ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดลงถมสังข์อสูรกลืนกินคำสาปคำสาบาน(เจ้าหลุมดำ) พ่ออาจารย์พล

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย คุรุปาละ, 12 ตุลาคม 2014.

  1. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ใครรอของดีสายพญายมราชห้ามพลาดพรุ่งนี้นะครับ
     
  2. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดพระยมราชผลาญเพชรฆาต(สมใจนึก เผาคำอธิษฐาน)

    เครื่องมงคลในสายบารมีของพระธรรมบดียมราชนั้น ศิษย์ในสายพ่ออาจารย์ท่านจะทราบกันดีว่าท่านทำออกมาให้ใช้กันไม่บ่อย นอกจากนี้ในสายวิชาของท่านยังถือองค์ยมราชเป็นครูสำคัญ พ่ออาจารย์ท่านมักกล่าวว่าใครที่ใช้เครื่องมงคลในสายยมราชนั้นจะมีตบะน่าเกรงขาม ภูติผีปีศาจไม่อาจเข้ามาระรานเข้าใกล้ คนที่คิดร้ายหรือคิดไม่ดีต่อเราจะมีอันเป็นไปแพ้ภัยตัวเองแม้แต่คนที่คิดอิจฉาริษยาเราหรือจะมาลองดีลองวิชากับเราก็เช่นกัน ทั้งยังอาศัยบารมีขององค์ยมราชนั้นข่มและสะกดอาถรรพ์ได้ทุกชนิด แม้โรคภัยไข้เจ็บก็ยากที่จะเบียดเบียนจะถึงซึ่งความมีชนฒ์อายุยืนนานประสบแต่ความรุ่งเรืองในชีวิต พ่ออาจารย์ท่านว่าองค์ครูยมราชนั้นสำคัญนักแม้ท่านเองก็ยังอาราธนาติดตัวและออกนามท่านเสมอ ท่านว่าเราใช้ป้องกันอาถรรพ์ในตัวศิษย์ทั้งหลายเครื่องมงคลของท่านนั้นท่านจะลงกันอาถรรพ์ไว้เสมอและจะขอบารมีครูยมราชลงประสิทธิ์คลุมให้อีกครั้ง *** อันวิชาในสายครูยมราชนี้ปกติพ่ออาจารย์ท่านจะไม่ค่อยทำด้วยท่านให้เหตุผลว่าแรงเกินไป แรงมาก อย่างตะกรุดรุ่นนี้ก็เช่นกัน ท่านว่าจารอักขระทีไรไข้ขึ้นทุกที วิชาชุดนี้แรงมากท่านจารไม่ไหวแล้วจึงทำได้เท่าที่จารเก็บไว้ให้นำมาออกบูชาแค่นั้น ด้วยท่านปรารถนาจะให้คนที่มีปัจจัยไม่มากได้บูชาเครื่องมงคลในสายบารมีขององค์ยมราชอย่างแท้จริง

    ...ในอนันตจักรวาลนั้นมีภพย่อยมากมาย แต่ก็ปรากฏภูมิใหญ่ๆทั้งหมดเพียงสามภูมิเท่านั้นหรือที่เราเรียกกันว่าไตรภูมินั่นเอง หากไม่นับรวมพื้นโลกที่เราอาศัยอยู่หรือสวรรค์แล้ว นรกก็นับได้ว่าเป็นดินแดนอันลึกลับและไม่มีใครอยากเฉียดกรายเข้าใกล้มากที่สุด ถึงกระนั้นนรกภูมิก็ไม่ใช่สิ่งที่สัตว์โลกผู้ใดจะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเมื่อถึงกาลกิริยาจำเป็นต้องไปรับคำพิพากษาจากพญามัจจุราชเสียทั้งสิ้น ### มหาพรหมอนาคามีผู้เป็นนายเหนือหัวแห่งนรกภูมิ มีวิมานอันอยู่ในภูมินรกปกครองทวยเทพทั้งหลายที่มาทำหน้าที่ต่างๆในภูมินั้นรวมไปถึงสัตว์นรกทั้งปวง เราจะรู้จักกันดีในนามของยมเทพหรือจะเรียกว่าพระธรรมราชบ้าง แลธรรมเทพก็ดี เมื่อพ่ออาจารย์ท่านจะสร้างเครื่องมงคลที่ให้ผลเหนือกรรมลิขิตแลสัมพันธ์กับโชคและดวงชะตานั้น โดยฉันทามติแห่งครูเฒ่าและองค์เทพทั้งหลายไม่ว่าจะทิพย์กายและอสุรกายก็ดี ต่างพร้อมใจกันอนุญาติและอัญเชิญพระธรรมบดียมราชให้มาแผ่บารมีคุ้มเกรงผู้เคารพศรัทธาโดยมติพ่อแม่ครูอาจารย์เหนือหัวพ่ออาจารย์ท่านจึงได้สร้งเครื่องรางในสายวิชาองค์ยมราชอย่างแท้จริงอีกครั้ง

    พระธรรมบดียมราชเจ้าแห่งนรกภูมินั้น เมื่อในสมัยพุทธกาลได้มีโอกาสฟังเทศน์จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็มีดวงตาเห็นธรรมบรรลุพระโสดาบัน ในกาลต่อมาก็ถึงซึ่งภูมิธรรมชั้นพระอนาคามี เป็นภูมิพรหมสุทธาวาสกล่าวได้ว่ามีทั้งวิมานอยู่ในปัญจสุทธาวาสมหาพรหมแลเมื่อจะเสด็จออกพิพากษาดวงวิญญาณทั้งหลายก็จะปรากฏองค์อยู่ในวิมานแดนนรกภูมิ พ่ออาจารย์ท่านว่าหลายๆคนมักจะคิดว่าพญายมท่านน่ากลัว แต่ข้อเท็จจริงแล้วท่านเป็นท้าวมหาพรหมลำดับสูงสุดในรูปพรหม ดังนั้นคนทั้งหลายจึงมักเห็นท่านตามแต่ตะกอนจิตใจจะปรุงแต่ง หากเป็นคนบาปทุจริตก็จะเห็นรูปกายท่านดูน่าสยดสยองแลหวาดกลัว แต่หากตั้งมั่นในธรรมสุจริตก็จะพบกับรูปกายที่สวยงามเกินเทวราชและเหล่าพรหมทั้งหลาย อันท้าวพญายมราชนั้นท่านดำรงตำแหน่งคอยพิพากษาตัดสินดวงวิญญาณในแดนยมโลกอย่างยุติธรรม ประกอบด้วยจิตเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พร้อมกับคณะผู้ช่วยของท่าน ผู้ช่วยของพระยมนอกจากคณะยมฑูตกับนายนิรยบาล สุวัน สุวานแล้วยังมี พระจิตตคุปต์ และพระกาฬไชยศรี เป็นต้น

    ด้วยมติแห่งครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ พ่ออาจารย์ท่านว่าผู้ใดก็ดี ที่จะได้พบ ได้เข้าเฝ้าพระธรรมบดียมราชนั้นล้วนแต่เป็นผู้ตกตายรอการเกิดใหม่ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงถือคติแห่งพระเวทย์ว่าเมื่อเราสร้างเครื่องรางในบารมีของพระยมนี้ แม้ใครสักการะบูชาก็เท่ากับว่าเขาได้พบกับองค์ยมราชแล้ว ชีวิตนั้นถือว่าได้กำเนิดใหม่ ได้เกิดในรูปใหม่ พ้นจากสภาวะเดิมแล้ว หลุดพ้นจากกงล้อกรรมและลิขิตฟ้าที่จองจำพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนทั้งหลาย พ้นจากโรคร้ายแลมีอายุยืนนานสืบไป โดยปกติแล้วอานิสงค์ของการบูชานับถือพระยมนั้นเชื่อกันว่าภูติผีปีศาจไม่กล้าระราน คนผู้นั้นจะมีตบะบารมีที่น่าเกรงขาม ผู้ที่คิดร้ายด้วยทุจริตมิชอบอิจฉาตาร้อนจะแพ้ภัยตัวเอง นอกจากนี้หากหมั่นบูชาระลึกถึงพระองค์ท่านเสมอๆ ท่านว่าจะห่างไกลจากความป่วยไข้ มีอายุยืนนาน หากรับราชการหรือทำมาค้าขายด้วยความซื่อตรงก็จะบังเกิดความเจริญมีความสุขในชีวิตยิ่งๆขึ้นไป พ่ออาจารย์ท่านสร้างเครื่องรางอันเป็นยอดวิชาในสายพระธรรมบดียมราชไว้ด้วยประสงค์จะให้ผู้ใช้ถึงซึ่งสวัสดิมงคล นอกจากในส่วนของวิชาแล้วท่านว่ายังจะได้ถือองค์ยมราชท่านเป็นครูที่จะคอยรักษาเราทั้งยังลงโทษทุกสรรพชีวิตอันจะคิดร้ายและจ้องทำลายเราผู้ศรัทธา เมื่อปรารถนาจะขอพรและระลึกถึงองค์ท่านก็จะได้นำตะกรุดจรดหน้าผากของตนแล้วอธิษฐานใจตามปรารถนาพระองค์จะช่วยให้กาลทุกสิ่งที่เดือดร้อนคลี่คลาย พร้อมกับเติมเต็มความสุขให้ถึงพร้อม ท่านว่าอยากจะขออะไรก็ให้คิดให้ดี อย่าไปขออะไรที่ไม่มีวันเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้ก็พอ

    ### ตะกรุดพระยมราชผลาญเพชรฆาต ชื่อนี้ฟังว่าน่ากลัวนักต่างจากจุดประสงค์และวิธีการใช้ไปไกลลิบ พ่ออาจารย์ท่านว่านี่เป็นวิชาของครูยมราชโดยเฉพาะ ท่านว่าผลาญนั้นคือเมื่อจะใช้ต้องจุดไฟเผา ส่วนเพชรฆาตนั้นก็คืออาญาสิทธิ์ลงดาบได้ทันทีไม่ต้องปรึกษาผู้ใดจะทำอะไรก็ไวดั่งใจคิดไร้ผู้ต่อต้าน วิชานี้หากจะเรียกให้ถูกต้องจริงๆแล้วต้องเรียกว่า"ยมราชสมใจนึกเผาคำอธิษฐาน" ด้วยวิธีใช้นั้นท่านให้กลั้นใจเขียนเรื่องที่ตนเองต้องการบอกกล่าวครูยมราชหรือข้อความคำอธิษฐานของตนใส่ไว้ในกระดาษขาว เอาตะกรุดครูยมราชนั้นวางทับไว้ชั่วเวลาธูปไหม้หมดดอก ก่อนจะนำกระดาษนั้นเผาส่งคำอธิษฐานร้องขอแก่ครูยมราช ท่านว่าปัญหาของเราจะคลี่คลายในทันที... หากอยากใช้ให้เห็นผลไวสมดั่งที่ใจหวังท่านว่ามันมีเคล็ดกันอยู่นิดหน่อย นั่นคือ ตอนเขียนคำขอใส่กระดาษขาวนั้นต้องทำใจ ทำจิต ทำความรู้สึกตัวเองให้ว่างเปล่าอย่าไปคิดอะไรว่าต้องได้ ต้องเอา ต้องสำเร็จ ท่านว่าเขียนตอนที่จิตว่างจิตเป็นกลางไม่ปรารถนาสิ่งใดแม้จะเป็นคำขอหรือพรมงคลทั้งหลายที่กำลังเขียนก็ดี ให้ตั้งจิตอยู่ในอุเปกขาวางไว้ให้เป็นกลางเช่นนั้น ### ทั้งให้ทำเมื่อเวลาเที่ยงคืนในวันที่ตรงกับวันเกิดตนเอง(อาทิตย์-เสาร์ที่เป็นวันเกิดตน) และให้ขอได้เพียงครั้งละข้อเท่านั้น ในคำขอนั้นห้ามมิให้ผู้ใดเห็นและไม่ให้ผู้ใดอ่านจนกว่าเราจะเผาส่งสาสน์นี้ถึงครูยมราช ท่านว่าขอไปเถอะอาทิตย์ละครั้ง ให้ขอในสิ่งที่เป็นไปได้ จำไว้ว่าตอนเขียนนั้นให้ทำใจเป็นกลาง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงเพียงเท่านั้นสิ่งที่คิดฝันจะได้มาทันใจสมปรารถนา วิชานี้ตามสัญญาของครูยมราชพ่ออาจารย์ท่านว่าพวกเธอรู้มั๊ยวิชานี้ถือว่าเป็นอาญาสิทธิ์ของเจ้านรกเชียวนะ เมื่อเอามาลงเป็นตะกรุดนี่ยังปวดมือไปหมดขนาดท่านอนุญาติให้เราทำแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าเป็นตะกรุดที่ศักดิ์สิทธิ์มากเพราะไม่ว่าจะขอพร ขอความช่วยเหลืออะไร ท่านก็จะประทานพรให้สมความปรารถนา สมกับเหตุการณ์ที่ขอทุกครั้ง พ่ออาจารย์ท่านว่าแม้ตัวท่านเองก็ลองดูแล้วมันก็แปลกดีเพราะว่าทุกสิ่งนั้นทันใจ ทันความคิด และได้สมดั่งปรารถนา ครูยมราชท่านปรารภว่าวิชานี้ต่อไปจะได้ช่วยคนของท่านอีกมาก พ่ออาจารย์ท่านเห็นว่าเป็นวิชาสำคัญที่ดี เร็ว และแรงจริงๆ อธิษฐานขอได้ครบสมใจนึกท่านจึงเชิญครูยมราชมาอธิษฐานจิตทำให้เรื่อยๆเต็มกำลัง เต็มบารมีในสายครูของท่านนั้นทีเดียว ท่านว่าถ้าคนมีวาสนาต้องกับตะกรุดนี้เขาจะได้ตะกรุดไปอธิษฐาน ขอเพียงหลับตาให้เห็นองค์ยมราชแค่นั้นขอได้หมดเลย(ในกรณีคนที่จิตไว ตาดีมองเห็นได้มีกำลังใจสูงท่านว่าไม่ต้องรอจุดไฟเผาคำขออาทิตย์ละครั้งเลย ถ้ากำลังใจเราดีนี่ส่งถึงท่านได้ตลอดแบบนั้นทีเดียว) ท่านว่าครูยมราชท่านจะช่วยคนของท่านให้นำพาตัวเองให้อยู่รอดไปได้ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่ผกผันอย่างรุนแรงในสังคมปัจจุบัน

    ทั้งตะกรุดในสายพระยมนี้พ่ออาจารย์ยังเป่ามนต์โองการพระยมสำทับอีกร้อยแปดพันคาบ(108,000) ตะกรุดนี้จึงมีคุณดีทางสะท้อนย้อนกลับกรรมไปสนองผู้ปองร้ายและคิดร้ายเราในทุกรูปแบบ ดุจดั่งพระยมราชท่านลงโทษคนกระทำผิดคิดชั่วให้ได้รับผลกรรมนั้น นั่นคือการสะท้อนย้อนกลับโดยฉับพลันทันที เรียกได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้บูชาตะกรุดมีผู้ประสงค์ร้ายหรือคิดไม่ดีนั้น อานุภาพของตะกรุดจะสะท้อนผลร้ายกลับไปร้อยเท่าพันทวีเป็นเหตุให้ต้องมาขอขมาเรา หากไม่มาขอขมาแก่เราแล้วก็ไม่สามารถลบล้างได้ พ่ออาจารย์ท่านว่าที่ผ่านมานั้นเราจะไม่ได้ทำตัวนี้หรือใช้วิชานี้ประสิทธิ์เครื่องมงคลไว้ให้ใครมากนัก เพียงมหาสะท้อนงานศพก็นับได้ว่าแรงและมีกำลังจนคนเอาไปใช้เกิดประสบการณ์ถามหากันว่ามากแล้วแต่ตัวนี้ยังถือได้ว่าแรงกว่านั้น แรงกว่าแม้มนต์พระกาฬสะท้อนกลับอันมีอาถรรพ์จนถึงขั้นวิบัติมีอันเป็นไปต่างๆนานัปการ เมื่อเห็นว่ากำลังสร้างเครื่องมงคลในสายบารมีของยมราชท่านจึงสงเคราะห์ปรารถนาจะให้เป็นที่สุดเรียกว่าดอกเดียวใช้ได้รอบด้านท่านจึงเป่ามนต์โองการพระยมราชไว้ให้คู่กัน ท่านว่าตะกรุดกับวิชานั้นมีความสัมพันธ์กันและจะเสริมส่งซึ่งกันและกัน ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดบอกได้สั้นๆแต่เพียงว่านี่คือวิชาของพระธรรมบดียมราชให้ผู้บูชาระลึกไว้เสมอจะได้ไม่พลั้งเผลอผิดพลาดนำไปใช้ก่อกรรมสร้างเวรใดๆ เอาแค่ให้สะท้อนย้อนสิ่งอัปมงคลทั้งหลายตามวินิจฉัยแห่งยมเทพนั้นก็พอ

    นอกจากนั้นท่านยังนำผงว่านยาทางเมตตามหานิยมมาเข้ากับผงยมบาลใจอ่อนอุดไว้ในตะกรุด วิชายมบาลใจอ่อนนั้นเมื่อนำมาทำผงใช้กำกับในการสร้างเครื่องรางในสายวิชาพระธรรมบดียมราชนั้น ท่านว่าโดยปกติแล้ววิชานี้แม้ยมบาลผู้รักษากฏเหล็กดำรงค์อยู่ในสุจริตเที่ยงตรงไม่โอนอ่อนผ่อนตามผู้ใด ไม่มีสิ่งใดทำให้ท่านเอนเอียงได้ ก็ยังต้องผ่อนปรนยอมให้กับเรา จึงเป็นที่สุดแห่งวิชามหาเมตตามหาเสน่ห์ที่พ่ออาจารย์ท่านตั้งใจลงกำกับทำอาถรรพ์ไว้กับกับตะกรุดอันเป็นตัวแทนสายวิชาของพระยม *** พ่ออาจารย์ท่านว่าพระยมนี้ แตกต่างจากเทพองค์อื่น ด้วยปกติท่านจะสัตย์ซื่อ ใจแข็ง แต่เราใช้คติพระเวทย์และมายาศาสตร์สร้างตะกรุดแทนครูในสายวิชาท่านอุดผงกำกับด้วยวิชาผงยมบาลใจอ่อน นั่นก็เพื่อให้ท่านโอนอ่อนตามใจและให้พรทุกประการดั่งใจผู้บูชาปรารถนา อันพรของพระธรรมบดียมราชนายเหนือหัวแห่งนรกภูมินั้น ถือได้ว่าเป็นพรวิเศษดุจพรของพรหมมหาปัญจสุทธาวาส ด้วยเรากำกับเวทย์ยมบาลใจอ่อนไว้ถ้าไม่ขอสิ่งใดที่หนักปากและยากเกินกว่าจะเป็นไปได้แล้วสิ่งนั้นย่อมสำเร็จโดยพลัน ด้วยพระยมท่านถือสัจจะยิ่งชีพ ไม่ใช่เพียงแต่ยกมือให้พรไปเรื่อย แต่หากให้พรผู้ใดแล้วท่านจะติดตามงานของท่านเสมอจนประสบความสำเร็จ แม้จะต้องแหกกฏเหล็ก ฝืนลิขิตฟ้าแลกฏแห่งกรรมก็ตาม แต่หากพระองค์เผลอให้พรผู้ใดแล้วก็จำต้องช่วยเหลือให้ได้ดั่งในกรณีคืนชีวิตให้พระสัตยวานที่ถึงกาลสิ้นอายุขัยท่านก็ยังมอบชีวิตคืนชีพให้เขาอันจะต้องแหกกฏเหล็กของท่านเช่นนั้นนั่นเอง พ่ออาจารย์ท่านนำผงยมบาลใจอ่อนมาเข้ากับผงยันต์พันคาถา ซึ่งผงนี้เกิดจากการเขียนคาถาพันบท เขียนยันต์พันรูป ซึ่งจะมีอานุภาพดุจฝอยท่วมหลังช้างที่เรียกว่าอธิษฐานใช้ได้ทุกด้าน เสมือนเรามีทรัพย์สินมากมายหลายประการปรารถนาสิ่งใดก็นำไปใช้แลกเปลี่ยนได้ไม่รู้หมด พ่ออาจารย์ท่านว่าผงนี้เราทำมาเป็นปีและต้องใช้ความอุตสาหะมาก ให้คิดเอาเองว่าลำพังยันต์หนึ่งนั้นยังมีอุปเท่ห์ใช้ได้นับสิบนับร้อย เช่นนั้นยันต์พัน คาถาพัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เอาว่าที่นำมาใช้เป็นมวลสารก็เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนบูชา เมื่อได้ผงยันต์พันคาถาแล้ว พ่ออาจารย์ท่านท่านได้เขียนผงยันต์ธงพระฉิมเรียกทรัพย์ ผงมนต์มหาลาภ ผงคาถาเรียกทรัพย์ ผงคาถาเงินแสน ผงคาถาเงินล้าน ผงยันต์มหาโสฬสสะระตะใส่ลงไปอีกด้วย ท่านว่าเอาผงทั้งหมดมาคลุกกับน้ำมันตานีที่ต้องพลีปลีกล้วยตานีมาเคี่ยวกับว่านเจ็ดชนิดในโบสถ์เจ็ดโบสถ์ตอนเที่ยงคืน พ่ออาจารย์ว่าท่านทำเก็บไว้นานก็เพิ่งได้นำมาใช้เพราะสมัยนี้จะไปขออนุญาตินั่งเคี่ยวน้ำมันในโบส์ตอนเที่ยงคืนพระท่านก็จะมองเราไม่ดีไปเสียอีกท่านจึงไม่ทำน้ำมันตัวนี้แล้ว ท่านว่าน้ำมันนี้แรงนะเพราะตอนเคี่ยวเราต้องใช้เตโชกสิณไม่ใช่ใช้ไฟเคี่ยว ต้องเคี่ยวไปเรื่อยๆจนน้ำมันเดือดขึ้นฟองนั่นจึงถือว่าสำเร็จ ท่านว่าน้ำมันนี้โดยรวมจะดีทางเมตตามหานิยม แต่ที่แน่ๆทางเสี่ยงโชคลาภลอยก็ได้ไม่หยอกเหมือนกัน ท่านนำผงสำคัญชุดนี้อุดกำกับไว้ในตะกรุดสายครูยมราชโดยเน้นใช้ให้เกิดปิยะเมตตาอย่างถึงที่สุด ท่านว่าโดยแท้จริงแล้วครูยมราชนั้นท่านไม่ได้น่ากลัว ซ้ำท่านยังเมตตาลูกหลานอย่างถึงที่สุดเช่นกัน

    คาถาบูชา
    โอม ยะมะมหาเทวะตา สุเนตตะมหาราชา อันตรายาปิวินัสสันตุ

    ตะกรุดในสายครูยมราชนั้นพ่ออาจารย์ท่านดำริว่าเป็นของมีเจ้าของถือครองกันครบทุกดอก เป็นของเฉพาะกาล เฉพาะวาระที่ท่านพลีกรรมบวงสรวงและใช้เวลาในการสร้างลงจารกปลุกเสกมายาวนาน คนที่ได้บูชานั้นจะเป็นลูกรักของพญายมราช มีบุญบารมีสัมพันธ์กันมาแต่ภพเก่าก่อนในทางใดทางหนึ่ง เมื่อจะได้เกื้อหนุนกันให้สำเร็จกิจแห่งภพ ท่านจะดลบันดาลให้รับรู้แลเกิดความสนใจ พึงใจ ขึ้นมาเอง

    *** ตะกรุดพระยมราชผลาญ..นี้รับจองเฉพาะทาง PM เท่านั้น ผู้บูชาให้แจ้งชื่อนามสกุลไว้ด้วย พ่ออาจารย์ท่านจะบอกกล่าวครูยมราชทำการประสิทธิ์ให้อีกคำรบหนึ่ง รายได้ร่วมสมทบทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยต่อไป


    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดพระยมราชผลาญเพชรฆาต(สมใจนึก เผาคำอธิษฐาน) บูชา 900 บาท

    70188459-943939252619130-1933311869674586112-n.jpg 70248009-2522316591321819-4649137901320273920-n.jpg
    70042092-524816788286505-3359246092892897280-n.jpg
     
  3. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่พิสิษฐ์ EI 2170 1763 2 TH

    พี่ฐิตกาญจน์ EI 2170 1764 6 TH

    พี่ศิระ EI 2170 1765 0 TH

    พี่เมธาพันธ์ EI 2170 1766 3 TH

    พี่เกษมธิดา EI 2170 1767 7 TH

    พี่สายเมธี EI 2170 1768 5 TH

    พี่รัตนะ EI 2170 1769 4 TH

    พี่สุรวุฒิ EI 2170 1770 3 TH
     
  4. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    งวดนี้มีแจ้งประสบการณ์คนถูกหวยหลายท่านเลยบางคนว่าเฉียด บางคนไม่ได้ซื้อ ทีหลังถ้าได้นิมิตเลขชัดๆก็ลองซื้อกันนะครับ
     
  5. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    บุญ กับ กุศล
    เมื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนั้นจะพบความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เรียกกันว่า "บุญ" กับสิ่งที่เรียกว่า "กุศล" บ้างไม่มากก็น้อย แล้วแต่ความสามารถในการพินิจพิจารณา แต่ว่า โดยเนื้อแท้แล้วบุญกับกุศลควรจะเป็นคนละอย่างหรือเรียกได้ว่าตรงกันข้าม ตามความหมาย ของรูปศัพท์แห่งคำสองคำนี้ทีเดียว

    คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือ พองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น,ส่วนคำว่า กุศล นั้น แปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป โดยความหมายเช่นนี้เราย่อมเห็นได้ว่าเป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง

    บุญ เป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจพอใจชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานหรือรักษาศีลก็ตามแล้วก็ฟูใจ อิ่มเอิบ หรือ แม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยากในกรณีที่ทำบุญเอาหน้าเอาเกียรติอย่างนี้ ก็ได้ชื่อว่า ได้บุญเหมือนกัน แม้จะเป็นบุญชนิดที่ไม่สู้จะแพ้หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ
    เพื่อเอาบุญกันจริงๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่าตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์มีความปรารถนาอย่างนั้น อย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้ อันเป็นภวตัณหานำไปสู่การเกิดในภพใหม่เพื่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามแต่ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารได้ แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติอย่างไรก็ตาม ฉะนั้นความหมายของคำว่า บุญ จึงหมายถึงสิ่งที่ทำให้ฟูใจและเวียนไปเพื่อความเกิดอีกไม่มีวันที่สิ้นสุดลงได้​


    ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่แผ้วถาง สิ่งกีดขวาง ผูกรัด หรือ รกรุงรังไม่ข้องแวะ กับความฟูใจ หรือ พอใจ เช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะกำจัดเสียซึ่งสิ่งต่างๆอันเป็นเหตุให้พัวพันอยู่ในกิเลสตัณหา อันเป็นเครื่องนำให้เกิดแล้วเกิดอีก และมีจุดมุ่งหมายกวาดล้างสิ่งเหล่านั้นออกไปจากตัว ในเมื่อบุญต้องการโอบรัดเข้ามาหาตัวให้มีเป็นของของตัวมากขึ้น ในเมื่อฝ่ายที่ถือข้างบุญยึดถืออะไรเอาไว้มากๆและพอใจดีใจนั้น ฝ่ายที่ถือข้างกุศลก็เห็นว่าการทำอย่างนั้นเป็นความโง่เขลาขนาดเข้าไปกอดรัดงูเห่าทีเดียว ฝ่ายข้างกุศลหรือที่เรียกว่าฉลาดนั้นต้องการจะปล่อยวางหรือผ่านพ้นไปทั้งช่วยผู้อื่นให้ปล่อยวางหรือผ่านพ้นไปด้วยกัน ฝ่ายข้างกุศลจึงถือว่าฝ่ายข้างบุญนั้นยังเป็นความมืดบอดอยู่

    แต่ว่า บุญ กับ กุศล สองอย่างนี้ ทั้งที่มีเจตนารมณ์แตกต่างกันก็ยังมีการกระทำทางภายนอกอย่างเดียวกัน ซึ่งทำให้เราหลงใหลในคำสองนี้อย่างฟั่นเฝือ เพื่อจะให้เข้าใจกันง่ายๆเราต้องพิจารณาดูที่ตัวอย่างต่างๆที่เรากระทำกันอยู่จริงๆ คือในการให้ทาน ถ้าให้เพราะจะเอาหน้าเอาเกียรติหรือเอาของตอบแทนเป็นกำไรหรือเพื่อผูกมิตรหาพวกพ้อง หรือแม้ที่สุดแต่เพื่อให้บังเกิดในสวรรค์อย่างนี้เรียกว่าให้ทานเอาบุญหรือได้บุญ แต่ถ้าให้ทานอย่างเดียวกันนั่นเองแต่ต้องการเพื่อขูดความขี้เหนียวของตัวขูดความเห็นแก่ตัวหรือให้เพื่อค้ำจุนศาสนาเอาไว้ เพราะเห็นว่าศาสนาเป็นเครื่องขูดทุกข์ของโลก หรือให้เพราะเมตตาล้วนๆโดยบริสุทธิ์ใจ หรืออำนาจเหตุผล อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งปัญญาเป็นผู้ชี้ขาดว่าให้ไปเสียมีประโยชน์มากกว่าเอาไว้อย่างนี้เรียกว่า ให้ทานเอากุศล หรือได้กุศลซึ่งมันแตกต่างไปคนละทิศละทางกับการให้ทานเอาบุญ เราจะเห็นได้กันสืบไปอีกว่าการให้ทานเอาบุญนั่นเองที่ทำให้เกิดการฟุ่มเฟือยขึ้นในสังคมฝ่ายผู้รับทานจนกลายเป็นผลร้ายขึ้น ในวงพระศาสนาเองหรือในวงสังคมรูปอื่นๆเช่นมีคนขอทานในประเทศมากเกินไปเป็นต้น การให้ทานถูกนักคิดพากันวิพากษ์วิจารณ์ในแง่เสื่อมเสียก็ได้แก่การให้ทานเอาบุญนี้เอง ส่วนการให้ทานเอากุศลนั้นอยู่สูงพ้นการที่ถูกเหยียดอย่างนี้เพราะว่ามีปัญญาหรือเหตุผลเข้าควบคุม แม้ว่าอยากจะให้ทานเพื่อขูดเกลาความขี้เหนียวในจิตใจของเขา ก็ยังมีปัญญารู้จักเหตุผลว่าควรให้ไปในรูปไหน มิใช่เป็นการให้ไปในรูปละโมบบุญหรือเมาบุญเพราะว่ากุศลไม่ได้เป็นสิ่งที่หวานเหมือนกับบุญจึงไม่มีใครเมา และไม่ทำให้เกิดการเหลือเฟือผิดความสมดุลขึ้นในวงสังคมได้เลย นี่เราพอจะเห็นได้ว่าให้ทานเอาบุญกับให้ทานเอากุศลนั่นผิดกันเป็นคนละอันอย่างไร

    ในการรักษาศีลก็เป็นทำนองเดียวกันอีก รักษาศีลเอาบุญ คือรักษาไปทั้งที่ไม่รู้จักความมุ่งหมายของศีล เป็นแต่ยึดถือในรูปร่างของการรักษาศีลแล้วรักษาเพื่ออวดเพื่อนฝูง หรือเพื่อแลกเอาสวรรค์ตามที่นักพรรณนาอานิสงส์เขาพรรณนากันไว้ หรือทำอย่างละเมอไปตามความนิยมของคนที่มีอายุล่วงมาถึงวัยนั้นวัยนี้เป็นต้น ยิ่งเคร่งเท่าใดยิ่งส่อความเห็นแก่ตัวและความยกตัวมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีความยุ่งยากในครอบครัวหรือวงสังคมเกิดขึ้นใหม่ๆแปลกๆเพราะความเคร่งครัดในศีลของบุคคลประเภทนี้อย่างนี้เรียกว่ารักษาศีลเอาบุญ ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่งรักษาศีลเพียงเพื่อให้เกิดการบังคับตัวเองสำหรับจะเป็นทางให้เกิดความบริสุทธิ์และความสงบสุขแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์เพื่อใจสงบสำหรับเกิดปัญญาชั้นสูง นี้เรียกว่ารักษาศีลเอากุศล รักษามีจำนวนเท่ากัน ลักษณะเดียวกันในวัดเดียวกันแต่กลับเดินไปคนละทิศละทางอย่างนี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นภาวะแห่งความแตกต่าง ระหว่างคำว่า บุญ กับคำว่า กุศล คำว่ากุศลนั้นทำอย่างไรเสียก็ไม่มีทางตกหล่มจมปลักได้เลยไม่เหมือนกับคำว่าบุญ และกินเข้าไปมากเท่าไรก็ไม่มีเมา ไม่เกิดโทษ ไม่เป็นพิษ ในขณะที่ คำว่าบุญ แปลว่า เครื่องฟูใจนั้น คำว่ากุศล แปลว่า ความฉลาดหรือ เครื่องทำให้ฉลาดและปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

    ในการเจริญสมาธิก็เป็นอย่างเดียวกันอีกคือสมาธิเอาบุญก็ได้ เอากุศลก็ได้ สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับคนโน้นคนนี้ที่โลกอื่นตามที่ตนกระหายจะทำให้เก่งกว่าคนอื่น หรือสมาธิเพื่อการไปเกิด ในภพนั้นภพนี้อย่างนี้เรียกว่าสมาธิเอาบุญหรือได้บุญเพราะทำใจให้ฟูให้พองตามความหมายของมันนั่นเอง ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่าทำอันตรายแก่เจ้าของถึงกับต้องรับการรักษาเป็นพิเศษ หรือรักษาไม่หายจนตลอดชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะว่าสมาธิเช่นนี้มีตัณหาและทิฎฐิเป็นสมุฎฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุดก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสารตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ส่วนสมาธิที่มีความมุ่งหมายเพื่อการบังคับใจตัวเองให้อยู่ในอำนาจเพื่อกวาดล้างกิเลส อันกลุ้มรุมจิตให้ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิอันจรมาในปริมณฑลของจิตทำจิตให้ผ่องใสเป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญาอันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่าสมาธิได้กุศลไม่ทำอันตรายใครไม่ต้องหาหมอรักษาไม่หลงวนเวียนในวัฎสงสารจึงตรงกันข้ามจากสมาธิเอาบุญ

    ครั้นมาถึงปัญญา นี้ไม่มีแยกเป็นสองฝ่ายคือไม่มีปัญญาเอาบุญ เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวกุศล เสียเองแล้ว เป็นกุศลฝ่ายเดียว นำออกจากทุกข์อย่างเดียว แม้ยังจะต้องเกิดในโลกอีกเพราะยังไม่แก่ถึงขนาดก็มีความรู้สึกตัว เดินออกนอกวัฎสงสารมีทิศทางดิ่งไปยังนิพพานเสมอ ไม่วนเวียนจนติดหล่มจมเลนโดยความไม่รู้สึกตัว ถ้ายังไม่ถึงขนาดนี้ก็ยังไม่เรียกว่าปัญญาในกองธรรมหรือ ธรรมขันธ์ของพุทธศาสนา ดังเช่นปัญญาในทางอาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นต้น

    ตามตัวอย่างที่เป็นอยู่ในเรื่องจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของพวกเราเองดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่าการที่เราเผลอหรือถึงกับหลงเอาบุญกับกุศลมาปนเปเป็นอันเดียวกันนั้น ได้ทำให้เกิดความสับสนอลเวงเพียงไร และทำให้คว้าไม่ถูกตัวสิ่งที่เราต้องการจนเกิดความยุ่งยากสับสนอลหม่านในวงพวกพุทธบริษัทเองเพียงไร ถ้าเรายังขืนทำสุ่มสี่สุ่มห้าเอาของสองอย่างนี เป็นของอันเดียวกัน อย่างที่เรียกกันพล่อยๆติดปากชาวบ้านว่า"บุญกุศลๆ" เช่นนี้อยู่สืบไปแล้ว เราก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆอันเกี่ยวกับการทำบุญกุศลนี้ ให้ลุล่วงไปด้วยความดีจนตลอดกัลปาวสาน ก็ได้

    ถ้ากล่าวให้ชัดๆสั้นๆ บุญเป็นเครื่องหุ้มห่อกีดกั้นบาปไม่ให้งอกงามหรือปรากฏ หมดอำนาจบุญเมื่อใดบาปก็จะโผล่ออกมาและงอกงามสืบไปอีก ส่วนกุศลนั้นเป็นเครื่องตัดรากเหง้าของบาป อยู่เรื่อยไปจนมันเหี่ยวแห้งสูญสิ้นไม่มีเหลือ ความต่างกันอย่างยิ่งย่อมมีอยู่ดังกล่าวนี้

    คนปรารถนาบุญ จงได้บุญ คนปรารถนากุศล ก็จงได้กุศลและปลอดภัยตามความปรารถนา แล้วแต่ใครจะมองเห็นและจะสมัครใจจะปรารถนาอย่างไรได้เช่นนี้ เมื่อใดจึงจะชื่อว่าพวกเรารู้จักบุญกุศล กันจริงๆรู้ทิศทางแห่งการก้าวหน้าและทิศทางที่วกเวียนว่าเป็นของที่ไม่อาจจะเอามาเป็นอันเดียวกันได้เลย แม้จะเรียกว่า"ทางๆ"เหมือนกันทั้งสองฝ่าย
    b475bf7c9427a179e31fda933bba992b.jpg
     
  6. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ใครชอบสายลิงครู...อดทนรอกันอีกนิดนะครับ
     
  7. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ร่วมทำบุญบูชา หนุมานมหาพาลีรวมชีพศรีเทพพยนตรา(ผงมหากาฬสุริยกัณฑ์)

    ว่าด้วยลิงครูเนื้อพิเศษที่พ่ออาจารย์ท่านกดลองพิมพ์ไว้เมื่อสร้างหนุมานศรีเทพพยนตรา ท่านได้มีดำริจะนำผงคุณวิชาพญาพาลีมาเข้ากับผงหนุมานกดเนื้อลองพิมพ์ขึ้นเพื่อให้ลิงครูนั้นมีกำลังอันเป็นข้อดีของทั้งหนุมานและพาลีรวมกันโดยท่านเรียกพระผงลองพิมพ์นี้ว่า...หนุมานมหาพาลีรวมชีพ
    จะกล่าวถึงพาลี...." หนึ่งในวิชาและพระเวทย์ฝ่ายไศวะโบราณที่มีอิทธิคุณแปลกประหลาด สามารถดลบันดาลให้ผู้ครอบครองชนะไร้พ่าย ทำอะไรก็สำเร็จ แต่ทว่าครูบาอาจารย์นั้นเกรงกลัวว่าคุณสมบัติแท้จริงของวิชานี้น่ากลัวเกินไป จึงปิดบังอำพราง ไม่สร้างไปเลยก็มี ถ้าสร้างก็มักจะไม่ทำเต็มวิชา ด้วยเกรงว่าจะก่อภัยอันตรายให้กับศิษย์ทั้งหลายที่ได้ใจครอบครองจนกระทั่งท่านได้สร้างทำผงวิชาพญาพาลีอินทรสังกาศขึ้นมาเพื่อจะสืบทอดเวทย์ฝ่ายไศวะโบราณที่ขาดการสืบต่อไป ด้วยพาลีนั้นชาติพันธุ์เป็นลิงแต่หน่อเนื้อเชื้อวงศ์เป็นอินทรวงศ์ เป็นลิงมีศักดิ์สูงเป็นลูกเจ้าสวรรค์ต่างกับบรรดาลิงทั้งหลายไม่ว่าจะสุครีพ นิลพัตร หรือหนุมาน ซ้ำยังมีฤทธิ์เลิศเป็นเอกอีกด้วย ถึงขนาดพ่ออาจารย์กล่าวไว้ว่า *** พาลีถ้าไม่ตายเสียก่อน ในรามเกียรติ์นั้นพระรามไม่ได้ฉายแสงแน่นอน เพราะใครก็ฆ่าพาลีไม่ได้ ใครสู้ก็แพ้พาลี ขนาดเจ้าทศกัณฐ์ที่พระรามตามล่าทำสงครามจนเรื่องกินระยะเวลายาวนานนั้น เจอพาลีเข้าก็หมดแรง รบกี่ทีก็แพ้ แถมยังโดนพาลีจับไปกระทำการทรมานทรกรรมให้กินข้าวเหลือของนางกำนัลแล้วให้องคตลูกชายเอาทศกัณฐ์ไปลากเล่น(เหมือนจูงหมาเดินเล่น)ไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง หยามเกียรติอสูรวงศ์พรหมถึงปานนั้น...พ่ออาจารย์ท่านว่าที่จริงนั้นถ้าว่ากันด้วยฤทธิ์พระรามก็ยังฆ่าพาลีไม่ตาย พาลีตายด้วยมือของตนเอง แม้แต่พระรามแผลงศร ศรพระรามที่ได้ชื่อว่าเป็นยอดศาสตราวุธฝ่ายเทพ แผลงที่ไหนทีไรได้เรื่องทุกที พาลีก็ยังคว้าจับมาเล่นได้ไม่ได้สะทกสะท้านในฤทธิ์อำนาจใดๆเลย แต่เพราะระลึกถึงคำสาบานแต่หนหลังได้ว่าตนเองนั้นแย่งเมียน้องคือสุครีพ และเคยถวายสัตย์ต่อพระนารายณ์ไว้ว่าถ้าแย่งจะให้ศรพระนารายณ์ล้างชีวิตก็เลยทำตามคำสัตย์นั้น พระรามนั้นอาลัยในตัวพาลีมากนัก เพราะในประวัติศาสตร์ไม่เคยปรากฏมีผู้ใดที่จะมีฤทธิ์แกล้วกล้าเฉกเช่นพญาวานรผู้นี้ พระรามจึงอยากได้พาลีมาทำราชการกับพระองค์ ได้เอ่ยขอเพียงเลือดของพาลีเสียครึ่งหยดมาล้างคำสัตย์ที่สาปสรรค์ไว้ถึงชีวิตให้แก่ศรพระเป็นเจ้า แต่พาลีก็หายอมไม่เพราะต้องการรักษาคำสัตย์นั้น จึงใช้ศรของพระรามทำการปลิดชีพตัวเอง เมื่อตายไปก็ได้เกิดเป็นเทพเจ้ากลับมาทำลายพิธีบูชาหอกของทศกัณฐ์ที่ทำให้อินทร์พรหมยมยักษ์ทั้งสวรรค์เดือดร้อนอีกครั้งนั่นเองพาลีนั้นพ่ออาจารย์บอกว่ามีความสามารถที่ไม่เหมือนใคร ในชั้นฤทธิ์นั้นถ้าเปรียบกับชั้นหลานอย่างหนุมานแล้ว ระดับเจ้าผู้ครองนครขีดขินก็มีความสามารถแต่เดิมอยู่แล้วไม่เป็นรองกันแต่อย่างใด เพราะสืบสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เป็นบุตรพระอินทร์เจ้าสวรรค์นั่นเอง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งรู้กันไปทั่ว ว่าเป็นความสามารถที่ขี้โกงที่สุดในสามโลก ทำให้กากาศนั้นเก่งเกินกว่าเก่ง เก่งจนแม้แต่พระเป็นเจ้าก็ยังไม่สามารถต่อกรให้มีชัยชนะได้ นั่นคือพรของพระศิวะเจ้าที่ให้กับพาลี กล่าวคือ เวลาสู้กับใครให้กำลังอีกฝ่ายนั้นลดลงเสียครึ่งหนึ่งแล้วกลับมาเพิ่มเป็นกำลังให้พาลี เพราะเช่นนี้พาลีเมื่อสู้กับใครจึงมีฤทธิ์เพิ่มอีกมหาศาล ยิ่งศัตรูเก่งแค่ไหน พาลีก็ยิ่งเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ซ้ำพระศิวะเป็นเจ้ายังมอบพระขรรค์เพชรของพระองค์ให้เป็นเทพศาสตราคู่กายอีกด้วยในฐานะที่พาลีและสุครีพทั้งสองพี่น้องช่วยกันยกเขาไกรลาสให้ตั้งตรงได้ตามเดิมหากจะกล่าวถึงความเจ้าชู้แล้ว กากาศนั้น เหนือเสียยิ่งกว่าที่เรียกว่าเจ้าชู้ยักษ์อีกหลายขุม เพราะสนมกำนัลนั้นเต็มวังสนุกปานวิมานของบิดาคือพระอินทร์ก็ไม่ปาน แถมไม่พอใจใครก็ไปช่วงชิงเมียเค้ามาได้ดื้อๆไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น เช่นนางมณโฑของทศกัณฐ์ ที่มีลูกกับพาลีเป็นองคต ด้วยทศกัณฐ์นั้นได้รางวัลพระเป็นเจ้าประทานนางมณโฑให้ ยังไม่ทันที่จะได้เชยชมเผลอเหาะข้ามเมืองของพาลี กากาศนั้นพิโรธสุดกำลังกล่าวหาว่าทศกัณฐ์หยามเกียรติกล้าบินข้ามศรีษะตน จึงสั่งสอนต่อรบด้วย เอาทศกัณฐ์มาทรมานและเอาเมียพระราชทานนั้นมาเป็นเมียตนเอง แม้แต่นางดาราที่พระศิวะเจ้าโปรดประทานให้น้องชายคือสุครีพก็ยังตกเป็นของพาลี เรียกว่าถ้าใจรักผู้ใดไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าไหนทั้งนั้น เพราะใครก็สู้ด้วยไม่ได้ รบไปก็แพ้เปล่าๆ "

    พ่ออาจารย์นั้นได้นำผงคุณวิชาพญาพาลีมารวมกับกำลังหนุมานเพื่อสร้างลิงครูสำคัญขึ้น ยิ่งพ่ออาจารย์ท่านทำย้อนอารยธรรมเดิม ท่านว่าหนุมานของท่านนั้นครบรสเป็นทั้งเทพทั้งพยนต์ที่สำคัญเป็นเจ้าแห่งพลัง ความซื่อสัตย์ และจงรักภักดี เป็นการทำหนุมานสายพระเวทย์แบบดั้งเดิมจริงๆ ท่านว่าหนุมานไทยที่ว่าเก่งแล้วก็ยังคนละเรื่องกับอินเดียเพราะนี่คือหนุมานที่เป็นเทพเจ้า ไม่ใช่หนุมานที่เป็นทหารลิง

    จากเทพอมตะในตำนานที่ยังดำรงค์ชีวิต สู่ปฐมบทแห่งเครื่องรางอันเป็นอมตะ ...เมื่อกล่าวถึงหนุมานแล้ว เชื่อได้ว่าย่อมเป็นเครื่องรางหนึ่งในดวงใจของชายชาตรีหลายๆท่าน ด้วยว่ามีดีครบรสใช้ได้ทุกทาง แต่ถึงกระนั้นพ่ออาจารย์ท่านก็ยังวางเฉย แม้จะมีคนถามหาอยากบูชาหนุมานกันอยู่เรื่อยๆ จนท่านต้องลงตะกรุดให้เขาไปใช้กันแทนและมีประสบการณ์กล่าวขานกันอย่างมากถึงกำลังฤทธิ์และความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้นในชีวิตอันสัมผัสได้จริงจากการใช้หนุมาน .....พ่ออาจารย์ท่านได้ปรารภว่า " ที่เรายังยั้งไว้ก่อนนั้น เพราะคิดว่าหลายๆคนอาจจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับหนุมานของเรา เพราะหนุมานของเรานั้นไม่ได้เหมือนหนุมานทรงหัวโขนทั่วไป หากแต่เป็นเทพหนุมาน เป็นเจ้าแห่งเผ่าพันธุ์วานร เจ้าแห่งกำลัง อิทธิฤทธิ์ ชัยชนะ เจ้าแห่งความซื่อสัตย์และจงรักภักดี " นอกจากนั้นท่านยังผูกให้เป็นพยนต์อีกด้วย ท่านว่าทำยากมากแตกต่างจากพยนต์ทั่วไป เพราะเป็นพยนต์ที่เกิดจากเทพ มีพลังงานต้นกำเนิดคือเทพหนุมาน เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่เหนือฟ้าเหนือดิน ดังนั้นพยนต์ต้นกำเนิดเทพหนุมานนี้ พ่ออาจารย์ท่านว่าถึงเป็นพยนต์รูปหนุมานที่สร้างไว้เจาะจงประโยชน์ใหญ่อันจะเกิดขึ้นกับผู้บูชา เพื่อให้ผู้บูชาได้ใช้งานเขาได้ ซึ่งปกติเทพทั่วไปเราต้องขอความเมตตาอ้อนวอนท่าน แต่นี่เป็นพยนต์เทพจึงแตกต่างกัน ความตั้งใจของท่านคือให้เราออกคำสั่งได้ ใช้เขาได้ซึ่งเขาต้องทำตามด้วยความซื่อสัตย์และจงรักภักดี ดุจดั่งว่าศรีรามจันทร์ผู้เป็นเจ้าชีวิตใช้งานหนุมานฉันใดก็ฉันนั้น ร้อยเรื่อง ร้อยงาน ร้อยราชการสงคราม ทุกสิ่งย่อมสำเร็จกิจดั่งใจปรารถนาทุกเรื่อง

    พ่ออาจารย์ท่านว่าเทพหนุมานสายพระเวทย์โบราณนั้นเป็นศาสตราคู่กายที่สำคัญอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นอวตารสำคัญของพระศิวะ ซ้ำยังมีครูที่เก่งที่สุดในโลกช่วยกันสอนผลัดกันถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆให้ ทั้งพระศิวะ พระพาย พระสุริยาทิตย์ ท่านว่าตรงนี้หลายตำนานก็จะกล่าวต่างกันออกไป แต่ขึ้นชื่อว่าครูชั้นดีแล้ว จะมีศิษย์ไม่ได้ความได้อย่างไร เมื่อท่านจะแกะบล๊อคสร้างเทพหนุมานนั้นท่านได้อธิษฐานใจบอกครูพระศิวะเสียก่อนพร้อมทั้งขอรูปนิมิตจากเทพหนุมาน ซึ่งท่านก็ได้รูปนิมิตให้สร้างเป็นรูปหนุมานคุกเข่ายกมือขึ้นวันทาในอิริยาบถพร้อมรับคำสั่งคำบัญชาจากศรีรามจันทร์ผู้เป็นเจ้ามหาชีวิตทุกประการ พ่ออาจารย์ท่านว่าหนุมานถ้าสร้างเป็นพิมพ์นี้แล้วเหมือนเขาบอกแก่เราว่าเค้าพร้อมแล้วนะที่จะช่วย พร้อมรับคำสั่งหรือเรื่องราวร้อยแปดพันประการของเราแล้วนั่นเอง

    ทีนี้ก็จะกล่าวถึงจุดสำคัญ พ่ออาจารย์ท่านกล่าวว่า การจะสร้างหนุมานให้สามารถใช้งานเขาได้นั้น จะทำแต่รูปหนุมานขึ้นมาโดดๆไม่ได้ จะต้องมีสิ่งที่บรรจุธาตุพลังงานสำคัญของเจ้านายเขาลงไปด้วยซึ่งก็คือศรีรามจันทร์และพระลักษมันนั่นเอง ดุจว่าเมื่อเราบูชาหนุมานนี้ เราจะบูชาไปพร้อมกับการบูชานายของเขา

    เย ชยนฺติ สทา เสนหนาม มนฺคลย กรนมฺ

    ศรี มโตราม จนฺทรสฺย กริปาโล มรม สวมินิ

    เตศมารโถ สทาวิปร ปรทาตหม ปรยาตนตห

    ทาทามิ วนฺจิต นิตฺยมฺ สรวนา เสารวยมุตตม

    ผู้ภักดีเหล่าใด ผู้ซึ่งระลึกนึกถึงพระรามผู้มีความเมตตาที่สุดของเราทุกๆวันและตลอดเวลา ข้าฯ จะทำให้ความปรารถนาทุกๆอย่างของผู้ภักดีเช่นนั้นให้สำเร็จลงโดยสมบูรณ์ และประทานความสำเร็จในการกระทำทุกๆอย่างให้แก่พวกเขา


    ดังนั้นพ่ออาจารย์ท่านจึงพิจารณาลงตะกรุดรามจันทร์ผลาญฟ้ากับลักษมันร่างทองปลุกเสกเชิญญาณสองมหาเทพทั้งพระวิษณุนารายณ์และองค์อนันต์นาคราช ให้นิรมาณกายมาสถิตย์ดุจภาคอวตารของรามลักษณ์เช่นนั้นทีเดียว(ในเนื้อลองพิมพ์นั้นท่านลงตะกรุดรวมยันต์ไว้ในดอกเดียว) พ่ออาจารย์ท่านว่าเช่นนั้นแล้วหนุมานที่ท่านทำขึ้นนี้แม้นบูชาไปหากจะขออธิษฐานสิ่งใดๆก็จะสำเร็จเสมอใจทุกประการ เพราะเมื่อเราไหว้เราบูชา เท่ากับเราได้บูชานายของเขาไปในตัวแล้วชนิดแยกกันไม่ออก ขาดกันไม่ได้ ที่ใดมีรามที่นั่นย่อมมีหนุมาน ตรงนี้เข้าเงื่อนไขให้เขาพร้อมช่วยเหลือเราอย่างสุดชีวิตและเต็มกำลังเขาแล้วนั่นเอง ทั้งนี้ไม่นับตะกรุดรามจันทร์ผลาญฟ้ากับลักษมันร่างทองซึ่งเป็นวิชาเกื้อหนุนค้ำจุนและเป็นนายที่หนุมานจงรักภักดีทั้งคู่นอกจากนี้ยังมีผงมหากาฬสุริยกัณฑ์ที่พ่ออาจารย์ท่านได้นำมาเป็นมวลสารตั้งต้นในเนื้อลองพิมพ์ด้วยเน้นเอาให้แรง ให้มีฤทธิ์เกินคำว่าเป็นตัวเป็นตนทีเดียวกับหนุมานศรีเทพพยนตรารุ่นนี้ ด้วยหน้าที่ของหนุมานเหนือสิ่งอื่นใดนั่นคือการอุทิศชีวิตเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จสมดั่งเป้าหมายผู้เป็นนาย ตรงนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าสำคัญที่สุด เครื่องมงคลเช่นนี้นั้นย่อมไม่ธรรมดา

    นอกจากจะผูกเป็นพยนต์เทพหนุมานแล้ว พ่ออาจารย์ท่านยังกล่าวว่า ที่ท่านสร้างหนุมานนี้เนื่องจากหลายคนใช้ชีวิตกันอยู่ในโชคชะตาเวียนว่ายตายเกิด ได้รับอิทธิพลของดวงดาว พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เรียกว่าดาวบาปเคราะห์ให้ผลแรงกล้าอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวราหูก็ดี เมื่อเสวยอายุบางช่วงก็กินเวลานานหลายปี พ่ออาจารย์ท่านว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก จะให้มาเสียเวลาหลายๆปีเพราะอำนาจดาวบาปเคราะห์นี้ก็ไม่ควรกัน พอดวงนี้เคลื่อนดวงนั้นก็เสวยต่อวนเวียนแบบนี้ไปไม่รู้จบ ตรงนี้ท่านว่าเป็นอำนาจของดาวบาปเคราะห์ที่แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังหยุดไม่ให้แสดงผลไม่ได้ ด้วยสาเหตุนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าเมื่อมีกฏก็ย่อมมีสิ่งที่กฏแห่งธรรมชาติยกเว้นเช่นกัน นั่นคือหนุมาน หนุมานนั้นมีบุญคุณกับเทพนพเคราะห์ทั้งหลาย จนพระเสาร์ได้ให้คำสัตย์สัญญาไว้ ว่าจะคอยช่วยเหลือหนุมานและงดเว้นคำสาปตลอดจนพลังวิถีรัศมีแห่งดวงดาวที่จะส่องเข้ากระทบดวงชะตาของผู้บูชาหนุมาน ดังนั้นพ่ออาจารย์ท่านว่าหนุมานสายพระเวทย์ฮินดูนี่แหละที่เป็นดาวข่มแท้จริงกับชะตาชีวิตที่ขึ้นๆลงๆเอาแน่เอานอนไม่ได้ของมนุษย์ ใครที่โดนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกทั้งหลาย ได้ดีก็ไม่ตลอด สามวันดีสีวันไข้ ต้องคอยตามคอยแก้คอยกังวลกับดวงชะตา ทำอะไรก็ไม่มีความสบายใจลุ่มๆดอนๆ ท่านว่าตรงนี้คือสิ่งพิเศษที่กฏเกณฑ์พลังงานของธรรมชาติและวิถีดวงดาวนั้นเกื้อหนุนกัน ตรงนี้คือวาระพิเศษที่จะทำให้มนุษย์ส่วนหนึ่งนั้นพ้นจากอำนาจแห่งดาวบาปเคราะห์และตรงนี้ก็คือศรีหนุมานนั่นเอง

    ทำไมถึงต้องเป็นพยนต์เทพหนุมาน พ่ออาจารย์ท่านว่าให้เราทั้งหลายลองตรองดูเถิด นึกไปถึงพระราม พระรามในอุดมคติของเราเป็นเอกบุรุษหรือไม่ ท่านเก่งหรือไม่ ถึงแม้จะเก่ง แต่ทุกย่างก้าวของยอดบุรุษผู้นั้น ชีวิตพระรามผู้นั้นก็ต้องมีหนุมาน หนุมานจะคอยช่วยเหลือพระรามทุกๆย่างก้าวของชีวิต คอยขจัดความทุกข์ทั้งมวลออกจากใจของศรีราม คอยทำให้ความปรารถนาของศรีรามจันทร์นั้นสำเร็จลงอย่างสมบูรณ์ พ่ออาจารย์ท่านกล่าวว่าถ้าจะหาตัวช่วยที่เป็นดุจองครักษ์ชั้นยอด ที่คอยช่วยกำจัดทุกข์ คอยทำให้ความปรารถนาเราสำเร็จ ไม่ทิ้งเราและอยู่กับเราทุกย่างก้าวของชีวิตแล้ว ตรงนี้คือตอบว่าทำไมต้องเป็นพยนต์เทพหนุมาน เพราะคนเรานั้นถึงจะเก่งเทียมฟ้า มีฤทธิ์ดุจดั่งเทพเจ้าแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จ จะอยู่ได้ตัวคนเดียวในโลกโดยไม่ต้องการความช่วยเหลือ

    พ่ออาจารย์ท่านได้รวบรวมว่านยาต่างๆจำนวนมากรวมถึงผงลบถมวิเศษอีกหลายประการ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลย ท่านได้ลบถมผงสายพระเวทย์ของฮินดูขึ้นมาโดยชักยันต์หัวใจเทพเจ้าสำคัญๆต่างๆใส่ลงไปด้วย ไม่ว่าจะพระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระแม่ปาราวตี พระแม่ลักษมี พระแม่สุรัสวดี พระพาย พระสุริยาทิตย์ พระจันทร์ พระอินทร์ พระธรณี พระคงคา พระเพลิง พระกุเวร พระยม พระพฤหัสบดี พระกศยปะเทพบิดร พ่ออาจารย์ท่านว่าเพราะหนุมานนี้ ในตัวของเขามีพลังงานของเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายอยู่เนื่องด้วยได้รับการสั่งสอนรวมถึงได้รับพรประการต่างๆจากเทพทั้งหลาย เมื่อท่านจะทำหนุมานนั้น ท่านจึงดำริว่าให้ทำขอไปทีนั้นไม่เอา ถ้าจะทำต้องทำจริงๆ และในกายหนุมานนั้นต้องมีพลังงานของเทพสำคัญทุกองค์แฝงอยู่อย่างแท้จริง นั่นแหละจึงจะได้ชื่อว่ามีฤทธิ์เป็นเอกเหนือฟ้าเหนือดิน ท่านนำผงเทพวิชานั้นมาเข้ากับผงมหากาฬสุริยกัณฑ์ พ่ออาจารย์ท่านว่า ผงวิเศษนี้คือสิ่งที่ท่านตั้งใจลบถมปรุงแต่งขึ้นเพื่อฝากไว้เป็นตำนานอย่างแท้จริง ท่านว่าคนสมัยนี้ส่วนใหญ่จะรู้จักแต่มนต์พระกาฬอันเป็นคาถาสาปแช่ง ในวาระนี้ท่านจึงได้ลบถมผงมหากาฬสุริยกัณฑ์ขึ้นมา ท่านว่าผงนี้ทำยากต้องเข้าว่านยามวลสารที่เผาด้วยไฟจากพระอาทิตย์ ทั้งเวลาทำผงก็ต้องทำตอนพระอาทิตย์ตรงหัวขึ้นสู่จุดสูงสุด มีการทำพิธีนมัสการพระสุริยเทพก่อน ผงที่ได้มานั้นท่านว่ามีฤทธิ์มาก มีความร้อนแรงอย่างถึงที่สุด อยู่ที่ไหนก็สะกดข่มและปราบปรามสิ่งต่างๆได้ทั้งสิ้น ซ้ำยงเป็นทั้งของกัน ของแก้ และของสะท้อนกลับในตัวด้วย ท่านว่าศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนั้นมีอุปเท่ห์วิธีใช้รุนแรงและพิศดารมากมาย แต่ท่านตั้งใจเอาไว้ให้ถือครองกันเพื่อหวังอานิสงค์ในทางกัน แก้ และสะท้อนกลับเพียงเท่านั้น ทั้งสามสิ่งนี้ครอบคลุมและเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์นั้นงดงามและดำรงค์อยู่ได้อย่างปรกติสุขปราศจากเรื่องเดือดร้อนใดๆท่านว่าอยากเห็นชีวิตของเขากินดีอยู่ดีอยู่ได้โดยไม่โดนใครเบียดเบียนรังแกไม่ว่าจะภัยจากมนุษย์หรืออมนุษย์ก็ตาม ท่านว่าอย่างอื่นอย่ารู้อย่าทำเลยเป็นบาปกรรมเสียเปล่า ผงนี้สำเร็จได้ด้วยอำนาจพระสุริยาทิตย์ พ่ออาจารย์ท่านว่าตัวหนุมานนี้เองก็เป็นลูกศิษย์พระอาทิตย์ได้ให้คุรุทักษิณาแก่อาจารย์คือพระสุริยาทิตย์โดยการลงมาช่วยสุครีพผู้เป็นลูกพระอาทิตย์ดูแลบ้านเมืองจนกระทั่งพบพระรามในที่สุด เช่นนี้ท่านจึงใช้ผงนี้ไสร้างหนุมานด้วย ท่านว่าเสมือนเมื่อศิษย์อยู่คู่กับครูของเขาก็จะเหมือนชาติพยัคฆ์ติดเขี้ยวเล็บ เขาจะมีฤทธิ์มากขึ้น

    ทั้งชุดลองพิมพ์นี้ท่านยังได้เข้าผงคุณวิชามหาพาลี,หัวใจพาลีเต็มสูตร,ผงวิชาพาลีรั้งทวีป ท่านว่าต้องลงต้องเดินให้ครบเพื่อจะเสริมการตั้งจิตตั้งรูปพญาพาลี และทำผงเอกคือวิชาพาลีลูบหลังนางแก้วดาราที่เรียกว่าเป็นเสน่ห์เจ้าชู้สุดๆอีกวิชาหนึ่ง ลูบหลังใครได้ร่วมรักหลับนอน ผสมกับผงวิชาลิงสายต่างๆ ซ้ำยังลงผง 18 มงกุฏ อันเป็นลิงเจ้ายอดทหารเอกของพระรามทั้ง 18 ตนท่านว่าจะได้ขานรับกับผงลบวิชานี้ส่งพลังถึงผู้บูชาได้แรงและไวยิ่งนัก และท่านได้นำเศษไม้ เศษงาช้างตกทอดที่เหลือจากการแกะสลักหนุมานของหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน อันเป็นตำนานเครื่องรางในสายหนุมานมาบดเป็นผงผสมลงไปด้วย ท่านว่าหาหนุมานที่หลวงพ่อสุ่นทำไม่ได้ราคาแพงเกินเอื้อม เอานี่ไปใช้ฤทธิ์ท่านก็อยู่ในนี้ ไม่ต่างกัน วิชามหาพาลีนี้แม้เป็นผงก็ต้องทำให้สำเร็จมีตัวตนก่อนจะเรียกจิตตั้งรูปนาม และนำไปพรมน้ำทิพย์ที่เกิดเองตามธรรมชาติอันมีกำลังฝ่ายเวทย์สูงและปลุกเสกบนยอดดอยเพื่อจะให้มีกำลังธาตุที่เข้มข้นสำเร็จเป็นผงมหาพาลีที่มีอานุภาพยิ่งใหญ่ สุดท้ายท่านก็ได้เชิญครูพระสยม(พระศิวะ)มามอบพรแก่พญาพาลีเพื่อให้มีฤทธิ์แกล้วกล้าเช่นในวรรณคดีจริงๆ แต่กลายเป็นท่านบอกพรแก่พาลีว่า ถ้าแม้เผชิญหน้าด้วยผู้หนึ่งผู้ใด ให้กำลังเขาถดถอยเสียครึ่งหนึ่งและมาทดแทนให้กับเรา พ่ออาจารย์ท่านว่าสมัยนี้ไม่มีสงครามแล้ว จะไปรบกับใคร เอาแบบนี้ดีกว่าใช้ได้หลายทางดี สุดแต่ใจจะคิดประดิษฐ์วิธีใช้กันเลย วิชาพญาพาลีโดดๆนั้นก็มีฤทธิ์มากจนกลายเป็นสายวิชาในตำนานอยู่แล้ว ด้วยพลังแฝงพิเศษ ### แม้อยู่ต่อหน้าใครก็ลดทอนกำลังวาสนาบารมีเค้าเสียครึ่งหนึ่งมาเพิ่มให้ตนเอง เมื่อรวมกับกำลังหนุมานและพญาลิงแล้วยังได้เพิ่มทางสำเร็จ ชนะอุปสรรคด้วย สำเร็จไว ทำอะไรก็ไวดั่งพญาวานร จะเล่นทางเสน่ห์ก็ยอดเสียยิ่งกว่าพระขุนแผน จะเอาผงผีผงพรายมาเทียบนั้นไม่ได้เลย ผงวิชาลิงนี่แหละแรงกว่ามากท่านเมตตาฝากไว้ว่า ลิงอย่างไรก็คือลิงเห็นแบบนี้องค์ๆหนึ่งนั้นมีวิชาลิงอยู่สารพัดเลย เป็นลิงเจ้าทั้งนั้น ถ้าจะขออะไรอย่าลืมให้กล้วยท่านด้วย จะบนอะไรก็เอากล้วยซักหวีน้ำเปล่าซักแก้ว ผลหมากรากไม้ถวายบ้างตามกำลังแล้วแต่เหตุการณ์ที่เราจะบน ลิงนี่ทำอะไรก็สำเร็จไว ขออะไรเขาก็เต็มใจทำให้ พ่ออาจารย์ท่านยังพูดให้คิดว่าไวกว่าพิมพ์พระพิมพ์เทพเจ้าเสียอีก แต่เลี้ยงก็หมั่นพูดคุยบอกกล่าวท่านหน่อย ของที่มีจิตมีญาณรู้สิงสู่แบบนี้ ยิ่งเราพูดยิ่งเราคุยกับเค้าท่านว่ามันยิ่งดีกับตัวเราเอง

    ด้านหลังฝังตะกรุดรามจันทร์ผลาญฟ้าลักษมันร่างทอง ปกติจะเป็นตะกรุดคู่แต่ในชุดลองพิมพ์นั้นท่านว่าลงไว้ด้วยกันเอาอำนาจน้องมาเสริมพี่ให้กลืนกันจะแรงฤทธิ์ยิ่งกว่าฝังดอกเดียวก็แรงลูกโดดเช่นนั้น ตะกรุดสำคัญนี้พ่ออาจารย์ท่านเชิญบารมีพระนารายณ์อวตารกับพญาอนันตนาคราชแฝงญานแผ่บารมีไว้อย่างแท้จริง รามจันทร์ผลาญฟ้านั้นท่านว่ามีฤทธิ์มากนอกจากกระแสญาณของพระนารายณ์แล้ว ยังมีพลังแฝงด้วยว่าลงหัวใจศรพรหมมาสตร์ไว้ อันพรหมมาสตร์นั้นเป็นศรที่พระพรหมสร้างขึ้น ศรพรหมาสตร์เป็นศัตราวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ดังนั้นตะกรุดรามจันทร์ผลาญฟ้านี้ท่านจึงลงไว้เพื่อปราบคู่แข่ง สะกดอาถรรพ์ ล้างผลาญศัตรูหมู่มารทั้งหลาย ส่วนลักษมันร่างทองนั้นท่านว่านี่ของจริงด้วยบารมีอนันตนาคราช ตรงนี้ดีเสียยิ่งกว่าพระลักษณ์หน้าทอง ท่านลงให้ไว้เป็นเสน่ห์สะกดรูปสะกดใจคนอย่างถึงที่สุด ท่านว่าถ้าวิชาสายสะกดจิตใจคนหรือพระลักษณ์หน้าทองธรรมดานั้นจะให้ผลดังนี้ “เห็นหน้าแล้วลืมตัวลืมลูกลืมสามีไปเสียสิ้น สบตาแล้วลืมกิน กระทั่งอินทร์ก็ลืมดู” แต่นี่ท่านว่าทำไว้เหนือกว่านั้น ก็ขอบารมีองค์อนันตนาคราชเจ้าแผ่งเผ่าพันธุ์นาคาให้แฝงร่างสัมผัสกายเป็นสิริมงคลกันให้ดี ท่านว่าใช้ทางเสน่ห์ได้แต่บาปกรรมรับกันเอง หากมิใช้ทางเสน่ห์แต่เจาะจงเพียงพกพาอาราธนาแล้วก็จะเป็นสง่าราศีอย่างถึงที่สุด พ่ออาจารย์ท่านว่าว่าตะกรุดรามจันทร์ผลาญฟ้าลักษมันร่างทองนี้ เป็นธาตุตั้งต้นของพลังงาน เป็นธาตุญาณของเจ้านายศรีหนุมานอย่างแท้จริง เมื่อสร้างหนุมานพยนตราท่านต้องฝังไปด้วยเพื่อความสำเร็จในการบูชาของคนใช้นั่นเอง

    พ่ออาจารย์ท่านได้เสกหนุมานศรีเทพพยนตรานี้มายาวนานและทำจนมั่นใจทั้งนำไปเสกบนยอดดอย ในถ้ำ ในป่า(แทนโลกทั้งสามบนดอยที่สูงเหมือนอยู่ในเหมเขาไกรลาสกลางสวรรค์,ในถ้ำดุจอยู่ในพิภพบาดาล,กลางป่าเปรียบกับโลกลี้ลับทั้งหลายในภาคปฐพี) โดยการเสกนั้นท่านว่าจะเกิดเหตุประหลาดและอัศจรรย์ใจท่านทุกครั้ง *** ด้วยท่านลงวิชาทั้งพาลีและหนุมานเอาไว้ลิงครูลองพิมพ์นี้จึงมีกำลังมากเหมือนเทพเจ้าที่แบ่งภาคประสานกันกำเนิดเป็นเทพหนุมานและมหาพาลีรวมชีพ ด้วยหนุมานนี้เก่งทุกด้านทั้งบุ๋นและบู๊ ซ้ำยังเสริมกำลังด้วยวิชาสายธาตุหนุนด้วยธาตุลมเป็นเอก เอาพระพายเข้ามาใช้ เอาพ่อมาหนุนลูก ทำอะไรจะได้สำเร็จ จะได้ว่องไว เหมือนลมที่เข้าไปได้ทุกที่ อยู่ที่ไหนก็ไปถึง ไม่มีที่ไหนที่ปราศจากลม ท่านว่าของที่ทำด้วยธาตุลมนี่เสน่ห์ดีนัก ลิงครูนี้ผู้ใดได้ใช้เวลาเราคิดถึงใครเค้าก็คิดถึงเรากลับ จะทำอะไรก็อธิษฐานฝากบอกพระพายบอกหนุมานไว้ก็ได้ เขาช่วยได้จะสำเร็จไวดั่งมหาวายุพัด ท่านว่าตอนเสกจะมีลิงมาป้วนเปี้ยนในบริเวณที่ท่านเสก บางครั้งก็มีลิงเอามือมาจับองค์พระแต่ไม่ได้ทุบทำลายหรือโยนเล่นและนำไปอันผิดวิสัยของลิงป่า ท่านว่าลิงนั้นก็เป็นสื่อเป็นตัวแทนของเทพหนุมานซึ่งเขายังเป็นอมตะและดำรงค์อยู่จนถึงทุกวันนี้ เทพพยนต์นี้เราก็ทำให้จนดีที่สุดจึงนำมาออกให้บูชา โดยพยนต์นี้ท่านว่าถ้าจะไหว้จะบนจะขออะไร ก็ให้ถวายกล้วย น้ำ นม เนย กับเขาก็พอ(ถ้าไม่บนก็ไม่ต้องถวายพกติดตัวเฉยๆก็แรงแล้ว) ใช้ได้ทุกด้าน

    คาถาบูชา(นึกถึงพระรามเป็นที่สุดเมื่อจะขอพรหนุมาน)
    โอมมะโนจาวัม มารุตาตุละยาเวกัม จิเทนทะริยัม พุทธิมาตัม วาริสะตัม วาตัตตะมาชัม วานะรายุ ธะมุขะยัม ศรีรามทุตัม สาระนัม ประปัทะเย


    *** พระผงลิงครูชุดลองพิมพ์นี้เป็นของสำคัญที่พ่ออาจารย์ท่านเน้นย้ำว่าสำเร็จด้วยผงของยอดวิชา มีแรงครูสูงมาก มีฤทธิ์เสมอใจเรา และเป็นเทพพยนต์ที่มีกำลังมาก ให้บูชาด้วยความรักความใส่ใจดุจนายควรมีกับบริวารที่เป็นดั่งมิตรที่ดีที่สุดของตนเขาจะยิ่งแรงและเข้าถึงจิตใจเราได้มากและให้คุณแก่เราได้สูงสุด รายการนี้รับจองเฉพาะทาง PM ผู้จองให้แจ้งชื่อนามสกุลไว้ด้วย พ่ออาจารย์ท่านจทำการเจิมประสิทธิ์ให้อีกวาระหนึ่ง รายได้ร่วมสมทบทุนเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาต่อไป

    ร่วมทำบุญบูชา หนุมานมหาพาลีรวมชีพศรีเทพพยนตรา(ผงมหากาฬสุริยกัณฑ์) บูชา 900 บาท

    70426746-1357751331061111-2954918743525818368-n.jpg 70682429-899288517108461-6756902348896862208-n.jpg
    70388938-946866918987897-6739082276182687744-n.jpg
     
  8. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่วิระพัฒน์ EI 2170 2482 3 TH

    พี่แมน EI 2170 2483 7 TH

    พี่ณธพรหม EI 2170 2484 5 TH

    พี่สุเมธ EI 2170 2485 4 TH

    พี่สายเมธี EI 2170 2486 8 TH

    พี่ภาคภูมิ EI 2170 2487 1 TH
     
  9. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    อานิสงค์การสวดมนต์

    การสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ก่อนนอน หรือสวดมนต์ในวันพระนั้น เป็นหนึ่งที่ในกิจกรรมทางศาสนาที่ชาวพุทธนิยมปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เพราะการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิจะทำให้จิตใจของเราสงบ มีสมาธิ เกิดสติปัญญา เกิดสิริมงคลให้กับชีวิตได้ นอกจากนี้ถ้าเราความตั้งใจจริง นำจิตไปจับที่ตัวอักษรที่จะสวดออกมาอย่างจดจ่อ เปล่งเสียงให้ดังฟังชัดเจน เราจะได้รับอานิสงส์อย่างมากกว่าเดิมทีเดียว โดยครูบาอาจารย์ได้อรรถาธิบายความถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ไว้ดังนี้

    1. อานิสงส์ที่เกิดกับสุขภาพร่างกาย
    ผู้ที่นิยมสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิสม่ำเสมอจะก่อให้เกิดผลดีต่อจิตยิ่ง จะมีความผ่องแผ้วสว่างบริสุทธิ์ จิตที่สว่างจะทำให้อารมณ์ผ่องใส ไม่โกรธง่าย ไม่เครียด แม้ถ้าจะต้องใช้ความคิดก็จะคิดแบบมีเหตุมีผล การที่จิตผ่องแผ้วถือเป็นโอสถทิพย์ที่สำคัญต่อร่างกายที่เดียว ส่งผลให้ร่างกายสร้างและหลั่งฮอร์โมนในร่างกายที่เป็นปกติ ทำให้ร่างกายสมดุล เมื่อร่ายกายสมดุลบุคคลนั้นจะอายุยืน คนที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด จะอายุยืนยาว เช่น พระสงฆ์ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นสรณะจะอายุยืนบางองค์เกินร้อยปีก็มีหรือคนโบราณที่ชอบสวดมนต์ ไหว้พระจะอายุยืนยาวมากไม่มีต่ำกว่าแปดสิบปี ซึ่งต่างจากคนสมัยปัจจุบันที่แก่เร็ว อายุสั้น เฉลี่ยแล้วไม่เกินหกสิบห้า หรือ อย่างมากก็เจ็ดสิบปี การมีจิตที่ผ่องใส เสมือนหนึ่งมียาอายุวัฒนะขนานเอกไว้ในตัวเอง ลักษณะนี้ครูบาอาจารย์ท่านให้เรียกว่า "การนำปัจจัยภายในมาสร้างอายุวัฒนะ"


    2. อานิสงส์ให้เกิดจิตที่แกร่ง
    หลังการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง เป็นการบำรุงจิต จิตที่มีกำลังจะเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย สติดี หนักแน่น การมีจิตเป็นสมาธิสติจะคงอยู่เสมอ จะก่อให้เกิดปัญญาตามมา ปัญญาหมายถึง ระบบการคิดที่มีสติคอยกำกับ การคิดจึงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน ส่วนความคิดที่ขาดสติ เราเรียกว่า "อารมณ์" คนสมัยใหม่ที่ไม่นิยมนั่งสมาธิ ส่งผลให้สติไม่มั่นคง โกรธง่าย โมโหร้าย ขี้หงุดหงิด ไม่อดทนต่อแรงกดดันทั้งปวง มีอารมณ์แปรปรวนไม่สม่ำเสมอ เหตุเพราะจิตมีอ่อนกำลัง เราจึงพบว่าสถิติการฆ่าตัวตายของคนสมัยนี้ จึงมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น รูปธรรมข้างต้นเหล่านี้คงจะพอแสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างจิตสองลักษณะคือ จิตแกร่งกับจิตอ่อน ได้เป็นอย่างดี ให้เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การที่เราต้องรับประทานข้าวปลาอาหารเพราะอาหารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับชีวิต ฉันใดก็ฉันนั้น สมาธิก็จะเป็นอาหารที่สำคัญของจิต เช่นกัน


    3. ได้อานิสงส์จากการได้โปรดดวงจิตวิญญาณ
    ผู้ที่สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิถึงขั้นเป็นผู้มีจิตใสสว่าง จะเป็นที่โปรดปรานของพวกวิญญาณเร่ร่อน โดยปรารถนาจะขอส่วนบุญ ส่วนกุศลให้ตนได้ร่มเย็น หรือพ้นทุกข์ หรือแม้กระทั่งหลุดพ้นจากการถูกจองจำ โดยปกติบทสวดมนต์จะมีความขลังอยู่ในตัวเพราะ เป็นอักขระภาษาที่มีมนต์ขลัง บางบทเป็นพระคาถาที่มีอานุภาพสูง โดยเฉพาะบทพุทธบารมี บทพระคาถาชินบัญชร มีอานุภาพสูง ยิ่งผู้สวดมีสมาธิจิตที่ดีแล้ว พลังแห่งเมตตาและอานุภาพจะแผ่กระจายปกคลุมไปไกล ด้วยอานุภาพของพลังจิตผู้สวดเอง เมื่อเสียงสวดและอักขระไปกระทบ หรือสัมผัสกับดวงจิตวิญญาณใด พลังเมตตาและพลานุภาพแห่งมนตรานี้จะกระตุ้นให้ดวงจิตวิญญาณเกิดความระลึกได้ เมื่อระลึกได้ก็จะสามารถดูดซับพลังบารมีทั้งปวงจากบทสวดอย่างเต็มที่ ดวงจิตที่มืดบอดก็จะสว่างผ่องใสขึ้นและหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการในที่สุด

    4. ได้อานิสงส์จากโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
    นอกจากดวงจิตวิญญาณแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับพลังเมตตาบารมีจากการสวดมนต์ ไหว้พระและนั่งสมาธิเช่นกัน คือ พวกสัตว์เล็ก สัตว์น้อย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลังแห่งการแผ่เมตตาบารมีจะมีอานุภาพยิ่งใหญ่ เป็นพลังแห่งพุทธานุภาพ เป็นพลังฝ่ายบุญกุศล การสวดมนต์ ไหว้พระนั่งสมาธิ และแผ่เมตตาบ่อยๆ จะทำให้จิตมีความแข็งแกร่ง พลังแห่งการแผ่เมตตาก็จะมีอานุภาพที่แรงครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นั่นย่อมหมายถึงไปสู่สรรพสัตว์มากจำนวนยิ่งขึ้นตามเบื้องต้นสามารถพิสูจน์ได้จริง ไม่ว่ามด ยุง แมลง ฯลฯ ล้วนต้องการ และแสวงหาพลานุภาพแห่งเมตตาอย่างหิวโหยจริง เช่น ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนพบว่ามีมดขึ้นมาเกาะบนกลดขณะที่ท่านกำลังที่ภาวนาอยู่จำนวนมาก หรือมียุงมากัดจำนวนมากขณะนั่งสมาธิ แต่เมื่อท่านกล่าวแผ่เมตตาให้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็จะจากไปของเขาเอง ไม่ทำร้าย ไม่รบกวนเราอีกเหตุเพราะพวกเขาได้รับแล้ว ลักษณะเช่นนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ครูบาอาจารย์ที่กล่าวไว้ว่า พวกมด ยุง แมลง นั้นพวกเราสามารถพูดกับเขาได้นั่นเอง เมื่อทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้ทุกข์หลุดพ้นจากทุกข์ ช่วยให้สรรพสัตว์ที่ได้สุข ให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไป เราก็ได้อานิสงส์แห่งการนี้ตอบคืน อานิสงส์เช่นนี้ เป็นอานิสงส์ที่ก่อให้เกิดบารมีที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เราเรียกว่า "อานิสงส์ทางทิพย์"

    5. ได้อานิสงส์จากพรเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์
    ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ หลังจากสวดบทบูชาพระรัตนตรัยแล้ว เราก็มักจะสวดบทชุมนุมอัญเชิญเทวดาเสมอ (สักเคฯ) เป็นการบอกกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมพิธีการสวดมนต์ เทวดาเทพ เทพารักษ์ทั้งหลายโปรดการฟังสวดมนต์มาก เพราะถือเป็นพิธีกรรมแห่งพุทธที่มีมนต์ขลังมีความศักดิ์สิทธิ์ บทสวดทุกบทเป็นอักขระ มีพลังพุทธานุภาพสูง ใครได้ยินได้ฟังได้ซึมซับก็จะเกิดความสว่างไสว เกิดพลังบารมี มนุษย์ที่สวดมนต์ไหว้พระประจำเทวดา จึงเป็นที่โปรดปรานของเทวดา ไปที่ไหนมีเทวดาปกป้องคุ้มครอง ให้โชคให้ลาภ ให้ความมั่งมีสีสุข คนโบราณจึงย้ำหนักหนาให้ลูกหลานสวดมนต์ก่อนนอน เพราะเทวดาก็ต้องการสร้างบารมีของตนให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน เมื่อเราสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา ทำให้เทวดาได้บารมีเพิ่ม ได้ความสว่างเพิ่ม เทวดาก็จะอำนวยอวยพรชัยมงคลให้กับเรา เป็นการตอบแทนคุณเรา


    6. สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้
    อานิสงส์การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้ โดยให้กล่าวดังนี้ "อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)" เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาล โดยเฉพาะผู้แผ่เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผลสมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน 33 วัน สภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้บางรายสังขารจะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดี คนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข อย่างไรก็ดีต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชดใช้กรรมของเขาเอง และอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้องเปิดด้วย ถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้ แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่งเกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเอง


    296fdde1cd55120c40233d6fb1e12327-d25vj52.jpg
     
  10. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ที่สอบถามกันมาว่าชุดลองพิมพ์พวกนี้มีรายการอื่นอีกมั๊ย ก็อย่างที่แจ้งตอนแรกว่าไม่ได้มีทุกพิมพ์ และรายการลองพิมพ์ก็ไม่มีแล้วนะครับ ต่อไปก็จะเป็นรายการปกติ เพราะรอบนี้นำชุดลองพิมพ์ออกมาให้เช่ากันไปหมดแล้ว
     
  11. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    พรุ่งนี้จัดส่งของให้แล้วติดตามพูดคุยกันต่อนะครับ
     
  12. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    สติกับการฝึกปฏิบัติ

    มิจฉาสมาธิ ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีมิจฉาสติ
    สัมมาสมาธิ ย่อมบังเกิดแก่ผู้มีสัมมาสติ
    มิจฺฉาสติสฺส มิจฺฉาสมาธิ ปโหติ
    สมฺมาสติสฺส สมฺมาสมาธิ ปโหติ (อวิชชาสูตร ๑๙/๑)

    สติ ตามความหมายในทางพุทธศาสตร์แปลว่า ความระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือการปฏิบัตินั่นเอง

    สติเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา เช่น สติในมรรค๘ หรือสติในโพชฌงค์๗ สติในสติปัฏฐาน๔ เป็นต้น. อันเป็นเหตุปัจจัยอันสําคัญยิ่งในการบรรลุถึงจุดหมายในการดับทุกข์ หรือความจางคลายหายจากทุกข์ ในที่นี้ผู้เขียนจะกล่าวจําเพาะเจาะจงลงไปในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยเฉพาะสติให้เห็นเวทนาและจิตเป็นสําคัญ (เวทนานุปัสสนา และจิตตานุปัสสนา ในสติปัฏฐาน๔)

    สตินั้นก็คือ กริยาหรืออาการหนึ่งของจิตนั่นเองที่ทำหน้าที่ระลึกได้หรือสำนึกพร้อม เป็นหนึ่งในเจตสิก๕๒(ข้อที่๒๙) เป็นสังขารขันธ์คือการกระทำทางใจหรือจิตอย่างหนึ่ง และเป็นสังขารขันธ์ที่พระพุทธองธ์ทรงสรรเสริญยิ่งว่า "สติ มีประโยชน์ในที่ทั้งปวง" จึงเป็นภาเวตัพพธรรม สิ่งที่ควรภาวนาคือทำให้เจริญขึ้น

    พึงจดจำไว้ว่า สติที่ใช้ในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์นั้น ทำหน้าที่สำคัญที่สุดอย่างยิ่ง คือเพื่อระลึกอย่างเท่าทันในเวทนาและกายคตาสติสูตรนั้น ก็เป็นการฝึกสติและเป็นเครื่องอยู่ของจิตอันดียิ่งอย่างหนึ่ง แต่พึงเข้าใจด้วยว่าเป็นการฝึกสติในเบื้องต้น รวมทั้งเป็นเครื่องอยู่ของจิตไม่ให้ซัดส่ายออกไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านออกไปภายนอกให้เป็นทุกข์ ก็เพื่อให้มีสติเป็นสัมมาสมาธิที่หมายถึงต่อเนื่องหรือตั้งมั่นในระดับขณิกสมาธิ เพื่อเป็นกำลังหรือบาทฐานในการฝึกสติต่อไปในขั้นเวทนานุปัสสนาและจิตตานุปัสสนาดังที่กล่าวข้างต้น หรือเพื่อใช้สติไปในการพิจารณาธรรม(ธรรมานุปัสสนา) อันเป็นไปเพื่อการดับอุปาทานทุกข์โดยตรง ดังนั้นถ้าปฏิบัติแต่ตามลมหายใจ อิริยาบถหรือสัมปชัญญะโดยไม่ดำเนินการปฏิบัติในขั้นต่อไปเลย ย่อมก่อให้เกิดความชงักงันเป็นธรรมดา ในขั้นแรกอาจได้ความสงบ แต่ถ้าไม่ดำเนินให้เกิดปัญญาต่อไป จนถึงขั้นไปติดเพลินจึงกลายเป็นมิจฉาสติหรือมิจฉาสมาธิเสียก็เป็นได้

    มีสติเห็นเวทนาหรือจิต พร้อมทั้งปัญญาความเข้าใจ(ญาณ)ในเวทนาหรือจิตหรือจิตสังขาร ให้เหมือนดั่งตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง กล่าวคือ มีสติระลึกรู้ในเวทนาหรือจิตคิด พร้อมทั้งปัญญาความเข้าใจ ให้ได้อุปมาดั่งตาเห็นรูปหรือตัวอักษร ที่สติเห็นระลึกรู้และปัญญาเข้าใจในสิ่งที่เห็นนั้น หรือดั่งเมื่อหูได้ยินระลึกรู้เสียงไพเราะหรือไม่, พร้อมทั้งเข้าใจในความหมายที่สื่อนั้น หรือกล่าวอย่างสั้นๆว่า

    มีสติเพื่อทำญาณให้เห็นจิต ให้เหมือนตาเห็นรูป
    อันเป็นไปตามหลักปฏิบัติ สติปัฎฐาน๔
    คือเห็นเวทนาหรือจิต(จิตสังขาร)ที่เกิดขึ้นบ้าง หรือเห็นความเสื่อมไปบ้าง หรือเห็นความดับลงไปบ้าง หรือเห็นความเกิดขึ้นในบุคคลอื่นบ้าง ในตนเองบ้าง ฯ.

    อนึ่งควรมีความเข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อฝึกสติ ย่อมเป็นเหตุปัจจัยเครื่องสนับสนุนให้เกิดสมาธิขึ้นด้วยเป็นธรรมดา กล่าวคือ การมีสติ อย่างแน่วแน่คือเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติ

    สมาธินี้ จึงหมายถึง ความมีสติต่อเนื่องอยู่ในการปฏิบัติ มิได้หมายถึงสมถสมาธิที่เข้าถึงแต่ความประณีตความสงบความสบายแต่อย่างใด สมถสมาธิเป็นสมาธิเริ่มต้นเพื่อฝึกจิตให้เป็นสมาธิในเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ซัดส่ายเป็นทุกข์ เพื่อให้มีกำลังของจิตใช้ไปในการปฏิบัติขั้นต่อไป คือการวิปัสสนาเพื่อการดับทุกข์อย่างจริงจังเท่านั้น เนื่องจากในปัจจุบันมีการเน้นการฝึกสมถสมาธิแต่อย่างเดียว แต่ก็เรียกกันโดยทั่วไปว่าสมถวิปัสสนาบ้าง พระกรรมฐานบ้าง ผู้ไม่รู้จึงไปเข้าใจผิด คิดว่าปฏิบัติวิปัสสนาที่จำเป็นต้องอาศัยปัญญาให้เข้าใจธรรมอันเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์แล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนาแต่อย่างใด จึงกลับกลายดำเนินไปในรูปของมิจฉาสมาธิแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา ดังเช่นการปฏิบัติอานาปานสติแต่กลายเป็นมิจฉาสติ จึงยังให้เกิดเป็นมิจฉาสมาธิอันให้โทษ ดังนั้นเมื่อปฏิบัติสมถสมาธิแล้ว จึงควรเจริญในวิปัสสนาทุกครั้ง จึงยังให้สมาธินั้นเป็นสัมมาสมาธิอันถูกต้อง กล่าวคือเป็นบาทฐานเครื่องสนับสนุนการวิปัสสนา


    วัตถุประสงค์ในการเจริญสติ
    ๑. ฝึกสติให้เห็นจิต หมายถึง ระลึกรู้เท่าทันจิต (หมายรวมทั้ง เวทนา-ความรู้สึกรับรู้ และจิตสังขาร เช่น ความคิด, คิดปรุงแต่ง, โมหะ, โทสะ, โลภะ ฯ.)
    ๒. ฝึกสติให้เห็นความแตกต่างของความรู้สึก(เวทนา)ระหว่าง จิตขณะปกติ และขณะที่ จิตปรุงแต่ง เพื่อให้เห็นโดยปัจจัตตัง คือเห็นรู้ด้วยตนเอง
    ๓. ฝึกสติ ให้ชำนาญอย่างต่อเนื่องในการเห็น จิต (เห็นใน เวทนา+จิตสังขาร อย่างเป็นสัมมาสมาธิ)
    ๔. ฝึกสติ ไม่ให้ไปคิดนึกปรุงแต่งต่อจากจิต(เวทนา+จิตสังขาร)ที่เห็นหรือเกิดขึ้นนั้น (หมายถึงยังมีคิดเป็นปกติธรรมดาของขันธ์๕ที่ยังกระทบแล้วรู้สึกเป็นธรรมดา แต่ไม่คิดปรุงแต่งชนิดที่ยังให้เกิดทุกข์ต่อ) หรือคือการฝึกสติในการถืออุเบกขานั่นเอง
    ๕. ฝึกสติให้เห็นความแตกต่างของความรู้สึกระหว่าง เมื่อจิตไม่รู้เท่าทันไปปรุงแต่ง กับ จิตที่รู้เท่าทันแล้วถืออุเบกขา (แลคล้าย ข้อ๒. แต่แตกต่างกัน)


    ข้อสําคัญในการปฏิบัติ
    ในระยะแรกๆ อย่าปฏิบัติในขณะที่รู้สึกเป็นทุกข์ หรือจิตใจซัดส่าย ข้อสำคัญให้มีใจสบายๆพอสมควร หรือสมาธิก็แค่ระดับขณิกสมาธิคือจิตแน่วแน่ ไม่วอกแวกมากเกินไป ให้มีสติอยู่ในกิจหรือการปฏิบัติ, เพราะต้องการใช้จิตที่อยู่ในสภาวะขณะปกติไปเปรียบเทียบให้เห็นกับขณะจิตปรุงแต่ง จึงจะเห็นสภาวะหรือความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอย่างปัจจัตตัง จึงจะคลายวิจิกิจฉาความสงสัย

    ถ้าปฏิบัติในรูปแบบ ให้มีสติ อย่าปล่อยให้เลื่อนไหลลงภวังค์ คือไม่เลื่อนไหลไปสู่สมาธิหรือฌานในระดับลึก สมาธิก็แค่ขณิกสมาธิ เพราะเราต้องการฝึกฝนปฏิบัติการใช้สติในการปฏิบัติตามความรู้ความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาทหรือสติปัฏฐาน๔ มิใช่การปฏิบัติสมถสมาธิหรือฌานเพราะถ้าลึกกว่านี้แล้วสติจะไม่บริบูรณ์มีอาการเคลิบเคลิ้ม ลงภวังค์ หรือเกิดนิมิตต่างๆนาๆ ถ้าหลับตาแล้วเลื่อนไหลลงภวังค์หรือหลับง่ายๆก็ให้ลืมตาขึ้น หรือยืน เดิน ในอริยาบทสบายๆได้ โดยไม่ต้องกังวล, ให้มีสติยาวนานต่อเนื่องอย่าง ไม่เลื่อนไหล


    ปฏิบัติโดยให้มีสติกํากับความคิด สําหรับนักปฏิบัติใหม่ๆอาจมองไม่เห็นความคิด หรือมีความรู้สึกว่า ไม่รู้จะวางสติไว้กับอะไรหรือ ณ.ตําแหน่งใด ก็ให้ลองบริกรรมพุทธโธ ในใจสักระยะ หรือคิดภาวนาพิจารณาในใจอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุให้ขุ่นเคืองหรือวุ่นวายใจ เพื่อเป็นเครื่องกำหนด เครื่องระลึก โดยปรับกายใจให้ผ่อนคลาย คำบริกรรมอาจสั้นหรือยาวก็ได้ ดังเช่น พุทโธ สั้นๆ หรือดังเช่น
    " ที่นี่แหละฐานแห่งจิต " หรือ " มีสติ ไม่คิดปรุง " หรือ " สัมมาอรหัง " เหล่านี้เป็นต้น หรือภาวนาอะไรก็ได้ อย่างสั้นๆตามจริตก็ได้

    เพราะคำบริกรรมภาวนาเหล่านี้เอง เป็นจิตสังขารหรือความคิดที่เป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่ง หรือการพูดในใจโดยไม่ออกเสียงมานั่นเอง ที่เราต้องการจะฝึกให้มีสติระลึกรู้เท่าทัน ที่บางทีเรียกกันว่า"เห็น" และควรฝึกหัดให้เห็นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง(สัมมาสมาธิ)ไม่เลื่อนไหล และปัญญาที่เกิดแต่การพิจารณาจนเกิดความเข้าใจในสภาวะธรรมจะเป็นผู้แก้ปัญหา อันรวมทั้งจำแนกแจกแจงว่า อันใดเป็นคิดที่ควรเกิดควรมี อันใดเป็นคิดปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ที่ควรอุเบกขา

    แล้วภาวนาพิจารณาในใจอย่างใจเบาๆนุ่มนวล พร้อมสังเกตุกําหนดชัดว่าอยู่ที่ใด อาจจะอยู่ที่ใดก็ได้ แค่พอให้สังเกตุเห็นฐานแห่งจิต คือหาโฟกัส(จุดรวม)ความคิดให้ชัดเจนของจิตเท่านั้น อย่ากังวล เพียงแต่ให้สติระลึกรู้ว่ามีความรู้สึกชัดเจนที่สุดตรงไหน อาจอยู่ภายในกายหรือนอกกายก็ได้ ก็ให้ถือว่าที่นั่นแหละฐานแห่งจิตหรือตําแหน่งของจิตที่เราต้องมีสติคอยกํากับ คือ จิตหรือสติเห็นคำภาวนานั้นอย่างมีสติได้อย่างต่อเนื่อง, เมื่อฝึกปฏิบัติบ่อยๆจนเกิดความชำนาญแล้ว ก็เปลี่ยนจากจิตหรือสติที่เห็นคำบริกรรมนั้นเป็นคอยมีจิตหรือสติเห็นเวทนาหรือจิตคิดหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นแทนในภายหลัง แล้วมีสติถืออุเบกขาไม่ปรุงแต่ง ไม่แทรกแซง หรือไม่เอนเอียงไปทั้งในด้านดีหรือร้าย เช่น เราดีหรือเขาชั่ว,นั่นดีหรือนี่ชั่ว,เราถูกหรือเขาผิด คืออยู่ในภาวะเหนือดีเหนือชั่ว หรือเหนือบุญเหนือบาปทั้งปวงนั่นเอง ตามที่ได้กล่าวมาในบทก่อนๆแล้ว, ฐานแห่งจิตนี้เป็นนามธรรม เป็นอนัตตาไม่มีตัวตนจริงๆเป็นเพียงอุบายวิธีในการปฏิบัติเพื่อจําลองเป้าหมาย ช่วยในการก่อสติ ให้สติเกาะระลึกรู้อยู่กับสิ่งที่ตั้งใจอันถูกต้องดีงาม ในแต่ละท่านตําแหน่งอาจไม่เหมือนกัน และบางทีบางครั้งก็รู้สึกคนละตําแหน่งกับที่เคยปฏิบัติมาเป็นเรื่องธรรมดาไม่ต้องใส่ใจ เพราะในที่สุดจะเข้าใจถูกต้องเอง

    เมื่อสติกำกับจิต หรือเห็นจิต หรือจิตเห็นจิต ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ให้วางเฉยเสีย อย่าคิดหรือคิดปรุงแต่งใดๆให้ได้สักระยะหนึ่ง ปฏิบัติใหม่ๆก็จะยากอยู่เป็นธรรมดา (เพราะมักเกิดอาการที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้กล่าวไว้ บอกว่าให้หยุดคิด กลับไปคิดว่าจะหยุดคิดอย่างไร กลับกลายไปคอยคิดคำนึงปรุงแต่งในเรื่องการหยุดคิดนั่นเอง) เมื่อหยุดคิดได้สักระยะหนึ่ง สังเกตุความรู้สึกหรือเวทนาที่มีอยู่ (แต่ไม่ใช่จิตส่งในที่ติดเพลินไม่ปล่อยวาง) จะพิจารณาสังเกตุพบความสงบ สบาย ไม่กระวนกระวาย ไม่ร้อนรุ่ม ไม่เผาลน แล้วต้องปล่อยวาง เมื่อปฏิบัติได้สักพักหนึ่งจิตจะเริ่มส่งออกนอกไปคิดนึกปรุงแต่งในบางเรื่องขึ้นมาเป็นธรรมดา หมายถึงต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอนจึงอย่าไปหงุดหงิดกังวล แต่เมื่อจิตส่งออกนอกไปปรุงแต่งจนอิ่มตัวหรือมีสติกลับคืนมาเห็นจิตปรุงแต่งเหล่านั้นแล้ว สังเกตุความรู้สึก(เวทนา)ที่เกิดขึ้นเพื่อให้รู้ว่าเมื่อจิตส่งออกไปปรุงแต่งแล้วเกิดเวทนาอย่างไรขึ้นมา แล้วปล่อยวาง ให้กลับมาอยู่ที่สติหรือฐานเดิม คือเพียงพิจารณาสังเกตุรู้ในความรู้สึกที่เกิดขึ้น แล้วละเสีย และอย่าปรุงต่อ

    จิตที่แว็บออกไปปรุงแต่งดังข้างต้นนั้น มีสองลักษณะ คือ บางครั้งยังไม่ทันก่อทุกข์ขึ้น เป็นแค่การผุดการแว๊บออกไปปรุงแต่งแรกๆ แล้วมีสติรู้ทัน จะได้ประโยชน์ คือ ฝึกสติให้เห็นและรู้ทันจิตที่ส่งออกไปภายนอกหรือผุดหรือแว๊บขึ้นมานั้น, อีกลักษณะหนึ่งคือความคิดที่ผุดขึ้นมานั้นก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์เลย หรือขณะแรกไม่เป็นทุกข์แต่ขาดสติปรุงแต่งเลื่อนไหลต่อไปเรื่อยๆจนเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นในที่สุด เมื่อจิตปรุงจนอิ่มตัวแล้วหรือมีสติรู้เท่าทันขึ้นมา ก็ให้หยุดการปรุงแต่งเหล่านั้นเสีย แล้วพิจารณาด้วยปัญญาก็จักได้ประโยชน์คือเปรียบเทียบเห็นความรู้สึก(เวทนา)ที่เป็นทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งด้วยตนเองได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ในขณะฝึกสตินั้นจึงให้ทำจิตว่างๆที่หมายถึงหยุดคิด,หยุดปรุงแต่งชั่วขณะ จุดประสงค์ก็เพื่อให้สังเกตุเห็นความรู้สึกหรือเวทนาที่เกิดขึ้นชัดเจน คือเปรียบเทียบเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างจิตไม่ปรุงแต่งและจิตปรุงแต่งกันให้เห็นหรือเข้าใจอย่างชัดเจน, แต่ระมัดระวังไว้ด้วย อย่าไปยึดในจิตว่างหรือหยุดคิดนั้น เป็นขั้นตอนการใช้ตอนปฏิบัติเท่านั้น ในการดำรงชีวิตโดยทั่วไปนั้น ความคิดนั้นยังต้องมีอยู่ แต่อยู่ในระดับขันธ์๕ คือไม่คิดปรุงแต่งเท่านั้น หรือหยุดเฉพาะคิดนึกปรุงแต่งเท่านั้น อย่าได้พยามยามไปทำจิตว่างหรือพยายามหยุดทุกๆความคิดในการดำเนินชีวิตประจำวัน หยุดแค่การคิดปรุงแต่ง

    ข้อสําคัญในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
    ไม่ใช่การห้ามหรือหยุดเวทนาหรือจิตคิดอย่างดื้อๆ มันทําหน้าที่ของมันอย่างถูกต้องตามสภาวะธรรม(ธรรมชาติ) เป็นขันธ์๕ในการดำรงขันธ์(ชีวิต) ส่วนความคิดนึกปรุงแต่งหรือจิตฟุ้งซ่านออกไปปรุงแต่งนั้นต้องหยุด

    เราจึงทําหน้าที่หลักๆ เพียง๒ประการคือ

    ๑.มีสติรู้ทันเวทนาหรือความคิด(จิต)ที่เกิดขึ้น ก็ให้มีสติรู้ว่ามี คือ เมื่อจิตสอดส่ายออกไปคิดปรุงแต่งเกิดความรู้สึก(เวทนา) หรือจิตสังขารใดๆเช่น จิตปรุงแต่ง จิตหดหู่ โมหะ โทสะ โลภะ ฯ. ก็รับรู้ตามความเป็นจริงอย่างมีความเข้าใจในเวทนาหรือจิต(อ่านในปฏิจจสมุปบาท หรือขันธ์๕) หรือเห็นความเกิดขึ้นบ้าง เห็นความเสื่อม ความดับไปบ้าง (ความสําคัญอยู่ที่รับรู้สิ่งที่กระทบนั้นตามความเป็นจริง แล้วรีบละไม่จดจ้องหรือพิรี้พิไรต่อมัน ) จิตที่สอดส่ายออกไปนี้มันต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และเมื่อเกิดการกระทบผัสสะย่อมเกิดผลขึ้นเป็นธรรมดา ตามที่ได้ปัญญาญาณจากปฏิจจสมุปบาทหรือขันธ์๕ ไม่ต้องพยายามทําอื่นใดทั้งสิ้น เช่น ไม่ติดเพลินหรือผลักไสใดๆ ไม่พยายามทําให้ความรู้สึกรับรู้(เวทนา)หายหรือดับไป และควรพิจาณาเมื่อสติกลับมาแล้ว คือรู้ตัว ให้สังเกตุความแตกต่างระหว่างความรู้สึกขณะที่มีสติ กับ ขณะที่จิตคิดปรุงแต่งเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่เห็นได้ด้วยตนเอง(ปัจจัตตัง) ข้อสำคัญแค่สังเกตุอยู่ในความแตกต่าง แล้วต้องไม่ปรุงแต่งต่อ
    มีความเข้าใจและรับรู้ตามความเป็นจริง เช่น อร่อยเป็นอร่อย สวยเป็นสวย ทุกข์เป็นทุกข์ สุขเป็นสุข เศร้าเป็นเศร้า มีความจําเป็นอย่างยิ่ง มิฉนั้นจะเกิดการวางอุเบกขาในข้อ๒ทุกๆเรื่อง อันเมื่อเป็นสังขารที่สั่งสมแล้วจะเกิดเป็นปัญหาขึ้น เพราะจะไปถืออุเบกขาเช่นวางเวทนาหรือความคิดหรือสิ่งอื่นที่มีคุณต่อการดำรงขันธ์(ดําเนินชีวิต)ไปโดยไม่รู้ตัว, การรู้ตามความเป็นจริงเช่นเกิดทุกขเวทนาก็รู้และรับรู้ความรู้สึกที่เกิดนั้น เป็นสุขเวทนาก็รู้ เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้, เห็นจิตคิดชนิดโมหะ โทสะ โลภะ ก็มีสติรู้เท่าทัน อันล้วนมีเจตจํานงให้มีสติรู้เท่าทันเวทนาหรือจิตอันแฝงกิเลสหรือตัณหาอยู่ในที เป็นจุดประสงค์สำคัญ แล้วปฏิบัติตามข้อ๒
    ๒.แล้วมีสติ ถืออุเบกขา(ในโพชฌงค์) เท่านั้น กล่าวคือเมื่อเกิดรู้สึกสุข,ทุกข์ หรือเห็นจิตสังขารดังที่กล่าวไว้ก็ตาม เพราะย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมคือธรรมชาตินั้นๆในการรับรู้ของชีวิตจากการผัสสะต่างๆ แต่เราต้องมีสติ แล้วเป็นกลาง ด้วยอาการตั้งใจไม่เอนเอียงเข้าไปปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด หรือกริยาจิตใดๆในสิ่งนั้น (ไม่ว่าจะ ดีชั่ว บุญบาป ถูกผิด อันล้วนเป็นมายาจิตหลอกล่อให้ไปปรุงแต่งทั้งสิ้น)
    อุเบกขานี้จะเกิดขึ้นจากการฝึกฝนอบรม เป็นกลางโดยการวางทีเฉยต่อเวทนาหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นนั้นอย่างมีสติมีอุเบกขา รู้สึกอย่างไรก็รู้เท่าทันตามความเป็นจริงอย่างนั้น เช่น โกรธ โลภ หลง ฯ. เพียงแต่ไม่เอนเอียง ไม่แทรกแซง ไม่คิดนึกปรุงแต่ง ด้วยถ้อยคิดหรือกริยาจิตใดๆ ไปทั้งในทางดีหรือร้าย, อุเบกขามิใช่การวางจิตเฉยๆ หรือต้องรู้สึกเฉยๆตามที่บางคนเข้าใจ และไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง, จักเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการเจตนาปฏิบัติ หรือสังขารขึ้นเท่านั้น, ปฏิบัติใหม่ๆอาจรู้สึกยากแสนยาก แต่เมื่อปฏิบัติไปอย่างสมํ่าเสมอก็จักราบรื่นขึ้น, ถ้ากระทําด้วยความเพียรไม่เกียจคร้านในที่สุดก็จะเป็นดั่งสังขารที่สั่งสมในปฏิจจสมุปบาทเพียงแต่ว่ามิได้เกิดแต่อวิชชา แต่เกิดจากวิชชาของพระองค์, ซึ่งเมื่อเวทนาหรือจิตคิดมากระทบ อุเบกขา(อันมีญาณรู้เข้าใจว่าสิ่งใดทำให้เป็นทุกข์ จากการปฏิบัติในข้อ๑.)จะกลับกลายเป็นสังขารแล้วก็จักทํางานเป็นธรรมชาติเหมือนหนึ่งดังบุคคลิกลักษณะประจําตัวหรือทำโดยอัตโนมัตินั่นเอง อันทําให้เวทนาหรือจิตคิดที่ยังให้เกิดทุกข์เมื่อมากระทบผัสสะเหล่านั้น ขาดเหตุเกิดอันยังให้ต่อเนื่อง หรือขาดเชื้อไฟที่จะทำให้ลุกไหม้ต่อไปได้ เพราะขาดเวทนาหรือคิดปรุงแต่งต่อสืบเนื่อง จึงยังให้ไม่เกิดเวทนาต่อเนื่องขึ้นมาอีก เมื่อขาดปัจจัยคือเวทนาอันเป็นเหตุเกิดของตัณหา ตัณหาก็ต้องมอดดับลงไป อันเป็นไปตามหลักปรมัตถธรรมปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง, เวทนาหรือจิตคิดเหล่านั้นจะยังคงเกิดแค่ขันธ์๕ อันเป็นเพียงทุกขเวทนาอันต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติธรรมดาๆขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นทุกข์จริงๆ(ความทุกข์จริงคือทุกข์อุปาทาน-อันกระวนกระวาย ร้อนรุ่ม และเผาลน อย่างยาวนานและต่อเนื่อง และยังเก็บไปหมักหมมนอนเนื่องเป็นอาสวะกิเลสอันก่อทุกข์โทษภัยในภายหน้า)

    ถ้าปฏิบัติแล้วมีความรู้สึก ตึง แน่น เครียด หรืออึดอัด ส่วนหนึ่งส่วนใดมากเกินไป แสดงว่าอาจเกิดจากเหตุปัจจัย ๒ อย่างนี้
    ๑.อาจกําหนดฐานของจิตผิด เช่นไปกําหนดจดจ่อที่กายส่วนหนึ่งส่วนใดโดยไม่รู้ตัว หรืออาจเป็นไปในลักษณะจิตส่งในโดยไม่รู้ตัว อันมักเป็นผลมาจากการปฏิบัติหรือความเคยชินเก่าๆที่สั่งสม(สังขาร) เช่น อาจรู้สึกหายใจไม่สะดวก หรือตึง แน่น อึดอัดตามจมูก หน้าอก ขมับหรือสมองมากเกินไป เนื่องจากเลื่อนไหลไปกำหนดตามความเคยชินในฐานของสมาธิเดิมๆ ให้ลองปรับฐานจิตแห่งความคิดใหม่
    ๒.หรืออาจเกิดจากใช้สติระลึกรู้จดจ่อหรือจดจ้องแก่กล้าเกินไป ให้ผ่อนคลายสติระลึกรู้นั้นลง ปรับให้พอดีๆ ระลึกรู้อย่างเบาๆ อันเป็นเรื่องของจริตแต่ละบุคคลที่ต้องหาให้พบ การจดจ่อหรือจดจ้องระลึกรู้(สติ)อย่างแรงกล้ามากเกินไปก็ใช้พลังงานมากและก่อให้เครียดและล้า อาการนี้มักเกิดกับการปฏิบัติในรูปแบบเช่นนั่งในรูปแบบสมาธิและหลับตาอันทําให้เกิดการจดจ้องหรือตั้งใจเกินพอดี ไปจดจ่ออยู่ที่สิ่งๆเดียวอย่างมุ่งมั่นหรือแน่วแน่จนเกินพอดีไป อาจใช้วิธีแก้ไขโดยลืมตาขึ้น หรือเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการเดิน หรือการนั่งอย่างสบายๆก็ได้


    ปฏิบัติดังนี้ให้ได้ต่อเนื่องยาวขึ้น นานขึ้น และเป็นประจําสมํ่าเสมอขึ้น สามารถกระทําได้ในทุกอิริยาบถ ยิ่งปฏิบัติในขณะดําเนินชีวิตประจําวันได้ยิ่งเป็นคุณอันประเสริฐ อันเมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้วผู้ปฏิบัติควรรู้ได้ด้วยตนเองว่าทุกข์นั้นลดน้อยลงไปไหม? มีความเข้าใจเกิดขึ้นไหม? เห็นการดับไปของทุกข์ไหมเมื่อขาดเหตุปัจจัยหรือเหตุเกิดต่างๆ อันเกิดขึ้นจากการถืออุเบกขา? ถ้าปฏิบัติแล้วทุกข์ไม่ลดลงให้หยุดการปฏิบัติ แล้วพิจารณาการปฏิบัติใหม่ให้ดีเช่นพิจารณาในธรรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น อย่าพยายามฝืนปฏิบัติต่อไป ค้นหาจุดบกพร่องหรือข้อสงสัยเสียก่อน.

    การปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่างไม่เคร่งเครียด อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดดังสังขารในวงจรปฏิจสมุปบาท หรือเป็นมหาสตินั่นเอง เพียงแต่สังขารนี้มิได้เกิดแต่อวิชชา แต่เกิดจากวิชชาโดยตรง อันเมื่อเป็นสังขารแล้วการปฏิบัติจะเป็นไปเองตามความเคยชินที่ได้สั่งสมอบรมไว้อันเป็นสภาวะธรรมของชีวิตอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง โดยมีกําลังของสัมมาญาณและสติเป็นกําลังแห่งจิต เพราะการดับทุกข์นั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสอยู่เนืองๆว่า ธรรมของพระองค์เป็นเรื่องสวนทวนกระแส, ซึ่งก็เป็นจริงตามพระพุทธดํารัสนั้น เพราะเป็นการทวนสวนกระแสของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ดึงดูดมวลหมู่สัตว์เข้าสู่กองทุกข์โดยธรรมชาติดุจดั่งนํ้าที่ย่อมไหลลงสู่ที่ตํ่ากว่า แต่ด้วยพระปรีชาญาณจึงได้อาศัยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นั้นเอง มาปฏิบัติสวนทวนกระแสธรรมชาติฝ่ายก่อให้เกิดทุกข์จนสําเร็จได้ อุปมาดั่งเรือใบที่แล่นทวนสวนกระแสลมหรือกระแสนํ้าอันเชี่ยวกรากของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นั้นได้ ก็ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของลมและใช้ธรรมชาติของลมนั้นเองเป็นเหตุปัจจัยเช่นกัน โดยอาศัยใบเรือที่ถูกต้องอันอุปมาได้ดั่งสังขารธรรมหรือธรรมะของพระพุทธองค์ ที่ทําให้สามารถใช้ธรรมชาติของลมนั้นเอง ทําให้เรือแล่นสวนทวนกระแสธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของลมหรือแม้กระแสนํ้าได้

    นอกจากปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ด้วยเมื่อมีโอกาส
    สติหมั่นพิจารณากาย(กายานุปัสสนา) เช่น กายสักแต่ว่าเกิดแต่ธาตุ๔เป็น เหตุปัจจัย เพื่อให้เกิดนิพพิทาลดละอุปาทานในความเป็นตัวตนของตน และเพื่อความเข้าใจในความเป็นเหตุปัจจัยอันปรุงแต่ง อันล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ขณะหนึ่ง แล้วดับไป

    โยนิโสมนสิการ ให้เห็นสภาวะธรรมหรือปรมัตถสัจจะของการกระทบผัสสะ ดังเช่น การที่กายกระทบผัสสะกับสิ่งใด แล้วย้อนกลับมาโยนิโสมนสิการ จิตที่กระทบกับความคิด โดยเฉพาะความคิดนึกปรุงแต่ง

    สติหมั่นพิจารณาในธรรมคือธรรมะวิจยะหรือธรรมานุปัสสนา อันเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งยวดในอันยังให้เกิดมรรคองค์ที่๙ สัมมาญาณความรู้ความเข้าใจอันเป็นกําลังแห่งจิต และเพื่อใช้แก้ไขปัญหาข้อสงสัยต่างๆที่จักเกิดขึ้นในการปฏิบัติอันต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมที่ใช้ในการพิจารณาอาจเลือกตามจริตของผู้ปฏิบัติ, สําหรับผู้เขียนเองแนะนําปฏิจจสมุปบาทที่ลึกซึ้ง จึงก่อให้เกิดสัมมาญาณได้อย่างดีจึงให้คุณอนันต์สมดั่งพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า
    ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม

    edu-photo-197576089587.jpg
     
  13. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่สุรวุฒิ EI 2170 4379 6 TH

    พี่ศิระ EI 2170 4380 5 TH

    พี่เสฏฐณันฐ EI 2170 4381 9 TH

    พี่พรหมพล EI 2170 4382 2 TH

    พี่เมธาพันธ์ EI 2170 4383 6 TH

    พี่ณธพรหม EI 2170 4384 0 TH

    พี่พรเทพ EI 2170 4385 3 TH
     
  14. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    เกริ่นทิ้งไว้นานจนสอบถามกันเข้ามาหลายคน ใครที่รอสายฤาษีบรมครูติดตามกันดีๆนะครับ
     
  15. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    เรื่องฤาษีบรมครูนี่จากที่สอบถามกันเข้ามาผมจะนำมาพูดคุยกันคร่าวๆไว่ ว่าพ่ออาจารย์ท่านทำแบบพระผงค่ายกล ### ซ้ำในองค์พระยังถือว่ามีการทำอาถรรพ์แก้เคล็ด มีการวางวิชาต่างๆเอาไว้เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของผู้ใช้อย่างแท้จริง อันนี้เดี๋ยวมาติดตามพูดคุยกันนะครับ
     
  16. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ความเข้าใจผิด(บรมครูปู่ฤาษี)

    พอดีวันนี้มีเรื่องเข้ามา ก็ก่อนจะเข้าเรื่องก็ขอบอกไว้ก่อนเพราะมันพาดพิงกับความเชื่อที่อื่นหลายที่ ก็ขอให้เป็นแค่ความเชื่อในกลุ่มตรงนี้ใครจะเชื่อก็แล้วไป ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแค่เราถามท่านเพื่อตอบคำถามให้กระจ่างเท่านั้น

    คำถามนี้มีอยู่ว่า ทำไมถึงห้ามเอาฤาษีเข้าบ้าน บูชาได้ทำไมห้ามเอาเข้าบ้าน ถ้าเอาเข้ามาแล้วจะไม่ดี จะร้อนมั๊ย บ้านจะแตกจะมีเรื่องร้ายๆหรืออย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นข้อคิดของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังท่านหนึ่งที่มรณภาพไปแล้ว ผู้สงสัยได้ฝากไว้ให้สอบถามพ่ออาจารย์ท่านด้วยว่าจริงมั๊ย ผมก็มาคิดเองนะว่าถ้าจริงคงซวยน่าดูแล้วแหละเพราะรูปฤาษีที่เป็นเครื่องรางวัตถุมงคลสมัยนี้มีแทบจะทุกวัด คนที่บูชาครูพ่อแก่ก็มีแทบจะทุกบ้าน

    ในเรื่องนี้พ่ออาจารย์ท่านวิสัชนาว่า รูปพ่อแม่ รูปครูบาอาจารย์ ผู้ใดบูชาถือเป็นมงคลแก่ชีวิต มันอยู่ด้วยว่าเรามองรูปนั้นในทัศนะใด และที่มาที่เราได้รับท่าน เรานำมาจากใคร ด้วยวิธีใด ท่านแยกเป็น 2 กรณี
    1. ถ้าได้มาด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง โกงเขามา ทำให้เขาเดือดร้อนหรือโขมยเขามา ผู้ให้ไม่ให้ด้วยความเต็มใจ เช่นนี้แล้ว บ้านลุกเป็นไฟแน่นอน
    2. เป็นครูอะไร สมัยนี้มีความเชื่อมากมาย มีคนตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์มากมาย ด้วยว่าเขานั้นรู้จริงหรือไม่ ถ้าหากไม่รู้จริง เขาไม่มีความสามารถอัญเชิญได้จริง เศียรพ่อแก่ หรือรูปฤาษีนี้ ก็ไม่ต่างจากของอัปมงคลอะไร ด้วยว่าญาณภายในนั้นอาจจะเป็นเพียงวิญญาณของสัมภเวสีผีเร่ร่อนแอบอ้างที่ไหนก็ได้ เช่นศาลเจ้าที่หรือศาลพระภูมิที่ผู้เชิญไม่มีบารมีก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเสมอไป

    หากเป็นญาณฤาษีเป็นญาณครูลงมาครอบจริงก็ต้องดูด้วย ว่าเป็นครูอะไร เป็นครูชั้นไหน อย่าลืมว่าวิญญาณ กับญาณฤาษีบรมครูชั้นเทพชั้นพรหมนี่ไม่เหมือนกัน พูดให้นึกภาพออกก็เหมือนเทวดามีทั้งที่ดีที่เกเร ฤาษีก็เช่นกัน

    เมื่อพูดถึงครูฤาษี ก็มักจะมีคนอวดอุตริ ด้วยเอาสามัญสำนึกเเละตรรกะความเชื่อของตนไปตัดสินอะไรหลายๆอย่างเสมอ เช่นว่าพระไหว้ฤาษีมิได้ด้วยศีลนั้นสูงกว่า ถ้าพระองค์ไหนไหว้พระองค์นั้นศีลไม่บริสุทธิ์ดูไม่ดี แล้วอย่างไรทำไมพระกราบมารดาได้ ในเมื่อพระก็มีศีลสูงกว่ามารดา ก็เพราะมารดานั้นมีคุณให้กำเนิดพระ ในทางกลับกันฤาษีก็เช่นกันถ้ามองทัศนะที่เขาให้กำเนิดความรู้และวิชา ถ้าพระองค์นั้นเคยเรียนความรู้จากฤาษีมาก่อนหรือเรียนวิชาที่มีครูฤาษีเป็นผู้คิดค้นสืบต่อมา การรู้ซึ่งกตเวทิตาคุณนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าไม่ไหว้ก็ได้ชื่อว่าโฉดเขลามิรู้คุณคนเป็นที่สาปแช่งในหมู่เทพยดา

    ก็ด้วยบุคคลที่ปัญญาโฉดเขลาเพียงเท่านั้นแหละที่มักจะคิดไปเอง ด้วยว่าพระนั้นต้องเป็นใหญ่กว่าฤาษี พระต้องใช้ฤาษีได้ คนที่คิดได้แบบนี้ดวงจิตคงมืดบอดน่าดู ก็เหมือนที่คนไทยชอบคิดว่าพระนารายณ์นั้นมีพาหนะเป็นครุฑจะเรียกมาขี่เหมือนสตาร์ทรถเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วทั้งครุฑและพระนารายณ์ท่านให้เกียรติซึ่งกันและกัน หามีเพียงกี่ครั้งไม่ที่พระนารายณ์จะเชิญพญาครุฑมาขี่ ฤาษีกับพระก็เช่นกัน เพราะเขาไม่รู้คุณธรรมของฤาษีบางจำพวก เเค่เห็นมีชฏานุ่งหนังเสือหรือมีผ้าย้อมฟาดก็คิดว่าเป็นฤาษีกันไปหมดไม่ได้แยกประเภทเลยว่านี่คือฤาษีหรือไม่ มุนีหรือไม่ ชฏิลหรือไม่ ดาบสหรือไม่ เพราะเค้ายึดติดแต่เพียงว่าความเป็นอรหันต์นั้นคือที่สุด ก็มิผิดที่พระพุทธศาสนานั้นดีเลิศ แต่ในทางกลับกันฤาษีเหล่านี้แหละคือผู้แสวงหาและค้นพบหนทางเดินใหม่ๆอยู่เสมอก่อนจะมีพระพุทธเจ้า ก่อนจะมีพระพุทธศาสนา ก็ฤาษีนี่แหละที่เป็นคนค้นพบเส้นทางสู่พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

    การไหว้ผู้ให้กำเนิดชีวิตเป็นหนที่สองของตนเองจะอัปมงคลได้อย่างไร บุคคลผู้นั้นก็เหมือนเกิดสองครั้งคือเกิดทางโลกโดยบิดามารดา เกิดมาก็ยังมืดมนมิรู้ผิดรู้ถูก เกิดครั้งที่สองนั้นก็ด้วยครูผู้มอบปัญญาชี้ทางสว่างให้ ถ้าครูของเค้าคือฤาษี ต่อให้เค้าได้ดีหรือมีฐานะสูงเทียมฟ้าเพียงใด สิ่งที่มีอยู่ก็คงเป็นของปลอมและฉาบฉวยทั้งสิ้น ถ้าเขาลืมคุณครูที่สั่งสอนตนเองมา จะอ้างเพียงว่าพระมีศีลสูงกว่าพูดให้สนุกปากนั้นคงไม่ได้ เพราะพระอริยบุคคลที่ไม่รู้คุณครูบาอาจารย์นั้นไม่มีอยู่ในโลก

    หากมนุษย์จะพึงระลึกเสียบ้างก็คงดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราก็เคยเกิดเป็นฤาษีมาก่อนไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แล้วยังไหว้ได้หรือไม่

    เพราะความโฉดเขลาไม่รู้จักความกว้างใหญ่ในสงสารวัฏ พอพูดถึงฤาษีก็มึงมาพาโวยเห็นใครบวชในป่าก็เป็นฤาษีไปหมดเอามาปนกันเสียมั่ว ความจริงเขามีแยกประเภทของเขาทั้งดีและเลว มีระดับต่างๆ ต่างพวกต่างประเภทกันตั้งแต่ฤาษี มุนี ชฏิล ดาบส พวกนี้คนละประเภทกันทั้งสิ้น

    บางพวกก็ลุ่มหลงในไสยศาสตร์มนต์ดำ บางพวกก็สนใจในฤทธิ์อภิญญา ที่บวชเพื่อคุณธรรมศึกษาหลักธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็มี ฤาษีบางพวกก็เป็นวงศ์พระโพธิสัตว์อันอยู่ในขอบข่ายพระโพธิญาณทั้งสิ้นประเภทนี้ก็มีอยู่มาก

    ซึ่งฤาษีประเภทนี้แหละ ฤาษีชั้นบรมโพธิสัตว์อันมีพระชาติแน่นอนในพุทธวงศ์นี่แหละ อย่าว่าแต่ด้วยพระสงฆ์องค์เจ้าธรรมดาสามัญเลย แม้พระอริยบุคคลหรือพระอรหันต์เมื่อจะพูดคุยด้วยยังต้องให้เกียรติประพฤติตนไม่ต่างจากผู้น้อยอยู่เบื้องหน้าผู้ใหญ่เพราะถือด้วยว่าเป็นวงศ์แห่งพระพุทธเจ้าอันมีพระชาติที่จะได้อภิเษกซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นการแน่นอนแล้ว จะล่วงเกินหามิได้ ด้วยภิกษุนั้นจะพึงบูชาพระพุทธคุณในอนาคตกาลของมหาโพธิสัตว์นั้น

    และฤาษีส่วนมากที่ไหว้ๆกันอยู่ก็มักจะมีวิมานอยู่ในปัญจสุทธาวาสมหาพรหมเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงทั้งสิ้น อันนี้เราพูดถึงฤาษีฝ่ายดี

    ถ้าด้วยว่ามนุษย์จะเอาเพียงจิตสำนึกของตนไปตัดสิน ไปเจออาถรรพ์ร้ายแรงต่างๆด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจของตนเอง บูชาครูผิดเป็นครูที่เชิญมาโดยผู้ใดก็ไม่ทราบหรือเป็นหมอทรงเชิญมา แล้วไปได้ญาณพวกมุนี ชฏิล ดาบส เหล่านี้ ซึ่งก็มีอยู่มากในปัจจุบัน ทำให้บ้านร้อนบ้านแตก ชะตาชีวิตตกต่ำ พอเจอเรื่องร้ายก็หมายรวมไปโทษฤาษี ก็ถือว่าคนผู้นั้นได้ลบหลู่ครูอาจาริย์เจ้าอย่างร้ายกาจ

    ด้วยว่านั่นไม่ใช่ฤาษี ตานอกเราเห็นเป็นหัวโขนเป็นรูปพ่อแก่ เป็นฤาษีองค์นั้นองค์นี้ แต่เรามีตาในดูแล้วหรือว่าญาณที่สรวมลงมานั้นเป็นมุนี ชฏิล หรือดาบสรึเปล่า เป็นฤาษีอันทรงพระคุณดีงามที่ถูกต้องตามรูปลักษณ์หรือไม่ ซึ่งสมัยนี้ก็อยากเตือนให้ระวังเพราะมันมีอยู่มากด้วยว่า รูปนอกนั้นเป็นองค์หนึ่ง แต่ญาณภายในนั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่ตามองเห็นเสมอไป
    ก็คิดเอาเองแล้วกันว่าควรกราบไหว้ฤาษีหรือไม่

    *** อันนี้ก็ขออ้างอิงบทความเก่าเกี่ยวกับเรื่องฤาษีมาให้อ่านกันอีกรอบนะครับ
     
  17. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ใครที่รอฤาษีบรมครูชุดนี้นอกจากจะเป็นองค์ครูแทนสัปตะฤาษีทั้งเจ็ด เรียกว่ารวมมหาฤาษีขั้นสุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งเจ็ดองค์ไว้อยู่ตรงนี้ห้อยคอสบายใจ นอกจากนั้นยังผนวกวิชาทำตะกรุดสังวาลย์ของท่านด้วยและยังมีของฝังพิเศษด้วย *** แต่ที่พิเศษสุดจริงๆรายการนี้พ่ออาจารย์ท่านให้ฝากบอกว่าท่านตั้งใจแถมเองค์ปกติที่เป็นมวลสารชนิดเดียวกันให้อีกหนึ่งองค์ นอกจากองค์ครูแล้วเรียกว่าบูชาหนึ่งองค์ได้ถึงสององค์เลย เผื่อใครจะให้คนในครอบครัวใช้ รายการนี้ติดตามกันดีๆนะครับ
     
  18. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ร่วมทำบุญบูชา พระผงพึ่งบารมีครูปฐมพรหมโยคีสัปตะมหาฤาษี(ตะกรุดสังวาลย์พระอินทร์,หุ่นราวัณแบกภาระ)

    "สัปตะฤาษีที่ได้ชื่อว่าเป็นครูซึ่งเชิญยากที่สุด" ด้วยสัปตะฤาษีหรือมหาฤาษีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดตน ซึ่งได้รับการเคารพสูงสุดจากพระผู้เป็นเจ้า(ตรีเทพ)ในฐานะมหาคุรุและมหามุนี และทั้งเจ็ดท่านนั้นยังเปรียบเป็นเสมือนบิดาของวงศ์วานเทพฤาษีผู้ทรงฤทธิ์อาจหาญทั้งหลายในชั้นถัดมา ด้วยชั้นสัปตะมหาฤาษีนั้นมีเดชมากถึงขั้นมอบคำพรและคำสาปแก่พระเป็นเจ้า(ตรีเทพ)ตลอดจนทำให้เหล่าเทวดา,อสูร,ยักษ์,รากษส ทั้งหลายน้อมบูชาต่อคณะท่านอย่างมาก พ่ออาจารย์ท่านว่าครูสัปตะฤาษีนั้นเป็นมานัสบุตร(ลูกอันเกิดแต่มโนความคิดของพระพรหมา)ทั้งเจ็ดตน การสร้างเครื่องมงคลแทนครูสัปตะฤาษีนี้พ่ออาจารย์ท่านตั้งใจทำไว้เพื่อแทนครูต้นผู้ให้กำเนิดกลไกสรรพชีวิตในจักรวาลทั้งหมด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ายอดฤาษีทั้งเจ็ดนั้นได้รับความเคารพยำเกรงจากทุกภพภูมิ จะเรียกว่าหากบูชาท่านเเล้วปรารถนาพรใดก็สามารถบอกกล่าวขอให้ท่านเปิดทางได้ ไม่ว่าอยู่มิติไหนท่านย่อมให้ความเคารพเเละปกปักรักษา พ่ออาจารย์ท่านว่า ดีเกินดี ดีแบบคาดไม่ถึง ใครที่ชะตาต้องอาถรรพ์จะมีวิบัติที่เกิดจากเทวดา,อสูร,หรือภูติผีแม้แต่พระเป็นเจ้าหรือสิ่งที่ทรงอานุภาพอื่นใดก็ดีมีครูสัปตะมหาฤาษีที่เราทำไว้ ต่อให้อาถรรพ์ใดๆไม่กล้าส่งผลต่อชีวิตเราเพราะเกรงใจเเละเคารพในเดชะของยอดฤาษีทั้งเจ็ดนั้น นี่แบบนี้ ที่ว่าดีแบบคาดไม่ถึง

    ด้วยยอดฤาษีทั้งเจ็ดนั้นเป็นที่เคารพเกรงกลัวของเหล่าทวยเทพรวมถึงสรรพชีวิตในกฏแห่งวัฏฏสงสารนี้ ถึงขั้นได้นามว่าฤาษีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดตนซึ่งได้รับเกียรติและการเคารพสูงสุดจากพระผู้เป็นเจ้าในฐานะคุรุและมหามุนี ทั้งเจ็ดท่านนั้นได้แก่ 1.โคตม 2.ภัทรวาช 3.วิศวามิตร 4.ชมทัศนี 5.วศิษฐ์ 6.กัศยป และ 7.อัตริ ซึ่งครูทั้งเจ็ดนั้นพ่ออาจารย์ท่านว่าก่อนทำการมงคลใดๆก็ดีท่านจะต้องระลึกถึงครูทั้งเจ็ดนี้ก่อนเสมอและยังเชิญท่านมาช่วยมาอำนวยพรเป็นประจำเวลาท่านทำพิธีใดๆ เมื่อท่านตั้งใจจะทำมงคลแทนครูนี้ครูทั้งเจ็ดจึงอนุญาติให้ท่านทำโดยใช้รูปพระกศยปะเทพบิดรเป็นตัวแทนของท่านทั้งหมด ในที่นี้จะกล่าวถึงพระกศยปะเทพบิดรอีกครั้ง นอกจากจะเป็นสัปตะฤาษีท่านยังควบตำแหน่งเป็นพระมหาประชาบดีที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะท่านเป็นผู้ให้กำเนิดมวลมนุษย์เเละเทพเทวะทั้งปวงตลอดจนสร้างกลไกสิ่งมีชีวิตทั้งหมดพระกัศยปะเทพบิดรนั้นในบางตำราก็ว่าเป็นพระบิดาของพระนารายณ์ ในวิษณุปุราณะก็กล่าวว่าเป็นบิดาของมหาฤาษีนารทมุนี ซึ่งพระฤาษีกัศยปะเทพบิดรองค์นี้ยิ่งใหญ่ในตบะฌาณทรงศักดิ์และทรงสิทธิ์เหนือมวลเทพเจ้าทั้งปวงหากแต่ไม่ค่อยมีผู้ใดกล่าวถึงเเละสร้างท่านกันมากนัก พระกัศยปะมหาฤาษี มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ พระกศป,พระประชาบดี อื่นๆและด้วยเหตุที่เป็นผู้ให้กำเนิดเทพเทวดา,มนุษย์ และสรรพสัตว์ตลอดจนวงศ์อสูรทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น แทตย์,ทานพ,นาค,ครุฑ และปีศาจ ไม่เว้นแม้แต่พระผู้เป็นเจ้า ท่านจึงได้รับการขนานพระนามด้วยเกียรติยศสูงสุดว่าพระเทพบิดร พระองค์มีที่สถิตอยู่ที่เขาเหมกูฎบรรพตเป็นผู้แต่งโศลกต่างๆในคัมภีร์ฤคเวทเป็นอันมากทั้งยังแต่งพระเวทอื่นๆบางตอนด้วย ว่ากันว่าพระกัศยปะองค์นี้ยังเป็นพระอาจารย์ที่สอนศิลปะศาสตร์แก่ 2 ศิษย์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมหาอวตารของพระวิษณุที่เก่งที่สุดในโลก สาเหตุของความเก่งกล้าก็มาจากครูผู้นี้นั่นเองได้แก่ ปรศุราม(รามสูร)และพระรามจันทร์(พระราม) ทั้งในยุคไตรเภทคัมภีร์ในยุคนี้ได้บันทึกถึงกำเนิดพระศิวะเจ้าว่าทรงประสูติจากพระนางสุรภีและพระบิดาก็คือพระกัศยปะเทพบิดรและในคัมภีร์พรหมมานัสก็ยังกล่าวไว้เช่นกันจะเห็นได้ว่าพระมหาฤาษีองค์นี้ไม่ธรรมดาเลยด้วยทั้งพระวิษณุหรือพระศิวะก็ได้มาจุติเป็นลูกของพระองค์ทั้งนั้น พระกัศยปะมีอัครมเหสีชื่อพระอทิติและมีมเหสีฝ่ายซ้าย(องค์รอง)คือนางทิติ แล้วก็มีชายาอีก12องค์บางตำราก็ว่ามี13องค์ นอกจากนั้นยังมีนอกสมรสอีกนับพันล้านนาง ด้วยพระกัศยปะเทพบิดรมีโอรสอยู่มาก เช่น พวกอาทิตย์ทั้ง 8 คือ สุริยาทิตย์,วรุณาทิตย์,มิตราทิตย์,อริยมนาทิตย์,ภคาทิตย์,องศาทิตย์,อินทราทิตย์และธาตราทิตย์ โดยเป็นโอรสที่เกิดกับนางอทิติอัครมเหสี พูดง่ายๆคือพระมหาฤาษีองค์นี้เป็นพ่อของพระอินทร์,พระอาทิตย์,พระวรุณ,พระยม เป็นต้น กล่าวง่ายๆคือลูกของท่านล้วนกุมกลไกต่างๆในมหาจักรวาลไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อีกองค์หนึ่งที่สำคัญมากคือพระวามนซึ่งเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่ 5 โดยเกิดกับพระนางอทิติเช่นกัน จะเห็นได้ว่าท่านเป็นฤาษีที่อยู่สูงเเละมีความสำคัญมากแม้เเต่พระเป็นเจ้ายังเลือกที่จะเกิดเป็นพระโอรสของท่านเลย นอกจากนั้นท่านยังมีบุตรอีกมากได้แก่
    - ครุฑ นั้นเกิดกับนางวินตา อันว่าครุฑบุตรของพระกศยปะเทพบิดรที่หมายถึงนั้น ไม่ใช่ครุฑธรรมดาสามัญทั่วไป แต่เป็นจอมครุฑพญาสุเรนทรชิตที่เป็นพาหนะของพระนารายณ์ เป็นครุฑที่ชนะพระอินทร์มีอานุภาพเสมอด้วยพระนารายณ์เป็นเจ้า
    - นาค กับ อรุณ เกิดกับนางกัทรุ พญานาคที่เกิดเป็นโอรสนี้ก็รวมไปถึงองค์อนันตนาคราช บรรพบุรุษแห่งสายนาคพันธุ์ทั้งปวง
    - มารุต(ลมหรือพระพาย) และแทตย์เกิดกับนางทิติ พระมารุตหรือพระพายที่เป็นบิดาของหนุมานก็เป็นบุตรของพระองค์
    - ทานพ เกิดกับนางทนุ
    - ปีศาจ เกิดกับนางโกรธศา
    - อสุรินทรราหู ผู้เป็นใหญ่แห่งอสุรกายภูมิผู้ได้รับขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งมาร ก็เป็นบุตรที่เกิดจากพระกัศยปะเทพบิดรกับนางสิงหิกาด้วย
    ท่านเป็นพระบิดาของเทพเจ้าหลายพระองค์มากจริงๆไม่อาจกล่าวได้หมด จึงทำให้ท่านเป็นประชาบดีที่ได้รับเกียรติให้ใช้พระนามว่าพระเทพบิดรจะเห็นได้ว่าชื่อพระกัศยปะเทพบิดร ก็ได้มาเพราะเหตุที่มีลูกเป็นเทพที่คนรู้จักกันมากมายหลายองค์นี่เอง ซึ่งเเต่ละพระองค์ก็ล้วนมีอำนาจก็ยิ่งใหญ่จนมิอาจจะกล่าวได้ แต่ไม่ว่าลูกจะดีเพียงไหน ..ผู้เป็นพ่อก็ย่อมเป็นผู้ที่ลูกเคารพและเกรงใจมากที่สุดอยู่ดี หากมองดีๆแล้วพระกัศยปะเทพบิดรท่านเป็นผู้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตในรูปแบบต่างๆที่เป็นระบบโครงสร้างของจักรวาลก็ไม่ผิด ด้วยว่าท่านมีตบะที่สั่งสมมานานเป็นเอนกอนันต์กาลทั้งด้วยฐานะประชาบดีแถมเป็นถึงพระเทพบิดรนั้นจึงเป็นที่เคารพเเละยำเกรงต่อทุกสรรพชีวิตเพราะท่านเป็นปฐมบิดาด้วยว่าท่านเป็นถึงบิดาของเหล่าเทพองค์สำคัญมากมายเเละที่สำคัญยังเป็นครูเสน่ห์ชั้นสูงสุดที่ไม่ค่อยมีใครกล้าสร้างเเละกล้าเเตะต้องอีกด้วย เพราะเเรงครูนั้นสูงมากต้องสร้างเเละเชิญได้จริงเท่านั้น


    พระมหาฤาษีผู้ได้รับพระนามยิ่งใหญ่ว่าพระเทพบิดรหรือบรมครูพระเทพบิดรนี้ พ่ออาจารย์ท่านเล่าว่ามีอวตารของพระองค์ท่านมากมายแต่ไม่มีใครพูดถึงกัน บางที่ก็เรียกจอมภพบ้าง,โลกบิดาบ้าง(บิดาของชนทั้งโลกเช่นนี้ท่านจึงให้ถือรูปพระเทพบิดรไว้เป็นประธานสัปตะฤาษีให้ศิษย์บูชาเสมือนได้กราบไว้บิดาตนเอง) ทั้งการลงมาของท่านก็จะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์แปลกๆไว้เสมอๆ เป็นการเพิ่มกลไกของชาติพันธุ์และระบบวัฏฏสงสารเรียกว่าเป็นองค์พลังแห่งการให้กำเนิดพลังเเห่งชีวิต เช่นนั้นพ่ออาจารย์ท่านจึงถือว่าพระเทพบิดรคือต้นตอและรากเหง้าแห่งความเจริญทั้งปวงก็ไม่ผิด ซ้ำสตรีที่จะได้เกิดบุตรกับท่านนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้กว่าจะได้พระองค์ท่านนี่ต้องเสียเวลาบำเพ็ญตบะระลึกถึงท่านเป็นพันๆปีถึงจะมีบุตรกับท่านได้ พ่ออาจารย์ท่านได้สร้างพระกัศยปะเทพบิดรขึ้นมาอย่างรู้จริง ท่านว่านอกจากจะเป็นยอดบรมครูเสน่ห์สายฮินดูแล้วยังมีอภิสิทธิ์เด็ดขาดในทุกๆเรื่องเนื่องจากเป็นบรมบิดาแห่งทวยเทพทั้งปวงด้วย อยู่ที่ไหนก็เป็นที่รักในทุกที่ ผู้ที่บูชาพระกัศยปะที่พ่ออาจารย์สร้างท่านว่าอย่าได้กลัวภัยอันจะเกิดเเก่ภพภูมิทั้งหลายเลย เพราะลูกๆของท่านที่ครองภพภูมิต่างๆย่อมเกรงใจเเละเคารพท่าน แค่ออกพระนามก็เป็นที่รักต่อสรรพชีวิตโดยรอบเเล้ว เวลาขอพรท่านเเค่ขอให้ลูกๆของท่านทุกองค์รักและเมตตาช่วยเหลือเรา ท่านว่าเท่านี้ไปไหนเทวดาก็ลงมาอภิบาลกันตรงนั้นเเล้ว

    ด้วยครูทั้งเจ็ดนั้นประกอบด้วยความสว่างรุ่งเรือง เป็นผู้ประคับประคองโลกและสรรพสัตว์ทั้งปวงในวัฏจักรนี้ ได้ชื่อว่าคุ้มครองคนจากความทุกข์ให้ความปลอดภัยและช่วยให้คนพ้นจากบาปทั้งมวล มีอำนาจเป็นอิสระไร้ขอบเขตหรืออำนาจใดมาขวางกั้นแม้กระทั่งอำนาจของพระเป็นเจ้า ท่านเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์คือกล่าวอะไรหรือให้พรแก่ใครต้องเป็นไปดั่งปากเหมือนพระผู้เป็นเจ้าทั้ง 3 ดังนั้นพ่ออาจารย์ท่านจึงได้สร้างและขอให้ครูทั้งเจ็ดนี้ช่วยปลดปล่อยผู้ที่เคารพพ้นจากบาปของเขาตามขอบเขตอำนาจอันยิ่งใหญ่ของบรมครูสัปตะมหาฤาษี ท่านว่าให้ใช้อาราธนาไปเรื่อยๆจะเห็นจะรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับตัวของเราเอง ด้วยคำพรของครูทั้งเจ็ดก็ถือได้ว่าเป็นยอดแห่งคำอวยพรที่มีศักดิ์และสิทธิ์อันประเสริฐกว่าเทพยดาทั้งหลายด้วยเช่นกัน กล่าวได้ว่าแม้ใครได้สักการะบูชาด้วยใจศรัทธาและอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านก็จะดีด้วยอย่างถึงที่สุดแบบเรียกว่าเวลาดีก็จะดีใจหาย ประสิทธิประสาทพรอันจำเป็นต่อเหตุการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตครอบคลุมถ้วนทั่ว ซ้ำยังคุ้มเกรงให้ปัจจามิตรที่คิดร้ายมอดดับถึงคราพินาศราพณาสูร ท่านว่าครูสัปตะมหาฤาษีนี้เวลาเชิญมานั้นหากเป็นเรื่องช่วยคนท่านจะยินดีมาก หากใครมีตาในจะรู้ได้ว่าท่านเมตตากับผู้ศรัทธามากเพียงใดท่านใจดีๆสุดเหมือนคุณปู่คุณตาร่วมสายตระกูลนั้นห่วงใยลูกหลานอันเป็นเชื้อสายของท่านนั่นทีเดียว ด้วยญาณทัศนะของท่านที่พึงรู้ว่ากรรมของสัตว์ใดจะดำเนินไปในรูปแบบใดท่านจะแก้ไขวาระกรรมนั้นให้โลดแล่นและได้ดีเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิตครอบคลุมเหตุการณ์ทั้งปัจจุบันแลอนาคต ด้วยครูสัปตะมหาฤาษีนี้ปกติพ่ออาจารย์ท่านจะไม่ทำขึ้นเลยเหตุด้วยว่าแรงครูสูงและเมื่อจะทำนั้นจะทำเล่นๆตามแต่อารมณ์มิได้ พ่ออาจารย์ท่านว่าท่านพูดแบบตรงๆนะ หนนี้เราไม่ได้ทำเอาสวยหรือปราณีตใดๆเลย แต่เราทำแบบโบราณที่เอาขลังและพลังงานศักดิ์สิทธิ์เข้าว่า

    ด้วยท่านใช้เวทย์สวรรค์ลงมนต์กูโบ๊สด้วยวิชาเปิดพลังจักรวาลในผงวิชาที่ท่านเตรียมไว้ พ่ออาจารย์ท่านว่าการเปิดพลังงานจักรวาลและดึงเข้าเครื่องมงคลนี้ จะเป็นแหล่งพลังงานอันอนันต์ตลอดไปให้กับวัตถุธาตุก่อนนำมาขึ้นรูปเป็นสัปตะมหาฤาษี ทำไมต้องเปิดพลังงานจักรวาล พ่ออาจารย์ท่านว่าการเปิดพลังงานจักรวาลนั้นคือเปิดพลังงานแห่งการเคลื่อนไหว พลังงานที่ให้กำเนิดชีวิต มหาธาตุ และสสารต่างๆ เป็นพลังงานที่จะผลักดันและดำเนินเรื่องราวต่างๆให้เป็นไปในแบบที่ควรจะเป็น พ่ออาจารย์ท่านได้รวบรวมมวลสารตามที่ครูให้หามาเข้ากับผงวิชาที่ท่านลบถมไว้ได้แก่ ดินขุยปู,ดินกลางโบสถ์,ดินกลางฐานพระประธาน,ดินกลางนา,ดินกลางหนอง,ดินรังชันโรงใต้ดิน,ดินหน้าตะโพนผสมเข้ากับผงโองการพินธุฤาษี,ผงหัวใจยอดฤาษี,ผงฤาษีพรหมปราบไตรจักร,ผงฤาษีพรหมเตล็ดไตรจักร,ผงฤาษีแปลงรูป,ผงฤาษีแปลงสาสน์,ผงนารายณ์กลึงจักร,ผงนารายณ์เกลื่อนสมุทร,ผงนารายณ์ตวาดป่าหิมพานต์,ผงนารายณ์ขว้างจักร,ผงนารายณ์ทรงเมือง,ผงนารายณ์พลิกแผ่นดิน,ผงนาราย์ถอดรูป,ผงนารายณ์แปลงรูป,ผงนารายณ์บันลือสีหนาท,ผงเทพนิมิตร,ผงเทพชุมนุม,ผงสะเดาะเคราะห์,ผงมงกุฏพระเจ้า,ผงชฎาพระพรหม,ผงคุ้มดวงชะตา,ผงวิชาเสริมดวง,ผงกำจัดอุปสรรค,ผงต์กันแก้กระทำย่ำยี,ผงมหาจักรพรรดิ์,ผงดับโทสะ,ผงดับทิฐิ,ผงดับโมหะ,ทรายเงินทรายทองกลางถ้ำ,ผงรากรักหันทิศตะวันออก,เครือรัก,เครือหลง,เครือให้,กาฝากรัก,กาฝากมะรุม,กาฝากมะยม,กาฝากกาหลง,ว่านกินเงิน,ว่านกินทอง,ว่านกินกระดาษ,ว่านกินเหล็ก.. ผงต่างๆที่กล่าวมาแต่ละชนิดมีอุปเท่ห์การใช้และวิธีการลบถมที่แตกต่างกันไป ทั้งว่านยาต่างๆบางชนิดก็มีศักดิ์สูง มีชีวิต ต้องเลี้ยงดูตามพิธีกรรมว่านจึงจะให้คุณแก่เจ้าของบางชนิดก็รู้วิธีหากินเองสามารถหาเงินทองและสิริมงคลมาให้เจ้าของได้ ท่านว่าบางอย่างกว่าจะกลายมาเป็นผงว่านนั้นต้องพลีต้องให้เขากินให้อิ่มเลี้ยงสิ่งที่ชอบเสียก่อน

    ด้านหลังท่านฝังของวิเศษไว้
    - ตะกรุดครูลงหัวใจสังวาลพระอินทร์ ตะกรุดชุดพิศดารที่พ่ออาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่าต่อให้เราตาย ก็ทำไว้ได้ไม่ครบ100เส้นเป็นอมตะวาจาที่พ่ออาจารย์กล่าวถึงตะกรุดชนิดนี้ ครั้งนี้ท่านได้ลงหัวใจวิชาครูไว้เพื่อใช้กับสัปตะมหาฤาษีโดยเฉพาะ ด้วยปกติตะกรุดครูชุดนี้ถือเป็นของที่ทำยากออกยากต้องรองานเทศกาลสำคัญๆซักครั้งหนึ่งพ่ออาจารย์ถึงจะทำมาซักเส้นหนึ่ง(ไม่ใช่ทุกงานเทศกาล) ท่านว่าทำยากลงยากฤกษ์มีน้อยเเต่ตะกรุดที่จะต้องลงให้ครบมีมาก จะไม่ให้มากได้อย่างไรตั้ง26ดอกเข้าไปแบบนั้นพ่ออาจารย์ลงเองกับมือทุกขั้นตอน ตะกรุดนี้ถามว่าทำยากขนาดนั้นเเล้วมันดีอย่างไร พ่ออาจารย์อธิบายไว้ว่าดีครอบจักรวาลเเล้วเเต่จะอธิษฐานใช้เหมือนสังวาลย์แก้วพระอินทร์สังวาลย์เพชรพระอิศวร ให้ใส่พานไว้บูชาคู่บ้านก็ได้ ไปไหนพกพาอาราธนาไปด้วยก็ได้ท่านว่าตะกรุดนี้คุ้มครองเรารวมไปถึงคนรอบข้างได้นับเเสนคนตำราเขาบอกไว้แบบนั้น เเต่ไม่จำเป็นต้องใส่ให้หนักเนื้อหนักตัว นำมาใส่เวลาสวดมนต์ไหว้พระก็ได้ เวลาทำสมาธิสวมเทพสังวาลย์นี้ภาวนาธาตุทั้ง4นะมะพะธะก็ได้กันอาวุธมีดปืนต่างๆ อยู่ที่ไหนเทวดาก็รักษา อะไรที่ไม่เกินกรรมเเก้ได้หมด หยุดเคราะห์ภัยได้ท่านว่าครอบจักรวาล มีไว้จุดไหนภูติผีปีศาจไม่กล้ารังควาญ หากถอดสวมใส่ผู้ที่ถูกคุณถูกของท่านว่าได้ผลนัก ด้วยเป็นตะกรุดที่ทำยากท่านจึงลงชุดหัวใจไว้ฝังยอดฤาษีบรมครูนี้ ท่านว่าคนที่ไม่เคยมีชุดสังวาลย์พระอินทร์ก็ใช้ได้เหมือนกัน
    - หุ่นแบกภาระเทพอสูรราวัณยกเขาไกรลาสพระศิวะบรรทม พ่ออาจารย์ท่านว่าราวัณก็คือทศกัณฐ์นั่นเอง แม้ราวัณจะเป็นเทพอสูรแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกของพระศิวะ เป็นเจ้าแห่งเผ่าพันพ์อสูรมีอำนาจเหนือท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา นอกจากเป็นยักษ์ที่เจ้าชู้มีสนมบริวารมากมายตั้งแต่ใต้บาดาลยันบนสรวงสวรรค์แล้วยังเป็นยักษ์ที่ฆ่าไม่ตายเพราะได้ฝากดวงใจไว้กับฤาษีผู้เป็นอาจารย์อีกด้วย พ่ออาจารย์ท่านจึงได้ทำหุ่นวิชาขึ้นตามที่ครูพระสยมบัญชาให้ทำเก็บไว้เพื่อให้คนที่มีภาระหนักเป็นพิเศษได้ใช้ ท่านว่าราวัณนั้นสามารถยกเขาไกรลาสพระศิวะบรรทมอันไม่มีใครกล้ายกให้ตั้งตรงได้ แม้ว่าจะเป็นเทพเทวดาหรือทุกสรรพชีวิตก็ยังขยาดในกำลังของของราวัณเมื่อเที่ยงตรงในคุณของพระเป็นเจ้ายามนั้น เวลานั้นคือเวลาที่ราวัณมีฤทธิ์สูงสุดอย่างแท้จริงก่อนที่จะตกลงสู่อหังการครอบงำ..การยกเขาไกรลาสที่ไม่มีใครทำได้ถือว่าได้รับความสำเร็จยิ่งใหญ่มีเกียรติก้องไปทั้งสามภพ ทั้งเสร็จงานยังได้ของสมณาคุณแทนคุณเป็นบำเหน็จความชอบหลังจากลงแรงลงความเหนื่อยอย่างยิ่งใหญ่สูงสุดที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะกล้าขอนั่นคือได้พระอุมาเป็นรางวัล(ในภายหลังต้องช้อนพระบาททูนหัวกลับมาคืนพระศิวะเปลี่ยนเป็นมณโฑเพราะแค่เข้าใกล้พระอุมาก็ร้อนเหมือนโดนไฟเผา) ครูพระสยมท่านจึงตั้งใจให้สร้างหุ่นตอนราวัณรุ่งเรืองสูงสุดมีฤทธิ์สูงสุดกำลังแบกเขาไกรลาสนี้ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องรางเฉพาะที่จะช่วยให้ผู้ที่มีภาระหนักบนบ่าทั้งหลาย สามารถทำงานยิ่งใหญ่ได้สำเร็จง่ายๆในเวลาไม่ช้านาน แม้งานและภาระนั้นจะหนักดุจเขาไกรลาสที่ทรุดเอียงลงไปแล้วหาใครมากู้เพื่อให้เป็นเกียรติยศสืบไปมิได้ ก็ยังแบกยังชะลอขึ้นให้ตั้งตรงได้ทำให้ปรากฏเกียรติยศก้องกำจายออกไปจากงานที่ได้ลงแรงกระทำทุกสิ่ง ตลอดจนได้บำเหน็จได้รางวัลที่ดีที่สุดของชีวิตจากงานที่ตัวเองได้ทำไว้ ท่านว่าหุ่นแบกภาระนี้มีอาถรรพ์มาก...ให้คุณมาก ยิ่งใครภาระเยอะก็ยิ่งมีเกียรติ ยิ่งใครมีภาระมากก็ยิ่งมีรางวัลมีบำเหน็จชีวิตมากเป็นเงาตามตัว ***ท่านว่าวิชานี้ลองติดตัวไว้เถิดคนที่มีภาระทั้งหลายมากๆจะปลดออกง่ายดุจจับวางทั้งภาระที่ว่าหนักว่าตึงมือเรายังเบาดุจปุยนุ่นยกออกได้ไม่ยากเลย

    คาถาบูชา
    โอม ตะวะเมวะมาตา จะบิตา ตะวะเมวะ ตะวะเมวะพันธุศจะ สะขา ตะวะเมวะ ตะวะเมวะวิทะยา ทรวิณัม ตะวะเมวะ ตะวะเมวะสรวัม มะมะ เทวะ เทวะ ..โอม สะระเวโภย ฤาษีโภย นะมัส

    *** พระผงสัปตะมหาฤาษีนั้นพ่ออาจารย์ท่านสร้างขึ้นมาเป็นชุด โดยหนึ่งชุดจะมีสององค์มวลสารเดียวหัน องค์หนึ่งเป็นองค์ครูฝังพิเศษส่วนอีกองค์เป้นองค์ลูกไม่ได้ฝังสิ่งใด ท่านว่าจะแถมให้ไปพร้อมกัน ท่านสร้างไว้ทั้งหมดห้าชุด รายการนี้ท่านว่ามีแรงครูสูงมาก รับจองเฉพาะทาง PM เท่านั้น ผู้บูชาให้แจ้งชื่อนามสกุลตลอดจนเรื่องที่อยากบอกกล่าวครูทั้งเจ็ดเป็นพิเศษไว้ด้วย ท่านจะมนต์บอกกล่าวครูสัปตะมหาฤาษีและเจิมประสิทธิ์แรงครูให้อีกคำรบหนึ่ง รายได้ร่วมสมทบทุนอาหารกลางวันเด็กขาดโอกาสทางการศึกษาสืบต่อไป

    ร่วมทำบุญบูชา พระผงพึ่งบารมีครูปฐมพรหมโยคีสัปตะมหาฤาษี(ตะกรุดสังวาลย์พระอินทร์,หุ่นราวัณแบกภาระ) บูชา 4,000 บาท

    70504673-327138841418551-7019673692221210624-n.jpg 71964482-458957774830062-86515416028938240-n.jpg
    71185047-896831474021769-4728226000339468288-n.jpg
     
  19. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    พระฤาษีชุดนี้มีแถมองค์ลูกมวลสารเดียวกันไว้ด้วยนะครับ
     
  20. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,395
    ค่าพลัง:
    +22,140
    ฝากคำถาม PM ไว้นะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...