รบกวนเรียนถามเสียงรมกวนในการนั่งสมาธิ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย คุณบรรเจิด, 11 ตุลาคม 2010.

  1. คุณบรรเจิด

    คุณบรรเจิด เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    321
    ค่าพลัง:
    +714
    ขอรบกวนเรียนถามทุกท่านครับ
    ผมมีข้อสงสัยคือว่าขณะที่เรานั่งสมาธิอยู่ในห้องนอนของเรา
    แล้วญาติพี่น้องเราเปิดปิดประตูห้องเข้าออกห้องของเขา
    เสียงดังมาก ทำให้เราหลุดจากสมาธิ หรือส่งเสียงดังรบกวน
    ในกรณีอื่นๆ ก็ตาม เขาจะได้รับบาป หรือกรรมใดๆหรือไม่ครับ
    ขอบพระคุณครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 ตุลาคม 2010
  2. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    ถ้าให้ตอบตามตรง.....แน่นอนครับ.....

    อีกหน่อยถ้าปฏิบัติจะทำให้เข้าถึงธรรมได้ยากนะ....อย่างเราไปวัดปฏิบัตินี่ระวังเรื่องระฆัง....ตีมั่วไม่ได้นะ....เสียงรถที่ขับอีก....

    แต่จิตเรานี่ตอนสงบแล้วสดุ้งนี่ระวังให้ดีนะครับ.....สำคัญนะ.....รวมจิตให้ดี.....อย่าเพิ่งออกจากสมาธิทันทีนะ.....
     
  3. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    มีคนเคยกล่าวกันไว้ว่า หากเราไปรบกวนผู้อื่นโดยเจตนาก็ดีหรือพลั้งเผลอกระทำลงไปโดยไม่เจตนาก็ดี สถานของเราในเขานั้นเรียกว่า "มาร" ที่เป็นเช่นนั้นก็เราเข้าไปขัดขวางในการกระทำใดๆของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นกับเราในขณะที่เราตั้งใจภาวนาบ้างเรียกว่า "กรรม" ซึ่งเป็นกรรมที่สนองคืนครับ

    ถ้าระลึกรู้ได้เช่นนี้ก็ต้องฝืนอารมณ์ตนเองอย่าได้เผลอไปโกรธหรือโมโห และหากมีอาการเช่นนี้แล้วก็ต้องกำหนดรู้ตามสภาวะนั้นอย่างต่อเนื่องครับ คราวนี้เมื่อมีจิตใจตั้งมั่นด้วยสติที่แน่วแน่แล้วอะไรก็สู้ไม่ถอยแล้ว(กำหนดรู้อย่างเดียว) จนกระทั่งจิตใจไม่หวั่นต่อสิ่งกระทบทั้งปวงได้ ถึงแม้จะนั่งดูทีวีหรือฟังเพลงของผู้อื่น จนถึงมีคนมาก่นด่าต่อหน้าก็รู้เท่าทันกิเลสที่มันจะผุดขึ้นมาในใจได้ครับ

    ผมก็เคยเป็นสมัยเริ่มใหม่ๆ คือบุคคลิกของตัวเองแน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับได้หรอกว่าเราได้ทราบซึ้งในพระธรรมขึ้นในใจบ้างมักจะถูกดูถูกและประเมิณค่าต่ำอยู่เสมอในตอนต้นๆ
    แต่เราก็ไม่ยี่ร่าต่อสิ่งที่ผู้คนภายนอกคอยบั่นทอนจิตใจและเป็นที่ยอมรับของคนอื่นในที่สุด

    ฉนั้นที่กล่าวไปแล้วนี้หากมองในแง่ของการปฏิบัติก็คือ ต้องมีสติตั้งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติไม่หวั่นไหวต่อคำนินทาว่าร้ายต่างๆครับ


    อนุโมทนาครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 ตุลาคม 2010
  4. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    เพราะทำไว้ จึงเกิดได้กับตัว
    ที่เกิดได้กับตัว ก็เพราะทำไว้
    ก็เป็นไปเท่านั้นเอง
    เราฝึกเพื่อให้เหนือกรรม
    ไม่สั่นไหวไปกับกรรม
     
  5. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    ถ้างั้นบอกญาติไปตามตรงว่าเราจะทำสมาธิไม่อยากให้ทำเสียงรบกวน หรือถ้าเป็นไปได้ทำสมาธิตอนที่ไม่มีคนผ่านไปมา หรือว่านอนกันหมดแล้ว พยายามทำทุกอย่างที่พอจะทำได้ก่อนถ้ายังทำเสียงรบกวนกันต่อไปก็ไม่ต้องไปสนใจแล้วครับมันเป็นกรรม ผมเองก็เป็นไม่ว่าจะทำอะไรที่ต้องใช้สมาธิ จะนอนจะต้องมีเสียงดังรบกวนตลอดเวลา ก็กำหนดรู้ไว้แม้เป็นกรรมก็ช่วยฝึก ขันติกับอุเบกขาได้
     
  6. รัก_D

    รัก_D เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กันยายน 2008
    โพสต์:
    290
    ค่าพลัง:
    +1,096
    มันดังที่ประตู หรือมันดังที่หูเราหล่ะ<br>
    เราเอาจิตเกาะลมหายใจ อย่าเอาจิตไปเกาะไว้ที่ประตู<br>
    แค่รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นและรู้แล้วก็ปล่อยวาง เสียงมันไม่ได้เกิดตลอดเวลามันก็แค่ เกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป<br>พอเข้าถึงสมาธิแล้วจะไม่เกิดความลำคาญ จะเฉยกับสิ่งที่มากระทบเพราะตอนนี้ นั่งอยู่ข้างกันกับจิต จิตมันไม่ว่างมันจับลมหายใจ มีสิ่งใดมากระทบก็จะเฉย ไม่มีความรู้สึกว่า พอใจหรือไม่พอใจ มันจะเฉย และิเริ่มจะมีสุข ลองดูนะ จับลมหายใจอย่าเอาจิตไปจับที่อื่น
     
  7. Tom_Om

    Tom_Om เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    341
    ค่าพลัง:
    +411
    เป็นเหมือนกันค่ะ หลานๆ ชอบเปิดปิดประตูเสียงดัง แต่ไม่สนใจค่ะ ปฏิบัติต่อไป อนุโมทนาบุญ กับทุกท่านด้วยค่ะ
     
  8. ชินนา

    ชินนา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    192
    ค่าพลัง:
    +248
    อยู่ที่เจตนาของเขา ว่าเขารู้ว่าเราปฏิบัติอยู่หรือเปล่า ถ้าเขาไม่รู้ก็ไม่ถือว่ามีเจตนารบกวนเรา อาจจะเป็นเพราะนิสัยของเขาเป็นอย่างนั้น

    ถ้าเขารู้แต่แกล้งทำเสียงดังเพื่อรบกวนเรา อย่างนี้ก็มีโทษเต็มที่

    ทีนี้ถ้าเรากลัวว่าเขาจะบาป วันต่อมาเราก็บอกเขาให้รู้ก็ไม่เสียหายอะไรครับ
    เพื่อความสบายใจของเราด้วย และประโยชน์ของตัวญาติของเราด้วยครับ
     
  9. Jasmin99999

    Jasmin99999 วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    971
    ค่าพลัง:
    +3,332
    เคยมีสิ่งรบกวนเหมือนกัน แต่ต้องอดทนเอาชนะให้ได้ บางครั้งคิดว่าเป็นกรรม เราอาจเคยทำเสียงดังรบกวนผู้มีคุณ อาจจะเป็นพ่อหรือแม่เราก็ได้ ต้องยอมรับกรรมอันนั้นและสู้ต่อไปในการทำความดี
     
  10. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ขออภัยที่จะขอบอกว่า อกุศลอยู่ที่จิตคุณ

    มีไม่น้อยที่ทำบุญก็ดี ทำทานก็ดี รักษาศีลก็ดี ทำแล้วก็คอยสังเกตว่าใคร
    จะมามองไหม ใครจะเห็นฉันไหมว่าฉันกำลังทำดี เธอรับรู้กันบ้างไหม...!?

    แบบนี้คือ สภาวะที่ศีลของผู้ปฏิบัติไม่บริสุทธิพอ เหมือนคนให้คะแนนตัวเอง
    เหมือนคนทำดีนิดหน่อยก็ขอรางวัล ทำดีนิดหน่อยก็ยกตนขึ้นเหนือผู้อื่น ซึ่ง
    จะไม่ใช่แนวของพุทธเท่าไหร่ เพราะ ถ้าเป็นพุทธแม้นจะสำเร็จอรหันต์ก็ต้อง
    ออกไปขอทานเขากิน ต้องคอยให้เขาให้ทาน ต้องอดทนให้เขาพอใจจะให้
    ทาน ไม่ว่าคนที่ให้ทาน หรือ มองเรา จะเขวี้ยงหิน หรือ กล่าวด่าทออะไรก็
    ต้องอดทน และรอจนกว่าเขาจะยอมรับ

    เช่น พระองคุลีมาล เมื่อท่านสำเร็จอรหันต์ ท่านเดินเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
    ท่านก็โดนเขวี้ยงด้วยหินจนศรีษะแตก และด่าแช่ง ชาวบ้านเหล่านั้นจะบาป
    ไหม ท่านทั้งหลายคงไม่ปรักปรำว่าชาวบ้านเหล่านั้นบาป แต่จริงๆมันเกิดจากเวรกรรม
    ที่พระอรหันต์องคุลีมาลเคยก่อกรรมเอาไว้ มันมาย้อนให้ผล

    ถ้าพระอรหันต์องคุลีมาลดำริในใจว่า ชาวบ้านเหล่านั้นจะบาปไหมแม้เพียงแค่
    คิดในใจ นั่นแปลว่า จิตของท่านเป็นอกุศล ท่านย่อมไม่สงสัยอะไรแบบนั้น

    แต่ย่อมรู้ชัดในใจว่า ตนต่างหากที่ได้ก่อกรรมเอาไว้ จึงได้โดนกระทำดั่งกล่าว
    เพราะกรรมของตนต่างหากที่ทำให้การประกอบบุญโดนขัดขวาง

    ดังนั้น เวลามีเสียงอะไรมารบกวน ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ ผู้
    ใฝ่เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ต้องตั้งมั่นในการรู้ ไม่ส่งส่ายจิตไปแม้แต่จะ
    สงสัย เมื่อไม่สงสัยจิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นจิตย่อมเป็นสมาธิ การทำสมาธิ
    จะเกิดขึ้นโดยที่เราโดนรบกวน เวรกรรมที่ต้องทำให้ถูกรบกวนนั้นจะถือว่าได้
    ชดใช้ไป ทำสมาธิตัดภพตัดชาติ แต่ไม่ตัดสัมพันธ์อันดีกับใคร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 ตุลาคม 2010
  11. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ถ้าพอจะเข้าใจว่า ต้องอดทน ต้องไม่แม้แต่จะสงสัย ไม่ขัดเคือง

    คราวนี้มาดูว่า อะไรบ้างที่เอื้อให้เกิด ความไม่ขัดเคือง ไม่สงสัย
    มีขันติ และ ที่สุดคือ เข้าใจ

    ตัวแรกเลย หากได้ยินเสียงอะไรแล้ว ขัดเคือง นั้นแปลว่า เราตกอยู่
    ในอำนาจของความพยาบาท พยาคติ หรือ มีความรู้สึกไม่เป็นมิตร

    แต่ตามตัวอย่างของ จขกท พอดีรู้ว่าเป็น ญาติ นั่นก็คือ จิตที่เป็นมิตร
    มันยังทำงานอยู่ ระลึกได้ว่าสภาวะที่กระทบมีปัจจัยบางประการเป็นมิตร
    จึงไม่ขัดเคือง แต่ ยังค้างคาที่ สงสัย ยังมีพยาคติบางอย่างอยู่

    ดังนั้น ที่เขาว่า เวลาทำสมาธิให้ระลึกถึง จิตเมตตา ก็นี่แหละ เราวิจัย
    ลงไปว่า หากเรามีจิตเมตตา จะทำให้เราไม่ขัดเคืองใจจนแล่นออกไป

    บางคนนะ ทำสมาธิ พอมีคนมากวน แหม วิ่งปรูดออกไปพร้อมกับปืน
    ผา หน้าไม้ อีโต้ ลำแข้ง ปากคือหอก กว่าจะรู้ หรือระลึกได้ว่า มิตร
    เขาก็หัวแบะ หรือไม่ก็กระแด่วๆ ไปแล้ว

    เรื่องจิตเมตตา ให้วิจัย ให้แผ่ออกมาให้เห็นว่า เรามีจิตเมตตาเป็น
    พื้นฐานในจิตหรือไม่ ระลึกได้หรือไม่ หรือไม่มีเลย ก็ให้รู้ลงไป
    จิตเมตตาที่มีแล้วก็รักษา หากยังมีน้อยก็หมั่นทำเพิ่ม หากยังไม่มี
    ก็เริ่มใหม่ซะ

    * * * *

    มาดูต่อที่จิตขัดเคือง จิตขัดเคืองก็เพราะเราขาดการวางใจ พอใจในผล

    หรือ วิมังสา อันนี้เป็นข้อธรรมใน อิทธิบาท 4 (สังเกตนะว่า ข้อธรรมที่
    เป็นไปเพื่อฤทธิ์ เพื่อเดช หรือ อิทธิบาทกลับเป็นเรื่อง พอใจในผลตามี
    ตามได้ ) หากเรามีจิตวิมังสามากพอ วันนั้นจะทำสมาธิได้นิดหน่อย
    แล้วโดนขัดขวาง เราก็พอใจเอาเฉพาะช่วงที่ทำไปแล้ว พอทำความพอ
    ใจเท่าที่ได้ตะกี้นี้ เราก็วางใจ และมีกำลังในการเริ่มใหม่(กลับไปมี ฉันทะ
    วิริยะ และ จิตตะ) แต่ถ้าเราไม่รู้จัก อิทธิบาท อิทธิพล ในอริยะวินัย
    ของพระพุทธศาสนา มันจะไปคนละด้าน มันจะพาไปทางด้าน ขัดเคืองใจ
    สงสัย พาล และยังพาให้ วิ่งออกไปด้วยด้ามพล้า ผาหน้าไม้ แล ลำแข้งได้
    อยู่

    แต่ถ้าเรามี อิทธิบาท 4 ที่ถูกต้อง ก็จะผลิกกลับมาเป็น นักปฏิบัติที่น่ารัก
    เย็น เป็นที่น่าเลื่อมใส( น่า... -- ยังเป็นเรื่องความน่าจะเป็นนะ เพราะปุถุชน
    ที่ไม่เคยสดับเขาย่อมกลับไปกลับมาได้ เป็นปรกติของเขา )

    * * * *

    ก็จะเห็นว่า หากเรามี เมตตา ไมตรี ( ตรงนี้มักจะคิดเลยไปถึง การเป็นพรหม
    แต่จริงๆไม่ใช่การเป็น เราแค่ชี้ให้เห็น เหตุปัจจัย เท่านั้น ไม่ได้ชี้ให้ไปเป็น ไป
    ครอง ไปทำทีทำท่าวางมาดเป็นพรหมให้ยุ่งเป็นภพเข้าไปอีก ) และมี อิทธิบาท4
    ที่ถูกต้องตรงตามอริยัวินัย จิตเราจะไม่ พยาบาทจนอยากคิดกล่าวโทษ
    ไม่ขัดเคืองจนติดสงสัย เราก็จะทำสมาธิได้อย่างถูกต้อง ตั้งมั่นในการรู้ เป็นกลาง
    โดยสังเกตกายใจเราในปัจจุบันไปเรื่อยๆ จิตเราก็จะอบรมให้มี ขันติ มากขึ้นเรื่อยๆ

    พอปฏิบัติด้วยใจเป็นสมาธิ มีขันติ สิ่งที่เรียกว่า สุข สงบ สันติ มันก็ปรากฏเป็นร่อง
    รอยของรสธรรมให้ได้ลิ้มรส โดยไม่ยึดติด พ้นจากกิเลส แล อนุสัยไปเรื่อยๆ

    ลองพิจารณาดูเนาะ ว่าจะ เข้าใจได้หรือไม่

    แรกๆ ให้เข้าใจ เพราะ ศีลนั้นต้องใช้ปัญญาใคร่ครวญ

    เมื่อศีลที่ได้จากปัญญาใคร่ครวญ สมาธิมันก็จะมีมากขึ้น
    พอสมาธิมีมากขึ้น โดยทีเกิดจากศีลมีมากขึ้น สติมีมาก
    ขึ้น จิตเราก็พร้อมจะเจริญ ปัญญา ต่อไป (นี่ยังไม่ขึ้น
    การเจริญปัญญาสิกขาเลยนะ ปัญญาที่เป็นไปเพื่อประกอบ
    ให้เกิดศีลนั้นจริงๆแล้วทางพุทธยังไม่เรียกว่า ปัญญา-ภวนมัยปัญญา)


    [​IMG] สู้ ไม๊ !!
     
  12. มาจากดิน

    มาจากดิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 เมษายน 2008
    โพสต์:
    5,912
    กระทู้เรื่องเด่น:
    10
    ค่าพลัง:
    +2,492
    ไม่บาปหรอก เพราะเขาไม่มีเจตนา
     

แชร์หน้านี้

Loading...