รวมหลวงพ่อตอบปัญหา/จากคำบอกเล่า

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย Wannachai001, 21 กรกฎาคม 2012.

  1. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    1_zpswedd6src.jpg 3(156).jpg

    เรื่อง วิธีดูพระ

    พระที่เสียๆนี่ หนึ่งเกี่ยวกับลาภ พระเสียเพราะลาภ ลาภมากอย่างหนึ่ง สองเสียเพราะว่าสมาธิ

    สมมุติว่าเคยได้ฌาน แต่ไอ้ฌานโลกีย์นี่น่ะ มันได้แล้วก็หายได้ แล้วไอ้คนสรรเสริญนี่น่ะพาให้เราลอยขึ้นไป แล้วเราก็ไม่วิเคราะห์ตัวเราเอง ไม่โจทย์ความผิดตัวเราเอง เมื่อลอยขึ้นไปแล้วนี่มันก็ลงไม่ได้ ไอ้ลอยขึ้นไปติดเพดานเงิน เงินก็พาไปให้กิเลสเราฟูขึ้นไปอีก

    พระนี่ดูยากพระนี่ก็มีหลายระดับเหมือนกัน เขาเรียกว่าบารมีไม่เท่ากัน อย่างหลวงพ่อเคยบอกพระที่วัดไม่ต้องให้ใครเขาไปยอเรา เราถามตัวเราเอง เขามีแบบวัดอยู่ บางคนนี่มีความพอใจแค่ทำทาน นี่ก็พอใจ แต่ชวนไปรักษาศีลนี่ไม่เอาหรอก...มาก โอ้โฮ ศีลตั้ง 5 ข้อกระดุกกระดิกไปไหนไม่ได้เลย

    บางคนทำทานเอา ชวนรักษาศีล ทำ แต่ชวนนั่งสมาธิ ไม่ไหว ไม่ได้เดี๋ยวบ้า บางคนทำทาน ทำ รักษาศีล ทำ ภาวนาเอา แต่ชวนไปนิพพานไม่เอา ยังกลัวไม่มีก๋วยเตี๋ยวกินอีก

    หากปรมัตถบารมีนี่ ชวนทำทาน ทำ รักษาศีล พอใจ มีความสุข เจริญภาวนา โอ๊ย ชอบมากเลย มีความสุขใจเหลือเกิน เห็นทางบรรลุมรรคผล ชวนไปนิพพาน ชาตินี้ทนไม่ไหว ต้องไป นี่เขาเรียกปรมัตถบารมี สามารถจะบรรลุได้มรรคได้ผลได้ ทีนี้กำลังใจของคนมันไม่เท่ากันการปฏิบัติก็หยาบละเอียดต่างกันไป

    คือเราจะไปวัดนี่มันต้องมีความรู้ อย่างหลวงพ่ออย่างนี้น่ะต้องมีเจโตฯ ต้องมีทิพจักขุญาณ มันถึงจะดูคนรู้ ถ้าเรามาเดาจริยากันภายนอกหรือการเห็นกันอย่างนี้บางทีมันไม่ออก แต่กริยาที่มันทำฉาวโฉ่ออกไปนี่ มันก็น่ากลัวน่าเกลียด

    ที่นี้พระที่สนทนาธรรมก็สังเกตดู คุยกับพระคุยไม่ได้ถึง 4 อย่างนี่หรอก แค่ศีลบางทีท่านก็ร่อแร่แล้ว คุยกันนี่ร่อแร่ จุดประสงค์ของการบวชมันไม่เหมือนกันนี่ไม่เหมือนกัน บางคนบวชเป็นประเพณี บวชเพื่อเป็นนิสัยปัจจัย ตรงนี้มันก็สำคัญ บางคนบวชแล้วนี่ ไปอ่านที่เทวทัตท่านลงเอวจี ท่านมีสมาธิอยู่ก่อน ที่คนยกย่องท่าน พอยกท่านมันก็มีพวกมาก ทีนี้มันลอยตัวมันเหลิงเลย พอมีพวกมากเหลิงปุ๊บ ก็จะแยกนิกายขึ้นมา พระพุทธเจ้าปกครองนี่....ไม่ไหวเลย บางทีทำไม่รู้ไม่ชี้

    พระพุทธเจ้านี่ท่านรู้กฎของกรรม ท่านก็ไม่ติง ใช่ไหม เทวทัตว่าอย่างนี้ไม่ถูก อย่างนั้นไม่ถูก ให้คนกินเนื้อสัตว์ เอ๊ะ...ห้ามฆ่าสัตว์ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เห็นห้ามคนกินเนื้อสัตว์เลย เขาว่าปากว่าตาขยิบ พระเทวทัตท่านบอกอย่างนั้น จริงๆมันต้องไม่กินเนื้อสัตว์ซิ ห้ามเขาแล้วนี่

    ที่นี้ไอ้คนที่เป็นสาวกก็ยกย่องสรรเสริญมันก็ลอยล่ะสิ ก็แน่เหมือนกันโว้ย ต้องปกครองสงฆ์แข่งพระพุทธเจ้า อีตรงนี้น่ะมันเข้าขั้น ลอยขึ้นแล้วมันลงไม่ค่อยได้ บริวารมันค้ำอยู่นี่ เอาละวะจิตก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ อีตอนนี้ฌานจะเสื่อม อกุศลกรรมจะให้ผล ใครติงไม่ได้มันลอยเสียแล้วนี่ มันเป็นอย่างนั้น อ่านหนังสือที่หลวงพ่อเขียนไว้นี่ เราก็วิเคราะห์ เออ...มันก็จริงตามนั้น

    “เรื่องพระนี่มีคนเขาเสนอมา เขาบอกว่าได้โสดาบันแล้วให้มีเครื่องหมายอย่างนี้ สกิทาคามีมีเครื่องหมายอย่างนี้ พอถามหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าถ้าไอ้อย่างนี้มันก็โกงกันได้น่ะสิ”

    ท่านบอกว่าอย่าไปห่วงกังวลตัวนี้ ท่านพูดไว้นะ คนที่มันเกิดมานี่มันจะมีมรรคมีผลนี่มันมีกำลังใจมาแล้ว มันจะพอใจสิ่งที่ว่ามีมรรคมีผลเท่านั้น จิตของเราเองมันจะพอใจเฉพาะพระที่มีมรรคมีผล ถ้าไม่มีมรรคผลมันก็รู้ มันก็ไม่เข้าไปปักในใจ ถ้าเราจะได้มรรคได้ผลนี่มันจะพอใจ เอ้อ...องค์นี้สอนอย่างนี้มันถูกใจ มันถูกจริต จะต้องคุยจะต้องปฏิบัติเชื่อท่าน อะไรอย่างนี้ ถ้าเราจะไม่มีมรรคผลมันก็เกาะไอ้พวกนี้ไป เกาะที่เปลือกไปอะไรไป ก็ว่าอย่างนี้ดีแล้ว มันจะเป็นอย่างนั้น

    อย่างท่านเองนี่เจอหลวงปู่ปาน ครูบาอาจารย์เป็นพระอรหันต์แนะนำ อย่างหลวงพ่อโหน่ง หลวงพ่อเนียมนี่ มันจะพอใจกัน พระในประเทศไทยตั้งเยอะแยะทำไมไม่พอใจ ไปพอใจเฉพาะองค์อย่างนี้ เขาบอกองค์ที่จะได้มรรคได้ผลมันจะพอใจแต่พระที่มีมรรคมีผล จะคบแต่พระจำพวกนั้น คนเปลือกก็ชอบเปลือกคบพระเฉพาะเปลือก ก็จะพอใจกันอย่างนั้น

    ฟังท่านเล่าประวัติหลวงปู่ปานนะที่ไม่มีจำหน่ายน่ะ แต่ว่าเก่าๆท่านจะเล่าให้ฟังหมด จะดูยาก แต่พระเองจะดูรู้ มันมีอุปกิเลสอยู่ในนั้นเยอะน่ะ จะไปอ่านในอุทุมพริกสูตร แสดงตัวเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ อุปกิเลสมันอยู่ในตัวละก็มันไม่ถึงความดีหรอก มันไม่เข้าถึงความดีเลย

    อย่างอะไรล่ะ สมมุติห่มจีวร พูดถึงห่มจีวรกัน สมัยก่อนวัดเรานี่ไม่ใช่ว่าวัดเรามันจะดีกว่าคนอื่นนะ อย่าไปคิด ดีไม่ดีมันอยู่ที่การงดเว้น ไม่ใช่ว่าอยู่วัดท่าซุงจะดี ครูบาอาจารย์สอนเป็นพระอรหันต์แล้วจะดีไปหมด อย่าไปคิดอย่างนั้น อยู่ที่การงดเว้นของตัวและบุคคลที่ปฏิบัติ ไม่ใช่เขาไปอยู่วัดท่าซุง โอ้โฮ...แจ๋วไปหมด อย่างนั้นไม่ใช่ ไม่รับรองว่าจะแจ๋วทุกองค์ หรือเจ้าอาวาสจะแจ๋ว ใครจะแจ๋ว ไม่รับรองใคร แต่ว่าอยู่ที่การปฏิบัติของตัวคนนั้นเอง

    คนเรานี่มันจะอยู่ที่อุปาทาน รวมๆครูบาอาจารย์องค์นี้ดี ถ้าอย่างนี้ต้องดีหมด อะไรอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้ว แม้แต่ตัวพระเองก็ต้องคิดว่า เรานี่มันงดเว้นอะไรได้บ้าง มันต้องเตือนอยู่เสมอ มันต้องว่าตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าตีคลุมไปอย่างนั้น ส่วนมากคนจะตีคลุมไปอยู่สำนักนี้แล้วจะต้องแจ๋ว จะอยู่ที่ไหนก็ช่างเถอะ แต่มันก็ดีอยู่อย่างคืออยู่ในสิ่งแวดล้อมดี สุขภาพจิตไม่ค่อยเสีย อย่างเราพอใจนิพพานจะไปอยู่ไอ้ที่เขาพอใจทางโลกกันนี่ อารมณ์ก็หงุดหงิดแต่อยู่ในสังคมอย่างนี้มันก็คุยกันรู้เรื่องง่าย


    (จากหนังสือ "ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 114-116)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 มิถุนายน 2019
  2. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    1_zpswedd6src.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 กรกฎาคม 2017
  3. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    เรื่อง ถูกผีหลอก

    14-2.jpg IMG_20170721_151822.jpg IMG_20170721_151919.jpg IMG_20170721_151948.jpg IMG_20170721_152007.jpg IMG_20170721_151822.jpg maxresdefault.jpg
     
  4. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    กฏของกรรมหลวงพ่อปาน

    1.jpg 2.jpg 3.jpg 4.jpg 5.jpg 6.jpg 7.jpg
    (จากธัมมวิโมกข์ กันยายน 2531 หน้า 25 - 31)

    เรื่องกฏของกรรมหลวงพ่อปานนำมาจากธัมมวิโมกข์ใน E-Book ของเวบวัดท่าซุงตามลิงค์ด้านล่างครับ

    http://thasungmedia.com/wat/puy/ebook/index.php


     
  5. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    106.jpg king-10-15-1.jpg 10-1.jpg 201702281553261_pic.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 10-1.jpg
      10-1.jpg
      ขนาดไฟล์:
      156.1 KB
      เปิดดู:
      124
  6. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    ถ่ายจากไวท์บอร์ดภายในวิหารพระองค์ที่ 10,11

    IMG_20170727_153546.jpg
     
  7. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    DSC05461.jpg

    โอวาทของท่านแม่ศรี

    IMG_20170731_153507.jpg IMG_20170731_153534.jpg

    (จากธัมมวิโมกข์ เดือนมกราคม 2537 หน้า 105-106)
     
  8. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
  9. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    จากคำบอกเล่าเรื่อง พบหลวงพ่อ, ของแจกที่ระลึก, ตอบแทนคุณหลวงพ่อ, ทำพิธีไหว้หลวงพ่อ, ศิลาฤกษ์ปราสาททองคำ, ปราสาททองคำ, ธุดงค์ในวัด, มโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง, การฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มกำลังของคุณวัฒนา ไชยเสนะ, ประโยชน์ของมโนมยิทธิ

    IMG_20170731_152820.jpg IMG_20170731_152914.jpg IMG_20170731_153036.jpg IMG_20170731_153117.jpg IMG_20170731_153204.jpg IMG_20170731_153243.jpg IMG_20170731_153317.jpg IMG_20170731_153351.jpg IMG_20170731_153427.jpg
    (จากธัมมวิโมกข์ เดือนมกราคม 2537 หน้า 86 - 97)
     
  10. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
  11. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    บทความเรื่องด้านล่างนี้นำมาจากเวบวัดท่าซุงครับ

    http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=981#5


    "คาถาล้างกรรม" เป็นของหลวงปู่ปานจริงหรือ ?


    .....ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอทำความเข้าใจกันก่อน เพราะคำว่า "คาถา" ย่อมเป็นของดี ท่องเพื่อระลึกถึงพุทธคุณ ธัมมคุณ และสังฆคุณ เป็นอนุสติที่ดีย่อมมีผล ตามความเชื่อที่มีต่อครูบาจารย์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น คาถาพระปัจเจกโพธิ์ ที่หลวงปู่ปานได้เรียนมาจากครูผึ้ง แล้วมอบให้นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ท่องจนได้ผล ต่อมา หลวงพ่อพระราชพรหมยาน ก็เพิ่มจากเดิมบ้าง สมัยนี้เรียกกันว่า "คาถาเงินล้าน" จนเป็นที่รู้จักและนิยมท่องกันอย่างแพร่หลาย

    แต่ด้วยความมีชื่อเสียงโด่งดังนี้แหละ เป็นเหตุให้นักฉวยโอกาสจากความนิยม สร้างฉากใหม่ให้น่าเลื่อมใสยิ่งขึ้น โดยการนำเอา คาถาล้างกรรม จากเดิมเป็นของ หลวงปู่บุญถา ถาวโร แล้วคัดลอกต่อกันไปเป็น หลวงปู่บุญมา ถาวโร คือพิมพ์ชื่อท่านผิด ส่วนในเว็บพระเครื่องเป็น หลวงปู่บุญทา ถาวโร

    จากนั้นก็มีมือดีเปลี่ยนไปเป็นของ หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ซะงั้นแหละ คงเห็นฉายา "ถาวโร" เหมือนกับหลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร มั้ง เลยหัวแหลมขึ้นมาทันที

    ผู้มีพฤติกรรมเช่นนี้ยังปรากฏอยู่ในหมู่นักก้อปปี้ข้อมูลทั้งหลาย แล้วก็เติมไข่ใส่สีไปสารพัด จะบอกว่ามีเจตนาดีแต่ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะเห็นๆ อยู่ว่าต้นฉบับเดิมเป็นของใคร ผู้ใดเป็นคนเขียน เป็นต้น

    หนังสือเล่มนี้ก็มีการประกาศขายของเก่าทาง "เว็บขายของมือสอง"

    http://www.b2s.co.th/products_detail.php?proid=2841

    พร้อมถ่ายภาพปกหนังสือ และ ผู้เขียน : ดามภ์-เหม ไว้เป็นหลักฐาน
    โดยมีการอธิบายไว้อย่างละเอียด ดังนี้


    7098876_250.jpg


    .....หลวงปู่บุญถา ถาวโร เป็นอีกพระอริยะสงฆ์แห่งอีสานตอนกลาง ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดละแวกใกล้เคียง ท่านเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งท่านเคยเป็นอาจารย์สอนเวทมนตร์ให้ หลวงพ่อคูณ แห่งวัดบ้านไร่ มาแล้วในอดีต ด้วยหลวงปู่บุญถาเป็นพระเกจิผู้เรืองเวทย์อีกรูปหนึ่ง และยังเป็นพระฝีปากกล้าทางเทศนาธรรม มีความแตกฉานทางธรรมะยิ่งนัก

    ทุกครั้งที่ไปเทศนาธรรมโปรดสัตว์แก่ญาติโยม จะสอดแทรกธัมมะและคำสอนที่ลึกซึ้ง หลวงปู่บุญทามีรูปร่างสูงใหญ่ ได้ศึกษาพระธรรมทางไทยและเขมร จึงมีความสามารถพูดและใช้ภาษาเขมรได้คล่อง ยามที่หลวงปู่บริกรรมคาถามักจะนำภาษาเขมรมาใช้ประจำ แต่มิได้ละทิ้งภาษาไทย (อีสาน) ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอยู่มิเสื่อมคลาย

    .....หลังจากหนังสือต้นฉบับที่ประกาศขาย แต่ยังไม่มีรายละเอียดของพระคาถา ต่อมาก็มีการนำเอามาโพสต์ในเว็บไซด์
    www.bloggang.com/viewdiary.php?id=baimaisisuay&month=11-2011&date=19&group=4&gblog=23

    - โพสต์เมื่อ : 19 พฤศจิกายน 2554 ข้อความมีดังนี้

    เอามาจากหนังสือ คาถาล้างกรรม หลวงปู่บุญมา ถาวโร ครับ

    พระคาถาล้างกรรมล้างเวรให้บรรเทา

    แต่เดิมนั้นพระคาถานี้ได้จาก "คนที่ตายแล้วฟื้น" กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ได้บอกกับพวกดวงวิญญาณทั้งหลาย ที่มีความทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกภูมิว่า

    ให้สวดพระคาถานี้เรื่อยๆ จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน และคนที่
    สวดพระคาถานี้จะมีความสุข สิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย จะไม่มากล้ำกรายในชีวิต อายุจะยิ่งยืนยาวนาน

    ก่อนบริกรรมพระคาถานี้ให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วท่องมนต์นี้ว่า

    พุทโธ อะระหัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ พุทโธ อะระหัง
    กัมมะโตเมตัง กัมมะภันทะนัง ชีวิตตังให้ไปจุติ ให้ทุกชีวิตทุกวิญญาณจงไปผุดไปเกิดด้วยเทอญ


    ให้บริกรรมพระคาถานี้ 3 คาบ จากนั้นให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้
    เจ้ากรรมนายเวร และดวงวิญญาณเหล่านั้น

    .....ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ผู้โพสต์นั้นได้นำเอารายละเอียดของพระคาถามาให้ท่องกัน แต่พิมพ์ชื่อ หลวงปู่บุญถา ถาวโร ผิดเป็น หลวงปู่บุญมา ถาวโร ส่วนคำว่า "คนที่ตายแล้วฟื้น" ผู้เขียนเน้นให้เห็นชัดๆ เป็นตัวหนังสือสีแดงนั้น เพื่อให้ผู้อ่านสังเกตไว้ก่อนว่า ต่อไปเขาจะนำไปแต่งเป็นเรื่องเป็นราว คือจะกลายเป็น "คุณยายฟื้น" อยู่ข้างวัดบางนมโคนี่เอง จึงขอย้ำว่าจำไว้แม่นๆ นะ..สวัสดี
     
  12. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    messageImage_1502295980170.jpg

    เอาเครื่องช่วยหายใจออกบาปไหม

    messageImage_1502296151584.jpg
    (จากธัมมวิโมกข์ มกราคม 2534 หน้า 32)

    2 ภาพบนนี้นำมาจากเวบวัดท่าซุงส่วน E-Book ครับ

    http://thasungmedia.com/wat/puy/ebook/index.php

    เอาเครื่องช่วยหายใจออกบาปไหม

    ผู้ถาม : ลูกอยากถามหลวงพ่อเจ้าคะ คือผู้ป่วยที่อาการต้องตายแน่มีเครื่องช่วยหายใจอยู่ แพทย์เขาสั่งให้เอาเครื่องช่วยหายใจออก เมื่อเอาออกแล้วเขาตาย จะบาปไหมคะ

    หลวงพ่อ : คนจะตายจะบาปยังไง ไม่ได้ฆ่าให้ตาย นั่นเครื่องช่วยหายใจถึงขืนช่วยไปก็ไม่ไหวแล้ว เขาก็ต้องตายก็ไม่มีความสำคัญ คำว่าบาปก็ไม่มี ไม่ใช่ถ้ายังช่วยอยู่มีหวังจะฟื้น เราแกล้งเอาออกไอ้นั่นจึงจะบาป เพราะมีเจตนานะ และไอ้การที่จะบาปนี่ต้องมีการตั้งใจกลั่นแกล้งหรือทำให้ตาย

    ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ถ้าอย่างนี้ถ้าเกิดเป็นลูกกระทำถือว่าเป็นอนันตริยกรรมไหมครับ ?

    หลวงพ่อ : เขาไม่บาป คุณฟังให้ดี อย่าโง่ เรื่องไม่บาปก็ไม่เป็นอนันตริยกรรม ตัดคำว่าบาปนั้นไม่มีเสียแล้ว เวลาฟังคำพูดต้องติดตามเขาพูดเรื่องไหน จำหัวข้อคำพูดไว้

    หลวงพ่อ : เอ้าหมวดมีอะไรคุยไหมเล่า เดี๋ยวต้องถามตำรวจ ยิงผู้ร้ายตายบาปไหม บาปไม่บาป

    (บาปครับ)

    ฉันถามว่าตำรวจยิงผู้ร้ายตาย ฉันไม่ได้ถามว่าตำรวจยิงผู้ร้ายเฉยๆ (หัวเราะ) สอบตกแล้ว ผู้ร้ายมันตายแล้ว ไอ้นี่งานก็งานการปราบปรามผู้ร้าย ถ้าเป็นผู้ร้ายจริงเขาจำเป็นต้องยิง ยิงให้ตายใช่ไหม ถ้าถามว่ามีโทษไหม ต้องตอบว่ามีโทษ ถ้าถามว่าโทษทำบาปหนักไหม ต้องตอบว่าไม่หนัก มันมีนิดเดียว เพราะกำลังจะบาปนี่ไม่เท่ากัน

    ถ้าคนที่มีคุณมากเราฆ่ามีโทษมาก คนที่มีคุณน้อยเราฆ่ามีโทษน้อย ไอ้คนจัญไรประเภทนั้นมันไม่มีคุณเลย แต่ว่าดับคนประเภทนั้นไปได้คนหนึ่ง คนอีกกี่คนที่มีความสุข ถ้าถามบาปมากไหม คนเหมือนกันมันบาปไม่เท่ากัน

    หมวดนะ อย่าฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ นี่ไม่ต้องห่วงหรอกลงอเวจีดิ่งเลย ใช่ไหม ถ้าฆ่าคนที่มีคุณน้อยไปกว่านั้น ยังไม่ถึงขั้นอเวจี และฆ่าคนที่มีคุณน้อยไปกว่านั้นอีกก็เบากว่านั้นอีก ถ้าฆ่าคนจัญไรแบบนั้น มันมีบ้างเหมือนกัน มันแค่มีบ้างนะโยมนะ แต่ว่าทีนี้ถ้าตำรวจทำด้วยเจตนาดีคิดว่าถ้าทำลายคนประเภทนี้เสีย คนอีกหลายแสนคนจะมีความสุขเพราะไอ้คนคนนี้ ถ้าคนคนนี้อยู่คนเดียวมีความทุกข์ใช่ไหม บุญส่วนนี้เขามีบาปส่วนนั้นมีนิดเดียว นี่พูดกันตรงไปตรงมานะ จะคิดว่ายิงคนเหมือนกันมีโทษเท่ากันนั้นไม่เท่า ก็ว่าตามธรรมะนะ

    (จากธัมมวิโมกข์ ฉบับเดือนมกราคม 2534 หน้า 32)

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 พฤษภาคม 2019
  13. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    อยากปฏิบัติแบบพระ
    messageImage_1502577330359.jpg
    นำมาจากเวบวัดท่าซุงส่วน E-Book ตามลิงค์ด้านล่างครับ

    http://thasungmedia.com/wat/puy/ebook/index.php
     
  14. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    เรื่องขายพระ หลวงพ่อเล่าสูตรทำพระสมเด็จวัดระฆัง

    1.jpg 2.jpg
    (จากธัมมวิโมกข์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 55 หน้า 30-31)




    เรื่องด้านบนนี้นำมาจากเวบวัดท่าซุงส่วน E-Book ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

    http://thasungmedia.com/wat/puy/ebook/index.php
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มิถุนายน 2019
  15. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    พระมหากัจจายนะให้คาถา

    3.jpg 4.jpg

    (จากธัมมวิโมกข์ ปีที่ 6 ฉบับที่ 56 หน้า 78-79)

    เรื่องด้านบนนี้นำมาจากเวบวัดท่าซุงส่วน E-Book ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

    http://thasungmedia.com/wat/puy/ebook/index.php
     
  16. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
  17. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    IMG_20170818_134435.jpg



    สมาธิ มี 2 แบบ

    เอ้อ...สมาธินี่มันมี 2 แบบ พระพุทธเจ้า ท่านสอนไว้ 2 แบบ คือ

    "แบบทรงอารมณ์" กับ "แบบคิด"

    บางครั้งถ้าจิตมัน "ต้องการทรงอารมณ์ ต้องการสงัดก็ต้องภาวนา" ท่านจะสบาย

    บางครั้งมันซ่าน "ต้องการคิด เราก็คิดอยู่ในขอบเขต" ไอ้คิดในขอบเขตมันคิดว่า "ร่างกายนี่มันก็เป็นทุกข์ทุกอย่าง" เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจ การทำมาหากินก็เป็นทุกข์ทั้งหมด ความเป็นมนุษย์นี่มันเป็นทุกข์ ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมมันก็สุขชั่วคราว ไม่ช้าก็จุติอีก สู้เราไปนิพพานไม่ได้

    ก็คิดกันแบบนี้ง่ายๆแบบนี้ ที่ว่าการปฏิบัติจริงๆเขาไม่ใช่ยาว เขาสั้นๆแบบแม่ครัวทำกับข้าว ถ้าไปดูตำราชั่งโน้นชั่งนี่ ยังไม่ได้กินกันเลย ใช่ไหม สู้เอามือหยิบๆใส่ไม่ได้ อร่อยกว่าใช่ไหม ก็แบบเดียวกัน

    (จากธัมมวิโมกข์ พฤษภาคม 2548 หน้า 18-19)




    การส่งจิต

    ผู้ถาม : ในเรื่อง "มโนมยิทธิ" คือวันนี้ผมคิดว่าจะส่งจิตไปถึงเขา แต่ว่ายังไม่ส่ง จะส่งอีก 3 อาทิตย์ แต่ทำไมเขาถึงรับได้ครับ

    หลวงพ่อ : คือว่าเรื่องของจิต มันทำงานเอง ไม่ต้องคุมหรอก ถ้าการควรเกิดขึ้นมันทำเลย ความรู้สึกทางร่างกายนี้หยาบกว่า ความเป็นทิพย์ของจิตเขาทำงานตามหน้าที่ ไม่ต้องใช้เวลาหรอก

    เอาอย่างนี้ก็แล้วกันอย่างไป "จุฬามณี" ต้องใช้เวลาหรือเปล่า นึกปั๊บก็ถึงเลย มันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง บางคนเขาไม่ได้ทำกรรมฐาน บางทีเราไปถึงเทวดาก็ดี พรหมก็ดี นิพพานก็ดี เราเจอะภาพเขาได้ ตัวเองเขาไม่รู้ ตัวนอกเขาไม่รู้ แต่ตัวในเขาทำงาน



    (จากธัมมวิโมกข์ พฤศจิกายน 2544 หน้า 60)


    ต้องปฏิบัติอย่างใดถึงได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์

    ผู้ถาม : กระผมปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อ แต่ว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมหลวงพ่อ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นลูกศิษย์สมบูรณ์หรือเปล่าขอรับ ?

    หลวงพ่อ : คำว่าลูกศิษย์จริงๆ อยู่ใกล้หรืออยู่ไกลไม่สำคัญ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำถือว่าเป็นลูกศิษย์สมบูรณ์แบบ ถ้าอยู่ใกล้ดื้อก็ไม่ถือว่าเป็นลูกศิษย์

    ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสกับพระอานนท์

    "อานันทะ ดูก่อนอานนท์ ในสมัยที่ตถาคตมีชีวิตอยู่ก็ดีหรือนิพพานแล้วก็ตาม บุคคลใดมีชีวิตอยู่แล้วเกาะสังฆาฏิของตถาคตอยู่ แต่ว่าบุคคลนั้นไม่เคยเจริญพุทธานุสสติกรรมฐาน ก็ถือว่าบุคคลนั้นไม่เห็นตถาคตเลย

    ถ้าตถาคตมีชีวิตอยู่ก็ตาม นิพพานไปแล้วก็ตาม ถ้าบุคคลใดเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานเป็นปกติ ตถาคตถือว่าบุคคลนั้นเกาะสังฆาฏิของตถาคตอยู่"

    คำว่าลูกศิษย์จริงๆก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ ไม่เกี่ยวกับการอยู่ใกล้อยู่ไกล ถ้าอยู่ใกล้ไม่ปฏิบัติตามก็ตามกันไปไม่ได้ คนหนึ่งอยู่นิพพาน คนหนึ่งอยู่อเวจี

    ผู้ถาม : มีเหมือนกันหรือครับ ?

    หลวงพ่อ : เยอะเลย อย่างพระเทวทัต ไงล่ะ

    ผู้ถาม : อย่างนี้ใครปฏิบัติไม่ดีก็...

    หลวงพ่อ : ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะดีจะชั่วอยู่ที่ผลการปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องของคนสอน คนสอนแล้วไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีผล ใช่ไหม

    อย่างพระเทวทัตเป็นพี่เขย เป็นพี่พระนางพิมพา บวชแล้วได้อภิญญา 5 เหาะเหินเดินอากาศได้ ในที่สุดปฏิบัติชั่วก็ไปอเวจีมหานรก

    ฉะนั้นการเป็นลูกศิษย์ลูกหาไม่ได้อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ไกลแสนไกลถ้าปฏิบัติตามก็เหมือนอยู่ใกล้ตัว คนที่อยู่ใกล้แต่ไม่ปฏิบัติตามก็เหมือนกับคนไม่เห็นกันเลย

    (จากธัมมวิโมกข์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 40 หน้า 68-69)



    เรื่อง สมาธิ

    มีคำถามว่า สมาธิแบ่งออกได้หลายแบบหลายวิธีการ แต่ละวิธีมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าให้ถือกำหนดลมหายใจ บ้างก็ว่าให้คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บ้างก็ว่าคือการมองเข้าไปในสิ่งที่เป็นอยู่จริง อยากทราบว่าแท้ที่จริงแล้วสมาธิคืออะไร และมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร และจะถือหลักใดในการปฏิบัติ

    เอ้อ สมาธิยกไปก่อน คุยถึงเรื่องกินก่อน คือคนกินข้าวนี่ กินข้าวก็อิ่มใช่ไหม กินก๋วยเตี๋ยวก็อิ่ม กินขนมปังก็อิ่ม กินกาแฟก็อิ่ม กินให้อิ่มเพื่อต้องการไม่ให้ร่างกายหิว ร่างกายมันหิวถึงกินใช่ไหม สมาธิก็เหมือนกัน ทำเพื่อต้องการให้จิตสงบ เพราะฉะนั้นจะจับภาพพระก็ดี จะภาวนานะมะ พะธะก็ดี จะรู้ลมหายใจเข้าออกก็ดี เป็นอุบายอย่างหนึ่งให้จิตสงบ ฉะนั้นคนทุกคนนี่จริตไม่เหมือนกัน คือนิสัยของคนไม่เหมือนกัน บางคนก็ชอบสีเขียว บางคนก็ชอบสีแดง ใครพอใจสีไหนก็เอาสีนั้น ทีนี้การภาวนาใครชอบอย่างใดก็เอาอย่างนั้น

    พระพุทธเจ้าจึงสอนกับคนทุกคนที่มีจริตทุกจริตได้หมด ฉะนั้นถึงแยกแยะการภาวนาให้ตรงกับนิสัยกับจริตของคน ภาวนาแบบไหนก็ไม่ผิด ขอให้จิตเป็นสมาธิก็แล้วกัน ถ้าภาวนาแบบไหนถ้าไม่มีสมาธิก็แสดงว่าผิดแล้ว ผิดทางเพราะสมาธินี่มีแค่ขณิกสมาธินี่จิตก็เริ่มสุขแล้ว ถ้าภาวนาไปจิตฟุ้งซ่านต้องหยุดหรือเครียดต้องหยุด แสดงว่าผิดทาง แค่เข้าไปถึงประตูนี่มันยังไม่เข้าทาง เข้าไปชิมหน่อยเดียวมันยังไม่สุข นี่แสดงว่าผิดแล้ว ผิดทางต้องหยุด กลับมาตั้งหลักใหม่

    อย่างอานาปานุสสติอย่างนี้เป็นต้น อานาปาฯคือรู้ลมหายใจเข้าออก รู้ลมหายใจนะ แต่เรากลัวมันจะไม่รู้ เอ๊ะ มันไม่รู้สักทีวะ สูดซะแรงๆบางทีก็เกร็งลม คือรินลมน่ะ กลัวลมจะออกไม่เป็นธรรมชาติ รินออกรินเข้า หนักเข้าเหนื่อย เหนื่อยก็เครียด แสดงว่าผิดแล้ว พระพุทธเจ้าให้รู้ลมหายใจเข้าออกเฉยๆ หรือภาวนาควบไปด้วย

    แต่คนเราถ้าฝึกใหม่ๆคล้ายกับมันจะแน่นหน้าอกไปหมด ตึงประสาทไปหมด แสดงว่าผิด ค่อยๆรู้เข้ารู้ออกก่อน หยาบสุดต้องรู้เข้ารู้ออกเฉยๆ ก่อน ถ้าต่อไปถึงจะรู้อ้อมันเข้าไปถึงไหนแล้ว มันออกไปถึงไหนแล้ว ต่อไปมันจะรู้ มันเข้าไปถึงนั่นมันละเอียด อ้อ เห็นสายลมแล้ว จิตก็จะเริ่มเบา จิตก็จะสุขขึ้น สุขแสดงว่าถูกทางแล้ว ถ้าเครียดต้องหยุด

    การปฏิบัติธรรมนี่จะยากอยู่ช่วงสมาธิต้นๆเท่านั้นเอง ฉะนั้นที่ถามว่า ภาวนาอย่างไร อะไรอย่างไร คือว่าให้พอกับจริตของคน ใครชอบอย่างไรให้เอาอย่างนั้นนะ หลวงพ่อสอนนะ แต่สำนักบางสำนักอื่นเขาสอนให้ภาวนาพุทโธก็ดี หรือภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ก็ภาวนาก็ไม่ผิด แต่ว่ามันเหมือนกับอะไรล่ะ อย่างวัดท่าซุงหรือหลวงพ่อของเรานี่มีแกง 40 หม้อ เลือกกินเอา แต่วัดอื่นมีแกงหม้อเดียว เราจะเลือกกินเอาร้านไหนก็แล้วแต่ กินอิ่มเหมือนกันนี่ แต่เราไปเลือกเอา กรรมฐานคือกรรมฐาน 40 ข้อ ชอบใจตัวไหนก็เอา

    “เอาเป็นว่าตอบข้อหนึ่งก็คือ สมาธิคืออุบาย เครื่องสงบใจ ทำให้ให้สงบ ควรจะปฏิบัติอย่างไร ก็บอกว่ากรรมฐาน 40 น่ะ ไปเลือกเอาเถอะ ทีนี้เขาถามว่า แล้วจะยึดหลักใดในการปฏิบัติ หรือว่าต้องให้ไปอ่านกรรมฐาน 40 เสียก่อน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่”

    คือพื้นฐานจริงๆแล้วนี่ท่านให้เอาอานาปาฯเป็นหลักไว้ อานาปาฯนี่เป็นต้น ตัวนี้ทำให้สงบง่ายขึ้น ถ้าได้ตัวนี้แล้วตัวอื่นจะง่ายขึ้น อานาปาฯนี่เป็นกรรมฐานที่ละเอียด แล้วก็เป็นหลักใหญ่ ถ้าจับกสิณแล้วอานาปาฯไม่ทรง ก็จะทรงตัวยาก ถ้าได้อานาปาฯเสียแล้วตัวอื่นจะง่ายหมด

    ไอ้ตัวอานาปาฯมันตัวลบคลื่น จะจับกสิณสีแดงก็ต้องมาลงที่ศูนย์อานาปาฯนี่ จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวสีอะไรได้ อานาปาฯคล่องเสียมันก็เปลี่ยนง่าย อานาปาฯคือลบอารมณ์ฟุ้งซ่าน

    “ทีนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยปรารภว่าในกรรมฐาน 40 หรือว่า ถ้ารวมมหาสติปัฏฐานสูตรเป็น 41 นี่ เป็นกรรมฐานพิจารณาเสียตั้ง 29 เป็นกรรมฐานภาวนาแค่ 11 คือ อานาปาฯ กับกสิณ 10 เป็นกรรมฐานภาวนา ในขณะที่อื่นๆนี่ไม่ว่าจะเป็นอนุสสติก็ดี จะเป็นพรหมวิหาร 4 จะเป็นอะไรก็ตามแต่เถิด เป็นกรรมฐานพิจารณา ทีนี้แม้แต่กรรมฐานพิจารณาก็ต้องตั้งต้นที่อานาปาฯใช่ไหมครับ หรือว่าอย่างไรครับ”

    ใช่ๆท่านบอกว่าถ้าไม่มีอานาปาฯอย่างอื่นไม่ทรงตัว

    “อย่างเช่นว่าจะเอาตัวเมตตาเป็นบทกรรมฐานอย่างนี้ จะพิจารณาเมตตาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องตั้งต้นที่อานาปาฯเสียก่อน พอกำลังใจนิ่งดีแล้ว ทีนี้ก็จะพิจารณาได้ทะลุปรุโปร่งใช่ไหมครับ”

    แต่บางอย่างท่านก็ให้คิดพิจารณาเสียก่อน พิจารณาจนจิตเย็นแล้ว อ่อนดีแล้ว อย่างเช่นหลวงปู่ปานสอนให้หลวงพ่อใช่ไหม หลวงพ่อชอบอิทธิฤทธิ์นี่ ชอบฤทธิ์ชอบเดช โอ๊ย...แกจะให้มีอภิญญาทรงตัวแกต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเออ...ร่างกายนี่มันไม่เที่ยงนะ มันต้องตายนะ พิจารณาให้จิตยอมรับ หลวงพ่อก็เออ...จะให้มีฤทธิ์มีเดชใช่ไหม ก็ต้องพิจารณาตรงนี้ ที่แท้หลวงปู่ปานสอนวิปัสสนาญาณให้เสียจนชุ่มหมดแล้ว พอสมาธิทรงตัวมันก็ง่าย หลวงปู่ปานฉลาดกว่าหลวงพ่อ

    “เอ๊ะ แต่ได้ข่าวว่าท่านพระครูปลัดฯ ท่านเจ้าอาวาสนี่ท่านก็ชอบฤทธิ์ชอบเดชอยู่ไม่ใช่หรือครับ”

    ชอบ...โอ้โห ชอบจังเลย ชอบจนเขี้ยวเหี้ยนหมดเลย ไม่ได้สักอย่าง มันเป็นบุพกรรมต้องชอบสุกขวิปัสสโก คือตัวเองมันเกี่ยวกับกลัวจะตายเสียก่อน กลัวจะไม่ได้อะไรสักอย่างเลย คือมันเป็นคนคิดมากอยู่อย่างว่าไอ้ที่เรารู้มันจริงหรือเปล่า บางทีมันก็จริงมั่ง บางทีก็ไม่จริงมั่ง เราก็เอ๊ มันจะเสียเวลาเสียแล้ว

    “ชักจะมีมรณานุสสติ ว่าอย่างนั้นเถอะ”

    ใช่ กลัวจะเสียเวลาเกินไป สอง กลัวเราจะเสียพระเสียก่อน เลยต้องตัดออกไปให้หมด

    หลวงพ่อพระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)

    (จากหนังสือ "ที่ระลึกงานกตัญญูกตเวทิตามงคล" หน้า 128-131)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2019 at 04:37
  18. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
  19. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
  20. Wannachai001

    Wannachai001 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    8,091
    กระทู้เรื่องเด่น:
    17
    ค่าพลัง:
    +219,180
    IMG_20170901_120313.jpg IMG_20170901_120516.jpg IMG_20170901_120636.jpg IMG_20170901_120847.jpg IMG_20170901_120951.jpg


    ถือศีล 8

    ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ลูกตั้งสัจจะไว้กับพระที่ฝั่งธนบุรีว่าจะรักษาศีล 8 ชั่วชีวิต ลูกก็ทำมาโดยตลอด บัดนี้ลูกอายุมากแล้วเพราะทางกระเพาะลำไส้ไม่ดี หมอบอกว่าถ้าขาดอาหารตอนเย็นแล้วจะไปไม่รอด จะขอเรียนถามหลวงพ่อว่าจะคืนสัจจะที่ซอยสายลมกับหลวงพ่อ แล้วให้หลวงพ่อบอกพระพุทธเจ้าอโหสิกรรมได้หรือเปล่าเจ้าคะ ?

    หลวงพ่อ : เออ....เอาหนักแฮะ เอาอย่างนี้ซิ ย้ายไปถือกรรมบท 10 กินข้าวเย็นได้ ดีกว่าเยอะ เป็นทั้งศีลทั้งธรรม ได้ 2 อย่าง

    ผู้ถาม : แล้วอานิสงส์คงไม่ต่างกัน ใช่ไหมครับ ?

    หลวงพ่อ : อานิสงส์แข็งกว่าศีล 8 อ้าวจริงๆนะ ศีล 8 เราไม่ค่อยจริงกันนัก แต่ถ้าปรกติทุกวันก็ดี นี่มันปรกติไม่ได้นี่ ต้องเป็นบางเวลา ใช่ไหม

    กรรมบท 10 เขามีทั้งศีลทั้งธรรม มโนกรรมนี่เป็นธรรม แล้วสังเกตุดูเป็นการตัดกิเลสได้ง่าย ฝึกตัดกิเลสไปในตัวเสร็จ

    ผู้ถาม : เกี่ยวกับข้อไม่กินข้าวนี่ เวลาไปกินเลี้ยงมันเผลอไผลไปตักเข้า กว่าจะรู้ตัวก็เข้าไปครึ่งท้องแล้วแต่ไม่เจตนานะครับ

    หลวงพ่อ : ความจริงถ้าเรารักษาศีล 8 ไม่ขาดนะ ที่เราสมาทานมัน 9 ข้อ "นัจจะคี" กับ "มาลาคันธะ" เวลาเขาบวชพระบวชเณรเขาแยกนะ เรารักษาแค่ศีล 8 ทิ้งวิกาลโภชนาเสีย

    ผู้ถาม : อ๋อ ก็ดี

    หลวงพ่อ : แต่อย่านะลงนรก (หัวเราะ) แหมตั้งใจหูผึ่ง

    ผู้ถาม : ได้กินข้าวเย็นก็ยังดี

    หลวงพ่อ : เอาอย่างนี้ซิ สมาทานกรรมบท 10 กรรมบท 10 เป็นคุณสมบัติพระโสดาบันขั้นโกลังโกละกับเอกพิชี และสกิทาคามี หนักมาก

    ผู้ถาม : ท่านรักษาศีล 8 เดือดร้อนก็เอากรรมบท 10 ดีกว่านะ

    (จากธัมมวิโมกข์ สิงหาคม 2532 หน้า 5-6)

    เรื่องการถือศีล 8

    ลูกศิษย์ : อย่างคนถือศีล 8 จะไปเต้นรำได้ไหมคะ

    หลวงพ่อ : เออ ไม่เป็นไร ถือให้แน่นนะ ไม่หลุดหรอก เต้นรำ ไปรำ รำข้าวใช่ไหม เต้นรำ ถ้าฟ้อนรำฉันจะไม่ให้เลย เสือกเต้นจนศีลหายหมด มันอย่างไร เต้นรำทำอย่างไร เต้นด้วยรำด้วย เต้นรำให้ดูสิ กลัวว่าศีลมันจะไม่อยู่นะซิ ต้องดูจังหวะการเต้นเขานะ อย่างนี้ถึงจะพยากรณ์ได้ เอ้ามีอะไรคุยบ้าง เดี๋ยววันที่ 3 ไม่คุยกลับนะ

    ลูกศิษย์ : หลวงพ่อคะ เวลาจะสมาทานศีล 8 ทุกคืนอย่างที่ทำมานะคะ วันพระก็ตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเวลาเที่ยง สองเวลานี้ยังไม่ได้ทานอะไรเลย แล้วทานอาหารกลางวันถึงบ่าย 2 ทานอิ่ม 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม เป็นการผิดศีลที่สมาทานหรือเปล่าคะ

    หลวงพ่อ : กินกี่เวลาล่ะ

    ลูกศิษย์ : สองเวลาค่ะ

    หลวงพ่อ : สองเวลาก็ดีเหมือนกันนะ เอาอย่างนี้ดีกว่านะ กินเช้าเวลา เย็นเวลาหนึ่ง ดีไหม

    ลูกศิษย์ : บางทีวันหนึ่งทานครั้งเดียว ก็เลยไม่ทราบจะทำอย่างไร

    หลวงพ่อ : ถ้ามันมีงานอยู่ เราก็ตั้งไว้ซิ เวลาจะกินเวลาไหนให้แน่นอนนะ เครื่องบินเห็นไหม ถึงเวลาต้องทาน ถ้าไปจากที่นี่ 9 โมงเช้าไปตามทาง ไอ้นั่นเขา 6 โมงเย็นก็ช่างเขา ถือเวลาเดิมๆนาฬิกาเดิมนะ ถ้าไม่เกินเที่ยงของเวลาเดิมนะ จะฉันได้ ใช่ไหม

    ศีล 8 ก็เหมือนกัน หิวเวลาไหนก็ฉะเวลานั้น ก็หมดเรื่องเลย แต่ความจริงเขาตั้งเวลาไว้หมดแล้ว แต่งานมันบังคับเรา ใช่ไหม เขาตั้งใจไว้เฉพาะสองเวลาก็ไม่เป็นไร

    คือว่าศีลข้อนี้ ถ้าหากว่าเราพลาดมันก็ไม่เสียหาย คือไม่มีโทษลงนรก มันเป็นธรรมะ

    ก็สมมุติว่าเรากินข้าว ไอ้กินข้าวไปแล้วมันเหลือตัว เวลาสมาทานนี่ 9 ตัว สมาทานศีล 8 ใช่ไหม กินได้ นัจจคีฯ กับ มาลาฯ ถ้าบวชพระกับบวชเณรนี่ เขาแค่ นัจจคีฯ ตัว มาลาฯ ตัว

    เวลารับศีล 8 รับ นัจจะคีฯ กับ มาลาฯ รวม ใช่ไหม เราก็แยกเสียก็เหลือ 8 พอดี แต่ความจริงไม่เป็นไรนะ ไอ้พลาดข้อนี้ข้อเดียวไม่มีโทษ ข้ออื่นที่มีความสำคัญกว่าเรารักษาได้ใช่ไหม แต่เขาก็ถือเกี่ยวกับเวลา คือเวลาที่มันไม่เหมาะสมนี่ อย่างปรกติเรากินข้าวไม่เลยเที่ยงได้ ใช่ไหม ทีนี้ทำงานมันบังคับ จะต้องกินหลังเที่ยง เราไปกินเย็น อันนี้ก็ได้ไม่เป็นไร ต้องตัดกังวลเท่านั้นเอง

    ต้องตัดกังวลเรื่องอาหารเสียหน่อยจะได้สะดวก ไม่อย่างนั้นความวุ่นวายมันมี อย่างรักษาศีล 8 ก็ต้องหุงข้าวเย็นกิน ไอ้ศีล 8 มันศีลพรหมจรรย์ จะไม่มีเวลาเจริญกรรมฐาน ทำสมาธิ คือว่าถ้าหากว่าเราไม่กินข้าวเย็น จิตใจเราจะดีละเอียดอารมณ์สบายๆ

    ตั้งตี 4 ถ้าไม่กินข้าวเย็น อารมณ์จะสบาย ประมาณ 24 น. อาหารย่อยหมด ใช่ไหม มันเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่เป็นไร

    ลูกศิษย์ : หลวงพ่อคะ เวลาเราสมาทานศีล 8 แล้วนี่ เราก็นั่งสมาธิเรียบร้อยแล้วพอออกแล้วไปทานข้าวจะผิดไหมคะ

    หลวงพ่อ : ก็ไม่ผิด ชนศีลพังไปข้อหนึ่งก็ไม่เป็นไร สมาทานศีล 8 เพราะว่าศีล 8 นี่เป็นศีลพรหมจรรย์ เวลาเราเจริญกรรมฐาน สมาทานศีล 8 เลิกแล้วก็ทรงศีล 5 ไว้ใช่ไหม พอเลิกแล้วตั้งใจรักษาศีล 5 ไว้แค่นี้พอ ก็ได้ไม่เดือดร้อน ก็ศีล 8 มันคุมอารมณ์ มันเกี่ยวกับกามฉันทะ ก็เท่านั้นไม่มีอะไรมาก

    ลูกศิษย์ : หลวงพ่อคะ อย่างหนูอยากรักษาศีล 8 นี่ แต่หนูถือ 1 อาทิตย์ต่อ 1 วันนี่ ได้ไหมคะ

    หลวงพ่อ : ได้ ดีกว่าอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมง ถ้าเรายังไม่ได้ก็ได้ ตามปรกติพระพุทธเจ้าท่านบอกฆราวาสท่านให้รักษาวันพระนะ ก็ศีล 8 นี่ฆราวาสมันไม่ค่อยถนัด ใช่ไหม ก็มีงาน ท่านกำหนดให้ว่าวันพระถือเป็นวันรักษาอุโบสถ แล้วการรักษาอุโบสถก็มี 3 อย่าง ศีล 8 กับอุโบสถก็เหมือนกัน สิกขาบทเท่ากันนะ แต่เวลาอุโบสถนี่จำกัดเวลา ศีล 8 จะไม่จำกัดเวลา

    ถ้า "ปกติอุโบสถ" รักษาเฉพาะวันพระคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง

    ถ้า "ถ้าปฏิชาครอุโบสถ" ก็รักษา 7 วัน ก่อนวันพระ 3 วัน หลังวันพระ 3 วัน วันพระอีก 1 วัน

    ถ้าเกินกว่า 7 วันเรียก "ปาฏิหาริกปักขอุโบสถ" เขาให้เลือกรักษาเองตามความเหมาะสม

    (จากหนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ เล่ม 10 หน้า 420-422)


    วิธีปฏิบัติศีล 5 และกรรมบท 10 แบบง่ายๆ

    ท่านที่มีอาชีพหนักมีเวลาน้อยจะไปรักษาศีลที่วัดวาหรือจำศีลภาวนานานๆที่ไหนนั้นไม่ได้แน่เพราะท้องมันหิว ต้องหากินประจำวัน ให้ทำอย่างนี้คือ ตั้งใจว่าเราจะรักษาศีลและประพฤติกรรมบท 10 ให้บริบูรณ์วันละ 1 หรือ 2 หรือ 3 ชั่วโมง จะเอาเวลาเท่าไรเมื่อไร จัดเวลาเอาเองแล้วก็ตั้งใจรักษาตามเวลานั้นให้เคร่งครัด ทำอย่างนี้ไม่เกิน 3 เดือนอารมณ์จิตจะชิน จะสามารถรักษาศีล 5 ประพฤติในกรรมบท 10 ได้ครบถ้วนตลอดเวลา อย่างนี้มีผลไม่ลงนรกทุกชาติจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน

    มีหลายท่านมาบอกว่า "การรักษาศีลหรือกรรมบท 10 นั้นอยากทำแต่โอกาสไม่มี เพราะทำนาทำไร่ ต้องใช้ยาฆ่าแมลง" อย่างนี้ก็เห็นใจ เอาอย่างนี้ปฏิบัติทุกอย่างในอนุสสติ (พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ จาคานุสสติ) ให้ครบถ้วน เวลาที่ไม่ฉีดยาฆ่าแมลงก็ขอให้ทรงศีลและกรรมบท 10 ให้ครบเป็นประจำ วันใดมีความจำเป็นต้องฆ่าแมลงก็ต้องทำ เพราะไม่ทำท้องมันหิว ทางอื่นก็ไม่มีทางเลือก แต่เมื่อไปฉีดยากลับมาแล้ว รีบสมาทานศีลทันที

    คำว่า "ทันที" ก็คือรอให้หายเหนื่อยใจสบายเสียก่อน แล้วบูชาพระตั้งใจอุทิศส่วนกุศลที่ตนทำประจำวันให้แก่แมลงที่ต้องตายเพราะยาฉีดและกล่าวคำขออโหสิกรรมแก่แมลงทั้งหลายที่ต้องตายนั้น ขอให้อดโทษแก่ตนจนกว่าจะเข้าถึงพระนิพพาน

    เมื่อทำบุญอะไรก็ตาม หรือบูชาพระทำกรรมฐานเสร็จ ให้อุทิศกุศลให้พวกเธอทุกครั้งที่ทำบุญ และขอให้แมลงทั้งหลายเหล่านั้นอดโทษให้อย่างนี้เป็นประจำวัน กำลังใจจะเบา คิดไว้เสมอว่าเธอให้อภัยเราแล้ว จิตจะเป็นสุข เมื่อถึงวาระจะตาย ใจจะไม่มีอกุศลรบกวน อำนาจพระพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ผลของศีลและกรรมบท 10 และผลของทาน จะเข้าครอบงำจิตท่านก่อนตาย เพราะผลของความดีที่ท่านทำทุกวันกีดกันอารมณ์ที่เป็นบาปให้ห่างออกไป เมื่อตายไปจะไม่พบกับนรกแน่นอน ถ้ามีอารมณ์หวังพระนิพพานเป็นปรกติประจำวัน เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรย์ตรัสเมื่อไร เราเป็นเทวดาหรือพรหม ได้ฟังเทศน์จบเดียวก็เป็นพระโสดาบัน ตัดกำลังบาปหมดแล้ว

    คนที่มีอนุสสติและทานเป็นประจำ มีศีลและกรรมบทเป็นปรกติ พร่องบ้างตามความจำเป็น ดังปรากฏในพระสูตร เมื่อไปเป็นเทวดาหรือพรหม ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าจบเดียวเป็นพระอรหันต์ ไปนิพพานกันหมด

    กรรมบท 10

    กรรมบท 10 ประการ มีดังนี้

    กายกรรม ทำทางกาย 3 ประการ ให้ละเว้นโดยเด็ดขาดคือ

    1. ไม่ฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ไม่ยุยงให้คนอื่นฆ่า และไม่ยินดีเมื่อคนอื่นฆ่าสัตว์แล้ว

    2. ไม่ถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยที่เจ้าของไม่อนุญาติด้วยตนเอง ไม่ยุให้คนอื่นถือเอา และไม่ยินดีเมื่อคนอื่นถือเอาของเขาแล้ว

    3. ไม่ละเมิดกามารมณ์ในบุตร ภรรยา สามี ของผู้อื่น ไม่ยุให้คนอื่นละเมิด และไม่ยินดีเมื่อคนอื่นละเมิดแล้ว

    วจีกรรม กล่าวทางวาจา 4 ประการ

    1. ไม่พูดวาจาที่ไม่มีความจริง

    2. ไม่พูดวาจาหยาบให้เป็นที่สะเทือนใจของผู้รับฟัง

    3. ไม่พูดวาจาส่อเสียด ยุยงให้คนอื่นแตกร้าวกัน หรือไม่นินทาคนอื่น

    4. ไม่พูดวาจาที่ไม่มีประโยชน์ คือ วาจาใดที่พูดไปไร้ประโยชน์ จะไม่พูดวาจานั้น

    ทั้ง 4 ประการนี้ จะไม่พูดเองด้วย ไม่ยุให้คนอื่นพูดด้วย และไม่ยินดีเมื่อคนอื่นพูดแล้วด้วย

    มโนกรรม คือ การคิดทางใจ 3 ประการ คือ

    1. ไม่คิดอยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่นโดยที่เจ้าของไม่อนุญาติให้ด้วยความเต็มใจ คือ ไม่คิดลักขโมย ยื้อแย่ง คดโกง เป็นต้น

    2. ไม่คิดจองล้างจองผลาญ จองเวรจองกรรมผู้ใด คือไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่นในทุกๆกรณี

    3. มีความเห็นตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีอารมณ์คัดค้านคำสอนของพระองค์ และปฏิบัติตาม จนมีผลตามที่ต้องการ

    ความรู้สึกนึกคิดทางใจ 3 ประการนี้ ไม่คิดเองด้วย ไม่ยุให้ผู้อื่นคิดด้วย และไม่ยินดีเมื่อมีผู้อื่นคิดแล้ว

    (จากหนังสือพ่อสอนลูก ฉบับปีพ.ศ. 2550 หน้า 320-322)


    ต้องการให้ปฐมฌานทรงตัว

    ผู้ถาม : กระผมฝึกกรรมฐาน 40 กอง เอาอานาปานุสสติกรรมฐานผสมกับพุทโธ ปฏิบัติ 2-3 เดือนได้อุปจารสมาธิ กระผมอยากจะเรียนถามหลวงพ่อว่าวิธีจะรักษาอารมณ์ให้เข้าถึงปฐมฌานอย่างละเอียดนั้น จะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไปครับ

    หลวงพ่อ : ก็ได้ตั้ง 40 กรรมฐานจะมาถามอะไรอีกละ ได้ 40 ก็จบสมาบัติ 8 จะมาถามอะไรอีก

    ผู้ถาม : อ๋อ มันเลยฌานแล้วหรือครับ ?

    หลวงพ่อ : ใช่ ก็ฌานเหมือนกัน อรูปฌานก็ได้ด้วย ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน

    ผู้ถาม : สงสัยว่าใน 40 กรรมฐานคงจะเอามากองเดียวกระมังครับ (หัวเราะ)

    หลวงพ่อ : งัดขึ้นมา 40 ฉันตกใจเลย นึกว่าไอ้คนนี้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์แน่

    ผู้ถาม : อ๋อ ถ้าได้ 40 กองต้องเป็นพระโพธิสัตว์

    หลวงพ่อ : อ้าว ถ้าไม่ใช่พระโพธิสัตว์ได้ยาก พระโพธิสัตว์ต้องรักษาอารมณ์ 40 ครบแน่ ต้องเป็นปรมัตถบารมีนะ ถ้ากรรมฐาน 40 ได้หมด 2 ในวิชชา 3 ก็ได้ 5 ในวิชชา 6 ก็ได้ สมาบัติ 8 ก็ได้ เรียกว่าทั้งเหาะทั้งเดินอากาศได้เสร็จ ก็เป็นอันว่าอุปจารสมาธิว่าไปกี่เดือนแล้ว 3 เดือน ยังไม่ถึงอุปจารสมาธินะ

    จะให้ฌานทรงตัวนะ ไม่มีทาง ถ้าไม่ใช่พระโสดาบัน ตอบง่ายๆ

    ผู้ถาม : ต้องให้ถึงพระโสดาบันหรือครับ ?

    หลวงพ่อ : ใช่ ถ้าแค่ฌานโลกีย์ ฌานไหนก็ตามไม่มีการทรงตัว เพราะอารมณ์ขึ้นๆลงๆ ไม่มีการทรงตัวแน่ ไม่แน่นอน ศีลคล่อง

    (จากธัมมวิโมกข์ เมษายน 2536 หน้า 94)

    เถียงกันเรื่องนิพพาน

    ผู้ถาม : เรื่องนิพพานนั้นลูกต้องเถียงคอเป็นเอ็นกับพวกที่ไม่เชื่อถือ โดยให้เหตุผลว่านิพพานมีจริงนะ เขาก็บอกว่า นิพพานสูญ นิพพานว่าง ไม่มีอะไรเกิดอีกต่อไป เถียงกันอย่างนี้ไม่สิ้นสุด ลูกอยากจะหาเหตุผลจากหลวงพ่อ เพื่อไปต่อสู้กับพวกนี้สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ

    หลวงพ่อ : (หัวเราะ) อย่าไปเถียงเขาเลย สิ่งที่ไม่สามารถจะหยิบมาให้เห็นกันได้น่ะ มันไม่ใช่วัตถุ เถียงกันไปมันก็ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อเขาไม่เชื่อก็แล้วไป ไม่ต้องคุยกันให้มันเหนื่อย หมดเรื่องหมดราว ถ้าขืนเถียงไปก็แค่นั้น อารมณ์ก็ขุ่นมัว จิตใจก็เศร้าหมองไม่ได้เกิดประโยชน์ เขาดับก็ดับไป เขาสูญก็สูญไป ถ้าเราไม่ดับไม่สูญเราก็อยู่ก่อน


    "นิพพานัง ปรมัง สุญญัง" เขาแปลว่า "นิพพานเป็นธรรมว่างอย่างยิ่ง" คือว่างจากความชั่วทุกอย่าง ราคะก็ไม่มี โลภะก็ไม่มี โทสะก็ไม่มี โมหะก็ไม่มี มันหมดตัว ความชั่วไม่เหลือ ความชั่วเหลือนิดหน่อยจะไปนิพพานไม่ได้จิตสะอาดจริงๆ

    ผู้ถาม : แล้วเวลาที่พระอรหันต์ก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดีเข้านิพพานแล้ว จิตยังเกิดต่อไปหรือว่าสูญหายไปครับ ?

    หลวงพ่อ : จิตก็คืออทิสสมานกาย ภาษาหนังสือเราเรียกว่จิต จริงๆแล้วก็เป็นกายๆหนึ่ง เขาเรียกว่ากายทิพย์ก็แล้วกัน ถ้าจากเทวดาขึ้นไปเรียกว่ากายทิพย์นะ ถ้าจากอบายภูมิเรียกกายทิพย์ไม่ได้ เขาจึงใช้ศัพท์ว่า "อทิสสมานกาย" แปลว่า กายที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เป็นนามธรรม

    ถามว่านามธรรมนั้นมีเมืองไหม ก็มี เมืองเป็นนามธรรมเหมือนกัน อย่างเทวดาเราก็เขื่อว่าเทวดามี ไม่สูญ ใช่ไหม เราก็เชื่อว่าพรหมมี ไม่สูญ แต่ใครไปจับเทวดากับพรหมมาให้ดูซิ แต่เราก็ไม่สามารถจะเอาเทวดาหรือวิมานของเทวดามาให้ดูได้ เพราะเขาเป็นนามธรรม นิพพานก็เหมือนกันเป็นนามธรรมที่ละเอียดกว่าชั้นพรหม นามธรรมนี่มันละเอียดไม่เท่ากัน อย่างคนกับสัตว์นี่มีร่างกายหยาบ ไปถึงขั้นเปรต เปรตนี่กายละเอียดกว่าคนแต่หยาบกว่าเทวดา ถ้าเปรตหรือผีไม่ต้องการให้เราเห็น เราก็จะเห็นไม่ได้ ถ้าเปรตหรือผีต้องการให้เราเห็นเราจึงเห็นได้ ทีนี้ไปถึงเทวดา ถ้าเทวดาไม่ต้องการให้เปรตหรือผีเห็น เปรตหรือผีก็เห็นไม่ได้เหมือนกัน พรหมร่างกายละเอียดกว่าเทวดา ถ้าพรหมไม่ต้องการให้เทวดาเห็น เทวดาก็เห็นไม่ได้ ทีนี้พระอริยเจ้าที่เข้าพระนิพพานร่างกายละเอียดที่สุด คือว่าพรหมก็จะไม่สามารถเห็นได้ถ้าไม่ต้องการให้เห็น แตกต่างกันแบบนี้นะ

    รวมความว่านามธรรมเขามีจริง แต่ว่าถ้าคุยกับนามธรรมก็ใช้นามธรรมด้วยกัน คือใช้จิต คือทำจิตให้เป็นทิพย์ คืออทิสมานกาย ทำให้เป็นทิพย์เสียแล้วก็ไปเที่ยวเมืองทิพย์ ทิพย์ต่อทิพย์มันเห็นกันได้


    (จากธัมมวิโมกข์ ธันวาคม 2537 หน้า 54-55)







     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กรกฎาคม 2019 at 13:51

แชร์หน้านี้

Loading...