มีดหมอชาตรีด้ามงา รูปหล่อ ลป.ปานฯ/องค์หลวงพ่อฯ แก้วมณีรัตนะ มอบแด่ ท่านผู้ศรัทธาตรง

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย มหาหินทร์, 17 มกราคม 2010.

  1. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    <TABLE style="BORDER-RIGHT: white 1px solid; BORDER-TOP: white 1px solid; BORDER-LEFT: white 1px solid; BORDER-BOTTOM: white 1px solid; BACKGROUND-COLOR: black" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=center><TD id=lightboxholder style="TEXT-ALIGN: center" vAlign=center align=middle colSpan=2>[​IMG] </TD></TR><TR class=lightboxtextrow><TD class=smallfont style="PADDING-RIGHT: 4px; PADDING-LEFT: 4px; PADDING-BOTTOM: 4px; COLOR: white; PADDING-TOP: 4px; BACKGROUND-COLOR: black">IMG_5930_resize.jpg (1 of 1)</TD></TR></TBODY></TABLE>

    สาธุ รูปานัง กตัญญู กตเวทิตา

    .......................................................................................................................................................

    บัญชีบุญ
    สามารถร่วมบุญ ได้ถึงสิ้นเดือน มีนาคม นี้


    หากพ้นจาก กำหนดวัน ดังกล่าวแล้ว

    จะได้นำสิ่งอันเป็นมงคล
    ส่งคืน ไปที่วัดฯ ทั้งหมด ครับ

    ธนาคาร กสิกรไทย สาขาสมุทรสาคร
    (จาก กทม.ไม่เสียค่าธรรมเนียมการโอน)
    ชื่อบัญชี พระชลอ ลิ้มสวัสดิ์
    ออมทรัพย์ เลขที่ 184-2-45811-7

    ................................................................................................................

    การร่วมงานบุญ....

    1. โอนเงินบุญ ที่บัญชี พระชลอ ลิ้มสวัสดิ์
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาสมุทรสาคร
    เลขที่บัญชีบุญ 184-2-45811-7
    (จาก กทม.ไม่เสียค่าธรรมเนียมการโอน)

    2. โอนเงินแล้ว ส่งสำเนาใบโอนเงินบุญ มาที่..
    2.1. โพส ลง กระทู้ นี้
    2.2. PM
    2.3. meenetrkam@thai.com

    3. แจงรายการ สิ่งอันเป็นยอดมงคล ที่พึงได้รับ เป็นอนุสสติ

    4. แจ้งที่อยู่ ให้กระผมได้ทราบ ตามรายละเอียด ในข้อ 2
    หรือ ทางไปรษณีย์..
    มหาหิน มีเนตร์ขำ ตู้ ปณ.8 ปณฝ.สะพานใหม่ กทม. 10221

    5. ยอดเงินบุญ เกินกว่า 1,000 บาท จัดส่งฟรี ครับ

    .......................................................................................................................................................<!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end -->
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 มีนาคม 2010
  2. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    เกร็ดประวัติ หลวงตาชลอฯ
    (เรื่องราว จากความจำ(สัญญา) หลวงตาฯ ท่านเล่าให้ฟังนานแล้ว หากผิดพลาดไปบ้างก็ต้องกราบขออภัย นะครับ.... เอาไว้หากท่านมีเวลา ก็ลองให้ท่านเมตตา เล่าให้ฟัง ก็ได้ครับ)

    อาชีพเดิมก่อนบวชพระ เป็นชาวประมง(ตังเก)

    มีอาจารย์ที่เป็น ฆราวาส ชื่อ ปู่สาย (มีรูปหล่ออยู่ที่วัดฯ) สามารถทรงสมาบัติ เมื่อตายไปแล้ว หลวงตาฯบอกว่า ท่านก็ไม่ยอมกลับมาเกิดอีก

    ................................................................................................................
    <!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  3. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    วันเกิด 4 มีนาคม 2496
    วันมรณะ 16 มิถุนายน 2523 (คือวันที่ตายจาก ฆราวาส เป็นภิกษุ)
    นับถึงปัจจุบัน(พ.ศ. 2553) อายุ 58 ปี จำนวนพรรษา 30 พรรษา


    สมัยก่อนโน้น บริเวณที่เป็นวัดในปัจจุบันนี้ ไม่มีถนน การสัญจรต้องนั่งเรือตามคลองเท่านั้น
    วิหารก็ไม่มี มีเพียงเพิงพักแรม เหมาะแก่พระที่ธุดงค์ ที่ผ่านมาเป็นครั้งคราว

    เมื่อบวชใหม่ๆ ก็บวชตามประเพณี ท่านบอกว่า ก็นอนฟังเพลงไปวันๆ
    จนกระทั่ง วันหนึ่ง มีหลวงตารูปหนึ่งท่านผ่านมา ถือหนังสือโลกทิพย์ มาด้วย
    ท่านก็เลยขอยืมอ่าน บังเอิญประวัติขององค์หลวงพ่อฤาษีฯ ในหนังสือ นั้น

    ตามปกติท่านเอง ก็ครุ่นคิด คำนึง อยู่ตลอดเวลาว่า ท่านอยากจะเสาะแสวงหา

    ...................................................................................<!-- google_ad_section_end -->​
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  4. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    อยู่ต่อมา 2-3 วัน มีโยมมาหาที่สำนัก(สงฆ์) และถวาย ล๊อตเตอรี่ ไว้ 2 ใบ
    ท่านก็รับไว้ ไม่ได้คิดอะไร

    จนกระทั่งอีกหลายวันต่อมา
    โยมคนเดิม กลับมาที่วัด บอกว่า หลวงพี่ตรวจล๊อตเตอรี่ หรือเปล่า
    ปรากฏว่า ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ทั้ง 2 ใบ

    ท่านก็คิดถึงคำอธิษฐานที่เกี่ยวกับองค์หลวงพ่อฯ ขึ้นมาอีกว่า
    หรือว่าจะเป็นเหตุที่ควรจะไปหา องค์หลวงพ่อฯ ที่วัดท่าซุง

    ท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปวัดท่าซุง ตั้งแต่เดินทางออกจากวัด นั่งเรือ นั่งรถ 4–5 ต่อ
    ปรากฏว่า ไม่เคยเสียเงินเลย มีโยมจ่ายเงินให้ตลอดเส้นทาง จนถึงวัดท่าซุง
    (ซึ่งก็ตรงกับคำอธิษฐาน และไม่เกี่ยวข้องกับลาภจากล๊อตเตอรี่ เลย)

    <!-- google_ad_section_end -->...............................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  5. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    ครั้งแรกที่กราบพบองค์หลวงพ่อฯ

    เมื่อถึงเวลาลงรับแขก ขององค์หลวงพ่อฯ ท่านก็ไปนั่งชิดในที่อันสมควร
    เพื่อรอกราบพบองค์หลวงพ่อฯ

    ท่านเล่าให้ฟังว่า ทันทีที่องค์หลวงพ่อฯ นั่งประจำที่แล้ว....
    สายตาก็กวาดจ้องมาที่ท่าน แล้วก็กล่าวลอยๆ ขึ้นมาว่า....

    “ไอ้คนเรา มันก็เที่ยวตามหา ครู อาจารย์ ที่เก่ง ๆ
    แล้วไอ้ตัวเองน๊ะ มันปฏิบัติ บ้างหรือเปล่า”

    ท่านก็บอกว่า มัน “แปล๊บ” เข้ามาในจิต ทีเดียว
    (เพราะว่า เรื่องตามหาครู อาจารย์ มันคิดอยู่ในใจเท่านั้น และเรื่องการปฏิบัตินั้น ท่านก็ปฏิบัติฟังเพลงไปวัน ๆ)
    .............................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  6. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    เข้าอยู่วัดท่าซุง โดยคณะสงฆ์ มีฉันทานุมัติ

    ต่อจากนั้น ท่านก็อยู่ที่วัดท่าซุง เพื่อฝึกปฏิบัติพระกรรมฐาน วิปัสสนาธุระ และช่วยงานของวัด จนกระทั่งท่านรู้สึกว่า อยากจะจำพรรษาที่วัดท่าซุง เพื่อที่จะได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับองค์หลวงพ่อฯ ก็เลยออกปากขออนุญาตจากองค์หลวงพ่อฯ

    องค์หลวงพ่อฯ ก็บอกว่า ท่านไม่มีสิทธิ์อนุญาต
    เพราะว่า ขัดต่อระเบียบของวัดท่าซุง ที่ว่า พระที่จะจำพรรษาที่วัดฯได้ ก็ต่อเมื่อ ต้องฝึกมโนมยิทธิให้ได้เสียก่อนที่จะบวช และต้องบวชที่วัดท่าซุง ด้วย

    ดังนั้น องค์หลวงพ่อฯ จึงสั่งให้ประชุมสงฆ์ และถามมติของสงฆ์ว่า
    เห็นควรให้ พระชลอฯ อยู่จำพรรษา ที่วัดท่าซุง หรือไม่

    ปรากฏว่า คณะสงฆ์ มีฉันทานุมัติ ลงมติอนุญาตให้ท่านอยู่จำพรรษาที่วัดท่าซุง ได้


    <!-- google_ad_section_end -->...............................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  7. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    เหตุที่ออกจาก วัดท่าซุง

    ท่านจึง สามารถอยู่ปฏิบัติธรรมกับองค์หลวงพ่อฯ
    ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 จนถึง ปี พ.ศ. 2532

    เหตุที่ออกจาก วัดท่าซุง....
    1. ท่านมีความผูกพันกับท่านเจ้าพ่อพันท้ายนรสิงห์ ท่านบอกว่า ท่านมีพี่น้อง 8 คน ตายเสียเกือบหมด จนแม่ของท่านต้องพาท่านไปถวายให้เป็นลูกของท่านเจ้าพ่อพันท้ายนรสิงห์
    2. ท่านรู้สึกว่า อยากจะสร้างวัดที่บริเวณศาลฯ และพัฒนาวัดในดินแดนบ้านเกิดให้มีความเจริญรุ่งเรือง

    แต่ทว่า ก่อนจะออกจากวัดท่าซุง การที่จะเอ่ยปากขออนุญาตองค์หลวงพ่อฯ ออกจากวัดท่าซุง กลับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากใจอย่างมาก กลัวองค์หลวงพ่อฯอย่างที่สุด และคิดว่าองค์หลวงพ่อฯจะไม่อนุญาต

    เพราะเกรงไปว่า องค์หลวงพ่อฯ อาจจะบอกว่า เอ็งเก่งแล้วหรือ ที่จะออกไปสร้างวัดฯ


    <!-- google_ad_section_end -->................................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  8. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]


    ออกจากวัดท่าซุง ได้รับอนุญาต จาก องค์หลวงพ่อฯ

    เพื่อสร้างกำลังใจของท่าน
    ก็พอดีในห้องของท่าน มีรูปปั้นดิน หลวงปู่ปาน
    ท่านจึงอาราธนานำรูปปั้นหลวงปู่ปานมาทูนที่หัว และวนที่ศีรษะ พร้อมกับอธิษฐานขอให้หลวงปู่ปาน ช่วยดลจิต ดลใจ ให้องค์หลวงพ่อฯอนุญาต ด้วยเถิด....

    แล้วท่านก็เลือกเวลาที่เหมาะสม อันสมควร ที่องค์หลวงพ่อฯ จะว่างจากงานปกติ และอารมณ์ดี
    (ท่านบอกว่าความจริง องค์หลวงพ่อฯ อารมณ์ดีตลอดเวลา แต่ว่าคนเรามันกลัวนี่)
    กล่าวคือ ทุก 8 โมงเช้า องค์หลวงพ่อฯ ท่านจะมานั่งห้อยเท้าอ่านหนังสือพิมพ์
    โดยใช้แว่นขยายกลมใหญ่ ช่วยขยายตัวหนังสือพิมพ์

    ท่านก็คิดในใจว่า หากองค์หลวงพ่อฯ อนุญาต
    ท่านก็จะจับเท้าองค์หลวงพ่อฯ มาวางที่หัวของท่าน
    เพื่อเป็นสิริมงคลของตัวเอง ก่อนที่จะออกจากวัดไป

    เมื่อท่านเดินเข้าไปใกล้ ๆ องค์หลวงพ่อฯ ท่านเก็บขาที่ห้อยเท้าอยู่ ขึ้นมานั่งขัดสมาธิทันที
    ทำให้ท่านมีอาการใจฝ่อไปถนัดเลย เกรงไปว่าองค์หลวงพ่อฯ จะไม่อนุญาต

    แต่ท่านก็กราบเรียน เพื่อขออนุญาตอยู่ดี เพราะว่ามีความตั้งใจแล้ว
    ปรากฏว่า ท่านคาดผิดไปถนัด เพราะว่า องค์หลวงพ่อฯ ท่านอนุญาต

    หลวงตาชลอฯ (ปี 2532 ขออนุญาต องค์หลวงพ่อฯ ออกจากวัดท่าซุง เพื่อไปสร้างวัดฯ)
    แต่ท่านจะมาช่วยงานวัดท่าซุง เมื่อเวลามีงานบุญ สม่ำเสมอ ไม่เคยขาด


    องค์หลวงพ่อฯ (เดือนพฤษภาคม 2535) ท่านมีเมตตา มอบ "ชนวนทองคำ" จำนวน 3 แท่ง
    ชนวนทองคำ นี้ มาจาก การเททอง หล่อ สมเด็จองค์ปฐม องค์ใหญ่ นั่นเอง

    โดยองค์หลวงพ่อฯ เมตตา ทำพิธีพุทธาภิเษก ให้อีกวาระหนึ่ง เป็นพิเศษ

    หลวงตาชลอฯ เล่าประสบการณ์ ในขณะที่องค์หลวงพ่อฯ "ทำพิธี" ให้ฟังว่า..

    "..ท่านได้คุกเข่า พนมมือ ในขณะที่ องค์หลวงพ่อฯ พนมมือเข้าสมาธิ สงบนิ่ง อยู่พักใหญ่..
    หลวงตาชลอฯ บอกว่า คิดในใจว่า องค์หลวงพ่อฯ คงจะทำพิธิ(เสก) โดยคงใช้เวลาไม่นาน..
    ที่ไหนได้ องค์หลวงพ่อฯ เข้าสมาธินาน

    กระทั่ง หลวงตาชลอฯ ที่คุกเข่ารออยู่นั้น
    ต้องเปลี่ยนเป็น นั่งพับเพียบ พนมมือรอ เพราะว่านาน
    กระทั่ง หลวงตาชลอฯ เมื่อย ต้องเปลี่ยนท่านั่ง

    องค์หลวงพ่อฯ ท่านสงบจิต นิ่งนาน ยิ่งนัก.."

    สักครู่ใหญ่ องค์หลวงพ่อฯ ก็ลืมตาขึ้น ลดมือที่พนมอยู่ลงมา
    และ ส่งชนวนทองคำ 3 แท่ง มอบให้หลวงตาชลอฯ

    และ กล่าวกำกับ ว่า "..ให้เอาไปสร้างวัดฯ"

    ในขณะที่องค์หลวงพ่อฯ ทำพิธี(เสก)ให้นั้น บังเอิญมีการถ่ายภาพไว้
    ปรากฏว่า ภาพที่ปรากฏ ก็คือ มี "แสงสีทอง" คลุมบริเวณนั้นทั้งหมด
    เห็นเพียงหน้าขององค์หลวงพ่อฯ เท่านั้นเอง

    ส่วนสาเหตุ ที่ องค์หลวงพ่อฯ นั่งขัดสมาธิ (ตอนที่หลวงตาชลอฯ ขออนุญาต ออกจากวัดฯ)
    จนหลวงตาชลอฯ ไม่สามารถเอาเท้าขององค์หลวงพ่อฯ มาวางที่หัวของท่านได้
    มีคำเฉลยภายหลังว่า....

    ก็เพราะว่า ก่อนที่หลวงตาชลอฯ จะออกจากห้องของท่านมา ท่านอาราธนาให้หลวงปู่ปาน ช่วยด้วยการอาราธนาให้อยู่ที่หัวของหลวงตาชลอฯ เอง จากข้อวัตร คำอธิษฐาน ของศิษย์นี่ ไม่สามารถหลบหลีก “เจโตฯ” และความรู้จริง ขององค์หลวงพ่อฯ ได้เลย
    ไม่แน่ว่า ขณะนั้น หลวงปู่ปานอาจจะนั่งมาบนหัวก็ได้....

    แล้วจะให้องค์หลวงพ่อฯ เอาเท้าไปวางทับหลวงปู่ปาน ได้อย่างไร ....

    องค์หลวงพ่อฯ ท่านรู้จริง รู้ลึก และ รู้ละเอียดมาก

    ขอกราบใต้บาทเท้าขององค์หลวงพ่อฯ ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
    กราบ....กราบ....กราบ....

    ...........................................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  9. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    หลวงตาชลอฯ ท่านเองก็กังวลอยู่ว่า การสร้างวัดนี่ ไม่ได้ด้วยความง่ายเลย

    ต้องมาเริ่มต้น นับ 1 เพราะสถานที่เป็น วังกุ้ง.. ต้องเริ่มต้นสร้าง จากการถมดิน
    ถนน ที่จะเข้าถึงเขตวัดฯ ในสมัยแรกเริ่ม ก็ไม่มี วัสดุก่อสร้าง ต้องมาทางคลอง


    ท่านจึงกราบเรียนถาม องค์หลวงพ่อฯ ว่า ....
    "ที่กระผมออกมาสร้างวัดฯ นี้ จะสำเร็จ หรือไม่ ครับ"

    องค์หลวงพ่อฯ ก็เมตตา บอกว่า....
    "..ถ้าเอ็งทำอย่างฉลาด ๆ ก็ไม่สำเร็จ.. หากทำอย่างโง่ ๆ ก็จะสำเร็จ.."

    หลวงตาชลอฯ ท่านเองก็เล่าให้ฟังว่า..
    ท่านก็ไม่เข้าใจ ทำฉลาด ๆ น่าจะสำเร็จ แต่ทำไม องค์หลวงพ่อฯ จึงพูดกลับกัน

    ท่านจึง ถาม องค์หลวงพ่อ อีกครั้งหนึ่ง ตามที่ตัวเองสงสัย

    องค์หลวงพ่อฯ บอกว่า....
    "..ถ้าเอ็งทำอย่างฉลาด ๆ มีเงินบุญเข้ามา เอาเงินไปใช้ส่วนตัว ซื้อที่ทางส่วนตัว
    อย่างนี้ ก็จะไม่สำเร็จ..

    แต่ถ้าหากทำอย่างโง่ ๆ ได้เงินมาเท่าไร ก็ทำงาน การก่อสร้างทั้งหมด
    อย่างนี้ ก็จะสำเร็จ.."

    ต่อจากนั้นมา หลวงตาชลอฯ ท่านก็เริ่มสร้างวัด
    เริ่มต้นจากการถมที่ ทีเดียว เพราะว่า สถานที่นั้นเดิมเป็น
    “วังกุ้ง”
    (หมายถึงบ่อเลี้ยงกุ้ง) จึงต้องถมที่กันก่อนเลย

    วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ก็ต้องมาทางเรือเท่านั้น
    สมัยนั้นจึงมีความลำบากอย่างยิ่งต่อการพัฒนาที่ดิน และการพัฒนาวัดฯ
    ท่านก็มีความตั้งใจจริง และอุตสาหะ อย่างยิ่ง

    ต่อมา หลวงตาชลอฯก็ได้จัดสร้างวัตถุมงคล ซึ่งวัตถุมงคลทุกรุ่นก็จะเติมด้วยแท่งทอง ที่องค์หลวงพ่อฯทำพิธีให้ เพื่อหารายได้สร้างวัด ซึ่งวัตถุมงคลในสมัยแรก ๆ ที่องค์หลวงพ่อฯ ยังไม่ละสังขาร หลวงตาฯ ก็นำไปเข้าพิธีที่วัดท่าซุง เพื่อให้องค์หลวงพ่อฯ เมตตาทำพิธีซ้ำเข้าไปอีก

    มีอยู่หลายรุ่นที่มีประสบการณ์ บรรดาลูกศิษย์ตามหากันอยู่ในขณะนี้
    ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง

    ครั้งแรกเลย ท่านสร้างเป็นรูปหลวงปู่ปาน เป็นรูปหล่อลอยองค์ องค์เล็กๆ รุ่นนี้สร้างเพียง 5,000 องค์ ท่านบอกว่า กลัวว่าจะไม่ดัง กลัวไม่มีใครเอา ท่านสร้างโดยผสมทองชนวนที่องค์หลวงพ่อฯมอบให้มา แล้วยังนำไปให้องค์หลวงพ่อฯทำพิธีที่วัดท่าซุงอีกด้วย ท่านก็เอามาแจกในงานกฐินของวัดศาลฯ ใครทำบุญ 100 บาท ท่านก็ให้หลวงปู่ไป 1 องค์

    ปรากฏว่า มีประสบการณ์ กล่าวคือ มีคนที่รับหลวงปู่ปานไป ไม่ได้พกพระองค์อื่นเลย ขับรถแล้วประสบอุบัติเหตุ รถเละเทะ ใครที่เห็นรถก็ต้องรู้ว่า คนที่ขับมาต้องตายแน่ ๆ แต่คนๆนั้นไม่มีอันตรายใดๆ เลย จึงกลับมาตามหาบูชากันอีก


    ..............................................................................................................<!-- google_ad_section_end -->

    ทุกวันนี้ ก็จะมองเห็น ถึง
    "ผลงาน การสร้างวัด อย่างโง่ ๆ ของหลวงตา ตามที่ องค์หลวงพ่อฯ กล่าวไว้"

    ได้อย่างชัดเจน

    ..............................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  10. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    มีเกร็ดความรู้ เรื่องความรู้จริง ของ องค์หลวงพ่อฯ ที่หลวงตาชลอฯ เล่าให้ฟังว่า....

    เมื่อเริ่มสร้างวัด บริเวณนั้นเป็นน้ำเค็ม น้ำจืดไม่มีใช้ หาได้ยาก จึงคิดที่จะเจาะน้ำบาดาล

    ก็จ้างช่างที่ชำนาญงานมารับจ้างเจาะ ช่างที่มาสำรวจแล้ว ก็ลงมือเจาะทันที
    เพราะว่าบริเวณนั้น เป็นชายเลน ชายทะเล เจาะตรงไหน ก็ต้องมีน้ำแน่ ๆ

    แต่ทว่า ไม่แน่เสียแล้ว เพราะเจาะอย่างไร ก็ไม่พบน้ำเลย
    เป็นอันว่า ช่างก็ยอมแพ้ ยอมเสียเงินทุนการดำเนินงานหลายกะตังค์อยู่

    (สัญญา หากเจาะไม่พบน้ำบาดาล วัดฯ ก็ไม่ต้องเสียเงิน.. แต่ ไม่มีน้ำใช้ นี่ซิ)

    หลวงตาชลอฯ เห็นว่า ไม่ได้น้ำแน่แล้ว จึงไปกราบเรียนองค์หลวงพ่อฯ ที่วัดท่าซุง
    องค์หลวงพ่อฯ ก็บอกว่า “ให้ดูต้นไม้ ตรงไหนมีต้นไม้ ตรงนั้นมันจะมีน้ำ”

    หลวงตาชลอฯ ก็ไปจ้างช่างคณะใหม่มาอีก แต่คณะนี้ดีที่ว่า มาถามพระก่อนว่า....
    ควรจะเจาะตรงไหนดี หลวงตาชลอฯ จึงแนะนำตามคำบอกขององค์หลวงพ่อฯ
    ที่ให้ไปเจาะบริเวณใกล้ต้นไม้ ก็ประสบผลสำเร็จมีน้ำใช้

    ปัจจุบันนี้ ก็ยกให้เป็นสาธารณะของ อบต. ไป
    ได้ใช้น้ำ กันทั้งหมู่บ้าน


    <!-- google_ad_section_end -->...............................................................................................................
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  11. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    ผมเคยแอบ สอบถามท่าน ถึงภูมิธรรมของหลวงตาชลอฯ
    แต่ท่านก็เป็นมวยวงในที่ฉลาด ผมไม่เคยรู้ท่านได้เลยว่า ท่านอยู่ตรงไหนแล้ว
    (ภูมิธรรม ที่ต่ำกว่า ย่อมไม่ทราบถึง ภูมิธรรมที่สูงกว่า แน่นอน)

    แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวเอง เคยพบในสิ่งที่ท่านรู้จิต รู้ใจ หลายวาระด้วยกัน

    ทำให้แน่ใจได้ว่า
    หากผมเองไม่ตายเสียก่อนแก่ ก็คงได้อาศัยใบบุญจากท่าน เป็นที่พึ่ง ได้แน่นอน

    มั่นใจมาก....

    จากปฏิปทาส่วนตัวของท่าน ในมุมมองของผมเอง

    - ท่านมีความเพียร การปฏิบัติในข้อวัตร ในธรรม ท่านมีความตั้งใจ สูงยิ่ง
    - ท่านมีความกตัญญูเป็นเลิศ ระลึกถึงและตอบแทนผู้ที่มีพระคุณเสมอ
    เมื่อทางวัดท่าซุงมีงานสำคัญ ๆ ท่านก็จะมาช่วยงานเสมอ ไม่ได้ขาดหาย
    จนเป็นที่เลื่องลือ ขึ้นชื่อ ก็คือ "หอยทอด วัดศาลฯ" และ เครื่องของทะเลแห้ง เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา เป็นต้น
    - ท่านมีความเคารพต่อครูบา อาจารย์ ที่สุด ไม่ยกตนเสมอครู อาจารย์ เช่น สร้างพระยืน 29 ศอก (วัดท่าซุง 30 ศอก)

    - ท่านมีความเมตตาสูง กล่าวเตือนศิษย์ และพระในปกครอง ด้วยธรรม
    - ท่านให้ความเคารพใน วัดท่าซุง เป็นอันดับแรก เสมอ
    หากจะมีงานสำคัญที่วัดศาลฯ จะต้องพยายามเลี่ยง ไม่ให้ตรงกับงานประจำของทางวัดท่าซุง
    - ไม่ตีเสมอ ไม่ทาบรัศมี กับกิจกรรมของวัดท่าซุง เสมอมา


    ...............................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  12. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    การเอ่ยคำ กล่าวอ้างถึงทุก ๆ ท่านที่กล่าวมาทั้งหมด....
    กระผมฯ อาจจะหล่าวล่วงเกินแก่ท่านใด ท่านหนึ่ง โดยมิได้เจตนา ก็ดี....

    กรรมใด ที่ข้าพเจ้า เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน ต่อพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ทั้งหลาย ด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ข้าพเจ้าขอกราบขมา ขอได้โปรดอดโทษ ให้แก่ข้าพเจ้า นับตั้งแต่บัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเทอญ.

    สัพพัง อะปะราธัง ขะมะธะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะ เย นะกะตัง
    สัพพัง อะปะราธัง ขะมะธะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

    กราบ..
    กราบ..
    กราบ....


    ...............................................................................................
    <!-- google_ad_section_end -->
     
  13. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]


    [​IMG]

    สมเด็จองค์ปฐม รุ่น 1 ของ วัดศาลพันท้ายนรสิงห์
    (ใช้ชนวน สมเด็จองค์ปฐม วัดท่าซุง ตามที่องค์หลวงพ่อฯ มอบให้มา)

    สร้าง 3 ชนิด คือ โลหะชุบทอง / โลหะชุบเงิน / เนื้อแก่เงิน
    (หาได้ยากในปัจจุบัน)

    [​IMG]

    ด้านหลังมีตัวหนังสือ 4 บรรทัด คือ..

    สมเด็จ
    องค์ปฐม
    วัดพันท้าย
    นรสิงห์

    ช่างฯ สร้างพระ เขาทำมาผิด
    ตก คำว่า "ศาล" ตรงชื่อวัดฯ ก็ปล่อยเลยตามเลย

    ..................................................................................................................................................................................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  14. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    [​IMG]

    <TABLE style="BORDER-RIGHT: white 1px solid; BORDER-TOP: white 1px solid; BORDER-LEFT: white 1px solid; BORDER-BOTTOM: white 1px solid; BACKGROUND-COLOR: black" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=center><TD id=lightboxholder style="TEXT-ALIGN: center" vAlign=center align=middle colSpan=2>[​IMG] </TD></TR><TR class=lightboxtextrow><TD class=smallfont style="PADDING-RIGHT: 4px; PADDING-LEFT: 4px; PADDING-BOTTOM: 4px; COLOR: white; PADDING-TOP: 4px; BACKGROUND-COLOR: black">IMG_5889_resize-1.jpg (4 of 4)</TD></TR></TBODY></TABLE>

    สมเด็จองค์ปฐม รุ่น 2 (ของ วัดศาลพันท้ายนรสิงห์)

    สร้าง ชนิดเดียว คือ โลหะชุบทอง
    (หาได้ยาก เช่นกัน)

    ด้านหลังมีตัวหนังสือ 4 บรรทัด คือ

    สมเด็จ
    องค์ปฐม
    วัดศาลพัน
    ท้ายนรสิงห์

    ให้ช่างฯ สร้างพระ เขาแก้ไข ให้ถูกต้อง
    เพิ่ม คำว่า "ศาล" ตรงชื่อวัดฯ

    .............................................................................................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
  15. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    [​IMG]

    [​IMG]

    รุ่น 3 ของ วัดศาลพันท้ายนรสิงห์
    จะไม่เหมือน รุ่นที่ 1 และ 2 เพราะว่า....

    ถอดแบบ จากองค์ปฐม รุ่น 3 ของวัดท่าซุง
    และ ที่ด้านหลัง จะเขียนเพียงว่า....

    วัดศาล
    พันท้าย


    ..........................................................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มกราคม 2010
  16. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    ขอกราบอาราธนาคุณแห่งพระไตรรัตน์พรหม เทพเทวานานาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

    ขอโปรดได้อำนวย อวยพรชัย ดลจิต ดลใจ ให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง และศรัทธามหาชน ให้เกิดความศรัทธา มุ่งหน้า ร่วมกันฟันฝ่ากำลังใจของตนเอง

    อันจักส่งผลให้งานบุญมหากุศลในครั้งนี้

    สำเร็จลุล่วง ตามมโน ที่ตั้งมั่น อันดี ของพวกเราทั้งหลาย

    โดยเร็ววันพลันรุ่ง

    ด้วยเทอญ.

    สาธุ..
    สาธุ..
    สาธุ....

    ................................................................................................
     
  17. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    (เรื่องเล่า จากความทรงจำ.. คำพูด ย่อมไม่ตรง ทุกคำพูด)

    มี พี่ฯอาวุโส ที่เคารพกันท่านหนึ่ง

    (แบบว่า ก็อยากรู้เหมือนผม..หาทางจะรู้)

    ถาม หลวงตา ว่า.. "เอ..หลวงพี่ครับ..
    (พี่ฯ เขาเรียกหลวงตา ว่า "หลวงพี่" คงเนื่องด้วยวัยวุฒิ ผมเองก็เคยเรียกท่าน ว่า หลวงพี่ฯ เช่นกัน ต่อมา ไม่รู้เป็นไง ไม่กล้าเรียกแล้ว เรียก หลวงตา แทน)

    ..ขณะที่อยู่วัดท่าซุง นั้น หลวงพ่อฯ ท่านเข้มงวด ต่อการปฏิบัติของพระ มาก ใช่ไหมครับ"

    หลวงตา "ใช่.. ใช่.. ใช่ ไม่รักดี ไม่ปฏิบัติ นี่อยู่ไม่ได้.. สมัยก่อน ตอนที่ไปอยู่ที่วัดท่าซุง ใหม่ ๆ ไอ้เราก็ประจบ ประแจง ค่อยหาโอกาสบีบนวดท่าน ด้วยอยากที่จะปฏิบัติ ดูแล ท่าน..

    นาน ๆ เข้านี่.. เอ ชักไม่กล้า.. อยู่ต่อหน้าท่าน นี่ คิดผิด คิดเลว ไม่ได้เลย
    ท่านหวดเอาแบบเต็ม ๆ

    ตอนหลัง ๆ ก็ชักไม่ค่อยเข้าหา ท่านมาซ้าย จะไปขวา..
    ฮึ ฮึ.. กลัวละซิ ท่านรู้จิตเรา นี่
    เรียกว่า อยู่ต่อหน้า ลับหลัง จิตเลวไม่ได้เลย ท่านรู้จริง รู้หมด"

    พี่อาวุโสฯ "..ตอนที่อยู่ท่าซุง นี่ ต้องฝึกมโนฯ ด้วย ใช่ไหมครับ"

    หลวงตา "..ใช่ ต้องฝึก ต้องปฏิบัติ เป็นเวลา แน่นอน งานวัดฯ คันถธุระ
    พระก็ช่วยกัน งานวิปัสสนาธุระ ก็ขาดไม่ได้"

    พี่อาวุโสฯ "..หลวงพี่ ครับ มโนฯ นี่พื้นฐาน อย่างน้อยต้อง ฌาน 4 ไหมครับ"

    หลวงตา "..ตอนเห็นนี่ อุปจารสมาธิ แต่กำลัง ควรใช้ฐาน ฌาน 4"

    พี่อาวุโสฯ "..แล้วหลวงพี่ฯ อยู่ท่าซุง ต้องฝึกมโนฯ ด้วย
    อย่างนี้ หลวงพี่ก็ทรงฌาน 4 เป็นปกติ ใช่ไหมครับ"

    หลวงตา "อ้อ.. เราก็ ได้แค่ งู งู ปลา ปลา" ..เป็นงั้นไป
    (ไม่เคยได้ยิน ว่า ท่านจะโอ้อวด ผลของการปฏิบัติเลย)

    ...................................................................................

    ข้อมูลที่ได้รับ มักจะเป็นอย่างนี้ เสมอมา
    เลยไม่รู้จริง เหมือนเราเรียน ประถม จะไปรู้เรื่อง มหาวิยาลัย.. ด๊อกเตอร์
    ก็คงไม่ได้เช่นกัน..

    ก็ต้องพิจารณา แนวทางปฏิปทา การเคารพครูบา อาจารย์ แทน

    ...............................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
  18. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    การสร้าง วิหาร 90 เมตร ในครั้งนี้

    สร้างเป็นศาลา.. อานิสงส์ วิหารทาน
    สร้างเพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม.. ก็ได้อานิสงส์ แห่งบุญเพียรภาวนา เกิดปัญญา
    สร้างเพื่อเป็นสถานที่ต้อนรับ พระอาคันตุกะ.. ก็ได้บุญสร้างความสะดวก สืบเนื่องพระศาสนา
    สร้างเพื่อประดิษฐาน พระชำระหนี้สงฆ์ 20 องค์.. ได้บุญชำระหนี้สงฆ์
    สร้างเสร็จแล้ว หากประดิษฐาน สมเด็จองค์ปฐม ก็ย่อมเกิดอานิสงส์ใหญ่ยิ่ง

    ทุกอย่างเป็นบุญ
    จะอธิษฐาน หรือไม่ ก็ตาม..

    อานิสงส์ ก็ย่อมปรากฏ ต้องมีผล

    ...............................................................................................<!-- google_ad_section_end -->
     
  19. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    ลองนั่งตรอง นั่งคิดดูแล้ว....

    พวกเราทุกคน ทุกคณะฯ
    ต่างคน ต่างฝ่าย ต่างคณะฯ ก็เพียรสร้าง
    สะสมบุญ ในทาน
    รักษาศีล เร่งราศี
    หนุนบารมี ในเจริญภาวนา

    เพื่อเร่งรัด เพื่อยกตนเอง ให้พ้นวิสัยในโลภ โกรธ และหลง
    สู่แดนอนันตบรมสุข คือ พระนิพพาน ตามบุญบารมีแห่งตนเอง

    ลองคิดดูว่า....

    1. ในเมื่อทุกคนก็ทราบว่า พวกเรากำลังเดินทางเข้าสู่ ความเป็นธรรมดาของ ความตาย ในที่สุด..
    ทุก ๆ วินาที ทุก ๆ ลมหายใจ ต่างก็เร่งใกล้สู่ความตาย กันทั้งนั้น.. ข้อนี้เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องพื้นฐาน ใช่ไหม....

    2. จะมีสักกี่คน ที่สามารถรู้ว่า วินาที หรือลมหายใจที่เข้า หรือออก สุดท้ายนั้น
    จะเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อใด วันไหน เดือนอะไร ปีเมื่อไร ชั่วโมงไหน นาทีที่เท่าไร
    และวินาทีไหนกันแน่ ที่เราจะต้องขาดลมหายใจไป ในที่สุด

    3. พระพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสว่า....

    "..จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา”
    ถ้าก่อนตาย จิตเศร้าหมอง ก็มีทางไปสู่อบายภูมิ มีสัตว์นรก เปรต อสุรกายสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น
    <O:p</O:p
    "..จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา”
    ถ้าก่อนตาย จิตผ่องใส ก็ไปสุคติ อันมี สวรรค์ พรหม หรือ นิพพานก็ได้ สุดแล้วแต่กำลังใจในขณะนั้น

    4. แล้วใครล่ะ.. ที่จะกำหนดได้ว่า....
    ในขณะที่หายใจ เฮือกสุดท้าย นั้น....
    จิต ของเราคิดถึงในเรื่องดี หรือเลว
    กำลังโกรธ เกลียด รัก หึงหวง ห่วงในสมบัตินานา อยู่หรือเปล่า
    อย่างนี้ ใครจะบังคับอารมณ์ ของจิตใจของเราได้....

    5. องค์หลวงพ่อฯ ท่านก็แนะนำไว้ ในทำนองว่า....
    "..จิต มันมีสภาพจำ" หากเราติดอยู่ในความดี ติดในบุญ ทาน ศีล ภาวนา
    พยายามบังคับจิต บังคับใจตนเอง ให้อยู่ในฝ่ายดี.. ความเลวที่มี ที่เคยทำ
    องค์หลวงพ่อฯ ท่านก็บอกว่า อย่าตามติดคิดถึง ให้ทำอารมณ์ลืมมันไปให้หมด
    เรียกว่า ไม่คบกับความเลวที่ผ่านมา ให้ติดอยู่กับความดีในทาน ศีล ภาวนา

    6. ท่านผู้ทรงมโนฯ สามารถก้าวเข้าสู่สวรรค์ พรหม พระนิพพาน ได้เป็นปกติ
    ถึงจะไปได้ไม่นานนัก องค์หลวงพ่อฯ ก็บอกว่า ให้ไปบ่อย ๆ
    เมื่อมีเวลาว่าง เพียง 5 นาที 10 นาที ก็พยายามไปเสมอ ๆ
    ทำให้จิตมีสภาพจำ.. เมื่อจะถึงเวลาที่จะละสังขารจริง ๆ
    สิ่งที่เราพบในมโนฯ เห็นโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ โลกพรหม ดินแดนพระนิพพาน
    ก็จะเป็น "ปัญญา" สอนเราได้ดี ว่าดินแดนที่มีความสุขที่สุด อยู่ที่ไหน
    เมื่อ จิต มีความสุข จิตจำที่เป็นความสุขเสมอ ๆ ทำให้เบื่อการเกิด เบื่อสังขาร
    มองเห็นทุกข์ วางทุกข์ เสียได้ ความยึดติด ถือมั่น ก็ไม่มี
    อย่างนี้ วาระสุดท้าย จะไปที่ไหนได้ ไปไหนก็ไม่ได้แล้ว จิตมันวางหมดแล้ว
    พระนิพพาน เท่านั้น

    7. ท่านที่ไม่สามารถทรงมโนฯ ก็ขอให้อ่านคำสอนขององค์หลวงพ่อฯ ให้มาก
    (นี่.. ต้องขอกราบอภัย ไม่ใช่ว่า ครูบา อาจารย์ ท่านอื่น ๆ จะสอนไม่ได้ จะสอนไม่ดี
    เพียงแต่ว่า หากเราเคยตามติดใครมา ก็จะเคารพท่านนั้น ๆ และจะยอมรับนับถือ ปฏิบัติตาม
    เรีบกว่า ฟังกันรู้เรื่อง เพราะว่าเคยเนื่องกันมา เป็นพ่อ แม่ ครู อาจารย์ และร่วมบุญกันมาก่อน นานแสนนาน)

    หมั่นปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนา ดูจิต คุมใจ ตนเอง ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้าน
    พวกเรารักประเทศไทย รักเคารพในพระมหากษัตริย์ รักเทิดทูนบูชาพระศาสนา
    ใจจริง ๆ ก็อดเป็นห่วงในเรื่องนานาประการ ไม่ได้

    หากเราคิดจะวางอารมณ์ ในเรื่องต่าง ๆ
    ก็ขอให้คิดถึง คำตรัสของสมเด็จพระประทีปแก้ว สัมมาสัมพุทธองค์บรมศาสดา
    คำตรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง ไม่ต้องตรัสซ้ำ
    ตรัสอย่างไร ย่อมเป็นเช่นนั้น

    แม้กระทั่ง คำตรัสสอนของพระองค์ ย่อมเป็นจริง ฝ่ายเดียว ไม่มีข้อคัดค้าน
    ธรรมใด ที่สามารถคัดค้านได้ จึงไม่ใช่ธรรมะ ที่พระองค์ทรงตรัสแสดง

    เราจึงไม่ต้องสนใจ ในจริยาของผู้อื่น

    พระพุทธองค์ทรงตรัสแสดงว่า..
    พระศาสนาจะยืนยาวได้ 5,000 วสา
    โดยมีประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง

    แล้วอย่างนี้....
    ท่านที่ประสงค์ ท่านที่ดำรงสติมั่น จิตตั้งตรงต่อ พระนิพพาน
    จะไปมีความกังวลจิต ไม่สบายใจ ในเรื่องนานา กันไปทำไม.. ใช่ไหม

    เรามุ่งหน้าตรงสู่ พระนิพพาน เท่านั้น
    เรื่องทางด้านหลัง ในโลก ในประเทศไทย ในคนไหน ในพระศาสนา
    นั่น.. มันเป็นเรื่องของเขา บารมีคนเรา ย่อมไม่เท่ากัน

    บารมีต้น อุปบารมี(บารมีกลาง) ปรมัตถ์ต้น ปรมัตถ์กลาง ๆ นี่ปล่อยเขาไป
    เขาย่อมต้องขวนขวาย หาทางไปพระนิพพาน เช่นเดียวแก่เรา(ปรมัตถ์ปลาย)
    เพียงแต่ พวกเขาต่ออยู่ปฏิบัติ กันอีกพักใหญ่....

    นี่เป็นหน้าที่ของพวกเขาทั้งหลาย จนสามารถสะสมถึงปรมัตถ์ปลาย เช่นกัน

    8. ดังนั้น.. จะเห็นได้ชัดเจนว่า....
    พระศาสนา นั้น เป็นของกองกลาง เป็นสิ่งกลาง
    ไม่ใช่ของคนใด คนหนึ่ง....
    ใครจะเข้าใจ ใครจะปฏิบัติเช่นไร ก็เนื่องด้วยบุญ บารมี ของใครของมัน

    สุดท้าย ไม่ว่าเชื้อชาติใด ศาสนาไหน ก็ถึงที่หมายสุดท้าย คือ พระนิพพาน

    นั่นเอง....

    9. ขอโมทนา กับท่านผู้ทรงบารมีปรมัตถ์ท้ายปลายสุด
    ที่มุ่งมั่น ฟันฝ่า เพื่อให้ถึงพระนิพพาน ให้สำเร็จ สัมฤทธิ์ผล ได้ในชาติปัจจุบัน

    ขอยินดี กับเหล่าพุทธภูมิ พระโพธิสัตว์ ที่เสียสละตน เพื่อสารสัตว์อันไพศาล

    ขอมุทิตา กับท่านผู้ทรงบารมีต้น และกลาง ทั้งหลาย ที่กำลังเพียรสะสมบารมี
    ในทาน ศีล และภาวนา อันเป็นเครื่องมือ ที่ไม่สามารถทิ้งสิ่งใด สิ่งหนึ่ง ไปได้


    สาธุ..
    สาธุ..
    สาธุ....

    ...............................................................................................................................

    <!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มกราคม 2010
  20. มหาหินทร์

    มหาหินทร์ ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2005
    โพสต์:
    21,454
    ค่าพลัง:
    +181,771
    ขณะนี้ เวลา 6 นาฬิกา ของวันใหม่แล้ว

    เป็นอันว่า.. คืนนี้ (17 ม.ค. เช้า 18 ม.ค.)
    เวลาทางโลกของกระผม ได้หดหายไป อีก 1 คืน

    เวลาที่หายไป ก็เป็นการเตือนตนเอง ว่า..
    เวลาของเราที่จะเข้า "เตา"
    (หรือไม่ได้เข้า ก็ไม่รู้ได้ คือ ตายแล้ว หาซากไม่เจอ)
    ก็ยิ่งสั้น เข้าไปอีก....

    แต่ก็เกิด "ธรรมปีติ ธรรมสังเวช" ในจิต ในใจ อดคิดไม่ได้ ว่า....
    ถึงมันจะสั้น ถึงมันจะเสียเวลาไป
    ก็ยังดีกว่า ที่จะเสียเวลา อันเนื่องด้วย กิเลส ทั้ง 3 คือ โลภ โกรธ หลง

    อย่างไร ก็ต้อง ตาย.. ก่อนตาย พึงเก็บอริยทรัพย์ สะสมกำลังบุญบารมี

    ดีกว่า.. ตายอย่างไร้บุญ คุณความดี ใช่ไหมหนออออ....
    (ที่ถามว่า ใช่ไหม.. อันนี้ เตือนตนเอง ถามตนเอง เท่านั้น ครับ)

    ...............................................................................................
     

แชร์หน้านี้

Loading...