มีคำถามครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย อุทยัพ, 19 กันยายน 2010.

  1. อุทยัพ

    อุทยัพ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    3,564
    ค่าพลัง:
    +18,112
    การทำสมาธิไป และ บริกรรมคาถาต่างๆไปด้วย เช่น คาถาพระพุทธเจ้า10ชาติ อิติปิโส-สุปัฏฏิปันโน เป็นอันสมควรหรือไม่ ประการใด และ หากบริกรรมคาถาไปด้วยนั้น มีโอกาสหรือไม่ที่จะเข้าถึงวิปัสสนา

    ขอผู้รู้กรุณาช่วยกรุณาตอบคำถามผมด้วยครับ..
     
  2. Tboon

    Tboon เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    2,094
    ค่าพลัง:
    +3,424
    บริกรรมไปก็ได้สร้างได้สะสมกำลังของสมถะได้ความสงบ เป็นพื้นฐานของการเจริญวิปัสสนาในอนาคตได้เหมือนกัน สมถะเป็นกำลัง เปรียบกับการทำงานทางกายก็เหมือนแรงกาย คนเราถ้าไม่มีแรงมันก็ทำงานไม่ได้ มันต้องมีแรง ต้องหมั่นออกกำลังกาย การทำงานทางจิตก็ต้องหมั่นสร้างหมั่นสะสมกำลังจิต ให้จิตมีกำลังมีความมั่นคง ไม่หลงคล้อยตามกิเลสตามความเคยชินง่าย ๆ เหมือนกัน แต่มีแค่กำลังจิตอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ถึงจะทำทุกวันแต่ถ้าไม่รู้จักสังเกต ไม่รู้จักทำความเข้าใจ สักแต่ทำ ทำไปวัน ๆ เอาแต่ว่าสงบไปหน้าเดียว พอใจอยู่แค่นั้น ไม่พิจารณาอะไรเลยแบบนั้นก็ไม่พอจะทำให้พ้นทุกข์อย่างแท้จริงได้ ต้องมีทั้งสติ มีสติบ่อย ๆ พยายามฝึกให้ต่อเนื่อง ถ้ากิเลสจะเกิดก็รู้จักดับรู้จักควบคุม หมั่นพร่ำสอนจิตไปด้วย ทำความเข้าใจไปด้วย อันนั้นแหละจึงจะมีโอกาสได้เห็นตามความเป็นจริงโดยลำดับไป

    ก็ไปเข้ากับหลักของพละ ๕ คือ

    มีศรัทธา ศรัทธาที่จะทำจริง ๆ จัง ๆ
    มีวิริยะ คือ มีความเพียรฝึกสติบ่อย ๆ ทั้งวัน ให้ต่อเนื่อง
    มีสติ มีสมาธิ คือฝึกระลึกรู้ รู้ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรควรละ อะไรเจริญ รู้แล้วก็ต้องรู้จักละ ดับ ข่ม ฝืน ใช้สมถะนั่นแหละเข้ามาดับ
    มีปัญญา คือ ในเบื้องต้นนี้ก็ให้รู้จักอบรมพร่ำสอนจิต บางครั้งเราจะใช้แต่สมถะดับมันก็ดับไม่อยู่ มันเอาไม่อยู่ เราก็ใช้ปัญญาอบรมพร่ำสอนจิตบ้าง ไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องปล่อย แต่ก็ไม่ทอดทิ้ง ถ้าเราไม่เคยฝืน ไม่เคยทวนกระแส ไม่เคยเอาชนะมันมาก่อน มันก็ยากเหมือนกัน ต้องค่อยเก็บเล็กผสมน้อยเอา

    สำหรับคนที่เขารู้จักการภาวนาแล้ว เขาสวดมนต์เป็นนะ จะสวดเพื่อเป็นการปรับสภาพจิตก็ได้ หรือจะสวดเพื่อคอยสังเกตนิวรณ์ที่จะเข้ามาแทรก ทำความเข้าใจไปละกิเลสไป เขาก็ทำได้ทั้งนั้น กิเลสที่เกิดตอนสวดมนต์มีให้ดูให้ศึกษาตั้งเยอะ...การอ่านตัวเองนี่แหละเป็นวิปัสสนาดี ๆ นี่เอง...
     
  3. sss12

    sss12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2010
    โพสต์:
    287
    ค่าพลัง:
    +1,081
    ขอตอบเป็นประเด็นนะค่ะ
    1. การบริกรรมคาถาต่างๆอย่างนั้น จะสมควรหรือไม่ --- ลองพิจารณาตามคำสอนของหลวงพ่อพุทธนะค่ะ ---> ท่านว่า การบริกรรมภาวนา ไม่ว่าจะ พุธโธ หรือ ยุบหนองพองหนอ หรือ คาถาอื่นใดก็ตาม ความจริงแล้วเป็นไปเพื่อให้ถึงจุดมุ่งหมาย เพื่อจิตที่สงบเป็นสมาธิ มีสติปัญญา ในการพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ

    ดังนั้น การบริกรรมภาวนา คือ การที่เราหาอุบายให้จิตเราติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเหนียวแน่นเสียก่อน เมื่อจิตของเราไปติดกับสิ่งนั้นเหียวแน่นแล้ว ก็จะจดจ้องอยู่เพียงสิ่งนั้น ความสนใจในสิ่งอื่น เป็นอันละไป เกิดความเบาใจ เป็นการทำให้จิตมีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก

    ต่อมา เมื่อนั่งๆไปๆ พอจิตรวมเขา คำบริกรรมทั้งหลายจะหายไปเอง คือ จิตของเราที่นึกถึงคำบริกรรมเหล่านั้นจะค่อยๆหายไปโดยเราไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้หน้าที่ของเรามีเพียง สติรู้เท่านั้น

    2.ส่วนที่ถามว่า หากบริกรรมคาถาไปด้วยนั้น มีโอกาสหรือไม่ที่จะเข้าถึงวิปัสสนานั้น ---ขอตอบก่อนว่า ต้องเข้าใจเรื่องลำดับขั้นของจิตค่ะ---
    จากความในข้อหนึ่งว่า เมื่อนั่งไปๆ จนจิตรวมแล้ว จิตจะ ค่อยๆสงบลงไปเอง ต่อมา คำบริกรรมที่เราท่องๆอยู่นั้น จะค่อยๆหายไป จนจิตเกิดภาวะ นิ่ง ว่าง สว่างอยู่เฉยๆ จิตในขั้นนี้ยังไม่มีความรู้ มีเพียงความว่างและสงบ แม้แต่กายก็ไม่ปรากฎ ลมหายใจไม่มี (หรือ ที่เราเรียกว่าถึงขั้นอัปปนาสมาธิ) หรือ อาจกล่าวได้ว่า จิต จะรู้อยู่เฉยๆ ประกอบด้วยความสว่างไสวเบ่งบาน อันนี้คืด จิตพุทธะ (จิตผู้รู้ ผู้ตื่น)

    ต่อมา เมื่อจิตสงบในขั้นนี้แล้ว อาจกล่าวได้ว่า จิตทิ้งกายไปแล้ว ไม่มีเครื่องมือใช้ ก็ได้แต่นิ่งอยู่อย่างนั้น พระหลายท่านจึงสอนให้เพ่งที่กระดูกบ้าง ขนบ้าง เล็บบ้าง ผิวหนังบ้าง เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง หรือ เราจะเรียกว่าวิปัสสนาก็ไม่ผิดค่ะ เพราะวิปัสสนาแปลว่า รู้แจ้งเห็นจริง

    นอกจากนี้ คำว่าเห็นจริงในที่นี้ คือเห็นจริงในสิ่งที่ปรากฎขึ้นในจิต คือ การพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆนั้นเอง อธิบายได้ว่า เมื่อคุณทำสมาธิจนคล่องตัวแล้ว ก็สามารถกำหนดรู้ สภาวะของจิตในขั้นต่างๆ เริ่มตั้งแต่เราได้ไหว้พระสวดมนต์ ได้แผ่เมตตา ได้กำหนดจิตบริกรรมภาวนา เอาอะไรเป็นอารมณ์ เมื่อบริกรรมไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับจิต เมื่อจิตมี วิตก วิจาร ปิติ มีเอกัคคตา นั้น เป็นอย่างไร (รู้ตามความจริงของจิตตามลำดับ) จิตที่รับรู้ และฝึกจนเคยชิน จิตนั้นก็ย่อมมีปัญญาที่จะรู้ขึ้นมาได้เองค่ะ คือ รู้แจ้งแทงตลอดหายสงสัยในขั้นตอนต่างๆในการปฎิบัติ นี่ก็คือ วิปันสสนาอย่างหนึ่งค่ะ

    นำมาจากคำสอนของหลวงพ่อพุทธ และ ท่านอาจารย์ใหญ่สิงห์ค่ะ ลองพิจารณาดูนะค่ะ

    อนุโมทนาค่ะ
     
  4. อุทยัพ

    อุทยัพ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    3,564
    ค่าพลัง:
    +18,112
    ขอขอบพระคุณมากๆครับ สำหรับคำแนะนำทุกๆอย่าง เดี่ยวจะนำไปลองปฎบิติดูครับ แล้วหากได้ผลอย่างไร ผมก็จะมาบอกกล่าวอีกครั้งในคราวต่อไปนะครับ
     
  5. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    ดีครับใช้สิ่งใดเป็นเครื่องเดินก็ได้ เพื่อหยุดความดิ้นรนฟุ้งซ่านที่เกินไป
    จนจิตมีกำลังพอ ที่จะไม่ไหลไปตามความดิ้นรนฟุ้งซ่านนั้น วิปัสนาก็จะไปต่อครับ
    อนุโมทนาครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...