เรื่องเด่น มีวิธีเช็คยังไงครับว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่รับพยากรณ์แล้ว

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ทอนเงิน, 28 มีนาคม 2017.

  1. zalievan

    zalievan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    3,007
    ค่าพลัง:
    +5,009
    ลายมือบอกว่า เป็นคนตัดสินใจอะไรค่อนข้างใช้เวลาในการตัดสินใจ แต่สามารถแยกแยะอะไร ๆ ได้ดี เพราะมีปัญญาดีครับ

    มันไม่ใช่ลายจักรหรอกครับ

    มันบอกว่าคุณมีความเครียด ปัญหาทางความคิด อารมย์ มากเท่าไร

    ผมดูลายฝ่ามือไม่เป็นหรอก แต่ ตามเว็บสอนดูลายมือมีสอนครับ อิอิ
     
  2. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    635
    ค่าพลัง:
    +787
    ลักษณะ ๓๒ ประการของมหาบุรุษ
    หาอ่านได้นะครับ ว่าเค้าว่ากันมาว่า
    มีเฉพาะพระพุทธเจ้า(พระโพธิสัตว์ชาติสุดท้าย) กับพระจักรพรรดิ์ครับ

    แต่พระโพธิสัตว์จะเป็นนิตย หรืออนิตย(ได้รับพยากรณ์ทางอ้อม) ไม่จำต้องมีลักษณะ 32 ทุกชาติ นะครับ

    นอกจากนี้ พระจักรพรรดิ์ไม่จำต้องเป็นโพธิสัตว์ครับ ถ้าอ่านอานิสงค์ในไตรปิฎกหลายที่หลายคนที่เป็นสาวกภูมิก็เข้าถึงชาติพระจักรพรรดิ์ได้

    ที่มาพูดกันเรื่องลายมือรูปจักร เป็นลักษณะอย่างหนึ่งของ 32 นะครับ
    ตัวลานจักร ไม่ได้บ่งว่าเป็นนิตยโพธิสัตว์

    แต่แสดงถึง

    สาเหตุที่ทำให้พระพุทธองค์ได้ลักษณะเช่นนี้ เพราะการที่พระองค์นำสุขมาให้แก่มหาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องเป็นผู้นำตั้งแต่ในครอบครัวถึงประเทศชาติ บรรเทาความสะดุ้งหวาดกลัว ปกครองโดยธรรมให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้ทานพร้อมของบริวารอย่างสม่ำเสมอ

    ซึ่งลักษณะแบบนี้ เป็นธรรมที่โพธิสัตว์หรือคนดีที่ไม่ใช่โพธิสัตว์ แต่มีเมตตาจิตมากๆสามารถทำได้

    ดังนั้น ไม่จำต้องเป็นพระนารายณ์ครับ
    เพราะคนที่เดินทางพุทธภูมิ บนบารมี30ทัศน์ มันต้องมีสักวันที่ทำปรมัตถจนได้ เค้าย่อมถึงธรรมอันมาก ฐานะที่จะไปเป็นเป็นพระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์เป็นกันได้ทุกคน ทุกองค์ เคยเป็นพระจักรพรรดฺ์กันมาทั้งนั้น ถ้าท่านบำเพ็ญบารมีกันมา ตั้งแต่ยังไม่เปล่งวาจาด้วยซ้ำไป

    พระพุทธองค์ท่านตรัสสอนพวกเราแล้วว่าชาติกำเนิด ผิวพรรณ (รวมถึงรูปร่างหน้าตา)ไม่ได้ทำให้แตกต่างนะครับ ที่จะมาแบ่งแยกวรรณะ แต่คือความดี

    ถ้าเราเอา ลายมือ ลายเท้า มายึดถือเกินไป คงไม่ดีครับ

    แต่อนุโมทนากับท่านที่มี เป็นกำลังใจว่าพวกท่านทำความดีในข้อนี้ถึงจุด ซึ่งก็ต้องทำต่อไป

    ปล. ขอเพิ่มเติมว่า รูปจักร ที่ว่ามีกัน ไม่มีใครสมบูรณ์เท่ารูปลายของ พระจักรพรรดิ์กับพระพุทธเจ้านะครับ รวมถึงลักษณะ 32 อื่นที่ผมเคยเห็นคนยุคนี้ มีกัน หนึ่ง บ้าง สอง บ้าง แต่ละลักษณะก็ไม่สมบูรณ์เท่านะครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 กันยายน 2018
  3. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +58
    บุคคลใดทำให้สัมมาทิฏฐิกำเนิดเกิดขึ้นในสันดานแล้ว การบำเพ็ญทศบารมีจักเข้ารูปเข้ารอย ไม่ออกนอกลู่นอกทางมากจนเกินไป จักเป็นผู้รู้จักทศบารมี เป็นผู้รู้จักแจกแจงทศบารมี เป็นผู้รู้อุบายในการบำเพ็ญทศบารมีตามกำลังแห่งตน เป็นผู้รู้จักผลแห่งทศบารมีที่ตนบำเพ็ญมานั้น
    บุคคลใดที่จิตบังเกิดสัมมาทิฏฐิแล้ว จิตประกอบด้วยฉันทะอันตั้งมั่นเหมาะแก่ตนแล้ว พิจารณาธรรมทั้งหลายแล้วเล็งเห็นทศบารมีธรรม อันจักทำให้ฉันทะของตนประสบผลสำเร็จ จึงเพิ่มพูนทศบารมีธรรมของตนให้ยิ่งขึ้นไป ตามกำลังตามอุบายแห่งตนนั้น

    วันนี้รู้สึกจิตแช่มชื่นมีกำลัง เลยมาแบ่งปันทัศนะคติดูครับ ท่านทั้งหลายมีแนวทาง,กำลังใจในการบำเพ็ญบารมีอย่างไรครับรวมไปถึงบำเพ็ญบารมีไปเพื่ออะไร
    ขอบคุณทุกความคิดเห็นและเจริญในธรรมทุกท่านครับ
     
  4. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    554
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +660
    บำเพ็ญบารมีไปเพื่อผู้อื่นนี่ละครับสาธุ
     
  5. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,019
    กำลังใจเรื่องทานปรมัตถ์บารมีค่ะ จิตยิ้มว่านะ การบำเพ็ญปรมัตถ์บารมี ทั้ง 10 ประการน่าจะเป็นสิ่งที่ทดสอบวัดกำลังใจเราได้ดีที่สุด และสิ่งที่น่าจะยืนยันอีกครั้ง กำลังใจในการสละอวัยวะเลือดเนื้อ และของรักของหวงที่ยิ่งกว่าชีวิต คือ ไม่เสียดาย ไม่ว่าจะเป็นบุตรธิดาและภรรยาค่ะ ที่เป็นการสละจากหัวใจจริง ๆ

    ผู้ที่สละบริจาคของรักตนเองได้ นั่นน่าจะบ่งบอกนัยยะได้อย่างหนึ่งเหมือนกันนะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2018
  6. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +58
    อุบายในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เป็นที่อัศจรรย์อย่างหนึ่ง การพิจารณาใคร่ครวญในบารมีธรรมเพื่ออกจากสังสารทุกข์นั้นอัศจรรย์ยิ่ง
     
  7. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +58
    มีข้อสังเกตมาสอบถามครับ
    เมื่อจิตเจริญวิปัสสนา คือจิตมันมองเห็นซึ่งไตรลักษณะแล้วจึงพิจารณาไตรลักษณะนั้นทันที พอออกมาจากการพิจารณานั้น จะมีอานิสงส์ความสงบของจิตจากฌาณ ติดออกมาด้วยหรือเปล่าครับ ? เพราะผมสังเกตดูว่า หลังจากเจริญวิปัสสนาเสร็จ จิตจะไหลไปตามอารมณ์น้อยลง ทนทานต่อสิ่งยั่วยุทางอารมณ์ทั้งหลายได้มากขึ้น จิตมันแนบแน่นไปกับลมหายใจได้มากขึ้น แบบว่ารู้ถึงเส้นลมของลมหายใจที่ยาวขึ้น แต่ผ่านไปหลายๆวัน ก็กลับมาเหมือนเดิม ก็เลยเกิดคำถามด้านบนขึ้นมา

    สัมมาทิฏฐินี้มันเป็นคู่อริโดยตรงกับสังโยชน์ สีลัพตปรามาสเลยนะครับ ดูฤทธิ์เดชของมันฝ่อลงไปเยอะเลย แต่โดยรวมสังโยชน์ยังครบองค์ 555 พอจะนึกภาพออกล่ะว่าพระอริยะเจ้าท่านเปรียบเปรยเอาไว้ว่าเหมือนการทำสงคราม เห็นท่าจะจริง เพราะ สีลัพตปรามาสโดนหมายหัวไว้แล้ว
     
  8. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +58
    เคยอ่านคำสอนของพระอริยะเจ้ารูปหนึ่ง(ขออภัยที่จำชื่อท่านไม่ได้) ที่ว่า "กิเลสตัวใดเกิดขึ้นที่จิตก่อน ก็ให้ละตัวนั้นก่อน" เมื่อก่อนเลยเกิดคำถามขึ้นในใจว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามันเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าให้ดูจาก อริยมรรคมีองค์ 8 ที่เรากระทำที่เราเจริญมานี่แหละ อันมีกำลังเป็นตัวบ่งชี้ เพราะผู้ใดเจริญ มรรค 8 แล้ว ย่อมเป็นผู้เข้าใจและแตกฉานในมรรค 8 จึงจักดำเนินการประหัตประหารสังโยชน์ออกไปได้

    ท่านทั้งหลายมีความคิดเห็นในการปฏิบัติธรรมเช่นไร ขอคำชี้แนะด้วยครับ
    ขอบคุณและเจริญในธรรมครับ
     
  9. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    554
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +660
    เจริญสติเยอะๆครับอยู่กับปัจจุบันนั่นละครับถ้ามันสมบูรณ์มันจะดับไปเองครับโดยที่เราไม่ต้องไปพยายามจ้องมันครับสาธุ
     
  10. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +58
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ เพราะผมใช้ชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการจับลมหายใจด้วย แต่การนั่งสมาธิผมนี่ไม่เอาไหนเลยครับ 555 นั่งพิจารณาเฉยๆผมไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไร ทำพลาดบ้างได้บ้างก็ไม่เป็นไร ไม่กดดันตัวเอง
    วันหนึ่งจิตมันคิดมาว่า ถ้าตัวเราเกิดในโลกที่ไม่มีผู้บอกกล่าวอริยะธรรม ตัวเราจักไปพึ่งใครอื่นได้นอกจากตัวเราเอง เราจักกล่าว เราจักพร่ำสอนตัวเราเองนี่แหละ ภัยในสังสารเราเห็นแล้ว ทศบารมีธรรมอันเราเล็งเห็นแล้ว จักกระทำให้สูงยิ่งเพื่อนำพาตนเองก้าวออกจากสังสารทุกข์

    จิตมีความหึกเหิม มีกำลังยิ่ง เมื่อจิตมีเป้าหมายแล้ว เมื่อเกิดทุกข์ในชีวิตประจำวัน เราจะมองทุกข์เป็นเครื่องบ่มเพาะบารมี มันจะมองหาสาเหตุและมองหาทางแก้ทุกข์นั้น แต่ถ้าไม่มีก็ต้องปล่อยวางและยอมรับสภาพไป แบบนี้ทุกข์น้อยลงเยอะเลยครับตามประสาปุถุชนคนธรรมดา
    ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเจริญในธรรมครับ
     
  11. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    554
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +660
    ถูกต้องแล้วครับเจริญสติต่อเนื่องมันเห็นเองครับทุกข์ไม่ต้องไปเฟ้นหาครับตั้งแต่ลืมตาขึ้นยันนอนนั่นละครับมันมีการผัสสะตลอดทุกข์นี่ละครับทำไห้เกิดพระพุทธเจ้า
     
  12. ณฉัตร

    ณฉัตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2015
    โพสต์:
    635
    ค่าพลัง:
    +787
    ธรรมสโมธานข้อ ๓ ต้องมีอุปนิสัยปัจจัยแห่งอรหันต์ ข้อ ๗ เคยให้ชีวิตของตนเป็นทานในกาลก่อน(อดีตชาติ)

    ธรรมสโมธาน ๘ ประการ ต้องมีก่อน (เรียกแบบชาวบ้าน คือ สะสมมา เรียกให้ถูกคือ มีเหตุปัจจัยอยู่ก่อน) และต้องมีครบในขณะชาติที่รับพุทธพยากรณ์

    ถ้าง่ายๆ คือ ต้องระลึกชาติเองได้ เพราะธรรมสโมธาน ข้อ ๖ ต้องมีอภิญญาและฌาณสมาบัติอันเชี่ยวชาญ

    สรุปจากธรรมสโมธานแค่สามข้อ ถ้าในชาตินี้เรามีอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ เราเรียกอภิญญาได้ เราจะต้องรู้ข้อ ๗ เพราะว่ามันสำคัญ แสดงถึง การที่ถึง ทานปรมัตถบารมี แต่ว่า แม้ในชาตินี้ หรือชาติก่อน เราจะทำ ทานปรมัตถบารมี ถึงขั้น สละชีวิตตน แต่ไม่ได้หมายความว่า ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว

    ข้อนี้ พึงรู้ว่า ก่อนถึงพุทธภูมิ (นิตยโพธิสัตว์ หรือโพธิสัตว์ที่ได้รับพยากรณ์แล้ว) โพธิสัตว์เป็นอันมากแม้่สะสมเหตุปัจจัยทั้ง ๘ ยังไม่ครบ แต่ข้อ ๗ อาจทำได้ สะสมได้มานานเป็นอสงไขยแล้ว (หลายอสงไขย ก็ว่าได้)

    ดังนั้น จึงไม่ใช่เครื่องพิสูจน์

    แต่ๆ ว่า โพธิสัตว์ที่จะเข้าถึงพุทธภูมิ นั้นจะต้องมีจิตจดจ่อที่ธรรมสโมธาน ๘ ข้อ ว่าทำถึงไหม มีความกังวลเป็นธรรมดา

    แต่ผู้ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว มีข้อที่ว่า ธรรมสโมธานสมบูรณ์แล้ว หมายถึง ถ้ามาเป็นมนุษย์ข้อ ๓ และข้อ ๖ ต้องทำได้

    ดังนั้น จึงไม่ยากอะไร ที่จะระลึกได้อีกครั้ง เว้นแต่ ความที่ชาติมันยาวนาน หลังรับพุทธพยากรณ์วิบากกรรมก็ยังมีมาก ข้อ ๓ กับข้อ ๖ อาจถูกวิบากกรรมขวางได้ ทำให้ไม่อยู่ในฐานะจะแสดงปัจจัยข้อ ๓ และข้อ ๖

    แต่ถ้ามาเป็นมนุษย์ ผมว่า ถ้าไม่มีวิบากกรรมขวาง ส่วนใหญ่ต้องทำได้ครับ

    พิสูจน์ข้อ ๖ เพื่อระลึกชาติ ถ้าระลึกชาติไม่ถึง (เผื่อวิบากกรรม คงมีน้อย) แต่ข้อ ๓ คือ ทำ วิปัสสนาญาณ ตามที่มีหลายท่านเคยพูด ทำไปให้สุด ถ้าไม่บรรลุพระอรหันต์ ก็จะรู้เหตุเอง อันนั้น แน่นอนครับ
     
  13. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    30
    ค่าพลัง:
    +58
    สอบถามเล็กน้อยครับ เวลาที่จิตมันพิจารณาไตรลักษณะของปฏิจจสมุปบาทธรรม จำเป็นต้องพิจารณายาวตลอดทั้งสายหรือเปล่าครับ? ของผมมันเริ่มพิจารณาจากภพแล้วต่อด้วยชาติแล้วต่อด้วยชรา-มรณา พอถึงตรงนี้มันจะหลุดมันจะถอยจากพิจารณาออกมาเองตลอดเลย (จิตมันมีฉันทะในการพิจารณาของมันเอง มันรู้ของมันเองว่า ภพ-ชาติ-ชรา/มรณา มันเป็นปัจจุบันธรรมที่สุด)

    เลยอยากสอบถามถึงการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทของแต่ละท่านครับว่าเป็นอย่างไร เผื่อนำมาปรับใช้บ้าง
    ปล.ต้องเจริญสติถึงขั้นไหนครับเนี่ยถึงจะไปถึงฝั่ง อันนี้แอบน้อยใจตัวเอง ประคองสติได้บ้างหลุดบ้าง 555
    ปล.2 อันนี้แอบตกใจ เป็นสิ่งที่ได้จากการพิจารณาของผม ถูกผิดเช่นไรชี้แนะด้วยครับ แท้จริงแล้วภพทั้งหลายมีสภาพเดียวกันหมด กลมกลืนกันไปหมด แต่ชาติ(ซึ่งก็คือสัตว์ทั้งหลายนี่แหละ) ซึ่งมีความละเอียดความหยาบแตกต่างกัน ตามกุศลและอกุศลของตน เป็นตัวแบ่งว่าภพที่ตนอาศัยอยู่นี้แหละเป็นเขตของตนนะ ภพที่ท่านอยู่เป็นเขตของท่านนะ และที่กล่าวไปนี้เป็นสิ่งที่จิตมันพิจารณาออกมา บางอย่างก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกน่ะครับ ขอบคุณทุกท่านที่แบ่งปันประสบการณ์และเจริญในธรรมครับ
     
  14. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,019
    ถ้าเป็นการพิจารณาตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่จะมีการพิจารณาเริ่มจาก เพราะนามรูปเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูป จึงมี แล้วต่อด้วยปัจจยาการที่ต่อเนื่องกัน ตามด้วยสฬายตนะ ผ้สสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปาสายาส ตามเหตุปัจจัยห่วงโซ่ค่ะ

    ในพระไตรปิฏกการพิจารณาเริ่มจาก วิญญาณ ตามคำตรัสสอนว่า

    [๕๘] จากนั้น ทรงพระดำริว่า ‘วิญญาณนี้ย่อมหมุนกลับมาจากนามรูป
    เท่านั้น ไม่เลยไปกว่านั้น เพราะความหมุนกลับเพียงแค่นี้
    สัตว์โลกจึงเกิดบ้าง
    แก่บ้าง ตายบ้าง จุติบ้าง อุบัติบ้าง



    ส่วน..อวิชชามี สังขารจึงมี ที่เหตุแก่กันและกันไม่ได้นำมากล่าว เพราะอรรถกถากล่าวไว้ว่า..แต่การรู้แจ้งนี้ ไม่ต้องอาศัยความสืบต่อแห่งอวิชชาและสังขารซึ่งเป็นอดีตภพ เพราะมหาบุรุษ (พระโพธิสัตว์) อยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบัน


    ....ตามด้านล่างนี้ที่ link มานำมาจากพระไตรปิฏกค่ะ

    แต่ถ้าเป้าหมายของกระทู้นี้และบุคคลที่เข้ามอ่านแล้ว ผู้ปราถนาพระโพธิสัตว์ที่ต้องรู้รอบ จิตยิ้มว่านะ ควรต้องพิจารณาครบวงจรเริ่มด้วยอวิชชาและสังขารด้วยค่ะว่าจุดเริ่มต้นของอวิชชานั้นคืออะไร? แล้วจึงเกิดสังขาร

    ซึ่งจุดเริ่มต้นของอวิชชา จัดเริ่มต้นทั้งมวลเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า "อณู" หรือ อนุภาคเคลื่อนที่อิสระ (อนัตตา) เป็นสภาวะของ (พลังงาน) มีสภาวะไม่เกิดขึ้นที่ใด ไม่ดับลงที่ใด สภาวะธรรมชาติเป็นเช่นนั้น

    "อนุภาค" ที่เคลื่อนที่นั้นทิ้งร่องรอยการเคลื่อนประดุจรอยเกวียน "อนุภาค" ที่เป็นตัวต้นเหตุ วิ่งผ่านไปในเนื้ออวกาศ(ว่าง) แห่งนิโรธ ก่อให้เกิดคลื่น "อวกาศ"(คลื่นความถี่) จนก่อกวนให้เกิด"รอยพับย่น" (แอ่งเลนส์) ในเนื้ออวกาศแห่งนิโรธ (ขอยืมคำกล่าวของท่านธรรม-ชาติ) มาค่ะ

    ซึ่ง...ถ้าขยายความด้านบนแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์กล่าวไว้ว่า อณู หรือ คลื่นความถี่อิสระ หรือเนื้ออวกาศแห่งนิโรธ ดังกล่าวข้างต้นนั้นก็คือ แก่นแท้ของคลื่นความถี่ทางพลังงานที่เป็นสนามพลังงานสากลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก และในสนามพลังงานก็เต็มไปด้วยอนุภาคของคลื่นและคลื่นความถี่อิสระระดับ "อนัตตา" อยู่มากมาย

    คลื่นความถี่ทางพลังงานอิสระในธรรมชาติ จะมีความถี่ของการสั่นสะเทือนแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด ระดับคลื่นความถี่ทางพลังงานของอนุภาคคลื่นแต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไป อาจกล่าวว่า คลื่นความถี่นั้น ๆ มี"มิติ" ที่แตกต่างกันก็ได้ คลื่นความถี่ทางพลังงานในทุกย่านความถี่ซึ่งลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ในสนามพลังงานล้วนมีแหล่งกำเนิดด้วยกันทั้งสิ้น กำหนดให้แก่นแท้ของแต่ละสรรพสิ่ง ที่ล่องลอยอยู่หรือดำรงอยู่ในสนามพลังงานแห่งเอกภพ มีความสามารถที่จะสั่นสะเทือนตนเองเพื่อการสร้างพลังงานใหม่ได้ในหลาย ๆ มิติ แล้วเหวี่ยงออกมาสู่สนามพลังงานสากล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน

    แก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งที่เป็นอนัตตาหรือเป็นแก่นแท้ของคลื่นพลังงานอันเป็นสรรพสิ่งที่พร้อมจะเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งอื่น ๆ ในมิติอื่นที่หยาบกว่าไปจนถึงการสร้างสรรพสิ่งที่มีอัตตาตัวตนได้อยู่แล้ว ซึ่งถ้าแก่นแท้ของคลื่นความถี่ทางพลังงานที่เป็นอนัตตานี้ดำรงอยู่อย่างอิสระ มันก็พร้อมที่จะสร้างสรรพสิ่งใหม่ที่มีอัตตาตัวตนให้ปรากฎขึ้นในมิติที่หยาบกว่าได้อยู่แล้ว

    คลื่นความถี่อิสระ หรือ คลื่นอนัตตา (อณู) คือ จุดเริ่มต้นของ "อวิชชา" นั่นเองค่ะ

    ส่วน.....

    เนื้อแห่งนิโรธ และความว่างแบบอวกาศ (ไร้ขอบเขต ไม่มีประมาณ มีสารแขวนลอย) รอยพับย่นเล็นซ์นูน ดึงอนุภาคเข้ามารวมตัวกัน ก่อเกิดเป็น "สภาพคล้ายเมฆหมอก" ตรงนี้เป็นสภาวะธาตุเริ่มต้น (ต้นธาตุ) อวิชชา นับจากที่นี่ (อนุภาคต้นธาตุ)

    สภาพธาตุเริ่มรวมตัว ดึงอนุภาคเคลื่อนที่นั้น เข้ามารวมตัวกัน มีกระแสดึงดูด เมื่ออนุภาคเข้ามารวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้น ก็คล้ายกับสภาพเมฆหมอกที่หมุนวนมาตามแรงดึงดูด ลักษณะเลนส์นูน หลวงปู่มั่นเรียกอนุภาคนี้ว่า ฐิติภูตัง" (อนุภาคต้นเหตุ) สภาพธาตุเริ่มรวมตัว หมุนวนดึงดูดหนาแน่นเกิดเป็น"กรวย" (สังขารธาตุ) คือสังขารา ลงไปแตะ Touch down กับตัวอนุภาคต้นเหตุนั้น จุดเริ่มต้นการเกิด"วิญญาณัง" ประมาณนี้ค่ะ (ขอยืมคำกล่าวของท่านธรรม-ชาติ มาเรียบเรียงหน่อยค่ะ )

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์กล่าวไว้ว่า... การเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองของรูปธรรมทางพลังงานเพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในระบบของตนเองนั้นมีต้นแบบมาจากรูปธรรมทางพลังงานของต้นธาตุ คือ แก่นแท้ของสรรพสิ่งที่เป็นอนัตตาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งที่มีอัตตาทั้งหลายนั้น มันทั้งหลายสามารถดำรงอยู่ภายในรูปธรรมทางพลังงานของพระบิดา/ผู้สร้าง/ต้นธาตุอย่างสมดุลได้ก็เพราะทั้งรูปธรรมมีการหมุนวนรอบจุดศูนย์กลางของตนเองตลอดเวลา จึงทำให้เกิดแรงดึงดูดเหนี่ยวรั้งทุก ๆ อนุภาคเข้าหาจุดศูนย์กลางการหมุนหรือนิวเคลียสของรูปธรรมนั้น นั่นเอง

    ในสนามพลังงานก็เต็มไปด้วยอนุภารของคลื่นและคลื่นความถี่อิสระระดับ "อนัตตา" อยู่มากมาย

    ถ้าหากคลื่นความถี่อิสระทั้งหลาย หมายถึงสรรพสิ่งที่เป็นอนัตตาแล้ว อนุภาคของคลื่นความถี่อิสระนั้น ๆ ก็คือ "แก่นแท้" ของสรรพสิ่งที่เป็นอนัตตา นั่นเอง

    จุดศูนย์กลางของการสั่นสะเทือนของทุกสรรพสิ่ง ในย่านความถี่หรือในทุก ๆ มิติพลังงาน ก็คือจุดเริ่มต้นแห่งการเกิดขึ้นของทุกสรรพสิ่งตั้งแต่มิติของการเป็นอนัตตาไปจนถึงมิติของสรรพสิ่งที่มีอัตตา นั่นเอง

    นั่นค่ะ จุดเริ่มต้นของอวิชชาที่เป็นวงจรปฏิจจสมุปบาท อวิชชาปัจจยาสังขารา ค่ะ

    จิตยิ้มว่านะ จิตที่เป็นสมถะแท้จริง คือ สภาวะจิตที่ถึงขั้นอุเบกขาอย่างถาวร หรือสภาวะสังขารนุเปกขาญาณ นะค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 ตุลาคม 2018
  15. Grace Mongkhonsin

    Grace Mongkhonsin สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2019
    โพสต์:
    56
    ค่าพลัง:
    +19
     
  16. Grace Mongkhonsin

    Grace Mongkhonsin สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2019
    โพสต์:
    56
    ค่าพลัง:
    +19
    เราจะเปิดเผยความจิงในสิ่งที่ได้รับอนุญาติจากพระบรมศาสดาว่า ให้เราพูดบอกเป็นธรรมทานในสิ่งที่เรียกว่า พระโพธิสัตว์ ของเราว่าเป็นเช่นไร จะรุได้อย่างไรว่าใครเป็นพระโพธิสัตว์บ้าง ไม่ยากเลยคะ พระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมียุนั้นมียุทั้งหมด 510 พระองค์คะ แต่มีเพียงพระนิยตโพธิสัตว์์์์แค่ 10 พระองค์เท่านั้นที่ได้ รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป้นพระพุทธเจ้าชื่อองค์ใดองค์นึง ในอีก กี่อสงไขยกี่กัปจะมาถึงนี ชื่อต้นไม้ที่จะตรัสรุ้ ไปหาดุได้ตามหนังสือรึวรสาร อินเตอร์เน็ตต่างๆ
    เรื่อง อนาคตวงศ์ แค่ 10 พระองค์นี้เท่านั้นที่เรียกว่านิยตโพธิสัตว์ที่ได้รับพุทธพยากรณ์ จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระองค์นึง
    ฉะนั้นอีก 500 พระองค์ที่กำลังบำเพ็ญบารมีมายังไม่ครบ30ทัศ ตามแต่ว่า พระอนิยตโพธิสัตว์ ที่ยังไม่ได้รับพุทธยากรณ์ ได้ปรารถนาพุทธภูมิประเภทใด เช่นเรานี้ ปรารถนาพุทธภูมื เป็นหน่อพุทธางกูร ประเภท ศรัทธาธิกะ ยุในอันดับที่ 110 ของเหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งเหลือใน 510 พระองค์นี้เท่านั้น เราบำเพ็ญบารมีมาแค่ 3 อสงไขยแสนมหากัปป์เอง เหลืออีก 36อสงไขยแสนมหากัปป์ จะบำเพ็ญบารมีเต็ม รอจะได้รับพุทธพยากรณ์สักวันหนึ่ง คนที่เป็นพระโพธิสัตว์รึพระบรมโพธิสัตว์ทั้ง510พระองค์ จะมีครูบาอาจารย์ที่เป็นญานหยั่งรู้คอย สอบธรรมเป็นพระพี่เลี้ยงชี้แนวทาง นั่นคือสมเด็จพระบรมศาสดารึพระพุทธเจ้าองค์ใด
    องค์ที่ตอนนี้ยุบนนิพพานมาคอยชี้แนะ แนวทางผ่านญาณหยั่งรู้ต่างๆที่ในอดีตเราได้บำเพ็ญมานาน ตั้งแต่ชาติแรกที่พบ พระทีปังกรพุทธเจ้า เมท่อ4องไขยแสนมหากัปป์ที่แล้ว เป็นพระราชาในเมืองอมรวดี เป็นพระสหายของท่านสุเมธดาบส ที่ได้รับพุทธพยากรณ์จาก พระทีปังกรพุทธเจ้าเป้นครั้งแรก หรือพระพุทธเจ้าโคดมองค์ปัจจุบันนี้แหละ เราได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย มาคอยต้อนรับพระทีปังกรพุทธเจ้าถวายมหาทานแด่ พระทีปังกรพุทธเจ้าและพระอรหันต์ขีนาสพแสนโกฎ รุปร่างสูงใหญ่ เป็นแสนพระองค์เลย เหล่าพระพุทธเจ้าบรมครูที่เป็นสายเด่วกันกับญานในเราจะทำการสอบธรรม หรือเรียกว่าการเข้าฌานคุยกันโดยผ่านนิมิตที่แสดงเป็น เครื่องกำหนดรู้ แต่ คุยได้หมดโดยมีพระบรมครูเป็นเหมือนอาจารย์ใหญ่ ที่พาเหล่าพระโพธิสัตว์์์ทุกๆพระองค์ได้พุดคุยกับเครือวานอดีตภพภูมมิ รึอนาคตก้อถามท่านได้ทุกๆเรื่อง ท่านทรงพระเมตตามาก ไม่มีใครในจักรวาลนี้ที่จะเสมอเหมือนพระบรมศาสดา ไม่มีอีกแล้ว ทรงรุ้แจ้งในทุกๆเรื่อง สาธุ ขอให้เราได้บรรลุโพธิญานในอนาคตจากการ เผยแพร่ธรรมทานนี้จากเรา พระโพธิสัตว์พระองค์นึง
     
  17. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    554
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +660
    พระนิยตะโพธิสัตว์มีเยอะกว่า10อยู่ครับถ้าเป็นประเภทศรัทธาธิกะต้องบำเพ็ญบารมีมาแล้วไม่ต่ำกว่า32อสงไขยถึงจะได้รับพยากรณ์เรื่องประเภทนั้นเราจะไปว่าเอาเองยังไม่ได้ครับต้องตอนที่รับพุทธพยากรณ์นุ้นละครับถึงจะรู้แน่ชัดได้เรื่องบารมีไห้ดูที่สีของพระแก้วประจำองค์และเศวฉัตรครับถ้าเป็นไปได้ไห้ไปดุพระแก้วแดงนะครับ
     
  18. สยบฟ้า

    สยบฟ้า สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 สิงหาคม 2019
    โพสต์:
    23
    ค่าพลัง:
    +9
    สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านว่าไงบ้างครับตอนนี้
     
  19. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,126
    ค่าพลัง:
    +3,019
    เกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ
     
  20. สยบฟ้า

    สยบฟ้า สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 สิงหาคม 2019
    โพสต์:
    23
    ค่าพลัง:
    +9
    เกี่ยวกับโลกปัจจุบันนี้ละคับการบำเพ็ญบารมีของแต่ละท่านเป็นไงบ้างครับในพรรษานี้
     

แชร์หน้านี้

Loading...