รวมหลวงพ่อตอบปัญหา/จากคำบอกเล่า

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย Wannachai001, 21 กรกฎาคม 2012.

  1. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม 2555 นี้จะเป็นวันเสาร์ 5 อีกครั้งนึง ทางวัดท่าซุงมีงานพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้งครับ

    ถ้าใครเกิดว่าไม่สะดวกไป ก็สามารถอยู่บ้านและอาราธนารับยันต์เกราะเพชรได้ตามเวลาพิธี ที่วัดคือ 6 โมงเย็นนะครับ พอเริ่มพิธีที่วัดก็จะเปิดเทปบวงสรวงชุมนุมเทวดา อาราธนาศีล อาราธนาพระกรรมฐาน แล้วสวดอิติปิโส 21 จบ จากนั้นก็นั่งสมาธิรับยันต์เกราะเพชรกันครับ คำภาวนาก็ควรใช้คำว่า พุทโธ

    ถ้าอยู่บ้านรับยันต์ควรนั่งซักราวๆ 30 นาทีขึ้นไปนะครับตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไป เพราะรวมเวลาบวงสรวงเทวดา อาราธนาศีล อาราธนาพระกรรมฐานและสวดอิติปิโสด้วย


    ทางวัดไม่ได้ประกาศอะไรออกไปว่าพิธีนี้เป็นพิธีรับยันต์เกราะเพชรด้วย ไม่ได้บอกออกไปเป็นทางการ แต่ว่าเป็นที่รู้กันเอาว่าปลุกเสกพระวันเสาร์ 5 คือการรับยันต์เกราะเพชรพร้อมกันไป

    น่าจะมีมาราวๆ 15 ปีกว่ามาได้แล้วครับที่มีการอาราธนารับยันต์เกราะเพชรกันในงานพิธีพุทธาภิเษกพระวันเสาร์ 5 ที่วัดท่าซุง หลวงพ่อเคยบอกประมาณๆนี้ว่า การเป่ายันต์เกราะเพชร เป่าทั่วจักรวาล ใครจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้รับได้หมด

    รับยันต์ที่บริษัท

    ผู้ถาม : กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เมื่องานเป่ายันต์เกราะเพชรคราวที่แล้ว ลูกไม่มีโอกาสไปที่วัด ก็เลยนั่งทำงานที่บริษัทไป ใจก็น้อมนึกถึงองค์สมเด็จฯ นึกถึงบารมีหลวงพ่อว่าให้เป่าไปถึงบริษัทด้วย ทุกครั้งที่เคยผ่านมามีอาการของลูกจะดีขึ้น ซู่ซ่าขนลุก แต่คราวนี้เฉย ไม่ทราบว่าหลวงพ่อจะถืออุเบกขาตอนนั้นหรือเปล่าคะ ?

    หลวงพ่อ : เดี๊ยวก่อน ! เขาบอกให้เป่าไปที่บริษัท ก็ติดป้ายหมดสิ ก็ต้องไปขอที่ป้ายนะ (หัวเราะ)

    แต่ความจริงเป่ายันต์เกราะเพชรนะ ท่านบอกว่า ถ้าตั้งใจจริงๆ อยู่ที่ไหน ก็ได้เหมือนกันหมด ถ้าตั้งใจไว้เพื่อรับ แต่บังเอิญเวลาเป่ากำลังทำงานอยู่เผลอไป รับได้เลย

    ผู้ถาม : คือความจริงแกอาจจะได้ แต่เห็นว่าไม่ซู่ซ่า ก็นึกว่าไม่ได้รับ

    หลวงพ่อ : ซู่ซ่าจนชิน ชินเกินไปก็เลยไม่มีความรู้สึก จริงๆนะ ความจริงเป็นอย่างนั้น คือของเก่าเขามีแล้วนี่ สัมผัสใหม่มันก็ไม่มีอาการเกิดขึ้น


    รับยันต์เกราะเพชรที่บ้าน

    ผู้ถาม : นมัสการกราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กระผม...... เป็นลูกน้องท่านสารวัตร....แนะนำให้ท่านไปเป่ายันต์เมื่อ 25 ส.ค. นี้ท่านเตรียมตัวพร้อมสรรพแล้ว แต่พอถึงเวลาจริง เจ้านายสั่งให้ทำงานอีกอย่างหนึ่งก็เลยไม่ได้ไป แต่ลูกก็แนะนำว่า ไปไม่ได้จริงๆ จำเป็นถึงเวลาก็ทำพิธีอย่างนี้ๆ พอ 4 โมงเย็นปุ๊บแกก็ทำตามทุกอย่าง ปรากฏมีอาการดังต่อไปนี้

    1. ท่านสารวัตรบอกว่า พอจิตสบายปุ๊บมีอาการคันตามเนื้อตามตัว ตามแข้ง ตามขา ลูกอยากจะเรียนถามหลวงพ่อว่าลักษณะอย่างนี้ ได้รับยันต์เกราะเพชรหรือไม่ครับ ?

    หลวงพ่อ : ใช้ได้เลย มีอาการร้อน มีอาการหนัก มีอาการคัน ใช้ได้ บางทีหนักตรงนี้ ตรงนั้น คันบ้าง บางทีก็ร้อนตรงนั้น เย็นตรงนี้ ใช้ได้

    ผู้ถาม : อย่างนี้ก็แสดงว่า.....

    หลวงพ่อ : เขารับได้

    ผู้ถาม : อยู่ใกล้ไกลก็รับได้

    หลวงพ่อ : รับได้ๆ นี่เขาได้รับเต็มที่นะสมบูรณ์แบบเลย




    เป่ายันต์จิตฟุ้งซ่าน

    ผู้ถาม : เป่ายันต์เกราะเพชรทุกครั้งที่ผมไป รู้สึกว่าขณะที่ภาวนาผมมีอารมณ์เฉยๆแป๊บเดียว จิตใจก็ฟุ้งซ่าน ในขณะที่หลวงพ่อเริ่มทำพิธี ข่มอย่างไร ทำอย่างไรก็จับอารมณ์สมาธิไม่อยู่ ไม่ทราบว่าในขณะนั้นองค์สมเด็จท่านจะสงเคราะห์ เป่ายันต์เกราะเพชรให้หรือเปล่า เพราะว่าจิตฟุ้งซ่านเอาไม่อยู่เลยครับ ?

    หลวงพ่อ : ไม่เป็นไร ท่านทำ เป็นแต่เพียงว่าตั้งใจรับ

    แต่จิตของเราจะคุมให้ดิ่งไม่ได้แน่ เพราะคนทำไร่ทำไถนา ไม่ชินต่อการเจริญกรรมฐาน ใช่ไหม คือไม่มีความจำเป็น เขาถือว่า เอาจิตยอมรับเท่านั้นเอง ไปหรือไม่ไปก็ตาม หรือว่าอยู่ที่บ้านก็ตาม ได้รับ นั่นท่านส่งให้นี่ ไม่ใช่เราไปหยิบ

    หมายความว่า ตั้งใจยอมรับ ใช้ได้แล้ว



    (จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 290 เดือนพฤษภาคม 2548 หน้า 93,95,96)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2020
  2. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    ป่ายันต์เกราะเพชร


    ผู้ถาม : ดิฉันได้ไปเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งสุดท้าย ทุกครั้งที่ลูกไปลูกจะมีอาการปิติ ขนพองสยองเกล้า แต่ว่าครั้งล่าสุดรู้สึกเวียนหัวปวดเมื่อยตามตัว และมีอาการหนัก กลับบ้านกว่าจะหายก็หลายวัน จึงกราบเรียนถามว่า วันนั้นลูกโดนอะไรไปหรือเปล่าจึงเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ ?

    หลวงพ่อ : อย่างนั้นเป็นอาการของยันต์ที่เข้าถึงตัว หนักมาก เต็มอัตรา อาการเต็มอัตรานี่ไม่เหมือนกัน บางคนก็หนัก บางคนก็ร้อน บางคนก็คัน เหมือนกับมดไต่ไรตอม บางคนก็เย็นซู่ซ่า อย่างนั้นถือว่าดีมาก

    ผู้ถาม : ก็น่าแปลกใจ ยังจำภาพเด็กคนนั้นชัดเจนเลยว่า หลังจากคลอดออกมาแล้วยันต์ยังไม่หายเลย

    หลวงพ่อ : เด็กคนนี้ แม่เขาพาไปเมื่อ 2 ปีกว่าแล้วยันต์ยังอยู่ เมื่อเร็วๆ นี้เขาพาไป แกบอกเป็นยันต์สีแดงที่ตัว

    ผู้ถาม : แสดงว่าตอนเป่าหลวพ่อใช้กำลังเต็มอัตราเลย

    หลวงพ่อ : คือเป่าเหมือนกัน ฉันไม่ได้ทำพระท่านทำ ทีนี้การรับ คือพ่อแม่เขาเวลานั้นเขารับดี แล้วก็รักษาได้ดี และก็ทรงตัวลูกนาน

    ยันต์เกราะเพชรเป็นรูปกงจักร

    ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เมื่อคราวไปเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งที่ 11 นั้นปรากฏว่า เด็กที่คลอดออกมาที่แม่ไปร่วมพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรเป็นผู้ชาย ที่บนหัวแทนที่จะเป็นเกราะเพชรกลับเป็นยันต์กงจักร สวยงามเป็นอย่างมาก ขณะนี้ยังติดอยู่ที่ขวัญ ขอเรียนถามหลวงพ่อว่า เวลาเป่ายันต์เกราะเพชรติดเฉพาะยันต์เกราะเพชรหรือเป็นรูปอย่างอื่นด้วยครับ ?

    หลวงพ่อ : รูปอะไรก็ได้ ให้เป็นรูปขึ้นมาก็แล้วกัน ให้เหมาะแก่บุคคลนั้น

    เป่ายันต์เห็นสีแสดเป็นดวงๆ

    ผู้ถาม : รายหนึ่งบอกว่า ไปเป่ายันต์เกราะเพชรสักครู่หนึ่ง ลูกก็ร้องจึงลืมตามองดูเห็นคนที่นั่งหัวดำไปหมด แต่ข้างบนหัวมีสีแสดเป็นดวงๆ เต็มไปหมดเลย เจ้าค่ะ

    หลวงพ่อ : เป็นแสง เป็นสี จะเป็นอะไร

    ผู้ถาม : จะเป็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดาครับ ?

    หลวงพ่อ :
    เวลานั้นเต็มไปหมด มามากกว่าคนที่เราไปนะ ไม่ใช่มาเล็กน้อย ถ้าเป็นสีโดยเฉพาะ เป็นฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้าคลุมลง พระพุทธเจ้าใช้ฉัพพรรณรังสีคลุมคนทั้งหมด และก็ทั้งประเทศด้วย และก็ทุกคนที่อยู่นอกประเทศที่ตั้งใจนึกถึงท่านเวลานั้น ดีนะ


    น้ำมนต์ยันต์เกราะเพชร

    ผู้ถาม : กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เนื่องในงานเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งที่แล้ว ที่หลวงพ่อบอกว่า ใครต้องการน้ำมนต์ ก็เอาขวดน้ำที่นักเรียนขายแล้วมาวางข้างหน้า แล้วอธิษฐานตามใจชอบ

    พออยู่บ้านวันที่ 25 มี.ค. นี้ ก็เอาน้ำมนต์มาพรมบ้าง อาบบ้าง ที่น่าประหลาดก็คือว่า ในขวดอัดแน่นไม่เคยเปิดเลยมีแต่เศษเทียนเหมือนกับที่หยดน้ำมนต์ปรากฏด้วย ลูกมีความประหลาดใจและปลื้มใจพร้อมๆกัน สงสัยว่าเข้าไปอยู่ในขวดได้อย่างไร ขอให้หลวงพ่อช่วยอธิบายด้วยเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปถามเทียนเขานะว่าเข้าไปได้ยังไง นั่นอำนาจพุทธานุภาพแสดงให้ปรากฏ ดี มาก คนนี้ดีมาก อย่าให้หมดนะน้ำมนต์ จะหมดก็เอาน้ำใส่ขวดเป็นน้ำมนต์ อย่าให้เทียนหายนะ สำหรับพวกค้าขายตอนเช้าๆ มาพรมหน้าร้าน คาถาเงินล้านว่าไปด้วยนะ



    (จาก ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 290 เดือนพฤษภาคม 2548 หน้า 93-95)



    0001 (21).jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 มีนาคม 2020
  3. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    พบหลวงพ่อ


    เมื่อวันทำพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถ(เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 36 หลังจากสวดอิติปิโสเสร็จแล้วก็นั่งภาวนา เขาภาวนากัน แต่เราฟุ้งเรื่องงาน ไฟฟ้าจะเดินยังไง ท่อจะวางยังไง ช่างจะไปขัดกับพระสามารถเขาไหม คิดฟุ้งตลอด จนจิ้งจกทัก " จ๊อกๆๆ " ตกใจเสียงดังมาก เสียงอย่างกับเปิดลำโพงเลยเลิกคิด ภาวนาต่อสักพักก็เห็นหลวงพ่อ

    ท่านก็บอกว่า " งานทำไปเรื่อยๆ อย่าทำให้มันเคลียด อย่าทำให้มันหนัก ทำใจสบายๆ ไม่เร่งร้อน ไม่ได้แข่งกับใครเขานี่ ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อสร้างบารมีให้เต็ม " ก็บอกท่านว่า ผมกลัวหลวงพ่อครับ ผมกลัวจะตัดสินใจผิดครับ

    ท่านเลยบอกว่า " กลัวน่ะดี ดีกว่าไม่กลัว ความประมาทก็จะน้อย " ครับๆ หลวงพ่อครับ ก็กลัวเหมือนกับท่านยังมีชีวิตอยู่ บางคนก็บอกว่าเจ้าอาวาสตัดสินใจช้าจัง ก็เพราะกลัวหลวงพ่อนี่แหละ

    โอ้โฮ เกิดมาก็ไม่เคยคุยกับท่านนานอย่างนี้สักที ตามธรรมดาเจอแว๊บเดียวหายไปแล้ว คืนนั้นท่านอยู่นานเลย หรือว่าท่านทำให้เราเห็นนานเองก็ไม่รู้สัก 20 นาทีได้

    " หลวงพ่อคงจะอยู่จนพิธีเสร็จแล้วจึงไปมั๊ง "

    คงอย่างนั้นแหละ คุยกับท่านหลายเรื่อง แต่เป็นเรื่องงานเราปรารภถามท่าน สำหรับเรื่องพระเรื่องปลุกเสก ไม่ต้องเกี่ยว ท่านบอกเป็นเรื่องของพระท่าน เราก็โอ โล่งอก

    ตอบแทนคุณหลวงพ่อ

    จะทำบุญแบบไหน จึงเป็นที่ชื่นใจหลวงพ่อและเป็นการเทิดทูนต่อหลวงพ่อ เจ้าคะ ?

    ดร.ปริญญา ตอบว่า " ไปนิพพานให้ได้ชาตินี้ ช่วยอยู่อย่างเดียวแหละ "

    พระครูปลัดอนันต์พูดเสริมว่า

    เหมือนกับเราเป็นพ่อเป็นแม่ ถ้าลูกเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา เราก็สบายใจ ที่ท่านสอนเรา หวังให้เราเป็นคนดี ท่านก็มีความดีใจว่าท่านไม่เหนื่อยเปล่า ที่ทรมาณร่างกายเจ็บไข้กินข้าวไม่ได้ กินอะไรไม่ได้ กลับมาก็ทรมานร่างกาย ดันทนอยู่เพราะอะไร ถ้าไม่ทนอยู่เพราะเราท่านไปตั้งแต่ปี 13 แล้ว ที่ท่านทนอยู่เพราะพวกเราใช่ไหม เราอยู่นึกถึงคุณท่านอย่างนี้เราถึงทำอย่างที่ ดร.ปริญญาตอนนี้

    ที่ถูกต้องที่สุดจะให้อะไร จะให้ทรัพย์ ให้สิน ให้เงิน ให้ทอง ทุกอย่างก็ยังไม่คุ้มเท่า แม้แต่พระพุทธเจ้าเมื่อทราบว่าท่านอัญญา โกณทัญญะเห็นธรรมเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าดีใจมาก ท่านอุทานวาจาเปล่งอกมาว่า " อัญญาสิ วะตะโก โกณทัญโญๆ " ท่านโกญทัญญะรู้แล้วหนอ ท่านดีใจ ที่ท่านแสวงหาคนพ้นทุกข์นี่เจอคนแล้ว คำพูดของท่านมีผลแล้ว

    หลวงพ่อท่านอยู่มาตั้งนาน ท่านจะมรณภาพตั้งแต่ปี 13-14 แล้ว ท่านก็กลับมา กลับมาเพราะพวกเรา ท่านรอพวกเราอยู่ตรงนี้แหละ(วัดท่าซุง) ที่ท่านทรมานร่างกายทุกอย่างก็ตรงนี้ ฉะนั้นที่จะตอบแทนท่านให้ดีที่สุดก็คือการปฏิบัติธรรม จนเป็นพระอริยะ แม้แต่เบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องสูง แล้วแต่เราจะทำได้ อย่างน้อยถ้าไม่ได้ อย่างนั้นก็ให้ก็ขอให้งดความชั่วทุกอย่าง ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ที่ท่านชื่นใจหน่อยและอันนี้ชื่อว่าทดแทนคุณได้และท่านพอใจ


    (จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ มกราคม 2537)


    ยาที่บ้านสายลม

    ยกทรงบอกว่า "ยาที่บ้านสายลมนี่ดีอยู่อย่างนะ เวลามีพุทธาภิเษกที่บ้านสายลม ยาก็พลอยปลุกเสกไปด้วย คนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บบางท่านมาเล่าให้ฟังก็ประสบความสำเร็จเบาๆ จางหายแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็ถ้าเป็นไปได้ก็ถวายสังฆทานแล้วก็อุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร และอีกอย่างหนึ่งก็คือปล่อยสัตว์ที่มีชีวิต

    แต่ถ้าทำทุกอย่างแล้วมันไม่หายนะ ถ้าไม่หาย มันยังเป็นอยู่อย่างเดิมนะ วิธีแก้ไขมีอยู่อย่างเดียว ต้องให้เจ้าอาวาสแนะนำ เพราะเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับวัด แล้วท่านเจ้าอาวาสจะแนะนำอย่างไรครับ"

    ท่านเจ้าคุณฯ บอกว่า "ต้องยังไงล่ะ วางเฉย อุเบกขา"

    ยกทรงบอก "หลวงพ่อบอกว่า เข้าเมรุหมดเลย ไม่เหลือสักโรค"

    ท่านเจ้าคุณฯ แนะนำว่า "ต้องคิดล่วงหน้าไว้เสมอว่าคิดว่า ร่างกายของเราเองก็ดี มันจะต้องเป็นไปตามกฏของมันเอง เราส่วนมากจะฝืน ไม่เชื่อกฎของกรรม คือต้องค่อยๆคิด ไม่เป็นอะไรก็ต้องคิดเรื่อย ดูซิมันเมื่อยหรือเปล่านี่ เรานั่งนี่มันเมื่อยเองนะ มันหิวเองนะ ร่างกายนี่เราไม่อยากให้มันหิว แต่มันหิวเอง มันเมื่อย มันหนาวเอง มันร้อนของมันเอง ให้รู้ว่ามันเป็นของธรรมดา ใจคิดตามน้ำ มันเป็นเองนะ

    ร่างกายเราไม่อยากให้หิว มันร้อนของมันเอง มันหนาวมันป่วยเองนะ แล้วมันก็ต้องตายของมันเอง ตัวนี้มันเป็นธรรมชาติของมัน เอาใจไปยอมรับความเป็นจริง อย่างนี้ถึงจะทำให้ใจสบาย พอป่วย (เรานึก) ไม่น่าป่วยเลย มันก็ทุกข์น่ะสิ ต้องคิดล่วงหน้าไปเรื่อยๆให้มันชิน

    สังเกตดูสิ เรานั่งอยู่นี่มันเมื่อยเอง เมื่อยเราก็อยากจะหายปุ๊บปั๊บ มันไม่หายเองอีก มันเมื่อยเองของมัน มันป่วยเอง มันหนาวเอง มันร้อนเอง แต่จิตใจของเราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น นี่เราเป็นแค่ผู้อาศัยมัน ไม่สามารถจะบังคับมันได้ คือฉันคิดเองนะ คิดแล้วมันเป็นอย่างนั้น ก็คิดตามนั้น อย่างนี้มันก็สบาย สบายใจ"

    ยกทรงถามว่า "แล้วอีกประเภทหนึ่ง ท่านที่สามารถแยกจิตออกจากกายได้หรือหลบไป"

    ท่านเจ้าคุณๆ บอกว่า "ถ้าหลบเราคิดได้ง่ายกว่านี้อีกเยอะ จริงๆคิดออก ยังไม่ป่วยนี่คิดง่าย คิดออก ถ้าป่วยจริงๆ ทุกขเวทนามากจริงๆ โอ้โฮ คิดไม่ออกเลย มันมึนไปหมด ถ้าเราหลบไปได้ซะหน่อย เราก็จะเห็น"

    ยกทรงถามว่า "วิธีหลบ วิธีจะทำให้จิตถึงไหนหนอแล จึงหลบได้ขอรับ"

    ท่านเจ้าคุณฯ บอกว่า "ใช้อานาปาฯ ก็พอหลบได้ ใช่ไหม"

    ยกทรงเล่าให้ฟังว่า "ผมเห็นคนเล่นไพ่ 3วัน 3 คืน ไม่ค่อยขี้ ไม่ค่อยเยี่ยว ไม่ค่อยกิน
    สมาธิแน่วแน่เป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่รู้แกเอาจิตแยกได้อย่างไร ทุกขเวทนาก็ไม่มี ไอ้ที่พูดนี่ไม่ใช่ใครหรอก ป้าผมเองแหละ อยู่ได้ยังไง 3 วัน 3 คืน พอเลิกเล่นเท่านั้นเอง ร่วงตรงนั้นเลย"

    ยกทรงสรุปว่า "แต่คิดทีละนิดทีละหน่อยตามที่เจ้าอาวาสพูดนี่น่าคิดนะ"

    ท่านเจ้าคุณฯ บอกว่า "ก็ให้รู้ว่ามันเป็นของมันเอง ตายเมื่อไหร่ก็ช่าง ถึงสุดท้ายตายมันก็ตายเอง

    คือต้องสร้างสมาธิหน่อยนะ เพราะเริ่มคิดอย่างนี้มันจะเย็น จะมีความสุขใจ ต้องมีสมาธิสักหน่อย พอจิตสงบก็เริ่มคิด คิดอะไรในใจสบายก็คิด แล้วก็ใจสบาย มันเป็นจริงอยู่แล้ว เราไม่เชื่อเอง พระพุทธเจ้าก็บอกแล้วแต่เราไม่เชื่อท่าน

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 461 เดือนสิงหาคม 2562 หน้า 11-12)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 กุมภาพันธ์ 2020
  4. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    เรื่องเลี่ยงภาษี

    ผู้ถาม : ที่นี่เรื่องภาษาแพงจริงๆ ค่ะ ต้องเลี่ยงๆ ไม่รู้ทำยังไงดี

    หลวงพ่อ : เลี่ยงๆก็ไปแล้ว ครือกันแล้ว แล้วมันมีความจำเป็นต้องเลี่ยงไหม ?

    ผู้ถาม : ถ้าพวกสรรพกรเขาเลี่ยงให้ ก็เอาเหมือนกันค่ะ

    หลวงพ่อ : นั่นเป็นเรื่องของเขา เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่เขา

    ผู้ถาม : ถ้าเราบอกเขาล่ะคะ

    หลวงพ่อ : ก็บอกว่ามันแพงเกินไป ทำยังไงจึงจะถูกได้ ถ้าเขาทำให้ก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เราทำเอง

    ผู้ถาม : แล้วอย่างเราทำบัญชีเองล่ะคะ

    หลวงพ่อ : ก็ครือกันแล้ว มันธรรมดาของการหากินประเภทนี้ อย่าให้ละเอียดเกินไป เราเป็นปถุชนคนที่ไม่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคา เขาก็ทำอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว เขาไม่ทำ ไม่มีคนไหนเกิดมาแล้วไม่ละเมิดศีล บางคนละเมิดยิ่งกว่าเรา อย่างองคุลีมาร ฆ่าคนมากเท่าไหร่ ยังเป็นพระอรหันต์ มันต้องเป็นวาระที่กุศลเก่าเข้าสนองเต็มอัตรา ความเป็นพระอริยเจ้ามาถึงเมื่อไร ตอนนั้นไม่ละเมิด

    ถ้าไม่ถึงก็มีความจำเป็น เพราะอะไร ถ้าเสียภาษีตามปกติ เราก็ไม่เหลือกินเลย เราก็ตาย ฉะนั้นเราจะถือว่าใครโกง เราไม่ได้กู้เงินรัฐมานี่ ถ้ากู้เงินรัฐมา เราไม่เสียให้เขาตามปกติ โกงแน่ ทีนี้เราทำมาหากินกฏหมายเขาร่างขึ้นมา เราไม่ได้ร่างเอง นี่ว่ากันตรงๆ นะ


    ฆ่ามดเพื่อบ้านอยู่

    ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ที่บ้านหนูมีมดคาร์เพนเตอร์แอนท์ เกิดลูกหลานรวดเร็วมากค่ะ มดชนิดนี้ทำลายไม้ร้ายแรงพอๆกับปลวก ต้องอาศัยยากำจัดแมลงมากำจัด จึงจะได้ผล หนูจะผิดศีลข้อ 1 ไหมคะ ถ้าจะไม่ให้ผิดศีลข้อ 1 จะทำอย่างไรคะ เพราะถ้าไม่กำจัดบ้านพังแน่ค่ะ

    หลวงพ่อ : ถ้าถามพระก็ต้องบอกว่า ย้ายบ้านซิ เป็นเรื่องธรรมดา ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินต้องป้องกัน ถ้าขืนถามแบบนี้ไม่มีบ้านอยู่ ไปที่ไหนปลวกก็ขึ้นมดก็ขึ้น ถามในสิ่งที่พอปฏิบัติได้ ถ้าถามว่าบาปไหม บาปก็ต้องว่าบาป แต่ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาทำไปแล้วก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศล ว่าบาปที่ฉันทำไปแล้วขอเธอจงโมทนาด้วย (หัวเราะ) เอาอย่างนี้ซิ ทำบุญถวายสังฆทาน ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้ ถ้าจะถามว่าถวายสังฆทานใช้เงินเท่าไร ก็ต้องบอกว่าตั้งแต่ 1 สลึงก็ใช้ได้

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ มิถุนายน 2530)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กรกฎาคม 2019
  5. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    รักษาศีลแล้วยังจน

    ยกทรง : หลวงพ่อเจ้าขาความจริงลูกไม่อยากค้านหลวงพ่อหรอกเพราะรู้ว่าหลวงพ่อมีปัญญามากฉลาดในการสอน แต่วันนี้ขอถามแกมประชดสักนิดหนึ่งในคำสอนที่หลวงพ่อว่ามีศีลแล้วจะร่ำรวยมีเงินไม่เป็นหนี้ มีโชคลาภ หว่า...ว่ากันใหญ่เลยนะ

    หลวงพ่อ : อ้าว...แล้วว่าไป

    ยกทรง : แต่ลูกรักษาศีล 5 แล้วไม่พอใจ เดี๊ยวนี้เพิ่มเป็นศีล 8 มันก็ยังจนเหมือนเดิม

    หลวงพ่อ : รักษามากี่ปี

    ยกทรง : 2-3 ปีเจ้าค่ะ

    หลวงพ่อ : ปัดโธ่เอ๋ย.....ก็ซวยมากี่ปีละ ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือ

    ยกทรง : ครับ

    หลวงพ่อ : คือว่ารักษาศีลจริงๆแค่ศีล 5 หนึ่งค่าเหล้าไม่เสีย

    ยกทรง : อ้อ...อันนี้ชัดเลย

    หลวงพ่อ : ชัดนะ สองค่าเจ้าชู้ไม่เสีย

    ยกทรง : ครับ มีค่าเจ้าชู้ด้วยหรือครับ

    หลวงพ่อ : สามค่าม่านรูดไม่เสีย

    ยกทรง : ครับ (หัวเราะ) อันนี้พระไตรปิฏกฉบับนี้ไม่เคยได้ยินเลยนะ เอ๊ะ...ไหนเขาว่าพระที่วัดสุวรรณ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลย

    หลวงพ่อ : พระน่ะท่านไม่รู้แต่ฉันรู้ มีคนเขามาพูดให้ฟังคือไม่ขี้ร้อน ไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง (หัวเราะ)

    ยกทรง : ก็รู้อีกแน่ะ โอ้โห..ไม่น่าเชื่อเลย

    หลวงพ่อ : เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะ ทรัพย์ก็จะดีขึ้น

    ยกทรง : เป็นอันว่าเรื่องเสียไม่มีเลย

    หลวงพ่อ : ไม่มีเสีย ใช่ ไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาตีเขา ทะเลาะเขาก็ไม่มี ไม่ต้องไปติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์ นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดน่ะ ป่านนี้รวยมานานแล้ว

    ยกทรง : อ้อ....

    หลวงพ่อ : แกรักษามากี่วันนี่ ขาดทุนมากี่ปี

    ยกทรง : ไม่รู้มากเชียวครับหลวงพ่อ อ้อ...ครับ นี่ๆชัดเจนนะ คราวหลังไม่ต้องประชดนะ อ้อ...นี่ชัดเจน แม้แต่ม่านรูดยังรู้

    หลวงพ่อ : ฮึ ๆ ๆ ๆ


    (จากสนทนาสายลม หนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ หน้า 375)

    ใช้ธูปกี่ดอกดี

    หลวงพ่อ : นางกวักนี่ เอ ฉันไม่เคยมีนางกวักกับเขาหรอก บวชเสียนาน

    ยกทรง : เป็นรูปคล้ายๆ ผู้หญิงน่ะหลวงพ่อ

    หลวงพ่อ : ก็นั่นนะซิ พระเข้าไปได้เมื่อไหร่ เป็นอาบัติ เลยไม่รู้วิธีปฏิบัติ นางกวักนี่เขาอาจจะเสกด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณกระมัง ไม่รู้วิธีเขาจริงๆ ความจริงนางกวักก็บูชาแบบพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณดีกว่า นึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรม พระอริยสงฆ์ นึกถึงพรหมเทวดาไปเลย นางกวักมันแค่เป็นรูปเท่านั้นใช่ไหม บูชาพระไปเลยดีกว่า ความจริงไม่รู้นะ จริงๆ นางกวกนี่

    ลูกศิษย์ : ใช้ธูปกี่ดอก ถ้าจะจุด หลวงพ่อคะ

    หลวงพ่อ : ไอ้เรื่องธูปนี่ต้องดูก่อน เวลานี้ตอบแน่นอนไม่ได้ เพราะไม่มีหุ้นส่วนกับร้านขายธูป (หัวเราะ) ถ้าฉันมีหุ้นส่วนฉันบอกเขาใช้มากๆ ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ อีความจริงใช้ธูปกี่ดอก ถ้าบูชาพระหรือบูชาเทวดานี่ก็ควรใช้ธูปเสมอกัน ไม่มีการกำหนด ธูปนี่พระพุทธเจ้าไม่เคยอธิบายมาเลย เท่าที่ฉันเทศน์มานี่

    ยกทรง : ก็ไม่มีปรากฏ

    หลวงพ่อ : ไม่มี ทีปะ ธูปะ บุปผะ ใช่ไหม ธูปะ ไปหาพระพุทธเจ้า มีธูป มีเทียน มีดอกไม้ เขาว่ากันแค่นี้ จึงไม่จำกัด ถ้าฉันทำธูปขายนะ ฉันจะบอกซื้อยี่ห้อที่ฉันขายแล้วใช้ให้มันมาก

    ยกทรง : 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ก็เป็น 31 พอดี

    หลวงพ่อ : ใช่ จะได้ใช้บ่อยๆ จะได้ซื้อขายดีๆ แล้วก็ต้องบูชาวันละหลายครั้ง ชั่วโมงละครั้ง แม่ค้าจะได้ร่ำรวย แต่อย่าลืมว่าตามบาลีคนที่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทีปะ ธูปะ บุปผะ ใช่ไหม ถือว่าคนที่เขาจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ต่างคนต่างถือธูปเทียนดอกไม้กันไปเองไม่จำกัด มาสมัยนี้ถ้าบูชาผีก็ 1 ดอก

    ยกทรง : นั่นสิ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้หลวงพ่อ

    หลวงพ่อ : อันนี้ไม่มีสตางค์ (หัวเราะ) เป็นคนจน หาธูปไม่ได้ หาสตางค์ซื้อมากไม่ได้ เอาไปหนึ่งดอก แต่ว่าถ้าบูชาพระหรือบูชาเทวดา ถ้าบังเอิญมีความสัมผัสได้นะ ถ้าคุยกันได้ ท่านบอกถ้าจะเรียกผมล่ะก็จุดเท่านี้ดอกนะเป็นสัญลักษณ์ อันนี้จำเป็นเหมือนกัน เคยเจอะมาถามว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ไอ้ที่เขาทรงกันน่ะ มีเจ้าหนึ่งบอกว่า ถ้าหากว่าจะจุดธูปเชิญผมมาล่ะก็ใช้ 6 ดอกนะครับ ถามว่าทำไมต้องใช้ 6 ดอก บอกใช้ 5 ดอกเป็นสาธารณะ ผมจะไปรู้หรือครับ ถ้าใช้ 6 ดอกล่ะผมมาเลยแน่นอน

    อันนี้ก็เคยไปเจอะที่ราชบุรีแต่ว่าท่านที่มาทรงน่ะ พรหมชั้นสูงมาก ไม่นานหรอก ถ้ามาวันนี้พับใช่ไหม ถ้ามาล่ะไม่พูดมากหรอก ไปเร็ว เอาแต่ธุระอย่างเดียว พอก่อนจะไปก็สั่งไว้ก่อน วันที่เท่าโน้นน่ะ ฉันมา แล้วก็วันนั้นจะมีคนไข้กี่คน คนไข้ลักษณะไหนบ้าง เตรียมยาอะไรไว้บ้าง ให้เตรียมยาเสร็จเลย แล้วจากนั้นจะไปเชิญล่ะก็ไม่มีมา นอกจากวันนั้น อันนี้เขาแน่นอน


    (จากสนทนาสายลม หนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ หน้า 527)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2019
  6. ฺBoid

    ฺBoid เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    64
    ค่าพลัง:
    +229
    กระทู้นี้ดีมากก
     
  7. apple9

    apple9 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    16
    ค่าพลัง:
    +28
    สาธุ ครับ
    อ่านแล้วอยากได้ยินเสียงหลวงพ่อจังเลยครับ
    ...(ได้ยินเสียงหลวงพ่อตอบปัญหาแล้วมีความสุขมากๆ...)

    คิดถึงหลวงพ่อจังครับ
     
  8. thiravut_keng

    thiravut_keng เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    129
    ค่าพลัง:
    +609
    อยากได้ไฟล์เสียงตอนหลวงพ่อตอบปัญหาจัง ชอบที่ท่านหัวเราะ และลุงยกทรงก็เข้าใจถาม ทำให้ได้ความรู้เยอะครับ ใครมีช่วยแบ่งมาให้บ้างน๊า
     
  9. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728

    จัดให้เลยครับเก่ง และ คุณ apple9


    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=Ukrk3_9xf98]หลวงพ่อตอบปัญหาธรรมถอดเสียงจาก VDO 16 - YouTube[/ame]
     
  10. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=dJcXHX6nWwk&feature=relmfu]หลวงพ่อตอบปัญหาธรรมถอดเสียงจาก VCD ต73 2 - YouTube[/ame]
     
  11. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    เรื่องสำนักปรามมาร

    มีอีกสำนักหนึ่ง ไม่ใช่ที่วัดเรานะ ก็เป็นที่นับถือหลวงพ่อนั่นแหละ ก็สอนลูกศิษย์ให้ไปปราบมาร บอกมันจะผิดไป มันจะเพี้ยนไปถ้าเรามัวไปปราบมารข้างนอก จริงๆสมาธิก็ดี มโนมยิทธิก็ดี สอนเพื่อปราบตัวเรา ปราบกิเลสของเรา ถ้าใช้ผิดความประสงค์นี่มันจะเพี้ยนไป เป็นทางบ้าง่าย มันไม่ถูกตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า

    พระพุทธเจ้าสอนว่า เมื่อสมาธิเกิด จิตสงบแล้ว ไปพิจารณากิเลสของเรา ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสำคัญ ถ้าเราไปรู้ว่าไอ้คนนู้นมันชั่วจะไปปราบเข้านี่ หนักเข้าๆเห็นภาพเห็นนิมิต อะไรอย่างนี้ บ้ากันพอดีเราน่ะ มันผิดความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ต่อไปมันจะเพี้ยนไปใหญ่ แล้วก็จะบ้าไป เขาเรียกว่าใช้ผิดๆ

    เขาเล่าให้ฟังไงล่ะ พอได้มโนมยิทธิแล้ว โอ้โฮ คนนี้มารแฝงแล้วนี่ มีเขาโง้งเลย ฉันจะต้องไปปราบอย่างโน้นอย่างนี้ เก่งมากไป พระพุทธเจ้าให้ปราบกิเลสของเราเป็นสำคัญว่านี่มีโกรธไหม มีความโลภไหม อยากจะโกงคนอื่นไหม เรื่องศีล 5 นี่มันต้องพิจารณาตัวเราเป็นสำคัญ

    คือตัวนี้ถ้าห่างครูบาอาจารย์ละคอยจะเป็นอย่างนั้น ประโยชน์ก็จะไม่ได้ มีแต่เสีย เสียคือเสียตัวเราที่ไม่ได้มรรคผลได้ผลอะไร จะไม่พ้นนรกเอา พูดถึงเทวทัตที่ตกนรกนี่ ถ้าไม่พูดถึงอดีต พูดถึงปัจจุบัน ตอนใหม่ๆ ก็เลื่อมใสกันดี พอได้อภิญญามาบ้าง มีสมาธิแก่กล้า มีอภิญญาเหาะได้นี่ คนก็ยกย่องสรรเสริญ ทีนี้คนมันนับถือมากนี่ ก็อยากจะตั้งสำนักบ้าง พระพุทธเจ้ามีคนไปไหว้เยอะแล้ว ก็ขออนุญาติพระพุทธเจ้า บอกพระพุทธเจ้าไม่ดีหรอก สอนไม่ให้คนฆ่าสัตว์ แต่พระพุทธเจ้านี่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้านี่ปากว่าตาขยิบนี่ แน่ ชักเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแล้ว หากมองผิวเผินก็เอ๊ะ เทวทัตนี่เขาขอถูกนี่นะ

    พระพุทธเจ้าห้ามพระไม่ให้ฉันเนื้อสัตว์ 10 อย่าง มีเนื้อคนหนึ่ง เสือโคร่ง เสือดาว เนื้อหมี เนื้องู ฯลฯ พอเทวทัตไปขอพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ไม่ยอม ไม่ยอมก็แยกวงเลย ถือโอกาสจะแยกวงอยู่แล้ว

    แต่อย่างนี้ต้องเชื่อบุพกรรม กรรมของเทวทัต จองเวรพระพุทธเจ้ามาเยอะนี่ กรรมอดีตชาติมันให้ผลด้วย มันถึงเห็นผิดไปอย่างนั้น คนเรามันก็อยากจะดีทั้งนั้น แต่ว่าอกุศลกรรมมันให้ผลนำพาให้ตนเห็นผิด เทวทัตจองเวรมานาน เท่าเมล็ดทรายกำมือหนึ่ง ที่อธิษฐานไว้ใช่ไหม ว่าขอจองเวรพระพุทธเจ้าเท่าเมล็ดทรายกำมือหนึ่งนี่ แต่ละชาติๆ เท่าไร

    เพราะฉะนั้น ฝึกมโนมยิทธิก็ดี ฝึกสมาธิก็ดี ต้องใช้ให้ถูกทาง ถ้าไม่ถูกทางนี่มันแทรกได้ อกุศลกรรมแทรกละก็ไปกันใหญ่ มีอยู่คนหนึ่งชื่อ ตาดี พูดถึงคนหลง คนไม่ใช้ปัญญา สมาธิต้องใช้ปัญญาประกอบนี่ จะทำอะไรก็ต้องต้องใช้ปัญญาประกอบ

    ตาดีมาฝึกมโนมยิทธิไป ก็ไปที่บ้าน อยู่แถวนครสวรรค์ พอฝึกไปก็ไปปฏิบัติที่บ้านก็นั่งเป็นอาจารย์ใหญ่เลย เป็นอาจารย์ใหญ่ก็นั่งล้อมวง ตาดีก็นั่งกรรมฐานก็นั่งล้อมวงกันอยู่ คงจะขลังมาก พอได้ที่ตาดีก็ถอดเสื้อเลย ไอ้ลูก บริวารมันก็ชักตื่นแล้ว เอ๊ะ ถอดเสื้อทำไมวะพ่อกู ถอดเสื้อ ถอดกางเกง พอถอดกางเกงนี่คนเผ่น (หัวเราะ) เหลือแต่เมียเฝ้าอยู่ ก็เอารถเหมามาวัดท่าซุง รู้จักกับเรามาให้หลวงพี่นันต์รดน้ำมนต์ให้

    เราก็บอก ดี เป็นอะไรเล่า นี่เขาหาว่าเราบ้าแล้วรู้หรือเปล่านี่ หลวงพี่ บ้าที่ไหนเล่า นี่แก้ผ้าแก้ผ่อนนี่ ชาวบ้านเขาหาว่าบ้าแล้ว ไม่บ้าหรอก ผมน่ะ มันเป็นยังไง ไหนลองเล่าให้ฟังซิทำไมถึงถอดแก้ผ้าแก้ผ่อน จะไม่แก้ยังไงเล่า ก็เทวดาเอาชุดสวยมาให้เลยน่ะ จะเปลี่ยนชุด เห็นเอาชุดใหม่มาให้นี่ บอกนี่ชาวบ้านเขาเรียกว่าบ้าแล้ว คนเต็มบ้านเต็มวงจะไปแก้ตรงนั้น เขาเรียกไอ้คนไม่ใช้ปัญญา นี่ตรงนี้ไอ้กิเลสมารมันแทรกได้ ไม่ใช่ปัญญาประกอบว่าควรไม่ควรอะไรนี่ เชื่อส่งเดชไปได้

    มีศีล มีสมาธิ แล้วก็มีปัญญา ปัญญาก็ต้องใคร่ครวญ ยิ่งฝึกสมาธิปกติยิ่งฉลาดนี่ ดูพระหลวงปู่หลวงตาซิ อยู่ในป่าในโป่งน่ะ ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก แต่เป็นพระอรหันต์ทีไรฉลาดทุกองค์ ไม่เห็นมีใครซื่อบื่อสักองค์นี่ (หัวเราะ) โอโห ฉลาดเหยียบเมฆทั้งนั้นเลย เราตามไม่ทันเลย

    นี่ถึงว่ามีสมาธิ มีปัญญา มันฉลาด อย่างหลวงพ่อคูณนี่...ดูที่ท่านให้สัมภาษณ์แล้ว โอ้โฮ ไล่ท่านไม่จนหรอก ดูออกโน่นออกนี่ (หัวเราะ) ท่านจะเป็นอะไรไม่รู้แต่ว่าฉลาดนี่ สมาธิมันเกิดแล้วปฏิภาณไหวพริบมันช่วยเอง


    (จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ พฤษภาคม 2538)


    http://palungjit.org/threads/นานาเรื่องราวต่อองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน.310631/page-148


    02.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กุมภาพันธ์ 2018
  12. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    เรื่องการทำสมาธิโดยต่อเนื่อง


    (ด๊อกเตอร์ปริญญาถามว่า)

    "เขาถามว่า จะฝึกจิตอย่างไรให้นิ่ง มีสมาธิได้อยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง เพราะส่วนใหญ่ทำได้แล้วหยุด จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรครับ"

    อ๋อ.......ไม่ยากนี่ ทำอิทธิบาท 4 ให้ครบ แล้วก็ได้

    "อ๋อ ต้องอิทธิบาท 4 แล้วอิทธิบาท 4 นี่ต้องอิทธิบาท 4 ของสมาธิหรือไงครับ"

    ใช่ ทีนี้ทำสมาธิก็ตั้งใจไว้เลย มีความพอใจในการจะทำสมาธิ เมื่อทำสมาธิก็มีความเพียรพอและใคร่ครวญ และพิจารณาว่าทำถูกหรือเปล่า 4 อย่างนี่ ไปฟังดูเถอะ ถ้าอีตรงนี้ครบละ มันจะเต็มมันจะสำเร็จ

    บางทีเราทำไป พุท...เอ๊ะ..โธ หรือเปล่า ก็ไม่ได้ใคร่ครวญนะ ไปไหนก็ไม่รู้ พอเลิกแล้วก็เลิกกันไป กูจะไม่เอาอีกแล้ว ไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่ได้ใคร่ครวญ ไม่ได้มีความขยันอะไรอย่างนี้ นี่ถามตัวเองนะ ดูตัวเอง ไม่ได้ดูใคร โอ้...เราไม่ได้มรรคผลก็เพราะไอ้ตัวนี้ มันไม่ครบ พอตั้งใจเข้มบังคับตัวให้มันครบ 4 ตัวนี่ มันก็จะได้มรรคได้ผลได้

    "แล้วทีนี้ไอ้ 4 ตัวทำอย่างไรถึงจะครบ ถ้าอย่างนั้น"

    มันก็ต้องใช้ทุกตัวเลยน่ะ ถ้าความพอใจมี เริ่มแล้ว ต้องตั้งต้นที่พอใจก่อน ไอ้ตัวแรกบางทียังไม่พอใจ ดูอย่างอื่นดีกว่า นี่ความพอใจไม่มีแล้วนี่ ตัวสามตัวสี่เลยไม่ต้องใช้กันเลย

    "เอาตัวหนึ่งให้ได้ก่อน พอตัวหนึ่งได้แล้วความขยันมาเอง"

    ใช่ ขยันเริ่มมา เริ่มมาแล้วก็ต้องบังคับให้มันขยันน่ะ ขยันๆถูกหรือเปล่า ต้องใคร่ครวญอีก

    "เอาใจไปจดจ่อแล้วก็ใคร่ครวญพิจารณาไป"

    เอ้อ ธรรมะตัวนี้คือว่า ทำอะไรก็จะสำเร็จ สังเกตุดูตัวเอง เอ๊...ความเพียรบางทีไม่พอ ความพอใจมี อยากจะได้มาโดยไม่ลงมือ อย่างนี้น่ะ คนเรานี่อยากจะได้อะไรง่ายๆ จะเป็นพระอรหันต์ก็อยากจะเป็นง่ายๆโดยไม่ต้องออกแรง อะไรอย่างนี้

    "อ้าวก็หลายคนเขาเป็นกันอย่างนั้นไม่ใช่หรือหลวงพี่"

    ไอ้จริงๆ เราออกแรงโดยเราไม่รู้ตัว สายสุกขวิปัสสโกนี่เราจะคิดพิจารณามาเก็บเล็กเก็บน้อย สมาธิมันเก็บได้ 5 นาที 3 นาที

    เออ..คุยเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกัน บางคนนี่ได้ข่าวว่าบรรลุง่ายๆ แต่จริงๆแล้วเขาสะสมมา อย่างเราฟังเทศน์นี่มันก็สะสมระงับนิวรณ์มาหน่อยหนึ่งแล้ว ปัญญาพิจารณาตามคำสอนก็ได้ปัญญามาหน่อยนึงแล้ว มันจะเก็บเหมือนคอมพิวเตอร์ เหมือนคนเรานี่ มันจะเก็บไปเรื่อย เก็บไปเรื่อย มากขึ้นๆ โดยเราไม่รู้ตัวว่าในจิตของเรามันมีอะไรบ้าง แต่เมื่อถึงเวลานั้น สมาธิมันเต็ม คือสติเต็ม ปัญญาพร้อมด้วย ที่เราสะสมแล้ว มันก็พาให้บรรลุมรรคผล เอ๊ะ..มันง่ายขึ้นมาเลย

    หลวงพ่อบอกเก็บเล็กเก็บน้อยไปนี่ถึงเวลาแล้วมันจะออโตเมติกของมันเอง เราต้องเก็บวันละเล็กวันละน้อยอย่างนี้ จริงๆไม่ใช่ว่าเราไม่สะสม มันสะสมมาแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว

    "เพราะฉะนั้นก็ถ้ายังไม่ถึงเวลา ก็สะสมกันไปก่อนก็แล้วกัน"

    แต่พวกที่เขาทรงฌาณเขากำหนดเวลาได้นี่ ถ้าเราไม่ทรงฌาณนี่มันกำหนดเวลาไม่ได้ใช่ไหม พวกทรงฌานอิทธิบาท 4 ไม่เต็มมันก็ต้องรอไปจนกวามันจะเต็ม

    "เรียกว่าถ้าจะเข้ามหาสติปัฏฐานที่เรียกว่า 7 ปี 7 เดือน 7 วันนี่ต้องเป็นอธิษฐานจิตสิกขาแล้ว"

    ใช่ อิทธิบาท 4 เต็มแล้ว ท่านบอกว่าบางทีตัวเราก็ไม่รู้ตัวเรานี่ มีดีมาบ้างหรือเปล่า นั่งกรรมฐานมาตั้งเป็น 10 ปี เอ๊ะ..เคยโกรธก็ยังโกรธอยู่นี่

    (จากคำบอกเล่า ธัมมวิโมกข์ ธันวาคม 2537)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2019
  13. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    ทานยาดองเหล้า

    ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ลูกมีความจำเป็นที่จะต้องทานยาดองเหล้า เพราะว่าออกลูกใหม่ เขาบอกว่าโบราณให้ทานอย่างนี้ ลูกมีข้อประเด็นอยู่ 3 ข้อ เรียนถามหลวงพ่อช่วยชี้แนะ คือ

    1. ถ้าทานยาดองเหล้า ศีล 5 ขาดไหม
    2. มโนมยิทธิจะเสื่อมคลายหรือไม่
    3. ยันต์เกราะเพชรจะคืนกลับวัดท่าซุงหรือเปล่าเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : ถ้าเดินตามระเบียบเขาไม่เป็นไรนะ ตามระเบียบที่ยาเขาบอก อย่าให้เลยไปนะ ไม่ใช่ย่าห่อเล็กๆแต่ว่าเหล้าไหนะ เขาละลายตัวยาไม่เป็นไร


    ขายเหล้าบาปไหม


    ผู้ถาม : อยากจะถามว่า คนที่ขายเหล้าแล้ว คนขายไม่ได้กิน อย่างนี้เป็นการค้า คนขายนี่บาปไหมครับหลวงพ่อ ?

    หลวงพ่อ : คำว่าบาปแปลว่าอะไร ?

    ผู้ถาม : บาปนี่ชั่วครับ

    หลวงพ่อ : บาปนี่ชั่ว ขายได้สตังค์ชั่วไง รวย ความประพฤติก็ว่าอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

    ผู้ถาม : แต่สิ่งที่ขายนี่ทำให้คนที่ซื้อไปเป็นโทษ

    หลวงพ่อ : ช่างมันปะไร รู้แล้วเสือกซื้อไปทำไม

    ผู้ถาม : ตกลงไม่บาปใช่ไหมครับ

    หลวงพ่อ : จะบาปยังไง คือพระพุทธเจ้าทรงปรับว่าเป็นมิจฉาวณิชชา เป็น การค้าที่ไม่สมควร เราจะไปพูดเกินพระพุทธเจ้านี่ไม่ได้ ใช่ไหม อย่างขายปืนนี่ เราเป็นคนขายอาวุธ คนขายอาวุธไม่ได้บอกว่า เจ้าจงไปยิงคนนั้นนะ มันเรื่องเขาจะต้องมีการป้องกันตัวของเขาอย่างหนึ่งนะ

    การขายอาวุธอย่างหนึ่ง การขายสุราเมรัยอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นมิจฉาวณิชชา อุบาสกอุบาสิกา ไม่ควรจะค้าขาย แค่แนะนำไม่ใช่บาป ยัง ปรับโทษเขาไม่ได้เลย มันต้องดูเหตุดูผลว่ามันเป็นโทษได้ยังไง การค้าเขาไม่ได้กิน คนค้าเหล้าไม่ได้เมาเหล้านี่ ใช่ไหม จะต้องดูจุดตรงไปตรงมา ธรรมะนี่ต้องตรงไปตรงมานะ

    ก็อย่างนี่มีคนๆหนึ่ง เข้าไปกรุงเทพฯ ที่ซอยสายลม แกมาถามบอกว่า เชื้อโรคในร่างกายเป็นสัตว์มีชีวิตใช่ไหม และการที่เราจะกินยาฆ่าสัตว์มีชีวิตในร่างกายไม่บาปหรือ ฉันตอบว่าไงรู้ไหม ฉันก็ตอบว่า คุณลงนรกแต่ผู้เดียวเถอะ ฉันเชื่อพระพุทธเจ้าอย่างเดียวฉันไม่เชื่อคุณหรอก ใช่ไหมคุณ ให้เขาลงนรกแต่ผู้เดียว นี่ของเราไม่ได้ลงด้วยนะ เชื้อโรคมีในร่างกายรูปร่างมันอยู่ที่ไหน ช่าง เรื่องร่างกายของเรา เราทำให้ร่างกายของเราเป็นสุข ใช่ไหม ไม่ใช่ร่างกายเกิดมาเพื่อเป็นพื้นฐานที่อยู่ของเชื้อโรค ต้องดูคำสอนแค่พระพุทธเจ้าสอน อย่าให้มันเลยไป ถ้าเลยไปนิพพานมันก็ต้องลงอเวจีหรือลงอย่างดีก็ลงโลกันต์ ก็เอากันแค่ที่ท่านสอน

    พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญูอยู่แล้ว อะไรทุกอย่างที่พระองค์ไม่รู้นะไม่มี ท่านบอกว่าวิชาความรู้ที่ตถาคตรู้ แต่ว่ามันไม่เป็นทางบรรลุมรรคผล ตถาคตไม่สอน อย่างวิชาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ พระพุทธเจ้ารู้ไหม ถ้าไม่แน่ใจให้ไปถาม ดร. อาจอง ดร.อาจองคนนี้ได้กรรมฐาน ได้ทิพพจักขุญาณ เคนสอนลูกศิษย์ได้ทิพพจักขุญาณเยอะ ต่อมาฝรั่งก็จ้างไปทำจรวดอะไร มันพังเรื่อย ต่อมาแกเป็นหนึ่งในร้อยของนักวิทยาศาสตร์ที่เขาคัดไว้ คือเขาคัดไว้ 100 คน เธอเป็นคนไทยคนเดียวในหนึ่งในร้อยของเขา

    ทีนี้มาวันหนึ่ง เธอคิดว่าทำไงแก้ แก้กันยังไงมันก็ไม่หายมันก็พังเรื่อย และที่ข้างห้องที่แกพักก็มีเนินดิน ก็ไปนั่งอยู่ที่เนินดินจิตสบายๆ ก็ขอบารมีพระพุทธเจ้า ขอสูตร เอาเพียงแค่แก้ให้หาย ไม่ได้ทำทุกอย่าง ปรากฏสูตรขึ้นมาในอากาศ แกก็รีบเขียนตามนั้นทันที และแก้ไขอยู่

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ พฤศจิกายน 2533)


    http://palungjit.org/threads/นานาเรื่องราวต่อองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน.310631/page-19
     
  14. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    ทำแท้ง

    ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างยิ่ง ลูกมีเรื่องทุกข์ทรมานใจมา 4-5 ปีแล้ว ไม่ทราบว่าจะถามใคร เห็นว่าหลวงพ่อมีจิตเมตตาและขอระบายเป็นครั้งสุดท้าย และขอร้องให้ช่วยด้วย คืออย่างนี้เจ้าค่ะ น้องชายของลูกเป็นนักศึกษา ได้ไปทำนักศึกษาหญิงท้องมีลูกแล้วปรากฏว่า ทั้งสองคนถูกไล่ออกจากโรงเรียน น้องชายมาขอสตางค์ลูกเพื่อไปทำแท้งให้แก่หญิงที่เป็นผู้ร่วมรัก ลูกก็ให้สตางค์เขาไป เมื่อให้สตางค์เขาไปทำแท้งแล้วปรากฏลูกมีความเดืดร้อนดังต่อไปนี้

    1. เวลาลูกตั้งท้องทีไรก็แท้งทุกที

    ข้อ 2 มักจะต้องถูกผ่าตัดอยู่เสมอเกี่ยวกับเรื่องเนื้องอกในมดลูก

    ประการที่ 3 ลูกอยากจะขอพึ่งบารมีหลวงพ่อว่า จะทำบุญทำกุศลอย่างไรเพื่อให้เด็กที่เขาตายไปนั้นอโหสิกรรมให้แก่ลูก ไม่มีเวรมีกรรมด้วยเถิดเจ้าค่ะ

    หลวงพ่อ : เอ้อ..คำว่าไม่มีเวรไม่มีกรรมนี่นะต้องคิดเหมือนกัน เอางี้ดีกว่าทำบุญทุกครั้ง หรือบูชาพระทุกครั้งนะ อุทิศส่วนกุศลให้เขา แล้วบอกว่าขอให้อโหสิกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปกว่าจะเข้านิพพาน ทุกครั้งที่ทำนะ เอางี้ดีกว่า

    ผู้ถาม : ทีนี้ความจริงให้สตางค์เขาไปไม่น่าจะเป็น มีเวรมีกรรมเหมือนกันหรือครับหลวงพ่อ ?

    หลวงพ่อ : ความจริงที่แท้ง แท้งเองไม่เกี่ยวกับเด็ก ที่เขาเป็นโรคนี่นะ เรื่องของเขาเอง ก็เลยไปให้ทุนเขาเข้า สงสัยตัวเองคิดว่าทำอย่างนั้นเข้า มันไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัว


    ชอบทะเลาะกัน

    ผู้ถาม : กราบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกมีเรื่องจะขอคำแนะนำจากหลวงพ่อ คือว่าอย่างนี้เจ้าค่ะที่บ้านของลูกครอบครัวไม่รู้เป็นยังไง ทะเลาะวิวาทเสียดสีด่ากัน มีอันเป็นไปจะต้องเดือดร้อนกันอยู่เสมอ

    หลวงพ่อ : ดีๆๆ

    ผู้ถาม : อะไรครับหลวงพ่อ แกด่ากันทะเลาะกัน...

    หลวงพ่อ : ออกกำลังกาย ใช้ปัญญาบารมี (หัวเราะ) จะคิด เอ๊ะ ! ด่าแบบไหนจะดีนะ ใช้ปัญญาเรื่อยๆ นี่ล่ะโลกธรรม

    ผู้ถาม : เขาบอกว่า คืออย่างนี้เจ้าค่ะ แม่ก็ศาสนาหนึ่ง ลูกก็ศาสนาหนึ่ง คือในบ้านมีทั้ง 3 ศาสนา มีพุทธ มีคริสต์ มีอิสลาม แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือว่าศาสนาอิสลามน่ะชอบรังแกพุทธ และชอบว่าพระพุทธรูป ดิฉันก็โกรธก็บอกนี่ของใครของมันซิว๊ะ !

    หลวงพ่อ : เออ..เขาถูกต้องนะ

    ผู้ถาม : ว๊ะ นี่ถูกต้องหรือครับ ?

    หลวงพ่อ : ถูกต้อง ว๊ะนี่แปลว่าหนักแน่นแน่

    ผู้ถาม : ก็เลยเป็นอันเถียงกันไปเถียงกันมาแบบนี้ ที่จะกราบเรียนถามโดยสรุปก็คือว่า ลูกควรจะทำอารมณ์จิตแบบไหนที่สามารถจะต้านอารมณ์ที่มายั่วเย้าหรือยุแหย่ทำให้ลูกเดือดร้อนได้เจ้าค่ะ ?

    หลวงพ่อ : ถือว่าเป็นกฏธรรมดาของชาวโลก ชาวโลกถ้าเกิดมาแล้วต้องถูกนินทา

    วันนี้แนะนำว่า "นัตถิ โลเก อนินทิโต" คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก

    นี่พระพุทธเจ้า พระพุทธรูปแท้นะ ท่านเป็นอิฐเป็นปูน พูดไม่ได้ยังถูกนินทาเลย ไอ้เราล่ะ

    ผู้ถาม : อย่างนั้นก็ให้มันนินทาให้มันด่าต่อไป

    หลวงพ่อ : ถ้านินทาด่าจริงๆ ถ้าเก่งจริงนะเขาต้องไม่เลิก 24 ชั่วโมง ไม่กินข้าวกินปลา ด่าเรื่อยนินทาเรื่อย

    ผู้ถาม : แม้แต่จะปวดท้องขี้ปวดท้องเยี่ยว

    หลวงพ่อ : ไม่เลิก ไม่ไปขี้ด้วย

    ผู้ถาม : ไหวหรือครับหลวงพ่อ ?

    หลวงพ่อ : ก็นั่นนะซิ เดี๊ยวแพ้เราเองแหละ เราเฉยไว้ก็หมดเรื่องกันนะ

    ผู้ถาม : ใช้ตำราหลวงพ่อ

    หลวงพ่อ : ใช่ๆ ช่างมันๆๆ

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ พฤศจิกายน 2546)


    http://palungjit.org/threads/นานาเรื่องราวต่อองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน.310631/page-19
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 กรกฎาคม 2019
  15. gently

    gently เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    105
    ค่าพลัง:
    +249
    ขอบคุณครับ อ่านเพลินดี
     
  16. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    ทำให้พ่อแม่เสียใจ

    ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ การทำให้พ่อแม่เสียใจนี่บาปไหมคะ ?

    หลวงพ่อ : เราทำให้ท่านเสียใจ บางครั้งก็ทำด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ บางทีอารมณ์ต่ำไปนิดหนึ่ง ทว่าจิตสบายก็ไปขอขมาท่าน

    ผู้ถาม : ถ้าท่านตายละค่ะ

    หลวงพ่อ : ตายแล้วก็ไม่เป็นไร ! เราตั้งใจขอขมาท่าน คือว่าตามธรรมดา ตราบใดที่เรายังไม่ใช่พระอริยะ เราก็อดสร้างความกระทบกระทั่งกระเทือนใจไม่ได้ แต่เจตนาน่ะจะร้ายมากเท่าไร

    ถ้าไม่มีโมโหโทโสก็ต้องเป็นพระอนาคามี ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ ก็ยังมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา


    พระโพธิสัตว์ยากจน

    ผู้ถาม : หลวงพ่อขอรับ ผมอยากทราบว่า พระโพธิสัตว์ที่เกิดมาเป็นมหาทุคคตะนั้นทำกรรมอะไร ทำไมถึงยากจน เพราะคำว่า " โพธิสัตว์ " น่าจะร่ำรวยนี่ขอรับ ?



    หลวงพ่อ : ถ้าพระโพธิสัตว์รวยอย่างเดียวก็โง่ เวลาที่เป็นพระพุทธเจ้าก็เทศน์สอนเขาไม่ได้ ต้องจนมากมาก่อน ถ้าจะเล่าให้ฟังเล่าไม่ได้ เพราะบาลีตอนนั้นท่านไม่ได้บอกนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้

    เป็นอันว่ากฏของกรรมบางอย่าง บางชาติอาจจะเป็นคนขี้เหนียว คนที่จนเพราะขาดการให้ทาน โกงเขา แต่พระโพธิสัตว์คงไม่โกง แต่ว่าอาจจะผ่านมาพันๆชาติก็ได้ กรรมประเภทนี้ไม่ใช่ทำชาตินี้ชาติหน้ารับผลมันไม่ได้ กรรมบางอย่างต้องรอเป็นพันชาติก็มี ตามไม่ทัน

    คือว่าก่อนที่จะรู้จักบุญกุศลมันทำมาแล้วก่อนที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ ลองคิดดู ยังไม่รู้บาปบุญคุณโทษแต่กรรมประเภทนั้นยังไม่มีผล และทำทุกชาติทำกี่อย่างกี่ครั้งแต่ละคราวจะให้ผลไม่เสมอกันไม่พร้อมกัน


    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ กุมภาพันธ์ 2546)

    สวดอิติปิโส 108 จบ


    ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกเห็นหลวงพ่อเคยพูดไว้เมื่อปี 22 ว่า ก่อนนอนก็สวด อิติปิโส 108 จบได้จะดี มีประโยชน์มากนะ ถ้าทำได้นะ หลวงพ่อคงจะพูดแบบสนุกสนาน แต่ลูกเอาจริง โดยลูกตั้งอธิษฐานว่าทุกวันถ้าไม่ได้ 108 จบ ไม่ยอมนอนเป็นเด็ดขาด หลวงพ่อเจ้าขาได้ 3 วันเท่านั้นเอง ง่วงและเพลีย ลูกก็เลยขออย่างนี้เจ้าค่ะ ขอถวายสัจจะคืนหลวงพ่อ เอาแค่ 8 จบได้ไหมเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : (หัวเราะ) ความจริงมันควรจะเอา 108 จบไว้ก่อนนะ แล้วตัดศูนย์ทิ้ง เอายังงี้ก็แล้วกัน

    เอาอิติปิโส ใช่ไหม เอาวันละจบเดียว ตั้งใจจริงสวดช้าๆ ด้วยความเคารพ

    ห้องที่หนึ่ง ตั้งใจเคารพพระพุทธเจ้า
    ห้องที่สอง ตั้งใจเคารพพระธรรม
    ห้องที่สาม ตั้งใจเคารพพระอริยสงฆ์ มีพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์


    เท่านี้พอแล้ว


    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ พฤษภาคม 2548)

    สวดมนต์ย่อ

    ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ การสวด อิติปิโส ภควา 3 บท ระยะหลังๆ นี่ ลูกไม่ค่อยมีเวลาแล้วก็มีธุระกิจมาก ลูกก็เลยย่อออกมาเอาหัวใจมาแต่ละคำ เช่น

    อิติปิโส ลูกก็ว่า อิ
    สวากขาโต ลูกก็ว่า สวาก
    สุปฏิปันโน ลูกก็ว่า สุ

    ถ้ามีเวลาลูกก็สวดยาว ถ้าไม่มีเวลาลูกก็สวดย่อ อันนี้จะพอมีผลแก่ลูกบ้างหรือเปล่าเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้าเวลานั้นนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรม นึกถึงพระสงฆ์ ด้วยความเคารพ เราจะสวดว่ายังไงก็ได้ผล



    ถ้าเราไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สวดยังไงก็ไม่ได้ผล อยู่ที่ใจตัวเดียวนะ



    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ พฤษภาคม 2548)



    http://palungjit.org/threads/นานาเรื่องราวต่อองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน.310631/page-19
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 มีนาคม 2019
  17. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    [​IMG]

    ภาพนี้ผมได้มาจากหลวงพี่ชัยวัฒน์ครับ ท่านให้ไว้เมื่อครั้งหลวงพ่อมรณภาพได้ไม่นานนัก
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2013
  18. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    ห้ามกินปลาชนิดที่ปล่อย

    ผู้ถาม : กราบนมัสการหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกมีความสงสัยอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า การที่เราปล่อยปลาจะเป็นปลาดุกก็ดี ปลาหมอ ปลาไหลก็ดี หรือปลาชนิดต่างๆ ก็ดี มีคนข้างบ้านเขาบอกว่า โบราณถือนักถือหนาว่า ปลาตัวไหนปล่อยไปแล้ว จะเอามารับประทานไม่ได้ ปล่อยปลาไหลห้ามทานปลาไหล ปล่อยปลาดุกห้ามทานปลาดุก ลูกเป็นคนธัมมะธัมโม ก็ต้องพึ่งหลวงพ่อช่วยชี้แจงด้วยว่า จะเชื่อใครดีเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : ฉันเห็นด้วยกับโบราณท่านนะ ปลาไหลตัวไหนที่ปล่อยไปแล้ว ห้ามกินตัวนั้น (หัวเราะ) อย่าเอามากินนะ บาปนะ ปลาดุกตัวไหนก็เหมือนกันนะ ปล่อยปลาตัวไหนตัวนั้นห้ามจับมากิน แต่ตัวอื่นกินได้

    ผู้ถาม : ความจริงไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ ?

    หลวงพ่อ : ไม่เกี่ยวกัน มันเป็น " อภัยทาน " ปล่อยให้เขารอดชีวิตใช่ไหม ปลาที่ควรปล่อยก็คือปลาที่เรารู้ว่ามันจะต้องตายแน่ๆ เช่น ปลาตามแอ่งน้ำเวลาฝนตกมันขัง ถ้าน้ำแห้งตายแน่ๆ หรือปลาที่เขาขายในตลาดยังไงๆ ก็ตายแน่ๆ

    แต่ประเภทปลาที่ใส่ถุงเร่ขายตามหน้าวัดปลาพวกนี้ถูกจับมาขาย อันนี้ต้องคิด

    ผู้ถาม : ครับ !

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ เมษายน 2544)


    เอาของกินค้างใส่บาตร

    ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ใส่บาตรตอนเช้าบังเอิญหากับข้าวไม่ทัน เอาปลาเค็มที่ค้างเมื่อวานนี้ใส่ไปเพราะจำเป็น อย่างนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ ?

    หลวงพ่อ : มีแน่ ! เป็นผลร้ายมาก

    ผู้ถาม : ขนาดไหนครับหลวงพ่อ... ?

    หลวงพ่อ : ตายแล้วเป็นเทวดา นี่เป็นจริงๆ นะ

    ผู้ถาม : ก็นี่เขากินเหลือนี่ครับ

    หลวงพ่อ : เดี๊ยวก่อน...เคยอ่านในพระไตรปิฏกไหม ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปในที่แห่งหนึ่ง เวลานั้นสายเกินไป เลยเวลาอาหารตอนเช้าใช่ไหม พร้อมกับสงฆ์ก็มีพราหมณ์คนหนึ่งบอกว่า

    " อาหารของข้าพเจ้ามี แต่เวลานี้มันเป็นเดนเสียแล้ว การถวายพระพุทธเจ้าพร้อมไปด้วยพระสงฆ์เกรงจะเป็นบาป "

    พระพุทธเจ้าถามว่า " เธอคิดว่าเป็นเดนน่ะ เธอตักกินในหม้อหรือเปล่า ? "

    เขาบอกว่าเปล่า ! เขาตักออกมาใส่ถ้วยแล้วกิน

    พระพุทธเจ้าบอกว่า " อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นเดน ถวายพระสงฆ์หรือพระพุทธเจ้าก็ดี จะมีอานิสงส์สมบูรณ์แบบเหมือนกัน ไม่มีโทษมีแต่คุณ "

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ มีนาคม 2543)


    http://palungjit.org/threads/นานาเรื่องราวต่อองค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน.310631/page-19


    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2013
  19. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    ฝันว่าเกิดภัยพิบัติ

    ผู้ถาม : คืนหนึ่งลูกฝันว่าเห็นเมฆสีดำเต็มไปหมด ในฝันว่าได้เกิดภัยพิบัติขึ้น หลวงพ่อบอกลูกศิษย์ช่วยขจัดเมฆดำให้หมดไป รวมทั้งตัวหนูด้วย ทีแรกหนูทำไม่ได้ แต่ตอนหลังนึกถึงองค์พระในตัวหนูจึงทำได้ และในฝันหนูใช้กำลังภายใน ผลักออกได้อีก อยากเรียนถามหลวงพ่อว่าฝันนี้จะเป็นอย่างไรเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : เออ...ไอ้นี่ต้องคิดนะ เราคิดกันอยู่แล้ว ไอ้ภัยพิบัติจะเกิดแก่โลกเริ่มมีแล้วนะ ใช้กำลังภายในใช้อย่างไร ต้องกินมันดิบ (หัวเราะ) แล้วก็กระเทียมดอง แล้วก็ทุเรียน จะยิ่งมีอานุภาพมาก ทำตามฝันก็แล้วกัน คือใช้บารมีของพระพุทธเจ้าคุ้มครอง ไอ้นี่มันมีแน่นะ มันเริ่มมีตั้งแต่ พ.ศ. นี้เป็นต้นไป (2530) จะค่อยมีเรื่อยๆไปจนกระทั่งถึงจุดสูงสุดของมัน จุดสูงสุดไหนก็ไม่ทราบ แต่หมอดูไทยเขาก็ดู หมอดูฝรั่งเขาก็ดู บอกว่า 42 จะตายเป็นล้าน แต่ฉันไม่ยืนยันนะ แต่มันเริ่มไหวตัวตั้งแต่ พ.ศ.นี้เป็นต้นไป

    ถ้าเกรงภัยพิบัติแบบนี้ ถ้าบังเอิญมันมีขึ้นรุนแรงจริงๆ นะ คนที่มีผ้ายันต์พิชัยสงคราม ผ้ายันต์แดงน่ะ ติดธงชาติเอาขึ้นปักไว้เหนือหลังคาบ้าน จะปลอดภัย จากรังสีต่างๆ พระท่านสั่งเลย

    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ กรกฏาคม 2537)


    <a href="http://s1093.photobucket.com/user/wannachai007/media/Amulets2015/DSC_0083.jpg.html" target="_blank"><img src="http://i1093.photobucket.com/albums/i434/wannachai007/Amulets2015/DSC_0083.jpg" border="0" alt=" photo DSC_0083.jpg"/></a>


    ทรายเสกทำน้ำมนต์

    ผู้ถาม : ลูกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ เวลาเอาข้าวสารเสก ทรายเสกหลวงพ่อไปใช้ จะเอาไปโปรยไปหว่านที่บ้านก็กลัวจะเหยียบย่ำ ลูกมีความคิดใหม่ เอาทรายกับข้าวสารผสมน้ำ เอาน้ำไปพรมเหมะๆตามพื้นบ้าน เมื่อทำไปแล้วก็มาคิดว่าจะมีผลเหมือนเอาทรายไปหว่านหรือไม่เจ้าค่ะ

    หลวงพ่อ : ถ้าทำด้วยจิตเคารพ ได้ผลถือเป็นน้ำมนต์จากทรายและข้าวสาร ทรายก็ดีข้าวสารก็ดี เขาเสกด้วย นะโมพุทธายะ ใช้ได้เลยนะ



    (จากหลวงพ่อตอบปัญหา ธัมมวิโมกข์ มีนาคม 2538)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 สิงหาคม 2016
  20. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,329
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +221,728
    0.00.jpg

    ทดแทนพระคุณหลวงพ่อ


    คุณโยมเหลี่ยม (หรือ สาวน้อยเมืองนนท์) มีปัญหาถามว่า "การจะทดแทนพระคุณหลวงพ่อ ควรจะทำอย่างไร จะทำแบบไหน จึงจะทำให้ท่านชื่นใจเจ้าคะ ?"

    ดร.ปริญญา ตอบให้อย่างรวดเร็วว่า "ไปนิพพานให้ได้ชาตินี้ อย่างอื่นใช้ไม่ได้ ใช้ไม่
    หมด มีทางเดียวที่ใช้ให้ได้หมด คือตามท่านไปนิพพานให้ได้ชาตินี้ ละชั่วเสียให้หมด"

    แต่ท่านเจ้าคุณฯ ตอบว่า "ทำได้ ถ้าเป็นความกตัญญู เหมือนปฏิบัติบูชานี่ เหมือนเราเป็นพ่อเป็นแม่คนนี่ ถ้าลูกเราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเรา เราก็สบายใจ นี่ท่านถือว่าเป็นพ่อเป็นแม่เรานี่ เราปฏิบัติตามท่าน ตามที่ท่านสอนมาแล้วบอกให้เราเป็นคนดีนี่ ท่านก็มีความสบายใจว่า ท่านไม่เหนื่อยเปล่าที่ทรมานร่างกาย ป่วยก็ดี เจ็บไข้กินข้าวไม่ได้ กินอะไรไม่ได้ ทรมานร่างกายอยู่ เพราะใครล่ะ ถ้าไม่ทนอยู่เพราะเราท่านไปตั้งนานแล้ว ไปตั้งแต่ 13 นั่นแล้ว นี่อยู่เพราะพวกเรา ใช่ไหม เราอยู่เรานึกถึงคุณท่านอย่างนี้แหละถึงทำ

    ที่ ดร.ปริญญา ตอบเมื่อกี้นี้ถือว่าถูกต้องมากที่สุด จะให้อะไร ให้เงินให้ทองทุกอย่างก็
    ยังไม่คุ้มเท่า แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังบอกว่า "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ" พอท่านโกณฑัญญะเห็นธรรมเท่านั้นเอง (พระพุทธเจ้า) ดีใจ ท่านโกณฑัญญะเห็นธรรมแล้วหนอ ท่านเปล่งออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเลยเพราะว่าท่านดีใจ นี่การแสวงหาธรรมหาคนพ้นทุกข์นี่มีผลแล้ว คำพูดของท่านมีผลแล้ว

    หลวงพ่อท่านอยู่มาตั้งนานนี่ จะมรณภาพตั้งแต่ ปี 13-14 แล้วนี่ แต่ต้องกลับมา กลับมาก็เพราะพวกเรา มารอพวกเราอยู่ตรงนี้(วัดท่าซุง) ที่ว่าทรมานร่างกายทุกอย่างอยู่

    ฉะนั้น ที่จะตอบแทนท่านได้ดีที่สุดก็คือ ปฏิบัติธรรมให้เป็นพระอริยะเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลาย เบื้องสูงสุด แล้วแต่เราจะทำได้ อย่างน้อยก็ต้องลดความชั่วทุกอย่างถึงจะชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ที่ท่านชื่นใจหน่อย"

    ท่านเจ้าคุณฯ สรุปว่า "อันนี้แหละที่ทดแทนได้ ที่ท่านพอใจ"



    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 461 เดือนสิงหาคม 2562 หน้า 18)

    54353.jpg
    54354.jpg
    54361.jpg



    เรื่อง ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้อภินิหารย์

    คือนั่งคิดอยู่เหมือนกันทำไมถึงหลวงพ่อไม่ใช้อภินิหารย์ แล้วมาดูคนตอนหลังนี่เป็นยัง
    ไง วิเคราะห์แล้ว เออ..หลวงพ่อท่านทำถูกแล้ว

    "เป็นไงครับ ไหนลองเล่าที่ว่า"

    คือมานึกถึงหลวงพ่อว่าทำไมไม่ใช้อภินิหารย์ จะให้ดังคับประเทศ หลวงพ่อนี่ก็ทำได้

    "ได้แน่นอนครับ"

    ทำได้แน่นอนแต่ว่าท่านเลือกทางสายนี้ เพราะว่าอะไร เพราะตั้งแต่หล่อพระศรีอาริยเมตไตรยปุ๊บ พอมองดูคนคิดว่าทำไมคนยังมามากอย่างนี้ คนมายังไง มาอย่างนี้เพราะอะไร ทำไม

    เราคิดว่าหลวงพ่อท่านเลือกเอาสายธรรมะปูพื้น ฐานธรรมะของท่าน ลูกศิษย์ของท่านนี่เปอร์เซ็นต์สูงด้านคุณธรรม แล้วเรื่องทาน วิหารทาน อะไรนี่คือหนึ่งธรรมะเข้าถึงใจ เมื่อหลวงพ่อมรณภาพไปแล้วนี่ คนของท่านผูกพันกับท่านแล้ว ผูกพันกับธรรมะที่ท่านสอน ไม่ใช่ผูกพันตรงที่มีฤทธิ์มีเดชของท่าน

    คือทางธรรมะของท่านนี่ เมื่อเวลาทำบุญก็ดีอะไรก็ดี ทำด้วยศรัทธาแท้ เพราะว่าเข้าถึงใจแล้ว ถ้าท่านดังเฉพาะฤทธิ์นะ ดังเฉพาะวัตถุมงคลเฉยๆนะ พอหลวงพ่อมรณภาพแล้วคนก็ไม่ไปหาฤทธิ์แล้ว ไม่มีฤทธิ์แล้วนี่ ก็จะเงียบหายไป อย่างวัดดอยแม่ปั๋ง เขาว่าวัดหลวงปู่แหวน เดี๋ยวนี้มีอาจารย์หนูกวาดวัดอยู่องค์เดียวแล้ว เขาว่านะ เราไม่ได้ไปเห็น

    "เอ้อ...จริงๆ ครับ ออกที.วี.ครับ มีอาจารย์หนูเฝ้าวัดอยู่องค์เดียวจริงๆ"

    แล้วมาดูของหลวงพ่อสิ คนของท่านนี่ หนึ่ง นึกถึงคุณหลวงพ่อ หลวงพ่อให้ธรรมะ
    ให้เรามีชีวิตใหม่ ให้เราเป็นผู้ถึงซึ่งพระนิพพานนี่ ความกตัญญูรู้คุณมันอยู่ในจิต ไอ้การดูแลวัดหรือการไปวัดนี่มันเหมือนไปบ้านของตัวเอง

    "หลวงพี่บอกว่าที่หลวงพ่อท่านทำอย่างนี้ ที่ท่านกำหนดเฉพาะอะไรอย่างนี้นี่ ผมจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า คือพระองค์อื่นๆส่วนใหญ่นี่แม้กระทั่งหลวงปู่แหวนก็ตามแต่ ท่านดังมาตั้งแต่ท่านยังไม่สำเร็จ เพราะหลวงปู่แหวนนี่ท่านเป็นพระทรงฌาน ทรงอภิญญามา เพราะท่านปรารถนาพุทธภูมิมาตั้งนานแล้ว จนกระทั่งหลวงปู่ตื้อมาหาท่านแล้วบอก ให้ลา"

    ให้หลวงปู่เเหวนลา

    "ครับ ถึงได้ตัด แล้วตัดแล้วสามปีนิพพาน เพราะฉะนั้นตลอดเวลานี่ท่านเป็นพระทรงฌาน ทรงอภิญญาเท่านั้นเอง ทีนี้พระส่วนใหญ่นี่ก็...คือเนื่องจากว่าไม่รู้หมด อธิปัญญายังไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็เลยทำสะเปะสะปะ ใครให้อะไรทำทั้งนั้น

    แต่ว่าหลวงพ่อเรานี่ ท่านไม่รับลูกศิษย์จนกระทั่งสำเร็จ อธิปัญญาบริบูณ์ เพราะฉะนั้นท่านรู้หมดว่าลูกศิษย์ท่านอยู่ที่ไหนบ้าง มีเท่าไร หน้าที่ท่านมีอะไร ท่านรู้ว่าท่านจะเก็บหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นสามพันห้าร้อยคนเศษนี่แล้วพอ เลิก เพราะลูกศิษย์ฉันที่ติดตามกันมามีอยู่เท่านี้ที่ช่วยได้ ที่เหลือเป็นส่วนเกิน ใครอยากฝากมารับได้ แต่ว่าไม่ใช่เป็นภาระว่าจะต้องไปอุ้มไปชู ถ้าดีก็ช่วย ถ้าไม่ดีก็แล้วไป แต่ของๆฉันนี่... ฉันเก็บของฉัน
    ครบ

    เพราะฉะนั้นท่านมานี่(วัดท่าซุง) ท่านมีกำหนดกฎเกณฑ์มาบริบูรณ์ว่าท่านทำอย่างนี้ๆๆ ช่วยคนเท่านี้ จบ เพราะฉะนั้นจะไม่เหมือนกัน"

    ไม่ว่ายังไง ก็คือว่าก็หลวงพ่อท่านจะไม่ใช่ว่าท่านจะเอาฤทธิ์เอาเดชนะ แต่เคยบอก
    กับฉันบอกว่า นันต์ ถ้าเขาขับเราละก็ จะไปฉันข้าวกลางแม่น้ำ(สะแกกรัง)สักสองวัน

    "โอ้โฮ"

    คิดดูก็แล้วกัน ถ้าทำอย่างนี้จริงๆนี่วัดแตก วัดนี่จะแตกจะดังไปทั่วยุทธจักร ใครก็ห้ามไม่ได้ แต่ดังแล้วนี่ คนไปหลงตัวนี้ปุ๊บ เมื่อท่านมรณภาพปุ๊บนี่ คนก็จะละลายหายไป
    เพราะว่าธรรมะไม่เข้าไปถึงจิตใจ ไม่ได้ผูกธรรมะด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราทรงตัวอยู่ได้เพราะ หนึ่ง นึกถึงคุณของท่านว่าให้เรานี่กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนมีศีลมีธรรม รู้จักอานิสงส์ของการรักษาศีล โทษของไม่รักษาศีล รู้จักสมาธิ รู้จักพิจารณาว่าการเกิดเป็นทุกข์จริง การไปนิพพานนี่จะหมดทุกข์ไม่ต้องมาเกิดอีก

    ตัวนี้เมื่อคนเข้าถึงแล้วนี่ ความผูกพันหรือความรักหลวงพ่อ นึกถึงคุณของท่านนี่ จึงเข้ามาถึงจิตใจคน วัดเราจึงรักษาทรงสภาพนี้อยู่ได้ถึงบัดนี้ แม้แต่หลวงพ่อมรณภาพแล้วก็จะมีผู้ใฝ่ฝันอยากจะเห็นวัดเราเจริญ เห็นวัดเราทรงตัว


    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 160 เดือนมิถุนายน 2537 หน้า 68-70)



     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กุมภาพันธ์ 2020

แชร์หน้านี้

Loading...