รบกวนถามผู้รู้เรื่องสมาธิครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ไปไม่กลับ, 1 มิถุนายน 2018.

  1. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
    คือผมนั่งสมาธิมาจนถึงจุดที่เหมือนลมหายใจอ่อนมากๆครับ
    แล้วจู่ๆก้อมีลมดันขึ้นมาจนทำให้สำลักทุกครั้งไป เลยทำให้สมาธิหลุดครับเพราะมันเหมือนจะขาดใจ ผมยังไม่เคยเห็นภาพอะไรเลยคับ
    แค่รู้สึกว่ามันเบาสบาย แต่ยังมีความรู้สึกอยู่ครับ ปวดขาปวดหลังก้อปวดไม่มากหากไม่สนใจมัน คำถามคือ ทำอย่างไรจะผ่านจุดนี้ไปครับ ป.ล. ผมรักษาศีล8 ใส่บาตร สวดมนต์ แล้วก้อทำสมาธิครับแบบระลึกรู้ตัวครับเพราะมันช่วยลดความอยากหรือกิเลสดีครับ
    คิดไว้ว่าหากทำสมาธิจนถึงขั้นรู้และเห็นภาพต่างๆได้จะออกบวชครับ เบื่อความวุ่นวาย ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดอีกครับ หรือบุญเก่าผมไม่มีครับที่เป็นเช่นนี้
     
  2. ผ่านมาเฉยๆ

    ผ่านมาเฉยๆ ไรเซ็นมันพูดว่าอะไรหว่า

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    946
    ค่าพลัง:
    +1,202
    ไปเพ่งลม ไม่ใช่รู้ลม
    หยาบก็ช่าง ละเอียดก็ช่าง
    มันจะละหยาบเข้าสู่ละเอียดก็เข้าไม่ได้เพราะติดในลม
    ปล ถ้าไม่มีบุญคงไม่เกิดมาเป็นคนพบพระศาสนาและมีศรัทธาปฏิบัติ
     
  3. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,031
    ค่าพลัง:
    +30,408
    ถ้าเป็นลมเป็นก้อนๆ ที่ดันขึ้นมาตรงลิ้นปี่
    หรือจับได้ว่ามันมีจุดกำเนิดจากบริเวณลิ้นปี่เรา
    และวิ่งขึ้นมาตรงๆผ่านหน้าอกขึ้นมาคอ
    มาศรีษะ ให้กำหนดดับมันไปเลยตั้งแต่ตรงลิ้นปี่ครับ
    เอาตรงนี้ก่อนครับ ดับตรงนี้ได้ ซึ่งถ้ากำหนดดับทัน
    มันจะไม่เกิดอีก บางทีอาการนี้มันก็เกิด
    ในเวลาอื่นๆได้ ไม่ใช่แค่นั่งสมาธินะครับ
    บางทีนอนเฉยๆก็เกิดได้..และก็
    นั่งต่อไป ใช้วิธีเดิมต่อไป
    จนจิตแยกรูปแยกนามได้ก่อน
    ซึ่งต่อไป เด่วมันจะเห็นอะไรที่จะผุด
    ขึ้นมาจากตัวจิตได้ครับ
    อีกซักพักเดียว ตอนนี้
    อย่าพึ่งไปสนใจว่าจะเห็นภาพอะไร
    หรือเอาภาพที่เห็นมาเป็นเกณฑ์อะไร
    เพราะแม้เห็นได้ด้วยตาเปล่าตอนนี้
    ก็ยังไม่ปลอดภัย ต่อการพัฒนาทางจิตครับ

    ปวดแขนปวดขา ถ้ารู้สึกตัวในระหว่างนั่ง
    อย่าลืมตาและให้รักษาลมหายใจไว้ให้ปกติ
    และให้ปรับท่านั่งว่าหลังตรงหรือเปล่า
    หรือใช้ท่านั่งขัดเพชรก็ได้ หรือนั่งปล่อยขาหลังตรง
    ทำสมาธิก็ได้ครับ
     
  4. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,103
    ค่าพลัง:
    +3,464
    ทุกสิ่งเกิดจากเหตุ

    การจะดับ สภาวะนั้น ก้ ต้องสาวไปหาเหตุ

    รักษาสีล8 สังเกต ปิติ สุข ปัสสัทธิที่ เกิด และ ดับ ไป

    ตักบาตร สังเกต ปิติ สุข ปัสสัทธิ ที่เกิด และ ดับ ไป

    สังเกต พอมาทำสมาธิ ปิติ สุข ปัสสัทธิ
    ที่เปนมาตราฐาน มันหายไป มันแตกต่าง

    ถ้าไปเผลอเอา รสที่แตกต่างจาก ทาน สีล
    การ ภาวนาจะสะดุด สะอึก มีกระตุก กระชาก
    บางคนนี้เอาหัวโขกพื้น ยังเข้าใจว่า ดี

    นะ

    ลองไป ค้นคว้าใหม่

    ทำทาน สุข สงบ สลัด วางอย่างไร ตามรู้อย่างนั้น

    รักษาสีล5 8 10 6 4 11 สุขสงบ สละออก
    อย่างไร ตามรู้อย่างนั้น

    พอมาทำสมาธิ อย่าให้กระฉอก กระเพื่อม ผิดรสชาติ ที่ ตามรู้ไว้นั้น อย่างไร ก้รู้อย่างนั้นไม่ห้าม
    ไม่ตำหนิ

    จนจิตใจคลี่คลาย ทั้งด้วย ระลึกทาน ระลึกสีล
    ระลึกภาวนา เปนกลางค่อการเหน รูป นาม
    เกิดดับลงไตรลักษณ์ มีฉันทะ อิทธิบาทใน
    การ ตามเหนการสลัดคืน เปนประจำ ย่อม
    รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งภพ พ้นอยู่ ไม่อ้างการเปนสหาย
    กลายเปนธรรมคู่ ภพน้อย ภพใหญ่ ย่อมมีอภิญญาใหญ่ ครบ 6 หมด 4 11
     
  5. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
     
  6. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
     
  7. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
    ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำหากก้าวหน้าอย่างอย่างไรจะมาขอคำแนะอีกทีครับ
     
  8. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
     
  9. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
    ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำหากก้าวหน้าอย่างไรจะขอคำแนะอีกทีครับ
     
  10. ไปไม่กลับ

    ไปไม่กลับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +3
    ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำหากก้าวหน้าอย่างไรจะมาขอคำแนะอีกทีครับ ไม่อ้างการเป็นสหาย หมายถึงไม่ต้องบวชก้อปฏิบัติได้ใช่ไหมครับเป็นธรรมคู่ขนานรึป่าว ครับ ขนาดสมถะเพศยังต้องละแล้วซึ่งทั้งปวงกว่าจะถึงนิพพาน แล้วปุถุชนคนธรรมดาจะมีสิทธิเหรอครับ ชาตินี้ขอแค่ตายไปไม่ไปเยี่ยมนรกก้อพอแล้วครับ55+
     
  11. แนน จันทบุรี

    แนน จันทบุรี สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    104
    ค่าพลัง:
    +50
    ...วิธีที่ใช้แก้เวลาว่าง...ให้กำหนด เกิด ดับ (ลองกำหนดดูนะ) เอาอาการปกติ(ทำได้หมด ยืน เดิน นั่ง นอน) กำหนดทำสมาธิ มีสติรู้อยู่กับลมหายใจบริเวณนั้นๆ เช่น บริเวณ ที่บอกมา กำหมดลมเข้า เป็น เกิด/ กำหนดลมออก เป็น ดับ (เกิด ดับ ๆ ๆ ๆ ) อยู่เช่นนั้นจะสามารถทรงญาณได้ จนมีส่วนให้อาการทางกาย(ลมสำลัก)นั้นๆ หายไปได้ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นทำสติกำหนดตามให้ลมออกให้หมด ทำเป็นประจำ อาการเหล่านั้นอาจหาย.....(เบื้องต้น)
     
  12. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +390
    ถึงเจ้าของกระทู้ครับ

    สมาธิจริงๆ มันจะไม่เป็นนิมิตภาพอะไรบลาๆนะครับ
    อย่าไปเข้าใจว่า สมาธิก้าวหน้าแล้วจะเห็นภาพนิมิต ต่างๆ

    สมาธิเมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสัมมาสมาธิ มันจะไม่ปรากฎภาพนิมิต

    ความจดจ่อ ของ จิต จะเพ่งไปที่เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ
    จะปรากฎแต่ สภาวะ เกิด -ดับ เกิด- ดับ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ
    มีแต่เท่านี้เท่านั้น

    เป็นสภาวะธรรม ที่เรียกว่า ของจริงนิ่งเป็นใบ้ แล้วจะละเอียดลงไปโดยลำดับ


    ฉะนั้น แล้ว หากไปเข้าใจว่า
    ทำสมาธิแล้วเห็นภาพนิมิต หรือแสงสี เสียง นั่นคือขั้นสูง อันนี้คือเข้าใจผิดนะครับ

    จขกท ดูแล้ว จะก้าวหน้าด้วยซ้ำ

    เราปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้ง ในสภาวะธรรม ที่เป็น ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
    กาย-ใจเรา มันมีสภาพ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่แล้ว

    การจะเห็นกาย-ใจ ตัวเองได้ ต้องอาศัย กาย-ใจ ที่มันเคลื่อน
    มาเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ

    ยกตัวอย่างกายเคลื่อน คือ ลมเข้า ลมออก
    จิตเคลื่อน คือความคิด(เจตสิกชนิดนึง) แต่ไม่ใช่เรื่องราวของความคิดนะครับ

    อาศัยพวกนี้มาเป็นเครื่องรู้เครื่องระลึก
    เมื่อชำนิชำนาญ
    จิตจึงจะเข้าไปเห็นความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของ กาย-ใจ ได้ด้วยตัวมันเอง
     
  13. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    บ๊ะ........คุณปราบแมว ตอบไม่ธรรมดา

    ผมขอเสริมคุณปราบแมวแล้วกัน

    คุณเจ้าของกระทู้อย่าทำสมาธิ
    แบบต้องพกตำราแบกเข้าไป
    หรือเหมือนเล่มเกมส์ผ่านด่าน

    เมื่อผ่านด่าน A ต้องปราบบอส
    จะเจอกับไอเท็มวิเศษตัวนี้ ตัวจะเบาหวิว ๆ
    ทำให้เหาะได้ ขึ้นต่อไปด่าน B

    อีแบบเนี้ย สมาธิจะ"แป๊ก"ทันที
    กลายเป็นสมา"คิด" เดี๋ยวไปเจอนิมิตร
    แสงสีเสียง จะคิดว่าตัวเองเป็นนั่น เป็นนี่ ไปกันใหญ่

    ถ้าสมาธิจริงๆ มันต้องตัดความคิด
    ตัดความฟุ้งซ่านในหัวต่าง ๆ ออกไป
    หากยังมีความคิดอยู่ จำไว้ว่าจิตยังไม่เป็นสมาธิ

    แต่ตราบที่ยังมีความคิด คุณเจ้าของกระทู้ก็ยังพลาดไปอีกจุดหนึ่ง
    ตรงจุดไหน?

    แค่รู้สึกว่ามันเบาสบาย แต่ยังมีความรู้สึกอยู่ครับ ปวดขาปวดหลังก้อปวดไม่มากหากไม่สนใจมัน

    คุณเจ้าของกระทู้ยังไม่ปล่อยวาง ยังขาดคำว่า
    "ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง"
    ก้อนธาตุเน่า ๆที่ตัวเรายึดติดอยู่นี้ เดี๋ยวปวด เดี๊ยวไม่ปวด
    ถ้ามันปวด เดี๋ยวมันก็หาย หายแล้วก็มา มันคือไตรลัษณ์


    การติดสบายในสมาธิไม่ได้ผิดอะไร
    แต่ตราบใดที่ยังไม่สงบ ถึงขั้นตัดความคิดออกไปทั้งหมดยังไม่ได้
    ก็อาศัยความคิดนั้น มองให้เป็นไตรลัษณ์ ในขณะที่กำลังโปร่งโล่งแบบนั้น
    ปัญญามันจะค่อยๆ ยอมรับ ธรรมะของพระพุทธองค์ น้อมเข้าสู่จิต
    ท่ามกลางความโปร่ง โล่ง เบา แบบนั้น ปัญญาจะยอมรับได้ง่ายกว่าตอนลืมตา

    เขาถึงว่ากันว่า ความสงบ(สมถะ) กับ ปัญญา(วิปัสสนา การพิจารณา) เกื้อหนุนกันและกัน
     
  14. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    เน้นเอาไว้ว่า

    ทำสมาธิ ไม่ต้องแบกอะไรเข้าไป

    หากมีความคิดซัดส่าย
    เห็นสิ่งนี้สุข สิ่งนั้นทุกข์

    ก็ให้มองว่า ก็มันเป็นเช่นนั้นเอง
    (มองให้เป็นไตรลักษณ์นะ ไม่ใช่คำบริกรรม)

    แล้วธรรมมะของพระพุทธองค์
    ก็จะมาปราจักษ์ แจ้งแก่จิตเอง
     
  15. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +390
    ช้าก่อนครับ ท่านฯ

    สมาธิจริงๆหรือ สัมมาสมาธิ ไม่ได้ตัดความคิดนะครับ

    สมาธิที่ตัดความคิดเป็นสมถะ ที่อยู่แต่อารมณ์เดียว รู้แต่สิ่งสิ่งเดียว เพ่งแต่สิ่งสิ่งเดียว
    มีประโยชน์ในด้านกำลังจิต

    แต่
    สมาธิจริงๆ หรือสัมมาสมาธิ จะมีแต่ความคิด (เจตสิก) ผุดออกมาไม่หยุดยั้ง ดูเหมือนฟุ้ง
    แต่ไม่ฟุ้ง เพราะ เมื่อเกิดสัมมาสมาธิ จิตจะสามารถกำหนดรู้ความคิดนั้น
    เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ได้อย่างอัตโนมัติ เมื่อมีความชำนิชำนาญ

    ขยายให้อีก ว่า ความคิด เป็นภาษาไทย
    อารมณ์ กับความคิด ถ้าว่าในทาง ปฏิบัติ มันก้คือ ตัวเดียวกัน

    แต่พอเป็นภาษาไทยมันจะเพี้ยนในทางปฏิบัติ
    พูดเชิงปฏบัติ มันก้คือ ตัว เจตสิก ทั้งหมด

    ขยายให้อีกหน่อย
    หากไม่เพียรสร้างสติ สัมมาสมาธิจะไม่มีทางเกิดขึ้น
     
  16. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,031
    ค่าพลัง:
    +30,408
    เด่วช่วยเสริมอีกนะครับ
    คนหนึ่งหนักสมถะ
    อีกคนหนักทางเดินปัญญา
    ที่แนะนำไปไม่ผิดหรอกครับ
    แต่จะเล่าให้ฟังในอีกมุมหนึ่งนะครับ.....

    โดยที่จะไม่ใช้คำว่า สมาธิจริงๆ หรือ
    สมาธิแบบไหนดีกว่า
    นะครับ

    ๑.สมาธิถ้าหากว่ายังมี แสง สี เสียง และ
    ภาพปรากฏขึ้นมาได้อยู่
    ไม่ว่าภาพอะไรก็ตาม เสียงอะไรก็ตาม สีอะไรก็ตาม
    แสงอะไรก็ตาม ยังถือว่าเป็น กิริยา
    ระหว่างทางของสมถะได้อยู่ครับ
    และถือว่า ทั้งแสง สี แสง ภาพนั้น
    มันเป็นกลจิตเป็นมายาของจิตชนิดหนึ่งได้อยู่

    เพียงแต่ว่า เราสามารถใช้มายาจิตตรงนี้
    ให้เกิดประโยชน์ได้อยู่ ในกำลังที่แตกต่างกันครับ....
    จะขอพูดในส่วนกำลัง ไม่เกินปฐมฌานก่อน
    ไม่ว่าจะเป็นแสง สี เสียง และภาพ....
    ถ้าหากว่า การเข้าไปร่วมใน แสง สี เสียง และภาพนั้นๆได้
    ด้วยการทำเฉยๆ ไม่สนใจว่า แสงอะไร สีอะไร
    เสียงอะไร และภาพที่เห็นคือภาพอะไร และไม่ไปคิดว่า
    ทำไมมันถึงเกิด หรือไม่ไปค้นคว้าหาคำตอบใน
    แสง สี เสียง ภาพต่างๆนั้น....แต่ให้เปลี่ยน
    มาเป็น การสังเกตุที่ สภาพแวดล้อมต่างๆ
    ที่มาประกอบ แสง สี เสียง ภาพ ต่างๆเหล่านั่นแทน
    ตรงนี้ ถ้าสังเกตุได้บ่อยๆ จะเป็นฐานให้
    ตัวจิตจะไปถึงได้ในเรื่อง
    ของความไม่เที่ยงในอนาคตครับ....
    ทำไม่ถึงไปได้ เพราะว่า ในสภาวะนี้
    มันเห็นในโหมดที่เป็นนามธรรมครับ
    ที่ตกม้าตาย น้ำตื่นกันก็เพราะ ยกตัวอย่าง
    เช่น ไปสนใจว่า แสงมาจากไหน
    แสงอะไร ทำไมถึงเกิด แล้วที่สำคัญก็คือ ไปพยายามรักษา
    แสงนั้นๆ หรือพยายามเข้าไปร่วมกับแสงนั้นๆ เพื่อให้
    คงสภาวะนั้นได้นานๆ นั่นหละครับ...ภาพก็เช่นเดียวกัน
    การพิจารณาเช่น ได้ยินเสียงนั้น เสียงอื่นๆเป็นไง พอเปลี่ยน
    ไปได้ยินอีกเสียง เสียงอื่นๆเป็นไง เห็นภาพนี้ พอไม่สนใจภาพ
    สภาพแวดล้อมรอบๆภาพเป็นไง เป็นต้น คือพูดง่ายๆ อย่าเข้า
    ไปร่วมกับ ตัวต้น...ซึ่งหลักการนี้
    ไม่จำเป็นจะต้องใช้สมาธิระดับสูง


    แต่ถ้า กรณีที่จะไป หรือพัฒนา ยกระดับสมาธิไปสูงกว่านี้นั้น
    นอกจากจะต้องตัด แสงสี เสียง ภาพ ทุกๆกรณีแล้วนั้น
    ปราการด่านสำคัญ ก่อนที่จะไปถึงระดับ ที่จะส่งผลต่อ
    การพัฒนาตัวจิตได้ ไม่ว่ากำลังจิต สมาธิสะสมที่หนุนการใช้งาน
    หรือความสามารถในการเข้าถึงพลังงาน ความสามารถด้านสัมผัสพิเศษภายในต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้ปกติ
    หากว่าลืมตามาใช้ชีวิตปกติประจำวันได้ก็คือ....

    จะต้องผ่านด่าน ความคิดผุด ที่มาเป็นชุดๆก่อนให้ได้ครับ
    ซึ่งมันจะมาเป็นชุดใหญ่ ในกำลังระดับปฐมฌาน
    หลักสังเกตุความคิดพวกนี้คือ แม้ว่ามันจะผุดขึ้นมา
    พอเราไปกำหนดดับ มันก็มีเรื่องอื่นๆขึ้นมาอีก
    พอเราไปกำหนดรู้มัน เราเข้าใจว่าเป็นเครื่องรู้ของงสติทางธรรมได้ แต่ย้ำว่า ตรงนี้มันไม่ใช่เครื่องรู้ของจิตนะครับ...
    ย้ำว่า ไม่ใช่เครื่องรู้ของจิต เพราะมันแค่รู้ในสิ่งที่มันไป
    กระทบ เพราะมันไปกระทบในส่วนความคิดที่เกิดขึ้นแล้ว..
    ฟังต่อดีๆ

    เราก็จะเห็นแต่กระบวณการที่มันเกิดไปแล้ว
    และถ้าเราไปได้เข้าไปปรุงร่วม
    ซักพักมันก็ดับไป
    ตรงนี้มันแค่เห็น การเกิดดับของความคิดนะครับ
    แต่ไม่ใช่เป็นการรู้อะไรของตัวจิตนะครับ ตรงนี้ยังไม่ถือว่าจิตมันรู้

    ย้ำว่า แค่เห็นการเกิดดับของความคิด มันเป็นเพียงแค่ผล
    ของกำลังสติที่ไปเห็นตรงนี้ได้
    มันอาจจะเห็นได้ว่า ความคิดมันไม่เที่ยง...
    พูดง่ายๆว่า พอให้เราระลึกได้ว่า มันไม่เที่ยงเฉยๆ
    แม้ว่าจะรู้ได้เร็ว แต่มันยังไม่เกิดอะไรกับตัวจิต
    ยังเป็นผลปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้.....

    นอกจากจากว่า จะอาศัย องค์ประกอบดังต่อไปนี้
    แยกเป็นกรณีที่
    ๑.ไม่ต้องการที่จะพัฒนากำลังสมาธิต่อ
    ไม่ว่าด้วยเหตุอะไรก็ตาม...
    จะต้องเพิ่มการสังเกตุเข้าไปอีกว่า
    - เรื่องนั้นมันเกิดตอนไหน และเกิดเพราะอะไร
    (ส่วนใหญ่ถ้ากำลังสติดี จะรู้ทันได้เร็วตอนที่มันเกิด
    แต่จะขาดการสังเกตุว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไร)
    - เรื่องนั้นมันดับตอนไหน และดับเพราะอะไร
    (ส่วนใหญ่เวลาดับ จะไม่ทันสังเกตุกัน แต่จะรู้ว่า
    เรื่องก่อนหน้านั้นมันดับไปแล้ว เมื่อกำลังสติไปรู้ทัน
    เรื่องต่อมาที่มันเกิดขึ้นมาใหม่ และขาดการสังเกตุ
    ว่ามันไปเพราะอะไร)

    ท่านจะทำได้เพียงแค่นี้ก่อน เพื่อเป็นแนวทางเดินปัญญา
    ต่อไปในอนาคตได้....แต่ถามว่า ท่านจะเดินปัญญาได้อย่างไร
    จะเดินต่อได้ เมื่อท่านสามารถลดกำลังมันลงมา
    ในระดับที่ต่ำกว่า สภาวะที่มีความคิดผุด
    และที่สำคัญจะต้องรู้จักคำว่า
    '' วางอารมย์เรื่องที่จะพิจารณาให้เป็น ''
    ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้ แม้ว่า จะสามารถสังเกตุ
    เหตุของการเกิดความคิดผุด และเวลาที่มันดับ
    ตลอดจนเหตุที่ดับ เวลาที่เกิดได้ ซึ่งอาจจะทำให้
    ในเวลาปกติ ท่านจะวางเฉย วางอารมย์นิ่งได้ดีก็ตาม
    แต่มันจะยังไม่เกิดเป็นปัญญาทางธรรม
    ที่มันจะ ไปค่อยๆลด ละ คลาย ตัวโทสะ โมหะ โลภะ
    ต่างๆที่มันส่งออกไปดึงภายนอกเข้ามาเป็นกิเลส
    อย่างได้ผลครับ แม้ความเข้าใจทางนามธรรมท่าน
    จะดีขึ้นมาบ้าง แต่ความละเอียดของจิต การรับรูปทาง
    นามธรรมท่าน ก็จะยังไม่พัฒนาถึงระดับใช้งานได้เหมือนเดิม

    ท่านจะต้องวางอารมย์เรื่องที่พิจารณาไว้ก่อน
    ถามว่า เรื่องอะไร มันก็คือ เรื่องที่กำลังสติทางธรรม
    ของท่านเอง ได้ระลึกรู้และเห็นว่า ในระหว่างทาง
    ท่านพลาดเรื่องอะไรไปบ้าง เช่น วันนี้พลาดโทสะ ๑ ๒ ๓
    พลาด โลภะ ๑ ๒ ๓ แล้วระลึกไว้และลืมๆมันไป
    หรือ กรณีที่จะพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ก็ให้ท่าน
    ระลึกเอาไว้ ในระหว่างวันและลืมๆมันไป......

    การไประลึกขึ้น ในสภาวะที่จิตสงบ โดยไม่มีการ
    วางอารมย์เอาไว้ก่อน มันจะไม่ได้ผล เพราะมันจะ
    ไม่ใช่สภาวะที่จิตเป็นกลางได้จริงๆ
    เพราะมันจะเป็นสภาวะที่ตัวจิต มันยกความคิด
    ในตัวมันเองขึ้นมาพิจารณา พูดง่ายๆว่า ตัวเอง
    ยกตัวเองขึ้นมาพิจารณา มันจะไม่ได้ผลครับ

    ตรงนี้หละครับ ที่ตายน้ำตื่นกัน
    ทำไม ปฏิบัติมาหลายมี แต่ว่า จิตไม่พัฒนา
    ในทางที่ดีขึ้นเลย เช่น โกรธง่ายๆเหมือนเดิม
    ยังโลภอยากได้โน้นได้นี่อยู่ ยังหลงในเรื่องโน้น
    นี่นั้นแบบยึดติดอยู่. หรือแม้กระทั่งกรณีในบุคคลที่
    มีสัมผัสภายในดี เห็นนามธรรมต่างๆได้
    ทำไมแม้เห็นได้ แต่ก็ไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเห็นเลย
    ตลอดจน สัมผัสภายในต่างๆเหล่านั้น มันไม่พัฒนาถึง
    ระดับที่ใช้งาน ได้จริงๆในเวลาลืมตาปกติซักที


    หลักสังเกตุ คือ ถ้ารู้ทันสังเกตุพอเข้าใจเหตุที่เกิด เวลาเกิด
    เวลาดับ เหตุที่ดับความคิดแล้ว จนกระทั่งมันนิ่งๆไป
    ซักพักหนึ่ง จิตจะถอยลงมาสภาวะที่จิตเป็นทิพย์ได้เอง
    แล้วเรื่อง ที่ท่านวางอารมย์ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบจากกำลังสติ
    ในระหว่างวัน หรือเรื่องที่กรณีจะพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม
    มันถึงจะผุดขึ้นมาได้เอง ของมัน ตามลำดับ
    ย้ำว่า ขึ้นมาได้เองของมันตามลำดับ
    โดยไม่ต้องไปกำหนดรู้ ระลึกรู้ อะไรเลยครับ

    และ ๒ . หากต้องการพัฒนาสมาธิให้สูงกว่านี้
    เราจะไม่สนใจ ความคิดที่มันผุดอุตลุดในกำลัง
    ระดับปฐมฌานเลยครับ เราจะใช้วิธีการสร้าง
    สมาธิสะสมเพื่อให้พ้นสภาวะนี้ไปเลย จนกระทั่ง
    ข้ามไปในระดับ กำลังสูง ที่กายกับจิตแยกกันเด็ดขาด
    ได้ชั่วคราว แล้วค่อยไป สร้างเสริมกำลังสมาธิต่อ
    เพื่อให้จิต ที่แยกกับ กายได้ชั่วคราวนั้น
    มีกำลังสมาธิที่จะคุมจิตให้มัน นิ่งๆอยู่ในกายเราได้
    พูดง่ายๆว่า มองเห็นช่องท้องตัวเองได้ก่อนนั่นหละครับ
    ก่อนที่มันจะเกิดเหตุการณ์ ขึ้น ๒ กรณีคือ
    ๒.๑ จิตวิ่งเข้าไปดูอวัยวะในร่างกายตัวเอง
    จนเกิดการระเบิด จะได้ผลตรง การตัดเรื่องการยึดติดร่างกาย
    ซึ่งจะทำให้การเดินปัญญาได้ผลเร็วขึ้น...สามารถไปฝึกกรรมฐาน
    กองอื่นๆได้ถึงระดับใช้งานได้เร็ว......

    หรือ ๒.๒ จิตวิ่งซ้อนเข้าไปในจิต และซ้อนเข้าไปและระเบิดเรื่อยๆ
    จะได้ ผลในเรื่องความสามารถต่างๆภายในจะสามารถ
    ใช้งานได้ในเวลาลืมตาปกติ ถ้าไม่ยึดติดนามธรรม
    ไม่ไปเป็นหมอดู เป็นผู้วิเศา รับดูดวง แก้กรรม
    ทำนายทายทัก ก็จะไปต่อเรื่องปัญญาได้

    หรือ กรณีขึ้นด้วยภาพ เราจะเข้าออก เข้าออกๆๆๆๆๆๆๆ
    ภาพในระดับอุคหนิมิต บ่อยๆ จนกระทั่งมันไปปฏิภาคนิมิตได้
    ก็แล้วแต่ว่า เรา ๑.จะสร้างกำลังจิต หรือ ๒.จะไปต่ออรูปฌาน
    หรือ๓.เลือกที่จะอฐิษฐานจิตให้เกิดผลครับ

    เพิ่มกำลังด้วยการ
    ๑.เดินจงกลมสลับกับการนั่ง
    ๒.เจริญสติให้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นในระหว่างวัน
    ไม่เว้นแม้กระทั่ง ช่วงเดินไปทานข้าว ไปเข้าห้องน้ำ ฯลฯ
    ๓.หาเวลาทำสมาธิ ท่าอะไรก็ได้ ไม่ต้องมากพิธี
    แต่เอาแค่สงบ ครั้งละไม่กี่นาที แต่ทำบ่อยๆ


    จริตเราชอบแบบไหน ก็เอาแบบนั้น
    หรือ เข้าถึงแค่ไหน ก็เอาแค่นั้น
    ไม่มีผิด ไม่มีถูก
    อย่าพึ่งฟันธง ว่าต้องแบบที่ตนเข้าถึง
    หรือต้องแบบที่ตนปฏิบัติครับ....
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไปตามสภาวะแห่งตน
    ที่สำคัญ อย่าเผลอไปยึดว่าต้องใช่
    ในระหว่างทางเป็นอันขาด หากว่า
    สิ่งที่ท่านได้ปฏิบัติมา.......


    "มันยังไม่ส่งผลให้ตัวจิตของท่าน
    สามารถคลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
    ของมันเองในระหว่างวันได้
    โดยที่ท่าน ไม่ต้องใช้ อะไรไปกระทำให้มันคลายตัว
    ย้ำว่า คลายตัวเองได้ตามธรรมชาติ"

    ให้พึ่งระลึกว่า วิธีการของท่านนั้น ยังไม่ถึง
    ระดับที่ให้ผล มันอาจจะไม่ผิด แต่มันยังต้องไปต่อ
    และมันจะยังต้องมีอะไรอีกต่อไป....
    ดังนั้น อย่าพึ่งรีบด่วนตัดสินใจ ว่าต้องใช่
    ต้องแบบนี้ เป็นอันขาด จะทำให้ท่านไปได้เร็วครับ

    ปล. แค่เพียงแต่เล่าให้ฟังครับ
     
  17. Suryar

    Suryar Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    435
    ค่าพลัง:
    +492
    ไปอ่านอารมณ์ฌานมาหรือเปล่า

    อย่าไปอ่านมัน

    เส้นทางขับรถไปสัตหีบมีหลายวิธี

    หากไปอ่านนิราศสัตหีบแล้วหัวไม่ชนหลังคารถ

    ก็ตกใจ คิดว่า มิใช่เส้นทางไปสัตหีบเหรอ???

    สมัยนี้เขามีมอเตอร์เวย์ แต่คนไม่แต่งนิราศสัตหีบใหม่แล้วค่ะ
     
  18. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243

    ผมชอบประโยคนี้ของคุณนพ คุณนำแยก 2 ประเด็นได้ถูก

    ก่อนจะตอบคุณปราบ ขอเกริ่นกับ จขกท ก่อนว่า....
    อ่านประดับความรู้เอาไว้พอ อย่างง หรืออย่าแบกอะไรเข้าไป
    จนทำให้การทำกรรมฐาน มีแต่วิจิกิจฉา เรือล่ม พังหมด




    ประเด็นคือ หากท่านปราบเข้าใจแบบนี้ แปลว่า
    ท่านปราบกำลัง"กลัวฌาน" กลายเป็นว่า
    มัวแต่ไปสงบ ๆ ไม่คิดอะไร "จะไม่ได้สัมมาสมาธิ"
    แป่ว.........

    สัมมาสมาธิ มีตั้งแต่ รู้ลมหายใจเข้า และออก
    ตั้งแต่วินาทีแรก "เพียงแค่ชั่วลัดนิ้วมือ"
    นี่ก็คือสัมมาสมาธิแล้ว เพราะปรารภ ไปในทางหลุดพ้น

    อนึ่ง พระพุทธองค์ ทรงสรรเสริญ ฌาน 4 เอาไว้มาก
    มีพระสูตรเยอะแยะ คงไม่ต้องไปอ้างอิงอะไรมาไว้ตรงนี้
    หากฌานที่ 4 ยังมีความคิดอยู่ เพราะอ้างว่า "สัมมาสมาธิ"
    แป่ว....

    เกริ่นประเด็นเอาไว้สองข้อแล้ว ดังนั้นเข้าเรื่อง........

    การจะทำงาน หากไม่กินข้าว ก็คงจะไม่มีแรงไปทำงาน
    กองทัพต้องเดินด้วยท้อง....
    กำลังฌาน คือแหล่งพลังงานของปัญญา
    ยิ่งกำลังฌานที่สูง จะยิ่งมาหนุนปัญญาให้มีพลังงานมากขึ้น
    เปรียบเทียบว่า ฌาน 1 เหมือนแผงโซล่าเซล ให้กำลังวัตต์เล็กน้อย
    ฌานที่ 4 ก็คง เปรียบได้กับ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้กำลังวัตต์สูงขึ้นมาก

    ไม่ต้องพูดถึงฌานที่ 8 ที่ 9 ที่หากมีคนเข้าถึง จับหลักได้ถูก
    ก็สำเร็จอรหันต์กันตรงนั้นเลยทีเดียว!!!! (ตามพระไตร)

    พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญฌานที่ 4 เอาไว้มาก ๆๆ
    ถามว่าทำไมไม่สรรเสริญไปถึง ฌาน7-8
    อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ผู้ที่ทำได้ระดับนั้น
    คงจะเป็นอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทาญาณ ซึ่งบารมีมากกว่าอรหันต์ประเภทอื่นๆ
    จึงทรงสรรเสริญฌาน ที่ 4
    เพราะพระอริยะเจ้าทุกคน ต้องทำได้!!!
    (อ้างอิงจากสูตร วิหารธรรมของพระอรหันต์ คือฌานที่ 4)

    หากพระอริยะเจ้าทำฌานที่ 4 ได้ ก็แปลว่าเคยฝึกมาแล้วนับกัปไม่ถ้วน
    อยู่ ๆ เป็นอริยะเจ้า ชาติก่อนไม่เคยทำฌานได้
    จะมาได้เอาตอนชาติที่เป็นอริยะเจ้าเลย
    ไม่ใช่มั้ง.....



    เอาแค่ฌานที่ 1 ที่มีกำลังพอจิ๊บ ๆ ให้ตัดกิเลสได้
    ความคิดเกิด เห็น...ตัด เกิดอีก....ตัด

    เร็วยิบ เร็วยิบ มันจะเห็นความคิดผุดขึ้นมาไม่หยุด
    ไม่ขาดสาย แต่เพราะกำลังสงบ และสติ มันแรงกว่า
    เกิด ตัด เกิด ตัด ตัดเร็วกว่ารถเมล์สาย 8

    ไม่ต้องไปพูดถึงฌาน ขั้นต่อๆ ไปที่ไม่เหลือความคิดแล้ว
    ( วิตก วิจารณ์ หายไปแล้ว)

    ตอนเกิด - ตัด เกิด- ตัด กลับมารู้ลม

    เนี่ยแหละ สัมมาสมาธิ
    ปัญญาจะเห็นเลยว่า จิตมันวอกแวก ยังกะลิงหาความเที่ยงไม่ได้
    พอมันคิดแบบนี้ คิดยังไม่ทันจบ มันตัดเลย....

    สัมมาสมาธิ ถ้าใครยังไม่เห็นตรงนี้
    ก็ต้องยิ่งสมควรขึ้นไปให้สูงขึ้น สูงขึ้น
    เวลาจิตมันเบา แล้วถอนลงมา

    ปัญญาเวลามองโลก ก็สงบลง ดีขึ้น
    สร้างบารมี

    อย่าใช้คำแบบนักตรรกศาสตร์ สมัยใหม่

    มิจฉา - สัมมา

    มัวแต่กลัวกันอยู่นั่น มันเลยไม่ไปถึงไหน
     
  19. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    354
    ค่าพลัง:
    +390
    ยังก่อนท่านฯ

    ประเด็น สำหรับผมนะครับ

    จากที่เจ้าของกระทู้ ฝึก ผมบอกว่า การไปเข้าใจว่าการเห็นภาพนิมิต บลาๆ
    เป็นสมาธิขั้นสูง อันนี้คือ เข้าใจผิด

    สมาธิขั้นสูง คือ สัมมาสมาธิ
    เป็นสมาธิที่รู้เห็น ลักขณะ(ลักขณู) ในกายไหวจิตเคลื่อน
    ซึ่งไม่ต้องไปอาศัยกำลังฌานของสมถะหรือพลังจิต อะไรมากมาย


    ส่วนสำหรับใครจะทำฌานไปจนละเดียดๆไปจนอัปนาสมาธินั่น ก็ไม่ได้ห้าม
    มันเป็นวิถีทางของแต่ละคนตามถนัด


    ส่วนที่ขึดเส้นใต้ไว้ ยังไม่ไปไหนเลยครับ

    แต่หากยังฝึกไปเรื่อย ก็ไม่ได้ขัด แต่หากบอกว่า นั่นคือสัมมาสมาธิ ยังก่อน ฯ
     
  20. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    เป็นที่รู้กันว่า ฌาน 2 ขึ้นไปวิตก วิจารณ์ไม่เหลือแล้ว
    แปลว่าไม่มีความคิด วอกแวก อะไรอีกผุดขึ้นมา

    หากท่านเข้าใจแบบนี้ว่า

    สัมมาสมาธิ จะมีแต่ความคิด (เจตสิก) อย่างที่คุณปราบกล่าวอ้าง

    ฌานที่ 8 - 9 ที่ระดับพระอริยะเจ้าขั้นสูง บรรลุอรหันต์
    ท่านบรรลุได้อย่างไร ก็ในเมื่อความคิด เจตสิก มันไม่สามารถผุดขึ้นมาได้?
     
  21. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,433
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,506
    เป็นที่รู้กันว่า ฌาน 2 ขึ้นไปวิตก วิจารณ์ไม่เหลือแล้ว
    +1

    ฌานที่ 8 - 9 ที่ระดับพระอริยะเจ้าขั้นสูง บรรลุอรหันต์
    ท่านบรรลุได้อย่างไร ก็ในเมื่อความคิด เจตสิก มันไม่สามารถผุดขึ้นมาได้?

    ท่านเข้า ปฐมฌาน วิปัสสนาที่ ปฐมฌาน ครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...