รบกวนแนะนำ พระอภิญญาที่รู้วาระจิตและแก้อารมณ์กรรมฐานได้ทันทีด้วยครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย LetItGo, 29 มีนาคม 2014.

  1. LetItGo

    LetItGo สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +22

    สวัสดีครับ,

    ขอเล่าเรื่องราวโดยย่อเล็กน้อยถึงเหตุที่มาของคำถามนะครับ
    เนื่องจากมีโอกาสรู้จักหลวงพี่อยู่ท่านหนึ่ง
    ท่านบวชมา 17 พรรษาแล้ว
    ท่านเป็นพระที่บวชวัดในเมืองทั่วไป(วัด ตจว. ไม่ดัง เน้นด้านปริยัติ)
    เนื่องด้วยเหตุผลที่โยมพ่อแม่บังเกิดเกล้าของท่าน
    อยากให้บวชวัดใกล้บ้าน
    เพื่อจะได้มีโอกาสใส่บาตรทำบุญตามประเพณีกับพระลูกชาย
    และตามประสาพ่อแม่ที่ยังมีความรักลูกอยู่บ้าง
    ท่านจึงต้องอนุเคราะห์ตามที่บิดามารดาปรารถนา

    ส่วนตัว ผมมีโอกาสรู้จักท่านมา 8 ปีแล้ว
    ท่านเป็นพระหนุ่มที่เงียบ พูดน้อย
    แม้จะบวชพรรษามาก แต่ท่านก็ไม่ถือตัวกับพระบวชใหม่
    หรือแม้ถือตัวกับสามเณร หรือญาติโยมเลย
    จะเป็นกันเองมาก
    มักจะเห็นท่านสวดมนต์รูปเดียวอยู่ทุกเย็น
    และท่านทำสมาธิอยู่เสมอๆ ไม่ขาด
    ไปหาหลายครั้งก็เห็นท่านมักจะเดินจงกรม
    และทำความเพียรรูปเดียวมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

    แต่เนื่องจากที่วัดที่ท่านอาศัยก็ไม่ได้สนับสนุนเรื่องกรรมฐาน
    อีกทั้งเจ้าอาวาส (อายุ 80 กว่า) ก็อยากให้ท่านได้อยู่ที่วัด
    ไม่ให้ย้ายไปพักวัดอื่น เพราะเห็นว่าเป็นพระชั้นเถระภูมิ
    ที่พอจะรู้งานต่างๆ ช่วยเหลืองานต่างๆ ในวัดแทนหลวงพ่อได้บ้าง
    เพราะที่วัดส่วนมาก ก็บวชๆ สึกๆ ไม่ได้อยู่ได้ทนนานเท่าไหร่

    วันก่อนได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมเยียนท่าน
    ได้สนทนากันพอควร ก็ทราบจากท่านว่า...
    ท่านปฏิบัติแล้วติดอารมณ์กรรมฐานบางอย่างมาปีกว่าแล้ว
    โดยท่านนั่งกรรมฐานแต่ละครั้งก็ 3-4 ชั่วโมงโดยประมาณ

    แต่ท่านก็ลองศึกษาผ่านหนังสือครูบาอาจารย์บ้าง
    แต่พอไปลองในการปฏิบัติจริงๆ ก็ยังติดขัดอยู่
    เนื่องจากคำอธิบายกับสภาวธรรมทางจิตที่ปรากฏนั้น
    มีความแตกต่างหรือมีความซับซ้อนไม่เหมือนกัน

    จะให้ไปอยู่สำนักปฏิบัติที่อื่นหลายๆ วัน
    เพื่อปฏิบัติกับครูบาอาจารย์โดยตรง ท่านก็ไม่สะดวก
    เพราะหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็อยากให้อยู่ที่วัดให้อุ่นใจ
    เนื่องจากว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสอายุมากแล้ว
    แต่ก็สามารถออกไประยะสั้น 2-3 วันได้อยู่บ้าง

    ท่านจึงสอบถามและสนใจที่จะไปหาครูบาอาจารย์
    ที่เจอกันแล้ว สามารถรู้อารมณ์กรรมฐานที่ติด
    หรือรู้สภาวะ และแนะนำแนวทางแก้ไขได้เลย
    ว่าเดินจิตถูกผิดอย่างไร

    จึงขอความเมตตาสอบถามท่านผู้รู้ในเวปบอร์ดนี้หน่อยครับ
    ว่าพอจะแนะนำครูบาอาจารย์ท่านใดได้บ้าง...
    (โดยเฉพาะสายอภิญญา ที่พอจะทราบรู้วาระจิตได้ทันที)
    เผื่อจะเป็นบุญกุศลแก่ท่านด้วย

    หากไม่สะดวกเปิดตัวครูบาอาจารย์ในที่แจ้ง
    ก็ส่งข้อความส่วนตัวได้นะครับ
    ขอแบบที่ ได้พบแล้วสามารถจี้อารมณ์ได้เลยน่ะครับ
    ครูบาอาจารย์แบบที่ท่านเมตตา
    กล่าวธรรมแบบหว่านแหทั่วๆ ไปนั้น
    อาจยังไม่สะดวกก่อนในกาลนี้

    ขอบพระคุณและอนุโมทนาล่วงหน้าครับ

    ปล.กระทู้นี้ งดข้อความประเภทอวดตนเพื่อข่มภูมิ
    หรือประเภทที่ตอบเอามันๆ
    โดยที่ตนยังไม่เคยมีประสบการณ์ก่อนนะครับ
    แต่หากอยากทราบข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม
    ก็สามารถสอบถามได้ครับ

    ขออนุโมทนากับกัลยาณมิตรทุกท่านครับ
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,731
    สวัสดีครับ..ขอกล่าวแบบกว้างๆนะครับ
    เพราะว่าหากจะกล่าวไปว่า บุคคลท่านนั้นหรือท่านใดก็ตาม
    ที่ห่มเหลืองเป็นพระมีความสามารถระดับนั้นระดับนี้.ถ้าเราไม่
    มีวิธีการทราบด้วยตัวเราเองแล้ว.ส่วนตัวก็ยังไม่สามารถที่จะประกัน
    ได้ว่าท่านต่างๆที่จะมีใครก็ตามแนะนำคุณให้ได้ไปพบไปเจอนั้นจะ
    เป็นดังอย่างที่คุณได้ตั้งเป้าไว้หรือเปล่านะครับ..แต่ถ้าคุณสามารถ
    ทราบได้ว่าท่านนั้นมีกำลังสนับสนุนทางภพภูมิระดับไหน.ท่านนี้มี
    กำลังจิตระดับไหน.และถ้าคุณสามารถเชื่อมกระแสคลื่นความถี่กับ
    ท่านนั้นๆได้.และจับคลื่นพลังงานได้ ทั้งหมดที่กล่าวมาด้วยตาเปล่า
    คุณถึงจะพอทราบได้ครับว่าแต่ละท่านมีอภิญญาจิตระดับไหน.
    ถ้าคุณยังทำไม่ได้ถึงขั้นที่เล่าให้ฟังตอนนี้ลองอ่านที่จะเขียนให้ดูก่อนนะครับ
    .
    เป็นหนึ่งความเห็นแล้วกันนะครับ.เพราะโอกาสที่จะหาครูบาร์อาจารย์
    ที่ยังคงสังขารอยู่แล้วมาสอนอภิญญาจิตให้นั่นค่อนข้างมีความเป็นไป
    ได้ยากด้วยครับ.เพราะพวกนี้มันขึ้นอยู่กับระดับสามารถทางจิตของ
    เรา ณ เวลานั้นด้วยเพราะเราจะนึกคำถามไม่ออก
    และท่านที่ห่มเหลืองไปแล้วโดยมากท่านจะไม่เน้น
    ทางด้านนี้มากกว่าด้านปัญญาเพื่อลด ละ กิเลส และบุคคลที่มาทางด้าน
    นี้โดยทั่วไปมักจะฝึกควบคู่กับการเดินปัญญาเพื่อให้เกิดปัญญาทางธรรม
    ซึ่งปัญญาทางธรรมตัวนี้บวกกับกำลังสติจะเป็นเสมือนเครื่องมือในการเข้าถึงครับ
    ซึ่งความสามารถในการเข้าถึงและเข้าใจตรงนี้จึงเป็นเหตุให้มิใคร่จะเกิดปัญหา
    หรือข้อสงสัยใดๆเพราะว่าจะค้นพบทางออกด้วยตัวเองจากการสนับสนุน
    ของทางฝ่ายครูบาร์อาจารย์ทางภพภูมิด้วยครับ..

    และเรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับอานิสงค์และวาสนาบารมีของแต่ละบุคคลด้วย
    บางครั้งบางคราวอาจไม่ต้องฝึกฝนอะไรหากวาระมาถึงก็สามารถผุด
    ขึ้นมาได้.และยิ่งถ้าหากได้ค้นพบแนวทางด้วยตัวเองแล้วก็จะทำให้สามารถ
    ไปได้เร็วครับ.แต่ความสามารถที่เกิดขึ้นเองตรงนี้จะไม่ใช่เป็นเครื่องประกัน
    ว่าบุคคลนั้นเป็นคนดีนะครับ..ประเด็นนี้พอเข้าใจนะครับ.
    .ที่นี้การที่จะค้นพบแนวทางด้วยตัวเองได้เร็วนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรา
    ตั้งปลายทางไว้อย่างไรสำหรับเรื่องอภิญญาจิตครับ.
    .เป็นแบบภายนอกที่สามารถทำให้บุคคล
    อื่นรับรู้ได้สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เราทำหรือ
    แบบภายในที่เกิดขึ้นที่เรารู้ภายในจิตเรา
    แล้วค่อยไปบอกคนอื่นๆครับ.


    แบบภายในตามแบบฉบับวิชาพิเศษถ้ามีความเพียรพอก็
    สามารถทำให้เกิดได้ครับแต่เราต้องมีกำลังสมาธิที่มั่นคง
    และฉลาดในเรื่องของการอฐิษฐานจิตด้วยครับ.
    .แบบภายนอกก็เช่นกัน.แต่ทั้ง ๒ แบบหากเราจะไปได้เร็ว
    ต้องขึ้นอยู่กับ ทานบารมีทั้งทางโลกและทางภพภูมิที่เราสร้าง
    ตลอดจนความมั่นคงในเรื่องของความดี ความมีเมตตาเสียสละ
    เอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ต่อส่วนรวม.การทำดีทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง.
    ตลอดจนกำลังสมาธิที่ค่อนข้างมั่นคง.จะทำให้เราได้พบเจอ
    ครูบาร์ทางโลกและทางภพภูมิที่จะเข้ามาเองและ
    มาสอนธรรมที่เป็นอนุตรธรรมให้เราร่วมด้วยครับ
    นอกจากนั้นจะยังได้เทคนิคอลเทอมต่างๆที่เราหา
    อ่านตามตำราทางโลกไม่ได้ด้วยครับ.
    เพราะฉนั้นประเด็นนี้เราจึงต้องสร้างปัญญาทางธรรม
    เราให้เกิดก่อนเพื่อที่จะให้เข้าถึงและเข้าใจเทคนิคอล
    เทอมพวกนี้.เพราะท่านจะไม่บอกเราตรงๆครับ


    .ประเด็นสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงได้เร็วก็คือ
    การฝึกเพื่อขอรื้อฟื้นของเก่าและการตั้งเป้าเพื่อการนำไปใช้งานอะไร
    ก็ตามที่เป็นประโยชน์ในทางธรรมประเด็นนี้เราต้องนึกให้ออกด้วยตัวเองครับ
    และประโยชน์และปลายทางตรงนี้มันจะแปรผันตามความสามารถพิเศษที่
    เราจะเข้าถึง ณ เวลานั้นๆด้วยครับ..

    .
    เพราะว่าส่วนภพภูมิที่อยู่เบื้องหลังถึงจะ
    โน้มน้าวจิตเราให้ไปพบเจอครูบาร์อาจารย์ที่จะ
    สอนหรือให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับการปฏิบัติของเรา ณ ช่วง
    เวลานั้นๆได้ครับและก็จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ
    ตามแต่การตั้งปลายทางของเราด้วยครับ..


    .แต่การปฏิบัติต้องควบคู่กับการนำกำลัง
    สมาธิเพื่อมาใช้ตัดกิเลสประกอบร่วมด้วยนะครับถึงจะทำ
    ให้เราเป็นคนดีได้และสามารถเข้าถึงอภิญญาทั้งภายนอก
    และภายในได้เร็วและจะไม่ถูกจำกัดในเรื่องของ
    การเข้าถึงและความสามารถในการใช้งาน
    ตลอดจนระดับปัญญาทางธรรมที่จะมีไปควบคู่กันครับ.

    ปล.แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง ขอบคุณครับ
     
  3. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,682
    กระทู้เรื่องเด่น:
    8
    ค่าพลัง:
    +11,690

    หลวงพ่อสงบ มนัสสันโต วัดป่าสันติพุทธาราม

    จังหวัดราชบุรี เข้าไปได้เลยครับ

    จะเข้าไปอาศัย 3 - 7 วัน หรือ จะแค่สอบถามแล้วกลับ ก็ควรติดต่อก่อนนะครับ ว่าท่านอยู่วัดไหม หรือออกไปทำกิจสงฆ์ที่ไหนไหม จะได้ไม่คลาดครับ

    ละส่วนตัวนะครับ ไม่ได้ว่าอะไรนะ แต่จะบอกว่า

    แนะนำว่า จะสอบ จะถามอะไร จดใส่กระดาษหรืออะไรก็แล้วแต่ให้เรียบร้อยไปเลยนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เวลาอยู่ต่อหน้า เกิดอาการลืม ถามไม่ออกในบางเรื่อง ติดขัดอะไร จะถามอะไร จะเสียโอกาสเสียเวลานะครับ

    http://larndham.org/index.php?/topic/39598-%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA/


    https://www.google.co.th/?gws_rd=cr&ei=F-c1U86CIInZkAWc54DIBg#q=วัดป่าสันติพุทธาราม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มีนาคม 2014
  4. นาย เอ

    นาย เอ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    258
    ค่าพลัง:
    +534
    มีปัจจัยด้านเวลามาเกี่ยวข้อง แจ้งพิกัดให้ทราบก็ดีน๊ะครับ ท่านที่อยู่ใกล้จะได้บอกกล่าวได้ และสามารถไปได้ง่ายครับ
     
  5. ฐสิษฐ์929

    ฐสิษฐ์929 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    877
    ค่าพลัง:
    +1,843
    http://youtu.be/_v0Ebkehhvg
    ให้พระคุณเจ้าฟังและตัดสินใจเอาเองครับ สำหรับผมซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน หากพูดอะไรไป ก็อาจจะดูไม่ควร
    โดยส่วนตัวผมเคารพท่านมาก ที่ไม่กล้าจะพูดอะไรออกไป เพราะเคยพูดไปแล้วมีคนเข้ามาปรามาส ซึ่งมิได้เป็นเจตนาที่แท้จริงของผมครับ
    พระอาจารย์ท่านที่แสดงธรรมนี้ ปัจจุบันท่านยังคงประคองธาตุสังขารอยู่ ที่อยู่ในลิ้งนี้มีพร้อมครับ
    เจริญในธรรม
     
  6. นะมัตถุ โพธิยา

    นะมัตถุ โพธิยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    604
    ค่าพลัง:
    +2,222
    พระครูสิทธิสังวร วิ. (หลวงพ่อวีระ ฐานวีโร)
    คณะ๕ วัดราชสิทธาราม ฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ
    โทร. 084-6517023

    ท่านเป็นประธานผู้สืบทอดสายพระกรรมฐานมัชฌิมา แบบลำดับ
    ของอดีตพระสังฆราชญาณสังวร(สุก ไก่เถื่อน) รุ่นปัจจุบัน
    เป็นสายอภิญญา
    เพราะสายนี้เรียนสมถะครบ ๔๐ กอง และมหาสติปัฏฐานครบ ๔ บรรพ
    รู้วาระจิต สอบอารมณ์-แก้กรรมฐานทุกแบบ...ได้ทันที


    ปกติหลวงพ่ออยู่วัดตลอด ท่านไม่ค่อยไปไหน
    หลวงพ่อท่านเมตตาให้...โทรสอบอารมณ์-แก้กรรมฐาน
    ได้ทางโทรศัพท์กับท่านโดยตรง...เป็นเรื่องปกติ

    ถ้าไม่สะดวกเดินทางมาเอง ก็โทรหาท่านได้ทันที


    ขออนุโมทนาบุญ ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มีนาคม 2014
  7. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,642
    โดยตามปกติจริงๆแล้วนะครับ ครูบาอาจารย์ที่มีอภิญญาจิตนั้นถ้าไม่ได้ใกล้ชิด หรือเป็นศิษย์ใกล้ชิดที่รู้ใจ รู้อุปนิสัยจริงๆ ท่านไม่แสดงหลอกนะครับ บางครั้งต่อให้ท่านทำได้ แม้ศิษย์ใกล้ชิดก็ไม่ได้เห็นก็มี.....เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคนเขาก็แห่ไปกันจนท่านไม่ได้พักกันหละครับ ไปให้ท่านแสดงฤทธิ์ทายใจ ทายอารมณ์กัน.....
    <O:p</O:p
    สิ่งแรกที่อยากจะบอกก็คือว่า อย่างน้อยที่สุดคุณน่าจะเจอะจงหน่อยนะครับว่าพระอาจารย์ท่านที่คุณกล่าวถึง ท่านปฏิบัติสายการปฏิบัติแบบใหน ภาวนาพุทธโธแบบพระป่า , กสิณ , วิชชาธรรมกาย, สติปัฏฐาน ๔ (ยุบหนอพองหนอ)...เป็นต้น...จะได้แนะนำครูบาอาจารย์ให้ถูกกับอุปนิสัยกรรมฐานเดิมที่เคยฝึก...ซึ่งสิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ครูบาอาจารย์กรรมฐานในไทยนั้น มีหลายรูปแบบ หลายวิธีการ หลายความถนัด ..... ใช่ว่าจะใช้แทนกันได้เสมอไป เพราะหากไปหาครูบาอาจารย์ที่ฝึกแบบที่ตัวเองไม่ถนัด ก็ไม่พ้นแนะนำว่าฝึกใหม่ เริ่มใหม่ในสิ่งที่ตัวท่านครูบาอาจารย์นั้นๆถนัดอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากๆ.....เพราะในปัจจุบันจะหาครูบาอาจารย์ที่ฝึกสำเร็จหมดกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง เข้าใจหมดทุกอารมณ์กรรมฐานนั้น หาได้ยาก หรือ อาจหาไม่ได้แล้วก็ว่าได้.....

    ครูบาอาจารย์นั้นถ้าพูดกันจริงๆ...ที่จะหาได้ตามอุปนิสัยใจคอของเรา(หรือผู้ฝึก) บางครั้งก็ต้องพึ่งบุญวาสนาที่ทำตามกันมาเหมือนกันนะครับ...เพราะถ้าไม่ได้ทำตามกันมา ใจนี้ก็ลงได้ยาก พูดง่ายๆคือไม่ถูกจริตนั่นหละครับ........<O:p</O:p<O:p</O:p
     
  8. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,682
    กระทู้เรื่องเด่น:
    8
    ค่าพลัง:
    +11,690
    ไม่รู้ไม่ได้แปลว่าไม่มี หาไม่ได้

    การปฏิบัติ มี 2 คือ เจโตวิมุตติ กับ ปัญญาวิมุตติ ครับ

    ครบ 40 กองนี่ สายพระโพธิสัตว์ ครับ

    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 มีนาคม 2014
  9. teww

    teww เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    604
    ค่าพลัง:
    +1,530
    บุญถึงท่านก็มาสอนเอง ขณะนั่งสมาธิ แหละค่ะ
    ไม่ต้องไปไขว่คว้าหาที่ไหนหรอก

    นอกจากไปนั่งสมาธิแบบมาร นั่งให้ตาย ท่านก็ไม่มาสอนหรอก
    อาจารย์คุณนั่งแบบหลังหรือป่าวล่ะ
     
  10. LetItGo

    LetItGo สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +22
    ขอบคุณทุกท่าน ที่เมตตาเกื้อกูลธรรมทานกันครับ
    ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบ ตามที่บางท่านถามครับ

    1.เรื่องเป้าหมายของสมาธิ
    - ความเห็นส่วนตัว จากเท่าที่ผมเคยสนทนากับหลวงพี่รูปนี้
    หลักๆ คือท่านศึกษาผ่านหนังสือธรรมะที่ทางวัดมีอยู่บ้าง
    และจากที่ผมและญาติโยมบางท่านได้ถวายไว้บ้าง
    ท่านก็ปฏิบัติเพื่อละกิเลสเป็นหลักแหละครับ
    ไม่ได้จะไปมุ่งเอาตาทิพย์ หูทิพย์ หรือโลกีย์อภิญญาหรอกครับ

    หลายครั้งเคยชวนท่านคุยเรื่องหูทิพย์ตาทิพย์ ท่านบอกว่า...
    เรื่องพวกนี้ ถ้าเราไม่มีวิสัยเก่า
    เราก็จะใช้เวลาปฏิบัตินานและยาก เพราะบุญเก่าเฉพาะด้านนั้นมันน้อย
    ชีวิตมนุษย์สั้นมากที่จะปฏิบัติได้รู้หมด เราก็ไม่รู้จะมีโอกาสอยู่ปฏิบัติจนได้ฤทธิ์เมื่อไหร่...
    ให้คนที่เขามีบุญเก่าด้านฤทธิ์เขาปฏิบัติกัน เขามีบุญคุยกับเทวดากับคนตายได้

    แต่ความโลภโกรธหลงนี้ เราเห็นมันได้เลย
    ยังไม่ต้องรอบุญเก่าส่งผล ก็ปฏิบัติได้เลย
    เห็นอยู่ทุกวัน ทุกเวลาได้เลย
    (ราวๆ นี้นะครับ ไม่ได้ตรงคำเป๊ะ)

    ผมเลยเข้าใจไปเองน่ะครับว่า
    แนวทางก็คือปฏิบัติละกิเลสนั้นแหละครับ
    แต่เรื่องอุบาย เทคนิคในการละนั้น
    เราก็ไม่มีสติปัญญาสามารถจะไปแนะท่านได้
    ว่าท่านมีอุปนิสัยวาสนาเก่าอย่างไร
    หรือว่าตอนนี้ จิตท่านติดอะไร ระดับไหน

    รู้แค่ว่า ท่านบอกว่าจิตท่านมันติดว่างนิ่งเฉยๆ
    (นั่งแล้วลมหายใจดับ ตัวดับหายไป เป็นอยู่หลายปี)
    ซึ่งท่านก็สังเกตเองว่า มันน่าจะผิดทางแล้ว
    เพราะกิเลสอะไรก็ไม่เห็นเลย แช่มาเป็นปีๆ เลย
    ...ท่านอ่านหนังสือก็รู้แต่ 'แนวทาง' ที่จะออกจากว่างตรงนั้น
    แต่ไม่รู้ "อุบายวิธี" ที่จะทำได้จริงๆ ในเชิงปฏิบัติเสียที

    อีกอย่าง เนื่องจากว่า
    ผมเห็นว่าท่านไม่มีกัลยาณมิตรเท่าไหร่เลย (ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส)
    จะว่ามีไม่บุญเก่าด้านกัลยาณมิตรหรืออะไร ก็แล้วแต่ใครจะมองครับ
    ผมเลยหาโอกาสช่วยเหลือ เท่าที่กำลังสติปัญญาน้อยๆ ของผมพอจะมีอยู่บ้าง

    2.ปฏิบัติวิธีไหน
    - เท่าที่ทราบ ท่านใช้การดูลมหายใจเข้าออก
    พร้อมนับตัวเลข 1-1, 2-2, 3-3 ตามแบบคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ครับ
    และจะเห็นท่านเดินจงกรมวันละราวๆ 1 ชั่วโมง นั่งสมาธิประมาณ 3-4 ชม.
    อันนี้ทราบจากตอนที่ผมเคยไปถือศีลคนเดียวอยู่ที่วัด และสังเกตอยู่ห่างๆ

    ครั้งหนึ่งเคยถามท่านว่าหลวงพี่เคยลองปฏิบัติ
    วิธีแบบพระอาจารย์ท่านอื่นสอนในหนังสือบางเล่มบ้างไหม
    ท่านตอบแค่ว่า ท่านยังไม่ได้ลองทำกรรมฐานแบบเฉพาะตามแบบของครูบาอาจารย์ท่านอื่น
    เพราะยังไม่ได้รับกรรมฐานจากครูบาอาจารย์โดยตรง ท่านเกรงว่าจะเป็นโทษได้
    (ส่วนตัวเห็นว่า อาจเป็นความกังวลส่วนตน และอาจเพื่อความสบายใจของตนเอง)

    3. เรื่องสถานที่วัด ท่านอยู่ที่จังหวัดทางภาคใต้ครับ
    แต่เรื่องการเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ไปหาครูบาอาจารย์
    ผมก็ตั้งใจไว้ว่า จะขอปวารณาตน ในเรื่องการเดินทางต่างๆ อยู่แล้ว
    เพราะผมมีรถส่วนตัวที่พอจะขับไปไหนมาไหนหลายจังหวัดได้
    แต่เนื่องจากเวลาแต่ละครั้ง ค่อนข้างน้อย
    ถ้าเป็นในลักษณะ ไปให้ครูบาอาจารย์แนะอุบาย
    ให้ท่านกลับมาปฏิบัติที่วัดบ้าง น่าจะพอเป็นไปได้อยู่

    4.ส่วนกรณีที่บางท่านแนะนำว่า
    รอให้ "ท่าน" ใดๆ มาสอนในสมาธินั้นเอง
    ไม่ต้องไปขวนขวายหาครูบาอาจารย์ที่ไหนหรอกนั้น
    ต้องขอขอบคุณในคำเมตตาแนะนำครับ

    แต่ส่วนตัวผมเห็นว่า
    ถ้าเรามัวแต่รอให้สิ่งที่มองไม่เห็นมาสอนในสมาธิ
    โดยไม่ขวยขวายหาครูบาอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่
    ที่ท่านยังพูดคุย เห็นด้วยตากันได้อยู่บ้างเลยนั้น
    ทั้งที่พอจะมีโอกาสบ้างแล้ว
    ส่วนตัวผมมองว่า
    มันเป็นการปฏิบัติไปตามยถากรรมมากกว่าน่ะครับ
    อีกอย่าง นักปฏิบัติบางท่านก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ
    ที่ยังต้องเจอทุกข์และสุขในสังสารวัฏเฉกเช่นเราๆ
    มิได้มีบารมีเช่นพระมหาโพธิสัตว์
    ที่จะต้องมีเทวดาต่างๆ มาคอยรอเฝ้า
    รอวาระอนุเคราะห์ทางสมาธิอย่างเดียว
    ทั้งผู้ปฏิบัติบางท่านก็มิอาจทราบชัดเจนว่า ที่มาสอนในสมาธินั้น
    เป็นกิเลสตนเองหลอกสร้างอุปาทานขึ้นมาหรือพระท่านมาอนุเคราะห์จริง
    (คือถ้าไม่เห็นทาง ก็ควรดิ้นรนแสวงหาทาง ทุกวิธีที่ทำได้
    มิใช่นั่งๆ รอๆ ให้ทางมันเปิดออกเอง
    หรือแสงสว่างลอยมาหาเอง)

    อีกทั้งบางท่าน ก็อาจมีวิบากกรรมบางอย่าง
    ที่ทำให้การปฏิบัติติดขัด ก็ต้องหาผู้รู้แนะนำบ้าง
    มิใช่ว่าเราต้องรอปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม
    โดยไม่ขวนขวายเลยน่ะครับ
    มิเช่นนั้น เราก็ปล่อยตามยถากรรม
    ปฏิบัติถูกก็ได้ ผิดก็ได้ เดี๋ยวมันนิพพานกันเอง

    อีกประการ จิตเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก
    และกิเลสก็ซับซ้อน แยบยลมากพอๆ กัน
    ในการปฏิบัติอย่างจริงจังแล้ว
    ถ้าเราไม่แม่นยำชัดเจนเรื่องอุบายปฏิบัติหรือแนวทาง
    หรือไม่มีผู้มีประสบการณ์ชี้แนะบ้าง
    เราก็ไม่สามารถรู้ด้วยตนเองได้
    ว่าที่ติดอยู่เป็นปฏิบัติที่ถูกทางหรือผิดทางอย่างไร
    อาจสำคัญว่าฉันทำถูก เข้าข้างตนเองไปเสียหมดได้

    ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์
    ก็พร้อมจะถูกอารมณ์กิเลสมารแทรกได้ทั้งนั้น
    (ส่วนเทวบุตรมารหรือมารอื่นๆ ในรูปกายทิพย์นั้น
    ครูบาอาจารย์บางท่าน แม้เก่งมาก
    ก็ยังเคยเล่าว่าโดนหลอกบ้างบางครั้งอยู่เลย)

    ที่ผมได้มาขอความเมตตาเพื่อนธรรม
    เนื่องเพราะเห็นว่าพระท่านมีความเพียรอยู่แล้ว
    และท่านก็ปรารภมาว่า
    ตัวพระท่านเองกลัวว่า
    ที่ปฏิบัติหรือเดินจิตมาอยู่นี้
    จะเป็นการปฏฺิบัติที่หลงช่อง หลงทาง
    เลยอยากหาครูบาอาจารย์ที่รู้จริงได้แนะนำได้น่ะครับ
    มิใช่ว่า ผู้ปฏิบัติยังไม่ทันได้ทำอะไร...
    ก็รอไปอ้อนวอนให้ครูบาอาจารย์ชี้ทางปฏิบัติเสียลูกเดียว
    อีกทั้ง ท่านก็ลองศึกษาวิธีแก้อารมณ์ตามหนังสือบ้างแล้ว
    แต่อุบายในหนังสือเหล่านั้น
    ท่านก็ยังไม่สามารถแก้ให้หลุดออกมาได้ ในเชิงการปฏิบัติน่ะครับ

    ขอบอนุโมทนากับทุกท่าน
    ที่ได้เมตตาตอบด้วยนะครับ
    ผมจะลองเก็บข้อมูลและติดต่อตามที่แนะนำมา
    แต่หากท่านได้ พอจะแนะนำครูบาอาจารย์
    ที่รู้อุปนิสัย รู้วาระจิตเพื่อเกื้อกูลได้
    ก็สามารถแนะนำกันมาได้ (หรือข้อความส่วนตัวก็ได้เช่นกันครับ)

    อนุโมทนาครับผม
     
  11. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,085
    ค่าพลัง:
    +12,855
    ปัญหาของพระคุณเจ้า ติดที่สงสารแต่คนอื่นแต่สงสารตัวเองไม่เป็น

    ปัญหาใหญ่ของพระคุณเจ้า คือ ตัดโลกสงสารไม่เด็ดขาด

    หลวงปู่หลวงตาหลวงพ่อสายอริย ท่านเองก็ละทิ้งบุคคล สถานที่

    เพื่อหาวิโมก พระบรมศาสดาท่านเองก็ ทิ้งประสาทราชวัง

    ออกหา วิมุตติธรรม ในการเป็นขึ้นมาภายหลัง เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว

    ท่านก็ออกโปรดสัตว์ ธรรมะ เป็นของเผ็ดร้อน กิเลสโดนธรรมะขัดเกลา อย่างนี้

    ถึงจะได้ผล ไม่ใช่แสดงธรรมแบบเอาอกเอาใจกัน ธรรมะประเภทนี้แก้กิเลสอะไร

    ก็ไม่ได้
     
  12. mik501

    mik501 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    42
    ค่าพลัง:
    +35
    สมาธิเต็มแล้วต้องดึงเข้าสังโยชน์3 ฟังหลวงพ่อพระราชพรหมญาณท่านบอกว่าเอาสังโยชน์3มาพิจารณา เข้าสมาํิเต็มกำลังของเราถอยออกมาที่อุปจารสมาธิเข้าใหม่ญาน4ุถอยมาพิจารณามนสังโยชน์3ข้อ ที่กิเลศหายน่าจะอารทณ์สมาธิกดใว้ หลวงพี่ก็ไม่แน่ใจนะอาศัยอ่านเยอะ. สงสัยก้ลองเข้าไปบ้านสายลม. หรือไปวัดหลวงตาวัชรชัย เจ้าอาวาสวัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์ ) จ.สระบุรี (ลองหาประวัติท่านอ่านนะดีมาก) มโนมยิทธิของหลวงพ่อฝึกไม่ยากนะครับถ้าตั้งใจ แต่การรักษานั้นไว้ยากยิ่งกว่า ถ้าใด้เต็มกำลัง ท่านก้อาศัยอารณ์นั่น ถามได้โดยตรง. สายไหนก้ไปได้ทั้งนั่น จะเร็วจะช้า จะเดิน จะวื่ง หรือจะนั่งเครื่องบิน
     
  13. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,642
    จากการที่อ่านที่คุณได้กล่าวไปทำให้ทราบได้ว่าพระอาจารย์ท่านที่คุณกล่าวถึงนั้น ฝึกตามตำราวิสุทธิมรรค มาก่อน ดีมากครับ....จริงๆอยากบอกตามความเห็นคุณ mik501ข้างบนนะครับ...คือมีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง คือ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ท่านก็ฝึกตามแบบที่คุณกล่าวถึง และมีตำราที่สามารถสอบอารมณ์การปฏิบัติได้ด้วยตนเองในเรื่องของอานาฯ และ การปฏิบัติกรรมฐานตามแบบวิสุทธิมรรค ด้วยกันหลายเล่ม ตลอดจนพระธรรมเทศนาที่สามารถโหลดมาฟังได้หลายตอน ที่ผู้ปฏิบัติสามารถสอบอารมณ์ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าผมแนะนำว่าให้ท่านศึกษาเพิ่มเติมในคู่มือปฏิบัตินั้น จะเป็นการไปย้ำรอยที่ว่า อ่านแล้ว อ่านมามากแล้วแต่อารมณ์ไม่คลายตามหนังสือหรือเปล่า.....หรือต้องมีครูบาอาจารย์มาแนะนำเท่านั้น....ถ้าเป็นไปได้ถ้าท่านมีเวลาลองแนะนำหนังสือเล่มเล็กๆ สักเล่ม ลองดูก่อนน่าจะได้ เพราะถ้าพระอาจารย์ท่านตรวจสอบสภาวะแล้วคลายได้ ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องหาอาจารย์ที่เป็นบุคคลอีก เพราะเดิมที่แล้วท่านก็ไม่ได้มีเวลาไปที่อื่นนานๆ อีกอย่างถ้าสอบได้คุณก็ค่อยหาเล่มอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับกรรมฐานกองนี้ของหลวงพ่อพระราชพรหมยานให้ท่านเพิ่มเติม มันก็อาจง่ายกว่าที่จะพาท่านไปหาครูบาอาจารย์ที่อื่นที่เป็นบุคคล........

    ...............................................................................................

    ทดสอบลองสอบสภาวะตามตำราให้ตรงกับสภาวะที่พระอาจารย์ท่านถึงอยู่....

    .............................................................................................................


    <TABLE width="26%" align=center border=1><TBODY><TR><TD>อัปปนาสมาธิหรือฌาน</TD></TR></TBODY></TABLE>​

    ต่อไปนี้จะพูดหรือแนะนำใน อัปปนาสมาธิ คำว่า อัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิใหญ่ มีอารมณ์
    มั่นคง เข้าถึงระดับฌาน ตั้งแต่ฌานที่หนึ่งถึงฌานที่สี่ แต่ก่อนที่จะพูดถึง อัปปนาสมาธิ ขอย้อน
    มาอธิบายถึงอุปจารสมาธิเล็กน้อยก่อน การที่พูดมาแล้วเป็นการพูดในเรื่องของนิมิตโดยตรง
    ท่านที่ไม่นิยมนิมิตจะไม่เข้าใจ

    อุปจารสมาธิระดับสุดท้าย
    เมื่อจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิขั้นสุดท้าย ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สนใจในนิมิต หรือสร้างนิมิตให้เกิดขึ้น
    ไม่ได้ ให้สังเกตอารมณ์ใจดังนี้ อารมณ์นี้มีเหมือนกันทั้งท่านที่ถือนิมิตหรือไม่ถือนิมิต คือจะมี
    ความรู้สึกว่ามีอารมณ์ตั้งมั่นทรงตัวดี มีความชุ่มชื่นไม่อิ่มไม่เบื่อในการปฏิบัติ มีอารมณ์เป็นสุข
    เยือกเย็นมาก ซึ่งไม่เคยพบมาเลยในชีวิต และมีอารมณ์เป็นหนึ่ง กำหนดอารมณ์ไว้อย่างไร
    อารมณ์ไม่เคลื่อนจากที่ตั้งอยู่ได้นาน ตอนนี้เป็น ฌาน อารมณ์ที่สังเกตได้คือ
    ๑. รู้ลมหายใจเข้า รู้ลมหายใจออก คำภาวนาทรงตัว ไม่ลืมไม่เผลอไม่ฟุ้งไปสู่เรื่องอื่น
    นอกเหนือจากที่คิดจะภาวนา มีอารมณ์เต็มเปี่ยมด้วยกำลังใจไม่อิ่มไม่เบื่อไม่อยากลุกออกจากที่
    มีความสุขหรรษาเป็นพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีความสุขใดในชีวิตที่เคยพบมาก่อนเลยมีอารมณ์ตั้งมั่นดิ่ง
    อยู่ในที่เดียวเป็นพิเศษ (ข้อห้านี้เป็นฌาน) หูได้ยินเสียงทุกอย่างชัดเจนมากที่เข้ามากระทบ
    ประสาทหู เสียงคนหรือเสียงสัตว์ธรรมดาไม่ใช่เสียงทิพย์ แม้แต่เสียงเครื่องขยายเสียงที่มีเสียงดัง
    มาก ตอนนี้ได้ยินทุกอย่างชัดเจนตามปกติแต่ไม่รำคาญในเสียงนั้นเลย คงภาวนาหรือกำหนดรู้ลม
    หายใจเข้าออกได้เป็นปกติเหมือนไม่มีเสียงรบกวนลมหายใจจะเบากว่าเวลาปกติจนสังเกตได้ชัด
    อาการอย่างนี้ท่านเรียกว่า ปฐมฌาน คือ ฌานที่หนึ่ง
    ๒. เมื่อจิตเป็นสมาธิในฌานที่สองมีความรู้สึกดังนี้คือจะรู้สึกว่าคำภาวนาหายไป
    บางท่านหรือหลายท่านควรจะพูดว่า มากท่านก็คงไม่ผิดเมื่ออารมณ์เข้าถึงฌานที่สองใหม่ๆ
    อารมณ์ยังไม่ชิน เมื่อขณะที่จิตทรงอยู่ในฌานนี้ จะมีความอิ่มเอิบสุขสบาย จะเผลอตัว เมื่อจิต
    มีสมาธิลดลง เพราะกำลังจิตถอยสมาธิ จะลดลงอยู่ที่อุปจารสมาธิ ตอนนี้อารมณ์คิด คือความ
    รู้สึกก็เกิดขึ้น เมื่อจิตตั้งอยู่ในฌานจะไม่สามารถคิดอะไรได้ เพราะเอกัคคตารมณ์คืออารมณ์
    เป็นหนึ่งไม่มีอารมณ์คิดจะทรงตัวเฉยอยู่และไม่มีคำภาวนา คำภาวนานี้ตั้งแต่ฌานที่สองถึงฌาน
    ที่สี่จะไม่มีคำภาวนาเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ได้ภาวนาก็จะคิดว่าตนเองหลับไปหรือเผลอไป ความจริง
    ไม่ใช่ ซึ่งเป็นอาการของฌานที่สอง
    ๓. เมื่อจิตมีสมาธิเข้าถึงฌานที่สาม ตอนนี้จะรู้สึกว่า ลมหายใจเบาลงมาเกือบไม่รู้สึก
    ว่าหายใจ แต่ความจริงยังรู้สึกถนัดอยู่แต่เบามากนั่นเอง อาการทางร่างกายจะรู้สึกเหมือนเกร็งไป
    ทั้งร่าง แต่ความจริงร่างกายเป็นปกติ แต่ที่มีความรู้สึกอย่างนั้นเป็นอาการของสมาธิ เสียงภายนอก
    ที่เข้ามากระทบหูเกือบไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยได้ยินแต่เบามาก จิตทรงอารมณ์เป็นหนึ่งสงัดดีมาก
    เป็นพิเศษ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่สาม
    ๔. อาการของฌานที่สี่ เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่สี่ ฌานสี่นี้มีสองขั้นคือ หยาบ กับ ละเอียด
    สำหรับฌานหนึ่ง สอง สาม นั้น แต่ละฌานมีสามชั้นคือ หยาบ กลาง ละเอียด ที่ไม่อธิบายไว้ ก็
    เพราะกลัวจะเฝือ เพราะเมื่อฝึกได้ใหม่ยังไม่มีกำลังใจที่แน่นอน ประเดี๋ยวได้ประเดี๋ยวสลายตัว
    อธิบายละเอียดเข้าแทนที่จะเป็นผลดี จะกลายเป็นอาหารผสมยาพิษไปจุกจิกใจเข้าเลยเลิกดีกว่า
    เป็นอันว่ารู้กันว่าเป็นฌานชั้นที่สี่ก็พอ ฌานอื่นๆ พอรู้ว่าถึงฌานก็พอ จงอย่าลืมว่าเมื่อถึง
    ฌานแล้วเวลาไม่นานก็พลัดจากฌาน คืออารมณ์ลดลงมาที่อารมณ์ปกติ ให้คิดว่าเราถึงฌานได้แล้ว
    จะอยู่นานหรือไม่นานก็ช่าง เป็นอันว่าเราเข้าถึงธงชัยแล้วก็ดีถมไป วันนี้ฌานสลายตัววันหน้าเวลา
    หน้ายังมีอีก เมื่อเรายังไม่ตายเพียงใด เราก็เล่นเพลิดเพลินในฌานให้อารมณ์เป็นสุข เพื่อเพราะ
    กำลังสมาธิไว้เป็นกำลังช่วยตัดกิเลสในโอกาสหน้าต่อไป
    เลอะเทอะมาเสียนาน ตอนนี้เข้าตอนฌานสี่กันเถอะ เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่หยาบตอนนั้นจะมี
    ความรู้สึกว่า ลมหายใจหายไป ไม่รู้สึกว่าหายใจ แต่ที่จริงแล้วลมหายใจยังมีตามปกติแต่ทว่าจิต
    ไม่รับทราบว่าร่างกายทำอะไร หายใจหรือไม่ จิตใจย่อมไม่รับรู้ตามท่านพูดว่าจิตกับประสาทแยก
    กันเด็ดขาด แต่ตอนฌานสี่หยาบนี้จิตแยกออกจากประสาทจริงแต่ยังไปไม่ไกลนัก ฉะนั้นเมื่อมี
    เสียงดังขนาดเครื่องขยายเสียงที่ดังมากๆ ตั้งอยู่ใกล้หูยังพอได้ยินแว่วๆ เหมือนอยู่ไกลกันมาก
    เมื่อจิตเข้าถึงฌานสี่ละเอียด ตอนนี้สบายมาก เพราะไม่รู้อะไรเลย (ไม่ใช่หลับ) ภายใน
    กำลังของจิตเข็มแข็งมาก มีความสว่างโพลง แต่จิตไม่ยอมรับรู้เรื่องของประสาทเลย ไม่ว่า
    เสียงหรือการกระทบกาย จิตไม่ยอมรับทราบด้วยประการทั้งปวง อาการของฌานสี่ที่ละเอียด
    เป็นอย่างนี้
    ที่นำอาการของฌานมากล่าวไว้ที่นี้ก็เพราะว่าการปฏิบัติในหมวดสุกขวิปัสสโก ก็ทรงฌาน
    เหมือนหมวดอื่นเหมือนกัน เพื่อนักปฏิบัติจะได้ทราบอาการเอาไว้ เพราะมีผู้มาถามเรื่องอาการ
    ของฌานนี้นับรายไม่ถ้วน บางรายถามแล้วถามอีกถามบ่อยๆ ชักสงสัยว่าทำจริงหรือเปล่า เพราะ
    ผู้ทำจริงเขาไม่ถามบ่อย เมื่อถามแล้วเอาไปปฏิบัติได้แล้วรู้เรื่องก็ไม่มีเรื่องถามต่อไป


    .......................................................................................................

    สามารถสอบได้ว่าพระอาจารย์ท่านทรงอยู่ใน รูปฌาน ๔ อยู่.....เมื่อทรงฌาน ๔ อยู่ปกติ เราก็มีวิธีการต่อใป ในเรื่องการทรงให้คล่อง และถอนอารมณ์มาเจริญด้านวิปัสสนา ต่อไป....ทั้งนี้ข้อมูลวิธีการปฏิบัติในลำดับต่อไปมีในหนังสือเล่มเล็กๆนี้....อย่างไรลองให้ท่านศึกษาก่อนนะครับ ผมเชื่อว่าน่าจะช่วยท่านได้มาก....

    ชื่อหนังสือคือ วิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่ายๆ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง...

    http://www.palungjit.org/smati/books/index.php?cat=7
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 มีนาคม 2014
  14. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,642
    ถ้าต้องการหาครูบาอาจารย์ที่ฝึกทางด้านนี้มา ผมแนะนำ ๒ ท่าน คือ

    ๑. หลวงตาวัชรชัย เจ้าอาวาสวัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์ ) จ.สระบุรี
    ๒. หลวงพี่เล็ก วัดท่าขนุน กาญจนบุรี

    ทั้งสองท่านเป็นศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน สภาวะตามที่พระอาจารย์ท่านติดอยู่นั้น ตอบได้ไม่ยากครับ....เพราะ ๒ ท่านนี้ ชำนาญแล้ว.....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 มีนาคม 2014
  15. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,441
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,642
    วิธีแก้อาการฌานค้าง โดย หลวงพี่เล็ก

    [​IMG]



    ถาม : อย่างนี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าดีไหม ถ้าเผลอไหลไปตามเพลงนี่ช่วยได้ไหม ? ​

    ตอบ : ต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาว ใน ลักษณะของพระมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน ทำท่าเดียวนานๆ ไม่ไหว ร่างกายจะแย่

    ถึงเวลาก็ไปเดินดูฟ้าดูดินบ้าง แทนที่เราจะไปนั่งภาวนาอย่างเดียว อาจจะไปรดน้ำต้นไม้บ้าง ไปกวาดลานวัดบ้าง แล้ว จับอิริยาบถการเคลื่อนไหว ต่อไป พอถึงเวลาจิตจะได้คลายออกมาบ้าง หายเครียดแล้วก็ไปนั่งภาวนาของเราต่อ หรือไปเดินจงกรมของเราต่อ ​


    ถาม : เราฝึกเข้าฌานได้ทุกสภาวะ แล้วเวลาเดินฌานค้างเราจะทำอย่างไรคะ ? ​

    ตอบ : ก็ถ้าหากว่า ฌานค้าง ก็ลดลงมาเหลือแค่ฌาน ๒ หรือฌาน ๑ ก็ไปต่อได้แล้ว ความจริงฌานค้างเป็นของดีนะ เพราะไม่ต้องยุ่งกับ รัก โลภ โกรธ หลง ไปเลย กลัวแต่ว่าจะไม่ยอมค้างนะสิ..! ​

    ถาม : คลายออกมาใช่ไหมคะ ? ​

    ตอบ : ถอยลงมาหน่อยแล้วก็ต่อไป เสร็จแล้วก็ตั้งท่ายื้อกันหน่อย ดูซิว่าจะไปได้อีกสักนิดไหม ?

    เหมือนกับเข้าเกียร์รถไว้แล้วลองพยายามเข็นดู ปกติรถเข้าเกียร์อยู่ ถ้าเครื่องติดก็ไปได้ใช่ไหม ? ทีนี้เราเข็นไปจนเครื่องต้องติดเอง ลองดูนะ..ถ้าไม่ไหวก็เข้าเกียร์ว่างไปก่อน​

    ถาม : เมื่อเข็นไปแล้วก็จอดใช่ไหมคะ ?​

    ตอบ : พอเข็นไปเครื่องติดก็ไปต่อสิจ๊ะ จริงๆ แล้วไม่ต้องมาต่อวิชาแล้วก็ได้ เป็นเองแล้วนี่ ต่อไปเราจะรู้แล้วว่า แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับเรา ​

    มีอยู่ช่วงหนี่งที่ฝึกใหม่ๆ ตอนนั้นยัง เดินจงกรมทั้งวัน ภาวนาทั้งวัน นับลูกประคำทั้งวัน หรือไม่ก็นั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน ประเภทใครเห็นเข้าก็ว่าบ้าแน่ๆ นั่งลงไปแล้วก็นอน นอนแล้วก็นั่ง ทำอยู่แค่นี้ ​

    แต่ความจริงแล้วเราซ้อมทรงสมาธิตามลำดับ พอนอนลงก็เข้าตามลำดับจนเต็มที่ไปเลย เวลานั่งก็คลายออกมาตามลำดับจนเต็มที่เหมือนกัน ...สนุกมากเลยช่วงนั้น แต่คนเห็นว่าเราบ้าทุกคน เพราะเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ​

    ถาม : เหมือนคุณพ่อเลยค่ะ นั่งๆ นอนๆ เหมือนคนบ้า จะพาไปโรงพยาบาล คุณพ่อบอกไม่ต้อง ไม่เป็นไร ไม่ต้องพาไป ก็ไม่มีใครเชื่อ ? ​

    ตอบ : ไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะคนบ้ามักจะบอกว่าตัวเองไม่บ้าทุกราย..!​


    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๔
     
  16. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,731
    คุณ จขกท. ควรจะต้องมีเป้าหมายในการฝึกก่อนครับ.เช่น ตั้งเป้าไว้ สมาบัติ ๘ หรือว่า
    ปฏิสัมภิทาญาน อะไรก็ได้ครับ.เพื่อเป็นแนวทางเดินให้กับจิตเราก่อนครับ..แล้วเราค่อย
    ไปดูว่าการจะไปถึงเป้าหมายของเรา.ต้องไปฝึกอะไรบ้างครับ.ทำตัวอย่างไรบ้าง
    เช่น สมาบัติ ๘ ต้องชำนาญกสิณอย่างน้อย ๑ กองแต่กองอื่นๆก็ทำได้
    ซึ่งวิธีการต่างๆให้ห้องนี้ทางมุมขวามือเรา ซ้ายหน้าจอก็มีบอก หน้าที่
    เราก็คือทำให้มันได้ ด้วยความเพียรครับ.ถ้ายังไม่ถึงเป้าของเราจะทำให้เราไม่ประมาท
    จะได้ไม่เหมือนว่าเคว้งหาปลายทางไม่เจอ..หรือฝึกอะไรไปตามยะถากรรม.
    พอคุณมีเป้าหมายซึ่งเป้าหมายคุณไม่จำเป็นต้องบอกใคร.ในระหว่าง
    ทางที่เราทำการฝึก.หากเรามีอิทธิบาท ๔ เพียงพอ...และมีปลายทางการนำไปใช้งาน
    ที่เป็นประโยชน์ทางธรรมมากกว่ามุ้งเน้นเพื่อให้เกิดสิ่งพิเศษที่จะเกิดขึ้นกับต้นเองแล้วไชร์
    คุณจะได้รับการสนับสนุนจากครูบาร์อาจารย์ทางภพภูมิไม่ว่าทางใดทางหนึ่งเพื่อให้คุณ
    ค้นพบ ได้เจอหรือหาทางเดินต่อไปได้เรื่อยๆของมันเองครับ..
    ที่สำคัญอย่าลืม ๒ ประเด็นหลัก
    ครับย้ำอีกทีคือ ๑.เป้าหมาย ๒.การมุ้งเน้นเพื่อให้งานที่ก่อเกิดประโยชน์ในทางธรรม.
    หากไม่มี ๒ ข้อนี้ไว้เป็นทุน..นอกจากจะฝึกได้ช้าแล้ว.
    ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของระดับของเครื่องรู้ หรือสิ่งพิเศษต่างๆที่เกิด
    ตามมาในระหว่างที่ฝึกและอาจมีเหตุให้ล้มเลิกหรือเปลี่ยน
    แนวทางไปได้.เนื่องจากมองไม่เห็นเหตุที่จะก่อให้เกิด
    ประโยชน์ในการพัฒนาจิตตนครับ

    ปล.ตอนนี้พยายามนึกเป้าหมายแแรกของเราให้ออกก่อนครับ
     
  17. telwada

    telwada เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,863
    ค่าพลัง:
    +1,816
    ข้าพเจ้าครองเรือนเป็นฆราวาส คงไม่เหมาะที่จะสอนพระสงฆ์เพียงรูปเดียว แต่ข้าพเจ้าก็มีคำแนะนำให้แก่พระสงฆ์ ที่เจ้าของกระทู้กล่าวถึง ว่า...

    การปฏิบัติ กัมมัฏฐาน มี ๒ แบบ คือ สมถะ,และ วิปัสสนา
    คำว่า "ติดอารมณ์กัมมัฏฐาน"ที่เจ้าของกระทู้กล่าวมา มันติดอะไรขอรับ ถ้าพระสงฆ์รูปนั้นจะติด ก็คงจะติดกิเลส ซะมากกว่า
    เพราะ ถ้า เป็น สมถะกัมมัฏฐาน ก็คือ ความสงบแห่งจิตใจ ถ้าจิตใจไม่สงบ นั่นก็แสดงว่า "ติดกิเลส ตัณหา"ขอรับ
    ส่วน "วิปัสสนา กัมมัฏฐาน" ข้าพเจ้าคิดว่า พระสงฆ์รูปที่เจ้าของกระทู้กล่าวถึง คงยังปฏิบัติไม่ได้ เพราะ เจ้าผู้ตั้งกระทู้ แจ้งว่า "ติดอารมณ์กัมมัฏฐาน" ไม่ได้บอกว่า ติดขัดเกี่ยวกับ วิปัสสนา ด้านวิชชาความ
    รู้
     
  18. sornchai-k

    sornchai-k เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2005
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +672
    ขออนุญาต นะครับ วิทยุ หรือ โทรทัศน์ วัดสังฆทานก็ มีสอนนะครับ
     
  19. Malaiteva

    Malaiteva เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กุมภาพันธ์ 2014
    โพสต์:
    75
    ค่าพลัง:
    +192
    .ฝากจขกท.ถวายคำแนะนำต่อหลวงพ่อลองพิจารณาดูนะ
    .กิเลส อารมณ์ อยู่ในใจ
    .ใจมี ความคิด หลังจากคิดจะเกิดกิเลส
    .คอยดูความเกิด ดับ ของกิเลส
    .กิเลสจะเริ่มถูกละตามขั้นตอนดังนี้...
    .เมื่อเห็นกิเลส อารมณ์ชัด จะดึงจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิชั่วขณะ พร้อมละกิเลสไปชั่วขณะหนึ่ง
    .ไม่มีอุบาย ไม่มีจริต เป็นผู้ดู ผู้รู้เฉยๆ
    .ไม่เพ่งจิตออกไปทางอายตนะภายนอก เช่น การเพ่งลม หรือ บริกรรม ซึ่งเป็นฌาณสมาบัติ หรือ โลกียฌาณ
    .แต่คอยดูอยู่ภายใน ไม่ต้องเพ่ง ว่ามันไปที่ไหน ก็จะเห็นกิเลสเอง
    .นี้เป็น สมาธิที่ละกิเลสไปในตัว โดยไม่ต้องเพ่ง
    .จขกท.ลองถวายคำแนะนำท่านลองพิจารณาดู...
    .หรือพูดตามในของกฏแห่งกรรมคือ
    จิตนี้ต้องไปตามสิ่งที่เคยกระทำ และสมาธิจะเกิดเองโดยไม่มีการเพ่ง
    .เป็นเพียงผู้ดู ผู้รู้
    .กิเลส 1500 ตัณหา 108 เรียกรวมกันว่า อารมณ์ในใจ ก็เกิด ดับ สลับอยู่อย่างนี้น่ะ...ท่าน
    .เมื่อกิเลสภายในทุเลาเบาบางลง จิตก็มารู้อยู่ที่ภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องเพ่ง...
    .ลองพิจารณาดู....
     

แชร์หน้านี้

Loading...