รัก

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย emaN resU, 5 กุมภาพันธ์ 2010.

  1. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    คนตายแต่ความรักไม่ตาย
    กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังอดทนต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อเพียงให้ได้อยู่กับคนที่ตนรัก
    ความรักไม่เคยทำร้ายมนุษย์ แต่เงื่อนไขที่มนุษย์สร้างขึ้น... มักทำร้ายความรัก


    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=_8UhfFY5H5o&feature=related"]YouTube - มะเมี้ย[/ame]

    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=685 align=center><TBODY><TR><TD height=36 vAlign=top width="3%" align=left>[​IMG]</TD><TD bgColor=#002201 height=36 width="22%">
    [​IMG]


    [​IMG]


    </TD><TD bgColor=#002201 height=36 width="32%">[​IMG]


    </TD><TD bgColor=#002201 height=36 vAlign=center width="41%">[FONT=Microsoft Sans Serif, AngsanaUPC, CordiaUPC][SIZE=-1][​IMG][/FONT][/SIZE]


    </TD><TD height=36 vAlign=top width="2%" colSpan=4 align=left>

    [FONT=Microsoft Sans Serif, AngsanaUPC, CordiaUPC][SIZE=-1][​IMG][/FONT][/SIZE]​


    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE border=1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=600 align=center><TBODY><TR bgColor=#ffffcc><TD height=20 width=208>[SIZE=-3]<SCRIPT language="" languge="JavaScript1.2"><!--today=new Date();day=new Array(7);day[0]="อาทิตย์";day[1]="จันทร์";day[2]="อังคาร";day[3]="พุธ";day[4]="พฤหัสบดี";day[5]="ศุกร์";day[6]="เสาร์";num=new Array(10);num[0]="๐";num[1]="๑";num[2]="๒";num[3]="๓";num[4]="๔";num[5]="๕";num[6]="๖";num[7]="๗";num[8]="๘";num[9]="๙";month=new Array(12);month[0]="มกราคม";month[1]="กุมภาพันธ์";month[2]="มีนาคม";month[3]="เมษายน";month[4]="พฤษภาคม";month[5]="มิถุนายน";month[6]="กรกฎาคม";month[7]="สิงหาคม";month[8]="กันยายน";month[9]="ตุลาคม";month[10]="พฤศจิกายน";month[11]="ธันวาคม";function digits(numbers){if (numbers<10){ document.write(num[numbers]);}else{ for(i=2;i<10;i++){ if (numbers < (i * 10)){ document.write(num[i-1]+num[numbers-((i-1)*10)]); break; } }}}document.write("วัน"+day[today.getDay()]+"ที่ ");digits(today.getDate());document.write(" "+month[today.getMonth()]+" พ.ศ.");if (today.getYear()<2000){ years=2443+today.getYear();}else{ years=543+today.getYear();}if (years<2600){ document.write("๒๕"); digits(years-2500);}else{ document.write("๒๖"); digits(years-2600);}//--></SCRIPT>วันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ [/SIZE]


    </TD><TD height=20 width=194>[SIZE=-2]ส่ง ความคิดเห็น ถึง โลกล้านนา [/SIZE]


    </TD><TD height=20 width=190>[SIZE=-2]สนับสนุนโลกล้านนา[/SIZE]


    </TD></TR></TBODY></TABLE>



    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="97%" align=center height=755><TBODY><TR bgColor=#ffffff><TD height=21 vAlign=top width="2%" align=left>[​IMG]</TD><TD height=21 vAlign=top width="96%" align=left></TD><TD height=21 vAlign=top width="2%" align=right>[​IMG]</TD></TR><TR bgColor=#ffffff><TD height=720 width="2%"></TD><TD height=720 vAlign=top width="96%" align=left>
    [FONT=AngsanaUPC, BrowalliaUPC, CordiaUPC, DilleniaUPC, EucrosiaUPC]มะเมียะ [/FONT]เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้ ​










    <DD>มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง <DD>วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น <DD>จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า <DD>หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน <DD>ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ <DD>เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้ <DD>ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละ แหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง <DD>เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม <DD>หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ <DD>เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี <DD><DD>จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้

    "มะเมียะ" ​




    <DD>
    มะเมียะเป็นสาวแม่ค้า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง ​



    <DD>
    งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงรักสาว ​



    <DD>
    มะเมียะบ่ยอมรักไผ มอบใจหื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเชียงใหม่ ​



    <DD>
    แต่เมื่อเจ้าชายจบการศึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป ​



    <DD>
    เหมือนโดนมีดสับดาบฟันหัวใจ ปลอมเป็นพ่อชายหนีตามมา ​



    <DD>
    เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดที่รักเป็นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง ​



    <DD>
    โอโอก็เมื่อวันนั้น วันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง ​



    <DD>
    เจ้าชายก็จัดขบวนช้างให้ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา ​



    <DD>
    มะเมียะตรอมใจอาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเช็ดบาทบาทา ​



    <DD>
    ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจตาย มะเมียะเลยไปบวชชี ​



    <DD>
    ความรักมักเป็นเช่นนี้ แลเฮย......... ​




    <DD></DD>​








    </TD><TD height=720 width="2%"></TD></TR><TR bgColor=#ffffff><TD height=2 vAlign=bottom width="2%" align=left>[​IMG]</TD><TD height=2 width="96%">
    (เรียบเรียงจาก ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๓ และ เพ็ชรลานนา พ.ศ.๒๕๓๘)



    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 5 กุมภาพันธ์ 2010
  2. brotherpray

    brotherpray เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    137
    ค่าพลัง:
    +177
    กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังอดทนต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อเพียงให้ได้อยู่กับคนที่ตนรัก
    ความรักไม่เคยทำร้ายมนุษย์ แต่เงื่อนไขที่มนุษย์สร้างขึ้น... มักทำร้ายความรัก

    เศร้าแต้ๆ
     
  3. manganiss

    manganiss เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มกราคม 2009
    โพสต์:
    256
    ค่าพลัง:
    +636
    พี่พราน มีแอบโรม้าน ด้วยหรอฮะ...
     
  4. Likely

    Likely เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    4,156
    ค่าพลัง:
    +3,821

    รักขนาด --" เหอๆๆสงสัยเอาไปส่องอะไรหว่า คิคิ
     
  5. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    เหอๆๆสงสัยเอาไปส่องอะไรหว่า คิคิ

    ส่องหาอัญมณี
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=b1g2z5lEJg4"]YouTube - หนึ่งในร้อย- สวลี ผกาพันธุ์[/ame]


    หนึ่งในร้อย
    ...พราว แพรว อันดวงแก้วแวว-วาว
    สด สี งาม หลายหลากมากนาม นิยม
    นิล-กาฬ มุกดา บุษรา คัมคม
    น่า ชม ว่างาม เหมาะสม ดี
    ..เพชร..น้ำหนึ่ง งามซึ้ง จึงเป็น ยอดมณี
    ..ผ่อง แผ้วสดสี..เพชรดี มีหนึ่งในร้อยดวง
    ..ความ ดี คนเรานี่ ดีใด
    ดี น้ำ ใจที่ให้แก่คน ทั้งปวง
    อภัย รู้แต่ให้ไปไม่หวง
    เจ็บ ทรวง หน่วงใจให้รู้ ทัน
    ..รู้ กลืน กล้ำ เลิศล้ำ ความเป็น ยอดคน
    ชื่น ชอบตอบ ผล ร้อยคน มีหนึ่งเท่านั้นเอย
    ..รู้ กลืนกล้ำ เลิศล้ำ ความเป็น ยอดคน
    ชื่น ชอบตอบผล ร้อยคน มีหนึ่ง เท่านั้นเอง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 7 กุมภาพันธ์ 2010
  6. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    มหาตมะ คานธี มหาวีรบุรุษ ตัวแทนแห่งสันติภาพ

    <!-- Main -->[SIZE=-1]มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)[/SIZE]

    [SIZE=-1]โมฮันดาส เค. คานธี เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869 ในประเทศอินเดีย เป็นบุตรชายของนักการเมืองในอินเดีย[/SIZE]

    [SIZE=-1][​IMG][/SIZE]

    [SIZE=-1]ชีวิตในวัยเด็กท่านใช้ชีวิตค่อนข้างเกเร และไม่ค่อยดีนัก จนในที่สุดความเลวร้ายที่เปรียบเหมือนหมอกที่บดบังตานั้นก็ถูกลบล้างลงด้วยน้ำตาของผู้เป็นบิดาของท่าน[/SIZE]

    [SIZE=-1]ท่านพากเพียรจนได้เข้าศึกษาวิชากฎหมายในประเทศอังกฤษ ( สมัยนั้นอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ) และที่นั่นเองคานธีก็ได้พบช่องว่างทางสังคมของชนชั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะเทือนใจเขาเป็นอย่างมาก[/SIZE]

    [SIZE=-1]ภายหลังเรียนจบท่านกลับมาเป็นทนายความในอินเดีย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะการเป็นทนายในสมัยที่เป็นเมืองขึ้นนั้นย่อมจะพูดจาได้ไม่เต็มปากนัก [/SIZE]
    [SIZE=-1]ท่านจึงเลือกไปทำงานที่แอฟริกา ดินแดนในอาณัติของอังกฤษอีกแห่ง ( สมัยนั้นถือว่าเป็นดินแดนของอังกฤษทั้งหมด ที่รู้จักกันในนาม ธงยูเนียนแจ็คไม่เคยตกดิน )[/SIZE]

    [SIZE=-1]ดินแดนแห่งใหม่นี้เองท่านได้กล่าวว่า "ในดินแดนซึ่งพระเป็นเจ้าทรงคุ้มครองแห่งนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าค้นพบพระเป็นเจ้าของตนเอง" [/SIZE]
    [SIZE=-1]ท่านพบว่าการอยู่ในแอฟริกามิได้ดีไปกว่าในอินเดียเลย อาจมากกว่าด้วยซ้ำ ในสมัยของการเหยียดผิว การแบ่งชนชั้นทางสังคมที่จบลงด้วยความรุนแรงเสมอๆ[/SIZE]
    [SIZE=-1]ท่านเลือกอยู่และต่อต้านความไม่เท่าเทียมนี้ที่ แอฟริกาท่านถูกจองจำ คานธีไม่เคยนึกถึงการเข้าคุกมาก่อน แต่ก็รู้โดยสัญชาตญาณว่านี่แหละ...คือวิถีทางที่ถูกต้องแล้ว เขาลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า "เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะในนั้นจนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน และเราจะยอม"[/SIZE]

    [SIZE=-1]ในปี 1913 นายพลยาสมัสต์ ผู้บัญชาการทหารอังกฤษในแอฟริกาใต้ ได้ออกกฎหมายที่กำหนดว่าการแต่งงานของชาวฮินดูและมุสลิมถือเป็นโมฆะ ทำให้คานธีก้าวเข้าสู่การต่อต้านในวงกว้างยิ่งขึ้นโดยไม่ตั้งใจ[/SIZE]

    [SIZE=-1]ด้วยความกระตือรือร้นที่จะท้าทายอำนาจของอังกฤษในบ้านเกิดของตน ในปี 1915 ขณะอายุได้ 45 ปี เขากลับมายังอินเดีย เพื่อสานต่อแนวทางของการปลดปล่อย[/SIZE]
    [SIZE=-1]คานธีชักชวนให้ประชาชนต่อต้าน โดยบอกแก่คนเหล่านั้นว่า "คนที่ประพฤติตัวเยี่ยงหนอน จึงสมควรถูกเหยียบย่ำ เราจะต้องเรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง เราเป็นทาสมานานจนต้องรู้จักลุกขึ้นสู้กับตัวเองเสียบ้าง จงกำจัดความคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่นหรือใช้การติดสินบน แทนที่จะใช้ความกล้าหาญ เราจะไม่อาจต่อสู้กับรัฐบาลได้ถ้าเราไม่เรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง"[/SIZE]
    [SIZE=-1]ในปี 1919 คานธีต่อต้านกฎหมายใหม่โดยปลุกระดมประท้วงขึ้นทั่วประเทศ ขณะที่เขาประสานงานกับกลุ่มผู้ประท้วงจากบอมเบย์ ซึ่งห่างขึ้นไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ ชาวอินเดีย 2,000 คน ก็มารวมตัวกันในลานหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองอำมริสา พวกเขาไม่รู้ว่าสองวันก่อนหน้านั้น นายพลเรจินอลล์ ดายเออร์ ได้ออกกฎสั่งห้ามการชุมนุม โดยไม่มีการเตือนให้รู้ 'ดายเออร์' ส่งกำลังทหารอินเดีย 50 นายไปยังลานชุมนุม และสั่งให้ใช้ปืนไรเฟิลยิง !![/SIZE]
    [SIZE=-1]เหตุผลเดียวที่เขาพวกหยุดยิงก็คือ กระสุนหมด... พวกเขาบอกว่าถ้ายังมีกระสุนอีก ก็จะยิงเข้าใส่ฝูงชนต่อไป ยิงประชาชนให้ตายเพื่อให้บทเรียนแก่ชาวอินเดียว่า ห้ามแข็งข้อต่ออังกฤษและจงยอมแพ้ซะเถิด....[/SIZE]



    [SIZE=-1][/SIZE]<center>[SIZE=-1][​IMG][/SIZE]


    [SIZE=-1]รัฐบาลออกกฎหมายอันน่าชิงชังรังเกียจขึ้น 1 ฉบับ ไล่หลังการสังหารหมู่ นั้นก็คือ 'คนอินเดียมีทางเลือก 2 ทาง ถ้าไม่ค้อมตัวลงคลานเยี่ยงหนอน ก็ต้องถูกโบยจนตาย' [/SIZE]
    [SIZE=-1]เหตุการณ์สังหารหมู่ที่อำมริสา ในปี 1919 สร้างความหวาดหวั่นว่าจะเกิดการนองเลือดขึ้น ระหว่างคนอังกฤษกับคนอินเดียซึ่งต้องการจะแก้แค้น แต่คานธีก้าวเข้ามาแล้วพูดว่า "ไม่…เราจะไม่ทำต่ออังกฤษ เหมือนเช่นที่นายพลดายเออร์ทำต่อเรา เราต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เราสามารถวางตัวพ้นจากความรู้สึกเกลียดชังเช่นนั้น พวกเขาไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นเพื่อน พวกเขาก็ต้องการปลดปล่อยมากเท่าๆ ที่พวกเราต้องการเหมือนกัน"[/SIZE]
    [SIZE=-1]วันที่ 12 มีนาคม 1930 ขบวนการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยอินเดียเริ่มขึ้น คานธีพร้อมด้วยสาวกจำนวน 80 คน เริ่มต้นการเดินทางซึ่งกลายเป็นความสนใจของชาวโลก และเปลี่ยนแปลงวิถีทางแห่งประวัติศาสตร์[/SIZE]

    [SIZE=-1]เมื่อขบวนของคานธีถึงชายฝั่งมหาสมุทรในวันที่ 6 เมษายน มีชาวอินเดียหลายแสนคนเข้าร่วมกับเขา คานธีก้มลงหยิบเกลือขึ้นแล้วพูดว่า "ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรดิอังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเรากันเถิด" และการตอบสนองเป็นไปราวกับประกายไฟ ทั่วทั้งประเทศไม่ว่าพ่อค้า ชาวนา แม่บ้าน ต่างพากันทำเกลือ และขายเกลือกันอย่างเปิดเผย [/SIZE]

    [SIZE=-1][​IMG][/SIZE]

    [SIZE=-1]ผลคือท่านถูกจองจำครั้งนี้นาน..จนรัฐบาลอังกฤษต้องยอมเจรจา[/SIZE]
    [SIZE=-1]สำหรับชาวอินเดียแล้ว คานธีเกือบจะเป็นเหมือนรูปเคารพ แต่จักรวรรดิอังกฤษกลับถือว่าเขาคือศัตรู[/SIZE]

    [SIZE=-1]ในเดือนสิงหาคม ปี 1942 คานธีเรียกร้องการประกาศอิสรภาพโดยทันที "นี่คือคำสวดเป็นคำสั้นๆ ที่ข้าพเจ้าจะมอบแก่ท่านอยู่หรือตาย เราจะปลดปล่อยอินเดียหรือมิฉนั้นก็ยอมตาย" และในคืนวันที่คานธีประกาศอิสรภาพนั้นเอง เขาและสมาชิกสภาคองเกรซทั้งหมดก็ถูกจับกุม ด้วยวัย 73 ปีและด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรม เขาจะต้องนำการปฏิวัติในอีก 2 ปีข้างหน้าจากในคุก[/SIZE]
    [SIZE=-1]1 ปีให้หลัง อังกฤษซึ่งอ่อนแรงลง ยอมรับว่าตนไม่สามารถปกครองอินเดียอีกต่อไปได้[/SIZE]

    [SIZE=-1]'ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น' ได้ทิ้งยาพิษที่ขมขืนไว้สำหรับชาติอินเดียที่เป็นเอกราชและคานธี คือการแบ่งแยกอินเดียออกเป็น 2 ประเทศ ด้วยการก่อตั้งรัฐปากีสถาน ซึ่งคานธีไม่สามารถรับได้ มันทำร้านจิตวิญญาณของเขา[/SIZE]

    [SIZE=-1]วันที่ 14 สิงหาคม 1947 อินเดียก็ฉลองอิสรภาพของตน แต่คานธีมองเห็นความแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม เขาถามเพื่อนของเขาว่า "เหตุใดคนเหล่านั้นจึงยินดี ข้าพเจ้ามองเห็นแต่เลือดนองแผ่นดิน" [/SIZE]

    [SIZE=-1]การแบ่งแยกก่อให้เกิดการอพยพ การแบ่งฝ่ายทางศาสนานำมาซึ่งการทำลายชีวิตกัน[/SIZE]

    [SIZE=-1]คานธีเริ่มอดอาหารประท้วง มีความโกรธแค้นมากในหมู่ผู้อพยพในตอนนั้น ผู้ที่เดินขบวนร้องว่า 'คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป ให้เขาตายไปไปลงนรกซะ' พอวันที่ 2 ก็เริ่มมีผู้คนที่คัดค้านฝ่ายแรก และวันที่ 3 ฝ่ายคัดค้านก็เริ่มใหญ่ขึ้น และกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคานธีก็เล็กลง วันที่ 4 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนั้นต่อไป จนในที่สุดทั่วทั้งถนนนั้นก็มีแต่ผู้เชียร์คานธี และ 1 สัปดาห์ผ่านไป พวกมุสลิมก็สามารถจะเดินออกไปในท้องถนนของกรุงเดลีย์ได้อย่างปลอดภัย การอดอาหารประท้วงของคานธีช่วยชาวนิวเดลีย์เอาไว้ แต่ที่พรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน สงครามกลางเมืองยังคงร้อนระอุ[/SIZE]

    [SIZE=-1]วันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีในวัย 78 ปี เดินเข้าไปในที่ประชุมสวดประจำวัน ในสวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลีย์ ท่ามกลางฝูงชนนั้นเอง ชายชาวฮินดูคนหนึ่ง 'นาฮูราน กอสซี่' วัย 36 ปี ก้าวออกมาก้มลงคารวะคานธี แล้วพูดว่า 'ท่านมาสายสำหรับการสวด' คานธีก็พูดว่า 'ใช่ฉันมาสายไป มาสายจริงๆ' แล้วกอสซี่ชักปืนเล็กๆ ออกจากเสื้อเชิ้ตของเขา แล้วยิงปืนใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุท้องของมหาตมะ และอีกนัดหนึ่งที่หน้าอก เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจหรือความเจ็บปวด ขณะสุดท้ายก่อนความตายจะพรากเขาไป คานธีพนมมือในลักษณะสวดมนต์แล้วพึมพรำคำว่า "ราม" พระผู้เป็นเจ้าในภาษาอินเดีย[/SIZE]

    [SIZE=-1]จบชีวิตที่ผ่านความทุกข์โศก และทิ้งมรดกแห่งความคิดให้แก่คนรุ่นหลัง พร้อมกับความเป็นอมตะของเรื่องราว[/SIZE]

    [SIZE=-1]อินเดียทั้งประเทศคร่ำครวญนาน 13 วัน ความเศร้าโศกและตื่นตระหนกจากการสังหารคานธี ดึงอินเดียให้หลุดออกจากความบ้าคลั่ง ความรุนแรงยุติลงเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนนับล้านต่างหลั่งไหลมายังกรุงเดลีย์ เพื่อให้ได้อยู่ใกล้เขา ตลอดทั้งคืนนั้นทุกคนต่างมาที่นี่ คลื่นมนุษย์พาหลั่งไหลติดตามร่างของชายร่างเล็กคนนี้ จนมาถึงลานเผาศพ ฝูงชนประมาณ 3-4 ล้านคนกั้นสะอื้นไม่อยู่[/SIZE]

    [SIZE=-1]ทั้งหมดเพื่อให้เกียรติแก่ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีตำแหน่งสำคัญในอินเดีย ชายซึ่งไม่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินทั้งหมดไม่ถึง 3 ดอลลาห์เมื่อเขาตาย ไอน์สไตน์กล่าวถึงคานธีว่า 'คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่า มีคนแบบนี้อยู่จริงบนโลกมนุษย์นี้' [/SIZE]

    [SIZE=-1]มีคนกล่าวไว้ว่า 'ท่านคานธีเป็นอมตะ' คงเพราะมรดกแห่งมนุษยชาติอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือการใช้ชีวิตแบบคานธี ชีวิตที่เกิดมาเพื่อความใฝ่ฝันเพียงอย่างเดียว... หลักการเดียว... นั้นคือ หลักอหิงสา[/SIZE]






    [SIZE=-1][/SIZE]<center>[SIZE=-1][​IMG][/SIZE]




    [SIZE=-1]<center>มีกฎหมายที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ฉบับหนึ่ง ที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกผู้ที่เกิดขึ้นและมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธกฎหมายหรือผู้ให้กฎหมายนั้น เพราะข้าพเจ้ารู้จักสิ่งเหล่านั้นน้อยมาก พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงปกครองจิตใจและเปลี่ยนแปลงมัน ผู้ที่ตระหนักถึงความมีอยู่จริงอันแท้จริงของพระองค์ จึงจะรับรู้กระบวนการเปลี่ยนแปลงในจิตใจ"</center>[/SIZE]

    [SIZE=-1]มหาตมะ คานธี [/SIZE]



    [SIZE=-1][/SIZE]</center><center></center><center></center><center>[SIZE=-1]<center>Conceptual Love</center>[/SIZE]</center><center></center><center>[SIZE=-1]มีครั้งหนึ่ง คานธี ต้องเบียดกับมหาชนเพื่อขึ้นรถไฟ ระหว่างการเบียดเสียดนั้นก็ทำให้รองเท้าของท่านหลุดร่วงลงไปข้างหนึ่ง เหลือติดเท้าอยู่เพียงข้างเดียว(อันนี้พรานไม่รู้นะว่าข้างไหนหล่น) พอขึ้นไปได้รถไฟก็ออกจากชานชลา มหาตมะ คานธี ที่รักของพราน ก็รีบโยนรองเท้าข้างที่ติดอยู่กับตัวเองลงไปที่ชานชลา เนื่องจากรองเท้าถูกออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์เป็นคู่ คานธี จะลงไปเก็บก็ไม่ได้เพราะรถออกแล้ว จึงรีบโยนข้างที่อยู่กับตนเองลงไปที่ชานชลา เพื่อให้รองเท้าครบคู่ถึงจะใช้ประโยชน์ได้ ถึงตนเองไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันอีกแล้วแต่มันก็ยังสามารถเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น[/SIZE]</center><center></center><center></center><center>[SIZE=-1]เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่เกินหนึ่งนาที[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]ความคิดทั้งหมดที่ก่อให้เกิดการตัดสินใจอย่างนี้ล้วนมาจากสมองฝั่งขวา[/SIZE]</center><center></center><center>[SIZE=-1]มหาตมะ คานธีไม่บริโภคเนื้อสัตว์[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]และมีข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดสำหรับตนเอง[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]กินวันละ 1 มื้อ ไม่ได้ทำเพื่อบรรลุคุณวิเศษอะไรหรอก คานธีเห็นว่าชาวอินเดียมีทั้งความอดอยากขาดแคลน จึงละอายที่จะเห็นตนเองอิ่มกว่าเพื่อนร่วมแผ่นดินเกิด ท่านคิดเห็นว่าอาหารหนึ่งมื้อของท่าน อยู่ได้ 1 วัน อีกมื้อก็เป็นอาหารของอีกหนึ่งชีวิตในวันนั้นได้เช่นเดียวกัน[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]คนเดียวอยู่หนึ่งวันกิน 2 มื้อ[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]คนสองคนอยู่ได้หนึ่งวัน กินกันคนละมื้อ[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]โปรโมชั่นแบบมหาตมะ คานธีจิงๆ[/SIZE]</center><center></center><center></center><center>[SIZE=-1]ท่านแนะนำว่ามนุษย์ควรอดอาหารอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการพักผ่อนระบบการทำงานของอวัยวะภายใน(ISO)[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]จะทำให้จิตใจแข็งแกร่ง ร่างกายแข็งแรง[/SIZE]</center><center></center><center></center><center>[SIZE=-1]สำหรับการรักษาโรคในแบบฉบับของท่าน[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]ท่านใช้นอนบนดินเพื่อถ่ายเทเอาพลังงานที่ทำให้เจ็บป่วยถูกซึมซับออกไป[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]ท่านว่าดินนี้เป็นสิ่งสำคัญของมนุษย์[/SIZE]</center><center></center><center></center><center></center><center></center><center>[SIZE=-1]คนตายรักไม่ตาย ทิ้งเชื้อดีเอาไว้ต้านเชื้อชั่วบนโลกมนุษย์[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]คนตัวเล็กๆ ที่มีชัยเหนือจ้าวอาณานิคมอย่างอังกฤษ[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]คนที่รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง[/SIZE]</center><center>[SIZE=-1]คนที่พูดคำว่ารักน้อยมาก แต่การกระทำล้วนมาจากความรักทั้งสิ้น[/SIZE]</center><center></center><center></center><center>[SIZE=-1]พรานพิเศษรักท่านผู้นี้[/SIZE]</center><center></center></center>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 4 กรกฎาคม 2014
  7. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    สารเอ็นโดฟินส์กับความรัก

    บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
    เรื่อง: พญ.เรขา กลลดาเรืองไกร


    ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
    และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง
    ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง
    เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก
    คาลิล ยิบราน

    สารเอ็นโดฟินส์นี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดย John Hughs และ Hans Kosterlitz ในปี ค.ศ.1975 โดยพบในสมองของสุกร ในขณะนั้นเขาได้ให้ชื่อว่าสาร “ Enkephalins” (ในภาษากรีก egkephalos มีความหมายว่า ภายในกะโหลกศีรษะ) และต่อมาได้มีการค้นพบสารเอ็นโดฟินส์อีกหลายชนิดในมนุษย์ โดยคำว่า Endophine นั้นมีที่มาจากคำว่า Endogenous Morphine ซึ่งหมายถึงสารมอร์ฟีนที่ถูกผลิตขึ้นภายในร่างกายโดยธรรมชาติซึ่งไม่ก่อผลเสียต่อร่างกาย


    เมื่อเรามีความสุขหรืออยู่ในสภาวะที่สุขสบาย (Pleasure experience) ไม่ว่าจะเป็นการจินตนาการหรือความรู้สึกจากประสาทรับสัมผัสทั้ง 5 เช่น การเล่นคลอเคลียกันสัตว์เลี้ยงแสนรัก การฟังดนตรีเพราะๆ การอ่านหนังสือที่ถูกใจ การดูภาพยนตร์ การออกกำลังกาย (ในบางตำรากล่าวว่าต้องเป็นการออกกำลังกายที่หนักๆ) การทำสมาธิ หรือการที่มีความรู้สึกรัก การได้พูดคุยกับคนที่เรารัก การได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารัก การได้สัมผัสถ่ายทอดความรักซึ่งกันและกัน กระทั่งการได้ร่วมรักกับคนที่เรารัก ขั้นตอนการเล้าโลม เหล่านี้เป็นการกระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ขึ้น(โดยพบว่ามีการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์อย่างมากในช่วง orgasm)



    ถึงแม้ว่าจะผ่านวันแห่งความรักมานานแล้ว แต่เราก็ยังคงสัมผัสกับความรักอยู่เสมอไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ความรักเป็นสิ่งจรรโลงใจให้กับมนุษย์มานานแสนนาน อาจสังเกตได้จากบทเพลง บทกวี นวนิยาย ละคร หรืออุปรากรต่างๆ ก็มักวนเวียนอยู่กับเรื่องของความรัก


    ความรักของแต่ละคนก็มีนิยามแตกต่างกัน บางคนมีความรักที่หมายถึงความรู้สึกอยากอยู่ใกล้ คิดถึงเมื่ออยู่ห่างไกล ต้องการทำสิ่งที่ดีให้เพื่อเอาใจ บางคนความรักหมายถึงการอยากใช้ชีวิตด้วย อยากมีครอบครัวด้วยกัน อยากแก่ไปด้วยกัน


    บางครั้งความรักก็นำความทุกข์มาให้แก่คนเรา แต่หลายๆ ครั้งที่ความรักนำความสุข ความอิ่มใจ ปลื้มปิติมาให้ทั้งแก่ผู้รักและผู้ถูกรัก


    หลายท่านอาจเคยมีประสบการณ์ยามเมื่อแรกรักใหม่ๆ ถึงแม้จะเป็นการแอบชอบ แอบรักใครสักคนก็ตาม ก็มักรู้สึกว่าช่วงนั้นพิเศษกว่าปกติ สามารถนั่งอมยิ้มได้คนเดียวเมื่อนึกถึง มองอะไรๆ สดชื่นไปหมด อยากรู้ความเป็นไปของคนที่เรารักทุกอย่าง บ่อยครั้งก็มองเห็นแต่ข้อดีของคนที่เราชอบ เรารัก ต่อมาเมื่อคบกันนานเข้า ก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน เมื่อคนที่รักกันอยู่ด้วยกันนานๆ ก็มักจะมี ความผูกพัน กัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากความรู้สึกรักใคร่ในช่วงแรก

    สารเอ็นโดฟินส์เป็นสารเคมีจำพวกเดียวกับฝิ่น (opioid) ซึ่งผลิตขึ้นภายในร่างกาย โดยสมองส่วนไฮโปธารามัส (Hypothalamus) และต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) อันเนื่องมาจากเป็นสารเคมีจำพวกเดียวกับฝิ่นจึงมีฤทธิ์บรรเทาอาการปวด (Analgesia) และทำให้รู้สึกสุขสบาย (Sense of well-being)หรืออีกนัยหนึ่ง สารเอ็นโดฟินส์ก็คือ ยาแก้ปวดแบบธรรมชาติ นั่นเอง

    สารเอ็นโดฟินส์นี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดย John Hughs และ Hans Kosterlitz ในปี ค.ศ.1975 โดยพบในสมองของสุกร ในขณะนั้นเขาได้ให้ชื่อว่าสาร Enkephalins (ในภาษากรีก egkephalos มีความหมายว่า ภายในกะโหลกศีรษะ) และต่อมาได้มีการค้นพบสารเอ็นโดฟินส์อีกหลายชนิดในมนุษย์ โดยคำว่า Endophine นั้นมีที่มาจากคำว่า Endogenous Morphine ซึ่งหมายถึงสารมอร์ฟีนที่ถูกผลิตขึ้นภายในร่างกายโดยธรรมชาติซึ่งไม่ก่อผลเสียต่อร่างกาย


    เมื่อเรามีความสุขหรืออยู่ในสภาวะที่สุขสบาย (Pleasure experience) ไม่ว่าจะเป็นการจินตนาการหรือความรู้สึกจากประสาทรับสัมผัสทั้ง 5 เช่น การเล่นคลอเคลียกันสัตว์เลี้ยงแสนรัก การฟังดนตรีเพราะๆ การอ่านหนังสือที่ถูกใจ การดูภาพยนตร์ การออกกำลังกาย (ในบางตำรากล่าวว่าต้องเป็นการออกกำลังกายที่หนักๆ) การทำสมาธิ หรือการที่มีความรู้สึกรัก การได้พูดคุยกับคนที่เรารัก การได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารัก การได้สัมผัสถ่ายทอดความรักซึ่งกันและกัน กระทั่งการได้ร่วมรักกับคนที่เรารัก ขั้นตอนการเล้าโลม เหล่านี้เป็นการกระตุ้นให้สมองเกิดการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ขึ้น(โดยพบว่ามีการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์อย่างมากในช่วง orgasm)


    เมื่อสารเอ็นโดฟินส์ที่หลั่งออกมานี้จะไปจับกับตัวรับ(receptor) ชนิด Opioid ในสมอง ก็จะมีผลโดยรวมทำให้เกิดการหลั่งของสารโดปามีน(Dopamine) มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายต่างๆ เช่น บรรเทาความเจ็บปวด เกี่ยวข้องกับสมดุล ความหิว การนอนหลับ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบหายใจ ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีผลต่อการควบคุมการสร้างฮอร์โมนเพศ (sex hormones) และที่สำคัญสารเอ็นโดฟินส์สามารถส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system) โดยมีการศึกษาและรายงานถึงผลของการหัวเราะว่าทำให้เกิดการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ในสมองมากขึ้น จะเกิดการกดการทำงานของ Stress hormone หรือฮอร์โมนที่หลั่งเมื่อร่างกายเผชิญกับสภาวะที่เครียด เช่น Adrenaline มีผลทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ ผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้อาการปวดบรรเทาลง และมีผลทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น ทำให้เม็ดเลือดขาวเดินทางเข้าไปฆ่าเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น โอกาสเจ็บป่วยก็จะลดลง คือทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นนั่นเอง ดังนั้นการที่มีกิจกรรมใดก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกเป็นสุขมีการหลั่งสารเอ็นเอ็นโดฟินส์ย่อมมีส่วนเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายได้เสมอ


    เนื่องจากร่างกายกับจิตใจมีความเชื่อมประสานกันอย่างแยกไม่ได้ ในบางครั้งอาจเคยสังเกตว่าเวลาไม่สบายกาย จิตใจก็มักหงุดหงิดหรือหดหู่ไปด้วย หรือเวลาที่ไม่สบายใจ ร่างกายก็พลอยเบื่ออาหาร นอนไม่หลับไปด้วย ดังนั้นเวลาที่คนเราไม่สบาย นอกจากการรับประทานยาตามแพทย์สั่งแล้ว การอยู่ในสภาวะที่มีความสบายกาย และสบายใจ หรือมีความสุขใจ ก็มีผลดีต่ออาการเจ็บป่วยทางร่างกาย การมีความรัก มีคนรักคอยเอาใจใส่ดูแลอยู่ใกล้ๆ การได้รับสัมผัสการกอด จูบ การลูบหัว จับมือจากคนรัก ซึ่งจะทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ สบายใจขึ้นทันที เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด Pleasure experience เมื่อมีการหลั่งสารเอ็นโดฟินส์แล้ว คนรักที่กำลังไม่สบายก็จะรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง การทำงานของเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันโรคก็แข็งแรงขึ้น มีผลให้หายเจ็บป่วยได้ไวขึ้นเช่นกัน ดังจะเห็นได้ว่าความรักนั้น นอกจากจะทำให้สุขใจแล้ว ยังทำให้สุขกายได้อีกด้วย


    ในผู้ที่ติดสารเสพติดนั้น เหตุผลของการใช้สารเสพติดมักเกี่ยวข้องกับความต้องการคลายเครียด คลายความทุกข์ใจ อยากรู้สึกสนุกหรือมีความสุขมากขึ้น ฯลฯ ซึ่งจะพบว่า ถ้าครอบครัว และสังคม มีความรัก ความอบอุ่นให้แก่กันเพียงพอ และรู้จักการหาความสุขจากกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ก็จะเกิดการหลั่งของ Endogenous Morphine หรือ Endorphine ทำให้รู้สึกสุขสบาย ไม่ต้องหาสารสุขจากภายนอก เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการใช้สารเสพติดลงได้เป็นอย่างยิ่ง

    [​IMG]
    [​IMG]

    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
    [​IMG]
     
  8. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    [​IMG]ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

    <TABLE class=fontblacksm border=0 cellSpacing=8 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" align=center><TBODY><TR><TD colSpan=2>ศิลป์ พีระศรี


    </TD></TR><!-- <tr><td> [ แก้ไข ][ เก็บไว้เป็นเรื่องที่ติดตาม ]

    สร้างเมือ 10-09-2007 </td><td align="right"></td> </tr> --></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD bgColor=#f7fafe vAlign=top><TABLE class=fontblacksm border=0 cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR vAlign=top><TD>วันที่ 15 กันยายน เป็น วันศิลป์ พีระศรี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Silpa Bhirasri) บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย เป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นทั้งศิลปินและปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่วงการศิลปะไทย ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ชีวิต ผลงาน และแนวคิดของท่านนอกจากจะคงค่าในตัวเองแล้ว ยังสะท้อนภาพหลายประการถึงอุปสรรคของการพัฒนาศิลปะในยุคที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

    ปกติแล้ว วันที่ 15 กันยายน ในสมัยที่ศาสตราจารย์ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่ จะถือเป็นวันที่ศิษย์โรงเรียนศิลปศึกษาทุกคนต่างรอคอย เพราะคือโอกาส การได้ร่วมงานวันเกิด ของผู้เป็นครูศิลป์ ที่บ้านพัก ของท่าน ซอยสายลม ถนนพหลโยธิน ศาสตราจารย์ศิลป์ จะอยู่ร่วมงาน เล่านิทาน ร้องเพลง และหยอกล้อกับศิษย์ดังปฏิบัติต่อลูกหลาน
    จวบจนปัจจุบัน วิทยาลัยช่างศิลป สำนึกในบุญคุณของท่านผู้ริเริ่มวางรากฐาน และก่อตั้งวิทยาลัย ช่างศิลป จึงได้จัดกิจกรรมรำลึกศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ในวันเกิดของท่านคือ วันที่ 15 กันยายน มาตลอดทุกปี และตั้งเป็นวัน "ศิลป์ พีระศรี" เพียงแต่วันนี้ไร้ ร่างเจ้าของวันเกิด เหลือไว้ก็แต่คำสอน และสถานศึกษาศิลปะ ตลอดจนคุณความดีที่ไม่มีใครลืม “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”


    </TD><TD align=right><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc><TBODY><TR><TD bgColor=#ffffff align=middle>[​IMG]
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี (Silpa Bhirasri)</TD><TD align=right>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE>
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD>
    หัวข้อ
    </TD></TR><TR><TD><TABLE class=fontblacksm border=0 cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR vAlign=top><TD>ประวัติศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
    [​IMG] ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอร์ราโดเฟโรจี ( Professor Corrado Feroci ) เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อ วันที่15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ. ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci และมารดาชื่อนาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย

    เข้าศึกษาในระดับชั้นประถม เมื่อปีพ.ศ.2441ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปีจึงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี จากนั้นจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะ แห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปีในขณะที่มีอายุ 23 ปีและได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียนซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม
    ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทยสามารถปั้นรูปได้อย่างแบบตะวันตกและสามารถมีความรู้ถึงเทคนิคต่างๆในงานมาปฏิบัติราชการกับรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนาย คอร์ราโด เฟโรจี มาพร้อมทั้งคุณวุฒิและผลงาน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยินดีรับเข้าเป็นข้าราชการในตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากรกระทรวงวัง

    เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 เมื่ออายุย่างเข้า32 ปีโดยได้รับเงินเดือนๆละ 800 บาทค่าเช่าบ้าน 80 บาท และต่อมาในปี พ.ศ.2469 ศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรีได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ช่างปั้นหล่อแผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภาได้รับ เงินเดือนๆละ 900 บาทต่อมาได้ย้ายมาเป็นช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรมกรม ศิลปากรกระทรวงธรรมการ

    ท่านได้วางหลักสูตรอบรมกว้างๆและทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมทั้งภาค ทฤษฎีและภาคปฏิบัติผู้ได้รับการอบรมรุ่นแรกๆส่วนมากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเพาะ- ช่างได้แก่ สาย ประติมาปกร สุข อยู่มั่น ชิ้น ชื่อประสิทธิ์ สวัสดิ์ ชื่นมะนา และ แช่ม แดงชมพู

    ผู้ที่มาอบรมฝึกงานกับศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมทั้งสิ้นเพราะทางราชการมีนโยบายส่งเสริมช่างปั้นช่างหล่อให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน

    ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ได้มาเป็นผู้ช่วยช่างและบางคนก็เข้ารับราชการช่วยแบ่งเบาภาระงาน และช่วยทำให้กิจการปั้นหล่อของกรมศิลปากรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทางราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาศิลปะตามแนวในปัจจุบันจึงได้ขอให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พระศรี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันกับ โรงเรียนศิลปะในยุโรป

    ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงเริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ " โรงเรียนประณีตศิลปกรรม " ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง" และในปีพ.ศ.2485กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวง ศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ

    จึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือพระยาอนุมานราชธนดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตราพระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง 2 สาขาวิชาคือ สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรมและมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรก ดังนั้นการเรียนการสอนศิลปะในสาขาวิชาศิลปะจึงเริ่มดำเนินการในระดับปริญญาขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    ในปีพ.ศ.2491 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้นำศิลปะไทยไปแสดง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปีนี้ท่านได้เดินทางกลับไปประเทศอิตาลีและเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในต้นปีพ.ศ.2492โดยกลับมาใช้ชีวิตเป็นครูสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทางด้านศิลปะที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม

    ในปีพ.ศ.2496 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้รับหน้าที่อันมีเกียรติ คือ เป็น ประธานกรรมการสมาคมศิลปะแห่งชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับ สมาคมศิลปะนานาชาติ (International Association of Art) ในปีพ.ศ.2497 ได้เป็นผู้แทนศิลปินไทยไปร่วมประชุมศิลปินระหว่างชาติ ครั้งแรกที่ประเทศออสเตรียท่านได้นำเอกสารผลงานศิลปะและบทความชื่อศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย(Contemporary Art inThailand) ไปเผยแพร่ในการประชุมด้วยทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยดีขึ้นและนับเป็นคนแรกที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างศิลปินไทยและศิลปินต่างประเทศขึ้น

    ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 70 ปี
    ที่มา www.manager.co.th

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    เคยมีคนถามท่านว่าท่านนับถือศาสนาอะไร... ท่านตอบว่า ศาสนาของฉันคือความดี

    เพลงโปรดของท่าน
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=eCOzYQOffhc"]YouTube- SANTA LUCIA[/ame]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 11 กุมภาพันธ์ 2010
  9. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    เมื่อครั้งทรงเป็นหมอพร
    <CENTER><TABLE border=0 width="90%"><TBODY><TR><TD width="100%">[FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok][​IMG] ขณะที่เสด็จในกรมฯ ได้ทรงออกจากประจำการชั่วคราว ระหว่างปี พ.ศ.2454 - 2459 เป็นระยะเวลา 6 ปี พระองค์จึงทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อช่วยชีวิตคนยากจน โดยได้เสด็จไปหาพระยา พิษณุประสาทเวช หัวหน้าหมอหลวงฝ่ายยาไทย เพื่อขอเป็นลูกศิษย์ นอกจากนั้นยังมีพระอาจารย์อื่น ๆ อีกหลายคน เช่น หมอฝรั่งชาวอิตาเลียน และชาวญี่ปุ่น หม่อมเจ้าหญิง เริงจิตแจรง อาภากร พระธิดาเสด็จในกรมฯ ได้ทรงเล่าว่าพระองค์ทรงศึกษาอย่างจริงจัง ได้ทรงสั่งกล้องจุลทัศน์มาสำหรับตรวจโรค มีห้องพิเศษเรียกห้องเคมีวิทยาศาสตร์ พระองค์ทรงชอบ ทดลองมีการค้นคว้ายาแก้โรคต่าง ๆ ได้ทรงนำเอาสัตว์ต่าง ๆ ตั้งแต่สัตว์เล็ก ๆ จนถึงสัตว์ใหญ่มาทดลองยาที่ทรงปรุง ทรงชำระคัมภีร์อติสาระวรรคโบราณกรรม และปัจจุบันกรรม ซึ่งเป็นตำรายาแผนโบราณจนเสร็จบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ.2458[/FONT] [FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok][​IMG] เมื่อทรงทดลองยาที่ทรงปรุงจนได้ผลดี จึงทรงรับเป็น หมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนทั่วไป ไม่ว่าคนมี คนจน ใครมาหาก็ทรงตรวจรักษาให้ทั้งนั้น เสด็จในกรมฯ ทรงตั้งชื่อพระองค์ว่า "หมอพร" คนป่วยมาหาเองไม่ได้ ถ้ามารับไปตรวจและรักษาที่บ้าน ต้องเอารถมารับส่ง เวลานั้นนายทหารเรือป่วยกันมากไม่ค่อยไปโรงพยาบาล ใครป่วยก็มาหาหมอพร หมอพรจะตรวจ และจ่ายยาให้โดยไม่คิดค่ายา ที่หายก็มี และที่ป่วยหนักตายก็มี สำหรับการรักษาประชาชนทั่วไปนั้น มีเรื่องเล่ากันว่า มีครอบครัวจีนในสำเพ็งรายหนึ่ง สามีคือพ่อบ้าน ซึ่งกำลังเจ็บหนักดูเหมือนจะเป็นวัณโรค ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า ฝีในท้องและใกล้จะตายอยู่แล้ว ก็ไม่มีทางจะกระเตื้องขึ้นเลย อาการมีแต่ทรงกับทรุด[/FONT]
    [FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok]ครั้นบ่ายวันหนึ่งเสด็จในกรมฯ ซึ่งปลอมพระองค์เป็น "หมอพร" เดินถือย่ามยานุ่งผ้าม่วงไว้หนวดไว้เครา เสด็จเข้าไปในสำเพ็ง เด็กเล็กเดินหนีกันเกรียวกราว รู้ไปถึงหูภรรยาของคนเจ็บ เมื่อรู้ว่าหมอพรก็วิ่งกระหืดกระหอบ เข้าไปกราบที่พระบาท ร้องไห้ร้องห่ม ขอให้ไปช่วยชีวิตสามี จะเสียเงินเสียทองเท่าไรก็ยอม หมอพรจึงเดินตามอาซิ้ม เข้าไปในบ้านหลังใหญ่ และจะไปพินิจพิเคราะห์ตัวเถ้าแก่ใหญ่ ที่กำลังหายใจ ครอก ๆ อยู่ หลังจากพิจารณาด้วยความถี่ถ้วนแล้ว ก็ทำพิธีเป่ามนต์และท่องบ่นคาถาอยู่พักหนึ่ง แล้วได้อัญเชิญคุณพระมาทำน้ำมนต์และรดคนไข้[/FONT]
    [FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok]พร้อมกับมอบหมายยาไทยขนานหนึ่งไว้ให้ แล้วหมอพรก็อำลาไป ต่อมาชั่วเวลาไม่นานนัก พระองค์ก็เสด็จไปฟังผล ปรากฏว่าอาการของคนไข้กระเตื้องขึ้น อย่างทันตาเห็น เถ้าแก่ที่มีเงินทองมากมายได้ลุกขึ้นกราบ เรียกภรรยาให้เอาเงินมาถุงหนึ่ง เพื่อจะถวายให้พระองค์ เป็นค่ารักษา แทนที่เสด็จในกรมฯ หรือหมอพรจะรับไว้ กลับโบกพระหัตถ์ว่า พระองค์ไม่ใช่หมอประเภทเห็นแก่เงิน เสด็จในกรมฯ ขอให้คนไข้นำเงินนั้นไปทำสาธารณประโยชน์ อย่างอื่นต่อไป เศรษฐีจีนคนนั้นได้มอบเงินจำนวนนั้น ไปใช้ในการสร้างศาลาการเปรียญที่วัดแห่งหนึ่ง[/FONT]

    </TD></TR></TBODY></TABLE></CENTER>​
    ตำรายาหมอพร

    <CENTER><TABLE width="90%"><TBODY><TR><TD>[​IMG] พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวง ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงออกจากประจำการชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ.2454 เมื่อครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่น ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระองค์ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณจากตำราไทย ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ จากตำราไทย ทรงเขียนตำรายาแผนโบราณ ลงในสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยทรงค้นคว้าตรวจหาตามคัมภีร์เก่า ที่เกือบจะสูญสิ้นอยู่แล้ว [FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok]เขียนเสร็จในปี พ.ศ.2458 พระองค์ทรงตั้งชื่อ ตำราไทยสมุดข่อยเล่มนี้ว่า
    "พระคัมภีร์ อติสาระวรรคโบราณะกรรมและปัจจุบันนะกรรม"

    เป็นสมุดข่อยที่มีเนื้อหาทั้งตำรายาแผนโบราณ กล่าวถึงการผสมยาแก้โรคต่าง ๆ
    ซึ่งในตำรา กล่าวว่าเคยใช้ได้ผลมามากแล้วและบันทึกไว้ ด้วยศิลปภาพเขียน
    นับตั้งแต่หน้าปกที่เป็นลายไทย ปิดทองที่สวยงามมาก หน้าต่อไปเป็นภาพเขียน
    ด้วยหมึกสี ภาพพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ ด้านซ้ายและด้านขวา เป็นภาพฤาษี 2 องค์
    นั่งพนมมือ ถัดมาด้านขวามือสุด เป็นตราประจำราชสกุลอาภากร รูปพระอาทิตย์
    ทรงราชรถประทับยืน ทรงพระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ขวา มีอักษรเขียนเป็นภาษาบาลีว่า
    "กยิราเจ กยิราเถนํ"
    แปลว่า "จะทำสิ่งไร ควรทำจริง" ขอบสมุดด้านซ้าย
    และขวาเขียนลายไทย ด้วยสีสันที่สดใสสวยงาม ตัวอักษรบางตัวเป็นอักษรประดิษฐ์ประกอบกับลายไทย[/FONT]
    [FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok]นอกจากเสด็จในกรมฯ ทรงศึกษาค้นคว้าตำรายาต่าง ๆ แล้วพระองค์ยังไม่ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แก่คนทั่วไปโดยไม่เลือกคนจนหรือคนมี และมิได้คิดค่ารักษาหรือค่ายา แต่อย่างใด ทุกคนที่มีความเดือดร้อน จะต้องได้รับความเมตตาอารีจากพระองค์ไปทั้งสิ้น จนเป็นที่นับถือของคนทั่วไปในนามของพระองค์ว่า "หมอพร" ข้อนี้เป็นที่ประจักษ์ในพระอัธยาศัย ของพระองค์อีกด้านหนึ่งว่า ทรงเมตตาอารี ต่อคนทุกชั้น แม้ผู้ที่มิใช่ทหารเรือ ก็เคารพนับถือ พระองค์เป็นที่สุดเช่นกัน[/FONT]
    [FONT=AngsanaUPC BrowalliaUPC CordiaUPC DilleniaUPC EucrosiaUPC FreesiaUPC IrisUPC JasmineUPC
    LilyUPC KodchiangUPC Thonburi Bangkok][​IMG] ตำรายา "พระคัมภีร์ อติสาระวรรค" นี้มีอยู่ 2 เล่ม เล่ม 1 นั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ สมุทรปราการ ส่วนเล่ม 2 นั้น ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ถึงแม้ว่า จะมีร่องรอยของการถูกทำลายจากแมลงตัวเล็ก ๆ อยู่บ้าง แต่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือก็ยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี อยู่ในสภาพที่ดี สามารถอ่านข้อความได้ชัดเจน เคยมีผู้คัดลอกตำรายา พิมพ์เผยแพร่ลงหนังสือไปบ้างแล้ว 4 - 5 ขนาน คือ ยาเขื่อนกำบัง ยาเบญจขันธ์ ยาประสะพุงเม่น และยาแก้ผิดสำแดง แก้เสมหะ แก้ธาตุทั้งปวง อีก 2 ขนาน
    [/FONT]</TD></TR></TBODY></TABLE><CENTER>[​IMG]</CENTER></CENTER>
     
  10. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    ประวัติท่านนักบุญวาเลนไทน์
    เซนต์วาเลนไทน์หรือนักบุญวาเลนไทน์นั้นเป็นพระที่อยู่ในกรุงโรมระหว่างศตวรรษที่ 3 ในเวลานั้นกรุงโรมถูกปกครองโดยจักรพรรดิที่ชื่อว่า "คลอดิอุส" ซึ่งมีนิสัยชอบข่มเหงผู้อื่น ทำให้ไม่เป็นที่รักของประชาชนเท่าใดนัก จักรพรรดิคลอดิอุสต้องการสร้างกองทัพอันยิ่งใหญ่และหวังให้ชายชาวโรมันทั้งหลายอาสาสมัครเข้ามาเป็นทหารในการสงคราม แต่ก็ไม่มีชายคนใดจะกระทำตามนั้น จักรพรรดิคลอดิอุสจึงออกกฏหมายห้ามให้มีการแต่งงานหรืองานหมั้นใด ๆ เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนไม่พอใจรวมทั้งนักบุญวาเลนไทน์เองด้วย ในเวลาต่อมานักบุญวาเลนไทน์ได้จัดการแต่งงานให้กับคู่หญิงสาวหลายคู่ขึ้นอย่างลับ ๆ ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศการใช้กฏหมายห้ามแต่งงานแล้วก็ตาม นักบุญวาเลนไทน์ยังคงรักที่จะทำพิธีเหล่านี้ โดยภายในงานนั้นจะมีเพียงเจ้าบ่าว เจ้าสาว และท่านนักบุญเท่านั้น พวกเขาจะกระซิบคำสาบานและคำอธิษฐานต่อกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหารด้วย แต่แล้วคืนหนึ่ง ในขณะที่กำลังทำพิธีแต่งงานอย่างลับ ๆ อยู่นั้นเอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์เกิดได้ยินเสียงผีเท้าของทหาร แต่โชคดีที่คู่บ่าวสาวนั้นหนีออกไปจากโบสถ์ได้ทัน ในที่สุดนักบุญวาเลนไทน์จึงถูกจับขังคุกและถูกทรมานอย่างแสนสาหัส ท่านพยายามให้กำลังใจตัวเองทุก ๆ วัน และแล้ววันหนึ่งสิ่งวิเศษก็เกิดขึ้น เด็กหนุ่มสาวหลายคนมาที่คุกเพื่อจะมาเยี่ยมท่านนักบุญ พวกเขาโยนดอกไม้และกระดาษซึ่งเขียนข้อความต่าง ๆ เข้าไปทางช่องหน้าต่างของคุก พวกเขาต้องการให้นักบุญวาเลนไทน์รู้ว่า พวกเขาเองก็มีความเชื่อและศรัทธาในความรักด้วยเช่นกัน หนึ่งในเด็กสาวเหล่านั้น เป็นลูกสาวของผู้คุม ซึ่งพ่อของเธอได้อนุญาติให้เธอเข้าไปเยี่ยมนักบุญ วาเลนไทน์ได้ในคุก บางครั้งพวกเขาจะนั่งคุยกันนานนับชั่วโมง หล่อนช่วยให้กำลังใจท่านนักบุญ และเห็นด้วยกับการที่ท่านปฏิเสธกฏหมายห้ามการแต่งงานนั้น อีกทั้งยังสนับสนุนการแต่งงานอย่างลับ ๆ ของท่านนักบุญอีกด้วย ในวันที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิตนั้น ท่านได้เขียนจดหมายไว้ฉบับนึงเพื่อเป็นการขอบคุณในมิตรภาพและความจงรักภักดีของหญิงสาวผู้นั้น แล้วท่านนักบุญก็ลงท้ายจดหมายฉบับนั้นว่า " Love from your Valentine. " ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีประเพณีการแลกเปลี่ยนจดหมายรักซึ่งกันและกันในวันวาเลนไทน์ โดยจะเขียนขึ้นในวันที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิต คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีคริสตศักราช 270 และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านนักบุญวาเลนไทน์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนี้คือ การมอบความรักและมิตรภาพให้แก่กันและกัน และทุก ๆ ครั้งที่ผู้คนต่างนึกถึงจักรพรรดิคลอดิอุส เขาก็จะจำได้ถึงวิธีการที่คลอดิอุสพยายามจะมาแทนที่หนทางของความรัก แล้วก็จะพากันหัวเราะ เพราะว่าพวกเขาต่างรู้ดีว่าความรักนั้นไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนหรือแทนที่ได้เลย
     
  11. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    [​IMG]
    ไหนๆๆ เราก็มีชื่อกระทู้ว่ารัก ถึงวันวาเลนไทน์แล้ว
    อยากให้กุหลาบแทน คำว่า รัก กับทุกคนด้วยนะคะ

    You made me smile.
    Surely everybody would smile with your love was sending.

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=M_jk9ZX1zrU&feature=related"]YouTube- Can't Smile Without You The Carpenters[/ame]
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=N3nIBtAhzRs"]YouTube- valentine song[/ame]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 13 กุมภาพันธ์ 2010
  12. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    Wow... Scarlet roses.

    I do love it.

    I would give you back my musics.

    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=GyzjAcSLK3o"]YouTube - Carpenters Hits Medley 1976[/ame]
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=UiRKZ--7JQ4&feature=related"]YouTube - Karen Carpenter , "Something in your eyes" -(A tribute)[/ame]
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=o9o4sw4YaK8"]YouTube - The Carpenters "Baby It's You"[/ame]
    [ame="http://www.youtube.com/watch?v=QPiK_yGG8ag"]YouTube - Billy Joel "Just the way you are" Live 1977[/ame]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 14 กุมภาพันธ์ 2010
  13. com16

    com16 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มกราคม 2005
    โพสต์:
    454
    ค่าพลัง:
    +1,178
    มึนเลย
    <iframe src="http://writer.dek-d.com/robokobo/writer/view.php?id=579675" style="display: none;">
    </iframe>
     
  14. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=IFVHliyGqBs&feature=PlayList&p=B47FD81B9392E81B&index=7]YouTube - Kissing You - Romeo + Juliet[/ame]
     
  15. รพินทร์ไพรวัลย์

    รพินทร์ไพรวัลย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    670
    ค่าพลัง:
    +1,122
  16. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=k6x6mK_a0Bw&feature=related]YouTube - Tian Mi Mi (Teresa Teng)[/ame]

    เทียนหนีหนี้ มาทวงก็บอกว่าไม่มี มาทวงกันทั้งปี ก็คงต้องหนี
     
  17. Nakraksa

    Nakraksa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    3,481
    ค่าพลัง:
    +14,348
    ขำ ไม่หนีหนี้ค่ะ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย 555
     
  18. ณ.

    ณ. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มกราคม 2006
    โพสต์:
    3,386
    ค่าพลัง:
    +9,078
    ...จิตวิญญาณของโลกกระซิบแผ่ว
    ลืมเสียแล้วหรือความรักที่เคยหวาน
    ลืมสิ้นดินน้ำลมไฟในสายปราณ
    ลืมขับขานทำนองรักฝากถึงกัน
    ...จิตวิญญาณของโลกรอความรัก
    จะมีสักกี่ดวงใจจะให้ฉัน
    ให้ความรักเอื้ออาทรก่อสัมพันธ์
    ย้อนความฝันที่เลยผ่านให้เป็นจริง
    ...จิตวิญญาณของโลกสะอื้นไห้
    เจ้าทำไมถึงลืมไปได้ทุกสิ่ง
    เจ้าทำไมลืมตัวตนละวางทิ้ง
    เจ้าทำไมลืมสิ่งที่เริ่มมา
    ...จิตวิญญาณของโลกยังรักเจ้า
    ทำไมเล่าเจ้ากลับลืมไม่รักข้า
    ทำไมเล่าความรักหายจากเวลา
    ทำไมเล่าไม่กลับมาเติมรักกัน
    ...เพราะความหลงความโลภหลากเงื่อนไข
    ความรักจึงห่างหายกลายเพียงฝัน
    จิตวิญญาณของโลกโศกรำพัน
    เมื่อไหร่จะกลับมารักกันฉันเฝ้ารอ
     
  19. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    ...จิตวิญญาณของโลกกระซิบแผ่ว
    ไม่แผ่วแล้วมั๊ง กระซิบทีคนหายไปเป็นแสน

    ลืมเสียแล้วหรือความรักที่เคยหวาน
    ความรักบริสุทธิ์นั้นตราตรึงใจไปนานแสนนาน

    ลืมสิ้นดินน้ำลมไฟในสายปราณ
    ไม่ได้ลืมหรอก เพียงแต่มนุษย์ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยพิจารณานึกถึง

    ลืมขับขานทำนองรักฝากถึงกัน
    เอาหัวใจมาใกล้ๆพรานสิ... แล้วจะได้ยินท่วงทำนองแห่งความรักนั้น

    ...จิตวิญญาณของโลกรอความรัก
    โลกไม่เคยรอความรักจากมนุษย์... มนุษย์เองต่างหากที่ตามรักโลกไม่ค่อยทัน

    จะมีสักกี่ดวงใจจะให้ฉัน
    ถ้าหัวใจเปิดแล้ว... ก็ได้ใจพรานไปแล้วล่ะ

    ให้ความรักเอื้ออาทรก่อสัมพันธ์
    ข้อนี้สนับสนุน

    ย้อนความฝันที่เลยผ่านให้เป็นจริง
    "ฝันที่เป็นจริง" ว่างั้นเถอะ... รายการนี้ต้องแจกรถเข็นพร้อมทั้งอุปกรณ์ทำมาหากิน

    ...จิตวิญญาณของโลกสะอื้นไห้
    โลกไม่เคยร้องไห้ ลองฟังดูดีๆ เสียงสะอื้นไห้มาจากมนุษย์ผู้อ่อนแอต่างหาก

    เจ้าทำไมถึงลืมไปได้ทุกสิ่ง
    นั่นคือเหตุที่ต้องมีผู้มาเรียกมาเตือนอยู่เป็นระยะๆเนืองๆ

    เจ้าทำไมลืมตัวตนละวางทิ้ง
    เพราะมัวแต่วิ่งไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ภายนอกกันน่ะสิ

    เจ้าทำไมลืมสิ่งที่เริ่มมา
    เพราะมายาบนโลกมันแนบเนียน บททดสอบของโลกมันหลอกล่อ เป็นเทคนิคของ Lucifer

    ...จิตวิญญาณของโลกยังรักเจ้า
    Always

    ทำไมเล่าเจ้ากลับลืมไม่รักข้า
    อัลไซเมอร์

    ทำไมเล่าความรักหายจากเวลา
    ความรักอยู่เหนือกาลเวลา มนุษย์ผู้หลงเวลามักทำความรักสูญหายไปจากใจตนเอง

    ทำไมเล่าไม่กลับมาเติมรักกัน
    ถ้าใจยังมีความเกลียดชัง เหยียดหยามเยาะเย้ย หวาดระแวงสงสัย เติมให้ไปเท่าไหร่น้ำดีที่เติมใส่ไปให้ก็ไม่สามารถเข้าไปสู่หัวใจได้ เพราะมีน้ำแห่งมารครองหัวใจนั้นอยู่

    ...เพราะความหลงความโลภหลากเงื่อนไข
    นั่นแหละต้นตอรากเหง้าที่ต้องถอดถอน"เงื่อ่นไข"

    ความรักจึงห่างหายกลายเพียงฝัน
    ความรักปรากฏแจ่มชัดเสมอในความจริง... ทั้งยามหลับและยามตื่น

    จิตวิญญาณของโลกโศกรำพัน
    ความโศกเศร้ารำพี้รำพันเป็นของมนุษย์ ไม่ได้มาจากโลกและหรือพระเจ้า

    เมื่อไหร่จะกลับมารักกันฉันเฝ้ารอ
    รออยู่ที่ไหนล่ะ... พรานจะรีบไปหา แต่ว่าอย่ารอเลยดีกว่าเพราะการรอคอยมันทรมาณนัก
    การรอคอยเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่ทำให้ความรักไม่เจริญเติบโต
    รัก คือ รัก ยิ่งหาคำอธิบายยิ่งเลอะเทอะ ความรักมันเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่คำอธิบาย สัมผัสและสื่อสารจริงๆไม่ได้ด้วยคำพูด



    ยินดีและเป็นเกียรติที่ท่านได้เข้ามาโพสข้อความที่สร้างสรรค์ในกระทู้นี้
    รัก ณ.

    ท่านมาเราดีใจ... แต่ท่านไปเราดีใจกว่า(ล้อเล่นนะ... ขอเกรียนหน่อยนึง)

    ท่านมาเราดีใจ ท่านโพสข้อความสร้างสรรค์ไว้... เราปิติใจเป็นที่สุด

    รักคนที่รักท่านจะไปมีดีอะไรไปมากกว่าความรักของปุถุชนมนุษย์
    รักคนที่เกลียดและหรือทำร้ายท่านสิ... แล้วท่านจะได้ยินสำเนียงแห่งความชื่นชมยินดีจากพระเจ้า
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 18 กุมภาพันธ์ 2010
  20. emaN resU

    emaN resU เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    2,946
    ค่าพลัง:
    +3,301
    ท่าทางจะเป็นศัตรูตัวฉกาจฉกรรจ์
    ถ้าเป็นโจรก็คงเป็นมหาโจรปล้นหัวใจ
    ถ้าเป็นข้าศึกก็คงเป็นระดับอุปราชแม่ทัพ

    ร้ายกาจนักศัตรูผู้นี้... ต้องรักซะให้เข็ดขลาดหลาบจำถึงจะสะใจพราน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 18 กุมภาพันธ์ 2010

แชร์หน้านี้

Loading...