เรื่องเด่น มีวิธีเช็คยังไงครับว่าเป็นพระโพธิสัตว์ที่รับพยากรณ์แล้ว

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ทอนเงิน, 28 มีนาคม 2017.

  1. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    598
    ค่าพลัง:
    +393
    อะไรดีก็ทำไปอะไรไม่ดีก็เลิกทำไม่ว่านิยตหรืออนิยตก็พิจารณาเห็นได้ในข้อนี้...เพราะสติปัญญาที่รู้ว่าไม่ดีแน่ถ้าเบียดเบียนซึ่งกันและกันไม่ดีแน่ถ้าทำใหคนอื่นเดือดร้อน จิตที่สูงคือจิตที่ไม่คิดเบียดเบียนแม้มีใครเบียดเบียนก็...ไม่คิด...ปล่อยไป...เพราะรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่จะแก้ไขทั้งหมดและเรามาเพื่อสั่งสมบารมีไม่ใช่เพื่อยั่นทอนบารมี...คงมีเท่านี้ไหม...ไม่รู้สินะคงต้องบอกว่าก็พิจารณาเอาเอง...ทุกคนอาจเป็นแต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นได้...ทั้งนี้ข้อจำกัดทั้งหมดน่าจะมาจากตัวเราเป็นผู้กำหนด....อาจบอกว่าต้องการเลิศกว่าใครก็ได้ถ้าถึงเวลา...หรืออาจบอกว่าขอเพียงได้เรียนรู้ก็ได้ถ้ายังไม่พร้อม
     
  2. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    598
    ค่าพลัง:
    +393
    ภพในที่นี้ก็เป็นทั้งภพที่เกิดขึ้นเพราะจิตปัจจุบันกำหนดหรืออาจจะเป็นภพเพราะจิตที่ไม่เป็นปัจจุบันกำหนด ซึ่งก็แล้วแต่ถ้าในแง่ของบารมีควรรู้ว่าภพใดเรียกปัจจุบันภพใดเรียกอดีตภพใดเรียกอนาคต แต่ทุกภพล้วนใช้เหุตผลเดียวกันคือ ผ่านเหตุที่เป็นปัจจุบัน จะจำแนกก็คงยากว่าแต่ละภพเป็นอย่างไร เพราะในท่ามกลางปัจจุบันก็มากเหลือเกิน อดีตก็นับไม่ไหวอนาคตก็คงนับไม่ได้...ถ้าอยากนับก็ทำไปคงไม่แปลกอะไรนะคับ
     
  3. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,758
    ค่าพลัง:
    +1,553
    เคยได้พบกับสภาวะธรรมในลักษณะนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นขณะนั่งสมาธิอยู่ และได้เข้าถึงองค์ธรรมข้างในแบบไม่ได้ตั้งใจ หรือ ไร้เจตนาค่ะ ได้มีการกล่าวถึงมรรคแปด เราก็เพียงตามรู้เฉย ๆ แต่ของท่านจะเป็นไปลักษณะจิตมันคิดเอง หรือ พิจารณาและได้มา แต่ของตนเองเป็นลักษณะไปประสบกับสภาวะนั้นเอง และที่ว่าเหมือนกัน ก็คือ มันไหลลื่น ไม่ติดขัด และไม่ว่างเว้น เป็นความรู้สัจธรรมที่ไหลออกมา ตนเองเข้าใจว่าเป็นลักษณะของปัญญาญาณที่เกิดความรู้จาก "จิตสู่จิต"ค่ะ

    จิตเป็นผู้คิดรู้ได้ในทุกสรรพสิ่ง การที่พระพุทธเจ้าลอยถาดบุคลาธิษฐานในคืนวันก่อนตรัสรู้ ก็คือ บ่งบอกถึงนัยยะของสภาวะธรรมภายในเป็นผู้รู้ทุกสรรพสิ่ง อยู่ในศูนย์กลางกลางของดวงจิตในกายเรานี้

    ในลักษณะของท่านที่ได้ประสบกับสภาวะนั้น เป็นลักษณะ "ปัญญาญาณ" ก็คือ สติปัญญาของจิตวิญญาณ ที่เปรียบดั่งดุมล้อธรรมจักรนี้ จะแบ่งเป็นสองขั้น หรือสองระดับ คือ วงนอกสุดจะเป็นระดับ ปัญญาญาณ และวงในสุดจะเป็นระดับสุดยอด ซึ่งมนุษย์อาจเรียกว่า อริยญาณ ก็ได้

    ถ้าเป็นความเข้าใจในสภาวะของตนเองที่ได้พบนะคะ การที่เราได้สภาวะธรรมนั้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ น่าจะเป็นการเชื้อเชิญพบกับสภาวะธรรมของโลกุตระตามวาสนาบารมีของตนเองค่ะ และทำให้เรารู้และเข้าถึงสัจธรรมในยุคธรรมโลกุตระเปิดในยุคกึ่งพุทธกาล ลองถามผู้มีบุญบารมีที่ลงมาสร้างในยุคนี้ก็ได้ค่ะ สำหรับกระทู้นี้พระโพธิสัตว์ว่าแต่ละท่านได้พบกับสภาวะธรรมโลกุตระกันมาน้อยแค่ไหน?

    ส่วนการที่จะเข้าถึงการพิจารณาโดยไม่ต้องหลับนั้น ฐานของกำลังจิตต้องมีกำลัง ก็คือ กำลังของสติ หรือกำลังจิตที่เป็นอุเบกขา นั่นเองค่ะ

    นำบทความนี้มาฝากเพื่อพิจารณา......

    สนทนาธรรมภาคปฏิบัติ ปฏิปัตติวิภัชน์
    พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
    จากหนังสือ จิตตภาวนา มรดกล้ำค่าทางพุทธศาสนา
    ผ. ถามว่า การปฏิบัติก็มุ่งต่อความพ้นจากกิเลส แต่ทำไมตั้งใจจะละอาสวะให้หมดไป จึงไม่หมดไปได้อย่างใจ

    ฝ. ตอบว่า อาสวะเป็นกิเลสที่ไม่ประกอบด้วยเจตนา ต้องอาศัยอริยมรรคที่เป็นกุศลพ้นเจตนาจึงละไว้ได้ การตั้งใจละนั้นเป็นกุศลที่ประกอบด้วยเจตนา เพราะฉะนั้นจึงละอาสวะไม่ได้ คงละได้แต่กิเลสที่ประกอบด้วยเจตนา แต่ก็ละได้ชั่วคราว ภายหลังอาจเกิดขึ้นได้อีก เพราะเป็นโลกิยกุศล

    สิ่งศักดิ์สิทธิ์กล่าวไว้ว่า....ถ้ามนุษย์คนใดสามารถเข้าถึงการใช้ปัญญาญาณได้เมื่อใด เมื่อนั้น คำว่า "นิพพาน" การคืนกลับสู่แดนสุญญตาย่อมเป็นจริงได้เช่นเดียวกัน

    เพิ่มเติม....ตามชื่อของกระทู้นี้ค่ะ สำหรับสติปัญญาระดับสูงสุดของมนุษย์ อริยญาณ จะเป็นระดับสติปัญญาที่ใช้ในการคิดสร้างสรรค์ชั้นสูงสุดของมนุษย์ เพื่อการเรียนรู้ตนเองของโลกและจักรวาลในเรื่องที่ยากที่สุดที่สติปัญญาในระดับอื่น ๆ ไม่อาจเข้าถึงได้ และยังเป็นพลังอำนาจสูงสุดทางจิตวิญญาณของมนุษย์ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับต้นธาตุต้นธรรมในแดนสุญญตานอกระบบเอกภพอันไกลโพ้นได้ ที่เรียกว่า "การสื่อสารแนวดิ่ง"

    จะต้องเป็นจิตสมถะอย่างแท้จริง คือ สภาวะจิตที่ถึงขั้นอุเบกขาอย่างถาวรแล้วนั่นเอง

    การที่มนุษย์จะยกระดับปัญญาญาณสู่ปัญญาอริยญาณขั้นสูงสุดนี้ได้ มันจะต้องอาศัยพลังจิตขั้นสูงสุด ก็คือ สภาวะจิตที่ถึงขั้นอุเบกขาอย่างถาวร ตามที่กล่าวมานั่นแหละค่ะ ก็คือ การฝึกฝนตนเองอย่างเคร่งครัดเท่านั้นที่จะมีหนทางเข้าถึงสติปัญญานี้ได้

    เปรียบเหมือนนกอินทรีกำลังบิน!

    พระศาสดาแห่งโลกทั้งหลายในแต่ละยุคสมัย ล้วนทรงเข้าถึงการใช้สติปัญญาขั้นสูงสุดนี้ เพื่อรับและนำเอาสัจธรรมทั้งหลายมาเผยแพร่เพื่อสร้างจิตสำนึกทางวิญญาณให้แก่มวลมนุษย์โลกทั้งสิ้น ตามนัยยะบุคลาธิษฐาน


    คำว่า "อนัตตา" ความหมายที่แท้จริงแล้วคือ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ค่ะ ถ้าคำว่า "อนัตตา" บ่งบอกถึง ความไม่มีตัวตน เป็นความหมายที่ผิดไปจากความจริง

    เพราะที่จริงแล้ว...ทุกสรรพสิ่งที่เห็นว่าเป็นอัตตา ความจริงก็คือ "สรรพสิ่งที่เป็นอนัตตา จะเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งที่เป็นอัตตาเสมอ" หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ จิตวิญญาณเป็นรูปธรรมทางพลังงานซึ่งเป็นแก่นแท้อนัตตา ที่มีคุณสมบัติของสุญญตา นั่นเอง ดังนั้น....คำว่า อนัตตา เป็นสภาวะไม่ใช่ตัวตน ส่วนคำว่า ไม่มีตัวตนเป็นความหมายที่ผิดไปจากความเป็นจริง ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 กันยายน 2018
  4. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +37
    ได้ความรู้เพิ่มเติมจริงๆ ขอบคุณทุกท่านครับ
    เพราะตามปกติผมไม่ค่อยชอบนั่งสมาธิแบบว่านั่งนิ่งๆพิจารณาตอนนั่งนิ่งๆอ่ะครับ รู้สึกมันช้า เลยตั้งอุบายกับตัวเองไว้ว่า พิจารณาธรรมจากการทำงาน จากการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ พิจารณาใจเราตอนโกรธ ตอนขุ่นเคือง ตอนเห็นคนอื่นเค้าถือเงินเป็นปึกๆ ตอนฟังเพลงที่ชอบ ตอนเราโดนชมเชย ดูว่าใจเราเป็นยังไง มีผลต่อเนื่องกับร่างกายยังไง พิจารณาทันบ้างไม่ทันบ้างปะปนกันไป บางทีความโกรธครอบงำบ้างเพราะหยุดไม่ทัน บางทีฟังเพลงปล่อยใจเพลิดเพลินไปตามเพลงบ้างเพราะพิจารณาไม่ทัน ผมรู้สึกทำแบบนี้แล้วมีฉันทะในพิจารณาธรรม เพราะเราไม่ต้องฝืนตัวเอง
    ส่วนสภาวะที่มันเกิดขึ้นเอง ผมลองทบทวนดูแล้วว่า เราเอาปัญญาที่เกิดจากการคิดกันในยามปกติไปประหารกิเลสไม่ได้จริงๆด้วยครับ เมื่ออินทรีย์ 5 ของเราสมดุลย์กันดี และเราตั้งใจไว้ตรงเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อนั้นจิตจะพิจารณาธรรมที่ถูกต้องของมันเอง เราได้แต่เฝ้าดู ไปบังคับไปกะเกณฑ์ไม่ได้
    ตอนนี้ผมเห็นคุณค่าของพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสนิทใจเลยครับ ตอนนี้ตัวเองคิดว่าเกิดมาไม่เสียชาติแล้วเราและพอจะทราบแนวทางเบื้องต้นแล้วว่าพระอริยะเจ้าท่านพบเจออะไร และพอจะกะเกณฑ์แนวทางแล้วว่าที่เราเคยทำมาไม่เสียประโยช์ และเราเริ่มมาถูกทางแล้ว
    ขอบคุณทุกๆท่านครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาถามจากผู้รู้อีกครับเพราะปกติผมชอบทำเงียบๆคนเดียว เจออะไรแปลกจริงๆถึงค่อยมาถาม

    เจริญในธรรมทุกท่านครับ
     
  5. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,758
    ค่าพลัง:
    +1,553
    จากคำอ้างอิงของท่านในข้อความสีแดงนะคะ มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ที่จิตผมมันคิดมันพิจารณาของมัน มันไม่ได้คิดแยกเป็นสถานที่ต่างๆ มันพิจารณาเป็นองค์รวมไปเลย ไม่มีพื้นที่มาเกี่ยวข้องเลย อธิบายคล้ายๆว่าเป็นสภาวะธรรมที่มันครอบชาติเอาไว้"

    ตามความเข้าใจของตนเองค่ะ จากคำกล่าวของท่าน

    สภาวะของภพ ถ้าจะกล่าวในประเด็นของท่านได้อธิบายว่าคล้าย ๆ เป็นสภาวะธรรมที่ครอบชาติเอาไว้ พิจารณาเป็นองค์รวแล้วมันไม่มีพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องเลย

    ขอนำคำของสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้พิจารณาค่ะ

    ไม่ว่าสรรพสิ่งใดก็ตาม ถ้าสามารถแสดงออกซึ่งความมีอัตตาตัวตนให้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ สรรพสิ่งนั้นย่อมเป็น "มายา" อันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำของแก่นแท้ที่เร้นอยู่ข้างในทั้งสิ้น

    (ตามความเข้าใจของตนเองค่ะ ทิฐิความเห็นผิดเป็นก็เป็นอัตตา ที่ถูกสร้างมาในลักษณะอวิชชาความไม่รู้คือความมืดมิดปกคลุมเอาไว้)

    กรรมคือ พลังงานด้านบวกและลบ ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของจิตสำนึกมนุษย์เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ ก่อให้เกิดความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ขึ้น
    พลังงานที่เกิดขึ้นนั้นแม้จะนำไปสู่การกระทำหรือการแสดงออกทางกายต่อบุคคลหรือสรรพสิ่งอื่นที่เป็นเงื่อนไขหรือไม่ก็ตาม ถือว่าเป็นการเกิดกรรมนั้น ๆ แล้ว

    พลังงานกรรมที่เกิดขึ้นจะแผ่ผ่านออกมาภายนอกร่างกายได้
    แต่ถ้าเป็นพลังานกรรมด้านลบ มันจะรวมตัวกันเป็น กลุ่มลักษณะคล้ายเมฆหมอกสีดำโดยมีพลังงานด้านบวกหรือการกระทำที่ถูกต้อง ในเรื่องนั้น ๆ ที่มนุษย์ผู้เป็นเจ้าของมันไม่ได้กระทำแฝงเร้นอยู่ภายในใจกลางเมฆหมอกสีดำนั้น

    ในการทำกรรมดีและกรรมชั่วแต่ละเรื่องนั้น เป็นการทำงานของใจ จิตจะเป็นตัวบงการ และมีจิตใต้สำนึกมนุษย์นั้นคอยทำหน้าที่เก็บรหัสข้อมูลหรือจดจำไว้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ แม้จิตสำนึกตนเองจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว แต่จิตใต้สำนึกมันไม่มีวันลืม รหัสข้อมูลทางพลังงานเหล่านี้ จิตวิญญาณมนุษย์ผู้นั้นจะรับเอาไว้เป็นคุณสมบัติแห่งผลกรรมของตนทุกเรื่อง เมื่อร่างกายดับสังขารลง พลังงานกรรมดังกล่าวจึงถูกเชื่อมโยงไว้กับมนุษย์นั้นในทุกภพชาติ จนกว่าเจ้าของมันจะทำมันให้เป็น กลางให้จงได้เท่านั้น


    ดังนั้น กรรม คือ พลังงานที่เกิดจากคลื่นความคิด และความรู้สึกของมนุษย์ที่เป็นอารมณ์หรือความอยากใด ๆ ซึ่งเกิดจากการสั่นสะเทือนของจิตในกายมนุษย์เมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า แล้วจับรวมตัวกันเป็นคล้ายฟองอากาศหรือเมฆหมอก พลังงานกรรมแต่ละกลุ่มจะแยกกันตามคลื่นการสั่นสะเทือนของจิตเป็นเรื่อง ๆ ไม่ปะปนกัน พลังงานกรรมใด ๆ จึงมีคุณสมบัติคงที่ ไม่มีความเป็นอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน มีแต่การดำรงอยู่เพื่อรอให้ผู้เป็นเน้าของนั้นมันกำจัดมันหรือชดใช้ตลอดกาล โดยกรรมเหล่านั้นจะคอยติดตามผู้เป็นเจ้าของมันตลอดไป แม้ตายไปก็ยังดำรงอยู่ไม่เสื่อมคลาย

    การเกิดภพชาติของมนุษย์

    จึงได้ก่อกรรมด้านลบเป็นพันธกรรมซ้ำซ้อนขึ้นมากมาย พลังงานกรรมที่เกิดขึ้นไม่อาจสูญหายไปไหนได้ กลุ่มพลังงานกรรมเหล่านั้นจะไร้พลังอำนาจ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ผู้เป็นเจ้าของมัน ทำให้แตกสลายกระจัดกระจายไปคนละทิศทางแทรกซึมไปทั่วจักรวาลเท่านั้น คุณสมบัติของกรรมนั้นจึงหมดไป

    ถ้าพิจารณาจากคำของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะคะ ที่ว่าสภาวะของภพคือสภาวะธรรมที่ครอบชาติเอาไว้ ก็น่าจะหมายถึง พลังงานของกรรม ที่ทำให้เกิดการมีภพชาติขึ้นค่ะ เพราะพลังงานกรรมในแต่ละเรื่องจะเกิดขึ้นจากอารมณ์รู้สึกนึกคิดที่เกิดจากการใช้อารมณ์ คือ จากกิเลสตัณหาเป็นตัวขับเคลื่อนการคิด จึงออกมาเป็นพลังงานกรรมในแต่ละเรื่องที่ไม่ปะปนกัน ให้เกิดความเป็นภพที่ครอบชาติเอาไว้ดั่งเมฆหมอกสีดำของพลังงานกรรมในแต่ละเรื่องราว

    ถ้าเราจะกล่าวถึงเรื่องภพชาติ เราอาจะมองว่า ภพคือ ความมีความเป็น เช่นเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน ส่วนชาติคือ เป็นชื่อนั้น เป็นลักษณะนั้น หรือ อย่างไรก็แล้วแต่นั้นอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่...ตามท่านกล่าวไว้ว่า ที่เกิดพิจารณาเห็นสภาวะภพที่ครอบชาติเอาไว้ตีความให้แคบลงมาอีกนิดน่าจะหมายถึง นิสัยของอารมณ์กรรม ในแต่ละเรื่องราวนั่นเองที่นำพาไปให้เกิดภพชาติสืบต่อกันไปไม่รู้จักจบสิ้น ดั่งที่เคยเปรียบไว้ว่า..ดังเมฆหมอกคล้ายฟองอากาศ ที่ภพคือวิญญาณนำพาไปเกิด ส่วนชาติคือเจตสิก (สัญญา เวทนา สังขาร) ที่เป็นอุปนิสัยที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในวิญญาณ นิสัยอารมณ์กรรมจึงเป็นที่มาของการก่อภพชาตินั่นเองค่ะ

    ทีนี้จากคำกล่าวที่ว่า.....

    ไม่ว่าสรรพสิ่งใดก็ตาม ถ้าสามารถแสดงออกซึ่งความมีอัตตาตัวตนให้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ สรรพสิ่งนั้นย่อมเป็น "มายา" อันเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำของแก่นแท้ที่เร้นอยู่ข้างในทั้งสิ้น

    ในกลุ่มของเมฆหมอกสีดำของอารมณ์กรรม จะมีคำตอบที่ถูกต้อง คือในใจกลางจะมีแสงสว่างเร้นอยู่ภายใน ถ้าสามารถเข้าถึงแสงสว่างภายในนั้นได้ คือ หมายถึงปัญญาญาณในการตัดสินใจถูกต้องในการกระทำครั้งต่อไป นิสัยอารณ์กรรมนั้นถูกทำให้เป็น กลาง การเกิดภพชาติในเรื่องนั้น ๆ ก็ค่อย ๆ ลดน้อยเบาบางลงไปจนกว่าจะหมด วิญญาณจึงหยุดหมุน จึงหยุดการเกิดดับอีกต่อไป คิดเห็นเป็นประการใดค่ะ เพื่อลองพิจารณา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กันยายน 2018
  6. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +37
    สภาวะธรรมที่ปรากฎขึ้นนี้ประหลาดและมหัศจรรย์ดีแท้ ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน สิ่งที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันคือการนำสภาวะนั้นมาทบทวน ตรวจทาน สอบถาม นับว่าเป็นวาสนาและกุศลกรรมที่ดีเยี่ยมที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้ปฏิบัติตามพุทธฎีกา เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆจักสำเร็จดังประสงค์

    เจริญในธรรมทุกๆท่านครับ
     
  7. เทวินตพรหม

    เทวินตพรหม พรหมวิหาร4มรรคมีองค์แปด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    90
    ค่าพลัง:
    +130

    ขอบคุณสำหรับคำตอบครับผม
    ปรารถนาสาวกภูมิครับ พิจารณาตามครูบาอาจารย์หลวงพ่อหลวงปู่ท่านเรื่องพระโพธิสัตว์ครับ
     
  8. เทวินตพรหม

    เทวินตพรหม พรหมวิหาร4มรรคมีองค์แปด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    90
    ค่าพลัง:
    +130
    สาธุในธรรมครับผม
    ขอบคุณที่เขียนอธิบายได้เข้าใจง่ายนะครับ
     
  9. เทวินตพรหม

    เทวินตพรหม พรหมวิหาร4มรรคมีองค์แปด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    90
    ค่าพลัง:
    +130
    สาธุอนุโมทนาบุญด้วยครับคุณคะนึง
     
  10. ไม่ใช่ตัวตน

    ไม่ใช่ตัวตน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2018
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +14
    ความอดทนจะจำได้
    นิพพานกับกรุณา เหมือนถืออยู่ทั้งสองมือ
     
  11. pandykub

    pandykub Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2013
    โพสต์:
    18
    ค่าพลัง:
    +37
    ขอสอบถามเพิ่มเติมครับ
    -ในกรณีที่จิตมันคิดพิจารณาไตรลักษณะอยู่(มันคิดพิจารณาของมันเอง เราไม่ได้บังคับ หลังจากที่เกิดขึ้นและผมลองมาทบทวนดู จิตมันพิจารณาของมันไป เราที่เฝ้าดูก็เข้าใจสิ่งที่จิตมันกำลังพิจารณาอยู่ด้วย) อยู่ดีๆมันเด้งหลุดออกมาจากสภาวะนั้นเฉยเลย รู้สึกไม่อิ่ม(เหมือนคนเรากินอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง แต่มีเหตุต้องทำให้เลิกกินก่อน ทำให้ไม่อิ่ม ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดแบบไหนครับ) เลยเกิดความแปลกใจ ขบคิดอยู่หลายวัน ว่าเกิดจากอะไร ในกรณีนี้อยากจะสอบถามผู้รู้ว่า จิตมันเด้งออกเองของมันอย่างนี้เป็นเรื่องปกติกับทุกๆท่านหรือเปล่า เพราะแต่ก่อน(ก่อนที่จะเกิดสภาวะดังกล่าว) ผมเข้าใจตามประสาว่าจิตมันจะค่อยๆถอนออกมาเองแบบนุ่มนวลอะไรประมาณนี้อ่ะครับ
    -จากการขบคิดบวกค้นหาจาก Google ผมเลยตั้งสมมติฐานเอาไว้ดังนี้ว่าอาจจะเกิดจาก
    1.อนันตริยกรรม อันนี้ผมไม่เคยกระทำ
    2. อินทรีย์ 5 ยังไม่ได้ส่วนสมดุลย์กัน(อันนี้ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด)
    3.ปรารถนาพุทธภูมิ อันนี้ผมไม่เคยตั้งความปรารถนา

    ปล.ตอนนี้ก็ได้แต่ใช้ชีวิตด้วยความสำรวมมากขึ้น จากแต่ก่อนใจร้อน หุนหันพลันแล่น เพื่ออินทรีย์ 5 จะสมดุลย์กันมากขึ้น
    ขอบคุณทุกคำตอบครับและเจริญในธรรมทุกท่านครับ
     
  12. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,758
    ค่าพลัง:
    +1,553
    พระพุทธองค์ ทรงให้ใส่ใจ อุปมานุสติ
    สิ่งนั้นสงบ สิ่งนั้นประณีต สิ่งนั้นได้แก่
    -ความสลัดคืนสังขารทั้งปวง
    -ความสลัดคืนความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง
    -ความสิ้นไปแห่งความติดใจเพลิดเพลิน
    -ความดับขันธ์ ๕...
    -พระนิพพาน
     
  13. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    491
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +553
    กำลังใจและความเข้มข้นดูที่พระแก้วประจำองค์นั่นละครับ
     
  14. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    491
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +553
    ฝึกมโนมยิทธิก็ช่วยได้นะครับขอลงไปดูพระแก้วที่เมืองบาดาลสวยงามมากครับตอนนี้พระแก้วแดงตั้งไว้รอละครับสวยงามน่าไปกราบมากครับ
     
  15. Supreme Krsn

    Supreme Krsn สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    เสาร์
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +2
    ก็สังเกตุจากรอยพระพุทธบาท
    แต่ไม่ได้เวอร์ขนาดนั้นนะครับ
     
  16. Supreme Krsn

    Supreme Krsn สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    เสาร์
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +2
    ถ้าไม่ได้เป็นพระโพธิ์สัตว์ แล้วเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อรอลงมาจุติ
    สร้างบารมีจนมีบารมี30ทัศน์ และได้รับคำพระยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์แรกๆ
    ได้ยังไงครับ และที่สำคัญที่คุณบอกว่าแค่
    ลายมือธรรมจักรนั้น ผู้ที่ได้พบและรับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าโดยตรงเท่านั้น
    (ไม่ใช่เล่นทำนายกันเอาเองแบบเกจิ
    บ้านเราแบบนี้) ถึงจะมีลายมือเป็นรูปวงกลมทั้งกลางฝ่ามือและเท้าครบ4ด้าน ไม่ใช่ใครก็มีได้เพราะนั้นคือสัญลักษณ์
    ของพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างเช่นรอยพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นมาให้คนกราบไหว้ ที่มีอยู่ตามวัดต่างๆ และ ผู้ที่จะมีบารมี
    เป็นเจ้าของจักรแก้วได้ มีแค่จิตที่เกิดจากพระนารายณ์ได้แบ่งภาคลงมา เท่านั้น
    ลองค้นหารวบรวมข้อมูลดูนะครับ เพราะ
    มันไม่ใช่เรื่องที่บุถุชนโดยทั่วไปจะเข้าใจ
    กันได้โดยง่าย
     
  17. Supreme Krsn

    Supreme Krsn สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    เสาร์
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +2
    ที่ได้รับคำพยากรณ์ไปแล้ว ก็มีเพียง6พระองค์ครับ คือพระศรีอารย์
    ผู้ดูแลท้ายพระกัปล์นี้ ส่วนอีก5พระองค์
    นั้นจะลงมาจุติเพื่อมาตรัสรู้เป็น
    พระพุทธเจ้าในพระกัลป์หน้า
    เพราะพระพุทธเจ้าไม่อาจจะลงมา
    จุติบนโลกนี้พร้อมกันหลายพระองค์ได้
    ( #ผู้ที่ได้รับพุทธพยากรณ์ คือผู้ที่มีโอกาส
    เข้าเฝ้าและได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนโดยตรงเท่านั้น
    ไม่ได้มาจากการทำนายกันเอง
    ของเกจิยุคนี้ )
     
  18. Supreme Krsn

    Supreme Krsn สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    เสาร์
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +2
    เคยอ่านตำนานพระพุทธเจ้า5พระองค์บ้างไหมครับ เรื่องบุพกรรมฟองไข่
    จะได้รู้ว่าพระศรีอารย์ ทรงได้
    ตรัสรู้ แต่ทรงวางความเป็น
    พระพุทธเจ้าไว้ถึง4ครั้ง
    ก็เพราะเพื่อหาธรรมที่จะสามารถ
    โปรดพระบิดาของตนที่เป็น
    พระยาราชสีห์ได้ โดยใช้เวลาในการบำเพ็ญ16อสงไขย แสนมหากัปล์
    ไม่รวมถึงบุพกรรมสลับดอกบัว
    ที่กล่าวไว้ในพระไตรยปิฎก ๓/๒๐
     
  19. Supreme Krsn

    Supreme Krsn สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    เสาร์
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +2
    ไม่มีคว่มใกล้เคียงเลยครับ
    #ลายมือธรรมจักร
    จะมีเส้นลายมือเป็นวงกลม
    แบบที่มีบนรอยพุทธบาท
    และมีอยู่ตรงกลางฝ่ามือฝ่าเท้า
    ครบทั้ง4ข้าง
     
  20. 00000

    00000 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มีนาคม 2005
    โพสต์:
    45
    ค่าพลัง:
    +1,184
    จะใช่หรือจะไม่ใช่ในแบบที่ ลายมือ ลายเส้น แบบในที่หมอดูลายมือที่เขาดูกัน ลายมือปรากฎอย่างนั้นจริงหรือครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...