหญ่เกือบเท่าช้างที่เราเลี้ยงกันไว้เลยนะ”พ่อของทารกว่า
    “ตัวใหญ่เกือบเท่าช้างหลังบ้านพี่เลยหรอ??”หมอทำคลอดถามด้วยน้ำเสียงดูตะลึง
    “ใช่”พ่อของทารกตอบ “งั้นข้านี้จะถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ลูกชายของเราก็แล้วกันนะจ้ะ”แม่ทารกได้กล่าวขึ้นแล้วลูบหัวทารกน้อยเบาๆ
    “ลูกชายเราเกิดในวันที่มีราชสีห์โผล่ออกมา ส่วนตัวข้าก็เป็นคนเลี้ยงช้าง ช้างเป็นสัตว์อ่อนโยนสิงโตเป็นสัตว์ทรงอำนาจ ข้าคิดว่าข้าจะให้ชื่อบุตรชายของเราว่า คชสิงห์ เป็นทั้งผู้อ่อนโยนและแข็งแกร่ง ดีไหม?”พ่อของทารกได้มานั่งข้างๆภรรยาแล้วกล่าวถามภรรยาและหมอทำคลอด
    “จ้ะที่รัก”แม่ทารกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นางตอบอย่างไม่ต้องคิดเพราะนางเชื่อมั่นในความคิดและการพิจารณาของสามีสุดที่รัก
    “ลูกของพี่ ก็แล้วแต่พี่จะตั้งให้เถอะค่ะ”หมอทำคลอดได้กล่าวตอบ
    พ่อของทารกน้อยได้โอบกอดภรรยาทางข้างหลังพร้อมเอามืออันอ่อนโยนลูบหัวบุตรชายของตนไปด้วย
    เขาคิดอยู่ในใจว่า “ไม่ว่าในกาลข้างหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็ตามไม่ว่าจะดีหรือร้าย ขออย่าให้ลูกข้าหลงระเริงในตนเองก็พอ”



    ๕ เดือนต่อมา ณ ดินแดนโอลิมเปีย(นับหลังจากคชสิงห์เกิด)
    ...เสียงฝีเท้ากำลังเร่งเดินหน้า!!
    “ลูกของข้า ลูกข้า ลูกข้า..”เสียงชายคนที่เดินเร็วพูดขึ้น
    “พี่ได้ลูกชายนะรู้ไหม?”ชายที่เดินมาด้วยกล่าว
    “ข้าอยากจะเห็นหน้าลูกใจจะขาดแล้ว”ชายคนที่เดินเร็วกล่าวแล้วรีบเร่งฝีเท้ายิ่งขึ้น เสียงเปิดประตูดังขึ้นบนห้องในบ้านหลังหนึ่ง
    “ที่รัก! ข้ามาแล้ว”ชายคนนั้นซึ่งเป็นพ่อของเด็กพูด
    “มาแล้วหรอคะ ดิฉันและลูกรอคุณตั้งนานแหนะ”แม่เด็กน้อยกล่าว ชายผู้เป็นพ่อมีความสุขจนน้ำตาคลอไปด้วยความปีติ แล้วได้เดินเข้าไปหาลูกชาย ซึ่งมีหมอทำคลอดที่นั่งโอ๋ทารกน้อยอยู่
    “พอดีข้าควบม้ามา ระหว่างทางเจอล้อเกวียนจอดพังอยู่ข้างทาง ข้าก็เลยลงไปช่วยเขาต่อล้อให้มันวิ่งได้ เลยทำให้ข้าช้านิดหน่อย”พ่อของทารกว่า“ขอข้าอุ้มลูกของข้าหน่อย”พ่อทารกกล่าว แล้วจากนั้นหมอทำคลอดก็ได้อุ้มเด็กชายตัวน้อยไปหาผู้เป็นบิดาของเขา พ่อของทารกอุ้มเด็กชายตัวน้อยด้วยความเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง
    “ลูกชายเรา จะชื่อว่าอะไรดีคะคุณ?”แม่ทารกกล่าว พ่อทารกยืนยิ้มแล้วเหม่อลอยมองเพดานเหมือนกำลังคิดอะไรสักอย่าง
    “ข้าเป็นครูสอนวิชาดาบจะต้องตั้งชื่อลูกให้สมกับบุรุษในฐานะนักดาบ ข้านึกออกแล้วที่รัก! ลูกชายเราจะมีชื่อว่า เฟรดริก!!”พ่อทารกพูดขึ้น
    “เฟรดริกหรอคะ?!”แม่ทารกกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
    “ไม่ดีหรอที่รัก?”พ่อทารกถาม
    “ไม่ใช่ไม่ดีค่ะคุณ กลับกันมันฟังดูดีมากๆเลยละค่ะ ดิฉันแค่อยากรู้ว่าทำไมคุณถึงตั้งชื่อลูกว่าชื่อนี้ล่ะคะ?”แม่ทารกตอบและถามสามีของตนต่ออีก
    “ก็เมื่อคืนข้าฝันแปลกๆน่ะที่รัก ข้าฝันว่ามีเทพบุตรรูปงามควบม้าอาชาไนยตามด้วยพวกพ้องบริวารนับร้อยนับพัน แล้วเวลาเทพบุตรรูปงามคนนั้นจะเดินทางไปที่แห่งใด ผู้คนที่นั้นๆก็จะให้ความเคารพนับถือยำเกรง แต่ถ้าเทพบุตรคนนั้นไปร่วมรบสงครามที่ไหน ก็จะมีชัยไปทั่วทุกสารทิศ ข้าเห็นมือข้างขวาของเทพบุตรคนนั้นถือดาบยาวสง่าดูองอาจนั่งอยู่บนหลังม้าที่กำลังยกตัวมันยืนสองขา แต่ที่ทำให้ข้าประหลาดใจมากกว่านั้น คือเทพบุตรคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ๆข้าในความฝัน แล้วเรียกข้าว่าพ่อ ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกก่อนจะควบม้าออกไปยามเช้าแล้วกลับมาหาเจ้าในตอนบ่ายเมื่อมีคนมาบอกว่าเจ้าคลอดลูกแล้วนี่ไงละที่รัก”พ่อทารกได้เล่าให้ภรรยาของตนและหมอทำคลอดที่นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างๆภรรยาตนฟัง
    “เรื่องที่คุณเล่ามามันทำให้ดิฉันขนลุกยังไงไม่รู้ค่ะ”แม่ของทารกได้กล่าวแล้วลูบแขนทั้งสองข้างของเธอเอง
    “มันเป็นแค่ความฝันที่รัก ข้าแค่เอามาเป็นแนวทางในการคิดชื่อลูกให้ดูยิ่งใหญ่เข้าไว้น่ะ”พ่อทารกว่า
    “ดิฉันก็หวังเช่นนั้นค่ะ ถ้าลูกของเราต้องเป็นเหมือนในความฝันคุณ ดิฉันผู้เป็นแม่คงเป็นห่วงลูกจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่เลยที่ต้องเห็นลูกไปผจญอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต อย่างสงครามหรือการฆ่าแกงกัน ถึงดิฉันจะเป็นภรรยาของครูดาบที่มีฐานะปานกลาง ดิฉันก็ไม่เคยคิดที่จะถีบตนหรือครอบครัวให้อยู่สูงกว่าคนอื่นเขา ส่วนลูกชายเฟรดริกของเราสองคน ดิฉันจะให้เขาเป็นครูดาบเหมือนคุณค่ะ เขาจะได้ใช้วิชานี้ไปสอนพวกที่ชอบตีรันฟันแทง แล้วเอาเงินจากการสอนมาเลี้ยงชีพตัวเขาเองได้ ถ้าเขาได้ครูดีๆอย่างคุณผู้ซึ่งเป็นพ่อแล้วเขาจะต้องเป็นคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานมักมากในลาภยศสรรเสริญแน่นอนค่ะ เพราะคุณเป็นคนติดดิน ลูกชายเราก็คงจะติดดินตามคุณด้วยแน่”แม่ทารกกล่าวด้วยรอยยิ้มบอกแก่สามีของนาง
    “ติดดินจนเจ้าติดใจเลยละสิท่า”พ่อทารกน้อยได้กล่าวแซวภรรยาของเขา
    “พูดอะไรคะ? หมอทำคลอดนั่งอยู่ข้างๆนะ?!”แม่ทารกกล่าวด้วยความประหม่า หมอทำคลอดก็นั่งอมยิ้มที่ได้ฟังคู่รักแซวกัน
    “ฮึฮึฮึ เวลาเจ้าเขินมันน่าหมั่นเขี้ยวนะรู้ไหม ข้าเลยชอบแหย่”พ่อทารกกล่าวหยอกกับภรรยาของเขา
    “พอแล้ว..มันใช่เวลาไหมคะเนี่ย?”แม่ของทารกกล่าวตอบสามีของนางด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ
    “พวกคุณสองคนคุยกันแบบนี้ ฉันคนฟังยังเขิลแทนเลยค่ะ”หมอทำคลอดกล่าวด้วยรอยยิ้ม
    “เขาเป็นแบบนี้ละค่ะ เป็นคนน่ารัก ถึงบางครั้งจะผิดเวลาบ้าง”แม่ทารกกล่าวตอบหมอทำคลอด

    “ข้ามีความสุขเหลือเกินที่รัก เทพบุตรตัวน้อยของพ่อ โอ๋ๆ”พ่อทารกกล่าวแล้วอุ้มลูกชายตัวน้อยๆมาจุมพิตตรงหน้าผากของเขาอย่างเบาๆและนุ่มนวล...




    ๑๑ เดือนต่อมา ณ ดินแดนกาเลียอัส(นับหลังจากเฟรดริกเกิด)
    ฝุ่นฟุ้งเต็มไปทั่วจนมองไม่เห็นอะไร เสียงของกระดูกที่กำลังกระทบกระแทกเข้าใส่กันจนกระทั่งฝุ่นจางลงปรากฎภาพชายหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งโดนชกเข้าที่ใบหน้าข้างซ้ายอย่างเต็มแรง
    “เอาเลย!! สู้มัน!! อย่ายอมๆ”เสียงเชียร์ดังมาจากรอบข้าง
    “เงียบโว้ยย! เมื่อกี้ข้าอ่อนให้”ชายหนุ่มที่โดนชกกล่าว แล้วหันหน้ามามองคู่ชกของเขา ตอนนี้ชายหนุ่มโดนล้อมด้วยกองเชียร์จากชาวบ้าน เพื่อมาชมการต่อสู้ของผู้ชายสองคนที่กำลังทะเลาะชกต่อยกัน ชายหนุ่มสองคนที่อยู่ในวงล้อม ก็ได้วิ่งเข้าใส่กันอีก ผลัดกันชกผลัดกันเตะ ล้มลุกคลุกคลานกันไปมา เลือดค่อยๆไหลออกมาจากใบหน้าที่โดนกระแทกจากสันหมัด กล้ามเนื้อแดงเพราะช้ำจากการต่อสู้ พวกเขาสองคนชกกันโดยที่ไม่มีทีท่าว่าใครจะยอมใครเลย ในเวลานั้นได้มีเด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามา แทรกเข้าไปในวงล้อมคนเชียร์ เห็นผู้ชายสองคนกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ จึงตะโกนขึ้นว่า
    ”นี่น้าาา!! ลูกของน้าคลอดแล้วนะ”เด็กหญิงกล่าวเสียงดัง ชายคนที่โดนชกคราวแรกหันมา
    “ว่าไงนะ! ลูกข้าคลอดแล้วหรือ!?”น้าชายคนนั้นกล่าว
    “มันใช่เวลาสนใจเรื่องอื่นไหม!!”คู่ชกกล่าวขึ้น แล้วเตะเข้าที่ชายโครงขวาของน้าผู้ชายคนนั้น น้าชายคนนั้นแทบทรุดลงไปนั่งด้วยความเจ็บปวด แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ เขาได้ชกหมัดขวาตรงเข้าไปที่ผ่าหมากระหว่างกำลังล้มอย่างเต็มแรง กลายเป็นว่าคู่ชกกลับทรุดลงไปแทน หน้าเขียว นอนครวญครางร้องบ่งบอกถึงความทรมานจากการโดนต่อยไข่ น้าชายคนนั้นลุกขึ้นแล้วถมน้ำลายเยาะเย้ยคู่ชกของตน
    “เล่นซะหืดขึ้นคอเลยไอ้บ้าเอ้ยย!!!”น้าชายคนนั้นกล่าว
    “จบแล้วเหรออ ไรวะ นึกว่าจะมันส์กว่านี้ซะอีก”เสียงกองเชียร์พูดด้วยความไม่พอใจที่การชกได้จบลง แต่น้าชายคนนั้นหาได้สนใจคำพูดเหล่านั้นไม่ เขาได้เดินเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้นอย่างสะบักสะบอม เนื้อตัวมอมแมมด้วยดิน
    “ไป! พาน้าไปหาลูกที”น้าชายกล่าว เด็กหญิงก็ได้พาเขาเดินไปจากที่ชุลมุนตรงนั้น พวกเขาเดินมาถึงบ้านที่น้าชายคนนั้นกับภรรยาของเขาอาศัยอยู่ ฝนที่ตกปรอยๆกับบรรยากาศอึมครึม ทำให้น้าชายคนนั้นรู้สึกขนลุกที่จะได้เห็นลูกคนแรกของตน เด็กหญิงตัวน้อยนำทางเขาขึ้นไปบนบ้าน
    “เสียงทารกร้องดังมาจากในห้อง”
    “ลูกพ่ออ!!”น้าชายผู้ซึ่งเป็นพ่อของเด็กได้ยืนตรงหน้าห้องแล้วพูดขึ้น
    “นี่!! เธอไปกัดกับหมาที่ไหนมา ถึงได้มีสภาพมอมแมมแบบนี้”แม่ของทารกพูดขึ้น
    “ไปมีเรื่องมีราวอีกแล้วล่ะสิท่า”หมอทำคลอดกล่าว ชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาหา
    “ข้าไปทะเลาะกับคนในร้านอาหารมา มันบังอาจสกัดเท้าของข้าตอนข้าเดินผ่าน ข้าเกือบล้มหัวฟาดพื้นก็เลยต้องท้ากันซักยก”พ่อของทารกกล่าว
    “แต่ที่หนูเห็น หนูว่ามันมากกว่าหนึ่งยกแล้วนะคะน้าา”เด็กหญิงพูดขึ้น
    “เออหน่า..น้าชนะมันได้ก็พอแล้ว”พ่อของทารกหันหน้ามาพูดกับเด็กหญิง
    “ว่าแต่..ลูกของเรา เป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงกันละ?”พ่อของทารกหันมาพูดกับภรรยาของตน
    “เธอได้ลูกชาย”หมอทำคลอดพูดขึ้น
    “อย่างที่หมอบอก เราสองคนได้ลูกชาย”แม่ทารกกล่าวแล้วยิ้ม
    “เด็กผู้ชายหรอ!!?”พ่อทารกกล่าวแล้วหันหน้ามามองทารกน้อยที่นอนอยู่บนผ้านุ่มๆใกล้ๆกับมารดาของเขา
    “เราจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรกันดีละ”แม่ทารกถามขึ้น
    “เอ่ออ… เฟรย่าดีไหม??”พ่อทารกกล่าว
    “มันดูผู้หญิงไปมั้ง?”แม่ทารกพูด
    “ฮอดิกเป็นไงดีไหม?”หมอทำคลอดกล่าวขึ้นระหว่างที่ผู้เป็นพ่อเป็นแม่กำลังครุ่นคิดชื่อลูกอยู่
    “ฮอดิกหรอ ก็เข้าท่านะ”พ่อทารกกล่าวแล้วยิ้มให้กับหมอทำคลอด
    “ฮอดิกหรอ อืมม…ฮอดิก? ฮอดิก.. ฮอร์ด..ชื่อฮอร์ดเป็นไง!?”แม่ทารกพูดขึ้น
    “ฮอร์ด!! ใช่ ชื่อนี้แหละ เหมาะกับลูกชายของเรา”พ่อทารกพูดเสียงดังเหมือนดีใจมากที่คิดชื่อลูกได้แล้ว
    “อีเลียด ฮอร์ด เป็นไงคะ!?”เด็กหญิงได้กล่าวขึ้นจากทางข้างหลังน้าชายผู้ซึ่งเป็นพ่อของเด็ก พ่อของเด็กชายได้หันหน้ามาหาเด็กหญิงคนนั้น
    “นั่นเป็นชื่อที่ดีมากๆเลยนะ”พ่อของทารกกล่าวแล้วยิ้ม
    “ตกลงลูกเธอจะชื่ออะไรกันแน่เนี่ย!?”หมอทำคลอดกล่าว
    “ว่าไงที่รัก? ลูกเราจะชื่ออะไรดี”แม่ทารกถาม เมื่อนั้นพ่อของทารกได้เอามือไปโอบอุ้มลูกชายของเขาขึ้นมา
    “ชื่อของเขา อีเลียด ฮอร์ด!!”พ่อทารกกล่าวเสียงแข็ง แล้วชูทารกน้อยขึ้นจากแขนทั้งสองข้าง

    แล้วตะโกนว่า “อีเลียด ฮอร์ดลูกพ่อ!!”พ่อของเด็กน้อยได้กล่าวเสียงดังออกมาจากใจที่เบิกบาน แล้วหัวเราะ “ฮ่าาา..ฮ่า..ฮ่าาาา!!”

    สามบุรุษจากคำทำนายของทิพย์ธิดานารีแห่งแผ่นดินสุวรรณภูมิ บัดนี้ ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนไตรภพแห่งนี้แล้ว จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า จากการบุกเบิกของสามบุรุษผู้นี้ การเดินทางของเขาทั้งสามกำลังจะเริ่มขึ้น...ในอีกไม่ช้า
    III Status “สามสายเลือด”​
     
  5. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    “อีเลียด ฮอร์ด”
    Iliad Hord

    image-B9AA_59A0C822.jpg

    บทที่ ๑


    เสียงสายฝนกระทบพื้นดินปรอยๆ ในหมู่บ้านโอดิธันทางตอนใต้ของแผ่นดินกาเลียอัส…


    “ฮอร์ด ฮอร์ด!!!”เสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนเรียกดังมาจากข้างบนบ้าน

    “ข้ามาแล้วท่านแม่”ฮอร์ดพูดแล้ววิ่งขึ้นมาบนบ้าน

    “เรียกข้าทำไมมิทราบขอรับท่าน ฮิฮี่…”ฮอร์ดพูดจาหยอกแม่ของเขา

    “พ่อเจ้าไปไหน แม่จะทำอาหาร..แต่มันไม่มีอะไรเหลือพอที่จะทำได้เลย”แม่กล่าว

    “พ่อออกไปร้านตีเหล็ก เห็นบอกว่าจะไปตีขวานเล่มใหม่อ่ะแม่”ฮอร์ดตอบ

    “จริงๆเลยตาคนนี้ เอ่อนี่ฮอร์ดแม่วานเจ้าออกไปล่าสัตว์ตามชายป่าให้แม่ทีได้ไหม”แม่กล่าว

    “ท่านแม่ ถึงข้าจะอายุย่าง ๑๗ ปี แต่ทักษะของข้ายังไม่แม่นพอที่จะพุ่งหอกโดนเป้านะ แค่แทงปลาข้าก็กินเวลาหลายนาทีแล้วนะครับ”ฮอร์ดตอบ

    “โตแต่ตัวจริงๆเลยนะลูก”แม่กล่าวแนวเยาะเย้ย

    “แต่ข้าจะลองดู ต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้างล่ะนะแม่”ฮอร์ดพูด แล้วเดินไปหยิบหอกที่แหลมคมลงบันไดจากบ้านไป

    “อย่าเข้าไปในป่าลึกนะลูก!!”แม่ตะโกนบอกมาจากบนบ้าน

    ฮอร์ดได้เดินไปตามหมู่บ้าน ไปชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่า เบิร์ก มาด้วย

    “เบิร์ก!!! ไปล่าสัตว์กัน”ฮอร์ดได้ชวนเบิร์ก

    “วันนี้จะไปที่ไหนอีกละ เมื่อวานไปจับปลา ยังจับแทบไม่ได้เลย”เบิร์กตอบกลับมา

    “ไปแถวชายป่า ข้าจะหาสัตว์มาทำเป็นอาหารเย็นวันนี้”ฮอร์ดว่า

    “เออได้ รอประเดี๋ยว ไปเอาธนูก่อน”เบิร์กตอบตกลงแล้วเดินเข้าไปในบ้าน หยิบธนูคู่ใจของเขาออกมา

    “ฮอร์ด เมื่อไรเจ้าจะหัดยิงธนูสักที มันใช้งานง่ายและมีความแม่นยำกว่าหอกที่เจ้าถือเสียอีกนะจะบอกให้”เบิร์กกล่าว

    “ไว้วันหลังละกัน แฮะๆ รีบไปเถอะเดี๋ยวมันจะเย็นซะก่อน”ฮอร์ดกระตือรือร้นที่จะไปล่าสัตว์เต็มที

    แล้วทั้งสองก็พากันเดินผ่านหมู่บ้านไปจนถึงทางออกเข้าสู่ชายป่า ทั้งสองคนเดินหาลู่ทางที่จะใช้นอนรอสัตว์ที่เดินออกมาจากป่า เพื่อสะดวกในการล่า ตรงทิศซ้ายของชายป่ามีแหล่งน้ำใหญ่อยู่ เกิดจากฝนตกหนักเมื่อช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจนเกิดน้ำท่วม

    “เบิร์ก!”ฮอร์ดพูดขึ้นขณะกำลังทำการสำรวจพื้นดินบริเวณนี้

    “มีอะไร?”เบิร์กตอบขณะมองไปรอบๆชายป่า

    “ข้าว่าเรานอนสังเกตุตรงหลุมนี้ดีกว่า สัตว์ป่าไม่เห็นแน่นอน ถ้ามันออกจากชายป่าตรงนี้ แล้วเรานอนรอใกล้ๆกัน โอกาสที่ข้าจะพุ่งหอกถูกเป้าคงจะสูงขึ้น!!”ฮอร์ดพูดด้วยความมั่นใจ

    “พูดเหมือนง่ายเลยนะ แล้วเอ็งจะรู้ได้ยังไงว่าสัตว์ป่ามันจะออกมาบริเวณนี้ มันอาจจะไปเดินออกทางนู้น!! มุมซ้ายสุดนู่นก็ได้”เบิร์กตอบพร้อมชี้ไปตามที่พูด

    “ดูสิ! ตรงนี้มันมีรอยเท้าของสัตว์อยู่ รอยเท้ายังชัดเจนแบบนี้ ก็แสดงว่าเมื่อไม่นานมานี้มีสัตว์ป่าเดินออกมาจากตรงนี้ แล้วถ้าเรานอนรอในหลุมนั้น ระยะมันจะใกล้มากๆ ข้าต้องพุ่งหอกโดนเป้าได้อย่างแน่นอน”ฮอร์ดกล่าวด้วยความมั่นใจ

    “ถ้าอย่างนั้น ก็เอาตรงนี้แหละ ระวังงูด้วยละกัน!!”เบิร์กตอบ แล้วลงไปตั้งหลักรอสัตว์ป่าออกมาอยู่ในหลุมตื้นๆที่มีกอหญ้าสูงพอปิดไม่ให้มองเห็นได้ ทั้งสองรอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่เห็นสัตว์ป่าเดินออกมาสักตัวเดียว ฮอร์ดเริ่มวิตกเพราะมันใกล้จะเย็นแล้ว เขาเกรงว่าตัวเขาเองจะไม่สามารถหาของกินกลับมาฝากพ่อกับแม่ของเขาได้

    “ฮอร์ด! ข้าว่าพวกเราวันนี้คงคว้าน้ำเหลวอีกตามเคย กลับไปกินแกลบดีกว่า นี่ก็ใกล้จะเย็นแล้ว เราควรกลับบ้าน เดี๋ยวพวกเสือมันออกมาแล้วเราสองคนจะงานเข้า!!”เบิร์กกล่าวด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายและเมื่อยล้า

    ฮอร์ดหลับตาโดยไม่พูดอะไร เขากำลังตั้งสมาธิเพื่อรอสัตว์ป่าออกมาเท่านั้น ในใจของฮอร์ดนั้นคิดว่าอย่างน้อยก็ขอให้ได้สักตัวก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกลับไปบ้างเลย

    ….หลายนาทีผ่านไป ฮอร์ดรู้สึกหมดความอดทน เพราะแสงแดดที่ส่องผ่านก้อนเมฆที่หนาอึมครึมมาทุกวันมันกำลังจะหมดแสงกลายเป็นกลางคืน นั่นบ่งบอกว่าขณะนี้เย็นมากแล้ว ฮอร์ดลุกขึ้นหยิบหอกแล้ววิ่งเข้าไปในป่า

    “เห้ยย!! ฮอร์ด เจ้าจะทำอะไร ฮอร์ด!!!”เบิร์กตะโกนเรียกฮอร์ดด้วยความตกใจ ฮอร์ดไม่ตอบเขาวิ่งเข้าป่าอย่างมุ่งมั่น แล้วกำหอกแน่นอยู่ในมือข้างขวา เบิร์กรีบวิ่งตามฮอร์ดเข้าไปด้วยความเป็นห่วงเพื่อน ฮอร์ดเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ก็หาเจอสัตว์ป่าสักตัวไม่ เมื่อเขาเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ก็ได้เห็นแม่น้ำขนาดใหญ่อยู่ข้างหน้า คาดว่าคงจะเป็นแม่น้ำกลางป่าแห่งนี้ แต่ทว่าสิ่งที่ฮอร์ดเห็นอยู่ในแม่น้ำนั้น คือดงจระเข้ ที่มีมากมายหลายตัว ฮอร์ดยืนคิดตัดสินใจบางอย่าง อย่างเข้มขรึม แล้วเมื่อเขาตัดสินใจได้ เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ที่มีกิ่งก้านยื่นออกมายาวทอดไปถึงกลางแม่น้ำนั้น เบิร์กวิ่งตามมาถึง ก็ต้องตกใจหนักกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ฮอร์ดกำลังทำมันบ้ามาก มีแต่ชายที่จะเป็นนักรบเท่านั้นที่จะทำเพื่อพิสูจน์ความกล้าหาญ แต่ฮอร์ดไม่ใช่ ฮอร์ดยังเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ เบิร์กจึงตัดสินใจ

    “ฮอร์ด!!! นี่เจ้าจะฆ่าตัวตายรึไง ถอยกลับมา”เบิร์กตะโกนไปหาฮอร์ดที่อยู่บนต้นไม้กลางแม่น้ำ

    “ข้ารู้ว่ามันบ้า!!! แต่ข้าไม่เห็นสัตว์ป่าสักตัวระหว่างทางที่เดินเข้ามา ข้าจะระวังตัวให้มากที่สุดเพื่อน”ฮอร์ดตอบกลับมา

    เบิร์กเห็นว่าคงเกลี้ยกล่อมฮอร์ดให้ลงมาไม่ได้แน่ เขาจึงตัดสินใจรีบวิ่งกลับออกไปจากป่า ไปบอกแก่พ่อแม่ของฮอร์ดให้รีบมาช่วย ระหว่างที่เบิร์กกำลังวิ่งออกไป ฮอร์ดได้คิดหาวิธีที่จะสังหารจระเข้สักตัวหนึ่งให้ได้ เขากวาดสายตามองหาจระเข้ที่อยู่รวมกลุ่มกันน้อยๆ หรืออยู่เพียงตัวเดียว เขามองหาอยู่สักพักก็เห็นจระเข้ตัวหนึ่งนอนอยู่บนเนินดินของอีกฝั่ง แต่จระเข้ตัวนั้นอยู่ไกลระยะการขว้างหอกของฮอร์ดมากเกินไป ฮอร์ดคิดหาทางแล้วหาทางเล่า กระแสน้ำก็เชี่ยวกรากน่ากลัวยิ่งนัก ขณะนั้นเบิร์กได้วิ่งไปถึงบ้านของฮอร์ดโชคยังดีที่พ่อของเขากลับมาจากร้านตีเหล็กแล้ว

    “อ้าวเบิร์ก! ไปทำอะไรมาถึงได้หอบมายังงั้นละ”แม่ของฮอร์ดถาม

    “แย่แล้วครับ!!! ฮะ..ฮอร์ด ฮอร์ดกำลังล่าจระเข้ในแม่น้ำกลางป่าชาร์คครับ”เบิร์กพูดด้วยความกระเสือกกระสน

    “ว่าไงนะ!!! ลูกชายฉัน”แม่พูดด้วยความตกใจ

    “รีบพาข้าไปเร็ว!!”พ่อของฮอร์ดรีบออกจากบ้านไปในทันที

    “เร็วๆนะ กาแลค”แม่ของฮอร์ดบอกสามีของเธอ

    “อย่าห่วงเลยอาธาร์ เดี๋ยวข้าจะพาลูกของเรากลับมา”กาแลคตอบกลับ แล้วรีบวิ่งไปพร้อมกับเบิร์ก

    ทางฝั่งฮอร์ดยังคงคิดหนักอยู่ ในตอนนั้นฮอร์ดได้สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจ ทว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจจะทำนั้นมันบ้ายิ่งกว่าปีนขึ้นต้นไม้ที่ทอดกิ่งก้านใหญ่อยู่กลางแม่น้ำเสียอีก
    ฮอร์ดหลับตาลง “ขอความกล้าจงเกิดแก่ข้า!!”ฮอร์ดภาวนาอยู่ในใจแล้วลืมตาขึ้น
     
  6. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    เขาได้กระโดดลงแม่น้ำที่เชี่ยวกรากที่มีจระเข้นับร้อยตัว ฮอร์ดอาศัยโอกาศน้ำที่แรงเชี่ยวนี้พัดพาเขาไปหาจระเข้ที่นอนอยู่บนเนินดินฝั่งตรงข้าม เมื่อเขาจมลงไปในแม่น้ำ เหล่าจระเข้ต่างว่ายมุ่งตรงมาทางฮอร์ด ฮอร์ดทำตัวเบา ปล่อยให้ไหลไปตามน้ำ ในช่วงที่ฮอร์ดกำลังลอยน้ำเชี่ยวแรงอยู่นั้น ก็ได้มีจระเข้ที่ว่ายน้ำอยู่บริเวณนั้นโผล่ขึ้นมางับขาของฮอร์ด แต่โชคยังเข้าข้างด้วยกระแสน้ำที่แรงทำให้จระเข้ตัวนั้นงับพลาดไปนิดเดียว ฮอร์ดในขณะนั้นรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดอย่างแรง เขาลืมนึกถึงไปว่าใต้น้ำก็ยังมีจระเข้ที่แหวกว่ายอยู่โดยที่เขาไม่อาจสังเกตุเห็นได้เลย หน้าพ่อหน้าแม่ลอยเข้ามาในหัวของฮอร์ด เขารู้สึกเหมือนจะต้องจบชีวิตลงที่นี่เสียแล้ว แล้วเมื่อฮอร์ดลอยกระแสน้ำไปอยู่นี้ เขาสังเกตุเห็นจระเข้ตัวนั้นที่อยู่บนเนินดินมันวิ่งลงน้ำพุ่งว่ายตรงมาหาตัวเขาเองเสียซะงั้น ฮอร์ดรู้สึกแย่มากกว่าเดิม ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกำลังรอจระเข้มาคาบเอาชีวิตของเขาไป ในจังหวะนั้นมีจระเข้มหึมาสองตัวพุ่งขึ้นมาจากน้ำพยายามจะคาบฮอร์ดลงไปกิน ฮอร์ดรีบหลบทำให้จระเข้สองตัวนั้นมันชนกัน ในตอนนี้ฮอร์ดรีบคว้าหอกของเขาพุ่งแทงไปตรงคอจระเข้ขณะที่มันหันหน้าท้องมา ด้วยความคมมากๆของหอกสามารถแทงทะลุจระเข้ตัวนั้นได้ ฮอร์ดไม่รอช้า เอาหอกของเขาดันจระเข้ให้หงายท้องเพราะเวลานั้นกระแสน้ำพัดเข้ามาใกล้กับพื้นดินมากพอที่จะดีดตัวโดยการใช้เท้าถีบพุ่งจากจระเข้ที่หงายท้องตัวนี้ ฮอร์ดรีบดำเนินการทำอย่างรวดเร็ว ถ้าช้าไปแม้แต่นิดเดียวจระเข้อีกตัวที่อยู่ข้างหลังจะงับเขาเอาได้ เขาทุ่มแรงทั้งหมดดันจระเข้ที่ถูกเขาแทงให้หงายท้อง แล้วใช้เท้าถีบพุ่งกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว จนเมื่อเท้าของฮอร์ดแตะพื้นแล้ว เขาไม่รอช้ารีบยื่นมือไปจับปลายหอกที่แทงจระเข้ตัวนั้นไว้ อีกมือหนึ่งก็โอบต้นไม้ข้างๆอย่างแน่นหนา เขาจับปลายหอกพยายามเอามาให้เถาวัลย์ใกล้ๆต้นไม้นี้พันปลายหอกเอาไว้ไม่ให้ไปไหน เขาต้องระวังเป็นอย่างมาก มิฉะนั้นจระเข้ในแม่น้ำอาจพุ่งขึ้นมากัดได้ เมื่อฮอร์ดเห็นว่าปลายหอกและจระเข้ซึ่งถูกเขาสังหารติดพันอยู่ในเถาวัลย์ไปไหนไม่ได้แน่แล้ว ฮอร์ดก็รีบวิ่งขึ้นไปบนพื้นดินสูงจากแม่น้ำ เขาหันหลังมองลงมายังแม่น้ำ เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองเลยว่า เขาสามารถฆ่าจระเข้ขนาดยักษ์ได้ ฮอร์ดล้มตัวลงนอนกับพื้นแล้วถอนหายใจ

    “เฮอะ…ฮึ..ฮะ..ฮ่ะ..ฮ่า….ฮ่า..ฮ่า!!!”ฮอร์ดหัวเราะด้วยความตื้นตันใจที่รอดมาจากความตายได้
    เขายิ้มและรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก เขานอนอยู่อย่างนั้นไปสักพัก ฝั่งทางพ่อของฮอร์ดและเบิร์กได้วิ่งมาถึงชายป่าก็เจอชายคนหนึ่งอยู่บริเวณนั้นดูท่าดูทางเหมือนกำลังล่าสัตว์แถวนี้อยู่(ตอนเย็นเกือบพลบค่ำเนี่ยนะ)
    “อ้าวว! กาแลคจะไปไหนละนั่น ท่าทางร้อนรนเชียว”ชายหนุ่มคนนั้นถาม
    “ลูกข้ากำลังลงไปจับจระเข้ ข้าต้องรีบไปห้ามเขาไม่งั้นเขาถูกจระเข้กัดตายแน่”กาแลคตอบ แล้วรีบวิ่งเข้าไปในป่าพร้อมกับเบิร์ก
    “เฮ้ยๆๆ รอก่อนสิเว้ยข้าขอไปด้วยคน”ชายคนนั้นกล่าวพร้อมวิ่งตามกาแลคกับเบิร์กเข้าไปด้วย
    เมื่อฮอร์ดนอนยิ้มไปชั่วครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้น
    “ได้เอนหลังแล้วพอมีแรงขึ้นมาหน่อย” ฮอร์ดพูดขึ้นมา
    จากนั้นก็ได้เดินลงไปที่ริมแม่น้ำ เหล่าจระเข้ก็ต่างว่ายน้ำกันตามประสาของมัน ฮอร์ดเดินลงไปอย่างระมัดระวังและเงียบเพื่อไม่ให้เหล่าจระเข้มันตื่นตัว เขาเดินลงไปจับปลายหอกที่ถูกเถาวัลย์พันอย่างแน่นหนา ค่อยๆใช้แรงของตนลากปลายหอกที่แทงจระเข้ไว้อย่างเบาๆ พร้อมแหวกเถาวัลย์ที่พันอยู่รอบๆตัวจระเข้ ฮอร์ดดึงเถาวัลย์ออกจนจระเข้กับปลายหอกหลุดออกมาได้แล้ว เขาดึงมาให้ใกล้เนินดินมากที่สุดเพื่อที่ฮอร์ดนั้นจะได้ลากเจ้าจระเข้ขึ้นมาได้ เพราะกระแสน้ำนั้นแรงมาก เมื่อฮอร์ดลากมาไว้ตรงเนินดินได้สำเร็จ ก็มีจระเข้ตัวหนึ่งเห็นเข้า มันก็ได้รีบแหวกว่ายเข้ามาหาฮอร์ด เขาไม่รอช้าแบกจระเข้ตัวใหญ่นั่นขึ้นหลังของเขาทันที
    “หนักชิปหายเลยโว้ยยย!!!”ฮอร์ดพูดเสียงดังพร้อมรีบแบกเจ้าจระเข้
    กว่าฮอร์ดจะเดินได้แต่ละก้าวจระเข้ตัวนั้นก็ว่ายมาถึงตัวฮอร์ดแล้วได้งับเข้าที่หางของจระเข้ที่ฮอร์ดนั้นได้แบกอยู่ แรงกัดของมันทำให้ฮอร์ดแทบทรุดลงไปนั่ง มันคิดจะลากจระเข้ตัวนั้นกับฮอร์ดลงไปในน้ำด้วย ฮอร์ดไม่ยอมแพ้งัดแรงออกมาเต็มที่ แต่ทว่าผู้แข็งแกร่งย่อมได้เปรียบผู้ที่อ่อนแอ ขาของฮอร์ดเริ่มไถลลงไปในน้ำแล้วข้างหนึ่ง แต่ฮอร์ดไม่ยอมปล่อยจระเข้ที่แบกอยู่นั้นเพราะนี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก้าวแรกในชีวิตของเขา เขาจะปล่อยให้มันหายวับไปกับตาไม่ได้
    “กล้ามเนื้อข้าจะฉีกแล้วให้ตายเถอะ!!”ฮอร์ดตะโกนขึ้น
    เขาเอาแรงเข้าสู้เต็มที่จนแขนของเขานั้นอ่อนล้า ทันใดนั้นได้มีศรธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้าไปแทงที่ดวงตาของจระเข้ที่กำลังลากฮอร์ดอยู่จนมันปล่อยเขาและดิ้นทุรนทุรายลงแม่น้ำด้วยความเจ็บปวด
    “ฮอร์ด!!!”เสียงพ่อของเขาเรียก
    “สะ..เสียงพ่อนี่!?”ฮอร์ดกล่าวแล้วมองขึ้นไปบนเนินดินสูง
     
  7. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    “โอ้วว!! ให้ตายเถอะ นี่เจ้าทำอะไรเนี่ย!!?”ชายชาวบ้านที่ตามมาด้วยพูดขึ้น

    เบิร์กรีบวิ่งลงมาที่เนินดินข้างล่างชายแม่น้ำพร้อมถือธนูไว้ด้วยเพื่อมาช่วยฮอร์ด
    “ฮอร์ด!! นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นอีกเนี่ย!!?”เบิร์กพูดขึ้นด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็น
    “ตอนแรกพ่อโมโหนะฮอร์ด แต่ตอนนี้ลูกทำให้พ่อทึ่งและมึนไปหมดแล้ว!!”พ่อได้กล่าวด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง
    “กาแลค!! ละ..ลูกชายเจ้า..ฆ่าจระเข้ได้ แถมตัวใหญ่มากเสียด้วย!!!”ชายคนที่ตามมาด้วยกล่าว
    “ข้า..ไม่ไหวแล้ว”ฮอร์ดพูดด้วยสีหน้าที่อ่อนระทวยแล้วได้หลับฟุบลงไป
    “ฮอร์ด..ฮอร์ด!!!”เบิร์กเรียกและเขย่าตัวของฮอร์ด
    “คงจะเหนื่อยมากเลยสิ สลบซะงั้น”ชายที่ตามมาด้วยกล่าว
    “เอาละ..ข้าว่ารีบแบกฮอร์ดกับจระเข้ตัวนี้ขึ้นมาไว้ข้างบนก่อนเถอะ เดี๋ยวจระเข้ตัวอื่นมันจะแห่กันมาเสียก่อน”กาแลคพ่อของฮอร์ดได้พูดขึ้น
    “ข้าไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ข้าเห็นเลยจริงๆ”เบิร์กได้พูดขึ้นแล้วยิ้ม
    จากนั้นชายหนุ่มทั้งสามก็ได้แบกฮอร์ดกับจระเข้ตัวนั้นขึ้นมา
    “นี่ก็จะค่ำละ ข้าว่ากลับหมู่บ้านคราวนี้ มีเฮฮาแน่เลยกาแลค?”ชายคนที่ตามมาด้วยกล่าว
    “ข้าบอกตามตรงเลยนะ ว่าข้าทึ่งในตัวของฮอร์ดจริงๆ อาธาร์ต้องนึกไม่ถึงแน่”กาแลคได้กล่าวขึ้น
    “ข้าว่ารีบออกจากป่าก่อนจะดีกว่านะท่าน ค่ำแล้วเดี๋ยวพวกเสือพวกสัตว์ดุร้ายมันจะออกมาหากินกัน”เบิร์กกล่าวขึ้น
    “ใช่! รีบไปเถอะเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”กาแลคพูดแล้วรีบนำหน้าแบกพากันออกไปจากป่า…
    ณ บ้านของฮอร์ดอาธาร์มารดาของเขากำลังนั่งรออย่างอาลัยอาวรณ์น้ำตาคลออยู่ที่ดวงตาทั้งสองของนาง เธอพยายามภาวนาในใจขอให้สามีของเธอช่วยลูกชายเธอกลับมาให้ได้ทันท่วงที นางนั่งอยู่อย่างนั้นตรงหน้าต่างในห้องบนบ้าน คอยชะเง้อมองเมื่อมีคนเดินผ่าน ในใจก็หวังว่าจะให้เป็นสามีและลูกชายของเธอ ในขณะนั้นกาแลคพ่อของฮอร์ดและเบิร์กพร้อมชายชาวบ้านได้แบกฮอร์ดและจระเข้ตัวมหึมา มาถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
    “ดวงดาวเอ้ยย!! มาให้พี่กอดจูบหน่อยสิจ้ะ พี่ล่ะเหงาใจจะขาดอยากระบายรักให้เจ้าสัมผัสเอ้ยยยย!!”ลุงขี้เมาคนหนึ่งเดินร้องเพลงอยู่แถวๆนั้น เดินไปหนึ่งก้าวก็ยกสุราเข้าปากไปหนึ่งซด เดินวนเดินเซอยู่ตรงนั้นเพราะเมาไปไหนไม่ถูก เมื่อพวกของกาแลคและเบิร์กเดินใกล้เข้ามาถึงทางเข้า ขี้เมาก็สังเกตุเห็นด้วยสายตาที่เบลอๆ
    “เห้ยย!! พวกเอ็งไปทำห่าเหวอะไรกันมาา!!! เหงื่อแตกปากห้อยกันมาเชียว นั่นเจ้าเบิร์กนี่ แบกใครมาด้วยน่ะ เมียเรอะ!! ฮ่าฮ่าฮ่า”ขี้เมาได้พูดขึ้นแล้วหัวเราะ
    ทั้งสามคนนั้นเหนื่อยหอบจากการแบกฮอร์ดและจระเข้เลยไม่ค่อยมีอารมณ์จะพูด ขี้เมาก็หันมาทางกาแลคและชายชาวบ้านคนนั้น
    “แล้วเอ็งสองตัวเอ้ยสองคน แบกตัวห่าอะไรมาวะ จิ้งจกเหรออ เฮอะๆ ไปหามาจากไหนน่ะตัวใหญ่ดี เอามาทำเป็นกับแกล้มไว้กินกับเหล้าดีกว่าเว้ยย!!”ขี้เมากล่าวเสร็จก็ขยี้ตาแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อที่จะได้เห็นชัดๆว่ามันคือตัวอะไร
    “เห้ยยย!!! จระเข้ยักษ์!!”ขี้เมาตะโกนเสียงดังลั่นหมู่บ้าน
    ทำให้พวกชาวบ้านออกมาจากบ้านของตนมาดูว่ามีอะไรกัน
    “ก็จระเข้น่ะสิ ถอยไปข้าจะรีบกลับไปที่บ้าน วันนี้ข้าเหนื่อยมากพอแล้ว”กาแลคกล่าวแล้วเดินผ่านขี้เมาคนนั้นไปพร้อมกับเบิร์กและชายชาวบ้านเข้าสู่หมู่บ้าน
    พวกชาวบ้านที่ออกมาเห็นกาแลคเดินเข้ามาใกล้ๆก็เห็นเป็นจระเข้ยักษ์ขนาดมหึมา ชาวบ้านเหล่านั้นต่างตะลึงในสิ่งที่เห็น
    “กาแลค!! นี่แกเป็นคนฆ่าเจ้าจระเข้ยักษ์ตัวนี้หรอ?”ชายคนหนึ่งถามขึ้นมา
    “ผิดแล้ว..เจ้าบึ้มตัวนี้เป็นฝีมือของลูกชายข้าเอง”กาแลคหันหน้าไปตอบชายคนนั้น
    “โห!!”เสียงชาวบ้านที่ยืนรอบๆข้างดังขึ้น
    “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าฮอร์ดลูกชายเจ้าจะสามารถฆ่าจระเข้ตัวใหญ่ขนาดนั้นได้”ชายคนหนึ่งพูดดังขึ้นมาในหมู่ชาวบ้าน
    “ใช่ๆ เจ้าฮอร์ดเนี่ยนะเหรอจะทำได้ ข้าเคยเห็นมันพุ่งหอกเล่นนะ ไม่เคยแม่นสักครั้ง ขนาดเป้าอยู่ห่างแค่ไม่กี่สิบก้าวเอง โธ่! ข้าไม่เชื่อหรอกอย่ามาอวยลูกตัวเองเลย”ชาวบ้านอีกคนพูดแนวเยาะเย้ย
    “เห็นด้วยๆ เจ้าฮอร์ดมันเป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดาๆจะไปมีฝีมือขนาดนักรบที่สามารถสังหารจระเข้ได้ยังไงกัน ถ้าเป็นลูกจระเข้ล่ะก็ข้าจะไม่สงสัยเลยละ ฮ่าฮ่าฮ่า!!”ชาวบ้านอีกคนพูดขึ้นด้วยสีหน้าล้อเลียน
    “ไอ้บัดซบ!! พูดยังงี้มาซักฝุ่นกันดีกว่า”กาแลคตอบกลับด้วยความโมโห
    “ฮอร์ดฆ่าจระเข้ตัวใหญ่นี้ได้จริงๆ ข้าเป็นพยานได้ ข้านี่แหละเห็นมากับตาตนเองตอนที่เจ้าหนุ่มคนนี้กำลังแบกจระเข้ตัวนี้ขึ้นบก แล้วอาวุธที่หนุ่มคนนี้ใช้สังหารจระเข้มหึมาตัวนี้เป็นเพียงแค่หอกไม้ที่เหลาจนคมธรรมดาๆเล่มหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่ขวานหรืออาวุธชั้นดีที่ทำมาจากเหล็กชั้นยอดด้วย!!”ชายคนที่ตามกาแลคไปกล่าวขึ้นอย่างเสียงดัง
    พวกชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเงียบเพราะสายตาและคำพูดที่หนักแน่นของชายคนนั้น
    “นี่แหละหอกที่เขาใช้ฆ่าจระเข้ตัวนี้!!!”เบิร์กพูดขึ้นแล้วชูหอกที่ฮอร์ดใช้แทงจระเข้ตัวนั้นจนตาย
    “โห!! หอกธรรมดาจริงๆด้วย”ชาวบ้านต่างพากันมาดูแล้วพูดขึ้น
    บางคนก็เข้ามาดูฮอร์ดเห็นรอยแผลรอยถลอกก็ต้องตกใจเพราะสิ่งที่กาแลคและคนเหล่านี้พูดดูท่าจะเป็นความจริง ในขณะนั้นได้มีคนเฮขึ้นมาทำให้พวกชาวบ้านต่างเฮและยินดีด้วยกับฮอร์ด บางคนก็เข้ามาขอโทษที่พูดจาดูถูกเหยียดหยามไป
    “เอาล่ะพวก!! คืนนี้เรามาฉลองให้กับครอบครัวของกาแลคและลูกชายของเขา อีเลียด ฮอร์ด!!กันดีกว่า”ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมา
    “ไว้โอกาสหน้าละกัน วันนี้ข้าเหนื่อยและอ่อนเพลียเหลือเกิน ข้าอยากพักผ่อน เอาไว้วันหลังเถอะ”กาแลคกล่าวขึ้นแล้วทั้งสามก็ได้แบกฮอร์ดกับจระเข้เดินต่อเพื่อกลับไปยังบ้านของกาแลค
    ระหว่างกำลังเดินเบิร์กได้หันกลับมาหาชาวบ้านเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า
    “ในแม่น้ำนั้นมีจระเข้นับร้อยตัวที่พร้อมจะพรากเอาชีวิตทุกคนที่ไปที่นั่น แต่พวกมันไม่สามารถเอาชีวิตของเพื่อนข้าไปได้ ที่สำคัญ…ฮอร์ดอยู่เพียงลำพังในตอนนั้น พวกท่านก็ลองคิดดูละกัน ว่าเขาสามารถสังหารจระเข้ตัวใหญ่ขนาดนี้ในแวดวงจระเข้นับร้อยตัวได้ยังไงกัน ขนาดผู้ที่ได้ชื่อว่านักรบยังต้องอาศัยเพื่อนฝูงคอยช่วยเหลืออยู่ห่างๆ แต่เพื่อนข้าอีเลียด ฮอร์ด! แค่คนเดียว”เบิร์กกล่าวเสร็จก็ได้เดินไปต่อปล่อยให้พวกชาวบ้านยืนอึ้งในสิ่งที่เบิร์กได้พูด
    เมื่อทั้งสามได้แบกฮอร์ดและจระเข้มาจนถึงบ้านของกาแลคแล้ว อาธาร์ที่กำลังนั่งรออย่างมีความทุกข์ตรงหน้าต่างบนบ้านก็ได้เห็นสามีของนางเดินทางกลับมาถึงสักที อาธาร์รีบวิ่งออกจากห้องลงบันไดไปข้างล่าง
    “กาแลค!! ลูกเราละ!! ลูกเราอยู่ไหน!!?”อาธาร์รีบถามหาด้วยความเป็นห่วง
    “อยู่นี่ครับ!”เบิร์กตอบแล้วแบกร่างของฮอร์ดไปให้อาธาร์ผู้ซึ่งเป็นแม่ได้เห็นใกล้ๆ
    “ฮอร์ด!! ลูกแม่”อาธาร์พูดเสร็จรีบโผเข้าไปพยุงฮอร์ดจากหลังของเบิร์กประคองลงมาในท่านั่งตรงบันไดบ้าน
    “เจ้าหนูนี่คงเหนื่อยมาก หลับเป็นตายเชียว”ชายคนที่ตามมาด้วยพูดขึ้น
    “กาแลค พวกท่านทั้งสองช่วยกันแบกตัวอะไรกันมาน่ะ”อาธาร์หันไปพูดกับกาแลค
    “จระเข้ไงที่รัก ลูกชายเราเป็นคนสังหารเจ้าจระเข้ตัวมหึมาตัวนี้ด้วยตัวของเขาเองเชียวนะ”กาแลคบอกแก่อาธาร์
    “เธอว่าอะไรนะ!!!? “อาธาร์กล่าวถามด้วยสีหน้าตกใจ
    “ฮอร์ดเป็นคนฆ่าจระเข้ตัวนี้ครับ”เบิร์กได้พูดย้ำอีกที
    “จะ..จริงหรอเบิร์ก!!?”อาธาร์หันหน้ามาพูดกับเบิร์ก
    “จริงครับ!!”เบิร์กตอบ
    อาธาร์ได้ยินได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกทึ่งในตัวลูกชายของเธอเอง เพราะไม่เคยมีเด็กหนุ่มชาวกาเลียอัสในหมู่บ้านโอดิธันคนไหนกล้าทำขนาดนี้มาก่อน อาธาร์มองดูฮอร์ดที่กำลังนอนสลบ เธอเห็นบาดแผลของลูกเต็มตัวไปหมด อาธาร์น้ำตาไหลแล้วได้กอดฮอร์ดลูกชายของเขา
    “แม่ไม่น่าใช้ลูกไปล่าสัตว์ที่ชายป่าเลย หากลูกแม่ไม่สามารถเอาชนะเจ้าจระเข้แสนดุร้ายเหล่านั้นได้ ตอนนี้แม่ก็คงไม่ได้เจอหน้าลูกอีกแน่ๆ ฮอร์ดลูกแม่..แม่ขอโทษนะลูกนะ..อย่าโกรธแม่..ที่ใช้เจ้าไปล่าสัตว์…อย่าโกรธแม่นะลูก..”อาธาร์พูดทั้งน้ำตาที่ไหลนองทั้งสองแก้ม
    “เธอไม่ผิดหรอกที่รัก ในช่วงเวลาอันเลวร้ายที่ลูกชายเราประสบพอเจอมันได้ผ่านมาแล้ว นี่คงเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้ แต่ว่าตอนนี้ลูกของเราปลอดภัยก็นับว่าดีเลิศประเสริฐมากแล้วนะ”กาแลคนั่งลงไปโอบกอดอาธาร์แล้วพูดกับเธอที่กำลังร้องไห้
    “ว่าแต่ท่านชื่ออะไร พี่ชาย”เบิร์กหันหน้าไปคุยกับชายที่ตามมาด้วยกัน
    “นี่คนรู้จักข้าเบิร์ก เขาชื่ออัสคัส! เขาเป็นเพื่อนที่ดี ขอบใจเจ้ามากนะวันนี้”กาแลคหันไปบอกเบิร์กและกล่าวขอบคุณอัสคัสชายผู้ที่ตามมาช่วยฮอร์ด
    “ข้าเองก็ต้องขอบคุณเจ้าด้วยนะอัสคัส ที่ช่วยลูกชายของข้า”อาธาร์หันหน้าไปกล่าวขอบคุณอัสคัสด้วยน้ำตาที่นองหน้า
    “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกเจ้า ลูกชายเจ้ากาแลค ตอนที่ข้าเห็นเขากำลังสู้กับแรงจระเข้ที่กำลังลากเขาลงไปในน้ำ ฮอร์ดในตอนนั้นไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้เลยสักนิดเดียว ข้าได้เห็นความเพียรพยายามและหัวใจของนักสู้ในตัวของเด็กหนุ่มคนนี้ ข้าชักชอบเจ้าฮอร์ดมันเสียแล้ว!!!ฮ่าฮ่าฮ่า”อัสคัสกล่าวให้ทุกคนฟัง
    “ข้าดีใจนักที่ท่านพูดชมเพื่อนข้าขนาดนี้”เบิร์กพูดและยิ้มให้อัสคัส
    “ที่รัก!! เธอพาลูกขึ้นไปนอนพักในห้องเถอะนะ นี่ก็ค่ำมากแล้ว”กาแลคบอกแก่อาธาร์
    “เดี๋ยวข้าช่วยครับ”เบิร์กพูด
    “ขอบใจนะเบิร์ก..ช่วยแม่หน่อยนะ”อาธาร์กล่าวกับเบิร์ก แล้วก็ช่วยกันประคองร่างของฮอร์ดขึ้นบันไดไปบนบ้าน
    “เอาละสหาย! เราสองคนมาเหนื่อยกันอีกหน่อยเถอะ ช่วยกันแบกเจ้าจิ้งจกยักษ์นี่ไปไว้ใต้ถุนบ้านข้าตรงนั้นหน่อย”กาแลคพูดกับอัสคัส
    “ได้! เพราะข้าเองก็ง่วงนอนมากแล้วละ กลับบ้านไปจะนอนให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย”อัสคัสกล่าว แล้วทั้งสองก็ช่วยกันแบกจระเข้ยักษ์ตัวนั้นไปไว้ใต้ถุนบ้านแล้วทั้งคู่ก็ต่างลากัน อัสคัสก็ได้เดินทางกลับบ้านของตน กาแลคได้เดินขึ้นบันไดสวนกับเบิร์กที่กำลังจะเดินลงมา
    “วันนี้ขอบใจเจ้ามากนะ ที่วิ่งมาบอกข้า และก็ขอบใจอีกครั้งหนึ่งที่ยิงธนูใส่เจ้าจระเข้ตัวนั้น เจ้ามีฝีมือและเป็นเพื่อนที่ดีของลูกชายข้ามาตลอดตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ ขอบใจมากนะ”กาแลคกล่าวแก่เบิร์ก
    “ฮอร์ดคือเพื่อนรักของข้า เขาเปรียบเสมือนชีวิตอีกชีวิตหนึ่งของข้า ข้าขาดเขาไม่ได้”เบิร์กได้กล่าวตอบกาแลค แล้วลากลับบ้าน
    “ฝันดีนะครับ”เบิร์กหันมาพูดก่อนที่จะหันหลังเดินกลับไปสู่ที่พักของเขา กาแลคก็ได้ยิ้มให้กับเบิร์กที่กำลังเดินกลับบ้านไป…

    ..เสียงเบิร์กเปิดประตูเข้าไปในบ้านของเขา ที่เป็นบ้านลักษณะสวยงามดูมีราคาหลังหนึ่งในหมู่บ้านโอดิธัน
    “นี่ลุงแบร! ยังไม่นอนอีกเหรอ ดึกมากแล้วนะ”เบิร์กพูดกับลุงของเขาที่นั่งอยู่หน้าเตาไฟ
    “ข้าก็รอเอ็งอยู่นั่นแหละ เมื่อหัวค่ำเห็นชาวบ้านเขารือกันว่า เจ้าฮอร์ดเพื่อนหลานมันฆ่าจระเข้ตัวใหญ่ได้น่ะ เอ็งรู้เรื่องนี้หรือเปล่าเจ้าเบิร์ก”ลุงแบรถาม
    “รู้สิ! ก็ข้าเป็นคนเห็นเหตุการณ์นี้มากับตาตัวเองเลยละลุง”เบิร์กตอบ
    “เอ็งหมายความว่าไง??”ลุงแบรกล่าวถาม
    “ข้าก็หมายความว่าข้าอยู่ด้วยกับฮอร์ดตอนที่เขาสู้กับจระเข้ไงลุง”เบิร์กว่า
    “ก็เห็นชาวบ้านบอกกันว่าเจ้าฮอร์ดลงไปฟัดกับจระเข้ตัวคนเดียวไม่ใช่หรอ แล้วเอ็งจะไปอยู่ในเหตุการณ์ได้ยังไง”ลุงแบรพูดถามด้วยความสงสัย
    “ใช่! ฮอร์ดลงไปฟัดกับจระเข้ตัวคนเดียวจริง ข้าน่ะมาตอนที่เขาสังหารจระเข้ได้แล้ว ลุงแบรรู้แค่นี้แหละ ข้าง่วงข้าอยากนอนข้าล้าข้าเหนื่อยข้าเพลีย ข้าไม่มีแรงแล้ววว…”เบิร์กรีบพูดรีบตอบด้วยความอ่อนเพลีย
    “ไปนอนเถอะ…ลุงไม่กวนแล้ว ฝันดีนะเบิร์ก”ลุงแบรกล่าว
    “ฝันดีครับลุง”เบิร์กตอบแล้วเดินเข้าไปในห้อง
    เขากระโดดลงบนที่นอนนุ่มๆที่ทำมาจากขนสัตว์ด้วยความอ่อนล้า ลุงแบรยังคงนั่งอยู่หน้าเตาไฟสักพักเพื่อรับความอบอุ่นเพราะในยามค่ำคืนแผ่นดินกาเลียอัสก็ยังคงชุ่มชื้นไปด้วยสายฝนปรอยๆ อากาศจึงหนาวเย็น จากนั้นลุงแบรก็ลุกขึ้นเพื่อที่จะไปเข้านอน เสียงฝนที่ตกลงพื้นฟังแล้วมันช่างทำให้ผ่อนคลายเสียจริงๆ จากราตรีอันมืดมิดก็ได้จวนเวลาแห่งแสงสว่างยามรุ่งเช้าอีกครากับวันใหม่ที่มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปสำหรับอีเลียด ฮอร์ด…

    image-22A5_59A0C822.jpg
     
  8. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    image-28FE_59A0C9E7.jpg
    ตะวันโผล่บนฟ้า กอปรขณะที่เสียงมีดกำลังหั่นเนื้อเพื่อนำมาทำอาหารในยามเช้า ณ บ้านของฮอร์ด ตัวฮอร์ดที่ได้นอนสลบมาตั้งแต่เมื่อหัวค่ำคืนวาน ตอนนี้เขารู้สึกตัวค่อยๆตื่นจากความเพลียและอ่อนล้า

    “อะ..โอยย...ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเลย”ฮอร์ดพูดขึ้นขณะขยับตัวอยู่บนที่นอน เขาได้มองไปรอบๆ
    “นี่บ้านเรานี่!!?..เรากลับมาบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?”ฮอร์ดพูดขึ้นด้วยความสงสัยแล้วพยายามลุกจากที่นอนค่อยๆเดินออกจากห้อง
    เขาได้ยินเสียงพ่อเหมือนกำลังทำอะไรอยู่ข้างล่างใต้ถุนบ้าน แล้วเห็นแม่กำลังทำอาหารอยู่จึงได้ค่อยๆเดินเข้าไปหา
    “มะ..แม่ ข้ากลับมาบ้านได้ยังไง?”ฮอร์ดค่อยๆนั่งลงข้างๆแม่ที่กำลังหั่นเนื่ออยู่แล้วถาม
    “รู้สึกตัวแล้วหรอลูกแม่!!?”อาธาร์ได้ถามเขา
    “ขะ..ข้าจำได้ว่าข้าอยู่ที่ชายแม่น้ำกำลังเอ่อ..กำลังแบก..แบก”ฮอร์ดพูดและพยายามนึก
    “เจ้าคงจะเหนื่อยมากนะลูก หัวเบลอเชียว เจ้าน่ะฆ่าจระเข้แล้วสลบไป พ่อของเจ้า เบิร์กและเพื่อนพ่อที่ชื่ออัสคัสเป็นคนพาลูกกลับมาที่บ้านเองจ้ะ”อาธาร์บอกแก่ฮอร์ด
    “อ่อ! ข้าจำได้แล้ว ว่าแต่จระเข้ตัวนั้นละอยู่ที่ไหนรึท่านแม่ ท่านพ่อได้พามันกลับมาด้วยรึเปล่า !?”ฮอร์ดถามด้วยน้ำเสียงรนราน
    “ไม่ต้องวิตกกังวลไปลูก ชัยชนะของลูกพ่อแม่จะปาทิ้งได้ยังไงกันละ ดูนี่! แม่กำลังหั่นเนื้อของจระเข้ที่ลูกฆ่ามาได้มาทำเป็นอาหารให้ลูกกินอยู่ไง ส่วนพ่อกำลังเอาหนังของมันไปล้างคราบเลือดออกที่ใต้ถุนบ้าน เดี๋ยววันนี้แม่จะทำชุดนักรบให้เจ้าดีไหม!”อาธาร์ยิ้มแล้วบอกฮอร์ด
    “จะ..จริงหรอท่านแม่!!? นี่ข้าจะได้เอาหนังจระเข้ตัวใหญ่นั่นมาห่มกายงั้นหรอ? ขะ..ข้ากำลังจะเป็นนักรบหรอท่านแม่…ข้าอดใจรอที่จะใส่ชุดนั้นไม่ไหวแล้ว”ฮอร์ดพูดด้วยความดีใจ
    “ได้ใส่แน่ลูก…แต่ตอนเนี้ยดูแลตัวเองให้หายดีเสียก่อนเถอะนะ”อาธาร์กล่าว
    “ขอรับท่านแม่ ฮ่าฮ่าฮ่า”ฮอร์ดหัวเราะ
    “ฮอร์ด…เมื่อวานแม่ขอโทษนะที่ใช้ลูกไปล่าสัตว์..มะ..แม่ไม่คิดว่าลูกจะไปปะฉะดะกับจระเข้เลย”อาธาร์บอกฮอร์ด
    “ท่านแม่อย่าโทษตัวเองเลย ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าจะต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ซึ่งข้าก็ทำได้แถมมันเป็นสิ่งที่มีค่ามากเสียด้วย”ฮอร์ดกล่าวตอบ
    “ทำไมในเมื่อลูกเข้าป่าแล้วถึงคิดล่าจระเข้ล่ะ สัตว์อื่นในป่าก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแบบนั้นด้วยละลูก?”อาธาร์ถามด้วยความสงสัย
    “ในตอนแรกข้าไม่ได้คิดที่จะล่าจระเข้เลยนะท่านแม่ ข้าเดินหาสัตว์ป่าแล้วไม่เจอแม้แต่ตัวเดียว ข้าก็ยังสงสัยเหมือนกันว่ามันหายไปไหนกันหมด ข้าคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องได้สัตว์เล็กๆสักตัวแหละ แต่ว่าในทางที่ข้าเดินไปมันมีแต่ต้นไม้ไม่มีสัตว์เลย จนตัวข้าเจอแม่น้ำ แม่น้ำที่เต็มไปด้วยความน่ากลัว”ฮอร์ดตอบ
    “เอาเถอะลูกแม่! เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว แถมลูกของแม่ก็ปลอดภัย ตอนนี้พวกชาวบ้านก็อยากพบลูกกันแล้วมั้ง”อาธาร์กล่าว
    “ครับท่านแม่..เดี๋ยวข้าขอลงไปดูท่านพ่อหน่อยนะ”ฮอร์ดพูดแล้วได้ลุกขึ้นช้าๆค่อยๆเดินลงบันไดไปหากาแลคที่ใต้ถุนบ้าน
    “ท่านพ่อ!”ฮอร์ดเรียก
    “อ้าว! รู้สึกตัวแล้วหรอ?”กาแลคได้ถาม
    “ครับผม…ก็ยังมีมึนๆหัวอยู่นิดหน่อยน่ะ พ่อกำลังทำอะไรหรอ!?”ฮอร์ดถามพ่อของเขา
    “หนังจระเข้รางวัลของผู้กล้าไงลูก พ่อกำลังล้างคราบเลือดออกให้ แม่เจ้าจะได้เอามันไปทำชุดให้เจ้าใส่เท่ห์ๆไงละ”กาแลคกล่าวตอบขณะตักน้ำล้างคราบเลือด
    “ขอบคุณนะครับท่านพ่อ!”ฮอร์ดกล่าว
    “ฮอร์ดลูกพ่อ! ลูกเป็นผู้ชายที่กล้าหาญมากนะ พ่อรู้สึกสังหรณ์ว่าบ้านหลังนี้จะเล็กเกินไปสำหรับเจ้าเสียแล้วนะลูก”กาแลคพูดแล้วยิ้มให้กับลูกชายของเขา
    “พ่อพูดอะไรน่ะ ข้ามีบ้านแค่หลังเดียวแล้วก็ภูมิใจที่ได้อยู่บ้านหลังนี้กับท่านพ่อท่านแม่ด้วย ข้าคงไม่มีปัญญาไปหาบ้านหลังใหม่ที่มันใหญ่กว่านี้ได้หรอกนะพ่อ”ฮอร์ดตอบ
    “กาลข้างหน้าใครเลยจะล่วงรู้ล่ะลูก”กาแลคกล่าวแล้วยิ้ม
    “เอ่ออืม..ข้าไปเดินเล่นดีกว่ายิ่งคุยยิ่งงง ฮ่าฮ่าฮ่า”ฮอร์ดพูดและหัวเราะจากนั้นจึงค่อยๆเดินออกไปทางหมู่บ้านในยามเช้าเพื่อสูดรับเอาอากาศดีๆเข้าปอดของเขา
     
  9. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    …หมู่บ้านเล็กๆทางตอนใต้ของแผ่นดินกาเลียอัส ที่ซึ่งมีภูเขาติดล้อมกันกับขั้วโลกใต้ไปสู่ขั้วโลกเหนือของอีกซีกโลกหนึ่ง บางทีการที่มีภูเขากั้นแดนหนาวนี้เองทำให้ชาวกาเลียอัสที่อยู่ทางตอนใต้ไม่ได้รับผลกระทบจากลมหนาวมากนัก ในที่แห่งนี้มีผู้คนอาศัยและดำรงชีวิตมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ป่าที่อยู่ตรงทางออกด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านเป็นป่าแห่งเดียวในแถบใต้นี้ชื่อว่า “ป่าชาร์ค” มีแม่น้ำอยู่ใจกลางป่าแต่เต็มไปด้วยฝูงจระเข้นับร้อยตัว นักรบชาวกาเลียอัส ไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งพวกเขาชอบเดินทางกันไปทางเหนือ ไปกันเป็นกลุ่ม บ้างก็ชอบทะเลาะวิวาท บ้างก็ชอบท้าทาย ส่วนมากจะชอบระรานสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาถูกเรียกว่านักรบมากกว่านักเลงอันธพาลคือการที่มีชุดที่ทำมาจากหนังจระเข้ ชาวกาเลียอัสนั้นถือว่าใครก็ตามที่มีหนังจระเข้ซึ่งมีเกล็ดหนาๆหุ้มกายเป็นคนกล้าหาญใจถึงพึ่งพาได้ เพราะจระเข้ที่นี่ตัวใหญ่ทั้งนั้นคงไม่มีผู้ใดเอาหนังของลูกจระเข้ที่ยังตัวเท่าสุนัขมาห่มกายให้ดูทุเรศเป็นแน่ ด้วยความคิดเช่นนี้ชายหนุ่มผู้มีนิสัยชอบตีรันฟันแทงคนอื่นเขาไปทั่วต่างพากันไปล่าจระเข้มาทำชุด แต่ด้วยจระเข้ที่ตัวใหญ่มากๆการจะพิสูจน์ความกล้าด้วยตัวคนเดียวดูจะเป็นการณ์เสี่ยงเกินไป เหล่าชายหนุ่มก็ต่างชวนพรรคชวนพวกของตนมาร่วมด้วยช่วยกัน จึงเป็นเหตุให้ที่ผ่านมาไม่เคยมีชายคนใดเสี่ยงประจันหน้ากับจระเข้เพียงลำพังเลยสักคนเดียว ซึ่งบางครั้งก็ใช้วิธีสกปรกในการจัดการจระเข้เพื่อที่จะเอาหนังของมันมาทำเป็นชุดห่มกายให้ผู้คนเขานับถือแล้วสาวๆจะได้รุมตอม กลายเป็นวัฒนธรรมผิดๆที่สืบทอดกันมาในหมู่ชายชาวกาเลียอัสจนถึงบัดนี้ แต่ทว่าในที่สุด…ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ทำในสิ่งที่ชาวกาเลียอัสนับถือกันมาตลอดกาลนานมาแล้วด้วยวิธีที่กล้าหาญชาญชัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเขาผู้นั้นได้อาศัยอยู่ในเขตหมู่บ้านเล็กๆแถบใต้ของแผ่นดิน ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมเป็นพื้นที่กว้างติดกับชายป่าชาร์ค


    “อรุณสวัสดิ์ฮอร์ด!”ชาวบ้านที่เดินอยู่ตามทางในหมู่บ้านเรียกทักฮอร์ด ฮอร์ดได้ยิ้มพร้อมกับค่อยๆเดินไปทีละก้าวเพราะกล้ามเนื้อฉีกขาดทำให้เจ็บปวดระบมทั่วเรือนร่างไปหมด ตามทางที่ฮอร์ดเดินก็จะมีชาวบ้านมาทักมาสวัสดีอยู่ตลอดทาง สาวๆที่กำลังน่ารักสดใสก็ต่างส่งยิ้มให้กับเขา สายตาหวานๆของพวกนางมันทำให้ฮอร์ดนั้นกระชุ่มกระชวยเสียจริงๆให้ตายเถอะ
    “พ่อรูปหล่อจ๋าา!!”เสียงแซวจากหมู่สาวๆที่นั่งเล่นอยู่ในร้านค้าข้างทาง ฮอร์ดรู้สึกประหม่าเขินอายนักก็แต่ละคนสวยน่าเย้ายวนใจมากมาย
    “ฮอร์ด!! สวัสดีกินข้าวเช้ารึยัง”เสียงลุงจากร้านอาหารตะโกนมาถาม
    “เอ่อ..ขะ..ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย แต่แม่ข้าทำอาหารไว้ให้แล้วละขอบคุณนะท่าน”ฮอร์ดหันหน้าตอบกลับไป แล้วได้ไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้กลางหมู่บ้านเพื่อมองผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปมา แต่คนดังคนเก่งเนื้อมันช่างหอมนักแล ยังไม่ทันที่ก้นจะแตะเก้าอี้เลยเหล่าชาวบ้านเด็กๆสาวๆต่างพากันมารุมล้อมเขา
    “พ่อหนุ่ม! เล่าเรื่องที่ไปฆ่าจระเข้ให้ฟังหน่อยสิว่าต้องทำยังไงมีเทคนิควิธีการแบบไหนบ้าง ข้าจะได้พาลูกชายไปลองดูมั่ง บอกข้าหน่อยนะ”ชาวบ้านคนหนึ่งถามด้วยความอ้อนวอน
    “พี่ชาย! พี่เป็นวีรบุรุษในใจผมเลย”เด็กชายคนหนึ่งกล่าว
    “เล่าเรื่องให้พวกเราฟังหน่อยนะหนูนะ ป้าอยากฟังเรืองตื่นเต้น”ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
    “เธอมีคู่รักหรือยัง??”หญิงสาวคนหนึ่งถาม
    “พี่ค่ะ? พอหนูโตเป็นสาวแล้วพี่ต้องจีบหนูนะ”เด็กหญิงหน้าตาน่ารักๆกล่าวขึ้น
    ฮอร์ดสับสนไม่รู้ว่าจะต้องตอบใครยังไงก่อนดี ระหว่างนั้นก็มีสาวสวยหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งเข้ามากอดฮอร์ดจากข้างหลังมือไขว้อกของฮอร์ดแล้วกระซิบข้างหูเขา
    “ข้าอยากโดนเจ้าจูบจังพ่อหนุ่ม”หญิงสาวกล่าว ฮอร์ดได้ยินดังนั้นถึงกับขนลุกเสียวซ่านไปทั้งตัวริมฝีปากของนางมันช่างเย้าหัวใจเขาให้ร้อนแรงเสียเหลือเกิน
    “ได้!! เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังก็ได้ ตั้งใจฟังนะ”ฮอร์ดพูดเสียงดังด้วยน้ำเสียงเขินประหม่าเล็กน้อย
    พวกชาวบ้านเด็กๆหญิงสาวต่างก็ตั้งอกตั้งใจฟังเสียงของฮอร์ดที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวอันสุดระทึกของตนเอง บางคนฟังแล้วยิ้มตาม หญิงสาวบางคนฟังไปก็คอยส่งจุ้บให้ฮอร์ดไป
    “รู้ยังงี้ข้าไม่น่าไปล่าจระเข้เลยพับผ่าสิ ทำตัวไม่ถูกเลยเรา”ฮอร์ดคิดอยู่ในใจจากนั้นก็ได้เล่าเรื่องราวต่อไปจนจบ
    “พ่อหนุ่ม!! ข้ามีลูกสาวเจ้าจะเอาไหม!!?”ชายแก่คนหนึ่งถามขึ้น
    “อะไรลุง!! เขามองข้าตลอดเวลาที่เล่าเรื่องเลยนะ อย่ามาแย่งหนูสิ”หญิงสาวอีกคนพูดโต้แย้ง
    “หนูไม่ยอมนะพี่สาว! พี่ฮอร์ดสัญญาไว้แล้วจะแต่งงานกับหนูเมื่อหนูโตขึ้น”เด็กหญิงคนหนึ่งพูดโต้ขึ้น
    “ยะ..อย่าทำยังงี้กันสิ”ฮอร์ดกล่าวขึ้นแต่ไม่มีใครฟังเลยมัวแต่เถียงแย่งฮอร์ดกัน เขาจึงตัดสินใจลุกแล้วเดินออกไปเองจะดีกว่า
    “บ้าจริงๆเลย ไปหาเจ้าเบิร์กมันดีกว่า อยู่แถวนี้เดี๋ยวจะโดนล้อมอีก บึ๋ย!”ฮอร์ดคิดในใจแล้วรีบเดินแบกสังขารที่ระบมออกไปจากตรงนั้น
    ก็ตามนั้น..ทุกถนนหนทางที่ฮอร์ดเดินผ่านจะต้องมีคนมาคุยถามนู่นถามนี่อยู่ตลอดทาง บางทีกว่าจะถึงบ้านของเบิร์กได้ก็เล่นเอาเขาเสียเหนื่อยเหมือนกันนะ
     
  10. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    “เบิร์ก!!”ฮอร์ดรีบเปิดประตูบ้านเข้าไปหาเบิร์กแต่ไม่เจอ เขาเห็นแต่ลุงแบรที่กำลังนั่งขัดรองเท้าที่เปื้อนดินเปื้อนโคลนอยู่

    “เอ้า! หนุ่มฮอร์ดเองเรอะ เข้ามาๆ”ลุงแบรหันไปทักฮอร์ด
    “อ้ออ..อรุณสวัสดิ์ครับลุงแบร! ข้านี่รีบเดินมาที่บ้านของลุงเลยนะเนี่ย เห้ออ..นี่ข้าเป็นกองขี้รึไงถึงได้โดนรุมตอมขนาดนี้ ปัดโธ่!”ฮอร์ดกล่าวพร้อมกับเดินไปนั่งเก้าอี้
    “คนเด่นคนดังก็ยังงี้แหละนะ มีแต่คนอยากเข้าหา”ลุงแบรกล่าว
    “ข้าน่ะไม่ได้คิดหวังไว้เลยว่าจะต้องให้มีใครมาชื่นชมในตัวข้า เมื่อกี้เนี่ยนะข้ารีบเดินมาเลยเชียวหน่า ปวดระบมตับไตไส้พุงไปหมดแล้ว เห้ออ..”ฮอร์ดกล่าวพร้อมถอนหายใจ
    “ในหมู่บ้านเล็กๆแถบนี้ไม่เคยมีชายที่ฆ่าจระเข้ได้มานานแล้ว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะตื่นเต้นสนใจในตัวของเจ้านะ”ลุงแบรกล่าว
    “เอาเถอะลุง! ว่าแต่เบิร์กไม่อยู่บ้านหรอ?”ฮอร์ดถาม
    “หลับเป็นตายอยู่ในห้องน่ะ สงสัยเมื่อคืนจะเพลียมาก”ลุงแบรกล่าวตอบ ฮอร์ดได้ยิ้มแล้วลุกขึ้นเปิดประตูเข้าไปในห้องของเบิร์ก ฮอร์ดยืนมองดูเบิร์กที่กำลังหลับลึกชนิดที่ปลุกยังไงก็คงไม่ตื่น แล้วจากนั้นฮอร์ดก็ได้ค่อยๆนั่งลงไปข้างๆเบิร์กที่กำลังนอนอยู่
    “ขอบใจมากนะเพื่อนรัก! นอนปากหวอเชียว ฮึฮึ ข้านี่โชคดีนักที่ได้เกิดมาเป็นเพื่อนกับเอ็งไอ้บ้าเอ้ย!”ฮอร์ดได้พูดอย่างเบาๆ จากนั้นก็ได้เอามือของเขาลูบหัวของเบิร์กสามครั้งด้วยรอยยิ้มจากนั้นจึงค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปปล่อยให้สหายรักของเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
    “ลุงแบร! ข้ากลับก่อนนะ ท่านพ่อท่านแม่คงกำลังรอข้ากลับไปกินข้าวอยู่แน่ๆ แล้วเจอกันนะลุง”ฮอร์ดได้พูดแล้วเดินไปที่ประตูบ้าน
    “อย่าแอบไปแตะก้นสาวระหว่างทางกลับล่ะฮอร์ด ฮ่าฮ่าฮ่า”ลุงแบรพูดแซวฮอร์ดขณะกำลังเปิดประตูออกไป
    “นี่ลุง! จะบ้าเหรอข้าไม่ใช่คนยังงั้นนะปัดโธ่”ฮอร์ดพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงแล้วปิดประตูออกจากบ้านไป
    “เพื่อนเจ้าเบิร์กนี่มันเนื้อหอมจริงๆ ให้ตายสิ ทำไมตอนหนุ่มๆไม่มีสาวๆมารุมตอมข้าแบบนี้บ้างนะ จะลุยคืนละคนไปตลอดปีเลยเชียว ฮิฮิ”ลุงแบรกล่าวพร่ำเพ้อเบาๆอยู่ในบ้าน

    “ฮอร์ด ฮอร์ด ฮอร์ดจ้ะ”
    “พ่อรูปหล่อจ๋าช่วยข้ายกของไปไว้ที่บ้านหน่อยสิจ้ะ วันนี้ที่บ้านไม่มีคนอยู่ ยกคนเดียวไม่ไหวนะจ้ะพ่อรูปหล่อ” เสียงจากสาวๆที่มาคอยเดินตามฮอร์ดตลอดทาง ฮอร์ดได้ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่เขาคิดว่าน่าจะพอปัดไปได้แต่มันก็ไม่สามารถหยุดความอยากเข้าหาของคนรอบข้างได้เลย
    “ฮึ่ยย!! จะไปไหนจะทำอะไรไม่สะดวกเลยจริงๆ ไม่น่าห้าวเป้งไปฆ่าจระเข้เลยเรา”ฮอร์ดได้บ่นอยู่ในใจ และในที่สุดเขาก็สามารถเอาชีวิตและร่างกายรอดกลับมาถึงบ้านจนได้
    “เฮ้ออ..กว่าจะถึง”ฮอร์ดตัดพ้อและเตะบันไดทางขึ้นบ้านดังทีหนึ่ง
    “ฮอร์ด! กลับมาแล้วหรอลูก แม่กับพ่อกำลังรออยู่เลย มาๆ เข้ามากินข้าวเช้าเร็วลูก”อาธาร์ตะโกนเรียกฮอร์ดที่อยู่ตรงบันไดใต้ถุนบ้าน ฮอร์ดได้ค่อยๆเดินขึ้นบันไดเพื่อไปนั่งกินข้าวกับท่านพ่อท่านแม่ข้างบนบ้าน
    “เอ่อ..สวัสดีครับ เอ่อ”ฮอร์ดเจอผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วยในวงข้าว
    “ชายคนนี้ชื่ออัสคัส เพื่อนพ่อเอง เขาเป็นคนที่ไปช่วยเจ้าจากจระเข้เมื่อคืนน่ะ”กาแลคได้บอกแก่ฮอร์ด
    “อะ..อ่อ..ขะ..ขอบคุณครับท่านอัสคัส”ฮอร์ดได้กล่าวขอบคุณแล้วค่อยๆเดินมานั่งกินข้าว
    “เอาละ! กินกันเลยนะ..”อาธาร์ได้พูด และพวกเขาก็ได้กินข้าวเช้ากันไปคุยหยอกๆกันไป สงสัยอาหารเช้าวันนี้คงจะอร่อยถูกปากกันน่าดูอารมณ์ดีเสียเหลือเกิน...
    เมื่อรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่างก็ช่วยกันเก็บจานชามช้อนกัน อัสคัสเหมือนมีอะไรจะอยากคุยกับฮอร์ดเขาจึงได้เรียกฮอร์ดมาหาเขาหลังจากเก็บจานชามเรียบร้อยหมดแล้วรวมทั้งกาแลคพ่อของเขาด้วย เมื่อทั้งคู่เดินมาหาอัสคัสที่นั่งอยู่บนบ้าน ก็ได้นั่งลงที่พื้นบ้าน พวกเขาคุยกันเรื่อยเปื่อยก่อนในตอนแรก พอคุยกันได้หอมปากหอมคอพอประมาณแล้วอัสคัสก็เริ่มประเด็นในสิ่งที่จะพูด
    “ฮอร์ด ข้าน่ะชอบความไม่ย่อท้อในใจเจ้า แต่ข้าจะรู้สึกเสียดายมากถ้าหากเจ้าไม่คิดจะฝึกการต่อสู้ด้วยขวาน มีด หอก”อัสคัสกล่าวกับฮอร์ด
    “พ่อเองก็คิดว่าสิ่งที่อัสคัสพูดมาก็มีเหตุผลนะลูก ตอนนี้ลูกจะใช้ชีวิตเป็นเด็กที่เอาแต่สนุกไปวันๆเหมือนเดิมไม่ได้แล้วนะ ถ้าหากวันพรุ่งนี้มันมีคนมาท้าตัวต่อตัวกับลูก ถ้าลูกแพ้ล่ะก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกทำไปกับจระเข้นั่นมันจะสูญเปล่าทันที ผู้คนจะหมดความนับถือในตัวลูกได้นะ”กาแลคเห็นด้วยกับอัสคัสแล้วหันไปพูดกับฮอร์ดลูกชายตน
    “ผู้คนหมดความนับถือในตัวข้าก็ดีแล้ว เมื่อเช้าแค่ออกไปเดินเล่นข้ายังรู้สึกอึดอัดจนบอกไม่ถูก ข้าไม่อยากเป็นพระเอกเป็นวีรบุรุษในใจใครทั้งนั้น ข้าอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม”ฮอร์ดกล่าวด้วยความไม่เห็นด้วย
    จากนั้นฮอร์ดก็ได้ลุกขึ้นลงบันไดบ้านไปข้างหลังบ้าน กาแลคและอัสคัสต่างก็เข้าใจเขาดีว่าตอนนี้เขายังเด็ก เขายังอยากมีชีวิตสนุกสนานแบบเด็กๆอยู่
    “ให้เวลาเขาหน่อยนะอัสคัส เขาคงยังไม่อยากมีภาระน่ะ”กาแลคว่า
    “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงวิชาต่อสู้ของข้ามันก็ไม่ได้หายไปเสียวันสองวันซะเมื่อไหร่ ข้าแค่อยากให้เขามีวิชาติดตัวเท่านั้นเอง เด็กหนุ่มคนนี้มีแววไปได้ไกลนัก”อัสคัสกล่าวตอบกาแลค
     
  11. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    อาธาร์มารดาของฮอร์ดได้ยืนฟังในสิ่งที่สองคนนี้คุยกัน ใจหนึ่งของเธอก็ไม่เห็นด้วยแต่อีกใจก็สนับสนุน เพราะถ้าหากฮอร์ดฝึกการต่อสู้ เขาอาจจะเก่งและมีฝีมือจนขึ้นชื่อลือชาไปทั่ว กลับกันด้วยการที่เขามีชื่อเสียงจะทำให้มีคนคิดร้ายกับเขาได้ ด้วยแรงอิจฉาที่เขาเด่นเกินหน้าเกินตา พวกทางเหนือคงต้องมาทำร้ายเขาแน่นอน(ดินแดนทางเหนือนั้น มีนักรบกาเลียอัสจอมอันธพาลอยู่เต็มไปหมดตั้งแต่เขตเมืองบูสขึ้นไป) เธอยืนคิดอยู่ในห้องบนบ้านอยู่ครู่หนึ่งแล้วเธอก็ได้เดินออกจากห้องลงบันไดบ้านไปหาฮอร์ดที่นั่งเล่นอยู่หลังบ้าน ส่วนกาแลคกับอัสคัสต่างก็ปรึกษาหารือกันเรื่องต่างๆไม่ว่าจะการลับขวานให้คม การสบัดขวานให้เฉียบ การเอาค้อนทุบยังไงให้ไว ส่วนทางด้านหมู่บ้านโอดินธันในตอนนี้พวกชาวบ้านต่างได้พาบุตรชายของตนไปที่ป่าชาร์ค เพื่อไปดูแม่น้ำจระเข้เพื่อหวังจะให้เหล่าลูกชายของตนทั้งหลายนั้น ได้ลงไปจับจระเข้เพื่อที่จะได้มีชื่อเสียงเลื่องลือ แต่ช่างน่าแปลกนะ เพราะระหว่างทางที่พวกชาวบ้านได้พาลูกหลานของตนมากันนั้น มีสัตว์ป่ามากมายอยู่บริเวณรอบๆไม่ว่าจะนกที่เกาะบนกิ่งไม้ ฝูงกวางที่กำลังเล็มหญ้า หมูป่าที่กำลังวิ่งเล่นและสัตว์อื่นๆนานาชนิด แต่เมื่อเย็นวานฮอร์ดไม่เจอสัตว์ป่าเลยแม้สักตัวเดียว มันช่างน่าแปลกเสียจริง เมื่อลูกชาวบ้านทั้งหลายมาเห็นแม่น้ำที่มีจระเข้นับร้อยนับพันตัวที่อยู่กลางป่าชาร์คแล้ว ต่างก็ขอให้พ่อแม่ของตนพาตนกลับบ้าน เพราะสิ่งที่เห็นมันคืออสูรร้ายชัดๆ แต่ละตัวใหญ่กว่าวัวกว่าควาย กระทิงก็กระทิงเถอะยังเล็กกว่าจระเข้ในแม่น้ำนี้เลย

    “เจ้าฮอร์ดมันกล้าลงไปได้ยังไงวะเนี่ย ท่านพ่อไม่ว่ายังไงข้าจะไม่ลงไปให้โง่หรอก ตายแน่ๆ”ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดกับบิดาของตน
    “นี่ข้าต้องลงไปจับมันจริงๆหรอปู่!? ปู่ไม่รักข้าแล้วหรอ?”ชายหนุ่มอีกคนกล่าวกับปู่ของตน
    “ลูกแม่กลับบ้าน ลงไปล่ะก็ตายอย่างเดียว อย่าเอาชีวิตไปทิ้งเลยลูก แม่เห็นแล้วยังเสียววูบวาบเลย เฮ้ออ เจ้าหนูฮอร์ดคนนั้นอยู่ไกลเกินลูกชายแม่จะตามไปเทียบได้แล้ว”แม่ของเด็กหนุ่มอีกคนกล่าวกับลูกของตน
    (เห็นไหมครับว่าวีรกรรมความกล้าหาญใดที่ทำได้ยาก แต่ถ้าทำได้ แค่เพียงครั้งเดียวผู้คนก็จะจดจำกันไปตลอด สิ่งใดที่ทำได้ยากสิ่งนั้นย่อมมีค่าแก่การจดจำ) ขณะเดียวกันอาธาร์มารดาของฮอร์ดก็ได้เดินมาคุยกับฮอร์ดที่นั่งอยู่ใต้ถุนข้างหลังบ้าน
    “เป็นอะไรหรอลูก?”อาธาร์ถามด้วยความเป็นห่วง
    “อ้อ เปล่าหรอกท่านแม่ ท่านพ่อกับลุงอัสคัสจะให้ข้าฝึกขวาน หอกและก็มีดน่ะ ข้าแค่ไม่อยากฝึกก็เท่านั้นเองมันเหนื่อย เอาเวลาฝึกเหล่านี้ไปตกปลาจับปลายังสนุกว่าอีก”ฮอร์ดว่าแล้วทำหน้าตาท่าทางเหมือนเด็กเอาแต่ใจ
    “ฮอร์ดลูก.. ลูกอย่าลืมสิว่าตอนนี้ลูกกลายเป็นจุดสนใจของชาวบ้านโอดิธันนี้กันทั้งหมู่บ้านแล้วนะ”อาธาร์กล่าวแล้วนั่งลงข้างๆฮอร์ด
    “ข้าอึดอัดน่ะท่านแม่ ชีวิตนี้ข้าขอแค่เบิร์กเป็นเพื่อนรู้ใจข้าคนเดียวก็พอแล้วละครับ”ฮอร์ดตอบ
    “แม่เองก็ไม่รู้จะพูดกับลูกยังไงละ ตามใจลูกก็แล้วกันนะ เพราะแม่เองก็ไม่อยากให้ลูกไปพัวพันกับเรื่องอันตรายแบบนี้อยู่แล้ว”อาธาร์ยิ้มแล้วลูบหัวฮอร์ดด้วยความเอ็นดูเบาๆก่อนจะลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนบ้าน ฮอร์ดเองก็ได้ยิ้มให้กับแม่ของตนที่เดินหันหลังไป ตอนนี้ในใจฮอร์ดอยากจะออกไปหาไรทำจนจะแย่แล้ว แต่ด้วยเหตุที่ชาวบ้านจะชอบเข้ามารุมมาตอมดมเขามากเกินไปจนเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีอิสระภาพเหมือนแต่ก่อนทำให้ต้องนั่งแข็งๆอยู่ในบ้านจะออกไปจับปลากับเบิร์กเพื่อนสุดที่รักเหมือนทุกวันที่ผ่านมาคงจะไม่ได้เสียแล้ว
    อัสคัสได้เดินลงบันไดสวนกลับอาธาร์แล้วออกจากบ้านไป กาแลคที่นั่งอยู่บนบ้านก็ได้เดินเข้ามาหาเธอ
    “ที่รัก! หนังจระเข้ข้าล้างเสร็จแล้วนะเดี๋ยวข้าจะไปเอาขึ้นมาให้เจ้าทำชุดให้ลูกฮอร์ดเราใส่นะ”กาแลคกล่าว
    “จ้ะ! นี่กาแลค?”อาธาร์กล่าวกับกาแลค “ว่าไงหรอ?”กาแลคตอบ
    “เมื่อกี้ข้าลงไปคุยกับลูกมา ข้าคิดว่าอย่าเพิ่งให้ลูกฝึกต่อสู้เลยนะ ข้ากลัวว่าถ้าหากลูกฮอร์ดเรามีฝีไม้ลายมือฉกาจฉกรรจ์แล้วล่ะก็ ข้าเกรงว่ามันจะเลื่องลือไปถึงแดนเหนือ”อาธาร์ว่า
    “อาธาร์จ๋า….เจ้าอย่าห่วงเรื่องนั้นเลย ลูกของเราคงไม่ไปหาเรื่องต่อยตีจนมีชื่อเสียงกระฉ่อนขนาดนั้นหรอก”กาแลคตอบอาธาร์แล้วดึงนางเข้ามากอดแนบอกอันล่ำสันของเขา หนวดเคราจั๊กจี๋หน้าผากของอาธาร์ ทำให้นางดิ้นแล้วหลุดยิ้มออกมา
    “เคราของเธอมันจั๊กจี๋นะกาแลค”อาธาร์หัวเราะ
     
  12. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    ณ ที่บ้านของลุงแบร เบิร์กที่ได้หลับไหลอย่างเอาเป็นเอาตายในที่สุดเขาก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งจากที่นอนที่ได้ดูดวิญญาณของเขามาทั้งคืน เขาหาวออกมาด้วยความอ่อนล้าสายตาปรึมปรือ เบิร์กค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ไม่เห็นลุงแบรแสดงว่าลุงแกคงออกไปข้างนอก เขาได้เดินไปที่ห้องครัวเพื่อหาน้ำหาท่ากินคลายความอ่อนเพลีย เขาดื่มน้ำเหมือนขาดน้ำมาแรมปี จากนั้นก็ไปที่โต๊ะอาหารในครัวนั้น ก็เห็นมีอาหารวางไว้คือเนื้อหมู เนย นมวัวและขนมปัง เบิร์กไม่รอช้ารีบจัดการทันที(สงสัยพี่แกจะเหนื่อยจากการแบกฮอร์ดเพื่อนรักของตนมาก กินมูมมามเชียว) ทางด้านลุงแบรที่กำลังเดินคุยกับชาวบ้านในตลาดอยู่นั้นก็ได้เห็นพวกชาวบ้านกลุ่มหนึ่งดูท่าจะเป็นพ่อคนแม่คนแล้วได้เดินเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมด้วยเด็กหนุ่มมากมาย ลุงแบรก็สงสัยสิว่าไปไหนกันมา แถมไปกันเยอะเสียด้วย ลุงแกเลยเดินเข้าไปถามคนที่เดินผ่านหน้าแกเสียให้มันรู้เรื่อง

    “นี่พวกเธอ พากันไปไหนมา มีเทศกาลอะไรงั้นเรอะ?”ลุงแบรถามหนุ่มใหญ่คนหนึ่งที่มีเด็กมาด้วยข้างๆดูแล้วน่าจะเป็นลูกชายของชายคนนั้น
    “อ้อ พวกเราพาลูกชายไปในป่าชาร์คมาน่ะ หวังจะให้จับจระเข้ ลูกชายจะได้มีหน้ามีตาในสังคมกัน แต่พอไปเห็นแม่น้ำในป่าแล้วนี่นะ ถึงกับต้องยกเลิกความคิดกันเลยทีเดียว จระเข้หรือว่าสัตว์ประหลาดก็ไม่รู้ ตัวใหญ่โคตรๆ ลงไปล่ะก็นะมีแต่ตาย ตาย ตาย!!!”ชายใหญ่คนนั้นตอบแล้วได้เดินไปกับลูกชายของตน
    ลุงแบรเองก็งงกับพวกชาวบ้านว่าทำไมถึงคิดจะเอาบุตรชายของตนไปเสี่ยงแบบนั้น อยากให้เป็นฮีโร่เหมือนฮอร์ดรึยังไงกัน แกได้แต่ถอนหายใจ “พวกชาวบ้านนี่ถ้าจะเพี้ยนเสียแล้ว เรื่องแบบนี้มันเลียนแบบตามกันง่ายๆได้ซะที่ไหน”ลุงแบรคิดพูดอยู่ในใจแล้วเดินกลับบ้านของตน ทางอัสคัสเองที่กำลังเดินอยู่ตามทางของหมู่บ้านก็รู้เรื่องราวนี้ “พวกชาวบ้านนี่แปลกจริงว่ะ อยู่ดีๆก็อยากฆ่าลูกตัวเองซะงั้น”อัสคัสอุทานขึ้นในใจตน
    แล้วเขาก็ได้เดินไปที่บ้านของตนเอง ปล่อยให้ตามหมู่บ้านนั้นวุ่นวายไปก่อนกับการเดินกลับออกมาจากป่าชาร์ค(ก็แห่กันไปซะขนาดนั้น) กาแลคพ่อของฮอร์ดก็ได้เห็นชาวบ้านมากมายอยู่หน้าบ้านต่างกำลังเดินทางเข้าไปในบ้านของตน ก็ด้วยความสงสัยว่ามันมีเรื่องอะไรเขาจึงได้ลงบันไดบ้านไปถามชาวบ้านที่มีบ้านอยู่ใกล้ๆกัน
    “นี่! ไปไหนกันมาหรอ คนเยอะเชียว มีงานเลี้ยงงานฉลองที่ไหนแล้วไม่บอกข้างั้นเรอะ!!?”กาแลคหยอกถาม
    “เปล่าเลย! พวกเราน่ะพาลูกชายไปในป่าชาร์คที่ฮอร์ดลูกเจ้าเมื่อวานได้สร้างวีรกรรมกับจระเข้มาน่ะแหละ”ชาวบ้านตอบ
    “หืม!? นี่เอ็งเสียสติไปแล้วหรอ ไม่รักลูกชายตาดำๆที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วรึไง”กาแลคตอบด้วยสีหน้าจริงจังแล้วส่งสายตาไปที่เด็กหนุ่มผู้ซึ่งเป็นลูกของชาวบ้านคนนั้น
    “ตอนนั้นน่ะข้าตามืดบอดคิดว่ามันต้องมีจระเข้ตัวเล็กๆบ้างน่ะ แต่พอไปจริงๆขนาดลูกจระเข้มันยังใหญ่เท่าจระเข้ปกติตามแม่น้ำริมคลองธรรมดาแถวๆแอ่งน้ำขังนั่นเลยนะ ไม่ไหวๆ ลูกชายเจ้านี่ไม่ธรรมดาเลยนะ นับถือเลย พูดถึงจระเข้แล้วยังเสียววาบๆเลย”ชาวบ้านตอบ
    “เพราะยังงี้ข้าถึงได้ว่าเจ้าไปเมื่อกี้ไงละ เพราะข้าน่ะไปเห็นมาแล้ว ว่ามันอันตราย”กาแลคตอบแล้วตบไหล่ของชาวบ้านพร้อมกับลูกชายของชาวบ้านคนนั้น “กลับไปพักผ่อนเถอะ ลูกชายเจ้าคงขวัญผวาหมดแล้ว ให้กลับไปนอนพักซะ แล้วจำไว้นะว่าอย่าทำอะไรโง่ๆแบบนี้อีก นี่เห็นว่าบ้านอยู่ใกล้กันนะเนี่ยถึงได้ว่าเตือนสติ”กาแลคกล่าวด้วยรอยยิ้มซึ่งชาวบ้านคนนั้นก็ยินดีรับฟังด้วยรอยยิ้มเช่นกันก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านของตน ส่วนกาแลคนั้นก็ได้เดินไปที่ใต้ถุนบ้าน
    ซึ่งอาธาร์กำลังแร่หนังจระเข้เอามาทำเป็นชุดให้ฮอร์ดอยู่ “พวกชาวบ้านมีอะไรกันหรอกาแลค?”อาธาร์ถามขณะกำลังแร่หนังจระเข้
    “อ้ออ พวกเขาพาลูกชายตนเข้าไปล่าขระเข้ในป่าชาร์คกันน่ะ”กาแลคตอบแล้วลงไปนั่งพื้นข้างๆอาธาร์
    “ตายแล้ว!! จริงหรอกาแลค แล้วมีใครเป็นอะไรไหม?”อาธาร์ถามด้วยความตกใจ
    “ไม่มีหรอก! พอพวกชาวบ้านไปเห็นแม่น้ำนั้นแล้วก็เปลี่ยนความคิดทันทีเลยละ”กาแลคตอบ
    “ค่อยยังชั่ว ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้พวกชาวบ้านพาลูกชายตนไปหาความตาย เห้ออ”อาธาร์ว่าพลางถอนหายใจ
    “ก็คงอยากจะให้ลูกชายตัวเองเป็นเหมือนฮอร์ดลูกเราไง แต่ก่อนเคยมีใครไปล่าสัตว์ในป่าชาร์คไหมล่ะ ไม่มี!! อย่างมากก็แค่ชายป่า ฮอร์ดลูกเราเป็นคนแรกที่เข้าไปถึงกลางป่า พอลูกเรารอดมาได้ก็คงคิดว่าลูกชายตนจะสามารถทำได้เหมือนกัน แต่จริงๆแล้วมันไม่ง่ายอย่างนั้น จริงๆถ้าข้ารู้ว่าฮอร์ดจะไปล่าจระเข้เมื่อวาน ข้าจะรีบดึงจมูกลูกเรากลับบ้านเลย เพราะมันอันตราย อันตรายจริงๆ”กาแลคกล่าวเล่าแก่อาธาร์
     
  13. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    ที่บ้านเบิร์ก ลุงแบรกำลังยืนเอ้อระเหอลอยชายอยู่ตรงหน้าต่างบนบ้าน อัสคัสที่รออยู่ในบ้านของเขาเองเพื่อให้พวกชาวบ้านสงบลงก็ได้เดินผ่านมาแถวๆบริเวณนั้นพอดี แล้วได้สังเกตุเห็นคันธนูอขวนอยู่ตรงผนังบ้าน ซึ่งมีตาแก่กำลังยืนชมวิวตรงหน้าต่างอยู่

    “นี่ลุง! ธนูที่แขวนอยู่ผนังหน้าบ้าน คุ้นๆนะ”อัสคัสจำได้ว่ามันเป็นธนูของเบิร์ก
    “คุ้นยังไงละพ่อหนุ่ม? จะบอกว่านี่เป็นธนูของเจ้ายังงั้นเรอะ”ลุงแบรกล่าวถาม
    “ไม่ใช่อย่างงั้น! ข้าแค่อยากถามเฉยๆ เพราะมันเหมือนกับธนูของเด็กหนุ่มที่ชื่อเบิร์กในหมู่บ้านนี้เลย”อัสคัสว่า
    ลุงแบรเพ่งพิจารณาดูรูปร่างของอัสคัส ตัวใหญ่กำยำ ผมสีแดงหยักศกยาวประหลัง หนวดเคราสีแดงหนาดก ส่วนเคราถูกกันด้วยใบมีดจนเหลี่ยมแหลมสวย ใบหน้ามีรอยตีนกาหน่อยๆ บ่งบอกถึงความมีอายุพอสมควร
    “เบิร์กหรอ? ชื่อคุ้นๆ เจ้ารู้จักเด็กคนนั้นได้ยังไง เจ้าเองก็ดูเป็นผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์แล้ว ไปรู้จักกับเด็กหนุ่มที่ชื่อเบิร์กได้ยังไงละ ไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเรอะ?”ลุงแบรว่า
    “นี่ลุง! พูดยังกับข้าจะไปคบเด็กเลยนะ ข้าน่ะเป็นสหายของกาแลคพ่อของฮอร์ด อีเลียด ฮอร์ด ผู้โด่งดังในชั่วข้ามคืนไง ลุงคงรู้จักใช่ไหมเด็กหนุ่มที่ชื่อฮอร์ดน่ะ ถ้าไม่รู้นี่โคตรเชยเลยนะจะบอกให้ เพราะเด็กหนุ่มที่ชื่อเบิร์กนั้นเป็นเพื่อนกับฮอร์ดไงลุงเข้าใจยัง?”อัสคัสกล่าวพร้อมยกไม้ยกมือประกอบท่าทาง
    “อ้อ ฮะฮ่า ยังงี้นี่เอง ว่าแต่เจ้ารู้ได้ยังไงว่านี่เป็นธนูของเด็กหนุ่มที่ชื่อเบิร์กล่ะ มันอยู่ที่บ้านข้ามันก็ต้องเป็นของข้าสิ”ลุงแบรถามแล้วหัวเราะ
    “ก็ข้าเห็นรอยแกะสลักเต็มคันธนูนั่นเลย คนอื่นเขาไม่เอามีดมาแกะสลักธนูให้มันดูเลอะเทอะหรอกหน่า ที่สำคัญเมื่อวานข้าเห็นคันธนูอันนี้แบบนี้อยู่ในมือเจ้าเบิร์กจริงๆ อย่าบอกนะว่า…มันไปขโมยของลุงมาแล้วเอามาคืนในตอนเช้า ถ้างั้นลุงนี่ก็ซื่อน่าดูเลยนะ โดนขโมยธนูไปยิงเล่นทุกวันๆแล้วยังไม่รู้ตัวแบบนี้”อัสคัสกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกๆหน่อยๆ
    “พ่อหนุ่มเอ้ยย! นี่ข้าแก่กว่าเจ้านะ คุยซะยังกับข้าเป็นเด็กยังไม่หย่าน้ำนมยังไงยังงั้น เอาละ ข้าเป็นลุงของเจ้าเบิร์กมันเอง และที่นี่ก็คือบ้านของข้ากับเจ้าเบิร์ก ธนูอันนี้เจ้าพูดถูกแล้ว มันเป็นของเบิร์ก เป็นคนช่างสังเกตุดี ยังงี้คบได้ ฮะฮ่าฮ่า”ลุงแบรกล่าวด้วยรอยยิ้ม
    “เอ้า! แล้วลุงจะถามวกไปวนมาเพื่อ..เอ้ออ แต่ดูท่าทางบ้านลุงคงมีอันจะกินนะ ลุงนี่อ้วนเชียว ไหนๆก็ไหนๆละ เราสองคนก็เหมือนญาติกันแล้วตอนนี้ ลุงเลี้ยงมื้อกลางวันข้าด้วยก็แล้วกันนะ”อัสคัสยิ้มและรีบวิ่งขึ้นไปบนบ้าน
    “ข้ายังไม่ได้บอกให้ขึ้นมา มันวิ่งขึ้นมาหน้าตาเฉยซะงั้น แล้วนี่ข้าไปเป็นญาติกับมันตอนไหนละเนี่ย!?”ลุงแบรบ่นพึมพำ
    เมื่ออัสคัสได้เดินขึ้นไปบนบ้านของลุงแบรเรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้นั่งลงตรงโต๊ะอาหาร ลุงแบรก็ด้วยความไหนๆตนก็ไปคุยกับเขาแล้วก็น่าจะเลี้ยงอาหารสักมื้อตามมารยาท แล้วเบิร์กก็เดินขึ้นมาบนบ้าน
    “สดชื่นจริงๆ! อ่าา”เบิร์กเดินเข้ามาในสภาพผมเปียก ห่มชุดหนังที่ดูเหมือนเปียกน้ำนิดหนึ่ง
    “อาบน้ำเสร็จแล้วหรอเจ้าเบิร์ก ดูสิ! ใช่คนรู้จักเจ้าไหม”ลุงแบรกล่าวกับเบิร์กแล้วส่งสายตาไปทางอัสคัส
    “อ้ออ อัสคัส ลุงแบรนี่อัสคัส เราเพิ่งรู้จักกันเมื่อเย็นวานน่ะ”เบิร์กพูดแนะนำตัวอัสคัสให้ลุงแบร
    “เรื่องนั้นลุงรู้แล้ว ไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้มันดีก่อนไป แล้วออกมากินมื้อเที่ยง ตื่นก็สายอาบน้ำก็ช้า”ลุงแบรกล่าวกับเบิร์กด้วยน้ำเสียงบ่นๆ
    “ลุงเจ้านี่ขี้บ่นนะเบิร์ก”อัสคัสพูดแทรก
    “เขาก็เป็นยังงี้แหละท่าน ฮ่าฮ่าฮ่า”เบิร์กหัวเราะแล้วเดินเข้าห้องไป
    “พ่อหนุ่ม เจ้านี่จริงๆเลย ดูท่าจะเป็นคนอารมณ์ดีน่าดูเลยนะ”ลุงแบรกล่าวแล้วเดินมานั่งเก้าอี้ที่โต๊ะอาหารกับอัสคัส
    “แล้วจะให้อารมณ์เสียไปทำไมเล่าลุง ว่าแต่เครื่องปั้นดินเผาพวกนี้ และก็แก้วทอง เก้าอี้หรือแม้กระทั่งโต๊ะดูท่าจะเป็นของมีราคาทั้งนั้นเลยนะ นี่ลุงซื้อมาด้วยเหรียญทั้งหมดกี่เหรียญเนี่ย!?”อัสคัสถามด้วยความสงสัย
    “๒๕๐ เหรียญ ถามทำไม”ลุงแบรว่า
    “๒๕๐ เหรียญ!!! นี่ลุงมีทรัพย์สมบัติมากขนาดนั้นเลยหรอ ข้าล่าสัตว์ขาย ได้แค่เหรียญเดียวก็นับว่าดีมากแล้ว ลุงทำมาหากินด้วยอะไร ข้าสงสัยจริง?”อัสคัสถาม
    “มันไม่ใช่เรื่องของเจ้าที่จะต้องรู้”ลุงแบรกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
    “ชี้ทางให้ผู้อื่นได้ดีมันจะเป็นผลดีแก่ตัวลุงเองด้วยนะ บอกเถอะหน่า ไหนๆเราก็คนบ้านเดียวกัน”อัสคัสพยายามตื้อ
    “ข้าบอกว่าไม่ก็ไม่ไง!!”ลุงแบรตะคอกเสียงดังใส่ เบิร์กจึงเดินออกมาด้วยความสงสัย แล้วมานั่งตรงเก้าอี้ที่โต๊ะอาหาร
    “มีอะไรกันหรอท่านทั้งสอง?”เบิร์กถามด้วยสีหน้าสงสัย
    “เอิ่มเอ่อ ไม่มีอะไรหรอกเบิร์ก ข้ากับลุงเจ้าแค่สนทนาถูกคอกันไปหน่อยน่ะ”อัสคัสตอบด้วยน้ำเสียงสดใส
    ลุงแบรไม่สนใจตั้งหน้าตั้งตากินอาหารมื้อเที่ยงไปโดยไม่คุยกับใคร
    “อาหารมันจะไม่อร่อยก็เพราะบรรยากาศแบบนี้แหละ”เบิร์กพูดลอยๆด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนักแล้วกินอาหารไป อัสคัสยังคงเต็มไปด้วยความสงสัยแต่เขาก็สำรวมตัวเองไว้ กินอาหารตามมารยาท ไม่กินฟุ่มเฟือย กินแต่น้อย กินพอประมาณ
    “ข้าไปหาฮอร์ดดีกว่า ไม่มีอารมณ์ให้ตายสิ”เบิร์กว่าขณะที่กินอาหารยังไม่หมดแล้วเดินออกจากบ้านไป ปล่อยให้อัสคัสกับลุงแบรนั่งกันอยู่สองคน ลุงแบรยังคงก้มหน้าก้มตากินโดยไม่พูดอะไรสักคำ
    “นี่ลุง! เมื่อกี้ถ้าข้าเซ้าซี้มากไป ข้าก็ขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจจะสร้างความรำคาญให้กับลุง ข้าขอตัว”อัสคัสกล่าวขณะกำลังลุก
     
  14. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    “นั่งลงก่อนพ่อหนุ่ม”ลุงแบรบอกให้อัสคัสนั่งลง ซึ่งเขาก็นั่ง

    “จะว่าข้าต่อรึไงลุง?”อัสคัสว่า
    “เมื่อกี้ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษ ข้าบอกเจ้าไม่ได้ เหตุเพราะเบิร์กยังอยู่ในบ้าน”ลุงแบรกล่าว
    “เบิร์กอยู่แล้วทำไมละ มันมีอะไรงั้นหรอลุง?”อัสคัสถามด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้
    “เจ้าสงสัยเรื่องทรัพย์สินมากมายของข้าใช่ไหม ว่าข้าเอามันมาจากไหน?”ลุงแบรถาม
    “ใช่แล้ว! แต่ลุงกลับตะคอกใส่ข้า.. ทำไม?”อัสคัสถาม
    “เพราะว่าข้าไม่ใช่คนที่นี่!!”ลุงแบรกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
    “เอ่อ แล้วถ้าไม่ใช่คนที่นี่ พูดเรื่องทำมาหากินนี่จะถูกฆ่าหรือไงกันน่ะ ถึงได้โมโหไปเมื่อกี้”อัสคัสว่าพร้อมยื่นหน้าไปหาลุงแบร
    “ไม่ใช่ข้าคนเดียว เบิร์กเองก็เช่นกัน”ลุงแบรกล่าว
    “อะไรนะ! เบิร์กก็ด้วยหรอ มันหมายความว่าไง ลุงพาเจ้าเบิร์กขึ้นมาจากมหาสมุทรตรงขอบชายแดนรึไง!?”อัสคคัสสงสัยหนักขึ้นไปอีก
    “จะบ้าหรอ! ข้าเป็นคนนะไม่ใช่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ข้ากับเบิร์กน่ะเป็นคนแดนเหนือ!!!”ลุงแบรพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง
    “แดนเหนือ!!? นี่ลุงมาจากแดนเหนืองั้นหรอ แล้วมาจากบ้านไหนเขตไหน!!?”อัสคัสรีบถามด้วยความสนใจ
    “นาเมเน็ก!!!”ลุงแบรว่า อัสคัสได้ยินดังนั้นก็ตกใจ นาเมเน็กถือว่าเป็นเขตหมู่บ้านที่เจริญที่สุดในแผ่นดินกาเลียอัสในตอนนี้ มีนักรบมากมายอยู่ที่นั่น ทั้งโหด เถื่อน ดิบ กระหายอำนาจอย่างที่สุด พวกนักเลงอันธพาลที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้นำมักจะไปที่นาเมเน็กกัน เพื่อไปสู้กับกลุ่มนักเลงอื่นๆให้ราบคาบแล้วตนจะขึ้นไปอยู่แทนที่พวกที่แพ้ไป
    “ลุงมาจากที่นั่นหรอ!? ลุงมีชีวิตรอดมาได้ยังไง”อัสคัสถาม
    “ฟังข้าให้ดีนะพ่อหนุ่ม แล้วห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกเบิร์กหรือว่าใครก็ตามเด็ดขาดเข้าใจมั้ย!!?”ลุงแบรกล่าวกำชับ
    “ข้าให้สัญญา จงบอกแก่ข้าเถอะ”อัสคัสรับปาก
    “จริงๆแล้วที่นาเมเน็กสมัยตอนข้ายังหนุ่ม ข้ามีพี่ชายอยู่ที่นั่น ยกพวกตีรันฟันแทงคนอื่นเขาไปทั่ว เราสองคนพี่น้องเกิดในหมู่บ้านนาเมเน็ก ซึ่งมันเต็มไปด้วยพวกที่อยากขึ้นไปเป็นใหญ่ เพราะว่านาเมเน็กเป็นเขตที่กว้างใหญ่ มีแหล่งข้าวแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์อยู่ใกล้ๆ เมื่อเทียบกับโอดิธันบ้านของเราที่นี้แล้ว นาเมเน็กเปรียบเสมือนเมืองหลวงเลยทีเดียว คนที่มีทักษะช่าง ศิลปะ การประดิษฐ์ มักจะหอบตัวขนข้าวขนของไปทำมาหากินกันที่นั่นเพราะรายได้ดี แต่ก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง ถ้าเกิดเรามีครอบครัวล่ะ แล้วถ้าเรามีลูก ถ้ามีลูกชายก็อาจจะโดนพวกนักรบกาเลียอัสกระทึบเอาได้ แล้วยิ่งมีลูกผู้หญิงนี่ต้องระวัง อาจจะโดนฉุดไปข่มขืนเสียอย่างดื้อๆ ข้ากับพี่ชายในตอนนั้นจึงคิดที่จะครองนาเมเน็กเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้ดีขึ้น ซึ่งเราสองคนพี่น้องก็ทำได้ เรามีพวกพ้องบริวารมากมาย เรากลายเป็นผู้มีอำนาจบารมี แต่ปณิธานที่เราสองพี่น้องได้ตั้งใจจะทำนั้น มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด พี่ชายข้าหลอกลวงข้าให้ช่วยเขาครองนาเมเน็ก แล้วพอมันสำเร็จเขากลับกุมอำนาจเด็ดขาดไว้ซะเอง แทนที่นาเมเน็กจะน่าอยู่ขึ้น มันกลับเลวร้ายลง เขาฆ่าคนเป็นว่าเล่น ใครไม่ยอมรับเขาต้องโดนรุมประชาทัณฑ์ ข่มขืนลูกสาวชาวบ้านเขาไปทั่ว จนในที่สุดเขาก็พบรักกับหญิงสาวแสนสวยคนหนึ่ง ข้าคิดว่านางต้องมาทำให้พี่ชายข้ากลับตัวกลับใจได้แน่ๆ แต่มันหาได้เป็นอย่างนั้น นางคืออสรพิษร้าย เลวทรามไม่สมกับใบหน้าอันสวยสดของนางเลย ข้านี่เจ็บใจจริงๆ เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาสองคนก็ได้ให้กำเนิดบุตรชาย พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า เบิร์ก!”ลุงแบรเล่าด้วยความจริงจัง
    “เอ่อ.อ่อ..ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงให้เบิร์กรู้เรื่องนี้ไม่ได้ พ่อแม่เขาสารเลวนี่เอง”อัสคัสฟังด้วยสีหน้าจริงจังเขากอดอกนั่งหลังตรง ดูเคร่งขรึมมาก
    “ข้าสงสารเด็กที่ยังบริสุทธิ์ ข้าเกรงว่าเด็กคนนี้จะโตมาในสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย ข้าไม่ต้องการให้เด็กอยู่ในโลกอันโหดเหี้ยม สองเดือนหลังจากเบิร์กเกิด ข้าได้พาเขาหนีไปพร้อมกับธนูที่เจ้าเห็นแขวนอยู่ที่ผนังหน้าบ้านนั่นแหละ ข้าเก็บทรัพย์สมบัติเงินทองมามากพอสมควร เพื่อที่จะหาแหล่งพักพิงใหม่ แต่พี่ชายข้าก็รู้เรื่องนี้เข้าซะได้ เขาส่งพวกนักเลงถือขวาน ถือค้อน ถือมีดถือดาบ ไล่ฟันข้าที่กำลังอุ้มเด็กทารกตัวน้อยๆ ข้าวิ่งไปที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ข้าวิ่งมาผิดที่ ข้าเจอทางตัน ข้ายืนอยู่ตรงหน้าผาที่สูงชะลูด มันเสี่ยงมากในตอนนั้น ในขณะที่ข้ากำลังร้อนรนกับหนทางข้างหน้า ก็ได้ถูกศรธนู ยิงปักเข้ามาที่กลางหลังจนข้าตกหน้าผาลงสู่ห้วงทะเลกับเด็กทารกน้อยคนนั้น แต่ไม่รู้ว่าเพราะโชคช่วยหรืออะไรข้ารอดมาได้ ศรธนูที่ปักกลางหลัง มันติดเสื้อขนสัตว์ มีเพียงแค่ลอยถลอกๆนิดหน่อยเท่านั้น ข้าเดินเลาะชายฝั่งลงมาทางใต้เป็นเวลา ๒ ปี จึงมาถึงโอดิธันหมู่บ้านแห่งความสงบนี้ ซึ่งตอนนั้นฮอร์ดเพิ่งจะเกิดเองมั้งนะ ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าก็ไม่รู้มันนานมากแล้ว จากนั้นข้าก็หาข้าวหาน้ำกินให้เต็มที่เลยที่หมู่บ้าน จากนั้นจึงได้ลงมือสร้างบ้านขึ้นที่นี่ ณ ตรงนี้”ลุงแบรพูดเล่าไปพร้อมกับหลับตาลงในบางช่วง
    “ช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายมันได้ผ่านมาแล้ว ข้าไม่อยากเรียกลุงเลยพอได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว”อัสคัสกล่าว
    “จริงๆชื่อข้าคือ แบเรียสนาบาลู แต่เรียกว่าแบรก็พอ อย่าทำให้มันยุ่งยากนักเลยพ่อหนุ่ม”ลุงแบรกล่าว
    “งั้นก็ได้ แล้วลุงบอกเบิร์กว่ายังไงเวลาเขาถามหาพ่อหาแม่ของเขา?”อัสคัสถาม
    “ข้าก็ตอบไปอย่างง่ายๆ พ่อแม่เจ้าตายแล้ว ด้วยโรคร้าย ศพถูกลอยแพไปกลางทะเลเพื่อไม่ให้เชื้อโรคร้ายแพร่ระบาด”ลุงแบรตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
    “เนียนจริงๆลุง ดีนะที่เบิร์กเขาไม่ถามว่าแล้วทะเลไม่เน่าหรอลุง ปลาไม่ตายหรอ ถ้ายังงั้นนะจะแถถูกไหม?”อัสคัสกล่าวหยอกลุงแบร
    “อันนี้มันก็แล้วแต่ฝีปากของข้าแล้วละ ฮ่าฮ่าฮ่า”ลุงแบรหัวเราะ
    “เชื่อเขาเลย…”อัสคัสกล่าว
    “นี่พ่อหนุ่ม ข้ามองดูลักษณะเจ้าแล้วเนี่ย ดูแข็งแรง ถึก ทน ทรหด เจ้าคงจะมีฝีไม้ลายมือพอตัวอยู่นะ สอนให้เจ้าเบิร์กมันบ้างสิ”ลุงแบรว่า อัสคัสเองก็พยักหน้าแล้วยกแก้วน้ำมาดื่มเพื่อดับกระหาย
     
  15. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    อีเลียด ฮอร์ดที่เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปหาไรทำเหมือนที่เคยทำมาตลอดทุกวัน อิสระภาพของเขายังคงมีแต่สิ่งที่เขาหายไปคือความเป็นตัวของตัวเอง เขานั่งคิดไตร่ตรองในสิ่งที่พ่อของเขาพูดไว้อย่างถี่ถ้วน มันล้วนมีเหตุผล เพราะตัวฮอร์ดในตอนนี้ได้กลายเป็นวีรบุรุษคนแรกของหมู่บ้านโอดิธันไปเสียแล้ว ผู้คนในหมู่บ้านต่างชื่นชมยกย่องในตัวฮอร์ด สิ่งที่ฮอร์ดต้องทำไม่ใช่การออกไปผจญภัยแบบเด็กๆ ล่าสัตว์ไปวันๆแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำในตอนนี้คือทำตนเองให้เหมาะสมกับที่คนอื่นเขายกย่อง ฮอร์ดนั่งคิดอยู่อย่างนั้นตรงใต้ถุนบ้าน

    “ฮอร์ด!!”เบิร์กตะโกนใส่หูข้างขวาของฮอร์ด จนฮอร์ดสะดุ้งเพราะมัวแต่เหม่อลอยอยู่
    “เบิร์ก!! โผล่มาดีๆไม่ได้รึไงวะ ตกใจหมดให้ตายสิ”ฮอร์ดหันไปว่าเบิร์ก
    “โธ่เอ้ยย!! ข้าน่ะมายืนอยู่ข้างหลังเอ็งได้พักหนึ่งและ มัวแต่นั่งเหม่อมองฟ้าอยู่นั่น จะไปแตะขอบฟ้ารึไง”เบิร์กกล่าวแล้วนั่งลงคุยข้างๆฮอร์ด
    “ข้าคิดไรเรื่อยเปื่อยน่ะ กินมื้อเที่ยงมายัง?”ฮอร์ดถาม
    “ยังเลยย! วันนี้ข้าตื่นสาย เพลียจากการแบกเอ็งเมื่อคืนนั่นแหละ เมื่อกี้ก็กำลังจะกินอาหารเที่ยงอยู่ อัสคัสเขาไปที่บ้านข้าน่ะ แต่ลุงแบรกลับทำบรรยากาศโต๊ะอาหารเสียซะได้ หมดอร่อยเลย”เบิร์กกล่าว
    “อัสคัสไปบ้านเอ็งเรอะ! แล้วไปทำไมอะ ลุงแบรเองเขาไม่รู้จักอัสคัสนี่ คงจะคุยกันไม่ถูกคอละมั้ง”ฮอร์ดว่า
    “ตอนแรกก็คุยกันดีๆอยู่แหละ พอข้าไปเช็ดตัวใส่เสื้อผ้าในห้องแปปเดียวเอง ออกมานี่หน้าบึ้งอย่างกับปวดขี้”เบิร์กตอบแล้วทำหน้าประกอบ
    “อ่ออ เดี๋ยวก็คงดีกันเองละมั้ง ว่าแต่เบิร์ก…?”ฮอร์ดถาม
    “มีไรละ ว่ามา? จะชวนไปแทงปลารึไงวันนี้ ถ้าจะแทงปลานะข้าแนะนำไปตรงคลองชายหมู่บ้านดีกว่า คราวที่แล้วเอ็งพาไปแทงที่บ่อน้ำขังจากน้ำท่วม นี่เอ็งคิดว่ามีน้ำเยอะแล้วปลาจะเยอะตามน้ำหรือไงวะเพื่อน เดินตัวปลิวกลับบ้านกันเลยเชียว”เบิร์กกล่าว
    “ไม่ใช่เรื่องนั้น เจ้าก็รู้ว่าตัวข้าในตอนนี้จะออกไปเล่นสนุกวันๆไม่ได้แล้ว พวกชาวบ้านต่างพากันยกย่องข้าเกินจริง ข้าน่ะไม่สมควรที่จะถูกเรียกว่าเป็นวีรบุรุษเลย ฝีมือของข้าก็กระจอกสิ้นดี แต่ในเมื่อเรื่องมันเป็นอย่างนี้ไปแล้ว ข้าต้องเปลี่ยนตัวเองให้คู่ควรกับคำชื่นชมนั่น”ฮอร์ดพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและสายตาที่มุ่งมั่น
    “ละ..แล้วว เอ็งต้องการจะทำยังไงต่อวะฮอร์ด แล้วเมื่อกี้ที่เจ้าจะบอกอะไรข้า คือเรื่องนี้หรอ?”เบิร์กถามด้วยความสงสัย
    “ข้าจะออกเดินทาง!!!”ฮอร์ดกล่าว
    “เดินทาง!!! จะเดินไปไหน เอ็งเคยออกจากโอดิธันนี้หรือไง เดี๋ยวก็หลงเจอเสือคาบไปกินกลางทางพอดี”เบิร์กพูดถามด้วยความตกใจ
    “ข้าแค่บอกว่าข้าจะออกเดินทาง ข้าไม่ได้บอกว่าจะไปวันนี้เดี๋ยวนี้ซะหน่อยไอ้บื้อ!!”ฮอร์ดว่า
    “ก็คนมันตกใจนี่หว่า เอ็งนี่มันชอบหาเรื่องไปตายจริงๆเลยนะฮอร์ด จระเข้เมื่อคืนนี่ไม่เข็ดรึไง ไม่โดนสัตว์ป่าฆ่าตายก็คงโดนนักเลงกระทึบตายละ เออนี่ฮอร์ด! ข้าขอถามหน่อยสิ ว่าเมื่อวานเจ้าฆ่าจระเข้ยักษ์ตัวนั้นด้วยวิธีไหน!?”เบิร์กถามด้วยความสนใจ
    “มันได้จังหวะพอดีน่ะ มันเกิดขึ้นเร็วมาก”ฮอร์ดตอบ
    “ข้าให้บอกวิธี เอ็งตอบจังวงจังหวะอะไรเนี่ย!?”เบิร์กพูด
    “จงมีสติ!!!”ฮอร์ดพูดเสียงแข็ง
    “หืม!?”เบิร์กงง
    “จำไว้นะเบิร์ก! สติเท่านั้นที่ช่วยเราได้ในยามคับขัน”ฮอร์ดหันไปพูดย้ำให้เบิร์กฟังอีกที
    “ขอแบบเข้าใจง่ายหน่อยได้ไหม ข้างง?”เบิร์กว่า
    “ฟังให้ชัดๆละ ในตอนนั้นที่ตัวข้าได้กระโดดลงแม่น้ำที่เชี่ยวกรากซึ่งเต็มไปด้วยจระเข้ตัวใหญ่หลายร้อยตัว ข้ากลัวจนขีดสุด แต่ความกลัวของข้าไม่ใช่กลัวจนหัวหดทำอะไรไม่ได้ขาสั่นแขนสั่นไม่ใช่แบบนั้น ข้ากลัว..กลัวที่จะต้องมาตายในที่แห่งนั้น แขนขาของข้าสั่นนะ แต่สั่นสู้!! ยิ่งกลัวมากข้าก็ยิ่งมีความระมัดระวังมากขึ้น ทั้งจระเข้ที่อยู่ผิวน้ำและจระเข้ที่แหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ ข้าไม่ประมาทเลยสักช่วงเวลาเดียว ถ้าเป็นคนอื่นสติคงแตกกระเจิงบ้าไปแล้ว ข้าลอยน้ำไปตามกระแสน้ำเชี่ยวนั้นจนกระทั่ง จระเข้ขนาดยักษ์สองตัวโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ ข้าหักตัวหลบอย่างรวดเร็ว ถ้าช้าล่ะก็ตัวข้าได้ขาดสองท่อนเป็นแน่แท้ วินาทีนี้แหละที่ข้าเห็นช่องว่างที่จะสังหารจระเข้ตัวหนึ่งได้ ข้าเอาหอกอันแหลมคมที่ข้าเหลาไว้อย่างดีทิ่มแทงไปตรงผิวหนังตรงคอใต้ท้องมันขณะที่มันชนกับอีกตัวแล้วหันหน้าท้องมาให้ข้า ข้าก็แทงซะเดี๋ยวนั้น!!! แล้วผลักมันให้หงายท้อง ในจังหวะที่มันกำลังหงายท้องด้วยแรงผลักข้าจากด้ามหอก ข้ารีบเอาสองเท้านี้กระโดดจากน้ำเหยียบไปที่ท้องของมัน ใช้แรงถีบพุ่งตัวขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ ในตอนนั้นน้ำพัดมาใกล้เนินดินพอดี หากช้าจระเข้อีกตัวคงได้ลากข้าไปเป็นมื้อเย็นเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว”ฮอร์ดเล่าให้กับเบิร์กที่ตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ
    “ข้าฟังแล้วเสียวแทนเลย เอ็งรอดมาได้ไงวะเนี่ยฮอร์ด มีของดีเหรอ!? ถ้าโดนกัดล่ะก็ข้านี่ไม่อยากจะนึกภาพ”เบิร์กว่า
    “เข้าใจรึยัง! ว่าทำไมข้าถึงบอกว่าให้มีสติ กลัวน่ะกลัวได้แต่ต้องมีสติคุมอย่าแตกตื่น พ่อข้าเคยสอนไว้เมื่อยังเด็กๆ”ฮอร์ดกล่าว
    “เออๆ ข้าพอจะเข้าใจแล้ว เพื่อนข้านี่มันสุดยอดจริงๆเลยโว้ยย!! ฮ่าฮ่าฮ่า”เบิร์กหัวเราะ
    ทั้งสองคนคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ใต้ถุนบ้าน เบิร์กได้ดูแผลฮอร์ดแล้วถามว่าเป็นยังไงบ้างและอะไรอีกมากมาย พวกเขาคุยกัน สนิทกัน เขาสองคนคือเพื่อนตายกัน เขาสองคนพร้อมที่จะตายแทนกันและกันได้ อันมิตรภาพแบบนี้มันช่างหาได้ยากยิ่ง…อีเลียด ฮอร์ด เด็กหนุ่มที่ไม่รู้ว่าตนนั้นไม่ธรรมดา ชะตากรรมของเขามันใกล้เข้ามาหาเขาเรื่อยๆ เหตุด้วยข่าวเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านโอดิธันทางตอนใต้ของแผ่นดินกาเลียอัสได้แพร่สบัดไปสู่แดนเหนือ เหล่านักรบทั้งหลายที่ทราบข่าวเกี่ยวกับบุรุษผู้สังหารจระเข้ยักษ์เพียงลำพังตัวคนเดียว ความอยากเอาชนะมันก็เกิดขึ้นในใจของเหล่านักรบ เหล่านักรบผู้ผ่านการตีรันฟังแทงมานับไม่ถ้วนมีหรือจะยอมให้เด็กที่รุ่นอ่อนกว่า มาเด่นเกินหน้าตน…
     
  16. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    ณ เขตบูสในร้านเหล้าของหมู่บ้าน

    “ไอ้หนุ่มจากแดนใต้เรอะ!!?”นักรบกาเลียอัสคนหนึ่งพูดเสียงดังขึ้นในร้านเหล้า พวกนี้ห่มหนังจระเข้กันทุกคนดูน่าเกรงขามมาก มานั่งดื่มเหล้ากับหญิงสาวที่เป็นเด็กเสริฟ ชายกลุ่มนี้นั่งมัวเมาในกามคุณ หลงระเริงไปกับสุราและนารี
    “เอาไงดีพวก! ลงใต้ไปกระทึบมันเลยดีไหม จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร”นักรบที่นั่งข้างๆว่า
    “มันคงจะเก่งมาก พวกชาวบ้านถึงได้พูดกันปากต่อปากจนเรื่องมันมาเข้าหูของข้า มันจะหยามกันเกินไปแล้ว!!”นักรบคนแรกที่พูดกล่าวขึ้น
    “งั้นกินดื่มกันให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้พวกเรา ๗ คน เดินทางไปโอดิธันกัน ข้านี่อยากจะไปชมชิมรสสวาทสาวๆจากโอดิธันเหมือนกัน ฮ่าๆๆ”นักรบอีกคนพูดขึ้น
    “เฮ้ยย!! ตาแก่เอาเหล้ามาอีกลังหนึ่ง เร็วๆ!!!”

    …ขวานลอยหมุนไปปักลำต้นของไม้ใหญ่จนเนื้อไม้แตกกระจาย กาแลคกำลังทดสอบขวานเล่มใหม่ที่ตีมาอย่างดีจากร้านตีเหล็ก มันคม โค้งเว้าได้รูป ด้ามจับแข็งแรง ทะมัดทะแมง กาแลครู้สึกจะชอบพอใจกับขวานเล่มใหม่นี้มาก บรรยากาศใกล้โพล้เพล้แล้ว ฮอร์ดกับอาธาร์ภรรยาสุดที่รักก็คงกำลังจะเตรียมตัวเข้านอนกัน ส่วนเบิร์กได้กลับมาที่บ้านและรับประทานมื้อเย็นกับลุงแบรตามปกติ เสียงของนกที่กำลังบินกลับรัง เสียงของใบไม้ที่ถูกกระทบด้วยสายลมในยามราตรี ถนนทุกสายเริ่มเงียบสงัด ชาวบ้านทั้งหลายได้กลับไปพักที่บ้านของตน ทางอัสคัสบุรุษผู้เป็นสหายของกาแลค เขากำลังร้องเพลงอยู่บนบ้านอันสันโดษของเขาด้วยเครื่องดนตรี ลักษณะเป็นสายดีดที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติเรียกว่ากีตาร์ ไพเราะออกมาจากบนบ้านนั้น ทำนองช้าฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายนัก เสียงร้องของเขาใส จนแม้แต่ตัวเขาเองยังต้องเคลิ้มกับเสียงเพลงของตนเอง

    เวิ้งว้างฟ้าไกล…หัวใจทรนง
    ดุจเหล็กกล้าที่บรรเลง..ตี อย่างบรรจง
    เสมือนเปลวเพลิง…ระเริงเล่นเป็นระบำ
    เสียงกลองดัง
    ตรง..ดวงหฤทัย
    ดังสนั่นเป็นจังหวะดั่งผู้กล้า
    เชิดสง่าอยู่กลาง…เปลวเพลิงร้อน
    เสียงกลอง..บรรเลง ตีเร็วขึ้น
    เสียงค้อนทุบ..เหล็ก สนั่นดิน
    เสียงชาย จากดินแดนอันทมิฬ
    เรียกร้อง..ครหา..ชัยชนะ!!!​

    ทำนองมันช่างเพราะชวนฝันนัก อัสคัสเองก็คงจะคิดเช่นเดียวกัน เขานึกถึงฮอร์ด และเป็นห่วงเบิร์ก เขาไม่เคยรู้จักเด็กสองคนนี้เป็นส่วนตัวเลย เขารู้แค่เพียงว่าฮอร์ดเป็นลูกชายของเพื่อนเท่านั้นเอง
    “ฮันน่า ถ้าลูกกลับมายามนี้ ลูกคงมีเพื่อนผู้ชายเพิ่มอีกสองคนแน่ๆ พ่อคิดถึงลูก และแม่ของลูกนะ กลับมาเยี่ยมพ่อเร็วๆนะฮันน่า ถึงลูกจะไม่มีแม่แล้ว แต่พ่อก็ยังคอยลูกอยู่เสมอ”อัสคัสดีดกีตาร์ไปแล้วพึมพำถึงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกแท้ๆของเขาเอง
    “นาเมเน็ก!!!”อัสคัสอุทานในใจ
    …แสงตะวันส่องผืนโลกแห่งไตรภพอีกครา รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาถึงแล้ว หญิงสาวชาวบ้านทั้งหลายก็ได้นำอาหารดีๆมาให้ที่บ้านของฮอร์ดโดยฝากอาธาร์แม่ของเขา ถนนที่เงียบสงัดในราตรีเมื่อคืนวานได้เต็มไปด้วยชีวิตชีวาในยามรุ่งเช้านี้ เด็กผู้ชายที่เด็กกว่าฮอร์ดหรือรุ่นราวคราวเดียวกัน ต่างฝึกฝนตนเองเพื่อให้แข็งแรงกัน ไม่ว่าจะดันพื้นเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง หัดยกขวานหนักๆเพื่อให้แขนมีกำลัง ซึ่งแรงบันดาลใจของชายหนุ่มเหล่านี้ได้มากงจากฮอร์ดทั้งสิ้น เพราะร้อยวันพันปีไม่เคยออกมาทำอะไรแบบนี้ เอาแต่วิ่งเล่นไปนู่นไปนี่บ้างตามประสาคนรักสงบ ซึ่งก็เป็นทั้งหมู่บ้าน แต่ก็ต้องนับว่าเป็นข้อดีนะ แต่ถ้าถึงคราวทะเลาะกันล่ะก็ เตรียมสูดดมฝุ่นกันได้เลย เพราะสู้กันเอาเป็นเอาตายแน่นอน ส่วนมากไม่ค่อยเกิดขึ้นหรอก แต่มันจะเกิดขึ้นบ่อยมากกับผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่มีสมญานามว่า กาแลค
    “บังอาจมากที่มาถมน้ำลายตรงหน้าข้า”กาแลคพูดแล้วได้ชกไปที่ชายที่อยู่ข้างหน้า
    “ข้าไม่ทันได้มองว่าเจ้าเดินมา”ชายคนที่โดนชกหันหน้ามาพูด
    “นี่เอ็งรู้ไหม! ว่าข้าเนี่ย ชกต่อยคนมาเกือบทั้งหมู่บ้านแล้ว และเอ็งกำลังจะเป็นคนล่าสุด!!”กาแลคกล่าวเสร็จก็กระโดดชกเหวี่ยงหมัดขวาไปที่กรามซ้ายของคู่ชกของตนทันที ชายผู้ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ก็สวนคืนบ้าง วิ่งหมอบเข้าไปกอดรัดเอวกาแลคให้ลมลงกับพื้น แล้วรัวหมัดสองข้างซ้ายขวาไปที่ใบหน้าของกาแลค ซึ่งกาแลคเองก็ยกมือขึ้นมากันบริเวณใบหน้าของตนไว้ ชายคนนั้นรัวหมัดไม่หยุดจนเหนื่อย กาแลคได้ทีผลักเขาออกให้เสียหลักล้ม แล้วเอาเท้ายันหน้าอกให้หงายหน้าอีกทอดหนึ่ง กาแลคยืนรอให้ชายหนุ่มคนนั้นลุกขึ้น เขาเป็นลูกผู้ชายพอ เมื่อชายคนนั้นลุกขึ้นมาตั้งหลักได้แล้ว ก็วิ่งหมอบเข้าใส่กาแลคเหมือนเดิมอีก แต่กาแลคหาได้เสียท่าอีกไม่ เขาพลิกตัวหลบทางด้านขวา แล้วฟาดขาเตะไปที่ซี่โครงซ้ายของชายที่กำลังหมอบก้มหน้าก้มตาวิ่งใส่เขา ผลของมันคือจุกจนต้องร้องครวญคราง ทันใดนั้นเองได้มีไม้แข็งๆขนาดเล็กฟาดลงไปที่กบาลของกาแลคทางข้างหลังอย่างแรง
    “นี่เธอ!! ไปหาเรื่องคนอื่นเขาอีกแล้วนะ”อาธาร์พูดและมือกำลังกำสากที่ใช้ทำอาหาร
    “โอ้ยย!! ที่รัก ข้าเจ็บนะ”กาแลคกล่าวด้วยสีหน้าอ้อนๆ
    “ก็ตีให้เจ็บจะได้จำไง บอกให้ไปซื้อผักมา เดี๋ยวข้าจะทำต้มให้กิน”อาธาร์ว่า
    “ก็มันมาถุยน้ำลายใส่ข้านี่อาธาร์”กาแลคกล่าวแล้วเอามือลูบหัวที่เต็มไปด้วยเลือด ว่ากันง่ายๆก็หัวแตกนั่นเอง
    “ไม่รู้! ทำเสียชื่อลูกฮอร์ดหมดเลยเธอนี่ ขอโทษด้วยนะท่านที่สามีข้าไปทำร้ายท่าน”อาธาร์กล่าวแล้วหันไปขอโทษชายคนที่เป็นคู่ชกกับกาแลค
    “มะ..ไม่เป็นไร คนบ้านเดียวกัน โอยย”ชายคนนั้นพูดไปพลางร้องไป
    “เป็นพ่อของฮอร์ดแท้ๆ หัดดูอย่างลูกเอ็งซะบ้าง!!”ชาวบ้านที่ยืนดูคนหนึ่งพูดขึ้น
    “เอาหน่า! มันเป็นธรรมชาติของบุรุษ คิดซะว่าเป็นสีสันของหมู่บ้านก็แล้วกัน”กาแลคพูดแก้ตัว
    “ยัง ยัง..ยังไม่ไปซื้อผักอีก เดี๋ยวก็อีกโป๊กหนึ่งหรอกตานี่”อาธาร์พูดแล้วยกสากขึ้นมา
    “ไปแล้วที่รัก เตรียมไฟไว้ต้มได้เลย และก็เตรียมยาไว้ทาหัวข้าด้วยละ”กาแลคพูดด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ขันแล้วเดินไปข้างหน้าเพื่อไปหาผักซื้อ
    “จริงๆเลยตาคนนี้”อาธาร์พูเขึ้นเบาๆ
    กาแลคเดินไปก็พลางลูบศรีษะไป ทำสีหน้าโอดโอย ไปที่ตลาดของหมู่บ้าน ชาวบ้านแม่ค้าพ่อค้าทั้งหลายต่างถามว่าไปโดนใครตีหัวมา กาแลคได้พูดออกมาเบาๆว่าโดนอาธาร์ตีมา พวกชาวบ้านในตลาดก็หัวเราะ เพราะไม่ได้เห็นกาแลคเลือดออกหัวมานานแล้ว ด้วยตั้งแต่ฮอร์ดเกิดมากาแลคก็ไม่ค่อยไปมีเรื่องราวชกต่อยกับคนอื่นเลย จนกระทั่งวันนี้ เลือดหนุ่มของกาแลคคงร้อนขึ้นมาอีกคราละมั้งถึงได้ไปชกต่อยกับคนเมื่อเช้านี้ เมื่อได้ซื้อผักซื้ออะไรต่อมิอะไรเรียบร้อยแล้ว กาแลคก็เดินทางกลับบ้าน เขาเดินขึ้นบันไดบ้านก็เห็นอาธาร์กำลังบดยาอยู่ กาแลคได้เดินเข้าไปนั่งข้างๆอาธาร์ที่อยู่ในครัว อาธาร์เห็นสามีของตนมาแล้ว ก็รีบเอายาที่บดไว้มาทาแผลให้
    “เจ็บไหมกาแลค??”อาธาร์ถามด้วยความเป็นห่วง
    “ตอนแรกก็เจ็บนะ แต่พอเห็นหน้าเจ้าข้าก็หายเจ็บทันทีเลยที่รัก”กาแลคกล่าวเสียงหวานกับอาธาร์
    “ทีหลังก็อย่าไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น รู้จักอภัยให้กันบ้างสิ เธอเป็นพ่อคนแล้วนะกาแลค”อาธาร์พูดอย่างนุ่มนวล
    “จ้า จ้าา”กาแลคว่าแล้วได้หอมแก้มอาธาร์ขณะกำลังเอายาทาแผลบริเวณศรีษะให้
     
  17. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    จากนั้นเอาธาร์เธอก็ได้ทำอาหารมื้อเช้า ฮอร์ดที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องในสภาพงัวเงียของคนที่เพิ่งตื่นนอน เขาออกมากวาดสายตาไปทั่วบ้าน ถูกแล้ว! เขากำลังมองหาว่าหนังจระเข้แม่ของเขาทำเสร็จหรือยัง แต่มองๆแล้วก็ยังไม่เห็น ก็คิดว่ายังคงไม่เสร็จ ฮอร์ดตึงได้เดินลงบันไดไปอาบน้ำอาบท่าข้างล่าง มีกะลามะพร้าวไว้ตักน้ำ โอ่งเก็บน้ำเต็มเปี่ยมโดยที่ไม่ต้องไปตัดน้ำในคลองมาใส่ให้เต็มเลย ทุกบ้านทุกหมู่ของแผ่นดินกาเลียอัส จะตั้งโอ่งไว้ใต้ถุนบ้าน ให้เลยชายคาออกมาหน่อย เพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกปรอยๆลงมาทุกวัน ทั้งวันทั้งคืน ชาวกาเลียอัสจะตักน้ำมาอาบหรือมาใช้ พวกเขาจะใช้กันอย่างประหยัด เวลาอาบน้ำก็ไม่ตักมาราดตัวโครมๆ เวลาจะล้างมือล้างเท้า ก็ตักครั้งเดียวให้เต็ม แล้วค่อยๆล้าง ไม่ตักหลายรอบให้เปลืองน้ำ เพราะฝนตกปรอยๆไม่ได้ตกหนัก เดี๋ยวน้ำในโอ่งที่กักเก็บเอาไว้จะหมดเร็วเกินไป ฮอร์ดได้อาบน้ำอย่างสบายใจโดยใส่ผ้าปิดช่วงล่างไว้อยู่ที่ใต้ถุนบ้าน เขาอาบไปดูพ่อของเขากาแลค เหวี่ยงขวานซ้อมไป ฮอร์ดมองแล้วก็นึกในใจว่าขวานเล่มใหญ่ขนาดนี้ พ่อไม่เมื่อยแขนบ้างหรือ กาแลคเป็นหนุ่มกล้ามโต เป็นมัดทุกสัดส่วน ผมยาวสีแดงช่วงหลังปล่อยรากไทร ผมหน้าถักเปียทอดยาวไปหลังหัว ไว้เครายาวปิดคอ แต่โกนหนวดออก กล่าวง่ายๆคือไว้เคราแต่ช่วงบริเวณหนวดนี่โกนออก ส่วนอาธาร์มานดาของฮอร์ดนั้น นางสวยมาก ดวงตาคม นัยตาสีฟ้า ผมสีแดงยาวสลวยจนเลยหลังมาหน่อยหนึ่ง ถักเปียผมด้านข้างซ้ายขวาทอดยาวมาถึงปลายผม ส่วนผมช่วงกลางหวีไปข้างหลัง ปล่อยให้นุ่มสลวยเป็นธรรมชาติ ผมนางเป็นคลื่นๆสวยงามทางด้านหลัง เนื่อของเธอแน่น หน้าอกเต่งตึง เธอมีลักษณะของแม่พันธุ์ที่ดีเลยทีเดียว เพราะฮอร์ดนั้นก็เป็นหนุ่มรูปหล่อ หน้ายังใส ผมสีแดง ยาวประคอ ดวงตาเหมือนพ่อ คือคมน้อยกว่าแม่ นัยตาสีฟ้า หุ่มก้านดี คางของฮอร์ดออกเหลี่ยมหน่อยๆ แต่ก็ดูดีมากๆ เใอฮอร์ดอาบน้ำเสร็จแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วอาธาร์ก็ได้เรียกสามีและลูกของตนมากินอาหารมื้อเช้ากัน บ้านของฮอร์ดไม่นิยมกินอาหารบนโต๊ะเพราะไม่ใช่คนร่ำรวย พวกเขาจะเอาอาหารต่างๆที่ทำมา วางไว้บนพื้นที่ซึ่งใช้กินอาหารกันเป็นประจำ พวกเขาจะเอามาวางไว้โดยใส่ถ้วยชามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อกาแลคและฮอร์ดได้ยินอาธาร์เรียก ก็ได้มาตรงที่บริเวณกินข้าว แล้วนั่งล้อมวงกันสามคนที่มีอาหารอยู่กลางวง มื้อเช้านี้อาธาร์ทำผักต้ม ขนมปังกับน้ำผึ้ง เนื้อจระเข้ย่าง(ที่เหลือมาจากวันก่อน) ครอบครัวนี้นั่งกินมื้อเช้ากันและคุยกันไป อาธาร์ก็ถามว่าแผลที่หัวเป็นไงบ้าง กาแลคก็ตอบหวานๆกลับมาว่าไม่เป็นไรจ้ะ ฮอร์ดชอบกินเนื้อจระเข้ย่างมาก มันอร่อยๆ และชวนเคลิ้มสุดๆเลยทีเดียว

    “อร่อยจนข้าแทบจะเหาะได้เลยนะเนี่ย”ฮอร์ดพูดอยู่ในใจขณะกำลังขบเคี้ยวเนื้อจระเข้นั้นอยู่

    “เบิร์ก จะรีบไปไหนแต่เช้า?”ลุงแบรเห็นเบิร์กรีบคว้าขนมปัง คันธนู ดาบและเนื้อหมูเสียบไม้ออกจากบ้าน
    “ข้าจะชวนฮอร์ดไปเล่นอะไรสนุกๆน่ะลุง!!”เบิร์กหันไปพูดกับลุงแบรขณะกำลังเปิดประตูออกจากบ้าน
    “ออกไปเล่นหรือ!? แล้วกระเป๋าหนังขนนั่นเอาไปด้วยทำไม จะไปไหนกันแน่!!?”ลุงแบรสังเกตุเห็นกระเป๋าที่ทำมาจากขนสัตว์ ที่มีไว้ใช้สำหรับการเดินทางวางอยู่ใกล้ๆเท้าของเบิร์ก
    “เอ่อ..อ้อ ไหนๆก็ไหนๆแล้วนะลุงนะ ข้าจะชวนฮอร์ดไปชมนกชมไม้นิดหน่อยน่ะ ไปสัก ๔-๕ วันเดี๋ยวก็กลับแล้ว”เบิร์กตอบด้วยความลนลาน
    ลุงแบรก็ยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก อยู่ดีๆเบิร์กรีบตื่นแต่เช้ากินนู่นกินนี่เรียบร้อย และมีทีท่าร้อนรนจะรีบไปที่ไหนสักแห่ง เขากังวลว่าอัสคัสได้บอกเรื่องครอบครัวเขาให้เบิร์กฟังหรือเปล่า
    “ลุงอย่าทำหน้าตาจับผิดอย่างงั้นสิ ข้าแค่จะออกไปหมู่บ้านทางตะวันออก ลุงเองเคยบอกว่ามันมีสีสันกว่าบ้านในแถบชายป่าชาร์คนี้เสียอีก ข้าก็เลยอยากไปดู ก็เลยจะชวนฮอร์ดไปด้วยแค่นั้นเอง”เบิร์กว่า
    “เดี๋ยวชาวบ้านก็แตกตื่นกันพอดี อีเลียด ฮอร์ด ไม่ใช่เด็กธรรมดาๆแล้วนะในตอนนี้ มันมีลักษณะตามประเพณีของชาวกาเลียอัส มันเป็นนักรบไปแล้ว ถึงมันจะยังไม่ค่อยยอมรับตัวมันเองก็เถอะ เดี๋ยวเจ้ากับฮอร์ดจะเที่ยวไม่สนุกกันนะ”ลุงแบรพูดด้วยความหวังดี
    “พวกเขาไม่เคยเห็นฮอร์ดนี่ลุง แต่ถ้าเกิดมันมีเหตุการณ์ยังงั้นจริงๆล่ะก็ข้ามีวิธีของข้าหน่า ไปละลุง ไว้เจอกันนะ สวัสดีเด้ออ!!”เบิร์กกล่าวแล้วรีบวิ่งออกประตูไปพร้อมกระเป๋า
    “จะรีบไปไหน เฮ้ออ”ลุงแบรถอนหายใจด้วยความเป็นห่วง
     
  18. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    เบิร์กได้เดินเคี้ยวขนมปังไปตามทางขณะกำลังไปที่บ้านของฮอร์ด สาวๆและผู้คนตามหมู่บ้านต่างมองมาที่เบิร์ก แต่ไม่ใช่เบิร์ก พวกเขามองเหมือนมองหาใครสักคน ใช่แล้ว! พวกชาวบ้านและหญิงสาวต่างกำลังมองหาฮอร์ดกันอยู่นั่นเอง เพราะฮอร์ดไม่ได้ออกจากบ้านของเขาเลยช่วงนี้ จะไปยืนรออยู่หน้าบ้านก็ดูจะไม่งาม เบิร์กเห็นสายตามากมายจ้องมองมาที่ตน จนเบิร์กนั้นรู้สึกอึดอัด

    “นี่ข้ากินมูมมามไปหรือเปล่าวะเนี่ย!!?”เบิร์กอุทานขึ้นในใจขณะกำลังกินมื้อเช้าของเขาไป

    เสียงน้ำไหลลงท่วมใบหน้า มืออันแข็งแรงก็กำลังลูบไล้ผิวหน้าจากคราบน้ำ ฮอร์ดกำลังตักน้ำใต้ถุนบ้านมาล้างหน้าล้างปากหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย เขาตักน้ำมานิดหนึ่งเพื่อบ้วนปาก เสร็จแล้วก็ขึ้นบันไดไปบนบ้าน ไปที่ห้องของเขา จากนั้นก็นั่งลงบนที่นอนของตน เขาหลับตา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พร้อมหายใจออกยาวๆ เพื่อสร้างสมาธิให้กับตนเอง ฮอร์ดนั่งนิ่งๆหลังตรงๆอยู่อย่างนั้นหกนาที เบิร์กก็ได้มาตะโกนเรียกฮอร์ดอยู่หน้าบ้าน ฮอร์ดได้ยินเสียงเพื่อนรักตะโกนเรียกก็ลุกออกจากห้องไปยืนดูอยู่บนบ้านตรงหัวบันไดทางขึ้น ฮอร์ดถึงกับตะลึงกับสิ่งที่เห็น เบิร์กเพื่อนรักของตนได้พาแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาหลายคนทีเดียว เป็นหญิงสาวสวยๆทั้งนั้น
    “เบิร์ก!! นี่เอ็งพาพวกนางมาทำอะไรที่บ้านข้าเนี่ย!!!?”ฮอร์ดพูดเสียงดังจากบนบ้าน
    “ข้าไม่ได้ทำไรเลยเพื่อน พวกนางตามข้ามาเอง”เบิร์กตอบ
    “ละ..แล้วพวกนางตามเจ้ามาทำไมกันเบิร์ก!!!?”ฮอร์ดยังคงสงสัย
    “เธอเหล่านี้บอกว่าข้าจะนำพวกหล่อนมาเห็นเจ้าได้ แต่ข้าไม่ได้บอกให้ตามมาเลยนะ ข้าสาบานได้”เบิร์กว่า
    “อีเลียด ฮอร์ด ทำไมไม่ออกมาเดินเล่นนอกบ้านบ้างเลยล่ะคะ ข้าน่ะเฝ้ารอเจ้าอยู่นะฮอร์ด”หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น แต่ก็มีอีกคนพยายามจะเดินขึ้นไปบนบ้านไปหาฮอร์ด ซึ่งเบิร์กก็ได้ยกตัวมาขวางทางบันไดเอาไว้
    “พวกเธอนี่! เป็นสาวเป็นแส้ คิดจะขึ้นบ้านผู้ชายเชียวหรือ!!?”เบิร์กพูดต่อหน้าพวกนาง
    “พ่อพันธุ์ดีขนาดนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องอยากได้ไปทั้งนั้นแหละ”หญิงสาวคนหนึ่งกล่าว
    ฮอร์ดได้ยินดังนั้นก็ถึงกับกุมขมับกันเลยทีเดียว “เบิร์ก รีบวิ่งขึ้นมาเร็วเข้า ข้าจะปิดประตู”ฮอร์ดบอกเบิร์กอย่าสนใจพวกนาง ให้วิ่งขึ้นมาบนบ้าน ซึ่งเบิร์กก็ทำตาม ปล่อยให้พวกหล่อนยืนเคาะประตูบ้านกันอยู่อย่างนั้น จนอาธาร์เดินออกมาจากในบ้าน
    “มีอะไรหรอลูก? เอะอะโวยวายอะไรกัน”อาธาร์กล่าวถามฮอร์ด
    “พวกหญิงสาวน่ะครับ พวกนางจะขึ้นมาเอาฮอร์ดไปเป็นของพวกเธอให้ได้เลย”เบิร์กตอบ อาธาร์ได้ฟังจึงเดินไปเปิดประตูพอเห็นหน้าคุยกันได้
    “นี่หนูๆจ้ะ มีอะไรกันหรอ??”อาธาร์กล่าวถามเหล่าหญิงสาวที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูตรงบันไดทางขึ้นบ้าน
    “แม่ฮอร์ดสวัสดีค่ะ พวกหนูมาหาฮอร์ดเขาน่ะค่ะ พอจะให้เข้าไปได้ไหมคะ?”หญิงสาวที่อยู่หน้าสุดกล่าว
    “นี่หนูๆทั้งหลายฟังแม่นะ เราเป็นผู้หญิง ควรประพฤติตนให้งาม ฮอร์ดเขาเป็นผู้ชาย พวกหนูๆจะขึ้นมาหาผู้ชายที่ยังไม่ได้เป็นคู่รักกันถึงบนเรือนไม่ได้นะ มันไม่สมควรอย่างยิ่ง รักนวลสงวนตัวนะลูก อย่าเอาคุณค่าของผู้หญิงมาใช้สิ้นเปลืองแบบนี้เลยนะหนูทั้งหลาย หยิ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นสตรีไว้บ้างสิ อย่าให้อายชาวบ้านเขา”อาธาร์พูดอย่างนิ่มนวล พวกหล่อนสาวงามวัยแรกแย้มทั้งหลายได้ยินได้ฟังดังนั้นก็หน้าเสีย กล่าวขอโทษที่มารบกวน แล้วรีบพากันเดินออกจากบ้านไป อาธาร์นางยิ้มให้อย่างอ่อนโยนให้กับพวกหล่อน ก่อนจะหันมาหาฮอร์ดกับเบิร์กที่ยืนอยู่ในบ้าน
    “ฮอร์ด! ลูกก็เหมือนกัน เราเป็นผู้ชายหัดมีอำนาจในตัวเองบ้างสิลูก เราต้องรู้จักปฏิเสธในเรื่องหลายๆเรื่อง และต้องรู้จักตัดสินใจในเรื่องอีกหลายๆเรื่องด้วยเช่นกันนะลูกแม่ ถ้าลูกยังไม่กล้าแม้แต่ปฏิเสธพวกหญิงสาวแค่นี้ วันข้างหน้าถ้าฮอร์ดมีลูกมีครอบครัว จะไปเป็นผู้นำและอบรมลูกให้อยู่ในโอวาทของตนได้ยังไงกันล่ะจ้ะ”อาธาร์เดินมาลูบแก้มฮอร์ดเบาๆแล้วกล่าว
    “ข้าจะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นครับท่านแม่”ฮอร์ดกล่าว อาธาร์นางยิ้มให้ แล้วบอกเบิร์กให้คอยดูฮอร์ดด้วย เพราะฮอร์ดเป็นเพื่อนกับเบิร์กมาตั้งแต่เด็กๆ จากนั้นนางจึงเดินเข้าไปในบ้าน ไปที่ห้องนอนของกาแลคและนางเองเพื่อไปดูแผลที่หัวให้กับสามีของตน เหตุด้วยถ้านางไม่มาดูแล กาแลคจะชอบแอบไปฝึกขวานอยู่ใต้ถุนบ้าน นางเกรงว่าเดี๋ยวแผลจะไม่หายจะพาลป่วยอีก จึงต้องรักษาให้หายดีก่อน ทางฮอร์ดกับเบิร์กก็ได้พากันมานั่งบนพื้นบ้านเพื่อคุยกัน
     
  19. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    ฮอร์ดเพิ่งสังเกตุเห็นเบิร์กแบกสัมภาระมาเต็ม จึงเกิดความสงสัย

    “นี่เบิร์ก! เอ็งแบกอะไรมาเต็มไปหมดเลยเนี่ย มาบ้านข้าแค่นี้ ไม่ต้องเอามาเยอะขนาดนี้ก็ได้ ดาบเนี่ยเอามาทำไม จะมาฟันต้นไม้กลางทางรึไง?”ฮอร์ดถาม
    “ฮอร์ด..จำตอนเด็กๆได้ไหมเจ้าน่ะ??”เบิร์กหันไปกล่าวกับฮอร์ดที่นั่งอยู่ข้างๆ
    “จำได้..ข้าก็มีสมองมีหัว ถามโง่ๆนะเอ็งเนี่ย!!”ฮอร์ดตอบ
    “ตอนเด็กๆเจ้าอะ ชอบโดนเด็กผู้ชายในหมู่บ้านแกล้ง ใช่ไหม?”เบิร์กว่า
    “เออ..จะมารื้อฟื้นทำไมวะ มีไรก็พูดมา!!”ฮอร์ดกล่าวกับเบิร์กที่กำลังดูเหมือนมีอารมณ์สุนทรีย์อย่างดื่มด่ำ
    “ข้าแค่คิดถึงเมื่อก่อนน่ะ..เจ้ามักจะไม่ค่อยมีเพื่อน จะไปตีสนิทคุยกับใครก็โดนแกล้งร้องไห้กลับมาฟ้องแม่อาธาร์ตลอดเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”เบิร์กพูดพลางหัวเราะเบาๆ
    “หึ! นั้นน่ะมันเมื่อตอนข้ายังเด็ก ถ้าตอนนี้ล่ะก็ ข้าจะจับมันลงไปนอนคลุกฝุ่นให้หมดทุกคนเลย หมั่นไส้”ฮอร์ดกล่าวแล้วยื่นมือทั้งสองข้างทำท่าเหมือนจับพลิกในอากาศ
    “ข้าเชื่อว่าเจ้าทำแน่ ข้าคิดถึงเวลาเมื่อก่อนของเราสองคน ข้าเองก็โดนแกล้งไม่ต่างอะไรกับเอ็ง จนลุงแบรพามาเดินเล่นแถวนี้ จึงได้รู้จักกับไอ้บ้าอย่างเจ้านี่แหละ ฮ่าฮ่าฮ่า ฮอร์ด! เมื่อก่อนเราสองคนไปไหนไปกันตั้งแต่ตัวเล็กๆจนเติบใหญ่เป็นวัยรุ่น แต่มาเวลานี้เอ็งกลับเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน ไม่ออกไปไขว่คว้าอนาคต ไม่ออกไปแสวงหาการผจญภัยเหมือนที่เราสองคนเคยทำมันมาด้วยกัน ข้าแบกสัมภาระ พกธนูพกดาบมาหาเจ้าในวันนี้ ก็เพื่อจะพาเจ้ากับข้าเราสองคน ไปสู่การผจญภัยในโลกกว้างด้วยกัน”เบิร์กกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูมีความหวังมาก
    “อะไรของเอ็งวะเนี่ยเบิร์ก!? เมื่อวานเอ็งยังว่าข้าไปแส่หาเรื่องตายอยู่เลย ว่าแต่เขาเข้าตัวเองนี่หว่าแบบเนี้ย”ฮอร์ดว่า
    “เฮ้ยฮอร์ด! แต่ปลายทางมันคุ้มค่านะเว้ย”เบิร์กยังคงพูดเหมือนตั้งใจจะทำมันมากๆ
    “แล้ว..จะไปไหนกันละ ป่าชาร์คหรอ!?”ฮอร์ดถาม
    “ไปให้เสือมันคาบไปกินรึไงเจ้าเซ่อเอ้ย!”เบิร์กว่า
    “ถ้างั้นจะไปไหน เอ็งมีที่ไปเยอะรึไงปัดโธ่?”ฮอร์ดถามด้วยความอยากรู้
    “เราจะไปชายแดนกาเลียอัสทางตะวันออกกัน!!!”เบิร์กกระซิบข้างหูซ้ายของฮอร์ด
    “ไปชายแดน!! จะบ้าเหรอเบิร์ก ระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆนะ มีม้ารึไง”ฮอร์ดตะลึงกับที่ที่เบิร์กจะชวนไป
    “ถ้ามีม้าข้าจะแบกสัมภาระเสื้อผ้ามามากมายเต็มกระเป๋าขนาดนี้หรอ..เราจะเดินเท้าไปกัน!”เบิร์กตอบเสียงแข็ง
    “กว่าจะถึงคงเกือบได้อาทิตย์หนึ่งเลยมั้งเนี่ย แล้วข้าล่ะเบิร์ก พวกชาวบ้านได้ตามข้าไปแน่ๆ มันจะวุ่นวาย ไม่เอาด้วยหรอก”ฮอร์ดตอบปฏิเสธเบิร์ก
    “ก็ปลอมตัวสิเพื่อน โง่อีกแล้วนะเอ็งเนี่ย พ่อแม่เจ้าก็ฉลาดนะ แต่เอ็งมันได้เชื้อซื่อบื้อมาจากใครวะ”เบิร์กเขกหัวฮอร์ดไปหนึ่งโป๊ก
    “เออ..บอกดีๆก็ได้จะเขกหาอะไรเอ็งเนี่ยให้ตายสิ ข้าอยากรู้นัก ที่ชายแดนมันมีอะไรวิเศษนักหนาเจ้าถึงได้อยากไปมันนัก เดินมั่วทางเอาเดี๋ยวจะตกรังจระเข้อีก คราวนี้ได้เหลือแต่ศพแน่ ไม่สิ เศษเล็บมากกว่า”ฮอร์ดถาม
    “เอ็งไม่เคยได้ยินหรอฮอร์ด ว่าที่ชายแดนแผ่นดินมีมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาอยู่ ข้าน่ะอยากจะไปเห็นจริงๆว่ามันหน้าตาเป็นยังไง เขาว่ากันว่ามันสวยมาก สวยจนอยากปักหลักสร้างบ้านอยู่ที่นั่นเลยเชียวละเพื่อน ข้าอยากให้เจ้าซึ่งเป็นคนสำคัญของข้า ไปยืนยันคำลือนี้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหก”เบิร์กพูดด้วยท่าทางเพ้อฝันมาก
    “เขาว่ากันว่า แล้วใครว่าละ..ข้ายังไม่เคยได้ยินเลย ออกจากเขตหมู่บ้านไปก็ล้วนมีแต่อันตรายจากป่าทั้งนั้น อย่าไปเสี่ยงชีวิตกับเรื่องโกหกของคนแก่ที่เพ้อเจ้อเลยหน่า”ฮอร์ดยังคงปฏิเสธ
    “ก็ข้าได้ยินลุงแบรไปคุยกับคนข้างบ้านน่ะสิ ข้าก็ยังสงสัย ว่าลุงแบรไปเคยเห็นน้ำสีฟ้าใสอันกว้างใหญ่ที่เรียกว่าทะเลมหาสมุทรได้ยังไง แต่ข้าได้ยินลุงแกบอกว่ามันสวยมากๆเลยนี่แหละ แค่ลองนึกถึงมัน ใจของข้าก็ลุกเป็นไฟจนแทบจะเผาตัวของข้าเองแล้วเนี่ย”เบิร์กพูดด้วยความตื่นเต้น
    “เพ้อจริงๆเลยนะเอ็งเนี่ย..ก็ได้ ในเมื่อเพื่อนอยากไป ข้าก็จะไป พอใจยัง?”ฮอร์ดตอบตกลงโดยไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่นัก
    “ไชโย! ให้มันได้อย่างงี้สิเพื่อน รีบไปขอพ่อแม่เอ็งแล้วเก็บสัมภาระเตรียมเดินทางกันเลย!!”เบิร์กกล่าว
     
  20. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    87
    ค่าพลัง:
    +38
    “เจ้าขอลุงแบรยังไงเขาถึงได้อนุญาตให้เจ้าไปได้?”ฮอร์ดสงสัย

    “ข้าก็บอกว่า จะออกไปเที่ยวเล่นในหมู่บ้านแถบตะวันออกที่เป็นหมู่บ้านใหญ่กว่าหมู่บ้านเราในแถบตะวันตกนี้ ข้าบอกขอเที่ยวสัก 5 วัน แล้วก็ออกมาเลย ฮ่าฮ่าฮ่า”เบิร์กตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง
    “เอ็งจะพูดหมู่บ้านตะวันนู่นนี่นั่นให้มันงงทำไม..แล้วนี่เรียกว่าขออนุญาตหรอวะไอ้บ้า รอนี่นะ ข้าขอเข้าไปหาพ่อกับแม่ก่อน”ฮอร์ดว่า
    “จัดไปเลย!”เบิร์กพูด แล้วนั่งรอระหว่างฮอร์ดกำลังเดินเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนของกาแลคกับอาธาร์พ่อแม่ของเขา เขาเดินเข้าเห็นแม่กำลังร้องเพลงให้พ่อฟัง เป็นสำเนียงชวนหลงไหล ให้กาแลคที่นอนรักษาแผลอยู่ได้ฟังเพลินๆ

    เธอคนรักรู้หรือไม่ดวงใจนี้
    ทั้งชีวีทุ่มเทให้หมดแรงกาย
    แต่วันแรกของสองเรามิลืมหาย
    มิเสื่อมคลายจางเบาไปตามเวลา
    สายพิรุณหยาดหล่นมาจากเบื้องฟ้า
    ด้วยโฉมหน้าเงยรอรับสายธารา
    ชุ่มหัวใจอันเบิกบานดวงนี้หนา
    โอ๋ใจยารู้ใช่ไหมข้ารักเจ้า
    ดั่งเมฆาสีขาวนวลเหนือยอดเขา
    เปรียบใจเจ้าบริสุทธิ์มิเคยเก่า
    เป็นสองกายผู้ครองใจให้สองเรา
    สู้ไต่เต้าประคองรักนิรันดร์กาล​

    “ท่านแม่ ท่านพ่อ”ฮอร์ดกล่าวขึ้นจากทางข้างหลัง
    “เอ้า! ฮอร์ด..ว่าไงลูก..”อาธาร์หันหน้ามาหาฮอร์ดที่กำลังเดินเข้ามานั่งข้างๆเธอ
    “เอ่อ..เบิร์กมันมาชวนข้า ไป..ไป.เอ่ออ”ฮอร์ดพูดติดๆขัดๆ
    “ไปไหนหรอลูก?”กาแลคถามขณะนอนอยู่บนที่นอน
    “คือ..เบิร์กกับข้าจะออกไปชายแดนกันน่ะครับ”ฮอร์ดพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจ
    “อะไรนะลูก!! จะไปได้ยังไงละ..มันไกลมากนะ”อาธาร์นางรีบโต้แย้ง
    “ท่านแม่..เขาว่ากันว่าที่ชายแดนน่ะมีสิ่งที่สวยงามมากๆรออยู่ มันต้องคุ้มค่ากับการเดินทางแน่ๆ”ฮอร์ดพยายามพูดกล่อม
    “แม่ไม่อนุญาตให้ไป แค่ลูกโดดน้ำลงสระจระเข้หัวใจแม่ก็จะวายตายอยู่แล้ว แล้วนี่ลูกยังจะออกไปทำอะไรเสี่ยงๆอีก แม่จะไม่ยอม แม่มีลูกแค่คนเดียวนะฮอร์ด”อาธาร์นางกล่าวเสียงแข็ง
    “แต่ว่า..ข้าอยู่บ้านเฉยๆข้าก็ไม่ได้ทำอะไรนะท่านแม่”ฮอร์ดว่า
    “แม่ก็ว่าอยู่เห็นเจ้าเบิร์กมันแบกสัมภาระอะไรมาก็ไม่รู้รุงรังไปหมด..ที่แท้มาชวนลูกไปเที่ยวเล่นนี่เอง..ฮอร์ดฟังแม่!! แม่ไม่อนุญาต ลูกไม่มีไรทำที่บ้านใช่ไหม เดี๋ยวแม่หางานให้ทำเอง”อาธาร์ยังคงไม่ยินยอม
    “อย่าไปเลยฮอร์ด..กว่าจะไปถึงแนวชายแดนแผ่นดินมันไกลมาก แล้วอีกอย่างพ่อก็ไม่เคยออกนอกเขตหมู่บ้านไปแถวๆนั้นด้วย เราไม่รู้ว่าจะมีอันตรายใดๆหรือเปล่า”กาแลคเองก็ไม่เห็นด้วยกับฮอร์ดเหมือนกัน
    “ท่านพ่อ..อะไรกัน..นี่ข้าเป็นถึงผู้สังหารจระเข้ได้เลยนะ ทำไมพวกท่านถึงได้กลัวข้าตายกันนัก..ท่านพ่อ ท่านแม่..ข้ากำลังออกไปแสวงหาอนาคตของข้านะ เหตุใดจึงต้องห้ามข้าด้วย”ฮอร์ดรั้นจะไปให้ได้
     

แชร์หน้านี้

Loading...