มหาปุริสลักษณะ

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 3 เมษายน 2018.

  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    207
    ค่าพลัง:
    +56,301
    29597246_1742569909153574_2470505958406287921_n.jpg



    “มหาปุริสลักษณะ”


    “มหาปุริสลักษณะ” เป็นลักษณะที่บ่งบอกให้รู้ว่าผู้ที่มีลักษณะอย่างนี้ จะเป็นบุคคลสำคัญของโลก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ มีปรากฏในลักขณสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (๑๑/๑๓๐-๑๗๑/๑๕๗-๑๙๓) ว่า


    พระมหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการเหล่านี้ ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ

    ถ้าครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗ พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม โดยเสมอ มิต้องใช้ศัสตรา มิต้องใช้อาชญา มิได้มีเสนียด ครอบครองแผ่นดิน มีสาครเป็นขอบเขต มิได้มีเสาเขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม สำเร็จ แพร่หลาย มีความเกษม สำราญ

    ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก...


    ๑. มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี
    ๒. ณ พื้นภายใต้ฝ่าพระบาท ๒ ของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้น มีซี่กำข้างละพัน มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง
    ๓. มีส้นพระบาทยาว
    ๔. มีพระองคุลียาว
    ๕. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
    ๖. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
    ๗. มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ
    ๘. มีพระชงฆ์รีเรียวดุจแข้งเนื้อทราย
    ๙. เสด็จสถิตยืนอยู่มิได้น้อมลง เอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองลูบคลำได้ถึงพระชาณุทั้งสอง
    ๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก
    ๑๑. มีพระฉวีวรรณดุจวรรณะแห่งทองคำ คือ มีพระตจะ ประดุจหุ้มด้วยทอง
    ๑๒. มีพระฉวีละเอียด เพราะพระฉวีละเอียด ธุลีละอองจึงมิติดอยู่ในพระกายได้
    ๑๓. มีพระโลมชาติเส้นหนึ่งๆ เกิดในขุมละเส้นๆ
    ๑๔. มีพระโลมชาติมีปลายขึ้นช้อยขึ้นข้างบน มีสีเขียว มีสีเหมือนดอกอัญชัญ ขดเป็นกุณฑลทักษิณาวรรต
    ๑๕. มีพระกายตรงเหมือนกายพรหม
    ๑๖. มีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน
    ๑๗. มีกึ่งพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของสีหะ
    ๑๘. มีระหว่างพระอังสะเต็ม
    ๑๙. มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์ก็เท่ากับวาของพระองค์
    ๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากัน
    ๒๑. มีปลายเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันดี
    ๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์
    ๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่
    ๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
    ๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่าง
    ๒๖. มีพระทาฐะขาวงาม
    ๒๗. มีพระชิวหาใหญ่
    ๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงแห่งพรหม ตรัสมีสำเนียงดังนกกรวิก
    ๒๙. มีพระเนตรดำสนิท [ดำคม]
    ๓๐. มีดวงพระเนตรดุจตาแห่งโค
    ๓๑. มีพระอุณณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างพระขนง มีสีขาวอ่อน ควรเปรียบด้วยนุ่น
    ๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์.

    ขอบคุณภาพประกอบ : พระมหาบุรุษเสด็จออกผนวช.

    **************************************************************************************



     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    207
    ค่าพลัง:
    +56,301
    ในพระคัมภีร์อรรถกถาขุททกนิกาย (เถรคาถา) ชื่อปรมัตถทีปนี ภาค ๒ เล่มที่ ๓๓ ข้อ ๒๙๐ หน้า ๑๙ มีเนื้อหาว่า

    พาตฺตึสวรมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนาทิปฏิมณฺฑิตรูปกายตาย ทสพลจตุเวสารชฺชาทิคุณปฏิมณฺ ฑิตธมฺมกายตาย จ สเทวเกน โลเกน อปริเมยฺยทสฺสนตาย อสทิสทสฺสนตาย จ อตุลทสฺสนํ ฯ แปลว่า : ชื่อว่า ผู้ทรงมีการเห็นหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะมีพระรูปกายอันประดับด้วย มหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ และ อนุพยัญชนะ ๘๐ แลเพราะมีพระธรรมกายอันประดับด้วยคุณ มีทศพลญาณ และจตุเวสารัชชญาณ เป็นต้น และมีทัสสนะอันชาวโลกทั้งสิ้นจะพึงประมาณมิได้ และเพราะมีทัสสนะหาผู้เสมอเหมือนมิได้


    ในพระคัมภีร์อรรถกถาขุททกนิกาย (พาหิยสูตรอุทาน) ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๑๐ หน้า ๙๐-๙๑ มีเนื้อหาว่า

    ปาสาทิกนฺติ พตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาเกตุมาลาลงฺกตาย สมนฺตปาสาทิกาย อตฺตโน สรีรโสภาสมฺปตฺติยา รูปกายทสฺสนพฺยาวฏสฺส ชนสฺส สพฺพภาคโต ปสาทาวหํ. ปสาทนียนฺติ ทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสอาเวณิกพุทฺธธมฺมปฺปภุติอปริมาณคุณคณสมนฺนาคตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติยา สริกฺขกชนสฺส ปสาทนียํ ปสีทิตพฺพยุตฺตํ ปสาทารหํ วา . แปลว่า : บทว่า ปาสาทิกํ ความว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใสรอบด้านแก่ชนผู้ขวนขวายในการเห็นพระรูปกาย เพราะความสมบูรณ์ด้วยความงามแห่งสรีระของพระองค์ อันนำความเลื่อมใสมารอบด้าน อันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีด้านละวา และพระเกตุมาลารัศมีที่เปล่งเหนือพระเศียร บทว่า ปสาทนียํ ความว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส เหมาะที่จะควรเลื่อมใส หรือควรแก่ความเลื่อมใสของผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ เพราะความถึงพร้อมแห่งพระธรรมกายอันประกอบด้วยจำนวนพระคุณหาประมาณมิได้ มีทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ อาเวณิคพุทธธรรม ๑๘ เป็นต้น เอตฺถ จ ปาสาทิกนฺติ อิมินา รูปกาเยน ภควโต ปมาณภูตตํ ทีเปติ , ปสาทนียนฺติ อิมินา ธมฺมกาเยน , สนฺตินฺทฺริยนฺติอาทินา เสเสหิ ปมาณภูตตํ ทีเปติ , แปลว่า : ก็ด้วยบทว่า ปาสาทิกํ นี้ ในอธิการนี้ ท่านแสดงถึงความสำคัญของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยรูปกาย , ด้วยบทว่า ปสาทนียํ นี้ แสดงถึงความสำคัญของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยธรรมกาย


    ในพระคัมภีร์ อรรถกถาขุททกนิกาย (รัชชุมาลาวิมานวัตถุ) ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๓๐ ข้อ ๘๓๙ หน้า ๒๔๖ มีเนื้อหาว่า

    ปาสาทิกนฺติ ปสาทาวหํ, ทวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีตฺยานุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาเกตุมาลาลงฺกตาย สมนฺตปาสาทิกาย อตฺตโน สรีรโสภาสมฺปตฺติยา รูปกายทสฺสนพฺยาวฏสฺส ชนสฺส สาธุภาวโต ปสาทสํวฑฺฒนนฺติ อตโถ . ปสาทนียนฺติ ทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสาเวณิกพุทฺธธมฺมปภุติอปริมาณคุณสมนฺนาคตาย ธมฺมกายสมฺปตฺติยา สริกฺขกชนสฺส ปสีทิตพฺพยุตฺตํ, ปาสาทิกนฺติ อตฺโถ. แปลว่า : บทว่า ปาสาทิกํ แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใส อธิบายว่า เป็นผู้ทำความเลื่อมใสให้เจริญยิ่งขึ้น เพราะความถึงพร้อมด้วยความงามแห่งพระสรีระของพระองค์อันประดับประดาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีข้างละวา และพระเกตุมาลาที่ก่อให้เกิดความเลื่อมใสทั่วไป เป็นของให้สำเร็จประโยชน์สำหรับชนผู้ขวนขวายจะดูรูปกาย บทว่า ปสาทนียํ คือ ทรงประกอบด้วยพระธรรมกายสมบัติอันพรั่งพร้อมด้วยพระคุณอันหาประมาณมิได้ คือ ทศพลญาณ ๑๐ จตุเวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และเป็นแดนเกิดแห่งพระพุทธธรรมอันประเสริฐ ๑๘ ประการ ที่ชนผู้เห็นสมณะจะพึงเลื่อมใส อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส



    ในพระคัมภีร์อรรถกถาขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ชื่อ ปรมัตถทีปนี เล่มที่ ๒๗ หน้า ๑๓ มีเนื้อหาว่า

    เอตฺถ จ ภควตาติ อิมินาสฺส ภาคฺยวนฺตตาทีปเนน กปฺปานํ อเนเกสุ อสงฺเขยยฺเยสุ อุปจิตปุญฺญสมฺภารภาวโต สตปุญฺญลกฺขณธรสฺส ทวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณอสีติอนุพฺยญฺชนพฺยามปฺปภาเกตุมาลาทิปฏิมณฺฑิตา อนญฺญสาธารณา รูปกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โหติ . อรหตาติ อิมินาสฺส อนวเสสกิเลสปฺปหานทีปเนน อาสวกฺขยปทฎฺฐานสพฺพญฺญุตญญาณาธิคมปริทีปนโต ทสพลจตุเวสารชฺชฉอสาธารณญาณอฏฺฐารสาเวณิกพุทฺธธมฺมาทิอจินฺเตยฺยาปริเมยฺยธมฺมกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โหติ.ฯ
    แปลว่า : ด้วยบทว่า ภควตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยพระรูปกาย อันไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่น อันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อนุพยัญชนะ ๘๐ และพระเกตุมาลามีรัศมีแผ่ไปได้ประมาณ ๑ วา ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้ชื่อว่าทรงบุญลักษณะไว้ตั้ง ๑๐๐ เพราะทรงมีบุญสมภารที่ทรงสั่งสมไว้หลายอสงไขยกัป ด้วยการแสดงว่าพระองค์ทรงคายภาคยธรรมได้แล้ว ด้วยบทว่า อรหตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยพระธรรมกายที่เป็นอจินไตย อาทิ ทศพลญาณ ๑๐ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และอาเวณิกพุทธธรรม ( ธรรมเฉพาะพระพุทธเจ้า ) ๑๘ เพราะแสดงการบรรลุสัพพัญญุตญาณมีการสิ้นอาสวะเป็นปทัฏฐาน โดยการแสดงการละกิเลสที่ไม่มีส่วนเหลือ .


    ********************************************************************************

    ขยายความ : เครื่องกำหนดหมายหรือลักษณะที่ทำให้เราได้ทราบว่าผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามหลักฐานในคัมภีร์ดังกล่าวข้างต้น พอสรุปได้ ๒ ประการ คือ

    ๑. ลักษณะรูปกาย ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดหมายภายนอกที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยมังสจักษุ (ตาเนื้อ)

    รูปกายของพระองค์ต้องประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และประดับด้วยอนุพยัญชนะ คือ ลักษณะพิเศษเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก ๘๐ ประการ หาผู้ใดเปรียบปานมิได้ และรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีที่แผ่ซ่านออกจากพระสรีระกายตามปกติอีกประมาณวาหนึ่ง อันเกิดแต่การสั่งสมบุญมานับภพนับชาติมิถ้วน จึงเป็นที่ดึงดูดนัยนาคือมังสจักษุและทิพยจักษุของเหล่ามนุษย์และเทวาทั้งหลาย

    ๒. ลักษณะของพระธรรมกายภายในของพระองค์

    อันเกิดจากการสั่งสมบารมีธรรมของพระองค์ตลอดสี่อสงไขยแสนกัลป์ ที่พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีกล่าวไว้ว่า ประดุจรูปพระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนกระจกคันฉ่องส่องหน้า มีพระรัศมีสว่างไสวหาประมาณมิได้ งามยิ่งนักหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก แต่ในที่นี้ท่านกล่าวเฉพาะคุณลักษณ์คือ คุณธรรมพิเศษภายในของพระธรรมกายอีกมากมาย มี ทศพลญาณ ๑๐ จตุ-เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ อาเวณิกพุทธธรรม ๑๘ ประการ เป็นต้น ซึ่งมีเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ทั่วไปแก่พระธรรมกายของพระปัจเจกพุทธและสาวกพุทธทั้งหลาย สุดที่จะพรรณนาพระคุณสมบัติภายในแห่งพระธรรมกายสัมพุทธเจ้าให้หมดสิ้นได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาจังกีสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ว่า
    แม้พระพุทธเจ้าจะพึงกล่าวคุณของพระพุทธเจ้า หากกล่าวคุณของกันและกันไปตลอดกัป กัปพึงสิ้นไปในระหว่างเป็นเวลาช้านาน พระคุณของพระตถาคตหาสิ้นไปไม่ ฯ
    พระธรรมกายนี้เป็นองค์พระสัมพุทธเจ้าที่แท้จริงอันมาพร้อมด้วยคุณพิเศษดังกล่าว อันบุคคลผู้เจริญสมาธิภาวนาจนเข้าถึงพระธรรมกายภายใน แล้วอาศัยปัญญาจักษุอันเป็นโลกุตตระ(ตาธรรมกาย) จึงจะสามารถเห็นพระธรรมกายของพระพุทธองค์ได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาตว่า "นายธนิยเห็นแล้ว ซึ่งพระธรรมกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยปัญญาจักษุ เป็นต้น " การเห็นแบบนี้เป็นการเห็นพระสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง ควรแก่ความเลื่อมใสของผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ คือเห็นได้ด้วยญาณทัสสนะ ดุจเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ฉะนั้น

    พระคุณลักษณ์ภายในแม้จะลุ่มลึกยากที่จะรู้ได้ แต่ยังพอกำหนดได้โดยอาศัยแนวแห่งธรรม เช่น ทรงแสดงธรรมได้แจ่มชัดตามอัธยาศรัยของผู้ฟัง สมบูรณ์ด้วยปาฏิหาริย์ ๓ เป็นต้น ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในสัมปสาทนียสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรคว่า

    "ดูก่อนสารีบุตร ก็เธอไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคตและปัจจุบันเหล่านั้น เหตุไฉน เธอจึงหาญกล้าเปล่งวาจาอย่างองอาจยิ่งนี้ ได้บันลือสีหนาทเป็นการเด็ดขาดลงไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นใด ที่จะมีสติปัญญายิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงว่าข้าพระองค์ดจะไม่มีเจโตปริยญาณในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีในอดีต อนาคตและปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบนัยที่เป็นไปตามแนวแห่งธรรมได้" หรือเหมือนดัง ท่านพระปุกกุสาติออกบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเลื่อมใส แต่ท่านไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย เมื่อพบพระผู้มีพระภาคก็ไม่รู้จัก เพราะเป็นเวลากลางคืน และเพราะพระพุทธองค์ทรงปกปิดพระลักษณะและพระรัศมีไว้ แต่เมื่อทรงแสดงธรรมเรื่องการจำแนกธาตุจบ และท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี จึงได้ทราบว่าเป็นพระพุทธองค์

    ดังที่ท่านกล่าวไว้ในธาตุวิภังคสูตร มัชฌิมนิกายอุปริปัณณาสก์

    ว่า ....

    พ. ดูก่อนภิกษุ ก็ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นหรือ และเมื่อท่านเห็นแล้วจะรู้จักไหม ? ปุ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเลย ถึงเห็นแล้วก็ไม่รู้จัก. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริดังนี้ว่า กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา ไฉนหนอ เราควรจะแสดงธรรมแก่เขา ...ฯลฯ... เมื่อทรงแสดงธรรมจบ ท่านพระปุกกุสาติจึงทราบแน่นอนว่า พระศาสดาพระสุคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดเราแล้ว พระองค์เสด็จมาโปรดเราแล้ว ฯ


    ข้อที่น่าสังเกตในเรื่องของท่านพระปุกกุสาติ คือ เบื้องแรกท่านไม่รู้จักทั้งไม่เคยเห็นพระรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ถึงแม้เห็นแล้วก็ไม่รู้จัก ได้ยินแต่กิตติศัพท์ของพระองค์ ต่อเมื่อฟังธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้ว จึงบรรลุธรรมกายพระอนาคามี ใช้ปัญญาจักษุ (ตาธรรมกาย) ของพระอนาคามี จึงเห็นธรรมกายของพระพุทธองค์ จึงรู้พระคุณสมบัติแห่งพระธรรมกายภายในของพระองค์ จึงได้ทราบแน่นอนว่า ท่านผู้นี้คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

    ดังนั้น การที่จะทราบได้ว่าท่านผู้นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอนได้นั้น จึงต้องรู้เห็นลักษณะทั้ง ๒ ประการ คือ (๑) พระรูปกายอันทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะภายนอก สามารถมองเห็นได้ด้วยมังสจักษุเป็นต้นไป และ (๒) พระธรรมกายอันทรงไว้ซึ่งลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการเป็นต้น พร้อมด้วยพระคุณธรรมภายในแห่งพระธรรมกาย ซึ่งต้องเห็นด้วยปัญญาจักษุของพระธรรมกายด้วยกัน

    เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า "รูปกาเยน ภควโต ปมาณภูตตํ ทีเปติ, ปสาทนียนฺติ อิมินา ธมฺมกาเยน.”

    แปลถอดความว่า ท่านแสดงประมาณ คือหลักสำคัญหรือลักษณะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสไว้ด้วยพระรูปกาย และด้วยพระธรรมกาย ดังพรรณนามาฉะนี้แล ฯ
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    207
    ค่าพลัง:
    +56,301
    "อนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ"

    นอกเหนือจากมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการแล้ว ยังมีลักษณะข้อปลีกย่อยของพระมหาบุรุษ นิยมเรียกกันว่า "อสีตยานุพยัญชนะ" หรือ อนุพยัญชนะ" อีก ๘๐ ประการด้วยกัน คือ

    ๑. มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทอันเหลืองงาม
    ๒. นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทเรียวออกไปโดยลำดับแต่ต้นจนปลาย
    ๓. นิ้วพระหัตถ์แลนิ้วพระบาทกลมดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี
    ๔. พระนขาทั้ง ๒๐ มีสีอันแดง (พระนขา = เล็บ)
    ๕. พระนขาทั้ง ๒๐ นั้น งอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนมิได้ค้อมลงเบื้องต่ำ ดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง
    ๖. พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลมสนิทมิได้เป็นริ้วรอย
    ๗. ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะมิได้สูงขึ้นปรากฏออกมาภายนอก
    ๘. พระบาททั้งสองเสมอกันมิได้ย่อมใหญ่กว่ากันมาตรว่าเท่าเมล็ดงา
    ๙. พระดำเนินงามดุจอาการเดินแหงกุญชรชาติ
    ๑๐. พระดำเนินงามดุจสีหราช
    ๑๑. พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์
    ๑๒. พระดำเนินงามดุจอสุภราชดำเนิน
    ๑๓. ขณะเมื่อยืนจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปข้างเบื้องขวาก่อน
    ๑๔. พระชานุมณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ บ่มิได้เห็นอัฏฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก
    ๑๕. มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์ คือมิได้กิริยามารยาทคล้ายสตรี
    ๑๖. พระนาภีมิได้บกพร่อง กลมงามมิได้วิกลในที่ใดที่หนึ่ง (พระนาภี = สะดือ)
    ๑๗. พระอุทรมีสัณฐานอันลึก (พระอุทร = ท้อง)
    ๑๘. ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏ
    ๑๙. ลำพระเพลาทั้งสองงามดุจลำสุวรรณกัททลี (พระเพลา = ตัก, ขา สุวรรณกัททลี = ลำต้นกล้วยสีทอง)
    ๒๐. งวงแห่งเอราวัณวัณเทพหัตถี (เอราวัณเทพยหัตถี = ช้าง ๓๓ เศียร เป็นพาหนะของพระอินทร์)
    ๒๑. พระอังคาพยพใหญ่น้อยทั้งปวงจำแนกเป็นอันดี คืองามพร้อมทุกสิ่งหาที่ตำหนิบ่มิได้ (พระอังคาพยพ = องคาพยพ = ส่วนน้อยใหญ่แห่งร่างกาย,อวัยวะน้อยใหญ่)
    ๒๒. พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรบางก็บางตามที่ทั่วทั้งพระสรีรกาย
    ๒๓. พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนี่ง
    ๒๔. พระสรีกายทั้งปวงปราศจากต่อมและไฝปาน มูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง
    ๒๕. พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยตามลำดับทั้งเบื้องบนแลเบื้องล่าง
    ๒๖. พระกายงามบริสุทธิ์สิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง
    ๒๗. ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติประมาณถึงพันโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ (โกฏิ = สิบล้าน)
    ๒๘. มีพระนาสิกอันสูง (พระนาสิก = จมูก)
    ๒๙. สัณฐานพระนาสิกงามแฉล้ม
    ๓๐. มีพระโอษฐเบื้องบนเบื้องต่ำมิได้เข้าออกกว่ากัน เสมอเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก (พระโอษฐ = ปาก, ริมฝีปาก)
    ๓๑. พระทนต์บริสุทธิ์ปราศจากมูลมลทิน
    ๓๒. พระทนต์ขาวดุจดังสีสังข์
    ๓๓. พระทนต์เกลี้ยงสนิทมิได้เป็นริ้วรอย
    ๓๔. พระอินทรีย์ทั้ง ๕ มีจักขุนทรีย์ เป็นอาทิงามบริสุทธิ์ทั้งสิ้น(พระอินทรีย์ = ร่างกายและจิตใจ)
    ๓๕. พระเขี้ยวทั้ง 4 กลมบริบูรณ์
    ๓๖. ดวงพระพักตร์มีสัณฐานขาวสวย
    ๓๗. พระปรางค์ทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน (พระปรางค์ = แก้ม)
    ๔๐. ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง บ่มิได้ค้อมคด
    ๔๑. สายพระหัตถ์มีรอยอันแดงรุ่งเรือง
    ๔๒. รัศมีพระกายโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ
    ๔๓.กระพุ้งพระปรางค์ทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์
    ๔๔. กระบอกพระเนตรกว้างแลยาวงามพอสมกัน
    ๔๕. ดวงเนตรกอปรด้วยประสาททั้ง ๕ มีขาวเป็นอาทิผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น
    ๔๖. ปลายเส้นพระโลมาทั้งหลายมิได้วอมิได้คด
    ๔๗. พระชิวหามีสัณฐานอันงาม
    ๔๘. พระชิวหาอ่อนบ่มิได้กระด้าง มีพรรณอันแดงเข้ม
    ๔๙. พระกรรณทั้งสองมีสันฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ (พระกำรณ = หู)
    ๕๐. ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม
    ๕๑. ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวยบ่มิได้หดหู่ในที่อันใดอันหนึ่ง
    ๕๒. แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้น บ่อมิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง
    ๕๓. พระเศียรมีสัณฐานอันงาม
    ๕๔. ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน
    ๕๕. พระนลาฏมีสันฐานอันงาม
    ๕๖. พระโขนงมีสันฐานอันงามดุจกันธนูอันก่งไว้
    ๕๗. พระโลมาที่พระโขนงมีเส้นอันละเอียด
    ๕๘. เส้นพระโลมาที่พระโขนงงอกขึ้นแล้วราบไปโดยลำดับ
    ๕๙. พระโขนงนั้นใหญ่
    ๖๐. พระโขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร
    ๖๑. ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระวรกาย
    ๖๒. พระสรีรกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ
    ๖๓. กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ
    ๖๗. พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น
    ๖๘. พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระกาย
    ๖๙. ลมอัสสะปัสสาสะลมหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด
    ๗๐. พระโอษฐมีสันฐานอันงามดุจแย้ม
    ๗๑. กลิ่นพระโอษฐหอมดุจกลิ่นอุบล (อุบล = ดอกบัว,บัว)
    ๗๒. พระเกสาดำเป็นแสง (พระเกสา = ผม)
    ๗๓. กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ
    ๗๔. พระเกสาหอมดุจกลิ่นโกมลบุบผชาติ
    ๗๕. พระเกสามีสันฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น
    ๗๖. พระเกสาดำสนิททุกเส้น
    ๗๗. พระเกสากอปรด้วยเส้นอันละเอียด
    ๗๘. เส้นพระเกสามิได้ยุ่งเหยิง
    ๗๙. เส้นพระเกสาเวียนเป็นทักขิณาวัฏทุกๆ เส้น
    ๘๐. วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา กล่าวคือถ่องแถวแหงพระรัศมีอันโชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ (พระเกตุมาลา = รัศมีซึ่งเปล่งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า)
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    207
    ค่าพลัง:
    +56,301
    พระอุปคุต "..ผู้เป็น..พระอรหันต์สาวก..ที่ทรงมหิทธานุภาพ..
    ชอบความวิเวกวังเวง และอยู่ตามลำพังผู้เดียว..ไม่ชอบเกี่ยวข้องกับผู้อื่น..
    เป็นพระอรหันต์หลังสมัยพุทธกาล เพราะไม่พบประวัติของท่านในพระไตรปิฎก..
    แต่ปรากฏอยู่ในจารึกพระเจ้าอโศก ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีหลังพระพุทธปรินิพพาน
    และปรากฏอยู่ในจารึกพระเจ้าอโศก ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีหลังพระปรินิพพาน..
    และปรากฏอยู่ใน..พระปฐมสมโพธิกถา .. ซึ่งเป็นพระนิพนธ์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
    โดยอยู่ปริจเฉทที่ ๒๘ ที่มีชื่อว่า " มารพันธปริวรรต "..







    ********************************************************

    พระอุปคุตจึงขอข้อสุดท้ายว่า..
    " อาตมาเกิดเมื่อหลังพุทธปรินิพพานนับร้อยปีแล้ว..
    อาตมาได้แลเห็นพระธรรมกายแล้ว แต่ไม่เคยเห็นรูปกายของพระผู้มีพระภาคเลย..
    ให้ท่านตอบแทนอาตมาด้วยการเนรมิตรูปกายของพระสุคตด้วยเถิด..
    เพราะไม่มีอะไรเป็นที่ทัศนานุตตริยะแก่อาตมายิ่งไปกว่ารูปกายของพระทศพลเจ้า "
    พญามารตอบว่า..
    " ให้พระคุณเจ้าฟังข้อแม้ของข้าพเจ้าให้ดี ๆ
    เมื่อข้าพเจ้าเนรมิตกายแล้ว จงอย่าอภิวาท..
    เพราะข้าพเจ้าไม่มีฤทธิ์พอที่จะทนได้ต่ออำนาจจากการกราบของพระผู้หมดกิเลสอาสวะได้ "
    พระเถรเจ้าท่านได้ตอบตกลงตามที่พญามารขอ..
    จากนั้นพระอุปคุตได้นำเอาร่างที่ร้อยรัดพญามารออก..
    พญามารได้เนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์ พร้อมด้วยมหาปุริส..
    ลักษณะอันเลิศ และพระรัศมีอันบริสุทธิ์ ก่อให้เกิดความสงบแก่ผู้พบเห็น..
    จากนั้นก็ได้เนรมิตรูปพระสารีบุตรไว้เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์ไว้เบื้องซ้าย
    และพระอานนท์ไว้เบื้องหลัง มือของพระอานนท์นั้นถือบาตรของพระพุทธเจ้า
    และมีพระมหากัสสปะ , พระอนุรุทธ และพระสุภูติ
    พร้อมด้วยพระภิกษุอีก ๓๓,๕๐๐ องค์ นั่งเป็นวงอัฒจันทร์แวดล้อมพระพุทธเจ้า..
    เมื่อพระอุปคุตเห็นภาพเหล่านั้น..
    พระเถรเจ้านึกว่าท่านแลเห็นพระผู้มีพระภาคจริง ๆ ..
    จึงเข้าไปใกล้ และกระพุ่มมือให้เป็นดังดอกบัวตูม แล้วอุทานว่า..
    " พระวรกายของพระผู้มีพระภาควิเศษยิ่ง "

    จะกล่าวอะไรได้ยิ่งกว่านี้ จึงก้มลงกราบ..
    พญามารกล่าวเตือนพระอุปคุตว่า..อย่าลืมข้อตกลง..
    พระอุปคุตบอกว่า..ท่านเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหาได้เคารพในพญามารไม่
    พญามารทำให้พระรูปกายของพระพุทธเจ้าปลาสนาการไป..
    แล้วก้มลงแสดงความเคารพต่อพระอุปคุต แล้วจากไป..
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    207
    ค่าพลัง:
    +56,301
    เรื่องลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ
    พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังปรากฏในลักขณสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑
    (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๑๙๘-๒๔๑/๑๕๙-๑๙๘)

    อรรถกถาอธิบายความเป็นมาของพระสูตรนี้ไว้ว่า

    เช้าวันนั้นท่านพระอานนท์เข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีได้ยินประชาชนสนทนากันด้วยเรื่องลักษณะมหาบุรุษ
    ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส แต่ไม่ทราบว่า เพราะเหตุไร พระพุทธองค์จึงทรงมีลักษณะมหาบุรุษเหล่านั้น
    เมื่อ ท่านพระอานนท์นำความกราบทูลให้ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ทรงแสดงเรื่องนี้ให้ฟัง
    มีสาระ สำคัญ ดังนี้

    พระมหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓๒ ประการ ย่อมมีคติ ๒ อย่าง คือ

    (๑) ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม
    เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้ชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง
    สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว คหบดีแก้ว และปริณายกแก้ว

    (๒) ถ้าออกบวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
    พระมหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ประการ คือ

    ๑. มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน

    ๒. พื้นฝ่าพระบาททั้งสองมีจักรซึ่งมีกำ ข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่าง

    ๓. มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป

    ๔. มีพระองคุลียาว

    ๕. มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม

    ๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย

    ๗. มีข้อพระบาทสูง

    ๘. มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย

    ๙. เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลง ก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยพระหัตถ์ทั้งสองได้

    ๑๐. พระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก

    ๑๑. มีพระฉวีสีทอง มีพระฉวีเปล่งปลั่งดุจทองคำ

    ๑๒. มีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้

    ๑๓. มีพระโลมชาติเดี่ยว คือในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว

    ๑๔. มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือพระโลมชาติขอดเป็นวง เวียนขวาดังกุณฑลสีคราม เข้มดังดอกอัญชัน

    ๑๕. มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม

    ๑๖. มีพระมังสะในที่ ๗ แห่ง๑ เต็มบริบูรณ์

    ๑๗. มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์

    ๑๘. มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน

    ๑๙. มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑล ของต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วา ของพระองค์
    (๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระวรกาย)

    ๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากันตลอด

    ๒๑. มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี

    ๒๒. พระหนุดุจคางราชสีห์

    ๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่

    ๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน

    ๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่างกัน

    ๒๖. มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม

    ๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ยาว

    ๒๘. มีพระสุรเสียงดุจพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก

    ๒๙. มีพระเนตรดำสนิท

    ๓๐. มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด

    ๓๑. มีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนง สีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่น

    ๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์

    ตรัสเน้นว่าลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ ถึงพวกฤาษีนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาจะจด จำได้ แต่พวกนั้นไม่รู้ว่า พระมหาบุรุษทรงทำกรรมอะไรไว้ จึงได้ลักษณะเหล่านี้



    จากนั้น ทรงอธิบายสาเหตุที่ทรงได้ลักษณะ มหาบุรุษแต่ละประการโดยทรงจัดกลุ่มตามลักษณะ ที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกัน มิได้เป็นไปตามลำดับที่ทรง จำแยกไว้ในตอนต้น ดังนี้

    ลักษณะที่ ๑ มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้สมาทานมั่นในกุศลกรรมบถ ๑๐
    สมาทานมั่นในสุจริต ๓ บริจาคทาน รักษาศีล ๕ รักษาอุโบสถศีล เกื้อกูลมารดาบิดา สมณ-พราหมณ์
    ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลและสมาทานมั่นในกุศลธรรมอื่น ๆ อีก

    ลักษณะที่ ๒ พื้นฝ่าพระบาททั้งสองมีจักรซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และส่วนประกอบครบทุกอย่าง
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำความสุขมาให้แก่คนหมู่มาก
    บรรเทาภัยคือความหวาดกลัวและความสะดุ้ง จัดการป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และให้ทานพร้อมทั้งของที่เป็นบริวาร

    ลักษณะที่ ๓-๕ (๓) มีส้นพระบาทยื่นยาว ออกไป (๔) มีพระองคุลียาว และ (๕) มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม๑
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์
    มีความละอายต่อบาป มีความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์

    ลักษณะที่ ๖ มีพระมังสะในที่ ๗ แห่ง เต็ม บริบูรณ์๒
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยวของที่ควรบริโภค
    ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม น้ำที่ควรดื่มอันประณีตและมีรสอร่อย

    ลักษณะที่ ๗-๘ (๗) มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม และ (๘) ฝ่าพระหัตถ์
    และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย๓
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ได้สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ
    (๑) ทาน (การให้) (๒) เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก)
    (๓) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) (๔) สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ)

    ลักษณะที่ ๙-๑๐ (๙) มีข้อพระบาทสูง และ (๑๐) มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือ
    พระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวา ดังกุณฑล สีครามเข้มดังดอก อัญชัน๑
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์
    ประกอบด้วยธรรม แนะนำคนหมู่มาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมโดยปกติ


    ลักษณะที่ ๑๑ มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อ ทราย๒
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะ (วิชาชีพ)
    วิชา (เช่น วิชาหมอดู) จรณะ (ศีล) หรือกรรม (ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม)
    โดยประสงค์ให้คนทั้งหลายได้รับความรู้อย่างรวดเร็ว ปฏิบัติได้เร็ว ไม่ต้องลำบากนาน

    ลักษณะที่ ๑๒ มีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลี ไม่อาจติดพระวรกายได้
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ ได้เข้าไปหาสมณะพรือพราหมณ์
    แล้วซักถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไร มีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเกี่ยวข้อง
    อะไรไม่ควรเกี่ยวข้อง อะไรที่ทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
    อะไรที่ทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน แล้วตั้งใจฟัง คำตอบด้วยดี มุ่งประโยชน์
    ไตร่ตรองเรื่องที่เป็น ประโยชน์

    ลักษณะที่ ๑๓ มีพระฉวีสีทอง๓
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่แค้น (คือทำให้บรรเทาได้)
    แม้ถูกว่ากล่าวอย่างรุนแรงก็ไม่ขัดเคือง ไม่พยายาท ไม่จองล้างจองผลาญ ไม่สำแดงความ โกรธ ความอาฆาต
    และความเสียใจให้ปรากฏ เป็น ผู้ให้เครื่องลาดเนื้อดีอ่อนนุ่ม ให้ผ้าห่มที่เป็นผ้า โขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี
    ผ้าไหมเนื้อดีและผ้ากัมพลเนื้อดี

    ลักษณะที่ ๑๔ มีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก๔
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำพวกญาติมิตรสหาย
    ผู้มีใจดีที่หายไปนาน จากกันไปนาน ให้กลับมาพบกันคือนำมารดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้พบกับมารดา
    นำบิดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้พบกับบิดา นำพี่ชายน้องชายให้พบกับพี่ชายน้องชาย
    นำพี่ชายน้องชายให้พบพี่สาวน้องสาว นำพี่สาวน้องสาวให้พบพี่ชายน้อง ชาย
    นำพี่สาวน้องสาวให้พบพี่สาวน้องสาว

    ลักษณะที่ ๑๕-๑๖ (๑๕) มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร
    พระวรกายสูง เท่ากับ ๑ วา ของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงของพระวรกาย และ (๑๖)
    เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยฝ่า พระหัตถ์ทั้งสองได้๕
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์
    ก็รู้จักบุคคลเท่าเทียมกัน รู้จักตนเอง รู้จักฐานะของบุคคล รู้จักความแตกต่างของบุคคล
    หยั่งรู้ว่าบุคคลนี้ควรกับสิ่งนี้ บุคคลนี้ควรกับสิ่งนี้ แล้วทำให้เหมาะกับความแตกต่างในฐานะนั้น ๆ ในกาลก่อน

    ลักษณะที่ ๑๗-๑๙ (๑๗) มีพระวรกายทุกส่วน บริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์ และ (๑๘)
    มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน และ (๒๐) มีลำ พระศอกลมเท่ากันตลอด๑
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์
    เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความ เกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากโยคะแก่คนหมู่มาก
    ด้วยความคิดนึกตรึกตรองว่า ทำอย่างไร ชนเหล่านี้จะเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ พุทธิ จาคะ ธรรม ปัญญา ทรัพย์ และธัญชาติ
    เจริญด้วยนา และสวน สัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า บุตรและภรรยา ทาสกรรมกรและคนรับใช้ ญาติ มิตร
    และเจริญด้วยพวกพ้อง

    ลักษณะที่ ๒๐ มีเส้นประสาทรับรส พระกระยาหารได้ดี๒
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ
    ด้วยก้อนหิน ท่อนไม้ หรือด้วยศัสตรา


    ลักษณะที่ ๒๑-๒๒ (๒๑) มีดวงพระเนตร ดำสนิท และ (๒๒) มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจลูกโคเพิ่งคลอด๓
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ถลึงตาดู (ไม่จ้องดูด้วยความโกรธ)
    ไม่ค้อน ไม่เมิน มองตรง มองเต็มตา และแลดูคนหมู่มากด้วยดวงตาเปี่ยมด้วยความรัก

    ลักษณะที่ ๒๓ มีพระเศียรดุจประดับด้วย กรอบพระพักตร์๔
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำของคนหมู่มากในกุศลธรรม
    เป็นประมุขของคนหมู่มากในกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ในการจำแนกแจกทาน
    ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถศีล ในความเกื้อกูลมารดาบิดา สมณะและพราหมณ์
    ในความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล และในกุศลธรรมอันยิ่ง อื่น ๆ

    ลักษณะที่ ๒๔-๒๕ (๒๔) มีพระโลมชาติเดี่ยว คือในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว และ (๒๕)
    มี พระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนนุ่น๕
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากการพูดเท็จ
    คือ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักเชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก

    ลักษณะที่ ๒๖-๒๗ (๒๖) มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ และ (๒๗) มีพระทนต์ไม่ห่างกัน๖
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากคำส่อเสียด
    คือ ฟังความจากฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้หรือฟังความจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่มาบอกฝ่ายนี้
    เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน
    พูดแต่คำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี

    ลักษณะที่ ๒๘-๒๙ (๒๘) มีพระชิวหาใหญ่ยาว และ (๒๙) มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก๗
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากคำหยาบ
    คือ พูดแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ

    ลักษณะที่ ๓๐ มีพระหนุดุจคางราชสีห์๑
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากคำเพ้อเจ้อ
    คือพูดถูกกาล พูดแต่คำจริง พูดอิงประโยชน์ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด
    ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา

    ลักษณะที่ ๓๑-๓๒ (๓๑) มีพระทนต์เรียบเสมอกัน และ (๓๒) มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม๒
    สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละมิจฉาอาชีวะ ดำรง ชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ
    คือ เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม การโกงด้วยเครื่องตวงวัด การรับสินบน การล่อลวง
    การตลบตะแลง การตัด อวัยวะ การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการขู่กรรโชก

    เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงจบ ภิกษุเหล่านั้น ต่างมีใจยินดีชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้

    สรุปความว่า
    ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เกิดจากกรรมดีที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญสั่งสมไว้ในอดีตชาติต่าง ๆ
    ที่ทรงแสดงเรื่องนี้เพราะทรงประสงค์จะชี้ให้เห็นกฎแห่งกรรมว่า บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น


    ทำดีได้ ทำชั่วได้ชั่ว



    พระมังสะในที่ ๗ แห่ง คือ

    หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้าง

    หลังพระบาททั้ง ๒ ข้าง พระอังสะทั้ง ๒ ข้าง

    และลำพระศอ

    (ที.ม.อ. ๓๕/๔๓)
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    14,132
    กระทู้เรื่องเด่น:
    207
    ค่าพลัง:
    +56,301
    “มหาปุริสลักษณะ” ทั้ง ๓๒ ประการ เกิดจากกุศลกรรมที่พระโพธิสัตว์ได้กระทำไว้ในภพต่างๆ และกุศลกรรมที่ได้กระทำอย่างมั่นคงแน่วแน่ในแต่ละชาตินั้น จะส่งผลให้ในชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์มีลักษณะของมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในลักขณสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (๑๑/๑๓๐-๑๗๑/๑๕๗-๑๙๓) ว่า


    ภิกษุทั้งหลาย พวกฤาษีแม้เป็นภายนอก ย่อมทรงจำมหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒ เหล่านี้ได้ แต่ฤาษีทั้งหลายนั้น ย่อมไม่ทราบว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก สัตว์ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนี้อันตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ สัตว์ที่บำเพ็ญกุศลกรรมนั้น ย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้..
     
Loading...

แชร์หน้านี้

Loading...