รวมตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้นำของโลกยุคใหม่

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย วสุธรรม, 26 มิถุนายน 2010.

  1. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    รวมตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้นำของโลกยุคใหม่

    ปรับปรุงข้อมูลให้ดีขึ้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2017
  2. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    ขอเชิญเพื่อนธรรมทั้งหลายร่วมกันนำความรู้มาเผยแพร่

    เรียนเพื่อนธรรมทุกท่านที่มีความสนใจในกิจกรรมของชุมนุมฯ

    ขอเชิญเพื่อนธรรมทั้งหลายร่วมกันนำความรู้เกี่ยวกับ
    สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย์และสามร่มโพธิ์ศรี
    มาเผยแพร่ในกระทู้นี้ได้ครับ

    ขอแสดงความนับถือ
    วสุธรรม
     
  3. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,086
    ค่าพลัง:
    +12,858
    [​IMG]


    ให้พูดตาม ข้าพระองค์ พระนางจัทมุขี
    ขอพึ่งอำนาจความรอดความหลุดพ้นจากพระแม่องค์องค์ธรรม


    ขออำนาจแสงทิพย์ขององค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย์
    พระเมซุซามะ


    โปรดประทานแสงทิพย์ลดอำนาจเมฆหมอกความขุ่นมัว
    โรคภัยไข้เจ็บ
    ความยากจน
    การทะเลาะวิวาท
    ให้ขาดสะบั้นไป
    ก้มหัวลงเพื่อให้แสงทิพย์ลงที่กลางศรีษะ


    นี่เป็นเทคนิกอุปกรณ์เพื่อแสดงให้รู้ความมีอยู่จริงขององค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย์
     
  4. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,086
    ค่าพลัง:
    +12,858
    เรื่องธรรมดาก็ย่อมต้องมีการต่อต้าน

    เป็นเรื่องใหม่ เป็นวิถีธรรมแบบง่ายๆ

    คนที่คิดมากยากจะเข้าใจ
     
  5. บุตรพระแม่อนุตตรธรรม

    บุตรพระแม่อนุตตรธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กันยายน 2008
    โพสต์:
    548
    ค่าพลัง:
    +428
    บำเพ็ญในสมัยพระสมณโคดมศายมุนีพุทธเจ้า
    บรรลุในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า
     
  6. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    บทนำ

    [​IMG]
    บทนำ
    ความเห็น ตำนานและคำพยากรณ์ พระศรีอาริย์ท่ามกลางศาสนา

    ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว ถึงวิธีการตามรอยสถูปใต้ดินของพระเจ้าอโศก
    ซึ่ง อาศัยการฟังจากทุกแหล่ง แล้วนำมาประมวลด้วยปัญญา. ไม่ด่วนสรุป
    ไปก่อนล่วงหน้า ก่อนที่จะได้พิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยปัญญาเสียก่อน

    เรื่องตำนานก็ดี คำพยากรณ์ก็ดี ก็เป็นคำบอกเล่าประเภทหนึ่ง จะแต่งขึ้น
    ด้วยเหตุอะไรนั้น มันก็มีเป็นไปต่างๆ. มีจริงบ้าง เท็จบ้าง คละเคล้ากันไป.
    อันนี้ไม่สำคัญ รับเอาไว้ก่อน พิจารณาก่อน ถี่ถ้วนดีแล้ว หากไม่สมจริง จึง
    ทิ้งไป.

    จะ กล่าวไปใยถึงตำนานหรือคำพยากรณ์. ที่แท้แล้ว แม้แต่พระไตรปิฎกที่
    เราศึกษากันอยู่นี้ ก็ไม่พ้นการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นสิ่งที่แต่งขึ้น เพียงเพื่อใช้
    เป็นเครื่องมือสั่งสอนคนให้เป็นคนดีเท่านั้น คือ โดยที่แท้แล้ว พระพุทธ พระ
    ธรรม พระสงฆ์ ชนิดที่เป็นอุดมคตินั้น ไม่มีอยู่จริง. ตั้งแต่พระไตรปิฎกนี้
    เขายังคิดกันได้.

    ในขณะที่คน อีกส่วนหนึ่ง ก็เชื่อมั่นแน่นแฟ้นทีเดียว ว่า พระไตรปิฎกนี้ ไม่
    ใช่เรื่องแต่งมาหลอกเด็ก เขาเชื่อว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง
    และทำให้สำเร็จได้จริง.

    นี่ ลองนำไปเทียบกับเรื่องราวต่างๆในโลกนี้ดูสิ ไม่มีสิ่งไหนปรากฏต่างกัน
    เลย. แม้แต่คำพยากรณ์และตำนาน ก็ปรากฏคล้ายกัน คือ คนกลุ่มหนึ่ง
    พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ และมาจากมูลอันเป็นจริง. แต่
    อีกกลุ่มหนึ่งว่า เป็นเรื่องแต่งขึ้นมาหลอกให้คนทำความดี.

    มา ดำเนินเรื่องต่อไป

    หลังจากที่ข้าพเจ้าศึกษาพระไตรปิฎกได้ระยะหนึ่ง แล้ว ในครั้งนั้น
    ประมาณปี 2542 ข้าพเจ้ากำลังสนใจเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของพระ
    พุทธศาสนา ที่ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก.

    ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ข้าพเจ้าได้พบกับหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดย
    รหัสยญาณ สำนักพิมพ์ลานอโศกเพรสกรุ๊ป , หนังสือชื่อ "พระศรีอารย์เจ้า
    โลก". เป็นหนังสือเล่มบางๆ ปกสีน้ำเงินเข้ม มีรูปเทพบุตรศรีอาริย์ สิงห์
    และลูกโลกที่หน้าปก.

    ในช่วงนั้น ข้าพเจ้าอ่านพระสูตรและอรรถกถาบางส่วน จนพอที่จะรู้จักบ้าง
    แล้วว่า พระศรีอาริย์คือใคร? จึงได้สนใจใคร่รู้ว่า เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้
    จะกล่าวถึงพระศรีอารย์ว่าอย่างไร จะเหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้เคยอ่านพบ
    ในพระไตรปิฎกหรืออรรถกถาบ้างหรือไม่?

    เมื่อ เปิดอ่านแล้ว ปรากฏว่า เรื่องราวเป็นอีกส่วนหนึ่ง ต่างไปจากที่เคยได้
    อ่านพบมา คือ ในหนังสือกล่าวว่า เป็นตำนานที่บันทึกไว้ในใบลาน มีอยู่ใน
    ทั้งไทย พม่า ลาว. และแม้แต่ใน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เอง ก็มีเรื่องราวตำนานที่
    บันทึกไว้คล้ายกันนี้. เป็นลักษณะคล้ายคำพยากรณ์ถึงพระศรีอารย์ที่จะ
    ปรากฏในท่ามกลางพระพุทธศาสนา.

    นอก จากหนังสือชื่อพระศรีอาริย์เจ้าโลก เล่มนี้แล้ว ก็มีอีกเล่มหนึ่ง เขียน
    โดย ส. พลายน้อย, รู้สึกว่า หนังสือจะชื่อ "พระศรีอารย์" ก็กล่าวถึงเนื้อ
    เรื่องคล้ายๆกับหนังสือพระศรีอารย์เจ้าโลกนั้น. คือ กล่าวถึงคำบันทึกในใบ
    ลาน ซึ่งถือเป็นเรื่องเล่าพื้นบ้าน เพราะไม่ปรากฏแพร่หลาย เขาจึงว่า เป็น
    เรื่องส่วนท้องถิ่น นิยมอยู่เฉพาะในท้องถิ่นนั้นๆ แต่ไม่นิยมนับถือในที่ทั่วไป.
    คือ คนทั่วไปว่างมงาย แต่คนพื้นถิ่นนี้ เชื่อว่า จะเป็นไปได้จริง.

    เนื้อความโดยสรุป กล่าวว่า พระศรีอารย์นั้น จะลงมาเกิดในช่วงกึ่งกลาง
    อายุพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นพระราชาจักรพรรดิ(ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า)
    แล้วจะเชิดชูพระพุทธศาสนา ทำพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองไปทั้งโลก ซึ่ง
    ภาษาถิ่นบางแห่ง ก็ใช้คำว่า มาเลิกศาสนาของพระพุทธโคดม. (เลิก =
    ปัดฝุ่น,ชำระให้บริสุทธิ์เช่นเดิม) แต่ ก่อนที่จะเป็นพระราชานั้น พระศรี
    อารย์ในตำนานนี้กล่าวว่า ท่านจะมาเกิดเป็นคนยากจน รูปลักษณะไม่สวย
    งามก่อน เพราะต้องบุพพกรรม, ภายหลังจึงจะมีรูปงาม เมื่อได้กินมะม่วง
    ลอกคราบจากพระอินทร์.

    ใน เบื้องต้น ข้าพเจ้าอ่านแล้ว รู้สึกต่อต้าน. คิดแต่ว่า เป็นไปไม่ได้ๆ อย่าง
    เดียวเท่านั้น. คือ ถือเอาตามเรื่องพระมาลัยขึ้นไปถามพระศรีอารย์บน
    สวรรค์นั้นเป็นเกณฑ์. ซึ่ง ในตำนานพระมาลัยนั้นเอง ไม่มีกล่าวเลยว่า
    พระศรีอารย์จะลงมาเกิดในโลกมนุษย์ในช่วงกึ่งกลางพระพุทธศาสนานี้.
    อีกอย่างหนึ่ง ก็ถือเอาตามที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวไว้ด้วย ท่านว่าพระ
    ศรีอารย์ไม่ลงมาเกิดหรอก หากจะมีก็มีแต่ภาษีอาน. สิ่งเหล่านี้มันฝังหัวอยู่
    ก่อน.

    แต่ต่อมา ข้าพเจ้าก็พิจารณาว่า นี่ไม่เป็นธรรมเลย กับการที่ปฏิเสธสิ่งใด
    สิ่งหนึ่ง ก่อนที่จะได้พิจารณาตรวจสอบดูด้วยปัญญาของตนเองให้ถี่ถ้วน
    เสียก่อน ไม่ใช่หลับหูหลับตาเชื่อไปตามปากของคนอื่น จึงลองเพิกความ
    ยึดมั่นถือมั่นในสุตตะอันก่อนนั้น แล้วลองเปิดใจให้กว้าง เปิดรับเข้ามา
    แล้วพิจารณา ว่า จะมีเหตุผลกลใด ที่จะทำให้มันเป็นไปได้อย่างนั้นบ้าง
    ไหม? ใช้คาถาสมเด็จโต "พิจารณา มหาพิจารณา พิจารณา มหา
    พิจารณา..."

    ที่เปลี่ยนความคิดมาคิดในแบบหลัง นี้ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะว่า ความถือตัวเอง
    ว่าเป็นคนที่เรียนมาในความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่ง ไม่ยอมปฏิเสธอะไรหรือ
    ยอมรับอะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิจารณาไตร่ตรองจนเห็นแจ้งชัดกับตนเอง
    เสียก่อน จึงจะน้อมใจไป.

    อีก อย่างหนึ่ง เพราะเคยอ่านพระสูตรที่พระพุทธเจ้าอบรมชาวกาลามะ
    เรื่องความเชื่อนั้น แล้วน้อมเข้ามาเตือนตน. อิทธิพลหนึ่ง ที่ทำให้ระลึกถึง
    กาลามสูตร ก็เพราะเคยอ่านผ่านๆตาในผลงานของหลวงพ่อพุทธทาส.
    ซึ่ง ก็ยอมรับว่า มันเป็นลักษณะการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์.

    ข้าพเจ้า ก็คิดว่า ตนเองเป็นคนสมัยใหม่ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ต้องเปิดใจ
    ให้กว้าง หาเหตุหาผลมาว่ากัน ไม่ใช่ดึงดันหัวชนฝา. เรื่องนี้เป็นอย่างนี้

    ที่มา ปทุมารียา ธัมมราชิกา
    1.ปทุมารียา ธัมมราชิกา - ธรรมะ - รอยใหม่ ตำนานคำพยากรณ์ พระศรีอาริย์ท่ามกลางศาสนา
    2.www.3romphosri.com Forums-viewtopic-�ӹҹ��ФӾ�ҡó� ������������������ҧ��ʹ�
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มีนาคม 2011
  7. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๑ <SUP></SUP>

    [​IMG]

    ศรีอาริยวงศ์กลางศาสนา

    เมื่อพระศรีอาริย์มาปรากฏเป็นพระบรมจักรพัตราธิราช ในท่ามกลางพระพุทธศาสนานี้

    พระอิศวรผู้เป็นเจ้าประกาศิตให้เทวดาลงมารักษาพระราชวังถึง 50,000 องค์ ยักษ์อีก
    50,000 ตน นาคและครุฑก็จะเป็นมิตรกัน และจะมารักษาปราสาทราชวังด้วยเป็นจำนวน
    มาก

    เชื้อพระวงศ์ของพระศรีอาริย์ จะอุปถัมภ์ยกยอพระพุทธศาสนาสืบๆ ต่อกันไปจนอีก 1309
    ปี คือลุ พ.ศ. 3850 ปีเศษ จึงสิ้นเชื้อสายพระศรีอาริย์คนสุดท้ายมีนามว่า “ เสารรัญญา”
    หรือ “ พยาเสารราช” [ ศรีอาริยวงศ์ 1000 ปี ในเล่มนี้ ไปตรงกับแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่ง
    พระเยซูจะกลับมาปกครองโลกอยู่ 1000 ปีเหมือนกัน เรียกว่า Millennium ภาษาอังกฤษ
    เรียกว่า ศรีอารยะ (Sriaraya) ภาษาบาลีเรียกว่าสิริอริยะ (Siriariya)] แม้กระนั้นก็มีเทวดา,
    นาค, ครุฑ เฝ้าปราสาทราชมณเฑียรอยู่มาก

    เมื่อพ้นจากพญาเสารราชไปแล้ว พระเสื้อเมืองทรงเมืองทั้งหลาย ก็ละทิ้งบ้านเมืองหลบหนี
    เข้าป่าไปหมดสิ้น ดังเช่นในยุคปัจจุบันนี้ เพราะอธรรมทั้ง 3 และ อคติทั้ง 4 เข้าครอบงำ
    สันดานประมุขและรัฐบุรุษ จนบ้านเรือนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า มหาภัย 10 ประการ ก็คุก
    คามประชาชนพลเมืองอยู่ทั่วไป

    ครั้นแล้วก็จะบังเกิดพญาธรรมิกราชองค์ที่ 4 มายอยกพระพุทธศาสนาอีก และจะเกิดที่
    นครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) จะทรงเกียรติขนาดพระเจ้าอโศกมหาราช หาใช่บรมจักรพัตราธิ
    ราชดั่งเช่น พระศรีอาริย์ในท่ามกลางพุทธศาสนานี้ไม่

    ในตำนานมันดาเลของพม่านั้น กล่าวว่า

    พระราชวังของพระศรีอาริย์ธรรมิกราชนั้นจะมีประตู 80 ประตู จะมีฝูงเทวดาและยักษ์รักษา
    แน่นขนัด จะเข้าออกได้แต่มนุษย์ที่มีศีลธรรมอันดีงามเท่านั้น ปราสาทราชวังนั้นจะสว่าง
    รุ่งโรจน์ด้วยแสงแก้วมณีโชติ กลางคืนจะกลับกลายเป็นกลางวัน จะผิดกันก็แต่ว่า ความ
    สว่างของแสงแก้วนั้นจะเย็นตาเย็นกาย ไม่ร้อนระอุเหมือนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน
    อย่างธรรมดา

    พิษณุเทพบุตรจะไปนำเอาผลมะม่วงกาซอ (ผลไม้โรทันตี) จากสวรรค์มาถวายพระศรีอาริย์
    ธรรมิกราช เมื่อเสวยแล้วรูปร่างก็กลับกลายเป็นหนุ่มเหมือนอายุ 20 เศษ

    จะมีพระมหาเถระ 24 รูป เดินทางมาจากทิศต่างๆ เพื่อชมบารมีพระศรีอาริย์ธรรมิกราช พระ
    ศรีอาริย์ธรรมิกราชจึงเอามะม่วงกาซอ (มะม่วงลอกคราบ) เข้าถวายพระผู้เฒ่าทั้ง 24 รูป
    พระผู้เฒ่าทั้งหมดเมื่อฉันแล้วก็ง่วงนอน และหลับไปด้วยความสบาย ครั้นตื่นขึ้นแล้วผิว
    พรรณก็กลับกลายเป็นหนุ่มไปหมดทั้ง 24 รูป รู้สึกว่ากระปี้กระเปร่าแข็งแรงขึ้นอย่างผิด
    ธรรมดา

    พระศรีอาริย์จึงเอาเมล็ดมะม่วงลอกคราบนั้นปลูกลงในดินริมปราสาท ก็พลันงอกงามเป็น
    ต้นเป็นลำและแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นในทันที ประกอบด้วยช่อและดอกออกผลเต็มไปหมด
    โดยไม่ต้องรอเวลาหรือฤดูกาลใดๆ เลย

    ฝูงมนุษย์ก็จะไหลมาเทมาเพื่อบริโภคมะม่วงลอกคราบอันวิเศษนั้น ครั้นแล้วคนแก่ก็จะ
    กลายเป็นหนุ่ม คนที่มีผิวพรรณไม่งามก็จะงาม คนอ่อนแอก็จะแข็งแรงไปทั่วทุกรูปทุกนาม
    โลกจะถึงความเป็นสวรรค์ทั้งในด้านผิวพรรณและโภคทรัพย์ ฯลฯ และจะมีต้นไม้กาล
    ปพฤกษ์ทิพย์ถึง 1,600 ต้น (โรงทาน) ทั่วทั้งโลก

    อนึ่ง พระมหานครอันบรมสุข จะได้ถูกก่อสร้างตึกรามขึ้น 36,000,000 หลัง จะเป็นที่อยู่
    ของพลเมืองที่เป็นสัมมาทิฏฐิทั้งสิ้น และว่าในยุคนั้น จะมีผู้หญิงมากผู้ชายน้อย เพราะ
    ผู้ชายไปตายในกองทัพถึง 3 ใน 4 ส่วน ผลสุดท้ายผู้ชายคนเดียวจะมีภรรยา 9 คน 10 คน
    ผู้หญิงจึงหาสามีที่โสดๆไม่ได้ง่ายนัก จริงเท็จอยู่กับตำรา (แจ้งอยู่ในใบลาน 3-4 ผูก)

    พระนครผู้มีบุญและสัตตรัตนะ

    ในคริสต์ศาสนา ความในพระคัมภีร์วิวรณ์บอกว่า
    เมื่อคริสต์ศักราชครบ 2,000 ปีแล้ว พระเยซูคริสต์เจ้าจะเสด็จลงมาปกครองโลก โดยมี
    เมืองหลวงอยู่ที่นครเยรูซาเลม และการปกครองของพระเยซูในครั้งนี้จะกินเวลารวมทั้งสิ้น
    1,000 ปี

    ในคติทางพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน ได้มีความเชื่อในหมู่ของชาวพุทธแถบเอเชียตะวัน
    ออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะชาวพุทธของเมืองไทยว่า ภาคเหนือของไทยจะถูกสถาปนาขึ้นเป็น
    มหาอาณาจักรสัมมาทิฏฐิ

    พระอิศวรเป็นเจ้า หรืออินทราธิราช จึงนำเอาปราสาท 3 หลังขึ้นมาตั้งไว้บนแผ่นดิน คือ
    ปราสาทแก้ว ปราสาททอง ปราสาทเงิน กว้างหลังละ 4 กิโลเมตรเท่ากันทั้ง 3 หลัง แล้ว
    เนรมิตกำแพงแก้วล้อมปราสาททั้ง 3 หลัง กว้างยาวเท่ากันด้านละ16 กิโลเมตร เอาแก้ว
    มณีโชติมาติดไว้บนยอดธาตุ รัศมีของแก้วนั้นจะสว่างแจ้งไปโดยรอบถึง 4 กิโลเมตร กลาง
    คืนจะสว่างเหมือนกลางวัน

    พระนครที่อินทราธิราชสร้างนั้นจะสว่างเหมือนกลางวัน พระนครที่อินทราธิราชสร้างนั้นจะ
    ได้นามว่า “ อินทราอุปการนคร” จะมีต้นกาลพฤกษ์ทิพย์ 4 ต้น เกิดขึ้นทั้ง 4 ด้านกำแพง
    เมือง (ต้นกาลพฤกษ์นี้น่าจะได้แก่ ศูนย์รวมของสิ่งต่างๆ ทำนองเดียวกับศูนย์การค้าหรือ
    ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน)

    เมื่อพระศรีอาริย์ดำรงตำแหน่งบรมจักรประมุขโลกแล้ว ก็จะขนเอาเงินที่เกิดขึ้นด้วยบุญ
    บารมีทั้งหลายมาให้โรงกษาปณ์สร้างเหรียญเงินและเหรียญทอง เหลือที่จะประมาณแล้วก็
    กว้านซื้อเอาสรรพวัตถุสินค้าทั้งหลาย เป็นต้นว่า เครื่องยนต์กลไกต่างๆ เสื้อผ้าต่างๆ เครื่อง
    สำอางต่างๆ ฯลฯ จากโรงงานทั้งหลายทั่วโลกมารวมไว้ในโรงทาน (เทียบได้กับศูนย์การ
    ค้าในปัจจุบัน)

    เมื่อผู้ใดปรารถนาอันใด ก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเซ็นจ่ายให้ตามความปรารถนา เช่น รถยนต์
    จักรเย็บผ้า นาฬิกา เสื้อผ้าฯลฯ จะไม่ลำเอียงและเอาเงินเอาทองใครเลย เพราะพระศรีอาริย์
    ไม่ใช่พ่อค้าการเงิน แต่เป็นพ่อค้าการบุญ จึงเรียกอีกนามหนึ่งว่า “ ผู้มีบุญ” หรือ “ บุญฤทธิ์”
    หาใช่ “ อิทธิฤทธิ์” ซึ่ง “ บีบคนลงเป็นทาส” หรือ “ เหยียบคนลงเป็นขี้ข้า” ดังเช่นในทุก
    วันนี้

    (หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือพระศรีอาริย์เจ้าโลก โดยรหัสยญาณ สำนักพิมพ์ลานอโศก
    เพรสกรุ๊ป โรงพิมพ์สหธรรมิก)
    ปทุมารียา ธัมมราชิกา - ธรรมะ - ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๑
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 27 มิถุนายน 2010
  8. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๒ <SUP></SUP>



    มูลแหตุที่พระศรีอาริย์จุติ

    พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ต้องจุติ หรืออวตารลงมาปรากฏตัวในรูปของมนุษย์ ในระหว่างจะเข้าสู่ท่ามกลางพระพุทธศาสนานี้ (นารายณ์ปางที่ 10 ) ก็เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ

    1. เหตุด้วยกรรมวิบากที่พระศรีศากยมุนีโคดม กับพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ได้สร้างบารมีผูกเวรกันมาในอดีตชาติ
    2. เหตุด้วยจะสนธิศาสนาพระโคดม กับพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าให้สัมพันธ์สืบต่อไปในอนาคต
    3. เหตุด้วยจะเปิดเผยบารมีทั้งหลาย มีทานบารมีและศีลบารมี เป็นต้นให้ปรากฏแก่โลก เพื่อประวัติศาสตร์และตัวอย่างแก่มนุษย์ในเรื่องพุทธภูมิ เหมือนดังพระเวสสันดรโพธิสัตว์ได้กระทำไปแล้ว
    4. เหตุด้วยจะบำราบปราบอธรรม คือคนชั่วร้าย ให้กลับตัวและวางศีลธรรมอันวิเศษให้แก่โลกใหม่ ในทำนอง “ กฤตยุค” ซึ่งบริบูรณ์ด้วยศีลธรรมโพ้น
    5. เหตุด้วยจะสงเคราะห์ฝูงมนุษย์ที่ยากไร้อนาถา ด้วยสมบัติบรมจักร เพื่อให้มนุษย์สมบูรณ์พูนสุข ด้วยเครื่องอุปโภค บริโภคสม่ำเสมอกัน
    6. เหตุจะชำระสะสางความมัวหมองของบรรดาพุทธบริษัท ซึ่งกำลังเสื่อมชำรุดหรือกิ่วคอดเหมือนคอสากอยู่นี้ให้เจริญถาวรสืบต่อไปจนสิ้นสุดพระพุทธศาสนา
    7. มูลเหตุกรรมวิบาก ซึ่งได้ผูกเวรสืบกันมาในอดีตชาตินั้น ปรากฏชัดในตำนาน “ อธิษฐานดอกบัว” กล่าวไว้ดังนี้

    องค์พระเมตไตรยต้องบุรพกรรม


    สมัยหนึ่ง ที่องค์พระเมตไตรยต้องบุรพกรรม มาเกิดเป็นนางยักษ์ รูปร่างร้ายอยู่ในป่า องค์พระ โคตมะกำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอราวดี ด้วยสัพพัญญุตญาณทราบว่า นางยักษ์นี้ได้ก่อสร้างบารมี 30 ทัศมามากมาย แต่เพราะผลกรรมที่กระทำกาเมสุมิจฉาจารกับภรรยาผู้อื่น จึงมาเกิดเป็นนางยักษ์ชาตินี้ พระองค์จึงเสด็จมาโปรด นางยักษ์แลเห็นลักษณะอันประเสริฐ จิตเลื่อมใสก้มลงกราบ เมื่อองค์พระโคตมะตรัสเทศนาพระธรรม นางยักษ์ปลงใจเด็ดขาด ตัดเอาเต้านมทั้งสองถวายเป็นพุทธบูชา อานิสงส์นางยักษ์ตัดเต้านมทั้งสองมากระทำสักการบูชาพระตถาคตครั้งนั้น ส่งผลให้นางยักษ์พ้นจากอิตถีเพศ คือ ท่านจะเกิดเป็นหญิงแต่เพียงชาติเดียวเท่านั้น นางยักษ์นี้ได้สร้างพุทธวิริยบารมีมาถึง 80 อสงไขยกัป คือ ปรารถนาอยู่ในใจถึง 36 อสงไขยกัป ลั่นวาจาว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าอีก 28 กัป

    และในกาลก่อน พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "
    มหุตชินสีห์" ได้ทรงพยากรณ์ว่า "ท่านจะเวียนว่ายตายเกิดสืบต่อไปอีก 16 อสงไขยกัป ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ในอนาคตกาล" และในท่ามกลางพระพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม ท่านจะมาช่วยสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองไปจนตลอด 5,000 ปี

    กาลต่อมา ในชาติหนึ่งที่พระเมตไตรยมาเกิดเป็นมนุษย์ชาวไร่ กระทำไร่เลี้ยงชีวิตอยู่ริมภูเขา ตักกคีรี ซึ่งเป็นภูเขาเดียวกับที่ฝูงลิงถ่ายอุจจาระใส่ผ้าอาบของพระพุทธเจ้านั้นเอง ขณะที่เมตไตรยกระทาชายวิ่งไล่ขับฝูงลิงที่ลงมากินแตงโมในไร่นั้น
    ก็เลยวิ่งเลยถลำ ไปเหยียบเอาพระฉาย คือ เงาของพระพุทธเจ้าโดยไม่ทันสังเกต เมื่อเหลียวมาพบพระโคตมะ จิตเลื่อมใสศรัทธา จึงนำเอาแตงโมมาถวาย 7 ลูก แต่มีลูกหนึ่งที่รอยหนูกัดเป็นโพรง กุศลผลทานครั้งนั้น จะส่งท่านมาเกิดเป็นพระยาจักรพัตราธิราชอันประเสริฐ ในท่ามกลางศาสนาของพระตถาคต และจะช่วยสังคายนา ชำระสะสางพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ศาสนาของพระพุทธโคดมจะปกแผ่ไปทั่วทั้งเมืองคนขาว เมืองคนเทา ปกแผ่ไปทั่วโลก ส่วนวิบากกรรมที่ท่านได้เหยียบเงาพระตถาคตนั้น เมื่อท่านได้มาเกิดเป็นมนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ บนศรีษะก็จะมีรอยแผลเป็น ดุจดังรอยหนูเจาะแตงโม แต่ในภายหลัง ท่านจะมีผิวพรรณวรรณะ สวยสดงดงามดั่งเทพบนสวรรค์ เพราะได้บริโภคของทิพย์ ของพระอิศวรเทพเจ้า

    ตามบุรพกรรมสัญญาที่มาระหว่างองค์พุทธที่ 4 และองค์พุทธที่ 5 ทำให้องค์พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จะต้องมาช่วยสืบอายุพุทธศาสนาของพระพุทธโคดม จวบจนครบพุทธกาลดั่งนี้แล และในระหว่างกาลแห่งการรักษาศาสนจักร อาณาจักรแห่งองค์พุทธที่ 4 จะอยู่ในนามว่า "ภายใต้รังสีพระศรีอาริยเมตไตรย" เพราะอำนาจสิทธิแห่งวงศ์ศาสนจักรยังเป็นขององค์พุทธที่ 4 แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
    อดีตกรรม


    เอกัง สะมะยัง ในสมัยหนึ่งพระพุทธโคดมได้เสด็จเลียบมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ในแคว้นสุวัณณภูมิ ซึ่งไหลผ่าน ภูเขาตักกคีรี พระองค์ลงสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็เอาผ้าอาบตากไว้บนฝั่งแม่น้ำ จึงเสด็จขึ้นประทับอยู่บนภูเขาลูกนั้น มีลิงแม่ลูกอ่อนฝูงหนึ่งอุ้มลูกออกจากชายป่า พลันก็ถ่ายอุจจาระของมันลงบนผ้าอาบของพระองค์ ซ้ำเอาหว่านเล่นเสียเลอะเทอะ คงเหลืออยู่ชายเดียว ณ บัดนั้นก็ได้มีนกยางปอน (นกยางขาว) ตัวหนึ่งบินมาจับลงที่ศรีษะของแม่ลิงตัวหนึ่ง แล้วก็เหลียวหน้ามองไปโดยรอบทั่วทุกทิศ ในทันใดรัศมี ซึ่งเป็นสีต่าง ๆ ได้พุ่งปราดออกจากพระเขี้ยวทั้งสี่ของพระพุทธเจ้า พระอานนท์ผู้อุปัฏฐาก จึงทูลถามเหตุการณ์อันประหลาดนั้น พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า:-

    "ดูก่อนอานนท์ ผ้าอาบของตถาคต ได้แก่ ศาสนาที่ตถาคตวางไว้ ลิงแม่ลูกอ่อนที่มาถ่ายมูลเลอะเทอะหมดถึง 3 ชายนั้น ได้แก่ กองทัพ ซึ่งจะมารบราฆ่าฟันกันตาย เหลือที่จะคณานับ ศาสนาของตถาคตจะเสื่อมทรุดไปถึง 3 ใน 4 ส่วน คงค้างอยู่แต่เพียงส่วนเดียวและนกยางขาวที่บินมาจับหัวแม่ลิงนั้น คือ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ จะมาปราบอธรรม และช่วยสืบอายุศาสนาของตถาคต เริ่มตั้งแต่ 2,500 ปีขึ้นไป จนครบ 5,000 ปี"


    “ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์กับตถาคต ได้สร้างกรรมกันไว้ในอดีตชาติ” พระองค์ทรงบรรยายต่อ “ ในชาติอันหนึ่งเราทั้งสองเป็นสหายกัน ได้เอาดอกบัวคนละดอกเข้าไปอธิษฐานกันในวิหาร “ ถ้าใครจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ก็ขอให้ดอกบัวของผู้นั้นบานก่อน” ในวันรุ่งขึ้นพระตถาคตได้เข้าไปดูดอกบัวนั้นแต่ยังไม่ทันสว่างแจ้งเห็นดอกบัวพระเมตไตรยบานก่อน ด้วยความที่อยากเป็นพระพุทธเจ้าก่อนพระเมตไตรย จึงลักเปลี่ยนดอกบัวของพระเมตไตรยมาไว้ที่พระตถาคต สับเปลี่ยนกันเสีย เมื่อพระเมตไตรยเข้าไปดูภายหลัง เห็นพระตถาคตลักเปลี่ยนเช่นนั้นจึงทำนายว่า โอ! สหาย ท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนเราจริง แต่ทว่าฝูงมนุษย์ในยุคนั้นจะเป็นคนขี้ลักขี้ล่ายและใช้เงินดำ เงินแดง เงินกระดาษ กันอย่างพร่ำเพรื่อ มนุษย์จะไม่ซื่อสัตว์ต่อกัน จะทุจริตคิดมิชอบนานาประการ ฯลฯ เพราะกรรมที่ท่านได้สับเปลี่ยนดอกบัวของเราในครั้งนี้

    พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตนิทานจบแล้ว จึงพยากรณ์เหตุการณ์สืบต่อไปอีก

    “ เมื่อพระเมตไตรยโพธิสัตว์จะมายกย่องศาสนาของพระตถาคตนั้น จะมีสรรพวัตถุทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่โลก อย่างแปลกประหลาดเหลือจะคณานับ ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์นานาชนิด ก็จะไม่ได้ปั่นและทอด้วยมือเหมือนดังในศาสนาของตถาคต จะมีแต่ผ้าเนื้อบริสุทธิ์ ฝูงมนุษย์เขาจะไม่ติเตียนว่าป็นขี้หูขี้ตาเขาเท่าจะวัดวา (วัดหลาและเมตร) ก็จะมีในยามนั้น แม่หญิงจะนุ่งซิ่นเสื้อลายเหมือนหนังแย้ จะนุ่งเสื้อผ้าแขนกุดขาก้อม หญิงชายจะนุ่งผ้าเป็นอย่างเดียวกัน จะว่าชายก็บ่จริง จะว่าหญิงก็บ่แม่น แม่หญิงจะหวีผมปกหน้า จะใส่ต่างหูยาวง้ำหน้า พ่อชายจะใส่หมวกหุ้มหน้า (หมวกทำนองคาวบอย) สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็จะได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น พร้อมด้วยบุรพนิมิตอันชั่วร้ายต่างๆ ก็จะบังเกิดแก่โลกมากมายยิ่งนักดังนี้

    1. ราชภัย, ท้าวพระยาจะบังคับเบียดเบียนพลเมือง
    2. โจรภัย, จะบังเกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมทั่วไป
    3. อัคคีภัย, ไฟจะไหม้บ้านเมืองไม่ขาดสาย
    4. อสุนีบาต, ฟ้าจะผ่าสัตว์และคนล้มตายบ่อยๆ
    5. เมทนีภัย, แผ่นดินจะไหวสะท้านไม่ขาดสาย
    6. วาตภัย, จะเกิดลมร้ายพัดบ้านเมืองพินาศ
    7. อุทกภัย, น้ำท่วมบ้านเมืองและเรือกสวนไร่นา
    8. ทุพภิกขภัย, จะเกิดข้าวยากหมากแพงและอดอาหาร
    9. พยาธิภัย, จะเกิดโรคระบาดคนและสัตว์ล้มตาย
    10. สัตถภัย, จะรบราฆ่าฟันกันล้มตายร้ายแรง

    ในขั้นสุดท้าย แผ่นดินจะไหวเดือนละหลายครั้ง จะมีสุริยคราสหรือจันทรคราสบ่อยครั้ง จะเห็นผีพุ่งไต้บ่อยๆ ดาวหางและแสงประหลาดจะบังเกิดให้เห็นไม่ขาดระยะ จะได้ยินเสียงดังในอากาศคล้ายระเบิดและปืนใหญ่ แร้งกาจะลงบินเกาะบ้านเมืองอย่างผิดธรรมดา ฝูงมนุษย์จะเดือดร้อนและขวักไขว่กันไปมา จะบังเกิดสงครามฆ่าฟันกันตายเหมือนใบไม้ร่วงไปทุกหนทุกแห่ง

    ครั้นแล้ว จะมีคนหัวขาวหนวดยาว ขี่ม้าขาวเหาะลอยลงมายังท่ามกลางนครเชียงใหม่ นั่นคือองค์พระเมตไตรยโพธิสัตว์มาปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลกแล้ว


    ปทุมารียา ธัมมราชิกา - ธรรมะ - ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๒


     
  9. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๓ <SUP></SUP>



    สงครามแย่งภูเขาทอง

    เมื่อปรากฏภัย ๑๐ ประการหนาแน่นขึ้นก็จะปรากฏผู้เฒ่าผมขาวหนวดเครายาวขี่

    ม้าขาวเหาะลอยมายังท่ามกลางเมืองเชียงใหม่ นั่นคือองสมเด็จพระศรีอริยะ
    เมตไตรยมาปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลกแล้ว อย่าสงสัยเลย

    หลังจากนั้นไม่นานขุมทรัพย์ทั้ง 4 ของพระศรีอาริย์ก็จะปรากฎเกิดขึ้นใน
    สุวรรณภูมิ ระหว่างเชียงราย ฝาง เชียงใหม่ ลำพูน เพราะขุมทรัพย์อันมหาศาล
    คือแก้วแหวนเงินทองจะระเบิดออกในภาคเหนือของประเทศไทย ดอยเงินดอย
    คำและเพชรนิลจินดาจะแตกออกทั้งลูกดอย และจะมีหลายลูกด้วยกัน กองทัพ
    จะเข้าแย่งชิงสมบัติเหล่านี้ มืดมัวไปทั้งสี่ทิศ ทหารของชาติต่างๆ จะล้มตายไป
    ถึง 3 ใน 4 ส่วน คงเหลืออยู่เพียงส่วนเดียวเลือดจะไหลนองเป็นห้วยน้อย จน
    ถึงกับพวกหนูต้องว่ายข้ามต่างก็จะยิงกันจนเหลวแหลก เพราะโลภตัณหา จะรบ
    กันถึง 7 ชาติ แต่ขุนศึกสำคัญนั้นมี 3 คน คือพญาลายตีนเป็นกงจักร พญาแขน
    สั้นราว (คืนแขนสั้นข้างยาวข้าง) พญาลิ้นกาฬ (ลิ้นดำ) ในตำนานพระศรีอาริย์
    จุติ ซึ่งพระอิศวรผู้เป็นเจ้าไปนิมนต์มาเกิดนั้นกล่าวไว้เป็นปัญหาว่า"ฤทธิ์เดช
    ของพระยาแขนสั้นยาวนั้นมากมายเหลือหลาย เหล็กกลม 7 กำยาว 4 ศอก นั่ง
    หย่องเยาะ เอามือซ้ายขว้างไปไกลได้ถึง 7 - 8 ไร่นา" ผู้เขียนขอวิจารณ์ว่า
    "เหล็กกว้าง 7 กำยาว 4 ศอกนั้นคงไม่ใช่เหล็กธรรมดา คงเป็นลูกระเบิดขนาด
    ใหญ่นั่นเอง" แก้วแหวนเงินทองนั้นใครๆ ก็อยากได้ด้วยกันทุกคน ถ้ามันมีมาก
    ขนาดเท่าภูเขาเลากา และมันเกิดประเทศใด ประเทศนั้นก็ต้องตกเป็นจุด
    ยุทธศาสตร์ขนาดล้างโลก และนั่นก็เป็นวันตัดสินโลก(Doomsday) ได้มาถึง
    แล้วโดยไม่มีปัญหา

    พระศรีอาริย์ นารายณ์ปราบสงครามล้างโลก

    พอถึงวันคำรบ 8 ซึ่งเป็นวันรุ่งสางสว่างแจ้ง ฝูงมนุษย์ที่เหลือจากความตาย

    ด้วยภัยสงครามก็พากันร้องไห้ระงมถมทึก แทบว่าจะไม่เป็นเสียงมนุษย์ เพราะ
    จะมองไปทางใดก็พบแต่ซากศพของคนตาย เช่น ลูกตายพลัดพ่อแม ่พ่อแม่
    พลัดลูก ผัวตายเมีย เมียตายพลัดผัว ญาติมิตรที่ต้องตายพลัดตายพรากจากกัน
    เหลือที่จะนับคณา เพราะวันตัดสินโลกได้ผ่านไปแล้ว พร้อมกับมนุษย์ที่ชั่วร้าย
    คงเหลือแต่มวลมนุษย์ที่เชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสนา ซึ่งมีเมตตาภาวนา
    เพื่ออยู่สืบโลกและศาสนาต่อไป

    ในวันที่รุ่งแจ้งซึ่งความมืดได้ฉุดกระชากลากพาเอาวิญญาณร้ายผ่านพ้นไปแล้ว

    นั้น กองทัพอากาศของพระศรีอาริย์บรมจักร พร้อมด้วยเทพเจ้าบนสวรรค์ก็
    เคลื่อนขบวนเวชยันตรถทิพย์เลื่อนลอยไปโดยทางนภากาสเวหา เพลงสวรรค์
    ซึ่งคนธรรพ์ทั้งหลายอันมีปัณจสิกขคนธรรพเทพบุตรเป็นหัวหน้า ก็ดีดสีตีเป่า
    สะท้านหวั่นไหวไปพร้อมกับกองทัพนั้นด้วย ฝูงเทพเจ้าทั้งหลายก็โปรยข้าว
    ตอกดอกไม้ทิพย์เกลื่อนกลาดไปทั่วแผ่นดินที่ผ่านไป ครั้นแล้วกองทัพพระศรี
    อาริย์ก็หยุดลอยอยู่เหนือดอยสุวรรณคีรี ซึ่งกองทัพมนุษย์กำลังพิฆาตฆ่าฟันกัน
    ตายเหมือนใบไม้ร่วง เมื่อกองทัพเหล่านั้นได้ยินเสียงอึกทึกโกลาหลอยู่เบื้อง
    นภากาศ และร้อนรุ่มกลุ้มใจไปด้วยไฟพิษ ซึ่งหมู่มวลนาคราชได้พ่นออกจาก
    ปากเป็นประกายอยู่ทั่วไป ทางเบื้องซ้ายก็กัมปนาทหวาดหวั่นไหวด้วยแสงอาวุธ
    ของมวลยักษ์ ตะบองใหญ่เท่าลำตาลก็กวัดแกว่งเป็นเปลวไฟ ทหารที่ทนได้ก็
    ทนไป ที่ทนไม่ได้ก็สลบล้มลงไป ด้วยความร้อนสุดที่จะทนทาน อิทธิฤทธิ์ของ
    ทหารผีกระทำปาฏิหาริย์อยู่ครู่เดียว ทหารมนุษย์ก็กลิ้งทูต ระเนระนาดตามกันลง
    ไป ร่างกายสั่นเทาเหมือนผีสิงสิ้นหมดทั้งกองทัพ พลันก็มีเสียงคำรามลั่นลงมา
    จากฟากฟ้าแทบว่าแก้วหูจะแตกตาย

    " อะโห! มาริสสา- มาริสสาดูก่อนทะแกล้วทหารผู้ใจบาปหยาบช้าทั้งหลาย!พวก

    สูจะมารบราฆ่าฟันกันตายด้วยเหตุผลกลใด? ขุมทรัพย์อันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นนี้
    หาใช่เป็นสมบัติของพวกสูทั้งหลายหรือผู้ใดไม่ดอก! หากเป็นสมบัติของพระศรี
    อาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ในรถนี้ ซึ่งจะมาดำรงตำแหน่งบรมจักรอันประเสริฐ เพื่อ
    จรรโลงโลกไปสู่สันติสุขและสันติภาพอันเที่ยงแท้! เลิก- เลิกรบกัน !เลิกรบกัน
    เว้ย!! ประเดี๋ยวตายโหงหมดเอ้า! ไม่เชื่อก็ลองไปดู!!" พระอิศวรผู้เป็นเจ้าได้
    สำแดงเสียงอยู่บนศรีษะทหารมนุษย์ อย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วเปล่งสิงหนาท
    สืบต่อไปว่า

    “ วันตัดสินโลกได้เริ่มมาถึง 7 วันแล้ว(อาจเป็น 7 อาทิตย์แล้ว)วันนี้เป็นวัน

    คำรบ 8 ( อาจเป็นอาทิตย์ที่ 8 ) โลกสว่างแล้ว! สงครามครั้งสุดท้ายได้เสร็จสิ้น
    ไปแล้ว คนบาปทั้งหลายได้ถูกความมืดกลืนกินไปหมดแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็น
    ต้นไป ตูข้าจะสร้างอาณาจักรสัมมาทิฏฐิให้พวกสูทั้งหลายอยู่ดีกินดีกันทั่วไป

    พระอิศวรเจ้าฟ้าตะคอกขู่จู่โจมเสียงนั้นสะท้านเหมือนฟ้าผ่า ได้ยินตลอดไปทั่ว

    ทั้งกองทัพแม้พวกจอมทัพจอมขุนศึกทั้งหลายก็พากันตกใจ เหมือนหัวจะแตก
    ลงในยามนั้น พญาลายตีนเป็นกงจักร พญาแขนสั้นยาว พญาลิ้นกาฬฯลฯ ต่างก็
    พากันส่งสัญญาณให้กองทัพของตนถอนกลับไปสู่บ้านเมืองสิ้นด้วยกัน ครั้น
    แล้วพระอิศวรเป็นเจ้าก็บันดาลฝนห่าใหญ่ตกลงมาถึง 7 วัน 7 คืน ท่วมท้นซาก
    ศพเหล่านั้น ลอยไปลงทะเลจนหมดสิ้น คงเหลือแต่พื้นดินป็นปรกติ อนึ่ง ก็เป็น
    ธรรมดาสงครามที่ล้างโลก จะต้องบังเกิดมรสุมทำลายความชั่วช้าเลวทราม
    ของมนุษย์ที่กระทำขึ้น แล้วฝูงมนุษย์ก็จะต้องเป็นทายาทรับกรรมนั้นๆ หาใช่ผู้
    ใดหรือพระเจ้าองค์ใดมากระทำขึ้นให้ไม่ ก็เมื่อมนุษย์พากันฝ่าฝืนคำสอน พระ
    เจ้าหาใช่ทาสของมนุษย์ดังที่บางคนเข้าใจกัน

    พระศรีอาริย์ห้ามทัพตะวันออกเฉียงใต้ตำนานพุกามทำนายว่าเมื่อปรากฏแล้ว

    พระอาริย์ธรรมิกราช พร้อมด้วยพระอิศวรเจ้าจะเสด็จไปห้ามทัพตะวันออกถึง 2
    ครั้ง ไปโดยทางฟ้าและกองทัพฟ้าของเทวดาเป็นหมู่รี้พล

    ลักษณะพระศรีอาริย์

    ผู้มีบุญนั้นเป็นคนหลายเชื้อชาติ เกิดในปีขาล บ้านเกิดอยู่ปลายหล้าน้ำ ที่เกิดมี

    เรือน๓หลัง ทางตะวันออกมีลำคลอง ทางตะวันตกมีภูเขารูปร่างคล้ายครก
    กระเดื่อง บิดามารดาเป็นชาวนาและช่างทอหูก เมื่อเริ่มเติบใหญ่ได้ศึกษา
    ศิลปวิทยาการต่างๆแล้ว บัดนั้นไปก็บวชๆสึกๆอยู่๗หน เคยบวชเป็นฤาษีชีป่า

    เมื่อบวชอยู่เพื่อนนักบวชก็รุมชัง เมื่อสึกออกมาเป็นฆราวาส ฆราวาสก็รุมชัง

    สมณะชีพราหมณ์ตลอดจนฝูงท้าวพระยาที่มีใจหนาแน่นไปด้วยบาปต่างก็ไม่คบ
    ค้าสมาคมด้วย อยู่ที่ไหนไม่มั่นพลันหนีเพราะมีศีลธรรมและความประพฤติผิด
    กับคนทั้งหลาย จึงคบค้าสมาคมกับคนที่มีใจบาปหยาบช้าไม่ได้นาน

    เมื่อเป็นทารกนอนดั่งลิงลม เมื่อบวชเรียนอยู่นอนดั่งนกกาน้ำ เมื่อสึกออกมา

    เป็นฆราวาสแล้วนอนดั่งพญาช้างสาร และเมื่อปรากฏเป็นพระเจ้าบรมจักร
    ธรรมิกราชแล้ว นอนดั่งพญาสีหะ

    ตำหนิรูปพรรณสัณฐานนั้น รูปร่างลักษณะท่าทางเหมือนดังครุฑ จมูกดังยักษ์

    ใบหน้าดังครุฑ มีฟันเหมือนฟันม้า ตัวกลม ตาลึก ท้องใหญ่เล็กน้อย อกเต็ม
    ไหล่ขด มือและเท้ายาว นิ้วมือเบื้องซ้ายกิ่วคอดเป็นแผลเป็นหนึ่งแห่ง ที่ไหล่
    ซ้ายมีขนยาวหนึ่งเส้น ฝ่าเท้าเบื้องขวามีปานแดง บนศีรษะมีแผลเป็นลักษณะ
    ไม่สูงไม่ต่ำไม่ดำไม่ขาว สีผิวเนื้อขาวเหลือง ยามเจรจามีเสียงแลบออกจากไร
    ฟัน พูดจามั่นเที่ยงไม่กลับกลอก กระแสเสียงแจ่มใสไพเราะและก้องกังวาน

    เมื่อบวชอยู่ในเพศบรรพชิตนั้นมักมีรัศมีพุ่งออกจากศีรษะเสมอ และมักมีดวง

    แสงสว่างขนาดลูกมะพร้าวบ้าง ส้มบ้าง เป็นท่อเป็นลำยาวบ้าง ปรากฏแก่สาย
    ตาประชาชนอยู่ไม่ขาด นอกจากนั้นก็มักมีเสียงดนตรีและฆ้องกลองประหลาดที่
    ไม่เห็นผู้บรรเลงปรากฏอยู่ครึ้มเครือ

    มีปัญญาดุจมโหสถ มีความเพียรดุจมหาชนก มีสัจจะดั่งวิธุรบัณฑิต มีขันติดุจ

    ขันติวาทีดาบส มีความกล้าหาญดุจสุรยักษ์ มีใจเบาและรวดเร็วดังลิงลม มี
    ไมตรี รักคนใจบุญและสัตย์ซื่อ เมตตากรุณาต่อคนทุกข์ไร้อนาถา ไม่ถือตัวไม่
    ถือชั้นวรรณะ แก่กล้าด้วยศีลและทานจนตกทุกข์ได้ยาก เมื่อเริ่มจะปรากฏเป็นที่
    พึ่งแก่โลกนั้นจึงได้นามสมัญญาอีกอย่างว่า “ทลิททกธรรมิกราชา” คือ พระ
    ราชาผู้เข็ญใจไร้ทรัพย์

    บางตำนานกล่าวว่า ท่านจะปรากฏเป็นที่พึ่งแก่โลก เมื่อมีอายุได้๔๙ปี บาง

    ตำนานว่า๕๕ แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า น่าจะเมื่อท่านมีอายุได้
    ๕๒ปี.

    นอกจากที่กล่าวแล้วนั้น ในตำนานยังมีกล่าวถึงพิธีมุรธาภิเษกพระศรีอารย์ขึ้น
    เป็นพระราชาของเมืองใหม่ ซึ่ง จะจัดกันขึ้นที่จอมดอยฮด(ดอยรดน้ำ
    มุรธาภิเษก) ในเขตเชียงใหม่ ซึ่ง หมู่เทวดาเป็นผู้จัดพิธีขึ้น

    ในหนังสือพระศรีอารย์ ของ ส.พลายน้อย กล่าวว่า พระศรีอารย์จะได้ม้า

    แก้วจากดอยดินแดง ในเขตเมืองฝาง. (ซึ่งก็ไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
    ผู้เฒ่าผมขาวหนวดยาว ขี่ม้าขาวนั้นด้วยหรือเปล่า)

    อันนี้เขียนขึ้นจากที่ทรงจำได้ ส่วนเรื่องราวที่ยกขึ้นมาประกอบนี้ เห็นจากที่เขา

    เขียนกันในกระทู้ต่างๆในบางเว็บ จึงได้ก๊อปมาใช้อ้างอิงไว้ ให้ได้อ่านด้วยกัน

    (หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก หนังสือพระศรีอาริย์เจ้าโลก โดยรหัสยญาณ สำนักพิมพ์ลานอโศกเพรสกรุ๊ป โรงพิมพ์สหธรรมิก)

    จากตำนานพระศรีอารย์นี้ ทำให้ข้าพเจ้าจินตนาการถึงเมืองกุสาวดีได้มากยิ่งขึ้น

    โดยการนำคำบรรยายเมืองใหม่ของจากทั้งสองเรื่องราวมาผสมผสานกัน แล้วก็
    เขียนขึ้นมาเป็นผังเมืองกุสาวดีราชธานี แบบลูกผสม.

    ปทุมารียา ธัมมราชิกา - ธรรมะ - ตำนานพระศรีอาริย์กลางศาสนา ๓
     
  10. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    นิยายสิริอริยะ ธรรมิกราชโพธิสัตว์


    ต้นกำเนิดสักกะปัญหา ปริศนานกยาง

    หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานผ่านมาได้ ๒,๐๐๐ ปีแล้ว ท้าวสักกะองค์
    อินทร์ระลึกถึงกิจที่พระศาสดาสั่งไว้ได้ จึงเนรมิตตนเป็นชีผ้าขาวลงมาสู่
    กรุงศรีอยุธยา. ชีผ้าขาวนั้นท่องเที่ยวถามปัญหาแก่สมณะ ชี พราหมณ์ทั้ง
    หลาย โดยบอกว่า ถ้าใครแก้ปริศนาเหล่านี้ได้ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.

    คนโดยมากได้ พบเห็นชีผ้าขาวเข้าไปถามปัญหาก็พากันคิดว่า พราหมณ์
    เฒ่านี้ท่าจะบ้า จึงไม่มีใครใส่ใจพิจารณาปัญหานัก ท้ายที่สุด ชีผ้าขาวก็
    กลับร่างเป็นพระอินทร์ นั่งอยู่บนอากาศแสดงปริศนานกยางไว้ดังนี้

    ๑. นกยางเฮย ทำไมจึงไม่ร้องขอก นกยางว่าปลามันไม่ออก
    ๒. ปลาเฮย ทำไมจึงไม่ออก ปลาว่า หญ้ามันรก
    ๓. หญ้าเฮย ทำไมจึงรก หญ้าว่า วัวมันไม่กิน
    ๔. วัวเฮย ทำไมไม่กินหญ้า วัวว่า เจ้าของเขาไม่ปล่อย
    ๕. เจ้าของวัวเฮย ทำไมจึงไม่ปล่อยวัว เจ้าของว่าท้องข้าเจ็บมาก
    ๖. ท้องเฮย ทำไมจึงเจ็บ ท้องว่า ข้ากินข้าวไม่สุก
    ๗. ข้าวเฮย ทำไมจึงไม่สุก ข้าวว่า ไฟมันไม่ลุก
    ๘. ไฟเฮย ทำไมจึงไม่ลุก ไฟว่า ฟืนมันเปียก
    ๙. ฟืนเฮย ทำไมจึงเปียก ฟืนว่า ฝนมันตกมาก
    ๑๐. ฝนเฮย ทำไมจึงตกมาก ฝนว่า กบเขียดมันร้องนัก
    ๑๑. กบเขียดเฮย ทำไมจึงร้องนัก กบว่า งูมันไล่กินพวกข้า
    ๑๒. งูเฮย ทำไมจึงไล่กินกบเขียด งูว่าเพราะกบเขียดเป็นอาหารข้า

    พระอินทร์สั่งให้จารึกปริศนานี้ไว้ใน ใบลาน และย้ำว่า ถ้าใครแก้ปริศนานี้ได้ ก็ให้
    บอกแก่พระอินทร์ คนผู้นั้นจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แล้วพระอินทร์ก็กลับคืนสู่
    ดาวดึงส์เทวโลก

    ตั้งแต่นั้นมา ก็มีผู้พยายามจะแก้ปริศนานกยางนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบอกพระอินทร์ให้รู้
    ได้อย่างไรดี จึงทำได้เพียงจารึกความคิดเห็นของตนลงในใบลานไว้ว่าปริศนานก
    ยาง มีความหมายว่าอย่างไรกันบ้าง แม้อย่างนั้น ก็ไม่มีใครรู้ว่าคำตอบที่ถูกต้อง
    ของปริศนานกยางนั้นคืออะไรแน่ เพราะพระอินทร์ก็ยังไม่ได้มาเฉลยให้ใครได้รู้เลย
    ว่า ปริศนานี้แก้ได้ว่าอย่างไร
    http://www.3romphosri.com/modules.p...657fa6d48724194de3e2e86130]www.3romphosri.com
     
  11. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    โลกจะเข้าสู่ ยุคทอง ในปัจจุบันนี้ ซึ่งทางเข้ามีเพียงสองทางให้เลือกคือ

    1. พระศรีอารย์นำมนุษย์เข้ายุคใหม่

    2. ถ้าคนไม่สนใจพระศรีอารย์ ก็จะเกิดโลกามหาวินาศขึ้นแทนเพื่อล้างคนบาป
    คนที่รอดตายจะกลัวบาป เพราะรู้แล้วว่าสวรรค์ควบคุมความประพฤติของมนุษย์
    จึงกลายเป็นคนดีมีศีลธรรมทั้งหมด และสอนคนรุ่นต่อๆมาให้เป็นคนดีตามจน
    ถึงมนุษย์คนสุดท้ายในปี พ.ศ. 5000

    1. พระศรีอารย์นำ มนุษย์เข้ายุคใหม่
    สรุป เรื่องของ"พระศรีอารย์นำมนุษย์เข้ายุคใหม่"

    ตามหลักฐานที่มีที่มาที่ไปของ พุทธทำนาย คำทำนายของศาสนาที่สำคัญๆ
    และผู้มีญาณวิเศษ เช่น นอสตราดามุส บ่งคล้องจองกันว่าพระธรรมมิกราช (ผู้
    ใช้ธรรมะชนะอธรรม) หรือ พระจักรพรรดิ หรือ พระศรีอารย์ หรือที่มีชื่อเรียก
    ตามภาษาของเขานั้นๆ จะปรากฏในปัจจุบัน จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าพระ
    ศรีอารย์มีตัวตนจริงในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่กล่าวว่าพระศรีอารย์จะปรากฏเมื่อนั้น
    เมื่อนี้ เช่นจะมาปรากฏเมื่อ พ.ศ. 5000 นั้น เป็นการกล่าวเลื่อนลอย ขาดหลัก
    ฐานอ้างอิง หรือขาดเหตุผล หรือเป็นการรจนากันขึ้นมาภายหลัง

    การที่พระศรีอารย์นำผู้คนเข้าสู่ยุคใหม่คือกฤดายุค หรือยุคทองจะเกิดสิ่งดีงาม
    ขึ้นเช่น

    * เพื่อหยุดภัยพิบัติ โรคภัย และวิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ และยัง
    หยุดโลกาวินาศเพื่อล้างคนบาป ที่พุทธทำนายและคำทำนายต่างๆ ได้คาดไว้
    เหมือนๆกันว่า จะเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันในอีก 3 ปีข้างหน้า ผู้คนบนโลกจะรอด
    ชีวิตเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น

    * เพื่อสร้างสันติสุขและความยุติธรรมที่แท้จริงให้เกิดขึ้นบนโลก มนุษย์ไป
    ตลอดภัทรกัป ดังตัวอย่างในไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ได้บ่งบอกเรื่องยุคพระศรี
    อารย์ไว้ดัีงนี้ "ในยุคของศาสนาพระศรีอารยเมตไตรยนั้น ผู้คนจะมีแต่ความสุข
    ปราศจากกลียุคทุกข์ยาก ไม่มีผู้ร้ายฆ่าฟันกันเหมือนเช่นทุกวันนี้ ความสงบสุข
    จะแผ่ไปทั่ว คนในศาสนาพระศรีอารย์นั้น ไม่ต้องพึ่งพาโรงพยาบาล ไม่ต้อง
    กังวลว่า จะไม่มีค่ารักษาพยาบาล เพราะคนทั้งปวงจะปราศจากโรคาพยาธิ ดิน
    ฟ้าอากาศก็ได้รับการควบคุมให้อยู่ในระดับที่สบาย คนยุคปัจจุบัน เมื่อเห็นว่าใน
    ศาสนาพระศรีอารย์มีแต่ความสุข ก็พากันปรารถนาที่จะไปเกิดใหม่ในศาสนานั้น
    โดยนิยมสร้างพระศรีอารย์ เพราะมีคติความเชื่อกันว่า เมื่อตายไปแล้วจะได้ไป
    เกิดในยุคศาสนาของพระศรีอารย์"

    ที่มา ไตรเทพ ไกรงู หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 มีนาคม 2552

    1. คลิ๊กดู >>> เหตุการณ์และตำนานมากกว่าพันๆปี จะเกิดขึ้นก่อน
    หน้าพระศรีอารย์จักปรากฏพระองค์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านั้นได้เกิดเป็น
    จริงแล้ว

    2. คำทำนายของนอสตราดามุส และไอแซฮ์ ที่รู้จักทั่วโลก ได้ชี้ว่าพระ
    ศรีอารย์ปรากฏในปัจจุบันจริง

    3. พุทธทำนาย คำทำนายของศาสนาต่างๆ ที่บ่งว่าภัยพิบัติ โรคภัย
    และวิกฤติต่างๆของโลก จะเกิดขึ้นก่อนพระศรีอารย์จะปรากฏพระองค์
    ซึ่งได้เป็นจริงมาโดยตลอดในปัจจุบันนี้

    จากเหตุผลข้อ 1, 2 และ 3 แสดงว่าพระศรีอารย์มีพระองค์จริงในเวลานี้
    แต่ที่ไม่เปิดเผยต่อผู้คนทั่วไป ก็เพราะยังขาดการพิสูจน์ความจริง
    ตาม"กาลามสูตร" ที่พระพุทธเจ้าโคดมตรัสไว้

    การพิสูจน์ความจริงในเรื่องพระศรีอารย์พระองค์จริงเป็นไปได้เมื่อ สื่อ
    ทีวีที่สามารถป้องกันการโกหกคดโกงผู้ชมรายการได้ ควรนำผู้คนทั่ว
    ไปพิสูจน์ความจริงให้ประจัก ด้วยวิธีนี้จะทำให้พระศรีอารย์พระองค์จริง
    จักปรากฏเพื่อมีโอกาสพิสูจน์ความ จริง และพระศรีอารย์จะแสดงว่า
    สวรรค์และนรกว่ามีจริงด้วยรูปธรรม เพื่อคนทั้งหลายจักกลัวบาปกรรมที่
    ตนกระทำและเลิกสร้างบาปกรรมกัน ทำให้โลกเกิดสันติสุขขึ้นตลอดไป
    จนสิ้นภัทรกัปก่อนที่โลกจะดับไป

    สำหรับวิธีการพิสูจน์ความจริง สามารถดูเป็นตัวอย่างได้จาก ตอนที่ 3 วิเคราะห์คำทำนาย

    ผู้ที่ทราบเรื่องการพิสูจน์พระศรีอารย์นี้แล้วหาทางช่วยเหลือเผยแผ่
    เรื่องนี้ออกไปให้มีการพิสูจน์ความจริงในเรื่องพระศรีอารย์เกิดขึ้น นับว่า
    เป็นการสร้างมหาบุญที่ยิ่งใหญ่แก่ตน จะเกิดภพใดชาติใดก็จะช่วยให้มี
    ความสุขอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะถ้าพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับพระศรีอารย์
    พระองค์จริงแล้ว โลกาวินาศก็จะไม่เกิดขึ้น นับว่าเป็นการช่วยชีวิต
    มนุษย์และสัตว์มากมายเหลือคนานับ ซึ่งถ้าไม่มีการพิสูจน์ความจริง
    มนุษยโลก 3 ใน 4 จะถูกทำลายโดยโลกาวินาศ

    แต่ผู้ที่ทราบเรื่องนี้แล้ววางเฉย ถึงแม้ว่าผู้นั้นไม่เคยทำบาปกรรม หรือ
    เป็นคนมั่งมีศรีสุข โปรดเข้าใจว่าในช่วงชีวิตนี้ ท่านกำลังใช้บุญเก่า
    เหมือนอย่างที่ท่านฝากออมสิน เมื่อท่านถอยเงินออกมาหมดแล้ว ท่าน
    จะไม่มีเงินทองที่จะใช้จ่ายต่อไป หรือกล่าวง่ายๆว่า"หมดบุญ" และเท่าที่
    ทราบมา ผู้วางเฉยในเรื่องพระศรีอารย์นั้นถือว่าขาดความเมตตาต่อสัตว์
    โลก มีความเห็นแก่ตนเป็นที่ตั้งเป็นปัจจัย นับว่าเป็นอกุศลกรรมแก่ผู้นั้น
    ซึ่งจะมีผลในภพต่อไป



    2. ถ้าคนไม่สนใจพระศรีอารย์

    ถ้าคนเราไม่ สนใจพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับพระศรีอารย์ !

    โปรดเข้าใจว่า การพิสูจน์พระศรีอารย์พระองค์จริงไม่มีอะไรจะเสียหาย
    นอกจากสิ่งดีกับดี และจะจบลงด้วยสันติสุขและสันติภาพที่แท้จริงที่จะ
    เกิดขึ้นบนโลกตลอดไป แทนสิ่งเลวทรามอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในทุกๆวันนี้

    แต่ถ้าผู้คนไม่สนใจที่จะพิสูจน์ความจริง โลกาวินาศควรจะเกิดขึ้นในอีก
    3 - 5 ปีข้างหน้า(ตามคำทำนายในศาสนาต่างๆบนโลก) เพื่อล้างคน
    บาป ที่ศาสนาอื่นๆกล่าวว่าเป็น"วันพิพากษามนุษยโลก" โลกจะเหลือ
    มนุษย์เพียง 1 ใน 4 การกล่าวเช่นนี้มิได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่ด้วยความ
    มีสติ ไม่ประมาท โดยพิจารณาจากหลักฐานที่มีที่มาที่ไปและความมี
    เหตุมีผล

    ปลายปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) โดยการพยากรณ์ของมายัน 1500 ปี
    ก่อนพุทธกาล ซึ่งเหมือนกับพุทธทำนายที่บ่งไว้ว่า พ.ศ. 2556 มหันต
    ภัยโลกจักเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิง
    ผลาญ ... แผ่นดินอธรรมจะถล่มเป็นทะเล" แล้วมนุษยโลกจะเหลือเท่าไร
    อย่าพึ่งประมาทเพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ ซึ่งตรงกับศาสนาอื่นๆ มีชน
    เผ่ามายัน เป็นต้น และยังชี้ถึงอันตรายในปลายปี 2012 โดย นาซ่า 2012


    www.3romphosri.com Forums-viewtopic-�˵ص��仨ҡ��� �����§�ҧ�����ͧ�ҧ������͡
    เครดิต: ไอย์ศวร_พี
     
  12. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    หนทางอยู่รอดในวิกฤติปัจจุบันและอนาคต
    ที่ผู้มีบุญไม่ประมาท จะไม่มองข้าม



    [​IMG]
    พระจักรพรรดิ



    "พุทธทำนาย"

    ชี้หนทางอยู่รอดจากภัยพิบัติ โรคภัย วิกฤติเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันตลอดจนโลกามหาวินาศในอนาคตอันใกล้ ผู้เผยแผ่ได้ร่วมมือกันทำหนังสือมีความจริงไม่เฟื้อฝันนี้แจกฟรี ไม่เรี่ยไรเงินทองของมีค่าแอบแฝง ไม่เพื่อชื่อเสียง ไม่สนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มคนใด นอกจากเกิดสิ่งดีงามแก่คนทั่วไป ผู้ไม่ประมาทมีโอกาสหลุดพ้นจากบ่วงมาร ความสุขที่ไม่ยั่งยืน ความหลอกลวง สิ้นสุดความเหน็ดเหนื่อย ความทุกข์ ความยากจน เกิดอริยะปัญญารู้ความจริงที่ไม่ทราบกันมาก่อน เพราะในทุกชาติศาสนาบ่งไว้ว่า ในยุคพระจักรพรรดิหรือพระศรีอารย์นั้นทุกคนบนโลกจะเป็นอริยบุคคล มีความสุขกันอย่างแท้จริง ท่านผู้มีบุญสามารถทำสำเนาหนังสือนี้แจกฟรีให้ผู้สนใจ ย่อมเป็นกุศลเกิดผลบุญยิ่งแก่ท่านเนื่องจากเป็นการช่วยชีวิตของคนจำนวนมาก

    มารให้ความสุขมนุษย์แต่ซ่อนความทุกข์ไว้เบื้องหลัง มารนั้นขัดขวางสันติสุขที่แท้จริง

    พุทธประวัติ / พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ๓. มหาปรินิพพานสูตร: ชี้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พญาวัสวดีมารผู้ใจบาปได้ทูลอาราธนาให้พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน แต่พระพุทธองค์ทรงห้ามว่า ตราบใดภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สาวกของตถาคตยังไม่เจริญมั่นคง ศาสนาของตถาคตยังไม่แผ่ไพศาล ตราบนั้นตถาคตจะยังไม่ปรินิพพาน แต่มาบัดนี้มารได้กราบทูลว่าพุทธบริษัท ๔ ได้เจริญแพร่หลาย พระศาสนามั่นคงสมดังมโนปณิธานแล้ว จึงทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพาน มารได้กราบทูลถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายพระผู้มีพระภาคตรัสว่าจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานต่อจากนี้ไป อีก ๓ เดือน ที่จริงแล้วพระผู้มีพระภาคสามารถทรงดำรงอยู่ได้ตลอดกัปเพื่อประโยชน์สุขของ ชนเป็นอันมากถ้าพระอานนท์ทูลขอ แต่พระอานนท์ถูกมารเข้าดลใจ แม้ครั้งที่ ๓ ที่พระพุทธองค์รับสั่ง พระอานนท์ก็มิอาจรู้ทันจึงไม่ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงดำรงอยู่ต่อ เรื่องมารพยายามทำลายพระพุทธศาสนายังมีอีก เช่น ดลใจนางจินจมานวิกาทำอุบายว่าตั้งท้องกับพระพุทธองค์หรือพระเทวทัตที่พยายาม ปรงพระชนชีพพระพุทธองค์ มารหลอกคนให้หลงผิดด้วยความสุขและโลกธรรมที่ไม่จีรัง และดลใจผู้ขาดกุศลปัญญามองข้ามพุทธทำนายและพระจักรพรรดิซึ่งเป็นทางเดียว ที่จะปราบมารผู้เป็นใหญ่ฝ่ายอกุศลธรรมได้ และสร้างสวรรค์ขึ้นบนโลกมีสันติสุขที่แท้จริงขึ้นแทน

    ท่านทราบหรือไม่

    เกี่ยวกับพุทธทำนาย ปาสาทิกสูตร: อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่จริง มีประโยชน์ ตถาคตย่อมรู้กาลที่จะตอบปัญหาในเรื่องนั้นๆ แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นจริง ตถาคตจะไม่ทรงพยากรณ์ ฉะนั้นเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เป็นไปตามพุทธทำนายชี้ให้เห็นว่า พระผู้มีพระภาคตรัสในเรื่องปาสาทิกสูตรเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้

    เรื่องมิได้ตรัสบอกมีมากกว่า

    สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย ใกล้กรุงโพสัมพี พระองค์ทรงหยิบใบประดู่ลายขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แล้วตรัสถามภิกษุว่า ใบประดู่ลายเล็กน้อยที่เราถือไว้กับใบที่อยู่บนต้นประดู่ลาย อย่างไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าใบที่อยู่บนต้นมีมากกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เรื่องที่เราตรัสรู้แล้ว แต่มิได้บอกท่านทั้งหลายก็มีมากกว่า แต่เรื่องเหล่านั้นไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เราจึงไม่บอกท่าน ข้อสังเกต พระจักรพรรดิหรือพระศรีอารย์จักต้องแก้ปัญหาของมนุษย์ในเรื่องของโลกธรรมและ ความหลอกลวงนำไปสู่อกุศลกรรม ซึ่งเศรษฐกิจและสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะต้องปรับใหม่ให้มนุษยโลกสามารถ อยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติสุขมีสันติภาพตลอดไป คนเรายังไม่เคยเห็นสิ่งนี้กันมาก่อน ดังนั้นสิ่งที่พระพุทธเจ้าโคดมยังไม่ตรัสเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่บรรพชิต จะถูกเปิดเผยโดยพระศรีอารย์

    เทพและมาร

    พระผู้มีพระภาคไม่ปฏิเสธเรื่องเทพและมารดังแสดงไว้เช่น "ธชคฺคสุตฺตํ" และพระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรจักรพรรดิสิงห์ราชว่า พระศรีอารย์เป็นผู้สอนเทพและมนุษย์ เป็นผู้รู้ทั้งสามโลกคือสวรรค์ โลกมนุษย์และนรก ดังนั้นเมื่อพระศรีอารย์เปิดเผยและพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว คนจะไม่กล้าทำเลวทำชั่ว

    มนุษยโลกจะมีสันติสุขตลอดไป พ.ศ. 2552/7-1 ที่ ปณ. 70 ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี 11000

    เครดิต: ไอย์ศวร_พี
    http://www.3romphosri.com/modules.p...ic&t=103&sid=263b57657fa6d48724194de3e2e86130
     
  13. บุตรพระแม่อนุตตรธรรม

    บุตรพระแม่อนุตตรธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กันยายน 2008
    โพสต์:
    548
    ค่าพลัง:
    +428
    ที่สำคัญเราต้องตั้งใจบำเพ็ญบารมีธรรมตั้งแต่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอสมัยพระพุทธเจ้าองค์ไหน แต่ต้องตอนนี้ และเดี๋ยวนี้
     
  14. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    เว็บบอร์ดของท่าน สร้างได้สวยงามมากครับ
    ขออนุโมทนา
     
  15. Attila 333

    Attila 333 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +716
    พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาของการปฎิบัติครับ " สันทิฏฐิโก อกาลิโก ผู้ได้บรรลุพึงรู้ได้ด้วยตนเอง พึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นประจักพยานชัดด้วยตนเอง " คุณควรปฏิบัติให้ถึง ไม่ควรเอาปัญญา เอาสัญญาความจำที่ไม่เที่ยงของตัวมาตู่คำสอนของพระพุทธเจ้า ตีความเอาตามความเชื่อตามความรู้สึกนึกคิดของตัว เป็นการบิดเบือน เมื่อผิดเพี้ยนไปแล้วจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง และเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นที่เขามีใจคล้อยตาม ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ ผมเองก็เรียนมาทางด้านวิศวกรรม และเคยเป็นคนที่ไม่เชื่อมาก่อน แต่ขอบอกว่าปัญญาทางโลก กับปัญญาทางธรรมต่างกันฟ้ากับเหวครับ เพียงธุลีในอากาศเท่านั้น “ ศีล สมาธิ ปัญญา ”ภาวนามยปัญญา ปฏิบัติให้ถึงครับไม่ต้องรอพระศรีอาร.
     
  16. สมภาพธรรม

    สมภาพธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +845

    เห็นด้วยครับ ถ้ามัวแต่รอพระศรีอารย์มาโปรด คงตายก่อนแน่นอน ตำนานก็คือ ตำนาน เรื่องเล่าก็คือเรื่องเล่า

    ไม่มีจริงหรอกพระศรีอาริย์ นิยายหลอกเด็ก หลอกผู้ใหญ่ให้หันหน้าเข้าวัดวา เพื่อปฏิบัติธรรม เท่านั้นเอง

    ใครเชื่อก็ขาดปัญญาในทางพุทธศาสนาแล้ว พระศรีอาร์ย์คือศาสนาแห่งความหวัง

    อิอิ เข้าใจหลอกมนุษย์ เพราะมนุษย์ชอบมี ความหวัง อยู่แล้ว

    HOPING RELIGIOUS อิอิอิ
     
  17. Sriaraya5

    Sriaraya5 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มีนาคม 2006
    โพสต์:
    3,086
    ค่าพลัง:
    +12,858
    ผู้ไม่รอพระศรีฯ
    ถ้าไม่เป็นผู้ประมาทแล้ว ก็ต้องสำเร็จแล้ว
    อย่างครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่นหลายองค์
    มักพูดถึงทำนองไม่ต้องรอพระศรีฯ นั่นต้องหมายถึงว่า
    องค์ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว

    แต่สำหรับบุคคลที่ท่านต้องรอพระศรีฯ
    เพราะตั้งความปรารถนาไว้สูง
    จะขอเป็นพระสาวกผู้เลิศกว่าพระอริยเจ้าด้วยกัน
    ยังต้องรอพระศรีฯ
     
  18. nrongrit

    nrongrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2010
    โพสต์:
    49
    ค่าพลัง:
    +546
    ทำไมต้องรอพระศรีฯ งมงายไร้สาระ ตำนานก็คือตำนาน เป็นเรื่องเล่าขานให้เด็กๆฟังเท่านั้น

    ประโยชน์ในปัจจุบันไม่ทำให้สำเร็จ ต่อให้ 10 พระศรีฯมาโปรด คนเราไม่เคยขัดเกลาตนเอง พระศรีฯโปรดก็ไม่สำเร็จหรอก

    เห็นด้วย ที่ยุคพระศรีฯ คือ ศาสนาและยุคแห่งการรอคอย ยุคแห่งการอ้อนวอน

    อย่าให้รอเก้อนะครับ เดี๋ยวตลาดจะวายก่อน อิอิอิ
     
  19. วสุธรรม

    วสุธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    2,251
    ค่าพลัง:
    +8,158
    ขออนุโมทนาเพื่อนธรรมทุกท่าน
    ที่กรุณาสนใจให้เกียรติแก่ผม มาแสดงความคิดเห็นต่างๆ
    ทุกท่านคือผู้ทรงเกียรติของผมทั้งสิ้น

    กระทู้นี้เปิดโอกาสให้พวกท่านเต็มที่ครับ
     
  20. ZeusInw

    ZeusInw เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    566
    ค่าพลัง:
    +336
    ตำนาน ที่ไม่ใช่ตำนาน เพราะมันกำลังจะเกิด

    คุณก็รอดูไปสิ ว่าอีกกี่ปี
     

แชร์หน้านี้

Loading...