รู้สึกอย่างไรเวลามีสิ่งแปลกปลอมแฝงร่างเรา

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย The eyes, 25 กันยายน 2014.

  1. The eyes

    The eyes เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +2,638
    สงสัยค่ะว่าถ้ามีวิญญาณมาแฝงร่าง ปกติคนเราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ? พอดีช่วงสามสี่วันมานี้เกิดอาการปวดศรีษะด้านขวา คล้ายเส้นมันตรึงๆ แรกๆไม่ได้คิดอะไร พยายามคลายเส้น เช่นนั่งสมาธิ นวด นอนพัก เพื่อให้เส้นคลาย ขณะผ่อนคลายรู้สึกดีขึ้น พอซักพัก(หลังเลิกทำกิจกรรมคลายเส้น)อาการก็กลับมาอีก นั่งคิดทบทวนไปมาเลยเกิดนึกถึงเรื่องสองเรื่องที่มีอาการคล้ายกันคือ 1.ถ้าคนเคยอ่านเรื่องที่ดิฉันเคยเช่าพลอยพญานาคมา สีเขียว ดิฉันจำได้ว่า หลังเช่ามา พอออกมาจากวัด จะมีอาการปวดศรีษะคล้ายเส้นตรึง ด้านขวา เหมือนกัน 2.และอีกครั้งคือ ตอนไปเดินชมถ้ำเขาวง ที่ติดกับเขาชะเมา จำได้ว่าไปเที่ยวกับเพื่อนๆ โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานเป็นคนนำ โดยขณะเดินออกจากจุดพักของอุทยาน มันต้องข้ามลำธารเล็กๆ เผื่อเริ่มเดินขึ้นเขา(มีบรรไดทางเดิน) ตรงจุดนี้ พอดิฉันเดินข้ามลำธารเล็กๆ รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างวูบขึ้นมาแถวศรีษะ และมีอาการคล้ายเส้นตรึงทางด้านฝั่งซ้ายของศรีษะ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แค่เอามือนวดๆ แล้วก็ไต่ขึ้นเขาไปดูถ้ำต่างๆ ที่มีมากกว่า 87ถ้ำ (แต่ดูแค่ 7ถ้ำก็หอบกินแล้ว เจ้าหน้าที่ว่า ถ้ำส่วนอื่นๆเข้ายาก เดินวันนึงไม่หมดหรอก ที่นักท่องเที่ยวดูได้ก็ประมาณสิบสี่ถ้ำ 555 แต่พวกเราดูแค่เจ็ดถ้ำ เพราะมีโปรแกรมไปทะเลต่อ จำได้ว่าขากลับพอผ่านลำธารเดิม หน้าที่พักอุทยาน ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรหลุดออกจากศรีษะ อาการปวดหายไป เลยมานั่งคิดเล่นๆว่า ปกติถ้ามีอะไรมาเกาะรึมาแฝงเนี่ย มันจะรู้สึกอย่างงี้ทุกกรณีรึเปล่า อันนี้ไม่เกี่ยวกับอาการปวดในปัจจุบันนะคะ ^=^
    ขยายความนิดนึงเผื่อบางท่านไม่ได้อ่าน คือหลังจากเช่าพลอยพญานาคมาก็มีอาการปวดตรึงศรีษะตั่งแต่เย็นยันค่ำ พอถึงบ้านก็นำพลอยไว้บนพาน อาบน้ำมาสวดมนต์และอธิฐานว่าพลอยที่ได้มาจริงรึปลอม ถ้าจริงก็ขอให้แสดงฤทธิ์ให้รู้คืนนี้ ผลปรากฎว่าโดนเล่นซิ ToT.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 25 กันยายน 2014
  2. Michigan

    Michigan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 เมษายน 2013
    โพสต์:
    86
    ค่าพลัง:
    +378
    ถ้าเป็นเรื่องวิญญาณไม่ทราบเหมือนกัน รอผู้มาตอบ

    แต่ถ้าเรื่องไม่เกี่ยวกับวิญญาณอะไร ผมก็เคยปวดแบบเส้นตึงด้านเดียว เพราะเอ็นที่อยู่ด้านข้างๆท้ายทอยด้านขวาไม่ค่อยดี บางครั้งมันตึง ทำให้ปวดหัวได้เหมือนกันครับ แต่มีจุดสังเกตว่าเวลาเราเป็นมันจะเกิดจากอยู่ในบางท่า เช่นนั่งเล่นดูอะไรเพลินๆนาน ไม่ค่อยได้เปลี่ยนท่า หรือเครียดๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องปวดหัวปกติ...กินยาก็หายครับ (อันนี้พิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่วิญญาณ) นอกจากปวดหัวแบบไมเกรนมันจะรุนแรง เป็นนานหน่อย
     
  3. mai261

    mai261 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2014
    โพสต์:
    258
    ค่าพลัง:
    +508
    คุณดาวหลงสบายดีมั้ยค่ะ ไม่เจอกันตั้งนานสู้ๆนะคะ เดี๋ยวอาการเหล่านี้ก็หายค่ะ รอผู้รู้มาตอบนะคะ
     
  4. The eyes

    The eyes เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +2,638
    จ๊ะๆ...ดาวลอง นะไม่ใช่ดาวหลง 555 (Dow เขียนทับศัพท์ แปลว่าดาว /ดวงดาว long แปลว่า ยาว นาน.ความหมายคือ ดวงดาวที่อยู่มายาวนาน รึ รึจะแปลว่า ดาวหางยาวดีหว๋า (ดาวหาง) ).เขียนให้มันงงงั้นแหละจ๊ะ .แล้วก็ขอบคุณนะที่เป็นห่วง เดี๋ยวมันก็หายเองแหละ 555 ตามนั้น
     
  5. mummamman

    mummamman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    1,597
    ค่าพลัง:
    +2,112
    จำได้ว่าก่อนหน้านี้ เล่นสายพราย สักน้ำมันพวกเสน่ห์เนี่ยแหละ

    วันนั้นลองสวดมนต์ชินบัญชรดู ขนจะลุกไล่จากหลังขึ้นมาท้ายทอยเลย

    เป็นอย่างนี้สองสามหน จากนั้นก็ไม่เป็นอีก น่าจะแฝงอยู่ในตัวแล้วเราไม่รู้ตัว

    แต่สวดบทชินบัญชร น่าจะอยู่ไม่ได้ออกไปไม่กลับมาอีกเลย


    กับอีกครั้งถ้ามีเหตุการณ์แปลกๆๆถ้าเหมือนจะมีอะไรมาแฝงจะเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจติดๆๆขัดๆๆต้องหายใจแรงๆๆ อันนี้น่าจะไม่ใช่วิญญาณ แต่จะเป็นครูอาจารย์ที่คุ้มตัวอยู่จะลงร่างมั้งครับ

    ต้องตั้งสติถึงจะสงบลงได้ แต่ก็ไม่เคยหลุดซํกที ตั้งสติได้ก็จบครับ


    ตอนครอบเศียรครูก็มีอาการขนลุกไล่จากแขนทั้งสองข้างขึ้นไปหา

    ศรีษะแล้วก็โล่งๆๆ แต่จะเป็นหรือไม่แล้วแต่จิตเรากำหนดด้วยครับ

    ถ้าเฉยๆๆก็ไม่มีไร ถ้าตอนครอบนึกถึงครูก็จะเกิดอาการขึ้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 กันยายน 2014
  6. ดาวพุธ

    ดาวพุธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    160
    ค่าพลัง:
    +481
    อยากทราบวิธีดูเหมือนกันครับว่าเป็นอย่างไร ยังไงก็ขอให้คุณดาวลองหายไวๆนะครับ
     
  7. naitiw

    naitiw เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2006
    โพสต์:
    1,481
    ค่าพลัง:
    +2,728
    เคยเชิญวิญญาณเจ้าที่มาช่วยหาคนหาย ก็บอกกล่าวเชิญเข้าร่าง
    ปรากฏว่าปวดทั้วตัว หลังงอลงเหมือนคนแก่ พอไปดูสถานที่จริงเป็นศาลตายาย

    ถ้าเป็นเทวดาเหนือหัวขึ้นไปมักไม่เจ็บปวด เช่นพระภุมมเทวาลงแบบนิ่มๆเลย
    แต่ระดับสูงๆไม่ค่อยลง แค่นิมิตมาบอกหรือส่งเสียงคุยด้วย
     
  8. lowprofile

    lowprofile เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มิถุนายน 2008
    โพสต์:
    1,392
    ค่าพลัง:
    +6,018
    นั่งเล่นคอม หรือไม่ก้อนั่งโตะทำงาน นั่งผิดท่า หลังงอ ก้อผิดท่า ไมเกรน ความดัน-หลอดเลือดในสมอง พักผ่อนน้อย ลองพบแพทย์หาสาเหตุดู ผมว่าไม่น่าเป็นอะไรหรอกครับท่า่น
    ขอให้หายไวๆ
     
  9. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,680
    ค่าพลัง:
    +29,044
    ให้ลองค่อยๆอ่านๆดูนะครับ.ถ้าเข้าใจได้จะดี
    ให้เปลี่ยนคำว่าผี คำว่าวิญญานที่เข้าใจให้เป็น
    ในเรื่องของคลื่นพลังงานก่อนในอันดับแรก และปรับ
    เปลี่ยนมามองในมุมมองของพลังงานธาตุเพราะว่า
    จะได้ตัดเรื่องของการที่ตัวจิตไปสร้างสัญญาความจำได้
    จากภายในจิต ไปร่วมกับสัญญาภายนอกจนเกิด
    เป็นรูปร่างขึ้นมาได้ เพราะไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง
    ก็จะยังอยู่ภายใต้ของสัญญาอยู่ ซึ่งมันมีตัวแปร
    ค่อนข้างมากในการที่จะเข้าใจได้.ไม่ว่าเรื่องของ
    กำลังสติทางธรรม ความละเอียดทางจิต
    ในการที่จะเข้าใจวัตถุประสงค์ของสิ่งที่เห็นได้.
    ซึ่งพวกนี้มีความสำคัญในการที่เข้าใจเรื่อง
    คลื่นพลังงานต่างๆรวมแม้กระทั่งถ้ามันยัง
    ปรุงเป็นภาพได้ที่เป็นเรื่องนามธรรม.
    แต่มันเป็นเรื่องที่จะเข้าใจวัตถุประสงค์
    ได้ไม่ง่ายจึงเป็นที่มาในการเปลี่ยน
    ให้มามองในเรื่องของคลื่นพลังงาน
    ประเด็นนี้หวังว่าจะพอเข้าใจนะครับ..

    ที่นี้พอเรามองในมุมของคลื่นพลังงานแล้ว.ก็มาทำความ
    เข้าใจเบื้องต้นก่อนว่าร่างกายเราประกอบด้วยธาตุ ๕ ธาตุ
    คือ จิตธาตุ และธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ..และเราก็รู้ๆกัน
    ทั่วๆไปว่าภายนอกเราจะมีอากาศธาตุที่มีอยู่ในธรรมชาติ
    และพลังงานธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบเป็นร่างกาย
    สามารถเสื่อมสลายได้ทั้งแบบธรรมชาติและไม่ธรรมชาติ..
    และที่สำคัญก็คือ จิตธาตุ เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญ
    ในการเพิ่มและสร้างความหนาแน่นของพลังงานในธาตุต่างๆได้
    จากการฝึกสมาธิ ฝึกเจริญสติ หรือฝึกกรรมฐานกองต่างๆ
    ซึ่งมีผลทำให้จิตสามารถเพิ่มและสร้างความหนาแน่นให้กับ
    ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ แม้กระทั่งอากาศธาตุ
    สังเกตุดีๆจะพบว่า แยกเป็น ๒ ส่วนคือ
    ๑.พลังงานภายใน(เช่น กำลังจิต กำลังสมาธิ
    กำลังบุญในการอุทิศส่วนกุศล การทำบุญตักบาตร หรือทำบุญต่างๆเป็นต้น)

    และ ๒.พลังงานภายนอกจากแหล่ง
    กำเนิดใดๆก็ตาม.(เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ วัตถุต่างๆ
    พลังงานคงที่ ณ บริเวณต่างๆ หรือพลังงานที่ถูกส่งมาจาก
    ที่อื่นๆเป็นต้น)
    .

    และแม้กระทั่งวิญญานธาตุ แม้กระทั่งตัวจิตเอง
    และที่สำคัญยังมีความสามารถ
    ในการเล่นแร่ แปรธาตุต่างๆเหล่านี้ได้..
    เราจึงคุ้นเคยกับคำว่า วิชาเดินธาตุในอันดับต่อมานั้นเอง..
    ส่วนความสามารถในการที่จิตจะเข้าถึงหรือสัมผัส
    เรื่องพลังงานตรงนี้ได้ก็มีความแตกต่างกันไป
    บางคนรู้สึกได้ดี แต่ไม่มองในมุมของพลังงาน
    ไปมองในมุมที่ยังมีเรื่องของการสร้างภาพ
    เป็นเหตุที่จะยังทำให้มีการปรุงแต่งได้เพราะว่า
    จะยังไม่พ้นในเรื่องของสัญญา แต่ไม่ใช่ว่าผิด
    เนื่องจากสัญญาก็เป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้น
    ที่จะทำให้เราเข้าใจในเรื่องของพลังงานได้เช่นกัน
    แต่ถ้าหากว่าเรากำลังสติทางธรรมยังไม่เพียงพอ

    (คือยังไม่สามารถทราบวัตถุประสงค์ได้ ณ เวลานั้น
    หรือลืมตามาแล้วเข้าใจเลย หรือแม้กระทั่งเข้าใจได้เลย
    ตั้งแต่เวลาที่ได้สัมผัส รับรู้ ได้เห็น ให้เราไม่ต้องสนใจ
    และให้เปลี่ยนมามองในมุมของเรื่องพลังงานคลื่น
    ความถี่แทน แม้ว่าจะเป็นเรื่องนามธรรม แต่ก็จะเป็น
    นามธรรมที่สามารถ สัมผัสได้ด้วยการความรู้สึกต่างๆ
    และจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า เป็นสากลมากกว่า)
    และพลังงานต่างๆนั้นมีทั้ง ๑.ที่ดี(รู้สึกเย็น)และ ๒.มีกำลังมาก
    (ระดับที่เราเชื่อว่าไปดีแล้ว ไม่ได้ต้องการบุญเป็นประเด็นหลัก)..
    และก็แบบ ๓.มีกำลังไม่มาก(ระดับที่เราเชื่อว่าต้องการบุญ)
    และก็ ๔.แบบที่ไม่ดี(รู้สึกร้อน)
    ส่วน ๕. ความรู้สึกแน่นๆ ตรึงๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ รู้สึกว่า
    ไม่เป็นตัวของตัวเอง
    เป็นผลที่มาจากพลังงานทั้ง ๔ แบบที่ได้กล่าวมาส่วนเป็น
    ผลอย่างไรจะเล่าให้ฟังต่อไป
    นี่เป็นประเด็นที่สอง หวังว่ามาตรงจุดนี้จะเริ่มเข้าใจตรงกันนะครับ...

    เด่วขออนุญาตใช้อีกพื้นที่ในการเล่าให้ฟังต่อ
     
  10. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,680
    ค่าพลัง:
    +29,044

    ที่นี้พอเราพอมองภาพรวมๆออก ก็จะพอเข้าใจกิริยาต่างๆ
    ที่เกิดขึ้นกับเราในภาพกว้างๆได้..ยกตัวอย่างง่ายๆจาก
    กรณีเจ้าของกระทู้นี้..ให้คาดคะเนไว้ได้เลยว่า ถ้าจิตเรารู้สึก
    สัมผัสในเรื่องพลังงานแบบต่างๆได้ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ๔ แบบ
    และความรู้สึกอื่นๆนั้น..จะต้องเจอและสัมผัสความรู้สึกแบบ
    เจ้าของกระทู้นี้ได้เป็นปกติธรรมดาๆทั่วๆไป มิใช่เรื่องแปลก
    แต่บางคนเพียงแค่ขาดการสังเกตุเท่านั้น เครื่องมือในการ
    สังเกตุตรงนี้ก็คือ ตัวสติทางธรรมที่สร้างจากการเจริญสติ
    ในชีวิตประจำวันนั่นเอง.และความเข้าใจวัตถุประสงค์
    ในสิ่งที่เห็นขึ้นอยู่กับปัญญาทางธรรม ซึ่งได้มาจาก
    การเดินปัญญาลด ละ กิเลส เรารู้ๆกันในชื่อการวิปัสสนา
    อย่างน้อยจิตเราจะต้องแยกรูปแยกนามได้ หรือพูดง่ายๆว่า
    แยกความคิดที่เกิดจากจิต แยกความคิดที่เกิดจากขันธ์ ๕
    ส่วนนามธรรมได้ก่อน จิตเราถึงจะเริ่มเดินปัญญาและเข้า
    ใจในเรื่องนามธรรมอย่างนี้ได้ .ซึ่งจะมากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็น
    สำคัญอะไรตรงนี้.แต่เล่าให้ฟังประกอบความเข้าใจเฉยๆ..

    และถ้าที่จิตมีความสามารถในการเพิ่มความหนาแน่และสร้าง
    พลังงานต่างๆได้นั้น ถ้าเป็นการสร้างที่เกิดจากตัวจิตเอง.
    จะยังคงความสมดุลย์ของตัวมันเองได้ในแบบภาพรวม
    ของธาตุทั้ง ๕ คือ จิต น้ำ ดิน ไฟ ลม หากกำลังสร้างจาก
    ตัวจิตขึ้นมาแล้วเกิด ความรุ้สึกต่างๆที่กาย เช่น แน่น ตรึง
    ร้อน เย็น ที่มากเกินไปจะหมายความว่า มันขาดสมดุลย์
    หรือมันเกิน ถ้าน้อยเกินไปก็หมายความว่ามันขาดสมดุลย์
    เช่นกันแต่ว่าน้อยเกินไป..โดยรวมประเด็นนี้เรียกว่าการ
    สร้างจากตัวจิต เป็นการสร้างจากภายใน หรือพลังงาน
    ที่เกิดจากภายในตัวเราเองถ้าจะเรียกแบบง่ายๆนะครับ...

    ที่นี้ถ้าจิตเรารับรู้ได้ปกติของมัน หากไปเจอพลังงานภายนอก
    ใดๆก็ตามที่มาเชื่อมกับเรา โดยมีอากาศธาตุเป็นเสมือนพาหนะ
    หรือเปรียบเป็นระบบการขนส่งในเรื่องของพลังงาน.และถึงขั้น
    ทำให้ธาตุภายในของเรามันมากไป เราก็จะรู้สึก แน่นๆ ตรึงๆ
    อึดอัด ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าถึงในระดับที่พลังงานภาย
    นอกแทรกเข้ามาถึงจิตของเรา ความรุ้สึก แน่นๆ ตรึงๆ จะเป็น
    ในขั้นแรกเพราะจะเรื่มเจาะผ่าน ธาตุ ๔ ของร่างกายไปควบคุม
    ที่จิตธาตุของเรา..เป็นเหตุทำให้จิตธาตุเราไม่สามารถเรียก
    ควบคุมธาตุ ๔ ของตัวเราเองได้..กรณีนี้เองที่เราเรียกว่า
    การถูกแทรก ถูกเจาะ ส่วนการที่มีพลังงานบางส่วนแอบแฝง
    ซ่อนอยู่ในธาตุ ๔ ของร่างกายเราก็มีได้เช่นกันซึ่งจะส่งผล
    ให้ธาตุ ๔ ของเราบกพร่องได้ในอนาคต.เราจึงเป็นโรคต่างๆ
    ได้นั่นหละครับ...

    ที่นี้ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก แน่นๆ ตรึงๆ อึดอัด หรือแม้กระทั่ง
    ความคุมร่างกายไม่ได้ ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรมากมายครับ
    เพราะมนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการจัดการเรื่องตรงนี้
    ได้ด้วยตัวของเราเองอยู่แล้ว แต่มักจะขาดการสร้างพลังงาน
    จากภายในเพื่อไปแก้ปัญญาพลังงานภายนอกตรงนี้ ด้วยการไป
    พึ่งพาอาศัยพลังงานภายนอกต่างๆ เช่น ไปรับกระแสโน้นกระแสนี้
    ไปหาตำหนักโน้นตำหนักนี้ ไปหาเจ้าพ่อนั้น เจ้าพ่อนี้ ไปสะเดาะห์
    แก้ดวงแก้เวรแก้กรรมบ้าง ไปบนบานศาลกล่าวบ้าง ฯลฯ
    เพื่อมาแก้ไขพลังงานภายนอกที่มาทำให้พลังงานภายในมันพร่อง
    แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยทางการแพทย์บ้าง ไม่ว่าจะแผนปัจจุบัน
    หรือแผนโบราณ ซึ่งที่ทำๆไปไม่ใช่ว่าไม่ดี และก็เข้าใจอยู่ว่ามัน
    อยู่คู่กับพุทธศาสนาเรามานานแล้ว.เพียงแต่ว่าไม่ใช่เป็นการแก้
    ปัญญาที่ดีที่สุดตามหลักการของพุทธศาสนาที่ว่าด้วยตนแล
    เป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นเองครับ แม้แต่ผู้เป็นเลิศทั้ง ๓ ภพท่านก็จะ
    ไม่พูดหรือสอนอะไรที่มันเป็นเรื่องที่ออกนอกกายให้เราสังเกตุ
    กันให้ดีๆครับ...เพราะเรื่องพวกนี้เราสามารถสร้างได้
    จากตัวของเราเอง แม้กระทั่ง ความดี ความไม่ดี บุญ บารมี
    อะไรต่าง ฯลฯ หวังว่าพอจะจับประเด็นได้นะครับ..
    เราก็เพียงแก้ปัญหาด้วยการมาเสริมสร้างสมาธิของเรา
    มาเสริมสร้างกำลังสติทางธรรมของเรา..ถ้ากำลังสมาธิ
    ของเรามากพอ..แม้ว่าจิตของเราจะไปรับพลังงานภายนอก
    อะไรมาก็ตามถึงขั้นที่ทำให้มันขาดหรือเกิน ตัวจิตก็จะมี
    ความสามารถในปรับสมดุลของธาตุต่างๆของมันเองได้
    ด้วยความสามารถในการถ่ายเทพลังงานออกไปกับ
    ตัวอากาศธาตุ..ความสามารถในมองเห็น รับรู้ สัมพัส
    พลังงานพวกนี้ได้ด้วยตาเปล่า เป็นพื้นฐานปกติของ
    การเข้าถึงระดับวิญญานธาตุซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
    มากกว่า การสร้างกำลังสมาธิให้จิตมีกำลัง และความ
    สามารถในการควบคุมพฤติกรรมของจิต ความเข้าใจ
    ในเรื่องของพลังงานที่เกิน ความเข้าใจในเรื่องการถ่าย
    เทพลังเข้าออกที่ได้มาจากการเจริญสติทางธรรมครับ..

    แต่ที่ดีที่สุดคือการตัดสัญญาพวกนี้ แต่จะไปถึงขั้นที่
    เราจะตัดสัญญาไม่ว่าจะเรื่องภาพ หรือเรื่องพลังงาน
    ต่างๆที่เข้ามาจากภายนอกได้ เราจำเป็นจะต้องมีพื้นฐาน
    มาจากการผลักส่งเรื่องพวกนี้ไม่ให้เข้ามารบกวนจิตใจ
    รวบกวนร่างกายเราได้ก่อน จากกำลังสมาธิจากสติทางธรรม
    อย่างที่เล่าให้ฟังก่อนหน้า ส่วนจะตัดได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ
    ปัญญาทางธรรมในเรื่องของการ แค่รับรู้ แต่ว่าจิตไม่ยึด
    ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างกันเอาเอง ใครจะมีความตรงนี้
    มากหรือน้อยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่ที่เหมือนกันก็คือ
    มันสร้างขึ้นมาจากภายในร่างกายของเราเอง และสามารถ
    สร้างและให้มีขึ้นได้ทุกๆคนที่เป็นประเด็นสำคัญครับ..

    หวังว่าจะพอเข้าใจอะไรมากขึ้นจากที่เล่าให้ฟังนะครับ
     
  11. kungzaza88

    kungzaza88 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    416
    ค่าพลัง:
    +536
    จัดเต็มเลยพี่นพ อิอิ:cool:
     
  12. The eyes

    The eyes เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    969
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +2,638
    การผลักสัญญาหรือการตัดสัญญามีผลกับการฝึกจิตในเรื่องสัมผัสรึไม่คะ(ทำให้สัมผัสพวกนี้เสื่อมไป หายไป)เข้าใจว่าลักษณะเช่นนี้จะมีในบุคคลที่ไม่สนใจในเรื่องวิญญาณ/ผี/พลังงาน คิดไปว่าไม่มีจริงในโลกนี้ แต่ถ้าสนใจมากไป ก็อาจกลายเป็นอุปทานได้
     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,680
    ค่าพลัง:
    +29,044
    มีคือถ้าตัดได้..จิตจะเข้าสู่ความว่างได้ ว่างในที่นี้ว่างจากการเกิด ซึ่งก็คือ
    การไปปรุงแต่งร่วมกับความคิดและขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรมต่างๆนั่นเอง..
    พอจิตมันว่างได้บ่อยๆ.เราจะไม่ต้องเสียเวลาไปทำสมาธิอะไรให้เข็มข้น
    อะไรมากมาย.อยู่กับปัจจุบันธรรมดาเหมือนๆลูกศิษย์พระอาจารย์ ป.
    ที่ชื่อเป็น ญ ชื่อขึ้นต้น ม. เครื่องรู้เค้าก็จะเร็วปรู๊ดปร้าด.เป็นการรู้
    แต่สิ่งที่ควร.แถมยังแนะนำสอนคนได้บุญอีกต่างๆหาก.และว่างได้นานๆ
    เข้าจิตก็จะเริ่มมีความมั่นคง..ทางพวกสัมผัสได้เค้าเรียกว่า ว่างและแน่น.
    เหมือนๆเกจิ ครูบาร์อาจารย์หลายๆท่าน..ต่างกันแค่ตรงกิเลสละเอียด
    ที่นี้พอมันเริ่มต้นว่างๆได้นานขึ้น..ที่นี้มันจะฝึกพัฒนาความสามารถทางจิต

    ได้ดีขึ้นกว่าปกติๆทั่วๆไป เพราะจิตมันจะว่างจากการไม่มีกิเลส ไม่เหมือนการ
    ที่ต้องมาข่มมากดมันด้วยกำลังสมาธิ..เกจิ ครูบาร์ อาจารย์หลายๆท่าน
    เลยสามารถทำอะไรที่พิเศษ หรือมีเครื่องรู้ที่มันรอบด้าน ได้ดีกว่าปกติๆทั่วๆไป
    เพราะพื้นฐานที่เริ่มต้นจากจิตที่ว่างตรงนี้ แต่ถ้าสายตรงไปทางเพื่อหลุดพ้น
    เค้าก็จะไม่ให้ความสำคัญทางด้านความสามารถพิเศษต่างๆมากกว่า
    การทำให้จิตเข้าสู่ความว่างได้ยาวนานขึ้น..ซึ่งแต่ท่านจะไปฝึกสร้างเสริมทางด้าน
    ไหนก็แล้วแต่จริตของท่านในช่วงที่กำลังทำหน้าที่ตนเองและรอให้ร่างกาย
    พังไปตามธรรมชาติเพื่อเข้าสู่สภาวะไม่ต้องกลับมาเกิด ยกเว้นบางท่าน
    ที่มีทางเดินมากกว่านั้นท่านก็ไปรอยังภูมิที่ดีเหมือนๆเดิม..ปัญหาหลักๆ
    ของนักปฏิบัติที่ไม่สามารถพัฒนาความสามารถทางจิตของตนเองได้
    ไม่สามารถพัฒนาเครื่องรู้ตลอดจนปัญญาทางธรรมของตนเองได้
    ก็เพราะจิตมันยังเข้าสู่ความว่างได้ยาก หรือเข้าได้ก็ไม่นาน.เลยพัฒนา
    ยกระดับสมาธิขึ้นระดับสูงได้ยาก.เป็นเหตุให้ไม่เกิดความสามารถต่างๆ
    ที่จิตควรจะทำได้ รวมทั้งสัมผัสรับรู้ นามธรรมต่างๆได้ ห่มเหลืองบางรูปด้วย


    ความชำนาญในการเข้าสมาธิระดับสูง และมีพื้นฐานจากจิตว่างมาก่อน
    ก็เลยจะยิ่งมีทั้งปัญญาและความสามารถยิ่งกว่าทั่วๆไป....
    ถ้าจะฝึกสมาธิฝึกพัฒนาคุณภาพของจิตให้กิเลสมันน้อยลง
    ให้ลองอ่านที่จะเขียนข้างล่างแล้วพิจารณาดูว่าตัวเองอยู่ระดับไหน


    ๑.กายกับจิต...เชื่อมประสานสัมพันธ์ทุกสรรพสิ่ง
    ๒.กายนิ่ง....จิตนิ่ง ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ
    ข้อนี้ถ้าน้อมไปทางด้านฤิทธิ์ ก็จะถูกจำกัดในเรื่องของความสามารถ
    และจะไปสนใจในเรื่องของลาภยศสรรเสริญจนลืมเรื่องว่าอะไรควรไม่ควร
    และถ้าเราพอมีของเก่าอาจเริ่มสัมผัสภพภูมิได้ แต่ไม่สามารถตัดสินได้
    ว่าสิ่งที่เห็นจริงหรือไม่จริง
    ๓.จิตสงบ...หมดนิวรณ์ พร้อมสติทางธรรมคอยกำกับ
    ตรงนี้จะเป็นเครื่องช่วยยืนยันหรือประกันได้ว่า เราจะไม่หลงทาง เพราะ
    กำลังสติทางธรรมเป็นตัวกำกับไว้...
    ๔. ยังเหตุเข้าถึงวัตถุประสงค์ได้แล้วไซร์...
    ประเด็นกันเราหลงติดกับเครื่องรู้ สัมผัส ต่างๆตลอดจนความเข้าใจ
    ในสิ่งที่เห็น กันตัวเราไปติดการรู้ตรงนี้ เด่วจะโน้มไปทางด้านที่ไม่ควร
    เน้นมาก เช่น ดูดวง ฯลฯ เพราะจะขาดการโน้มให้จิตเดินปัญญาได้..
    ๕.ภพภูมิ...แดนไตรภูมิพึงเปิด
    ตรงนี้จะเริ่มมีเครื่องรู้ ทราบได้ถึงสิ่งที่เห็น ว่าจริงไม่จริง และควรเห็นอย่างไร
    ต้องมีรูปร่างไหม มีภาพไหม หรือมีเพราะอะไร ประมาณนี้
    ๖.จุดกำเนิด ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
    จะเริ่มเข้าสู่การเดินปัญญาเพื่อสร้างปัญญาที่ลด ละ คลายกิเลสได้จริง..
    ๗.หากดับซึ่ง สัญญา ความจำได้แล้วไซร์
    ประเด็นนี้คือ ตรงจุดที่เราสงสัยว่า.สัมผัสมันจะเกิดไหม จะมีเครื่องรู้อะไรไหม
    การพัฒนาระดับความสามารถทางจิต สัมผัสรับรู้ต่างๆ
    การสร้างกำลังจิตต่างๆ ตลอดจน
    ความสามารถในการนำมาใช้งานได้จริงๆ ไม่ใช่แค่รู้เห็นแต่ในนิมิตรนั้น.
    หรือประเภทรู้อยู่คนเดียว แล้วคนอื่นๆไม่รู้เห็นด้วย..ไม่เกิดประโยชน์
    อะไรทั้งหลายแหล่นั้น..นอกจากเอาไว้เล่าให้ฟังพอขำๆ.
    มันอยู่ที่ความสามารถในการใช้ปัญญาตัดตรงจุดนี้นี่หละครับ
    ๘.ปัญญาพึงบังเกิดได้เอง...
    มาถึงขั้นที่ ๗ ได้ปกติมักจะไม่ค่อยได้ต้องไปถามใคร.เพราะจะเริ่ม
    มากด้วยเครื่องรู้และการสนับสนุนต่างๆจากหลายๆฝ่ายทั้งที่มองเห็นได้
    และมองไม่เห็น..ประมาณนี้ครับ
    ปล.อ่านแล้วลองพิจารณาดูนะครับ
    เพื่อความไม่ประมาท...
    ...
     
  14. design8743

    design8743 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 เมษายน 2013
    โพสต์:
    194
    ค่าพลัง:
    +3,035
    ปะป๋า ได้ความรู้เยอะมากมากเลย ขอบคุณค่ะ รักปะป๋ามากมาย ^ ^
     
  15. น้ำเกลี้ยง

    น้ำเกลี้ยง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กุมภาพันธ์ 2014
    โพสต์:
    208
    ค่าพลัง:
    +502
    ได้ความรู้มากมายอีกแล้วครับ แวะมาฟังด้วยคนครับป๋า :cool (f)
     
  16. อะไรเอ้ย

    อะไรเอ้ย สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +3
    ได้ยินเสียงความคิดตัวเอง แต่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นจิงๆเหมือนคิดให้คนอื่นพูดได้ มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม

    เหตุการมันเกิดก่อนผมบวช 1เดือน เข้าใจว่าดวงตกแล้วโดนวิญญานตาม แล้วก็บวช..ตอนนี้บวชได้3เดือนแล้ว เข้าใจว่าต้องนิ่งต้องหยุดคิดแต่พอนึกคิดมันก็มีอีกนิ่งได้ไม่นาน กลัวว่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต กลัวจะคิดจนเป็นบ้า
    ก่อนหน้านี้เดือนนึงมีคนบอกผมว่าจะมีสิ่งศักสิทธิมาอยู่ด้วยแล้วก็บอกอีกว่าผมจะได้บวชตลอดชีวิต(แล้วถ้าสึกผมจะเป็นอะไรหรือป่าวคับ)

    ที่ผ่านมาผมพยายามหาในเน็ตตลอดแต่ไม่เจอเจอแต่ไกล้เคียงบอกใครเขาก็ไม่เชื่อเรยไม่กล้าถามใครเรยพอมาเจอเว็ปนี้ผมมันใจว่ามีคนเป็นเหมือนผม ผมเรยกล้าถาม
    แล้วก็อยากรู้ด้วยว่า ทำไมความคิดของผมมันถึงไปโผล่ตามที่ต่างๆที่ผ่านมา(คิดให้คนอื่นพูด)
    ผีตามพอเข้าใจแต่คิดให้คนอื่นพูด ผมไม่เคยได้ยิน พยายามให้คนอื่นมาพูดบอกตัวเองเหมือนกันแต่ก็ลืมอยู๋ดี

    สงสัยว่าดวงตกก็อีกเรื่องส่วนเรื่องในความคิดก็อีกเรื่อง
    ขอความรู้หน่อยคับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 มิถุนายน 2018
  17. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    624
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,598
    รอท่านที่มีความสามารถมาตอบนะ มันทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวได้ไหมกัน แต่เหมือนเครสของ คุณอะไรเอ้ย จะคุ้นๆ ค่ะ
     
  18. อะไรเอ้ย

    อะไรเอ้ย สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +3
    เป็นก่อนบวช1เดือนคับตอนนี้ยังบวชอยู่
     
  19. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,680
    ค่าพลัง:
    +29,044
    เป็นนะดีแล้วไม่เป็น
    การดวงตกอะไรหรอกครับ
    ไม่ต้องห่วงและสบายใจได้เลย
    บุคคลที่จะมีองค์ความรู้แปลกๆพิศดาร
    ในโลกนี้ มันก็เริ่มจากจุดนี้ทั้งนั้นหละครับ
    แต่จะเป็นความรู้ที่ส่งเสริมทางด้านปัญญาทางธรรม หรือทางปฎิบัติก็ได้
    ความคิดรู้พวกนี้มีจากช่วงนั้นจิต
    ไม่เกิดชั่วคราว(อยู่ในโหมดใช้งานทั่วไปปกติ)
    บวกสัมผัสภายใน และการขยายตัว
    ของกระแสทางด้านปัญญาบริเวนศรีษะ

    บางคนเรียกปิ๊งแว๊บ บางคนอาการอ้อ
    มันเป็นไปเพื่อคลายข้อสงสัย หรือข้อติดขัด
    ทางธรรม หรือเพื่อองค์ความรู้ต่อไป หรือองค์ความรู้ในการต่อยอดการปฎิบัติ
    อย่างใดอย่างหนึ่ง

    อย่าไปวิตกอะไร อย่าไปคิดภายนอกที่เกี่ยว
    กับบุคคลอะไร มันไม่ใช่ความสามารถ
    ที่จะแสดงเกี่ยวกับกายของใคร
    มันคนละแบบและวิถีใช้งานกันเลย
    ดังนั้นให้เลิกคิดเลิกสนใจ
    เกี่ยวกับคนอื่นๆซะ

    ปล มีนะดีแล้ว ปฎิบัติช้าหรือเร็ว
    ตรงนี้มีส่วน. การปิ้งแค่วิสองวิ
    บางทีต้องอธิบายสิ่งที่รู้ เขียนสิ่งที่รู้
    เป็นหน้าสองหน้ากระดาษ A4
    ถ้ามีคนมาถาม ถ้าไม่มีใครถาม
    มันก็จะทำให้จิตวางได้เอง
    เพราะคลี่คลายเรื่องนั้นๆ

    เป็นเรื่องปกติอย่าหลงประเด็นไปทาง
    ว่าเป็นคุณวิเศษ เรื่องพิเศษอะไร
    มันคนละแนวกัน.
    มีเกิดดีกว่าไม่มี เพราะถ้าไม่มี
    มันจะทำให้ปฎิบัติได้ช้ามาก

    และมันยังมีอีกหลายขั้นมากกว่านี้
    ให้เฉยๆ เพราะมันเป็นกิริยาระหว่าง
    ทางในช่วงของปัญญาทางธรรม
    ซึ่งยังต้องต่อยอดไปปัญญาญานต่อไป
    ถึงจะพอรอบรู้ในกองสังขารได้บ้าง
    การติดกิริยานามธรรมระหว่างทาง
    คือตัวขวางการพัฒนาครับ

    ปล พูดถึงกรณี ได้ยินเสียงความคิดตัวเอง
    เข้าใจที่สื่อนะครับ





     
  20. อะไรเอ้ย

    อะไรเอ้ย สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +3
    บผมขอไลน์หน่อยได้ไหม จะได้หายสงสัยจะได้สบายใจสงสัยหลายอย่าง
     

แชร์หน้านี้

Loading...