รู้ไหมว่า 1 ปี คุณฆ่าสัตว์ (โดยทางอ้อม) เป็นจำนวนถึง 1,095 ชีวิต

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย ปากหวาน, 11 พฤษภาคม 2007.

  1. ปากหวาน

    ปากหวาน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +18
    รู้ไหมว่า 1 ปี คุณฆ่าสัตว์ (โดยทางอ้อม) เป็นจำนวนถึง 1,095 ชีวิต
    และกว่าเราจะตาย เราต้องก้าวล่วงชีวิตสัตว์ (ฆ่าทางอ้อม)
    ให้ตกไปถึง 60,225 ชีวิต
    กับทางแก้อย่างย่อใน 7 คำถาม - คำตอบ
    ต่อยอดมาจากข้อเขียนของคุณSittirat
    http://www.palungjit.org/board/showthread.php?t=26365
    ขออนุโมทนา
    <O:p</O:p
    หากอายุของมนุษย์ในยุคปัจจุบันโดยเฉลี่ยแล้ว มีอายุประมาณคนละ 55 ปี
    &middot; ตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าคำนวณเวลาเป็นวันแล้วจะได้เท่ากับ 55 ปี X 365 วัน = 20,075 วัน
    &middot; ถ้า 1 วัน เราทานอาหารวันละ 3 มื้อโดยมื้อหนึ่งเราบริโภคเนื้อสัตว์ 1 ชนิด (ไม่ว่าจะสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่)สัตว์ต้องมาตายเพราะการบริโภคของเราอย่างน้อย 3 ชีวิต
    &middot; เมื่อคำนวณอายุตั้งแต่เกิดจนตายเราทานอาหารทั้งหมดเท่ากับ 55 ปี X 365 วัน X 3 มื้อ = 60,225 มื้อ
    &middot; ถ้าเราบริโภคเนื้อสัตว์ทุกมื้อ มื้อละ 1 ชนิด (เช่น เนื้อหมู เป็นต้น) วันละ 3 มื้อ = สัตว์ต้องมาตายเพราะการบริโภคของเราอย่างน้อย 60,225 ชีวิต (อย่างน้อยน่ะ)
    &middot; ถ้าเราบริโภคเนื้อสัตว์ทุกมื้อ มื้อละ 2 ชนิด (เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เป็นต้น) วันละ 3 มื้อ = สัตว์ต้องมาตายเพราะการบริโภคของเราอย่างน้อย 120,450 ชีวิต
    &middot; ถ้าเราบริโภคเนื้อสัตว์ทุกมื้อ มื้อละ 3 ชนิด (เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา เป็นต้น) วันละ 3 มื้อ =สัตว์ต้องมาตายเพราะการบริโภคของเราอย่างน้อย 180,675 ชีวิต
    &middot; ถ้าเรานำกฎแห่งกรรม มาแทนค่าว่า เราล่วงชีวิตสัตว์ใด ชีวิตย่อมต้องได้รับการล่วงชีวิตเช่นนั้น กล่าวคือ เราต้องมาตายแล้วเกิดเกิดแล้วตายแทนการที่เราต้องทดแทนชีวิตสัตว์ที่เราบริโภคไป เราต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกอย่างน้อย 60,225 ครั้งซึ่งสมน้ำสมเนื้อกับที่เราได้กระทำกรรมดังนั้นไว้
    &middot; โดย 1 ปี เราฆ่าสัตว์โดยทางอ้อม เป็นจำนวนถึง 1,095 ชีวิต โดยหากเราทำความดีอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง รู้ไหมว่า 1 ปี เราทำความดีเพียงปีละ 365 ครั้ง หากนำมาลบกับจำนวนที่เราฆ่าสัตว์โดยทางอ้อมเป็นจำนวนถึง 1,095 ครั้ง เรายังติดลบอีก 730 ครั้ง (ซึ่งความจริงเราไม่สามารถนำมาหักลบกันได้เลยตามกฎแห่งกรรม)

    ความรู้ความเข้าใจและทางแก้อย่างย่อใน 7 คำถาม - คำตอบ

    1. คำถาม:
    นานมาแล้วเคยได้ยินว่า "พระพุทธเจ้าฉัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 พฤษภาคม 2007
  2. ahantharik

    ahantharik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,596
    ค่าพลัง:
    +6,345
    ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดแบบนี้ ก็ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ เศรฐกิจก็จะตกต่ำทุกสิ่งทุกอย่างก็จะขัดแย้งกัน ผมว่าอย่าไปคิดมาก เพียงอย่ากินทิ้งกินขว้างก็พอ รู้จักคุณค่าของสัตว์ สวดมนต์ แผ่เมตตาก็พอแล้วครับ
     
  3. ปากหวาน

    ปากหวาน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +18
    โปรดพิจารณาด้วยปัญญา(อย่างแยบคาย)

    ตัดตอนมาจากหนังสือ "ชุมนุมข้อคิดอิสระ" โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ


    ..........ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์ (ในเมื่อไม่จำเป็น)? เพราะว่า เป็นการทำเพื่อยึดเอาประโยชน์ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม เป็นการก้าวหน้าของสัมมาปฏิบัติอันหนึ่ง ซึ่งได้ผลมากแต่ลงทุนทางฝ่ายวัตถุน้อยที่สุด ไปมากอยู่ทางฝ่ายใจ ซึ่งจะแยกอธิบายดังนี้
    ฝ่ายธรรมเช่น :
    <?xml:namespace prefix = v ns = "urn:schemas-microsoft-com:vml" /><v:shape id=_x0000_i1025 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/lemon.gif"></v:imagedata></v:shape>1. เป็นการเลี้ยงง่ายยิ่งขึ้น เพราะผักหาง่ายในหมู่คนยากจนเข็ญใจ มีการปรุงอาหารด้วยผักเป็นพื้น นักเสพผักย่อมไม่มีเวลาที่ต้องกระวนกระวายเพราะอาหารไม่ถูกปากเลย ส่วนนักเสพเนื้อต้องเลียบเคียงเพื่อได้อุทิศมังสะบ่อยๆ ทายกเสียไม่ได้โดยในที ก็พยายามหามาให้ ทายกที่มีใจเป็นกลางเคยปรารภกับข้าพเจ้าเองหลายต่อหลายนักแล้ว ว่าสามารถเลี้ยงพระได้ตั้ง 50 องค์ โดยไม่ต้องมีการรู้สึกลำบากอะไรเลย ถ้าไม่เกี่ยวกับปลากับเนื้อ ซึ่งบางคราวต้องฝืนใจทำไม่รู้ไม่ชี้กันมากๆ มิใช่เห็นแก่การที่มีราคาแพงกว่าผัก แต่เป็นเพราะรู้ดีว่ามันจะต้องถูกฆ่าเพื่อการเลี้ยงพระของเรา มีอีกหลายคนทีแรกที่ค้านว่า อาหารผักล้วนทำให้วุ่นวายลำบาก แต่เมื่อได้ลองเพียงสองสามครั้ง กลับสารภาพว่า เป็นการง่ายยิ่งกว่าง่าย เพราะบางคราวไม่ต้องติดไฟเลยก็มีตัณหาของนักเสพผักกับนักเสพเนื้อ มีแปลกกันอย่างไรจักกล่าวในข้อหลัง เฉพาะข้อนี้ขอจงทราบไว้ว่า คนกินเนื้อเพราะแพ้รสตัณหา, กินเพราะตัณหา, ไม่ใช่เพราะให้เลี้ยงง่าย
    <v:shape id=_x0000_i1026 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/lemon.gif"></v:imagedata></v:shape>2. เป็นการฝึกในส่วนสัจธรรม คนเราห่างจากความพ้นทุกข์ เพราะมีนิสัยเหลวไหลต่อตัวเอง สัจจะในการกินผักเป็นแบบฝึกหัดที่น่าเพลิน บริสุทธิ์สะอาด ได้ผลสูงเกินที่คนไม่เคยลองจะคาดถึง มันเป็นอาหารที่จะหล่อเลี้ยง "ดวงความสัจจะ" ในใจของเราให้สมบูรณ์ แข็งแรง ยิ่งกว่าแบบฝึกหัดอย่างอื่น ซึ่งเป็นแบบฝึกหัดที่ค่อนข้างง่ายโดยมาก หรือยากที่จะได้ฝึก เพราะไม่สามารถนำมาเป็นเกมฝึกหัดประจำทุกๆ วัน เราต้องฝึกทุกวัน จึงจะได้ผลเร็ว การฝึกใจด้วยเรื่องอาหาร อันเป็นสิ่งที่เราบริโภคทุกวัน จึงเหมาะมาก อย่าลืมพุทธภาษิตที่มีใจความว่า สัจจะเป็นคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์
    <v:shape id=_x0000_i1027 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/lemon.gif"></v:imagedata></v:shape>3. เป็นการฝึกในส่วนทมธรรม (การข่มใจให้อยู่ในอำนาจ) คนเราเกิดมีทุกข์เพราะตัณหาหรือความอยากที่ข่มไว้ไม่อยู่ ข้อพิสูจน์เฉพาะเรื่องผักกับเนื้อง่ายๆ เช่น ข้าพเจ้าเห็นชาวตำบลป่าดอนสูงๆ ขึ้นไป อุตส่าห์หาบอาหารผักลงมาแลกปลาแห้งๆ ทางบ้านแถบริมทะเล ขึ้นไปรับประทาน ทั้งที่ต้องเสียเวลาเป็นวันๆ และทั้งที่กลางบ้านของเขามีอาหารผักพวกเผือก มัน มะพร้าว ผัก ฟัก ฯลฯ อย่างสมบูรณ์ และทั้งทีอาหารเหล่านั้นยังเป็นของสดรสดี สามารถบำรุงร่างกายได้มากกว่าปลาแห้งๆ จนราจับ ที่อุตส่าห์หาบหิ้วขึ้นไปไว้เป็นเสบียงกรังเป็นไหนๆ ผู้ที่ไม่มีการข่มรสตัณหา จักต้องเป็นทาสของความทุกข์ และถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม การข่มจิตด้วยอาหารการกินก็เหมาะมาก เพราะอาจมีการข่มได้ทุกวันด้งกล่าวแล้ว การข่มจิตเสมอเป็นของคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์ ควรทราบว่า มันเป็นการยากอย่างยิ่ง ที่คนแพ้ลิ้นจะข่มตัณหาโดยเลือกกินแต่ผัก จากจานอาหารที่เขาปรุงด้วยเนื้อและผักปนกันมา! จงยึดเอาเกมที่เป็นเครื่องชนะตน อันนี้เถิด ในการเลี้ยงพระของงานต่างๆ ข้าพเจ้าเคยเห็น เคยได้ยินเสียงเรียกเอ็ดแต่อาหารเนื้อ ส่วนอาหารผักล้วนดูเหมือนเป็นการยากที่จะได้ถูกเรียกกับเขา แล้วยังเหลือกลับไปอีก แม้อาหารที่ปรุงประเคน ก็หายไปแต่ชิ้นเนื้อ ผักคงเหลือติดจานไปก็มี และยิ่งกว่านั้นก็คือ ควรทราบว่าแม่ครัวหรือเจ้าภาพเขารู้ตัวก่อนด้วยซ้ำ เขาจึงปรุงอาหารเนื้อไว้มากกว่าอาหารผักหลายเท่านัก ทั้งนี้ ก็เพราะตัณหาทั้งของฝ่ายทายกและปฏิคาหก ร่วมมือกัน "เบ่งอิทธิพล"
    <v:shape id=_x0000_i1028 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/lemon.gif"></v:imagedata></v:shape>4. เป็นการฝึกในส่วนสันโดษ (การพอใจเท่าที่มีที่ได้) ชีวิตพระย่อมได้อาหารชั้นพื้นๆ โดยมาก ข้าพเจ้าเคยเห็นบรรพชิตบางคนเว้นไม่รับอาหารจากคนยากจน เพราะเลวเกินไป คือเป็นเพียงผักหรือผลไม้ชั้นต่ำ แม้จะรับมาก็เพื่อทิ้ง นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่มีความสันโดษ หรือถ่อมตน การฝึกเป็นนักเสพผักอย่างง่ายๆ จะแก้ปัญหานี้ได้หมด สันโดษเป็นทรัพย์ของบรรพชิตอย่างเอก
    <v:shape id=_x0000_i1029 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/lemon.gif"></v:imagedata></v:shape>5. เป็นการฝึกในส่วนจาคะ (การสละสิ่งอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบหรือพ้นทุกข์) นักเสพผักมีดวงจิตบริสุทธิ์ผ่องใส เกินกว่าจะนึกอยากในเมื่อเดินผ่านร้านอาหารนอกกาล หรือถึงกับนึกไปเองในเรื่องที่จะบริโภคให้มีรสหลากๆ เพราะผักไม่ยั่วในการบริโภคมากไปกว่าเพียงเพื่ออย่าให้ตาย ต่างกับเนื้อสัตว์ซึ่งยั่วให้ติดรสและมัวเมาอยู่เสมอ ความอยากในรสที่เกินจำเป็นของชีวิต ความหลงใหลในรส ความหงุดหงิด เมื่อไม่มีเนื้อที่อร่อยมาเป็นอาหาร ฯลฯ เหล่านี้ข้าพเจ้ารับรองได้ว่า ไม่มีในใจของนักกินผักเลย ส่วนนักเสพเนื้อนั้น ย่อมทราบของท่านได้เอง เป็นปัจจัตตังค์เช่นเดียวกับธรรมะอย่างอื่น
    <v:shape id=_x0000_i1030 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image001.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/lemon.gif"></v:imagedata></v:shape>6. เป็นการฝึกในส่วนปัญญา (ความรู้เท่าทันดวงจิตที่กลับกลอก) การกินอาหารจะบริสุทธิ์ได้นั้น ผู้กินต้องมีความรู้สึกแต่เพียงว่า "กินอาหาร" (ไม่ใช่กินผักหรือเนื้อ คาวหรือหวาน) และเป็นอาหารที่บริสุทธิ์ การที่จะปรับปรุงใจให้ละวางความยึดมั่นว่า เนื้อ-ผัก-หวาน-คาว-ดี-ไม่ดี ฯลฯ เหล่านี้เป็นแบบฝึกหัดที่ยาก แต่ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นโทษของการยึดมั่นในชื่ออาหารมามีความสำคัญเพียงว่าเป็น "อาหาร" ที่บริสุทธิ์แล้วก็บริโภคอยู่เสมอแล้ว นี่ก็เป็นการก้าวใหญ่ของการปฏิบัติธรรม ไม่มีอะไรดีไปกว่าอาหารผัก ที่จะเป็นอารมณ์บังคับ ให้ท่านต้องใช้ปัญญาพิจารณามันอยู่เสมอทุกมื้อ เพราะเนื้อทำให้หลงรส ผักทำให้ต้องยกใจขึ้นหารส เหมาะแก่สันดานของสัตว์ ซึ่งมีกิเลสย้อมใจจับแน่นเป็นน้ำฝาดมาแต่เดิม แต่ปัญญาของท่านต้องมีอยู่เสมอว่า ไม่ใช่จะไปนิพพานได้เพราะกินผัก เป็นเพียงการช่วยเหลือในการขูดเกลากิเลสทุกวันเท่านั้น ไว้นานๆ จะทดลองความรู้สึกในใจของท่านว่า จะบริสุทธิ์สะอาดพอหรือยัง ด้วยการลองรสอาหารที่ยั่วลิ้นเสียคราวหนึ่ง คือเนื้อที่ปรุงให้มีรสวิเศษนั่นเอง ก็ได้
    ข้าพเจ้าเอง ไม่ได้มีความเห็นว่า ฝ่ายที่จะช่วยเหลือการขูดเกลาจิตใจต้องเป็นผัก ความจริงมันควรเป็นอาหารชั้นเลวๆ ไม่ประณีตก็พอแล้ว แต่เมื่อใคร่ครวญดูไปๆ ก็มาตรงกับอาหารผัก เพราะเนื้อนั้นทำอย่างไรเสียก็ชวนกินอยู่ตามธรรมชาติ แม้เพียงแต่ต้มเฉยๆ มันก็ยังยั่วตัณหาอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น ฝ่ายที่จะปราบตัณหาจึงกลายเป็นเกียรติยศของผัก คืออาหารที่จะข่มตัณหาได้ และมีแต่ทางบริสุทธิ์ยอย่างเดียวโดยไม่มีการระวังเลยก็ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ระแวงภัยในความประมาทอยู่เสมอ
    ฝ่ายโลก เช่น :
    <v:shape id=_x0000_i1031 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image002.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/stro.gif"></v:imagedata></v:shape>1. ผักมีคุณแก่ร่างกายยิ่งกว่าเนื้อหรือไม่วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ก็พอที่จะรับว่าจะทำให้มีโรคภัยน้อย มีกำลังแข็งแรง มีดวงจิตสงบกว่าเนื้อสัตว์ (ชาวอินเดียด้วยกัน ที่เป็นพวกกินเนื้อดุร้ายกว่าพวกที่เป็นพราหมณ์ ไม่กินเนื้อโดยกำเนิด) มีความหื่นในความอยาก-ความโกรธ- ความมัวเมาน้องลงเป็นอันมาก
    <v:shape id=_x0000_i1032 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image002.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/stro.gif"></v:imagedata></v:shape>2. ทางเศรษฐกิจ ราคาผักกับเนื้อ ทราบกันอยู่แล้วว่าผิดกันเพียงไร ของดีไม่ใช่มีหลักว่าต้องแพงเสมอไป แต่ของแพงคือของสำหรับคนโง่ คนทะเยอทะยาน ของที่มีคุณภาพสมค่าหรือเกินค่า ไม่ใช่ของแพงแม้จะมีราคาเท่าไรก็ตาม และเป็นของสำหรับคนฉลาด อาหารเลวๆ ไม่ได้ทำให้คนโง่ลงเลย ยิ่งเนื้อและผักแล้ว เนื้อเสียอีกกลับจะทำไห้โง่ คือหลงรสของมันจนเคยชิน คนๆ เดียวกันนั่นเอง ถ้าเขาเป็นนักเสพผักจะเป็นคนเข้มแข็ง มีใจมั่นคง ไม่โยกเยกรวนเร ยิ่งกว่านักเสพเนื้อ (กินผักมากที่สุดกินเนื้อแต่เล็กน้อยเท่าที่จำเป็นจริงๆ ก็เรียกว่านักเสพผัก ผักหมายถึงผลไม้ น้ำตาลสด ขนม ฯลฯ แม้จะหมายถึงนมด้วยก็ได้)
    <v:shape id=_x0000_i1033 style="WIDTH: 24pt; HEIGHT: 24pt; mso-wrap-distance-left: 7.5pt; mso-wrap-distance-right: 7.5pt" alt="" type="#_x0000_t75"><v:imagedata src="file:///C:\DOCUME~1\MICROS~1\LOCALS~1\Temp\msohtml1\01\clip_image002.gif" o:href="http://www.geocities.com/mangsavirat/stro.gif"></v:imagedata></v:shape>3. ธรรมชาติแท้ๆ ต้องการให้เรากินผัก ขอจงคิดให้ลึกหน่อยว่า ธรรมชาติสร้างสรรค์พวกเราให้มีความรักชีวิตของตนทุกๆ คน เราควรเห็นอกของสัตว์ที่มีความรู้สึกด้วยกัน มิฉะนั้นก็ไม่มีธรรมเสียเลย ลองส่งดวงใจที่เป็นกลางๆ ไปทั่วใจสัตว์ทุกตัว ที่ต้องพรากผัว-เมีย-ลูก-แม่-พ่อ ฯลฯ โดยถูกฆ่าเป็นอาหารแล้วลองเทียบถึงใจเราบ้าง ถ้ามีพวกยักษ์ใหญ่มาทำแก่เราเช่นนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร? เราจะถึงกับร้องให้พระเจ้าช่วยหรือไม่ ถ้ามีพระเจ้าที่จะช่วยได้? และคิดสืบไปว่า เมื่อเราอาจช่วย หรืออาจเสียสละรสที่ปลายลิ้นเพื่อช่วยชีวิตสัตว์อื่น หรือผู้อื่นได้แล้ว ธรรมของมนุษย์ (สัตว์มีใจสูง) จะไม่ช่วยให้เราทำเพื่อเห็นแก่อกเขาและอกเราบ้างเทียงหรือ แม้พระพุทธองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระเมตตาบารมีอย่างกว้างขวาง ทำไมเราจึงไม่ช่วยไรเมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในฐานะที่ช่วยได้ แม้ว่าไม่ช่วยก็ไม่บาปก็ตาม?
    ธรรมชาติจะมีผักหญ้าและผลไม้ พอให้เราบริโภคพอเพียงเสมอ มนุษย์มากขึ้นๆ ทุกปี ส่วนสัตว์มีน้อยลงๆ ทุกปี โลกมนุษย์ขยายตัวออก โลกสัตว์เดรัจฉานหดสั้นเข้า ในที่สุดเนื้อจะไม่พอกันกิน ต้องเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ก็ที่ดินขนาดเท่ากัน สามารถเลี้ยงสัตว์พอเพื่อมนุษย์ น้อยกว่าปลูกผักเพื่อมนุษย์ คิดดู แต่ไม่พอเพื่อเลี้ยงวัว 1 ตัว สำหรับกินเนื้อ และต้องหลายปี ปัญหาจึงไปตกหนักอยู่ที่เนื้อสัตว์จะไม่พอ หาใช่ที่ผักจะไม่พอไม่ แม้ปลาในมหาสมุทร ก็บอกสถิติตัวเองอยู่เรื่อยๆ มาแล้วว่า จะต้องขาดมือลง แต่ข้อสำคัญที่สุดนั้นคือมันไม่ให้คุณไปกว่าผักเลย
    มีนักปราชญ์ทางวิทยาศาสตร์คำนวณว่า เนื่องจากเกิดใหม่มากกว่าการตายในเวลานี้ได้มีจำนวนพลโลกเพิ่มขึ้นถึงปีละ 21 ล้านคน แต่ต่อไปจะเพิ่มมากทวีขึ้นอีก ถ้าไม่มีเหตุใดมาทำให้จำนวนน้อยลง เป็นต้นว่า การสงครามหรือโรคภัยที่ร้ายแรงมาลดจำนวนลงเสียมากๆ เป็นพิเศษ ในอีกร้อยปีจะมีจำนวนคนถึง 5,000 ล้าน (ห้าพันล้าน) คน ในเวลานั้นพื้นดินทุกๆ แห่งจะต้องใช้เป็นที่ทำการเพาะปลูก เพื่อได้อาหารมาเลี้ยงมนุษย์ ไม่มีที่ดินและอาหารผักพอที่จะเลี้ยงสัตว์ มนุษย์จะต้องกินอาหารผักและข้าวโดยตรง แทนการกินเนื้อซึ่งเป็นการกินผักโดยทางอ้อม มหาเศรษฐีจึงจะมีนมและเนื้อกิน โดยเลี้ยงวัวไว้บนตึกชั้นสุดยอดหรือในสวนข้างๆ บ้าน
    เวลานี้มีคนเพียงประมาณ 2,000 ล้านคน เรามีจำนวนคนที่อดอยากอยู่มากมายเพียงไร? อีกร้อยปีข้างหน้าเมื่อมีคนถึง 5,000 ล้านคน ภาวะของความจนจะเป็นอย่างไร ความจำเป็นจะบังคับให้คนต้องกินอาหารผักและเมล็ดข้าวเท่านั้น
    สำหรับภิกษุ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้มาถึงเหตุผลของฝ่ายโลกดังกล่าวมานี้ก็จริง แต่เพราะเป็นเพศนำของเพศอื่น จึงควรดำรงอยู่ในอาการที่เป็นฝ่ายข้างพ้นทุกข์สงบเยือกเย็นอยู่เสมอ ไม่เป็นคนดื้อต่อเหตุผล ไม่เป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นคนละเลยต่อการขูดเกลาความรู้สึกของธรรมดาฝ่ายต่ำ มีการเห็นแก่ตัวหรือความอร่อยของตัวเป็นต้น ไม่เป็นผู้หาข้อแก้ตัวด้วยการตีโวหารฝีปาก แต่จะเป็นคนรักความยุติธรรม รักความสงบ แผ่เมตตาไม่จำกัดวง ไม่จำกัดความรับผิดชอบ พร้อมด้วยเหตุผลอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงไม่ควรนิ่งเฉยต่ออารมณ์ที่เกื้อกูลแก่ความก้าวหน้าในส่วนใจของตนแม้แต่น้อย
    การเว้นบริโภคเนื้อ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทรงห้ามหรือฝ่าฝืนพระบัญญัติสำหรับดวงใจที่ประสงค์เพื่อขูดเกลากิเลสของตน- ดวงใจที่ไม่เอาคนนอกส่วนมากเป็นประมาณ-ดวงใจที่ไม่แพ้ลิ้น-ดวงใจที่ไม่ประสงค์การตีโวหาร การไม่บริโภคเนื้ อก็เป็นธุดงค์อย่างเดียวกับธุดงค์อื่นๆ ซึ่งทรงตรัสไว้ว่าเป็นการขูดเกลากิเลส แต่ก็ไม่ทรงบังคับกะเกณฑ์ให้ใครถือ แต่เมื่อใครถือก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก เช่น ทรงสรรเสริญพระมหากัสสป ธุดงค์ 13 อย่าง บางอย่างเช่น เนสัชชิกังคะ ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นพุทธภาษิตนัก แม้จำนวนสิบสามก็ไม่ใช่จำนวนที่ทรงแต่งตั้ง เมื่อเช่นนั้น การขูดเกลาด้วยการเว้นเนื้อก็เป็นสิ่งที่รวมลงได้ในธุดงค์ หรือมัชฌิมาปฏิปทานั้นเอง เพราะเข้ากันได้กับสิ่งที่ทรงอนุญาตในฝ่ายธรรม มิใช่ฝ่ายศีลซึ่งเป็นการบังคับ
    ท่านคงประหลาดใจหรือสงสัยว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่สนับสนุนมติของตนเอง จึงส่งเสริมให้ฝึกใจด้วยอาหารผัก ข้อนี้ขอตอบว่า เพราะเป็นโอกาสที่จะฝึกฝนทดลอง ขูดเกลา ได้ทุกวันนั่นเอง วิธีอย่างอื่นโดยมากเราต้องคอยระลึกขึ้นมา ไม่ได้ผ่านมาเฉพาะหน้าเราทุกวันๆ เช่น อาหาร และอีกอย่างหนึ่งคนธรรมดาเราก็ติดรสอาหารกันทั้งนั้น มันเป็นเครื่องทดลอง หรือวัดน้ำใจเรา เปรียบเหมือนออกสงครามต่อสู้ข้าศึกอยู่เสมอ ถ้าไม่กลัวว่ามันเป็นเครื่องทดลองวัดน้ำใจของท่านเกินไปแล้ว ท่านคงเห็นพัองกับข้าพเจ้าทีเดียวว่า เราควรยึดเอาบทเรียนประจำวันบทนี้เป็นแน่ เพราะมันจะเป็นผู้เตือนให้เราฝึกมันทุกวันทีเดียว เป็นบทเรียนที่ยาก แต่เปิดโอกาสให้เราฝึกได้ทุกๆ วัน
    ท่านอาจถามข้าพเจ้าว่า เราจะไปนิพพานด้วยการกินผักกันหรือ?
    ข้าพเจ้าก็อาจตอบได้โดยย้อนให้ท่านตอบในตัวเองว่า เราจะไปนิพพานได้โดยต้องออกบวชเป็นบรรพชิตเท่านั้นแลหรือ? ถ้าท่านตอบว่าการบวชเป็นเพียงการช่วยให้เร็วเข้าเท่านั้น เพราะฆราวาสก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้แล้ว ข้าพเจ้าก็พิสูจน์ให้ท่านได้ในทันทีว่าการกินผักก็อย่างเดียวกัน เพราะเป็นการฝึกใจช่วยให้ไปถึงการชำนะตัณหาเร็วเข้า ดังกล่าวแล้ว ถ้าใครจะพยายามพิสูจน์ว่า กินผักเพราะพระพุทธองค์ไม่ฉันเนื้อ หรือกินเนื้อเป็นบาปแล้ว ข้าพเจ้าก็เห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพออย่างเดียวกับท่าน เพราะเนื้อที่บริสุทธิ์ไม่บาป และพระองค์ก็ฉันเนื้อ
    ถ้าท่านยังแย้งว่า การกินผักไม่ได้เป็นการก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีคำตอบแต่เพียงว่า ท่านยังไม่รู้จักตัวปฏิบัติธรรมเสียเลย ท่านจะรู้จักการกินผักซึ่งเป็นอุปกรณ์ของการปฏิบัติธรรมอย่างไรได้ <O:p
    ขอให้ทราบว่า "การกินผักไม่ได้ถือเป็นลัทธิหรือบัญญัติ" เราฝึกบทเรียนนี้ โดยไม่ได้สมาทาน หรือปฏิญาณ อย่างสมาทานลัทธิ หรือศีล มันเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายธรรมทางใจ ซึ่งเราอาศัยหลักกาลามสูตร หรือโคตมีสูตร เป็นเครื่องมือตัดสินแล้ว ก็พบว่าเป็นแต่ฝ่ายถูก ฝ่ายให้คุณโดยส่วนเดียว เป็นการขูดเกลากิเลสซึ่งพระพุทธองค์สรรเสริญ แต่ถ้าใครทำเพราะยึดมั่น ก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น และถ้าบังคับกันก็กลายเป็นลัทธิของพระเทวทัต ที่จริงหลักมัชฌิมาปฏิปทา สอนให้เราทำตามสิ่งที่เรามองเห็นด้วยปัญญาว่าเป็นไปเพื่อความขูดเกลากิเลสเสมอ แต่เรามองเห็นแล้วไม่ทำ ก็กลายเป็นเราไม่ปรารถนาดีไปเอง ส่วนผู้ที่ยังมองไม่เห็นนั้นไม่อยู่ในวงนี้ มัชฌิมาปฏิปทาคือการทำดีโดยวงกว้าง!
    วันนี้ข้าพเจ้าเขียนมาก จนคาดว่าบรรณาธิการจะรังเกียจเพราะจะแย่งเนื้อที่ของเรื่องแผนกอื่นไป จึงขอไว้อธิบายเพิ่มเติมในโอกาสหลังบ้าง แต่ขออย่างลืมหลักสั้นๆ ว่า เราไม่ได้เสพผักเพื่อเอาชื่อเสียงว่าเป็นนักเสพผัก (Vegetarian) เลย เราก้าวหน้าในการขูดเกลาใจเพื่อยึดเอาประโยชน์อันเกิดแต่การมีกิเลสเบาบางอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อท่านผู้ใดจะวิเคราะห์เหตุผลทั้งหลายของข้าพเจ้า โปรดใช้กฎประจำใจอันนี้เข้าผสมด้วยเสมอ และอย่าลืมว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนฝ่ายโลกนาถภิกษุ หรือฝ่ายใคร นอกจากฝ่ายที่มีเหตุผล แล้วและตั้งหน้าปฏิบัติด้วยความเชื่อความนับถือตนเองเท่านั้น และข้อสำคัญที่สุดก็คือ ข้าพเจ้าไม่ได้ขอร้องให้ท่านเป็นนักผัก เป็นแต่แสดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าในเรื่องนี้ ขอร้องเพียงให้ท่านนำไปคิดดู เมื่อท่านคิดแล้วในกาลต่อไปท่านจะเป็นนักผักหรือนักเนื้อ ก็แล้วแต่เหตุผลของท่าน พุทธบุตรที่แท้จริงคือ "คนมีเหตุผล" ที่จริงนักเนื้อก็ไม่ใช่ผู้อันใครจะพึงรังเกียจ เช่นเดียวกับผู้ไม่สามารถทานธุดงค์อย่างอื่น เช่น ทรงไตรจีวร หรืออยู่โคนไม้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่บังคับ. <O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 พฤษภาคม 2007
  4. เฮียปอ ตำมะลัง

    เฮียปอ ตำมะลัง ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    24,973
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +91,128
    หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม (พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง)

    "คนไหนฆ่าสัตว์คนนั้นก็บาป คนไหนสั่งคนนั้นก็บาป เราซื้อที่เขาฆ่ามาขาย กินเท่าไหร่เราก็ไม่บาป เพราะไม่เป็นบาปพระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม ที่ไม่ห้ามเพราะว่าเขาฆ่ากันเป็นปกติอยู่แล้ว"
    "ถ้ามีขายเขาก็ซื้อกิน จะไปโทษคนกินเขาไม่ได้หรอก ถ้าคนกินสั่งให้เขาฆ่าอันนี้จึงบาป ไม่งั้นพระพุทธเจ้าคงจะห้ามพระฉันเนื้อสัตว์"

    พระพุทธองค์ ตรัสว่า "เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ"
    "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราถือเจตนาเป็นตัวกรรม"
     
  5. ปากหวาน

    ปากหวาน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +18
    ตัดตอนมาจากหนังสือ "ชุมนุมข้อคิดอิสระ" โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

    "การเว้นบริโภคเนื้อ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบังคับกะเกณฑ์ให้ใครถือ แต่เมื่อใครถือก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก"

    การเว้นบริโภคเนื้อ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทรงห้าม หรือ ฝ่าฝืนพระบัญญัติ
    สำหรับดวงใจที่ประสงค์เพื่อขูดเกลากิเลสของตน -
    ดวงใจที่ไม่เอาคนนอกส่วนมากเป็นประมาณ -
    ดวงใจที่ไม่แพ้ลิ้น -
    ดวงใจที่ไม่ประสงค์การตีโวหาร
    การไม่บริโภคเนื้อก็เป็นธุดงค์อย่างเดียวกับธุดงค์อื่นๆ ซึ่งทรงตรัสไว้ว่า
    เป็นการขูดเกลากิเลส แต่ก็ไม่ทรงบังคับกะเกณฑ์ให้ใครถือ แต่เมื่อใครถือก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก
    เช่น ทรงสรรเสริญพระมหากัสสป ธุดงค์ 13 อย่าง บางอย่าง
    เช่น เนสัชชิกังคะ ก็ไม่มีใครเชื่อว่า เป็นพุทธภาษิตนัก แม้จำนวนสิบสาม ก็ไม่ใช่จำนวนที่ทรงแต่งตั้ง
    เมื่อเช่นนั้น การขูดเกลาด้วยการเว้นเนื้อก็เป็นสิ่งที่รวมลงได้ในธุดงค์ หรือมัชฌิมาปฏิปทานั้นเอง เพราะเข้ากันได้กับสิ่งที่ทรงอนุญาตในฝ่ายธรรม มิใช่ฝ่ายศีลซึ่งเป็นการบังคับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 พฤษภาคม 2007
  6. ปากหวาน

    ปากหวาน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +18
    คำสอนของท่านพระพุทธทาส (...แต่เมื่อเรามองเห็นแล้วไม่ทำ ก็กลายเป็นเรื่องที่ว่า เราไม่ปรารถนาดีต่อตนเอง หรือต่อผู้อื่นไปเอง...)


    ตัดตอนมาจากหนังสือ "ชุมนุมข้อคิดอิสระ" โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ


    ...ขอให้ทราบว่า "การกินผัก ไม่ได้ถือเป็นลัทธิ หรือบัญญัติ"
    เราฝึกบทเรียนนี้ โดยไม่ต้องสมาทาน หรือปฏิญาณ อย่างสมาทานลัทธิ หรือศีล มันเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายธรรมทางใจ
    ซึ่งเราอาศัยหลักกาลามสูตร หรือโคตมีสูตร เป็นเครื่องมือตัดสินแล้ว ก็พบว่าเป็นแต่ฝ่ายถูก ฝ่ายให้คุณโดยส่วนเดียว เป็นการขูดเกลากิเลสซึ่งพระพุทธองค์สรรเสริญ

    แต่ถ้าใครทำเพราะยึดมั่น ก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น
    และถ้าบังคับกันก็กลายเป็นลัทธิของพระเทวทัต
    ที่จริงหลักมัชฌิมาปฏิปทา สอนให้เราทำตามสิ่งที่เรามองเห็นด้วยปัญญาว่า เป็นไปเพื่อความขูดเกลากิเลสเสมอ
    แต่เรามองเห็นแล้วไม่ทำ ก็กลายเป็นเราไม่ปรารถนาดีไปเอง
    ส่วนผู้ที่ยังมองไม่เห็นนั้นไม่อยู่ในวงนี้
    มัชฌิมาปฏิปทา คือ การทำดีโดยวงกว้าง!...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 พฤษภาคม 2007
  7. ปากหวาน

    ปากหวาน สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +18
    และท่านพระพุทธทาส ยังสอนต่อไปว่า...

    ตัดตอนมาจากหนังสือ "ชุมนุมข้อคิดอิสระ" โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ

    ...พุทธบุตรที่แท้จริงคือ "คนมีเหตุผล"
    ที่จริงนักกินเนื้อ หรือ เสพเนื้อ ก็ไม่ใช่ ผู้อันใครจะพึงรังเกียจ
    เช่นเดียวกับผู้ไม่สามารถทานธุดงค์อย่างอื่น เช่น ทรงไตรจีวร หรืออยู่โคนไม้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้บังคับ...
     
  8. terryh

    terryh เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +1,280
    เมตตาต่อสัตว์ เพื่อนร่วมโลกเลิกกินเนื้อสัตว์เพราะคลิปนี้ครับ อยากให้ดูและวัดใจตัวเองว่า



    ยังมีความเมตตามากพอที่จะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาหรือเปล่า



    http://www.jozho.net/index.php?mo=5&qid=666547]
     
  9. ประกายพลอย

    ประกายพลอย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มกราคม 2010
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +452
    <CENTER style="FONT-WEIGHT: normal; FONT-SIZE: medium; COLOR: blue">๒๒. พระพุทธเจ้าห้ามสาวกกินเนื้อสัตว์หรือไม่</CENTER> ถาม พระพุทธเจ้าของเราห้ามภิกษุ พุทธสาวก พุทธบริษัท ฉันหรือกินเนื้อสัตว์หรือไม่ หรือว่าห้ามกินเนื้อบางชนิดเท่านั้น

    ตอบ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์เลย แม้พระองค์เองก็เสวยเนื้อสัตว์ที่มีผู้ปรุงถวาย แต่จะไม่เสวยและฉันเนื้อที่ไม่บริสุทธิ์โดยส่วน ๓ คือที่ได้เห็น ได้ยิน และที่รังเกียจกับเนื้อต้องห้าม ๑๐ อย่าง มีเนื้อมนุษย์เป็นต้น ตามที่ได้กล่าวแล้วในปัญหาข้อต้นๆ เพราะถ้าทรงห้ามแล้ว พระองค์ก็คงจะไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันปลาและเนื้อตาม<WBR>ที่<WBR>พระ<WBR>เทวทัตทูลขอวัตถุ ๕ ประการแล้ว
    นั่นคือ พระเทวทัตขอมิให้ภิกษุฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต แต่พระพุทธองค์มิได้ทรงอนุญาตตามที่ท่านพระเทวทัตขอ เพราะฉะนั้นจึงเป็นอันว่าภิกษุฉันปลาและเนื้อได้ หรือท่านใดไม่ฉันก็ได้ ใครพอใจอย่างใดก็ทำอย่างนั้น แม้พุทธบริษัท หรือใครก็ตาม พระองค์ก็มิได้ทรงห้ามการกินปลากินเนื้อ ทรงสอนแต่มิให้ฆ่าสัตว์เองหรือสั่งให้ผู้อื่นฆ่าเท่านั้น แต่มิได้ทรงห้ามไปถึงการกินปลากินเนื้อที่มิได้ฆ่าเอง หรือสั่งเขาฆ่าเพื่อตน เพราะการฆ่าหรือการสั่งให้เขาฆ่า ไม่ว่าจะเพื่อกินเองหรือเพื่อเอาไปทำบุญถวายพระ ก็เป็นบาปกรรมล่วงศีลข้อปาณาติบาตทั้งสิ้น
    ใน อามคันธสูตร อรรถกถาก็ได้เล่าถึงดาบสพวกหนึ่งที่ถือว่า ปลาและเนื้อ<WBR>เป็น<WBR>กลิ่น<WBR>ดิบ ไม่ควรบริโภค แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปลาและเนื้อไม่ใช่กลิ่นดิบ แต่<WBR>กิเลส<WBR>ทั้ง<WBR>ปวง<WBR>ที่เป็นบาปเป็นอกุศลต่างหาก ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบ
    สรุปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงห้ามการฉันปลาและเนื้อ ทั้งพระองค์และภิกษุก็ฉันปลาและเนื้อที่เป็นกัปปิยะ คือไม่ผิดวินัยบัญญัติ เป็นของสมควรบริโภค อันได้แก่ปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม อันได้กล่าวมาแล้ว กับไม่ฉันเนื้อที่ต้องห้าม ๑๐ ชนิด เว้นจากนี้แล้วก็ฉันได้ ไม่มีข้อขัดข้องประการใด
    <CENTER style="FONT-WEIGHT: normal; FONT-SIZE: medium; COLOR: blue">________</CENTER>
     
  10. ประกายพลอย

    ประกายพลอย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 มกราคม 2010
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +452
    <CENTER style="FONT-WEIGHT: normal; FONT-SIZE: medium; COLOR: rgb(0,0,255); FONT-FAMILY: 'MS Sans Serif'">เรื่องวัตถุ ๕ ประการ</CENTER>[๓๘๓] ครั้งนั้น พระเทวทัตเข้าไปหาพระโกกาลิกะ พระกตโมรกติส-*สกะ พระขัณฑเทวีบุตร พระสมุททัตตะ แล้วได้กล่าวว่า มาเถิดท่านทั้งหลายพวกเราจักทำสังฆเภท จักรเภท แก่พระสมณโคดม เมื่อพระเทวทัตกล่าวอย่างนี้แล้ว พระโกกาลิกะได้กล่าวว่า พระสมณโคดมมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากพวกเราจักทำสังฆเภท จักรเภท แก่พระสมณโคดมอย่างไรได้ พระเทวทัตกล่าวว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณ-*โคดม แล้วทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า พระผู้มีพระภาคตรัสคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้า วัตถุ ๕ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัดอาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยายข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานพระวโรกาส ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถืออยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้อง-*โทษ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ พระสมณโคดมจักไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้ แต่พวกเรานั้นจักให้ประชาชนเชื่อถือวัตถุ ๕ ประการนี้ พระโกกาลิกะกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย พวกเราสามารถเพื่อทำสังฆเภทจักรเภท แก่พระสมณโคดมด้วยวัตถุ ๕ ประการนี้แน่ เพราะมนุษย์ทั้งหลายเลื่อมใสในความปฏิบัติเศร้าหมอง ฯ<CENTER style="FONT-WEIGHT: normal; FONT-SIZE: medium; COLOR: rgb(0,0,255); FONT-FAMILY: 'MS Sans Serif'">ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ</CENTER>[๓๘๔] ครั้งนั้น พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อยความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส ความไม่สั่งสมการปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้า วัตถุ ๕ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัดอาการที่น่าเลื่อมใส ความไม่สั่งสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยายข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานพระวโรกาส ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้องโทษ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนา จงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนา จงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนา จงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ ๘ เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็นไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ ครั้งนั้น พระเทวทัตคิดว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาต วัตถุ ๕ ประการนี้ จึงร่าเริงดีใจพร้อมกับบริษัทลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ แล้วกลับไป ฯ<CENTER style="FONT-WEIGHT: normal; FONT-SIZE: medium; COLOR: rgb(0,0,255); FONT-FAMILY: 'MS Sans Serif'">โฆษณาวัตถุ ๕ ประการ</CENTER>[๓๘๕] ต่อมา พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์แล้วประกาศให้ประชาชนเข้าใจวัตถุ ๕ ประการว่า ท่านทั้งหลาย พวกอาตมาเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย ... การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าข้าวัตถุ ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ... การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ภิกษุทั้งหลายพึงถืออยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ ... ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ วัตถุ๕ ประการนี้ พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาต แต่พวกอาตมาสมาทานประพฤติตามวัตถุ ๕ ประการนี้ ฯ [๓๘๖] บรรดาประชาชนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส ไร้ปัญญากล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นผู้กำจัด มีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระสมณโคดมประพฤติมักมาก ย่อมคิดเพื่อความมักมาก ส่วนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา ย่อมเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตจึงได้พยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักรเล่าภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตจึงได้พยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักร แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามว่า ดูกรเทวทัต ข่าวว่า เธอพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักร จริงหรือ พระเทวทัตทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลย เทวทัต เธออย่าชอบใจการทำลายสงฆ์เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษหนักนัก ผู้ใดทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันย่อมประสพ-*โทษตั้งกัป ย่อมไหม้ในนรกตลอดกัป ส่วนผู้ใดสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้วให้พร้อมเพรียงกัน ย่อมประสพบุญอันประเสริฐ ย่อมบรรเทิงในสวรรค์ตลอดกัป อย่าเลย เทวทัต เธออย่าชอบใจการทำลายสงฆ์เลย เพราะการทำลายสงฆ์มีโทษหนักนัก ฯ [๓๘๗] ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ พระเทวทัตได้พบท่านพระอานนท์กำลังเที่ยว-*บิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงเข้าไปหาท่านพระอานนท์ แล้วได้กล่าวว่า ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจักทำอุโบสถ จักทำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาค แยกจากภิกษุสงฆ์ ครั้นท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์แล้ว เวลาปัจฉาภัตร กลับจากบิณฑบาตเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วจึงกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเช้านี้ข้าพระพุทธเจ้านุ่งอันตรวาสก ถือบาตร และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์พระเทวทัตพบข้าพระพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ แล้วเข้ามาหาข้าพระพุทธเจ้า ครั้นแล้วกล่าวว่า ท่านอานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจักทำอุโบสถ จักทำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาค แยกจากภิกษุสงฆ์ วันนี้พระเทวทัตจักทำลายสงฆ์ พระพุทธเจ้าข้า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานในเวลานั้น ว่าดังนี้:- [๓๘๘] ความดี คนดีทำง่าย ความดี คนชั่วทำยาก ความชั่ว คนชั่วทำง่าย แต่อารยชน ทำความชั่วได้ยาก ฯ<CENTER style="FONT-WEIGHT: normal; FONT-SIZE: medium; COLOR: rgb(0,0,255); FONT-FAMILY: 'MS Sans Serif'">ทุติยภาณวาร จบ</CENTER>
    </PRE>


    สรุป ถ้าเราเป็นสาวก ก็เชื่อ ประพฤติ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

    ถ้าเราคิดว่าเราเป็นสาวก

    อย่ารู้ดี อย่างเก่งเกินพระพุทธเจ้า

    พวกที่รู้ดี เก่งเกินพรพุทธเจ้า

    ก็ไปอยู่ที่เดียวกับเทวทัตแล้วกันนะครับ

    ฟันธงคราบ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 30 กรกฎาคม 2011
  11. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    ามฉันเนื้อ ๑๐ อย่าง
    ศีล ๑๐ ข้อของสามเณร
    ศีล ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ
    ข้อปฏิบัติของภิกษุณี ๘ ประการ (ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา)
    ข้อห้ามสำหรับการบวชพระในแบบธรรมยุต
    ภิกษุไม่ควรฉันเนื้อ ๑๐ อย่างอันได้แก่
    ๑.เนื้อมนุษย์ ๖.เนื้อราชสีห์
    ๒.เนื้อช้าง ๗.เนื้อหมี
    ๓.เนื้อม้า ๘.เนื้อเสือโคร่ง
    ๔.เนื้อสุนัข ๙.เนื้อเสือดาว
    ๕.เนื้องู ๑๐.เนื้อเสือเหลือง


    เนื้อ10อย่างนี่พระพุทธเจ้าทรงห้ามครับ นอกนนั้นพระฉันได้

    แต่ถ้าเป็นคนธรรดา ก็แล้วแต่ จะกิน หรือไม่ ก็แล้วแต่ตัวของตัวเองแล้วกัน
     
  12. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    <TABLE class=tborder id=post4607684 style="BORDER-RIGHT: rgb(239,239,239) 1px solid; BORDER-TOP: rgb(239,239,239) 1px solid; BORDER-LEFT: rgb(239,239,239) 1px solid; COLOR: rgb(0,0,0); BORDER-BOTTOM: rgb(239,239,239) 1px solid; BACKGROUND-COLOR: rgb(255,255,255); background-origin: initial; background-clip: initial" cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TR vAlign=top><TD class=alt1 id=td_post_4607684 style="BORDER-RIGHT: rgb(255,255,255) 1px solid; FONT: 12pt verdana, geneva, lucida, 'lucida grande', arial, helvetica, sans-serif; COLOR: rgb(0,0,0); BACKGROUND-COLOR: rgb(239,235,239); background-origin: initial; background-clip: initial"><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=6 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=alt2 style="BORDER-RIGHT: 1px inset; BORDER-TOP: 1px inset; FONT: 12pt verdana, geneva, lucida, 'lucida grande', arial, helvetica, sans-serif; BORDER-LEFT: 1px inset; COLOR: rgb(0,0,0); BORDER-BOTTOM: 1px inset; BACKGROUND-COLOR: rgb(247,243,247); background-origin: initial; background-clip: initial">ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ปรมิตร [​IMG]

    อนุโมทนาครับ
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    โมทนาครับ
    ท่านเอง กล่าวเองนะครับว่าพระพุทธเจ้าตรัสห้าม ตรัสสอนเช่นไร ให้ทำอย่างนั้น
    ก็ พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องศีลข้อที่ ๑ ไง ละครับ แล้วทำไมไม่ดำเนินรอยตามละครับ ทำไมเราๆๆๆๆทั้งหลายต้องมาบอกว่า เราไม่ได้ฆ่า เราแค่กิน ....ล่ะครับ
    จริงๆๆๆแล้ว ถ้าอธิบาย ชื่อกระทู้ " ไม่ได้ฆ่า แต่กินเนื้อสัตว์ บาปไหม " ว่า...
    ปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ ๕ คือ
    ๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
    ๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
    ๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
    ๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
    ๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น
    ก็ถ้าไม่ได้อยู่ใน ๕ ข้อนี้ก็ไม่น่าจะบาปนะครับ แต่อย่าลืมนะครับ เวลาที่สัตว์ใหญ่กลัวมากๆๆๆ เวลาจะโดนฆ่านั้น มันจะหลั่งสารเคมีที่เป็นพิษ(จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร) ออกมาในร่างกายของมัน แล้วเราๆๆๆทั้งหลายก็บริโภค เนื้อนั้น สารเคมีนั้นก็จะมาสะสมในร่างกายเราๆๆ ก็จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายนะครับ

    ส่วนเรื่องพระเทวทัตนั้น พระเทวทัตเอง ท่านต้องการเอาชนะพระพุทธเจ้านะ เลยขอให้พระสงฆ์ ปฎิบัติ ๕ อย่าง คือไม่ฉันเนื่อสัตว์เป็นต้น
    พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามแล้วให้เหตุผลว่า
    1.เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
    2.พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
    3.อนุญาติในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
    4.อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

    ส่วนเรื่องการฉันอาหารของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ หรือพืชผักผลไม้นั้น
    พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ให้พิจารณาอาหารเหล่านั้นให้เป็นธาตุทั้ง ๔ ก่อน ถึงฉันได้ แต่ถ้าไม่พิจารณาให้เป็นธาตุทั้ง ๔ ต้องอาบัติ(ผมจำไม่ได้ว่า อาบัติอะไร) อันนี้ต้องให้พระที่บวชมาตอบต่อนะครับ

    สรุป ในกรณีฆราวาสนะครับ ไม่เกี่ยวกับพระสงฆ์นะ ทั้งคนฆ่าและคนกิน ก็แบ่งๆๆๆๆกันไปนะครับ ตามความเหมาะสม ที่ผลกรรมจะแสดงผล นะครับ

    การกินเจนั้น ขอบอกว่าไม่ได้บุญนะครับ เสมอตัว และผมเองก็คิด คนกินเจบางท่าน เขาไม่น่าจะยกตนข่มใครเลยนะครับ เขาแค่พยายามอธิบายแทนสัตว์น้อยใหญ่ที่ มนุษย์(ผู้ประเสริฐ) กำลังกินเขา ว่า อย่ากินฉันเลย สงสารฉันมั้ง ฉันไม่อยากตาย เท่านั้นเอง

    ส่วนเรื่องเนื้อบริสุทธิ์ ๓ ประการ นั้น พระพุทธเจ้าทรงอนุญาติสำหรับพระสงฆ์ นะครับ เพราะพระสงฆ์ท่านต้องอาศัยชาวบ้าน และต้องเป็นผู้เลี้ยงง่ายนะครับ

    ส่วนฆราวาส มีโอกาสเลือกได้ว่าจะ กินอะไรได้มั้งนะครับ
    </TD></TR><TR><TD class=alt2 style="BORDER-TOP-WIDTH: 0px; BORDER-RIGHT: rgb(255,255,255) 1px solid; FONT: 12pt verdana, geneva, lucida, 'lucida grande', arial, helvetica, sans-serif; BORDER-LEFT: rgb(255,255,255) 1px solid; COLOR: rgb(0,0,0); BORDER-BOTTOM: rgb(255,255,255) 1px solid; BACKGROUND-COLOR: rgb(247,243,247); background-origin: initial; background-clip: initial">[​IMG] [​IMG] [​IMG] </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  13. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    1 สัตวนั้นมีชีวิต

    2 รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

    3 จิตคิดจะฆ่า

    4 พยายามที่จะฆ่า

    5 สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

    นี่หลักสูตร นักธรรมโทเลยนะครับ จากพระไตรปิฏก

    ถ้าทำตามที่พระพุทธองค์สอนแบบนี้ได้ พอที่จะเอาตัวเอง

    พ้นจากความทุกข์ พ้นจากนรกได้

    ....แต่ถ้ารู้ดีเกินกว่วานี้ไป เก่งเกินกว่านี้ไป

    ก็ขอแนะนำไห้ไปตั้งสำนักไหม่เองเลย แล้วก็ประกาศตัวเป็นศาสดาเอาเอง

    สถาปนาตัวเองเป็นศาสดาองค์ไหม่ซะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2011
  14. terryh

    terryh เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +1,280
    10 เหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์

    <TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD style="PADDING-BOTTOM: 0px; BORDER-RIGHT-WIDTH: 0px; PADDING-LEFT: 0px; PADDING-RIGHT: 0px; BORDER-TOP-WIDTH: 0px; BORDER-BOTTOM-WIDTH: 0px; OVERFLOW: hidden; BORDER-LEFT-WIDTH: 0px; PADDING-TOP: 0px" height="100%" vAlign=top>10 เหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์



    <TABLE style="BORDER-LEFT: #ebfad3 1px solid; WIDTH: 98%; BORDER-TOP: #ebfad3 1px solid" cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD>10 เหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์



    1. ได้รับสารพิษ เนื้อสัตว์ทั้งหลายในปัจจุบันมี<WBR>การเติมสารเคมีนานาชนิดเพื่อให้<WBR>เนื้อนุ่มอร่อยและเก็บได้นาน ผลคือพิษร้ายที่เรากินเข้<WBR>าไปจะมีการสะสมมากขึ้น เพราะปกติร่างกายต้องใช้เวลา 3-5 วัน กว่าที่เนื้อสัตว์จะถูกขับถ่<WBR>ายออกมา ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคตับ โรคลำไส้ โรคเกาต์ ฯลฯ

    2. กินมากอ้วนมาก เนื่องจากไขมันที่มีมากในเนื้อ โดยความอ้วนเกิดจากโปรตีนที่<WBR>มากมายที่ร่างกายไม่ได้ใช้ จึงเปลี่ยนเป็นไขมันเก็บไว้ โทษของไขมันสัตว์ที่มีมากเกิ<WBR>นไปจะทำให้เส้นเลือดอุดตัน เส้นเลือดแข็งกระด้างตามมาด้<WBR>วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

    3. ข้อเสื่อม เนื้อสัตว์มีฟอสฟอรั<WBR>สมากจะไปกระตุ้นต่อมพาราธั<WBR>ยรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนออกมา ฮอร์โมนนี้จะละลายแคลเซี<WBR>ยมออกจากกระดูกทั่วร่างกายมาอยู<WBR>่ในกระแสเลือด แล้วไปจับตัวในที่ที่มีการเคลื่<WBR>อนไหวให้สึกหรอ ได้แก่ ตามข้อต่างๆ เกิดเป็นโรคข้อกระดูกเสื่อม

    4. ก้าวร้าวรุนแรง คล้ายๆ กับข้อ 1 แต่จะส่งผลถึงจิตใจ เพราะเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าตาย เต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิ<WBR>ษและสารพิษอื่นๆ มากมาย โดยเฉพาะกรดในเนื้อมีฤทธิ์กระตุ<WBR>้นสมอง กระตุ้นหัวใจ และอารมณ์ให้มีความรุนแรง และก้าวร้าวมากขึ้น

    5. โรคจากสัตว์ เราไม่มีทางรู้เลยว่าสัตว์บางตั<WBR>วตายเพราะโรคอะไร มีคำกล่าวที่ว่ากินอะไรก็จะได้<WBR>แบบนั้น เรากินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อโรค เราก็ย่อมได้รับเชื้อโรคนั้นแน่<WBR>นอน

    6. มีใจเมตตา ถ้าเราลด ละ เลิก เนื้อสัตว์ แล้วจะทำให้จิตเรามีเมตตา จิตใจผ่องใส เนื่องจากเราไม่ได้เบียดเบียนผู<WBR>้ใดจิตใจจึงสงบ และมีความสุข

    7. ผิวพรรณสดใส เมื่อเราลด ละ เลิก เนื้อสัตว์แล้วหันมากิ<WBR>นอาหารจำพวกผัก ผลไม้เป็นหลักจะทำให้ร่างกายเกิ<WBR>ดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล เพราะเกิดการขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหาร ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้<WBR>เราสุขภาพดี

    8. ละกรรม ตามหลักคำสอนของศาสนาการกินซึ่<WBR>งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้<WBR>อผู้อื่นมาเป็นของเรา เป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ไดเป็นผู้ลงมือฆ่<WBR>าเอง แต่กรรมที่สร้างนี้จะติ<WBR>ดตามสนองเราในไม่ช้า ทำให้สุขภาพร่างกายอายุขั<WBR>ยของเราสั้นลง และยังเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้<WBR>เจ็บ

    9. สมองไบท์ เมื่อร่างกายสดใส ระบบอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติ แน่นอนว่าย่อมส่งผลถึงสมองอย่<WBR>างไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้ หากทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่<WBR>วยเพิ่มความสดชื่น ถ่ายถอนความเหนื่อยล้าของสมอง เมื่อประกอบกับการออกกำลังกาย หายใจเอาอาการบริสุทธิ์ นอนหลับอย่างเพียงพอ จะทำให้สุขภาพดีขึ้น สมองไบท์ขึ้น

    10. ร่างกายต้านสารพิษ การไม่กินเนื้อสัตว์แล้วหันมากิ<WBR>นพืชผักผลไม้ จะช่วยให้ร่างกายสามารถต้<WBR>านทางต่อสารพิษต่างๆ มากกว่าคนปกติ ที่สำคัญคือแก่ช้า เนื่องจากในผัก ผลไม้มีพฤกษเคมีนานาชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ส่งเสริ<WBR>มการทำงานของร่างกาย รวมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกั<WBR>นได้อย่างน่าอัศจรรย์

    เป็น 10 เหตุผลดีๆ ที่น่าจะทำให้คุณลดการบริโภคเนื<WBR>้อสัตว์ลงได้

    ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

    </TD></TR><TR><TD><TABLE style="BORDER-LEFT: #ebfad3 1px solid; WIDTH: 98%; BORDER-TOP: #ebfad3 1px solid" cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD></TD><TD></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><TABLE style="BORDER-LEFT: #ebfad3 1px solid; WIDTH: 98%; BORDER-TOP: #ebfad3 1px solid" cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD><TABLE style="BORDER-LEFT: #ebfad3 1px solid; WIDTH: 98%; BORDER-TOP: #ebfad3 1px solid" cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD></TD><TD></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
    รูปภาพ: ve.jpg
    [​IMG]

    </TD></TR><TR><TD style="PADDING-BOTTOM: 0px; BORDER-RIGHT-WIDTH: 0px; PADDING-LEFT: 0px; PADDING-RIGHT: 0px; BORDER-TOP-WIDTH: 0px; BORDER-BOTTOM-WIDTH: 0px; VERTICAL-ALIGN: bottom; BORDER-LEFT-WIDTH: 0px; PADDING-TOP: 0px">
    </TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD style="PADDING-BOTTOM: 0px; BORDER-RIGHT-WIDTH: 0px; PADDING-LEFT: 0px; PADDING-RIGHT: 0px; BORDER-TOP-WIDTH: 0px; BORDER-BOTTOM-WIDTH: 0px; OVERFLOW: hidden; BORDER-LEFT-WIDTH: 0px; PADDING-TOP: 0px" height="100%" vAlign=top>10 เหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์



    <TABLE style="BORDER-LEFT: #ebfad3 1px solid; WIDTH: 98%; BORDER-TOP: #ebfad3 1px solid" cellSpacing=0 cellPadding=0><TBODY><TR><TD>10 เหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์



    </TD></TR></TBODY></TABLE>

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  15. terryh

    terryh เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    768
    ค่าพลัง:
    +1,280
    พระพุทธศาสนากับมังสวิรัติ : ประเด็นข้อเท็จจริง

    พระพุทธศาสนากับมังสวิรัติ : ประเด็นข้อเท็จจริง


    โดย พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.๙, Ph.D)



    สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ ภิกษุณีอุบลวรรณาอยู่ในกรุงสาวัตถี เข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตเข้าไปพักผ่อนในป่าอันธวัน ขณะนั้น พวกโจรลักโค ฆ่าชำแหละเอาเนื้อ ย่างสุกแล้วคัดเลือกเนื้อดีเอาใบไม้ห่อแขวนไว้ใกล้ภิกษุณีอุบลวรรณา โดยมีเจตนาจะถวายภิกษุณีอุบลวรรณารู้เจตนาจึงถือเอาเนื้อนั้นเหาะไปยังพระ เวฬุวันวิหารฝากเนื้อไว้กับพระอุทายี เพื่อน้อมนำไปถวายพระพุทธเจ้า

    กินเนื้อสัตว์ผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ?

    เกณฑ์ในการตัดสินว่ามีการล่วงละเมิดศีลข้อปาณาติบาต หรือไม่ มีอยู่ ๕ ประการ คือ

    ๑) สัตว์มีชีวิต

    ๒) รู้ว่าเป็นสัตว์มีชีวิต

    ๓) มีจิตคิดจะฆ่า

    ๔) มีความพยายาม

    ๕) สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น



    เมื่อ องค์ประกอบครบ ๕ อย่างนี้ ถือว่าผิดศีลหรือล่วงละเมิดศีลข้อนี้ ถ้าไม่ครบก็ถือว่ายังไม่ล่วงละเมิด แต่ชื่อว่าทำให้ศีลข้อนี้ทะลุ (ขาดตรงกลาง) ทำศีลข้อนี้ให้ด่าง ทำให้ศีลข้อนี้พร้อมเพราะฉะนั้น ต่อคำถามที่ว่า กินเนื้อสัตว์ผิดศีลข้อปาณาติบาตหรือไม่ ? จึงตอบได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑) ฆ่ากินเองผิดศีลข้อปาณาติบาต แต่จะเหมาะสมหรือไม่เป็นประเด็นที่จะอภิปรายต่อไป แต่ก่อนที่จะอภิปรายกฎหมายบ้านเมืองพูดถึงการสมรู้ร่วมคิดกันกระทำความผิด การมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกินเนื้อสัตว์ที่คนอื่นฆ่า เช่นไปซื้อมาจากตลาด สั่งให้เขาจัดหาไว้ให้แล้วไปซื้อเอา หรือคนอื่นนำมาให้เพราะรู้จักกัน กินในลักษณะอย่างนี้ ธรรมเนียมพระสงฆ์ถือว่ามีความผิด



    กินเนื้อสัตว์เหมาะสมหรือไม่ ?

    ๑) ประเด็นทั่วไป

    คำว่า “ถูกต้อง” กับคำว่า “เหมาะสม” มีนัยต่างกัน “ถูกต้อง” หมายถึง
    ไม่ผิดบทบัญญัติด้านพระวินัยหือศีลธรรม ส่วนประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมหรือ
    ไม่เหมาะสม ต้องอภิปรายคำว่า “สุจริต” กับคำว่า “ยุติธรรม” ก่อน ซึ่งทั้ง ๒ คำนี้มี
    นัยต่างกัน คำว่า “สุจริต”มีนัยบ่งถึงความถูกต้องเชิงศาสนา เช่น พระพุทธศาสนา
    แสดงกายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ มโนสุจริต ๓ กล่าวเฉพาะกายสุจริต ๓ คือ

    ๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์
    ๒) เว้นจากการลักฉ้อ
    ๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

    จะเห็นว่า กายสุจริตข้อหนึ่งคือเว้นจาการฆ่าสัตว์ คนที่มีกายสุจริตอย่างหนึ่งคือ
    เว้นจากการฆ่าสัตว์ รักษาศีล ข้อปาณาติบาตบริสุทธิ์บริบูรณ์

    ส่วน คำว่า “ยุติธรรม” มีนัยบ่งถึงความเหมาะสม ยอมรับ เช่น ในกระบวนการยุติธรรม
    ทางศาล การตัดสินคดีบางอย่างอาจถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องยอมรับ
    ว่าในบางคดีอาจไม่ถูกต้องนัก คนที่ทำผิดมากอาจผิดน้อยขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานคน
    ที่ผิดน้อยอาจผิดจาก ถ้าหาเหตุผลมาแสดงความบริสุทธิ์ไม่ได้

    ๒) ประเด็นเฉพาะ

    ๒.๑ คฤหัสถ์กินเนื้อสัตว์ ถ้าไม่ได้ฆ่าเอง ย่อมไม่ผิดศีลทุกกรณี

    ๒.๒ พระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นเนื้อต้องห้าม ๑๐ อย่างผิดพระวินัย แม้จะเป็นเนื้อ
    ชนิดอื่นจากเนื้อต้องห้าม ถ้าไม่บริสุทธิ์ด้วยเงื่อนไข ๓ อย่างดังกล่าว
    ถือว่าผิดพระวินัยเช่นเดียวกัน

    มีคำอยู่ ๓ คำที่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อตอบคำถามที่ว่ากินเนื้อสัตว์เหมาะสมหรือไม่
    คือ ๑) ศีลธรรม หรือวินัย หรือกฎหมาย ๒) สุจริต ๓) ยุติธรรม เรื่อง ของ
    ศีลธรรมหรือวินัย หรือกฎหมายเป็นเรื่องของหลักการ ผิดก็คือผิด มีบทกำหนด
    โทษชัดเจน ถ้าเป็นศีลธรรมหรือวินัยของพระภิกษุสามเณรก็เป็นทางใจ โทษทางสังคม
    ถ้าเป็นกฎหมายบ้านเมืองก็ทางแพ่งทางอาญาแล้วแต่กรณี เรื่องที่สุจริตหรือไม่สุจริต
    เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามหลักธรรมทางศาสนา
    ส่วนเรื่องยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ

    ส่วนที่ ๑ เป็นข้อเท็จจริง เช่น กรณีการอ้างสิทธิที่จะพึงมีพึง
    ได้เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งได้สิทธิ
    ย่อมมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเสียสิทธิ การได้สิทธิถือเป็นความยุติธรรม
    สำหรับกลุ่มที่ได้สิทธิ
    แต่ถามว่า ยุติธรรมสำหรับกลุ่มที่เสียสิทธิหรือไม่ ?
    หรือกรีการกินเนื้อสัตว์ เมื่อมีการกินเนื้อสัตว์ ก็ย่อมมี
    การฆ่าสัตว์ ผู้ที่กินอาจคิดว่า สัตว์อื่นเกิดมาเป็นอาหารของเรา
    เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะกินอะไรก็ได้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า


    ชีวิตของสัตว์จำนวนมากถูกทำลายไป นี่เป็นข้อเท็จจริง

    ส่วนที่ ๒ เป็นความรู้สึก เช่น กรณีการเลื่อนขั้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่
    ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีตำแหน่งเท่ากัน ทำงานในกลุ่มเดียวกันแต่ได้
    รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนไม่เท่ากัน นาย ก. ทำงานดีเอาใจใส่ต่องาน
    มีประสิทธิภาพในการทำงาน ประสิทธิผลของงานดีกว่า จึงได้รับการ
    เลื่อนเงินเดือนมากกว่า นาย ก. รู้สึกมันยุติธรรมสำหรับตัวเองแล้วที่ได้
    ทุ่มเทมาตลอดทั้งปี นาย ข. ไม่เอาใจใส่ต่อการงาน ประสิทธิภาพใน
    การทำงานต่ำ ประสิทธิผลของงานก็ต่ำ จึงได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน
    ต่ำกว่า แต่ นาย ข. รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเอง เพราะตัวเองมีตำแหน่ง
    เท่ากับนาย ก. และทำงานเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับนาย ก. นี่เป็นความรู้สึก

    สรุป ได้ว่า คฤหัสถ์กินเนื้อสัตว์ถ้าไม่ได้ฆ่าเอง ย่อมไม่ผิดศีลและเป็น
    พฤติกรรมสุจริต แต่ไม่ยุติธรรมแน่นอน พระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ถ้าไม่ผิดเงื่อน
    ไขดังกล่าวข้างต้น ย่อมไม่ผิดพระวินัย และเป็นพฤติกรรมสุจริต
    แต่ไม่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน ถามว่า “เพราะเหตุไร ? จึงไม่ยุติธรรม”

    สามัญ สำนึกบอกให้ทราบว่า “สัตว์ทุกตัวตนรักสุข เกลียดทุกข์
    สัตว์ทุกชนิดรักชีวิต รักตัวกลัวตาย” การกินเนื้อสัตว์ทำให้เกิดการฆ่าสัตว์
    แม้ผู้กินจะไม่ได้ฆ่าเอง แต่การกินทำให้เกิดการฆ่าทังโดยตรงและโดยอ้อม
    อาจมีคำโต้แย้งว่า “ถึงเราไม่กิน คนอื่นก็กิน สัตว์ต่าง ๆ ก็กินกันและกัน
    เป็นอาหาร สัตว์ก็ต้องถูกฆ่าอยู่นั่นเอง” คำโต้แย้งนี้ไม่เป็นสากล
    เราน่าจะถามในประเด็นอื่น ๆ บ้าง เช่น

    ๑) มนุษย์กินอาหารประเภทอื่นที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ สามารถมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ?

    ๒) การ กินเนื้อสัตว์ถึงแม้จะไม่ได้ฆ่าเอง แต่ก็มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการ
    ฆ่าสัตว์เหมือนกรณีรัฐบาลทุ่มงบประมาณซื้อมัน สำปะหลัง ถึงแม้รัฐบาล
    จะไม่ได้ปลูกเอง แต่ก็มีส่วนส่งเสริมให้มีการปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ใช่หรือไม่ ?

    ๓) ทุก คนรู้ว่าการดื่มกาแฟมีผลเสียต่อสุขภาพ ไม่อยากจะให้มีการผลิตกาแฟ
    แต่ทุกคนก็ยังดื่มกาแฟ การที่ทุกคนดื่มกาแฟมีผลทำให้ยังมีการผลิตกาแฟอยู่ใช่หรือไม่ ?



    ความสรุป

    : พระพุทธศาสนาสรุปอย่างไรเกี่ยวกับมังสวิรัติ



    พระ พุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ชีวิตมาก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของสัตว์ประเภท
    ไหนล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันก็ยอมรับความจริง ๒ ระดับ คือ

    (๑) ระดับโลกิยะ
    (๒) ระดับโลกุตตระ

    ใน ระดับโลกิยะ พระพุทธศาสนาเห็นว่ามีความบกพร่องมากมีคำพูดอยู่
    ประโยคหนึ่งที่พระภิกษุ สามเณรในครั้งพุทธกาลพูดอยู่เสมอ เมื่อเกิดการณี
    ผิดพลาดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือคำพูดที่ว่า “ไม่ใช่ความผิดของท่าน
    ไม่ใช่ความผิดของผม แต่เป็นความผิดของวัฎฎะ” คำว่า “วัฎฎะ”
    ก็คือสังสารวัฏ หรือการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง
    เมื่อคราวตรัสรู้ไม่น่าน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

    “เรา แสวงหานายช่างผู้ทำเรือน เมื่อไม่พบได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสาระ
    มีความเกิดเป็นอเนก ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป เราได้พบนายช่างผู้ทำ
    เรือนแล้วเจ้าจักทำเรือน (คืออัตภาพของเรา) ไม่ได้อีกต่อไปซี่โครง
    ทั้งหมดของเจ้า เราหักแล้ว ยอดเรือน (คืออวิชชา) เรารื้อแล้ว จิตของเรา
    ได้ถึงนิพพานมีสังขารไปปราศแล้ว เราได้บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว”

    พระ พุทธพจน์นี้ทำให้สรุปได้ว่า การเกิดมาในโลกในระดับโลกิยะ
    มีปัญหาติดตัวมากมาก สัตว์บางตนเกิดมาอยู่ในฐานะเป็นอาหารของสัตว์อื่น
    เช่น หมู่ ปลา ไก่ สัตว์ขางตนเกิดมาอยู่ในฐานะต้องกินสัตว์เป็นอาหารอย่างเดียว
    โดยที่ตัวเองมีเนื้อเป็นพิเศษสำหรับสัตว์อื่น แม้แต่มนุษย์ที่ขอบกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร
    เนื้อของมนุษย์เองก็เป็นอาหารของสัตว์อื่นบางจำพวก นี่คือสังสารวัฎ

    ชาว ประมงมีอาชีพหาปลาขาย ฆ่าปลาขาย ฆ่าปลาเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน
    พวกเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่พวกเขาทำผิดหลักธรรมข้อสุจริต
    ล่วงละเมิดศีลข้อปาณาติบาต และวิถีชีวิตของพวกเขาไม่ยุติธรรมสำหรับปลา
    แม้กระนั้นขาวประมงก็ยังต้องดำรงชีพโดยการจับปลาขายต่อไป
    เกษตรกรเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาก็อยู่ในฐานะเดียวกัน คนที่มีอาชีพฆ่าหมู

    เพื่อชำแหละเนื้อออกขายในท้องตลาดก็อยู่ในฐานเดียวกัน นี่คือข้อจำกัดหรือโทษของสังสารวัฏ

    ใน ระดับโลกุตตระ วิถีชีวิตบริสุทธิ์จากข้อจำกัดเหล่านี้ สัมมาอาชีวะหรือสัมมาอาชีพซึ่งเป็นองค์หนึ่งในมรรคมีองค์ ๘ จึงหมายถึง การดำรงชีพที่ชอบเว้นจากอาชีพที่เป็นการเบียดเบียนชีวิต เช่น การค้าอาวุธแม้จะถูกต้องตามกฎหมาย การค้าแรงงานมนุษย์ การค้ายาพิษ การค้าน้ำเมา

    ประเด็น เกี่ยวกับมังสวิรัติก็เช่นเดียวกัน การกินหรือไม่กินเนื้อสัตว์เป็นเรื่อง
    ของแต่ละบุคคล ประเด็นสำคัญคืออย่าฆ่าสัตว์เมื่อพระเทวทัตต์เข้าไปเฝ้า
    กราบทูลขออนุญาต วัตถุ ๕ ประการ วัตถุข้ออื่น ๆ พระพุทธเจ้าตรัสกับ
    พระเทวทัตต์ “อย่าเลยเทวทัตต์ภิกษุใดปรารถนาก็จงทำไปเถิด เช่น
    ภิกษุใดปรารถนาก็จงอยู่ป่า” ส่วนข้อที่เกี่ยวกับการฉันปลาและเนื้อ
    พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระเทวทัตต์ว่า “เราอนุญาตปละและเนื้อที่บริสุทธิ์
    ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) ไม่ได้เห็น (๒) ไม่ได้นึกสงสัย (๓) ไม่ได้นึกสงสัย”
    จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงใช้คำว่า “ผู้ใดปรารถนาจงฉันปลาและเนื้อ”
    พระพุทธเจ้าดำรัสนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ถามว่า “

    อะไรคือนัยสำคัญแห่งพระพุทธดำรัสนี้ ?”

    พระพุทธดำรัสว่า “เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อาการ ...”
    หมาย ถึง ไม่ได้ตั้งข้อกำหนดไว้ วางไว้เป็นกลาง ๆ ไม่ได้กำหนดแม้แต่จะบอกว่า “
    ผู้ใดปรารถนาก็จง ...” เพราะฉะนั้น เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เป็นกลาง ๆ
    อย่างนี้ ในทางปฏิบัติจะเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม จะถูกหรือผิด
    พระภิกษุต้องเทียบเคียงกับหลักที่เรียกว่า “มหาปเทศ” ๒ ข้อ คือ

    (๑) สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งนี้ไม่ควร” ถ้ามีแนวโน้มหรือจัดอยู่ใน
    กลุ่มสิ่งที่ไม่ควร แย้งกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร

    (๒) สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งที่ไม่ควร” ถ้ามีแนวโน้มหรือจัดอยู่ใน
    กลุ่มสิ่งที่ควร แย้งกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร

    เมื่อ พระภิกษุเทียบเคียงถือปฏิบัติอย่างนี้ย่อมไม่ผิดพระวินัยแต่อย่างที่กล่าวมา
    แล้วว่า วิถีชีวิตระดับโลกิยะ มีโทษมาก มีข้อบกพร่องมาก
    เช่นกรณีการกินเนื้อสัตว์ แม้จะเป็นเนื้อที่ไม่ต้องห้ามต้องพิจารณาก่อนฉัน
    ถ้าไม่พิจารณาย่อมผิดพระวินัย ซึ่งต้องการให้พระภิกษุหรือแม้แต่คน
    ที่ไม่ใช่พระภิกษุสำนึกอยู่เสมอว่า การกินเนื้อสัตว์แม้จะไม่ได้ฆ่าสัตว์
    ก็ถือว่ามีส่วนทำให้ชีวิตถูกทำลาย ถ้าไม่กินจะดีกว่าหรือไม่ ?
    ส่วนวิถีชีวิตระดับโลกุตระนั้น ย่อมบริสุทธิ์จากอกุศลเจตนาทุกประการ
    พระพุทธศาสนาสรุปชัดเจนในประเด็นว่า ฆ่าสัตว์ผิดศีลผิดวินัย
    บางกรณีผิดกฎหมายบ้านเมืองกินเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นคฤหัสถ์ไม่ผิด
    ถ้าเป็นพระภิกษุฉันผิดเงื่อนไข ผิดพระวินัย ถ้าไม่ผิดเงื่อนไข
    ไม่ผิดพระวินัย นั่นเป็นเรื่องของศีลของคฤหัสถ์และพระวินัยของ
    พระภิกษุ แต่อย่าลืมว่า ฆ่าสัตว์กับกินเนื้อสัตว์เป็นคนละประเด็น
    กินเนื้อสัตว์ในกรณีที่แม้จะไม่ผิดศีลหรือพระวินัย แต่ส่งผลต่อคน/
    สัตว์รอบข้างและอุปนิสัยจิตใจของผู้กินแน่นอน ในลังกาวตารสูตร
    แสดงเหตุผลที่ไม่ควรกินเนื้อสัตว์สรุปได้ว่า “ในสังสารวัฏ
    คนที่ไม่เคยเป็นบิดามารดา ไม่เคยเป็นพี่น้องกัน ไม่มี สัตว์ทุกตัวตน
    มีความสัมพันธ์ทั้งสิ้นไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง” เพราะฉะนั้น กินเนื้อสัตว์วันนี้
    เราอาจกำลังกินเนื้อของสัตว์ที่เคยเป็นบิดามารดาของเราในชิตที่แล้วมา

    หรือใน อีก ๕ ชาติข้างหน้าก็ได้ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงผลเสียของการ
    กินเนื้อสัตว์ไว้ เช่น ทำให้เป็นที่หวาดกลัวของสัตว์ต่าง ๆ ทำให้กลิ่นตัวเหม็น
    ทำให้ชื่อเสียงไม่ดีกระจายไป


    ข้อมูลจากเวป

    วัดปากน้ำภาษีเจริญ

    <!-- m -->
     
  16. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    เอาแบบทางโลกนะครับ

    จากแพทย์ และนักโภชนาการ

    ที่ยอมรับกันทั่วโลก


    มีปัญหาความบกพร่องของภาวะโภชนาการในกากินมังสวิรัติหรือไม่
    จากการศึกษาในกลุ่มมังสวิรัติของหลายๆประเทศทางตะวันตก พบว่า กลุ่มมังสวิรัติเคร่งครัดมักมีการขาดสารอาหารพวกวิตามิน ได้แก่ วิตามินบี 12 ซึ่งมีในเนื้อสัตว์ มีบ้างในไข่และนม, ขาดวิตามินดี ซึ่งมีในอาหารประเภทปลา ไข่แดง ตับ และอาจพบผู้ที่เป็นโรคปากนกกระจอกเพราะขาดวิตามินบี 2 ซึ่งมีในเนื้อสัตว์และนม แม้ว่าในผักใบเขียวจะมีวิตามินบี 2 แต่อาจมีการกินเข้าไปไม่พอ

    นอกจากนี้ยังมีการขาดแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม ซึ่งพบว่าในนม และผลิตภัณฑ์ของนม แม้ว่าแคลเซียมมีบ้างในผักใบเขียว แต่มีไม่เพียงพอแก่ความต้องการของเด็กทารก หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

    แคลเซียมมีความสำคัญ เพราะเป็นองค์ประกอบของฟันและกระดูก และเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในการแข็งตัวของเลือดและทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ

    พบการขาดธาตุไอโอดีน ซึ่งมีมากในอาหารทะเล ชาวมังสวิรัติควรได้กินเกลือที่มีการเติมไอโอดีน ซึ่งเรียกว่า lodized salt (เกลืออนามัย)

    เกี่ยวกับสารอาหารโปรตีน กลุ่มมังสวิรัติชนิดเคร่งครัดได้รับสารอาหารโปรตีนจากพืชทั้งหมดได้แก่ จากถั่วเมล็ดแห้ง งา และข้าว โดยทั่วไปโปรตีนจากพืชชนิดเดียวจะมีคุณค่าด้อยกว่าเนื้อสัตว์

    โปรตีนจากสัตว์ให้กรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณและสัดส่วนที่พอเหมาะ ในพืชแต่ละชนิด เช่น ถั่ว หรือ ข้าว ให้กรดอะมิโนที่จำเป็นไม่ครบถ้วน, เพียงพอ ทำให้คุณค่าของโปรตีนด้อยลง

    แต่เราสามารถเพิ่มคุณค่าของโปรตีนของพืชแต่ละชนิดได้ โดยกินพืชหลายชนิดร่วมกัน เช่น การกินข้าวร่วมกับถั่ว หรือข้าวกับงา เป็นต้น

    การกินร่วมกันนี้ไม่จำเป็นต้องนำมาเตรียมเข้าด้วยกัน เพียงแต่จัดให้อยู่ในอาหารมื้อเดียวกันก็ใช้ได้

    ปัญหาเกี่ยวกับการขาดโปรตีนในพวกมังสวิรัติจึงมักไม่พบในผู้ใหญ่ แต่อาจมีปัญหาในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต้องการโปรตีนและสารอาหารอย่างอื่นอย่างมาก ดังนั้นจึงควรอย่างยิ่งที่จะให้เด็กๆได้ดื่มนมและกินไข่เป็นประจำ

    สำหรับการได้รับอาหารที่ให้กำลังงาน มีการศึกษาพบว่ากำลังงานที่ชาวมังสวิรัติชนิดเคร่งครัดได้รับต่อคนต่อวัน น้อยกว่าปริมาณกำลังงานที่ควรจะได้รับ ทั้งนี้เพราะอาหารที่กินมาจากพืชมีองค์ประกอบเป็นน้ำและกากใยอาหารอยู่มาก ซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยและนำไปใช้ได้

    การจะทำให้ได้กำลังงานเพิ่มขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ เพิ่มปริมาณไขมันซึ่งเป็นต้นตอของกำลังงานที่ดี โดยการใช้น้ำมันร่วมในการประกอบอาหาร เช่น ทำอาหารที่มีการทอดหรือผัด ซึ่งต้องมีการใช้น้ำมันพืช ทำให้ได้รับกำลังงานเพิ่มขึ้นจนเพียงพอ

    จากความจริงที่ว่าอาหารชนิดเดียวไม่สามารถจะให้สารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการเลือกกินอาหารให้ถูกต้องจึงจะทำให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ได้โดยไม่กินเนื้อสัตว์

    การกินอาหารมังสวิรัติ ต้องกินอาหารในปริมาณมากกว่าพวกที่กินอาหารปกติและการได้รับสารอาหารบางอย่างเสริม เช่น วิตามินบี 12 โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นมังสวิรัติชนิดเคร่งครัด

    เด็กและระยะวัยเจริญอื่นๆ หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร ที่ต้องการกินมังสวิรัติ ควรอย่างยิ่งที่จะกินมังสวิรัติชนิดที่ดื่มนมและกินไข่ จึงจะช่วยป้องกันการเกิดปัญหาการขาดสารอาหารได้

    เนื่องจากประเทศไทยมีอาหารหลายหลากชนิด มากกว่าประเทศทางตะวันตกมาก คาดว่าคนไทยที่กินมังสวิรัติชนิดเคร่งครัด มีโอกาสที่จะมีความบกพร่องของสารอาหารต่างๆ ได้น้อยกว่ามังสวิรัติของประเทศอื่น

    เกี่ยวกับสุขภาพทางด้านโภชนาการของชาวมังสวิรัติไทย เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก เพราะมีผู้นิยมกินมังสวิรัติมากขึ้นเรื่อยๆ ทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตระหนักถึงความสำคัญของโภชนาการต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทั้งนี้เพราะโภชนาการที่ดีย่อมหมายถึง คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน อันเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ จึงได้จัดตั้งกลุ่มคณะผู้วิจัยขึ้น เพื่อทำการศึกษาถึงการได้รับอาหาร สารอาหาร และสุขภาพทางด้านโภชนาการของชาวมังสวิรัติชนิดเคร่งครัด ซึ่งอยู่ในชมรมมังสวิรัติ สันติอโศก เพื่อเป็นตัวแทนของมังสวิรัติชนิดเคร่งครัดในประเทศไทย

    ในขั้นต้นนี้ คณะผู้วิจัยได้ศึกษาในมังสวิรัติที่เป็นผู้ใหญ่ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่กินอาหารวันละ 1 มื้อ โดยให้มังสวิรัติเหล่านั้นกินอาหารตามที่เคยได้รับ เก็บตัวอย่างอาหารเท่าที่ชาวมังสวิรัติกินจริงๆ มาวิเคราะห์เพื่อดูว่าได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ ในโอกาสเดียวกันได้ทำการตรวจสอบภาวะโภชนาการของผู้ที่กินมังสวิรัติด้วย โดยตรวจระดับสารอาหารต่างๆในเลือด ทางคณะผู้วิจัยฯคาดว่าจะได้นำผลวิจัยที่ได้จากการศึกษามังสวิรัติในผู้ใหญ่มาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้ทราบโดยทั่วกันในโอกาสต่อไป

    สำหรับมังสวิรัติที่เป็นเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ทางสถาบันวิจัยโภชนาการใคร่ขอเน้นให้บุคคลเหล่านี้มีการดื่มนมและกินไข่ร่วมด้วยทุกวัน และขอแนะนำให้กินอาหารวันละ 3 มื้อ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย ซึ่งมีมากกว่าในช่วงอายุอื่นและในภาวะปกติทั่วไป

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กรกฎาคม 2011
  17. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    [​IMG]


    ดูหน้าคนกินถั่ว กินงา กินผัก กินหญ้า ดูกล้ามเนื้อ ดูผิวพรรณ

    ด้วยวัย 70 กว่า (ดูเหนียงคอท่เหี่ยวหย่น) ขานี้กินถั่ว กินงามาแทบตลอดชีวิต





    [​IMG]

    Raquel Welch


    ด้วยวัย 70 ขวบ

    ดูคนกินอาหารนม ไข่ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ตามหลักโภชนาการ ดูแลสุขภาพ+ผ่านมือหมอ

    เปรียบเทียบดูนะครับ คนนี้ได้ชื่อว่า สวยมหัศจรรย์ อ่อนเกินวัย หลาย สิบ สิบ ปี




    [​IMG]


    นี่ก็เช่นกันด้วยวัย 70

    กินเนื้อสัตว์ตามหลักโภชนาการ ดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย


    ดูใบหน้าของคนทั้งสามเปรียบเทียบกันดูนะครับ ผิวพรรณด้วย

    นี่ว่ากับแบบทางโลกนะครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2011
  18. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    terryh<!-- google_ad_section_end --><SCRIPT type=text/javascript> vbmenu_register("postmenu_4936049", true); </SCRIPT>
    สมาชิก

    วันที่สมัคร: Oct 2006
    ข้อความ: 466
    พลังการให้คะแนน: 129 [​IMG][​IMG][​IMG][​IMG][​IMG]



    ส่วน คำว่า “ยุติธรรม” มีนัยบ่งถึงความเหมาะสม ยอมรับ เช่น ในกระบวนการยุติธรรม
    ทางศาล การตัดสินคดีบางอย่างอาจถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องยอมรับ
    ว่าในบางคดีอาจไม่ถูกต้องนัก คนที่ทำผิดมากอาจผิดน้อยขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานคน
    ที่ผิดน้อยอาจผิดจาก ถ้าหาเหตุผลมาแสดงความบริสุทธิ์ไม่ได้

    ๒) ประเด็นเฉพาะ

    ๒.๑ คฤหัสถ์กินเนื้อสัตว์ ถ้าไม่ได้ฆ่าเอง ย่อมไม่ผิดศีลทุกกรณี

    ๒.๒ พระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นเนื้อต้องห้าม ๑๐ อย่างผิดพระวินัย แม้จะเป็นเนื้อ
    ชนิดอื่นจากเนื้อต้องห้าม ถ้าไม่บริสุทธิ์ด้วยเงื่อนไข ๓ อย่างดังกล่าว
    ถือว่าผิดพระวินัยเช่นเดียวกัน

    มีคำอยู่ ๓ คำที่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อตอบคำถามที่ว่ากินเนื้อสัตว์เหมาะสมหรือไม่
    คือ ๑) ศีลธรรม หรือวินัย หรือกฎหมาย ๒) สุจริต ๓) ยุติธรรม เรื่อง ของ
    ศีลธรรมหรือวินัย หรือกฎหมายเป็นเรื่องของหลักการ ผิดก็คือผิด มีบทกำหนด
    โทษชัดเจน ถ้าเป็นศีลธรรมหรือวินัยของพระภิกษุสามเณรก็เป็นทางใจ โทษทางสังคม
    ถ้าเป็นกฎหมายบ้านเมืองก็ทางแพ่งทางอาญาแล้วแต่กรณี เรื่องที่สุจริตหรือไม่สุจริต
    เป็นกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องตามหลักธรรมทางศาสนา
    ส่วนเรื่องยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ

    ส่วนที่ ๑ เป็นข้อเท็จจริง เช่น กรณีการอ้างสิทธิที่จะพึงมีพึง
    ได้เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งได้สิทธิ
    ย่อมมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเสียสิทธิ การได้สิทธิถือเป็นความยุติธรรม
    สำหรับกลุ่มที่ได้สิทธิ
    แต่ถามว่า ยุติธรรมสำหรับกลุ่มที่เสียสิทธิหรือไม่ ?
    หรือกรีการกินเนื้อสัตว์ เมื่อมีการกินเนื้อสัตว์ ก็ย่อมมี
    การฆ่าสัตว์ ผู้ที่กินอาจคิดว่า สัตว์อื่นเกิดมาเป็นอาหารของเรา
    เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะกินอะไรก็ได้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า


    ชีวิตของสัตว์จำนวนมากถูกทำลายไป นี่เป็นข้อเท็จจริง

    ส่วนที่ ๒ เป็นความรู้สึก เช่น กรณีการเลื่อนขั้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่
    ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีตำแหน่งเท่ากัน ทำงานในกลุ่มเดียวกันแต่ได้
    รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนไม่เท่ากัน นาย ก. ทำงานดีเอาใจใส่ต่องาน
    มีประสิทธิภาพในการทำงาน ประสิทธิผลของงานดีกว่า จึงได้รับการ
    เลื่อนเงินเดือนมากกว่า นาย ก. รู้สึกมันยุติธรรมสำหรับตัวเองแล้วที่ได้
    ทุ่มเทมาตลอดทั้งปี นาย ข. ไม่เอาใจใส่ต่อการงาน ประสิทธิภาพใน
    การทำงานต่ำ ประสิทธิผลของงานก็ต่ำ จึงได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน
    ต่ำกว่า แต่ นาย ข. รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับตัวเอง เพราะตัวเองมีตำแหน่ง
    เท่ากับนาย ก. และทำงานเดียวกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับนาย ก. นี่เป็นความรู้สึก

    สรุป ได้ว่า คฤหัสถ์กินเนื้อสัตว์ถ้าไม่ได้ฆ่าเอง ย่อมไม่ผิดศีลและเป็น
    พฤติกรรมสุจริต แต่ไม่ยุติธรรมแน่นอน พระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ ถ้าไม่ผิดเงื่อน
    ไขดังกล่าวข้างต้น ย่อมไม่ผิดพระวินัย และเป็นพฤติกรรมสุจริต
    แต่ไม่ยุติธรรมเช่นเดียวกัน ถามว่า “เพราะเหตุไร ? จึงไม่ยุติธรรม




    ถ้าจะพูดถึงความยุติธรรมแล้วละก็

    ต้องย้อนไปดูอดีต

    อดีตในที่นี้ หมายถึงอดีตชาติ

    ไอ่ที่มาโดนทุบหัว โดนเชือด โดนฆ่าอย่างทารุณ

    ทำเขามาก่อนทั้งนั้นล่ะครับ

    นี่ บาปกรรมที่ทำไว้ในอดีต เขามาทวงคืน ต้องมาชดไช้กัน

    คนและสัตว์ แต่ละชีวิต เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด นับชาติ นับภพไม่ถ้วนฯลฯ..

    ถ้าเป็นแบบนี้ ยุติธรรมไหมล่ะ

    กรรม ไห้ผลเที่ยงตรงเสมอ ไม่มีคลาดเคลื่อน ไม่มีผิดตัว

    ( รักษาศีลไห้บริสุทธิ์ ทำสมาธิไห้ตั้งมั่น แล้วเจริญทิพย์จักขุญาณ

    แล้วจะถึงบางอ้อ)

    พระศาสนาพุทธ ไม่ไช่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อแล้วจบ ไม่ไช่นะ

    จะมาวิเคราะห์ แบบหลักวิทยาศาตร์ แบบนั้น แบบนี้ ยังไช้ไม่ได้

    ยังไม่เอียด ยังไม่ลึกพอ บอกได้เลยว่า ตื้นเขินมากๆๆ

    เหนือหลักคิดแบบวิทยาศาตร์ที่ว่าด้วยเหตุและผล ตาที่มองเห็น สัมผัสได้ จับต้องได้

    นั่นก็คือกรรม!!!ไงล่ะท่าน

    ไห้นึกถึงหลักกฏแห่งกรรมไว้นะครับ

    คนและสัตว์ ที่เกิดมา มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

    นอกเหตุ เหนือผล ก็คือ "กรรม"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2011
  19. patchara2

    patchara2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +259
    ผมถึงบอกว่า อย่ารู้ดีเกิน อย่าเก่งเกินพระพุทธเจ้า


    พระพุทธเจ้า สอนไว้ ตรัสไว้ดีแล้ว

    เราเป็นสาวก

    "สาวก แปลว่าผู้รับฟัง และปฏิบัติตาม"


    เอาแค่อย่างเดียวนะ..

    ปุพเพนิวาสนุสติญาณ ญาณที่ทำไห้พระองค์ สามารถระลึกชาติได้อย่างไม่จำกัด

    ถอยหลังระลึกชาติได้ นับไม้ถ้วน

    ในช่วงยามต้นก่อนที่พระองค์จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า

    ก็คือญาณอันนี้แหละ ที่พระองค์ทรงได้ก่อนเลย จึงทำไห้เห็นความเบื่อหน่ายในการเกิด

    แต่การระลึกชาติ ของสาวกทั้งหลาย มีขีดจำกัด ไม่เท่า ไม่เสมอกัน

    มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีที่ทำกันมา บางคนได้ชาติเดียวก็มี

    บางองค์ 10ชาติ 100ชาติ 10000 1000000 ชาติก็ว่าไป ไม่เท่ากัน

    แค่นี้พอไหม ที่เราควรจะเชื่อพระองค์

    เชื่อธรรม เชื่อพระวินัย เชื่อคำสั่งสอน อะไรควร ไม่ควร ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว

    หน้าที่ของสาวกก็คือ พิสูจน์คำสอน และปฏิบัติตามไห้เป็นผล เป็นจริง เป็นจังขึ้นมาไห้ได้

    แค่นี้ ทำไห้ได้เสียก่อนนะครับ ถ้าทำได้จริง ก็จะเข้าใจกฎของกรรมอย่างลึกซึ้ง

    แล้วก็จะได้ไม่ต้องว่า หรือเถียงกัน ว่าทำอย่างนั้น ไม่ยุติธรรม ทำอย่างนี้ โหดร้ายทารุณ

    ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนครับผม...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2011
  20. พรานยึ้ม

    พรานยึ้ม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    613
    ค่าพลัง:
    +683

    สาธุอนุโมทนามิครับ...
     

แชร์หน้านี้

Loading...