รักหลอนในรั้ววัง 1-2

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 26 กุมภาพันธ์ 2018.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,621
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,041
    Laksamee1.jpg
    รักหลอนในรั้ววัง 1
    อันพระองค์ทรงฝากพระชีพไว้ หม่อมฉันขอรับใส่ในดวงจิต
    อีกทรงฝากความสุขทุกชนิด ขอถวายไม่คิดขัดจำนง
    อะไรเป็นความสราญวานรับสั่ง จะถวายได้ดังพระประสงค์
    ขอแต่เพียงทรงเลี้ยงให้เที่ยงตรง อย่าผลักส่งเข้าขังวังหลวงเอย.

    กลอนบทนี้เป็นพระนิพนธ์ของ พระนางเธอลักษมีลาวัณ พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6เมื่อครั้งถวายตัวเป็นนางใน และรับหมั้น
    พระนางเธอลักษมีลาวัณ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ มีพระนามเรียกกันในหมู่พระญาติว่า “ท่านหญิงติ๋ว” เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับ หม่อมหลวงตาด วรวรรณ (สกุลเดิม มนตรีกุล) และเป็นพระขนิษฐาต่างชนนีของ พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี (พระนามเดิม: หม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ) พระธิดาองค์โตในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมอินทร์ วรวรรณ ณ อยุธยา ซึ่งเคยเป็นอดีตพระคู่หมั้นในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับการสถาปนาเป็น “พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี”

    KingWorrakanya.jpg

    worrakanya1.jpg
    พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี
    เรื่องราวของสองพี่น้องราชนิกูลนี้ กลายเป็นเรื่องราวซับซ้อนซ่อนรัก เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าทรงคบหากับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ พระขนิษฐาของพระวรกัญญาปทานอย่างเปิดเผยในระหว่างที่ยังทรงหมั้นอยู่ด้วย ทั้งยังทรงติดต่อกันทางจดหมายเพื่อระบายความในส่วนพระองค์กับหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณอยู่เนืองๆ จนเรื่องราวขัดข้องหมองใจกับพระคู่หมั้น (พระวรกัญญาฯ) มาถึงจุดแตกหัก โดยมีพระราชนิพนธ์ปรากฎอยู่ในหนังสือ “ดุสิตสมิต” หลังทรงถอนหมั้นกับ พระวรกัญญาฯ ดังนี้…..

    อย่าทะนงอวดองค์ว่างามเลิศ สวยประเสริฐยากที่จะเปรียบได้
    อย่างทะนงอวดองค์ว่าวิไล อันสุรางค์นางในยังมากมี
    อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์ จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี
    นั่งรถยนต์โอ่อ่าวางท่าที เป็นผู้ดีแต่ใจไพล่เป็นกา
    อย่าดูถูกลูกผู้ชายที่เจียมตน อย่าดูถูกฝูงชนที่ต่ำกว่า
    อย่าทะนงอวดองค์ว่าโสภา อันชายใดฤาจะกล้ามาง้องอน

    ด้วยเรื่องที่พระวรกัญญาฯทำให้ขัดพระราชหฤทัยหลายครั้งหลายคราว ต่อมาจึงมีพระบรมราชโองการให้ท้าวนางจ่าโขลนนำโซ่ตรวนทองคำไปเชิญพระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมายังพระบรมมหาราชวัง แต่ด้วยทรงพระทิฐิมานะ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีจึงไม่ยอมทูลขอพระราชทานอภัย ทั้งยังส่งหนังสือ “ศกุนตลา” ที่เคยพระราชทาน กลับไปพร้อมกับกลอนบทที่ว่า…..

    ทรงภพผู้ปิ่นโปรดฦาสาย
    พระองค์เองสิไม่มียางอาย พูดง่ายย้อนยอกกรอกคำ
    มาหลอกลวงชมเล่นเสียเปล่าเปล่า ทิ้งให้คอยสร้อยเศร้าทุกเช้าค่ำ
    เด็ดดอกไม้มาดมชมจนช้ำ ไม่ต้องจดจำนำพา
    เหมือนผู้ร้ายย่องเบาเข้าลักทรัพย์ กลัวเขาจับวิ่งปร๋อไม่รอหน้า
    จงทรงพระเจริญเถิดราชา ข้าขอลาแต่บัดนี้

    ด้วยเหตุนี้ พระวรกัญญาฯ จึงทรงถูกขังวังหลวงอยู่ในพระบรมมหาราชวังนับแต่นั้นจนสิ้นรัชกาล (ภายหลัง ร.7 ได้พระราชทานอภัยโทษ ท่านจึงออกจากวังหลวงมาใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่วังพระกรุณานิวาสน์ ตรงสี่แยกถ.พิชัย ซึ่งปัจจุบันก็คือ ที่ทำการสมาคมสตรีนักธุรกิจฯ)

    Laksamee2.jpg
    พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าและพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ
    หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถอนหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน ก็ได้ทรงมีพระราชนิพนธ์ถึงหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณอยู่เสมอ เช่น…..

    รักสมรย้อนคนึงแสนซึ้งจิต ที่คิดผิดมาแต่ก่อนถอนใจใหญ่
    แม้มิมัวหลงเลยเชยอื่นไป ก็คงได้ชื่นอุรามานานวัน

    ไม่กี่เดือนต่อมาก็ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณ ขึ้นเป็น “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ” ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2464 ขณะมีพระชันษาได้ 22 ปี กำลังสาวสะพรั่งและเป็นที่โปรดปราน พร้อมกับทรงหมั้นหมาย ซึ่งนั่นคือที่มาของบทกลอนในตอนต้นเรื่องนั่นเอง อาจเพราะพระนางเธอไม่ปรารถนาจะมีชะตาชีวิตรักอย่างที่พระภคินีเคยประสบมา จึงได้บอกกล่าวไว้แต่เนิ่นๆ “ขอแต่เพียงทรงเลี้ยงให้เที่ยงตรง…อย่าผลักส่งเข้าขังวังหลวงเอย”
    และที่สุดก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ความสุขสมหวังในความรักของหญิงสูงศักดิ์คนหนึ่งกลับมีเวลาอันแสนสั้นจนน่าใจหาย! ยิ่งในบั้นปลายชีวิตกลับประสบเคราะห์กรรมที่น่าใจหายยิ่งกว่า!
    ——
    By กาลิค เดอะ วิธช์
    (โปรดติดตามตอนที่ 2)
    รักหลอนในรั้ววัง ตอนที่ 2
    King6_LaksameeWorrakanya-640x446.jpg
    พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี - พระนางเธอลักษมีลาวัณ กับสุนัข “ย่าเหล”
    หลังจากการเฉลิมพระยศเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ได้เพียง 1 เดือน 19 วัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงอภิเษกสมรสกับ พระสุจริตสุดา ธิดาของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) ในวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2464 และทรงตัดสินพระราชหฤทัย “แยกกันอยู่” กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ ที่ยังมิทันได้อภิเษกสมรสกัน ต่อมาพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณก็ได้รับโปรดเกล้าสถาปนาขึ้นเป็น พระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2465 เป็นการปลอบพระทัย และดำรงไว้ซึ่งสัญญาที่จะ “ทรงเลี้ยงให้เที่ยงตรง…” ดังบทกลอนที่พระนางเธอ ได้นิพนธ์ไว้เมื่อครั้งทรงรับหมั้น

    Laksamee4.jpg
    พระนางเธอลักษมีลาวัณ
    Prueang_Sucharitakul_14-7-64.jpg
    พระสุจริตสุดา
    เมื่อไม่เป็นที่โปรดปรานอีกต่อไป พระนางเธอลักษมีลาวัณ จึงได้แยกพระตำหนักไปประทับอยู่อย่างสันโดษ ที่ตำหนักพร้อมพงศ์ ริมคลองแสนแสบ แม้แต่พี่น้องของท่านเองพระนางก็ไม่ปรารถนาจะสุงสิงด้วยนัก โดยหันไปทุ่มเทกับงานพระนิพนธ์ และการเขียนบทละครร้อง รวมทั้งการรื้อฟื้นคณะละครปรีดาลัยของพระบิดา จนล่วงเข้าวัยชรา พระนางเธอลักษมีลาวัณก็ทรงมีพระอารมณ์หงุดหงิดง่ายแปรปรวนไม่คงที่ตามวัย แต่ยังทรงช่างตรัสเล่าเรื่องต่างๆ ประทานแก่ผู้ที่ไปเฝ้าเสมอ ในบางครั้งทรงเล่าถึงเรื่องราวร้ายๆ ที่เข้ามาสู่พระชนม์ชีพ โดยได้ทรงบรรยายไว้เป็นคำกลอนพิมพ์แจกในวันฉลองพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ ความว่า

    ตัวคนเดียวโดดเดี่ยวอยู่เปล่าเปลี่ยว ไม่มีบ่าวโจษจันฉันกริ้วแหว
    ขืนมีบ่าวเข้ามามันตอแย ยั่วยุแหย่ยุ่งขโมยโอยรำคาญ
    บ้างเข้ามาทำท่าเป็นบ้างั่ง เรียกจะสั่งทำใดไม่ขอขาน
    สั่งอย่างโง้นอย่างงี้เลี่ยงลี้งาน ใช่ฉันพาลเป็นดังนี้ทุกวี่วัน
    พอไล่มาใหม่อยู่ไม่ช้า แรกทำดีเด่นเป็นขยัน
    พอใช้เพลินไม่เกินสิบห้าวัน คนขยันโกงยับเห็นกับตา
    เบื่อเต็มทนเบื่อคนสุดทนสู้ เลยยอมอยู่ผู้เดียวเลิกเที่ยวหา
    มีคนใช้ประสาทเสียเพลียอุรา เราว่าข่มเหงเพลงทารุณ……

    พระนิพนธ์
    1 of 3
    Laksamee_Novel4-321x420.jpg
    Laksamee_Novel3-303x420.jpg
    Laksamee_Novel2-312x420.jpg
    หลังจากสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง แม้เจ้าพี่เจ้าน้องจะแสดงความห่วงใยอยากให้มาอยู่พร้อมหน้ากันแต่พระนางก็มิทรงนำพา ทรงปลีกตัวมาดำเนินชีวิตอยู่ลำพังปราศจากข้าหลวงหรือมหาดเล็กรับใช้ โดยทำทุกอย่างด้วยตัวพระองค์เอง และใช้เวลาว่างแก้เหงาไปกับการประพันธ์นิยายหลายต่อหลายเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ อาทิ เรือนใจที่ไร้ค่า ชีวิตหวาม ยั่วรัก รักรังแก สนเท่ห์เสน่หา เป็นต้น ต่อมาพระนางได้ย้ายมาอยู่ที่ วังลักษมีวิลาศ (สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นที่ประทับของพระนางเธอลักษมีลาวัณ มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ตัววังสร้างเป็นบ้านไม้แบบโบราณ รูปแบบสถาปัตยกรรมอังกฤษ)
    Laksamee3.jpg
    พระนางเธอฯ ขณะพระชนมายุ 60 พรรษา
    ที่ประทับอยู่อย่างสันโดษก็ด้วยเหตุไม่เคยต้องพระทัยข้ารับใช้คนใด ใครมาอยู่พักเดียวก็ถูกพระนางไล่ออกไป เป็นเช่นนี้จนไม่มีใครกล้าเข้าหา แต่แล้วในวันที่ 2 กันยายน 2504 เวลา 15:30น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ (พระองค์วรรณ) พระเชษฐาของพระนางเธอฯ ก็ทรงได้รับโทรศัพท์แจ้งจาก นางสาวแน่งน้อย แย้มศิริ นิสิตบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยถวายงานเป็นข้าหลวงในพระนางเธอลักษมีลาวัณ ที่พระตำหนักนี้มาก่อนแจ้งว่า น่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในพระตำหนัก เนื่องจากเธอไปกดกริ่งเรียกหลายครั้ง และโทรศัพท์เข้าไปแต่กลับไม่มีผู้รับสาย

    เมื่อพระองค์วรรณ ทรงทราบจึงเสด็จมายังพระตำหนักลักษมีวิลาศ ตรงสี่แยกพญาไท ปรากฏว่าบนพระตำหนักเงียบวังเวงปราศจากผู้คนอาศัยอยู่ ด้วยความร้อนพระทัยจึงได้เสด็จขึ้นไปชั้นบนพระตำหนักเพื่อตามหาพระนางเธอฯ พระขนิษฐา(น้องสาว) ท่านทรงพระวิตกว่าพระนางเธอฯ จะได้รับอันตราย จึงทรงตรวจค้นห้องพระบรรทม พบเครื่องฉลองพระองค์และพระราชทรัพย์ถูกรื้อกระจาย จึงเสด็จลงมาตรวจบริเวณพระตำหนักอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมเปล่งพระสุรเสียงเรียกพระนางเธอฯ ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีเสียงขานรับอย่างใด

    เมื่อไม่ทรงพบใครอยู่ภายในพระหนักแต่กลับได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยมา จึงเสด็จดำเนินตามกลิ่นไปถึงโรงรถบริเวณหลังพระตำหนัก ต้องถึงกับทรงตะลึงเมื่อพบพระศพของพระนางเธอในสภาพเน่าอืดแล้ว จึงทรงแจ้งนายร้อยเวรสถานีตำรวจพญาไท มาชันสูตรพระศพโดยด่วน

    เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชำนาญได้เริ่มลงมือชันสูตรพระศพซึ่งเริ่มส่งกลิ่น พบว่าที่พระวรกายบริเวณพระอุระมีบาดแผลฉกรรจ์คล้ายถูกแทงอย่างโหดเหี้ยมถึง 4 แผล ที่พระศออีกแผลหนึ่ง และที่พระเศียรด้านหลังนั้นถูกตีจนน่วมมีพระโลหิตไหลนองพื้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสิ้นพระชนม์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน แล้วจึงส่งพระศพไปยังแผนกนิติเวชเพื่อชันสูตรอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาร่องรอยภายในพระตำหนักอย่างละเอียด พบกรรไกรเปื้อนคราบโลหิตตกอยู่กลางห้องพระบรรทม เงินส่วนพระราชสมบัติหายไปโดยไม่ทิ้งไว้แม้จนบาทเดียว แต่ที่ตู้เซฟเก็บเครื่องฉลองพระองค์ ที่เก็บเครื่องประดับต้นตระกูลแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 มูลค่านับล้านบาท ยังคงอยู่ในสภาพปกติ สันนิษฐานว่าคนร้ายคงหากุญแจไขไม่สำเร็จเพราะต้องรีบหนีก่อนที่จะมีคนมาเห็นเข้า

    ภายหลังผู้ต้องหาถูกจับกุมได้จากการที่ตำรวจได้รับแจ้งจากร้านทองที่รับจำนำของมีค่า ว่ามีผู้ต้องสงสัยนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีจุลจอมเกล้า และตราอื่นๆ ของราชวงศ์มาขาย จึงสามารถตามจับกุมจนได้ตัว โดยผู้ต้องหา นายแสง หรือ เสงี่ยม หอมจันทร์ กับนายวิรัช หรือเจริญ กาญจนาภัย อดีตคนสวนที่ถูกพระนางเธอลักษมีลาวัณไล่ออกไป สารภาพว่า ได้ลอบปลงพระชนม์พระนางเธอ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 เพราะเห็นว่าพระนางเธอเป็นเพียงเจ้านายสตรีที่ชราภาพแล้วและอาศัยอยู่เพียงลำพัง ทั้งเคยสังเกตว่าในตู้ชั้นล่างพระตำหนักลักษมีวิลาศมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เข้าใจว่าเป็นของมีราคา ทั้งสองเมื่อถูกไล่ออกไปแล้วจึงวางแผนกลับเข้ามายังพระตำหนักเพื่อขโมยทรัพย์สินดังกล่าว

    murder.jpg
    นายแสง คนสวนผู้ลอบปลงพระชนม์
    Laksamee_Palace.jpg
    บริเวณวังลักษมีวิลาศที่ต่อมาคริสตจักรแบ๊บติสมาซื้อไป
    คนร้ายให้การว่า ได้ลอบทำร้ายพระนางเธอด้วยการย่องเข้ามาทางด้านหลังขณะทรงปลูกต้นมะละกอเล็กๆ ที่ข้างพระตำหนัก โดยใช้ชะแลงแทงพระอุระ(หน้าอก) และตีที่พระเศียร(ศีรษะ) 3 ครั้ง จากนั้นอีกคนใช้สันขวานทุบพระศอ (คอ) อีก 1 ครั้งจนสิ้นพระชนม์ ทั้งสองได้ลากพระศพไปไว้ในโรงจอดรถหลังพระตำหนัก ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 800 เมตร เพื่ออำพราง แล้วค้นทรัพย์สินเท่าที่หาได้หนีไป

    ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระนางเธอลักษมีลาวัณ วังได้ถูกทิ้งร้างอยู่นานเป็นปีด้วยเหตุลอบปลงพระชนม์เจ้านายกลายเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ยุคนั้น วังจึงถูกทิ้งไว้จนรกร้างวังเวง ประกอบกับมีเรื่องโจษขานถึงวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของสถานที่ตามความเชื่อแบบไทยๆ จึงไม่มีทายาทคนใดกล้าเข้ามาพำนักที่วังนี้ ต่อมา นายฮาโรลด์ และนางโรส รีฟส์ มิชชั่นนารีจากคริสตจักรแบ๊บติสต์ในสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในเมืองไทย กำลังมองหาที่ตั้งถาวรเพื่อสร้างอาคารศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์ จนกระทั่งมาพบที่ดินวังเก่าของพระนางเธอลักษมีลาวัณเข้า จึงมีการเจรจาขอซื้อที่ดินผืนนี้จากทายาทผู้สืบมรดก และสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

    Babtist_Open.jpg
    พระองค์วรรณเสด็จมาเป็นประธานเปิดศูนย์รวมนศ.แบ๊บติสต์
    ครั้งนั้นพระองค์วรรณ จึงได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระบรมราชานุญาตขายที่ดินผืนนี้ ต่อมาที่ดินผืนนี้จึงตกเป็นสมบัติของคริสตจักรแบ๊บติสต์ จนมีการบูรณะอาคารแล้วเสร็จได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2505 ซึ่งผู้ที่มาเป็นประธานในพิธีเปิดวันนั้นก็คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระเชษฐาของพระนางเธอลักษมีลาวัณนั่นเอง

    Building-Babtise.jpg
    ศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์อาคารใหม่ 4 ชั้นขณะก่อสร้าง
    อีก 3 ปีต่อมา ศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์ ได้มีการปรับปรุงใหม่โดยก่อสร้างเป็นอาคารถาวร 4 ชั้นบนที่ดินดังกล่าว และคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนข่าวลือผิดเพี้ยนที่ว่า วังลักษมีวิลาศ คือตึกทรงยุโรปเก่าที่อยู่ตรงหัวมุมถนนฝั่งตรงข้าม (ในอดีตคือสถานทูตอินเดีย) ปัจจุบันคืออาคารวรรณสรณ์ สถานที่กวดวิชาชื่อดังนั้น จึงเป็นความเข้าใจผิดไปคนละเรื่อง เพราะอยู่กันคนละฟากถนน จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

    เรื่องราวรักหลอนในวังหลวงอันเข้มข้นดั่งละครชีวิตเรื่องหนึ่งอวสานลงอย่างน่าเศร้า ทิ้งไว้เพียงรอยอดีตที่นับวันจะลืมเลือนกันไปหมดแล้ว ที่นำมาถ่ายทอดนี้ก็เพียงอยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่า ไม่ว่าคนเราจะเกิดมาในชนชั้นหรือชาติตระกูลสูงส่งหรือต่ำต้อยเพียงใด ก็ล้วนมีสิทธิประสบกับความล้มเหลว ผิดหวัง ราบรื่น สมหวัง สุข หรือ ทุกข์ได้เหมือนๆ กันทั้งสิ้น…..นี่คือสัจธรรมชีวิต!
    >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
    ขอบคุณที่มา :- http://www.bkkvariety.com/327


     

แชร์หน้านี้

Loading...