ร่วมทำบุญบูชา พระผงพึ่งบารมีครูปฐมพรหมโยคีสัปตะมหาฤาษี(ตะกรุดสังวาลย์,หุ่นราวัณ) พ่ออาจารย์พล

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย คุรุปาละ, 12 ตุลาคม 2014.

  1. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่สรวุฒิ ED 8364 2789 7 TH

    พี่ศิระ ED 8364 2790 6 TH

    พี่วิศณุกร ED 8364 2791 0 TH
     
  2. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    วันนี้ใครมีคำถามแจ้ง PM ไว้นะครับ เดี๋ยวถ้าอันไหนน่าสนใจจะยกมาตอบให้ ส่วนรายการตะกรุดหนุนทรัพย์ปลดหนี้หลังจากตอนนี้ไปขอจำกัดจองไว้ท่านละไม่เกินสองดอกนะครับ พราะยอดใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว แบ่งๆกันไป
     
  3. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    การคุมจิตให้สงบ

    อรุณสวัสดิ์ครับ มีคนถามว่าเวลานั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบให้ทำอย่างไร บางครั้งเราก็ตอบไปว่าทำให้มันสงบ..เอีะทำไง ก็อย่าไปคิด นี่พูดกันง่ายๆเลยแต่สำหรับบางคนนั้นทำยากไอ้คำว่าอย่าไปคิดสั้นๆแค่นี้แต่เหมือนยิ่งกดไว้ก็ยิ่งกำเริบ ก็เลยจะขอยกบทความของหลวงปู่ชามาให้อ่านกันเพราะคิดว่าท่านอธิบายไว้ดีแล้วลองทำตามกันดูนะครับ

    การทำจิตให้สงบ
    การทำจิตให้สงบ คือการวางให้พอดี ตั้งใจเกินไปมากมันก็เลยไป ปล่อยเกินไปมันก็ไม่ถึง เพราะขาดความพอดี ธรรมดาจิตเป็นของไม่อยู่นิ่ง เป็นของมีกิริยาไหวตัวอยู่เรื่อย ฉะนั้นจิตใจของเราจึงไม่มีกำลัง

    การทำจิตใจของเราให้มีกำลัง กับการทำกายของเราให้มีกำลังมันต่างกัน การทำกายให้มีกำลังก็คือ การออกกำลัง ทำกายบริหาร มีการกระโดด การวิ่ง นี่คือการทำกายให้มีกำลัง การทำจิตใจให้มีกำลังก็คือทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ทำจิตให้คิดนั่นคิดนี่ไปต่างๆ ให้อยู่ในขอบเขตของมัน เพราะว่าจิตของเรานั้นไม่เคยได้สงบ ไม่เคยมีกำลัง มันจึงไม่มีกำลังทางด้านสมาธิภายใน

    การทำสมาธิ
    บัดนี้เราจะทำสมาธิ ก็ตั้งใจ ให้เอาความรู้สึกกำหนดอยู่กับลมหายใจ ถ้าหากว่าเราหายใจสั้นเกินไปหรือยาวเกินไป ก็ไม่พอดี ไม่ได้สัดได้ส่วนกัน ไม่เกิดความสงบ เหมือนกันกับเราเย็บจักร ผู้เย็บจักรมีมือมีเท้าเราต้องถีบจักรเปล่าดูก่อน ให้รู้จักให้คล่องกับเท้าของเราเสียก่อนจึงเอาผ้ามาเย็บ

    การกำหนดลมหายใจก็เหมือนกัน หายใจเฉยๆกำหนดรู้ไว้ จะพอดีขนาดไหน ยาวขนาดไหน สั้นขนาดไหน จะให้ค่อยขนาดไหน แรงขนาดไหน จะยาวก็ไม่เอากับมัน จะสั้นก็ไม่เอากับมัน จะค่อยก็ไม่เอากับมัน เอาตามความพอดี เอายาวพอดี เอาสั้นพอดี เอาค่อยพอดีเอาแรงพอดี นั่นชื่อว่าความพอดี เราไม่ได้ขัดไม่ได้ข้องแล้วก็ปล่อย หายใจดูก่อนไม่ต้องทำอะไร

    ถ้าหากว่าจิตสบายแล้ว จิตพอดีแล้ว ก็ยกลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ หายใจเข้าต้นลมอยู่ปลายจมูก กลางลมอยู่หทัยคือหัวใจ ปลายลมอยู่สะดือ อันนี้เป็นแหล่งการเดินลม เมื่อหายใจออก ต้นลมจะอยู่สะดือ กลางลมจะอยู่หทัย ปลายลมจะอยู่จมูก นี่มันสลับกันอย่างนี้ กำหนดรู้เมื่อลมผ่านจมูก ผ่านหทัย ผ่านสะดือ พอสุดแล้วก็จะเวียนกลับมาอีกเป็นสามจุดนี้ ให้ความรู้ของเราอยู่ในความเวียนเข้าออกทั้งสามจุดนี้ พยายามติดตามลมหายใจเช่นนี้เรื่อยไป เพื่อรักษาความรู้นั้นและทำสติสัมปชัญญะของเราให้กล้าขึ้น

    เมื่อหากว่าเรากำหนดจิตของเรา ให้รู้จักต้นลม กลางลม ปลายลมดีแล้วพอสมควร เราก็วาง เราจะหายใจเข้าออกเฉยๆ เอาความรู้สึกของเราไว้ปลายจมูก หรือริมฝีปากบนที่ลมผ่านออกผ่านเข้า เอาแต่ความรู้สึกเท่านั้นไว้ที่นั่น ไม่ต้องตามลมออกไป ไม่ต้องตามลมเข้ามา เอาความรู้สึกหรือผู้รู้นั่นแหละไว้เฉพาะหน้าเราที่ปลายจมูก ให้รู้จักลมผ่านออกผ่านเข้า ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เพียงแต่ให้มีความรู้สึกเท่านั้นแหละ ให้มีความรู้สึกติดต่อกัน ลมออกก็ให้รู้ ลมเข้าก็ให้รู้ ให้รู้อยู่แต่ที่นั่นแหละ รู้แล้วมันจะเป็นอะไรก็ไม่ต้องคิด เอาเพียงเท่านั้นเสียก่อนในเวลานี้ หน้าที่การงานของเรามีแค่นั้น ไม่ได้มีมาก กำหนดลมเข้าออกอยู่อย่างนั้นแหละ ต่อไปจิตก็สงบ ลมก็จะละเอียดเข้าไป น้อยเข้าไป กายก็จะเบาเข้าไป จิตก็จะสงบไป ความเบากายเบาใจนั้นก็จะเกิดขึ้นมา จะเป็นกายควรแก่การงาน และจะเป็นจิตควรแก่การงานต่อไป นี่คือการทำสมาธิ ไม่ต้องทำอะไรมาก ให้กำหนดเท่านั้น ต่อไปนี้ให้ตั้งใจทำกำหนดไป…

    จิตเราละเอียดเข้าไป การทำสมาธินั้นจะไปไหนก็ช่างมัน ให้เรารู้ทันเอาไว้ ให้เรารู้จักมัน มันก็มีทั้งอารมณ์ มีทั้งความสงบ คลุกคลีกันไป มันมีวิตก วิตกคือการจะยกจิตของตนนึกถึงอันใดอันหนึ่งขึ้นมา ถ้าสติของเราน้อยก็จะวิตกน้อย แล้วก็มีวิจารคือ การตรวจดูตามเรื่องที่เราวิตกนั้น แต่ข้อสำคัญนั้นต้องพยายามรู้ให้ทันอยู่เสมอ แล้วก็พิจารณาให้ลึกลงไปอีก ให้เห็นว่า มีทั้งสมาธิและมีทั้งความรู้รวมอยู่ในนั้น

    องค์ประกอบของความสงบ
    คำว่า “จิตสงบ” นั้นไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรมันต้องมี มีความสงบครอบอยู่ ท่านกล่าวถึงองค์ของความสงบขั้นแรกว่า หนึ่งมีวิตก ยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา แล้วก็มีวิจาร คือพิจารณาตามอารมณที่เกิดขึ้นมา ต่อไปก็จะมีปีติคือ ความยินดีในสิ่งที่เราวิตกไปนั้น ในสิ่งที่เราวิจารไปนั้น จะเกิดปีติ คือความยินดีซาบซึ้งอยู่โดยเฉพาะของมัน แล้วก็มีสุข สุขอยู่ไหน สุขอยู่ในการวิตก สุขอยู่ในการวิจาร สุขอยู่กับความอิ่มใจ สุขอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นแหละ แต่ว่ามันสุขอยู่ในความสงบ วิตกก็วิตกอยู่ในความสงบ วิจารก็วิจารอยู่ในความสงบ ความอิ่มใจก็อยู่ในความสงบ สุขก็อยู่ในความสงบ ทั้งสี่อย่างนี้เป็นอารมณ์อันเดียว อย่างที่ห้า คือ เอกัคคตา ห้าอย่างแต่เป็นอันเดียวกัน คือทั้งห้าอย่างนี้เป็นอารมณ์ แต่มีลักษณะอยู่ในขอบเขตอันเดียวกัน คือเมื่อจิตสงบ วิตกก็มี วิจารก็มี ปิติก็มี สุขก็มี เอกัคคตาก็มี ทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์เดียวกัน

    คำที่ว่าอารมณ์เดียวกันนั้น ทำไมจึงมีหลายอย่างหมายความว่า มันจะมีหลายอาการก็ช่างมัน เพราะอาการทั้งหลายเหล่านั้น จะมารวมอยู่ในความสงบอันเดียวกันไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำคาญ เหมือนกับว่ามีคน ๕ คน แต่ลักษณะของคนทั้ง ๕ คนนั้นมีอาการเดียวกัน คือจะมีอารมณ์ทั้ง ๕ อารมณ์ เมื่ออารมณ์อันนั้นอยู่ในลักษณะ นี้ ท่านเรียกว่า “องค์” องค์ของความสงบ ท่านไม่ได้เรียกว่าอารมณ์ ท่านเรียกว่า วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ไม่เป็นอารมณ์ตามธรรมดา ท่านจึงจัดว่าเป็นองค์ของความสงบมีอาการอยู่ ๕ อย่าง คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ไม่มีความรำคาญ วิตกอยู่ก็ไม่รำคาญ วิจารอยู่ก็ไม่รำคาญ มีปีติก็ไม่รำคาญ มีความสุขก็ไม่รำคาญ จิตจึงเป็นอารมณ์เดียวอยู่ในสิ่งทั้ง ๕ นี้จับรวมกันอยู่ เรื่องจิตสงบขั้นแรกจึงเป็นอย่างนั้น

    ปัญหาของการทำสมาธิ
    ทีนี้บางอย่างอาจถอยออกมา ถ้ากำลังใจไม่กล้า สติหย่อนไปแล้ว มันจะมีอารมณ์มาแทรกเข้าไปเป็นบางครั้ง คล้ายๆกับว่าเคลิ้มไป แล้วมีอาการอะไรบางอย่างเข้ามาแทรกตอนที่มันเคลิ้มไป แต่ไม่ใช่ความง่วงตามธรรมดา ท่านว่ามีความเคลิ้มในความสงบ บางทีก็มีอะไรบางอย่างแทรกเข้ามา เช่นว่า บางทีมีเสียงปรากฏบ้าง บางทีเหมือนเห็นสุนัขวิ่งผ่านไปข้างหน้าบ้าง แต่ว่าไม่ชัดเจนและก็ไม่ใช่ฝัน อันนี้จัดเป็นฝันไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกำลังทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้วไม่สม่ำเสมอกัน มันอ่อนลง อ่อนเคลิ้มลง จึงเกิดอารมณ์เข้าแทรก อันนี้เป็นอาการของจิต

    ถ้าหากว่าเรามีความสงบมันก็มีสิ่ง ๕ สิ่งนี้เป็นบริวารอยู่ แต่เป็นบริวารในความสงบ อันนี้เป็นเบื้องแรกของมัน ขณะที่จิตเราสงบอยู่ในขั้นนี้ ชอบมโนนิมิตทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางจิต มันชอบเป็นแต่ผู้ทำสมาธิจับไม่ค่อยถูกว่า “มันหลับไหม? ก็ไม่ใช่” “มันฝันไปหรือ? ก็ไม่ใช่” ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น มันเป็นอาการเกิดมาจากความสงบครึ่งๆกลางก็ได้ บางทีก็แจ่มใสเป็นธรรมดา บางทีก็คลุกคลีไปกับความสงบบ้าง กับอารมณ์ทั้งหลายบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตของมัน

    อย่างไรก็ตาม บางคนทำสมาธิยาก เพราะอะไร เพราะจริตแปลกเขา แต่ก็เป็นสมาธิ แต่ก็ไม่หนักแน่น ไม่ได้รับความสบายเพราะสมาธิ แต่จะได้รับความสบายเพราะปัญญา เพราะปัญญาความคิด เห็นความจริงของมันแล้วก็แก้ปัญหาถูกต้อง เป็นประเภทปัญญาวิมุตติ ไม่ใช่เจโตวิมุตติ มันจะมีความสบายทุกอย่างที่จะได้เกิดขึ้นเป็นหนทางของเรา เพราะปัญญา สมาธิมันน้อย คล้ายๆกับว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ พิจารณา “อันนั้นเป็นอะไรหนอ” แล้วแก้ปัญหาอันนั้นได้ทันที เลยสบายไป เลยสงบ ลักษณะผู้มีปัญญาต้องเป็นอย่างนั้น

    ทำสมาธินี้ไม่ค่อยได้ง่ายและไม่ค่อยดีด้วย มีสมาธิแต่เพียงเฉพาะเลี้ยงปัญญาให้เกิดขึ้นมาได้ โดยมากอาศัยปัญญา เช่น สมมติว่า ทำนากับทำสวน เราอาศัยนามากกว่าสวน หรือทำนากับทำไร่ เราจะได้อาศัยนามากกว่าไร่ ในเรื่องของเรา อาชีพของเรา และการภาวนาของเราก็เหมือนกัน มันจะได้อาศัยปัญญาแก้ปัญหา แล้วจะเห็นความจริง ความสงบจึงเกิดขึ้นมา มันเป็นไปอย่างนั้น ธรรมดาก็เป็นไปอย่างนั้น มันต่างกัน

    หลุดพ้นด้วยปัญญาสมาธิ
    บางคน แรงในทางปัญญา สมาธิพอเป็นฐานไม่มาก คล้ายๆกับว่านั่งสมาธิ ไม่ค่อยสงบ ชอบมีความปรุงแต่ง มีความคิดและมีปัญญาชักเรื่องนั้นมาพิจารณาชักเรื่องนี้มาพิจารณา แล้วพิจารณาลงสู่ความสงบก็เห็นความถูกต้อง อันนั้นจะได้มีกำลังกว่าสมาธิ อันนี้จริงของบางคนเป็นอย่างนั้น แม้จะยืนเดินนั่งนอนก็ตาม ความตรัสรู้ธรรมะนั้นไม่แน่นอน จะเป็นอิริยาบถใดก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ อันนี้แหละผู้แรงด้วยปัญญา เป็นผู้มีปัญญา สามารถที่จะไม่เกี่ยวข้องกับสมาธิมากก็ได้

    ถ้าพูดกันง่ายๆ ปัญญาเห็นเลย เห็นไปเลยก็ละไปเลย สงบไปเลย ได้ความสบายเพราะอันนั้นมันเห็นชัดมันเห็นจริง เชื่อมั่นยืนยันเป็นพยานตนเองได้ นี่จริตของบางคนเป็นไปอย่างนี้ แต่จะอย่างไรก็ช่างมัน ก็ต้องทำลายความเห็นผิดออก เหลือแต่ความเห็นถูก ทำลายความฟุ้งซ่านออก เหลือแต่ความสงบ มันก็จะลงไปสู่จุดอันเดียวกัน

    บางคนปัญญาน้อย นั่งสมาธิได้ง่าย สงบ สงบเร็วที่สุด ไวแต่ไม่ค่อยมีปัญญา ไม่ทันกิเลสทั้งหลาย ไม่รู้เรื่องกิเลสทั้งหลาย แก้ปัญหาไม่ค่อยได้ พระโยคาวจรเจ้าผู้ปฏิบัติมีสองหน้าอย่างนี้ ก็คู่กันเรื่อยไป แต่ปัญญาหรือวิปัสสนากับสมถะมันก็ทิ้งกันไม่ได้ คาบเกี่ยวกันไปเรื่อยๆอย่างนี้

    ทีนี้ ถ้ามันชัดแจ้งในความสงบ เมื่อมีอารมณ์มาผ่าน มีนิมิตขึ้นมาผ่าน ก็ไม่ได้สงสัยว่า “เคลิ้มไปหรือเปล่าหนอเมื่อกี้นี้?” “หลงไปหรือเปล่าหนอเมื่อกี้นี้?” “ลืมไปหรือเปล่าหนอเมื่อกี้นี้?” “หลับไปหรือเปล่าเมื่อกี้นี้?” จิตขณะนี้สงสัย “หลับก็ไม่ใช่ ตื่นก็ไม่ใช่” นี่มันคลุมเครือเรียกว่า มันมั่วสุมอยู่กับอารมณ์ ไม่แจ่มใสเหมือนกันกับพระจันทร์เข้าก้อนเมฆ มองเห็นอยู่แล้ว แต่ไม่แจ่มแจ้งมัวๆ ไม่เหมือนกับพระจันทร์ออกจากก้อนเมฆนั้นแจ่มใสสะอาด จิตเราสงบมีสติสัมปชัญญะรอบคอบสมบูรณ์แล้ว จึงไม่สงสัยในอาการทั้งหลายที่เกิดขึ้น จะหมดจากนิวรณ์จริงๆ รู้ว่าอันใดเกิดขึ้นมาเป็นอันใดหมดทุกอย่าง รู้แจ้งรู้เรื่องตามเป็นจริงไม่ได้สงสัย อันนั้นเป็นดวงจิตที่ใสสะอาด สมาธิถึงขีดแล้วเป็นเช่นนั้น

    ระยะหลังๆมาก็เป็นไปในรูปอย่างนี้ทำนองนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของมัน ถ้าจิตแจ่มแจ้งผ่องใสแล้ว ไม่ต้องไปถามว่าง่วงหรือไม่ง่วง ใช่หรือไม่ใช่ ทั้งหลายเหล่านี้มันก็ไมมีอะไรถ้ามันชัดเจน ก็เหมือนเรานั่งธรรมดาอย่างนี้เอง นั่งเห็นธรรมดา หลับตาก็เหมือนลืมตา เห็นในขณะหลับตาก็เหมือนลืมตามาเห็นทุกอย่างสารพัด ไม่มีความสงสัย เพียงแต่เกิดอัศจรรย์ขึ้นในดวงจิตของเราว่า “เอ๊ะ! สิ่งเหล่านี้ มันก็เป็นของมันไปได้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ มันก็เป็นของมันได้” อันนี้จะวิพากษ์วิจารมันเองไปเรื่อยๆ ทั้งมีปีติ ทั้งมีความสุขใจ มีความอิ่มใจ มีความสงบเป็นเช่นนั้น ต่อนั้นไปจิตมันจะละเอียดไปยิ่งกว่านั้น มันก็จะทิ้งอารมณ์ของมันไปด้วย วิตกยกเรื่องขึ้นมาก็จะไม่มี และเรื่องวิจารมันก็จะหมด จะเหลือแต่ความอิ่มใจ อิ่มไม่รู้ว่าอิ่มอะไร แต่มันอิ่ม เกิดความสุขกับอารมณ์เดียว นี่มันทิ้งไป วิตกวิจารมันทิ้งไป ทิ้งไปไหน? ไม่ใช่เรื่องทิ้ง จิตเราหดตัวเข้ามาคือมันสงบ เรื่องวิตกวิจารมันเป็นของหยาบไปแล้ว มันเข้ามาอยู่ในที่นี้ไม่ได้ก็เรียกว่า ทิ้งวิตก ทิ้งวิจาร ทีนี้จะไม่มีความวิตก ความยกขึ้นวิจาร ความพิจารณาไมมี มีแต่ความอิ่ม มีความสุขและมีอารมณ์เดียวเสวยอยู่อย่างนั้น

    ที่เขาเรียกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เราไม่ได้ว่าอย่างนั้น เราพูดถึงแต่ความสงบ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ต่อไปนี้ก็ทิ้งวิตกวิจาร เกิดขึ้นมาแล้วก็ทิ้งไป เหลือแต่ ปีติ กับสุข เอกัคคตา ต่อไปก็ทิ้งปีติ เหลือแต่ สุขกับเอกัคคตา ต่อไปก็มีเอกัคคตากับอุเบกขา มันไม่มีอะไรแล้วมันทิ้งไป เรียกว่าจิตมันสงบๆๆๆ จนไปถึงอารมณ์มันน้อยที่สุดยังเหลืออยู่แต่โน้น… ถึงปลายมัน เหลือแต่เอกัคคตากับอุเบกขา เฉยอย่างนี้ อันนี้มันสงบแล้วมันจึงเป็น นี่ เรียกว่ากำลังของจิต อาการของจิตที่ได้รับความสงบแล้วถ้าเป็นอย่างนี้มันไม่ง่วง ความง่วงเหงาหาวนอนมันเข้าไม่ได้นิวรณ์ทั้งห้า มันหนีหมด วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเล อิจฉาพยาบาท ฟุ้งซ่าน รำคาญหนี เหล่านี้ไม่มีแล้ว นี่มันค่อยเลื่อนไปเป็นระยะอย่างนั้น นี่อาศัยการกระทำให้มากเจริญให้มาก

    สติ สิ่งที่ช่วยรักษาสมาธิ
    สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้ คือสติ สตินี้เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ซึ่งให้ธรรมอันอื่นๆทั้งหลายเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียง สตินี้ก็คือชีวิต ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เหมือนตาย ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เป็นคนประมาท ในระหว่างขาดสตินั้น พูดไม่มีความหมาย การกระทำไม่มีความหมาย ธรรมคือสตินี้ คือความระลึกได้ในลักษณะใดก็ตาม สติเป็นเหตุให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้นมาได้ ทุกสิ่งสารพัด

    ธรรมทั้งหลายถ้าหากว่าขาดสติ ธรรมทั้งหลายนั้นไม่สมบูรณ์ อันนี้คือการควบคุม การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ไมใช่แต่เพียงขณะนั่งสมาธิเท่านั้น แม้เมื่อเราออกจากสมาธิไปแล้ว สติก็ยังเป็นสิ่งประจำใจอยู่เสมอมีความรู้อยู่เสมอ เป็นของที่มีอยู่เสมอ ทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง เมื่อระมัดระวังทางจิตใจ ความอายมันก็เกิดขึ้นมา การพูด การกระทำอันใดที่ไม่ถูกต้อง เราก็อายขึ้น อายขึ้น เมื่อความอายกำลังกล้าขึ้นมา ความสังวรก็มากขึ้นด้วย เมื่อความสังวรมากขึ้น ความประมาทก็ไม่มี นี่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้นั่งสมาธิอยู่ตรงนี้ เราจะไปไหนก็ตาม อันนี้มันอยู่ในจิตของตัวเอง มันไม่ได้หนีไปไหน นี่ท่านว่าเจริญสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก อันนี้เป็นธรรมะคุ้มครองรักษากิจการที่เราทำอยู่ หรือทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำอยู่ ในปัจจุบันนี้เป็นธรรมะที่มีคุณประโยชน์มาก ให้เรารู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ ความเห็นผิดชอบมันก็มีทุกเมื่อ เมื่อความเห็นผิดชอบมีอยู่ เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อ ความละอายก็เกิดขึ้น จะไม่ทำสิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นแล้ว

    เมื่อรวบยอดเข้ามา มันจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา คือ การสังวรสำรวมที่มีอยู่ในกิจการของตนนั้น ก็เรียกว่าศีล ศีลสสังวร ความตั้งใจมั่น อยู่ในความสังวรสำรวมในข้อวัตรของเรานั้น ก็เรียกว่ามันเป็นสมาธิ ความรอบรู้ทั้งหลายในกิจการที่เรามีอยู่นั้น ก็เรียกว่าปัญญา พูดง่ายๆก็คือ จะมีศีล จะมีสมาธิ จะมีปัญญา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เมื่อมันกล้าขึ้นมามันก็คือมรรค นี่แหละหนทาง ทางอื่นไม่มี

    b475bf7c9427a179e31fda933bba992b.jpg
     
  4. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่เมธาพันธ์ ED 8364 5294 5 TH

    พี่สุทธิธรรม ED 8364 5295 9 TH
     
  5. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    ตอนนี้เห็นข่าววัตถุมงคลหลวงปู่เค็มแล้ว ในความรู้สึกเห็นแล้วเสื่อมจริงๆ เริ่มตั้งแต่ล๊อคเก็ตโดเรม่อนแล้วก็พัฒนากันมาเป็นของเล่น แรกๆมีคนมาเล่าก็ยังงงๆ พอเห็นแล้วมันเป็นความเสื่อมจริงๆครับเกี่ยวกับวัตถุมงคล เพราะพระเครื่องสามารถทำเป็นเรื่องล้อเล่นได้แล้วอนาคตน่าจะเห็นอะไรที่มากกว่านี้กัน วันนี้ตอบ pm ครบนะครับเดี๋ยวพรุ่งนี้มาติดตามพูดคุยกันต่อ
     
  6. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    ช่วงนี้ถามหาตะกรุดมหาสะท้อนกันมาเยอะมากๆเลย ยังไม่มีให้บูชานะครับถ้ามีจะเอามาลงให้หน้าเพจ
     
  7. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    ช่วงนี้มีหลายๆคนถามหาเครื่องมงคลชุดรับกรรมแทนตัวหรือตัวตายตัวแทนแบบเเพะที่เคยออกไปรุ่นเก่าๆเข้ามาเยอะมากๆกว่าถามหามหาสะท้อนเสียอีก แจ้งไว้ก่อนนะครับว่ารายการเก่าๆไม่มีแล้วแต่มีของที่ท่านทำไว้ใช้แทนหุ่นสะเดาะเคราะห์เราแบบใส่รูปใส่นามเข้าไปตรงๆตัวเลย อันนี้ทั้งสะเดาะเคราห์รับกรรมเป็นตัวตายตัวแทน...ใช้ได้ต่างๆสารพัดเรื่อง ไม่ใช่พยนต์นะครับแต่เป็นรายการพิเศษจะพิเศษแบบไหนเอาไว้ติดตามกันอีกที
     
  8. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่ทวีพงษ์ ED 8364 6275 2 TH

    พี่ชัยวัฒน์ ED 8364 6276 6 TH

    พี่วุฒิชัย ED 8364 6277 0 TH

    พี่นฐมน ED 8364 6278 3 TH

    พี่ณธพรหม ED 8364 6279 7 TH

    พี่กฤตยชญ์ ED 8364 6280 6 TH
     
  9. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    ไม่ได้เห็นตะกรุดดอกใหญ่ๆยาว 4-5 นิ้วกันมานานมากแล้ว รับรองว่าลงเต็มสูตร เดี๋ยวมาติดตามพูดคุยกันอีกทีนะครับ
     
  10. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    ใครชอบแนวสะเดาะเคราะห์แบบพิเศษ เป็นวิชาทำพยนต์สะเดาะเคราะห์ป็นตัวตายตัวแทน เหมือนเป็นตัวเราอีกคนที่รับแทนเราไปตรงๆ ติดตามกันดีๆนะครับ
     
  11. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดสำรองธาตุขันธ์พระเจ้าหลีกเคราะห์พิฆาตผูกหุ่นทับเงา(ผ่านสะดวก,เริ่มต้นใหม่,ตายแทนตัว)

    ด้วยวิชาพระเจ้าหลีกเคราะห์นั้น ปกติพ่ออาจารย์ท่านจะใช้สงเคราะห์ให้เฉพาะบุคคล ยามเมื่อมีเคราะห์ร้ายก็ดี มีเรื่องไม่ดีเกิดแก่ตัวก็ดีทั้งฝันร้ายมีนิมิตเหตุร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี หากได้เครื่องมงคลที่พ่ออาจารย์ท่านทำด้วยวิชาพระเจ้าหลีกเคราะห์นั้นจักพ้นภัยพิบัติ ท่านว่าแม้ภัยใหญ่หลวงก็พ้นได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ท่านเห็นว่าในสมัยนี้ทุกข์,โทษ,ภัยนั้นมีอยู่มากและจรเข้ามาในรูปแบบต่างๆไม่ซ้ำกันท่านจึงเห็นควรที่จะทำตะกรุดพระเจ้าหลีกเคราะห์ไว้ทั้งท่านยังลงวิชาสำคัญอันเป็นวิชาที่ปู่พระอินทร์ได้ให้ไว้เสริมลงไปด้วย เป็นการวาดหุ่นใส่ธาตุขันธ์กำกับลงวิชาเฉพาะเพื่อให้รับกรรมแทนตัวเราทุกสิ่งดุจเป็นหุ่นแทนตัวเราเป็นตัวของเราเอง ท่านทำไว้ในกรณีที่เรื่องบางเรื่องนั้นอยากจะหนีก็ไม่ได้,แม้อยากเบี่ยงก็ไม่พ้นตัว พ่ออาจารย์ท่านว่าเรื่องบางอย่างถ้ากฏมันแรงกรรมมันเข้มข้นก็ยากจะหลบเช่นนั้นท่านจึงทำวิชาเสริมไว้ในกรณีที่ยากเกินกว่าจะรับมือ ด้วยผลที่เป็นตัวตายตัวแทนทั้งยังรับกรรมแทนตัวเป็นมหาสะท้อนเคราะห์กรรมให้พ้นตัวนี้ถือได้ว่าทำยากมาก คนที่ดวงชะตาไม่ค่อยดี เสี่ยงโชคก็สูญเปล่าไปบ่อยๆ ค้าขายก็เงียบ ลงทุนทำกิจการก็ทุนหายกำไรหด ทำอะไรก็หาความเจริญก้าวหน้าไม่ได้เต็มไปด้วยเคราะห์หามยามร้ายสามวันดีสี่วันไข้ เจ็บออดๆแอดๆรู้สึกตัวว่าชีวิตมันท้อๆหม่นๆไม่ค่อยสดชื่นแจ่มใสอันเป็นผลที่เกิดขึ้นกับจิตใจยามเราสิ้นเรี่ยวแรงและกำลังความคิด ด้วยโลกิยะชนทั้งหลายยังวนเวียนแหวกว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสารพ่ออาจารย์ท่านจึงเห็นควรที่จะดำริการโดยชอบอันจะได้ทำให้ความถูกต้องเหมาะสมเกิดกับชีวิตของผู้ที่มีความฝันมีความพยายามได้พ้นเคราะห์พ้นโศกให้ได้รับความสำเร็จสมปรารถนาได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ได้รับโชคลาภจะได้สืบชะตามีวาสนาที่ยั่งยืนต่อไป ท่านจึงได้นำวิชาทั้งสองมาสงเคราะห์คนใช้พร้อมกัน

    แทนตัว
    เรื่องรับเคราะห์แทนตัวหรือเป็นตัวตายตัวแทนของเรานั้น พ่ออาจารย์ท่านว่ามันต้องใช้ต้องรับได้ตลอดจะทำเป็นครั้งเป็นคราวแล้วสิ้นกันไปไม่ได้เพราะวิถีชีวิตของมนุษย์นั้นเคราะห์มันเข้ามาได้ตลอดไม่ใช่ว่าก่อนมันจะมามันจะบอกเราล่วงหน้าให้เตรียมตัวได้เสียเมื่อไหร่ เช่นนั้นปู่พระอินทร์ท่านจึงให้วิชานี้ไว้ใช้สงเคราะห์คนโดยเฉพาะ ท่านว่าเป็นวิชาตั้งแต่อดีตใช้กันมาก่อนยุคตั้งกรุงสุโขทัยเสียอีก พ่ออาจารย์ท่านว่าเปรียบกันง่ายๆพูดกันให้เข้าใจก็เหมือนเป็นธาตุขันธ์สำรองที่ผูกเข้ากับเราเอาไว้ใช้แทนตัวเรา หากเราใช้เครื่องรางธรรมดารับแทนมันยังไม่เฉพาะเจาะจงลงไปในแก่นชีวิตเราเท่ากับเราใช้ตัวเองรับแทนตัวเองนั่นแหละ ### พ่ออาจารย์ท่านว่าวิชานี้ก็เหมือนการทำเล่ห์กลหลอกเคราะห์กรรม,หลอกเจ้ากรรมนายเวร,หลอกแม้กระทั่งเทพเจ้าใช้แทนตัวเรานั่นแหละ มันมีกฏอยู่ง่ายๆว่าเขาจะรับเคราะห์ทุกอย่างไปแทนเราโดยที่ตัวเราไม่เป็นอะไรเลยเสมือนเป็นการผ่องถ่ายสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่เราเจอและต้องเกิดขึ้นกับเราไปลงไว้ที่ตัวตนสำรองของเราแทนเพื่อจัดการคราเคราะห์ทั้งหลายหรือโรคภัยที่หาสาเหตุไม่ได้...
    วิชาของปู่พระอินทร์นี้ถือเป็นวิชาสำคัญ พ่ออาจารย์ท่านว่านี่พอมันมีเคราะห์ก็รับไปตามกระบวนการกฏแห่งกรรมกันเลย ไม่ใช่ว่าต้องไปต่อรองลดหย่อนอะไรให้เป็นผลต่อเนื่องกันหนักเข้าไป หากแต่เรามีตัวแทนของเรา เป็นตัวแทนของนายก.ที่นายข.เอาไปใช้ไม่ได้ เป็นตัวแทนที่เกิดมาเพื่อรับเคราะห์แทนเราเท่านั้น ท่านว่าปู่พระอินทร์ท่านฉลาดท่านให้ลงวิชาทำเล่ห์กลเอาไว้ทั้งหมดเลยนะนอกจากรับเคราะห์แทนยังให้ลงตราประทับเทพของท่านที่ใช้ดูดให้กำลังเคราะห์มากๆเผื่อจะผ่อนคลายแรงอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวรให้บรรเทาไวขึ้นทั้งสลายกำลังเคราะห์กรรมในตัวหุ่นด้วย เพราะท่านบอกว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมพอมันลงผิดที่(แทนที่จะเป็นสังขารจริงๆของเรา)นี่คือมันลงผิดที่ไปแล้วเป็นกำลังที่ฝ่าฝืนกฏวัฏจักรแล้วจึงไม่สมควรมีอยู่อีกต่อไปท่านจึงถือเป็นสิทธิที่จะสลายมันออกไปได้ พ่ออาจารย์ท่านว่าดูยังไงๆก็โกงแต่ท่านตั้งใจจะโกงเพื่อลูกหลานของท่านโดยเฉพาะท้ายที่สุดคือตัวเราไม่เป็นอะไรเลยตามผลกระทบของเคราะห์กรรม พูดง่ายๆว่าเป็นอยู่สบายดีเจ้าธาตุขันธ์สำรองก็อยู่สบายดีส่วนตัวเรานั้นก็ได้เริ่มชีวิตใหม่ มีการเริ่มต้นที่ดี
    หากดวงชะตาเราแย่ให้สังเกตุดู ท่านว่าช่วงนี้ป่วยง่ายมั๊ย อารมณ์หงุดหงิดง่ายรึเปล่า รู้สึกร้อนๆไม่สบายทั้งกายและใจหรือไม่ หน้าตาเศร้าหมองอมทุกข์รึเปล่า หรือการงานขัดข้อง,เงินทองรั่วไหล... ท่านว่านี่แหละต้องใช้วิชาหุ่นตัวแทนของปู่พระอินทร์เรียกเคราะห์ออกจากตัว ด้วยเป็นวิชาเทพสงเคราะห์ที่มีใช้กันมาแต่โบราณกาลท่านว่านอกจากรับแทนเราสะเดาะเคราะห์ให้เราแล้วเขายังรักษาเราด้วยเป็นยิ่งกว่าเพื่อนที่สนิทที่สุดของเรานั่นคือตายแทนกันได้ เวลาเรามีเคราะห์ดวงเราตกเขาก็รับไป พ่ออาจารย์ท่านว่าวิชานี้ทำยากเพราะปู่พระอินทร์ท่านให้เอากระดาษมาชักยันต์ตามวิชาท่านถึงสี่สิบแปดครั้ง ทำครั้งหนึ่งก็เผายันต์เป่ากำกับหุ่นยันต์หนึ่งทำเช่นนี้ถึงสี่สิบแปดยันต์ เช่นนั้นพ่ออาจารย์ท่านจึงว่ายากเพราะกว่าจะได้แต่ละดอกนั้นกินเวลานาน แต่พอทำได้แล้วผู้ใช้นั้นไม่ต้องกังวลสิ่งใดเลย จะสะเดาะเคราะห์หรือเจ็บไข้ไม่สบายต้องอวมงคลทั้งหลายท่านว่าให้ใช้วิชาสงเคราะห์เถิด ก่อนใช้ให้อธิษฐานดีๆท่านว่าเป็นฤทธิ์ทางใจยิ่งใจเราแกร่งใจเราหนักแน่นวิชายิ่งมีฤทธิ์มากเพราะเค้าเชื่อมกับใจของเรา


    วิชาเทพนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับเคราะห์แทนตัวสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงดวงตกแต่พ่ออาจารย์ท่านว่าก็มีคุณเป็นเอนกดุจเป็นพยนต์รูปตัวของเราเลย จะใช้ให้คอยเฝ้ารักษาบุคคลที่เรารักและเป็นห่วงจากใจจริงๆหรือส่งให้ไปเฝ้าไปเข้าฝัน...สุดแล้วแต่จะนำไปใช้ตามปรารถนา เพื่อลดเคราะห์สะเดาะวิบากกรรม เป็นการขอขมากรรมเพราะเราไม่ได้หลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับกฏแห่งกรรมเหล่านั้นหากแต่เรารับด้วยตัวตายตัวแทนของเรา พลังชีวิตและกำลังของเราจะถูกต่อให้ยืนยาวขึ้นทั้งด้วยอำนาจแห่งบุญและอโหสิกรรมที่เจ้ากรรมนายเวรท่านผูกไว้คลายตัวลงชีวิตเราก็จะเบาขึ้นดวงชะตาเราก็จะยกให้สูงขึ้นเหนือดวงชะตาเดิม ท่านว่าเสกเก็บไว้ให้หมดเลยเหมือนทำหุ่นพยนต์หากแต่เป็นหุ่นหน้าเธอเอง ท่านว่าพกเอาไว้เถิดเพราะท่านเอาว่านยาและผงคุณวิชาต่างๆมาเสริมจะเกิดเป็นเกิดเมตตา มีอำนาจบารมี,มีสง่าราศี พาให้ผ่านพ้นจากเคราะห์หามยามร้ายและอุปสรรคต่างๆให้พ้นผ่านไปด้วยดี ให้แคล้วคลาดหลีกเคราะห์ ชีวิตจะกลับมาสว่าง รุ่งเรืองรุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่ง จะพลิกดวงร้ายให้กลายเป็นดี ทั้งคอยปกปักรักษาคุ้มครองเฝ้าทรัพย์ ดุจผู้เป็นเจ้าของเฝ้าเอาไว้ ท่านว่าวิชาเทพพยนต์ตัวนี้จะเสมือนมีตัวเราอันเป็นกายทิพย์เพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง บางทีคนอื่นอาจมองเห็นตัวเราอยู่เฝ้าบ้าน เฝ้ารถหรืออยู่ในที่วางตะกรุดไว้ทั้งๆที่ตัวเราไม่อยู่ก็ได้

    ท่านลงธาตุสี่ ขันธ์ห้า อาการสามสิบสอง อนุโลม ปฏิโลม เรียกสูตรรูปนามตามตำราดั่งวิชาสร้างหุ่นพยนต์อาถรรพ์เวทย์จากตำราวิชามหาธาตุ หากแต่หุ่นวิชาที่ผูกในตะกรุดนั้นผูกด้วยเทพวิชาของปู่พระอินทร์ท่านตั้งใจให้ใช้กับผู้อยู่เหนือตัวเรา(เจ้ากรรมนายเวร,เทวดาที่อคติ)รวมไปถึงกฎแห่งกรรมและผู้มีวิชาอาคมมนต์ดำต่างๆ ท่านว่านั่นแหละเป็นหุ่นพยนต์แทนกายเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ช่วยเราได้รับเคราะห์รับกรรมแทนเราได้ วิชานี้แม้ท่านเองก็ใช้อยู่เป็นประจำด้วยใครทำใครเล่นอะไรมานั้นลงไว้ที่หุ่นรับแทนทั้งหมด ยิ่งใครดวงชะตาแรงๆกรรมมีแรงเชี่ยวมากยากจะหาอะไรมาขัดมาขวาง ท่านว่านั่นแหละหุ่นวิชายิ่งเก็บแรงกรรมยิ่งมีฤทธิ์มากขึ้นๆไปด้วย ท่านว่าฤทธิ์เขาโตได้ไม่ใช่จะอยู่กับที่และคนเราตั้งแต่เกิดจนตายนั้นบอกได้เลยว่าใช้กรรมอย่างไรก็ไม่หมดดังนั้นเขาจึงโตได้เรื่อยๆ มีแต่จะแรงจะทรงฤทธิ์วิชาเพิ่มมากขึ้นไปเป็นลำดับ ด้วยพยนต์วิชานั้นเป็นเทพพยนต์ของเราที่เกิดมาเพื่อตัวเราดังนั้นเราจะใช้อย่างไรก็ได้ เมื่อเขามีฤทธิ์ตามแรงกรรมของเราท่านว่าเราจะให้เขาเรียกทรัพย์เรียกคู่อะไรที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราไม่ใช่เรื่องของคนอื่นนั่นย่อมใช้เขาได้ทุกเรื่อง พ่ออาจารย์ท่านว่าแม้กระทั่งปกป้องเราหรือออกไปทำร้ายศัตรูของเราก็ยังทำได้ ***ศัตรูเราเขาจะฝันเสมือนว่าตัวเราเป็นเจ้ากรรมนายเวรตามไปล้างผลาญอยู่เช่นนี้หากแต่ว่าพ่ออาจารย์ท่านไม่แนะนำให้เอาไปใช้ทำร้ายใคร ท่านว่าทุกอย่างจะดีถ้าจบด้วยคำว่าอโหสิกรรมและทำชีวิตตนเองให้ดี

    ทั้งวิชาพระเจ้าหลีกเคราะห์ที่ลงกำกับเสริมไว้นั้นท่านยังตั้งใจผูกขึ้นเพื่อไว้คอยช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนหาที่พึ่งพิงไม่ได้ผู้ที่นำไปบูชาจะช่วยพลิกผันหนุนดวงต่อชะตาให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวงกลับจากร้ายให้กลายเป็นดี,ลดเคราะห์,หลีกภัย,ชนะคดีความ,ชนะศัตรูคู่แข่ง,ขับคุณไสยไล่อัปมงคลภูตผีวิญญาณร้ายต่างๆมิให้มาแผ้วพาลใกล้ตัวผู้บูชา ให้บังเกิดแต่โชคลาภโภคทรัพย์ มั่งมีเงินทองไม่ขัดสน ธุรกิจการงานราบรื่นเจริญก้าวหน้าแก้ปีชงดวงชงดวงตก หรือผู้ใดกำลังจะมีโชคมีลาภแต่เหมือนว่ามีอะไรกั้นขวางมาบดมาบังท่านว่าใช้วิชาพระเจ้าหลีกเคราะห์นี่แหละจุดธูปเทียนบูชาตะกรุดจะระเบิดเปิดดวงให้อธิฐานขอสิ่งที่ท่านต้องการอย่าไปขอในสิ่งที่ผิดศีลจะเป็นการช่วยเปิดทางเปิดดวงให้แก่ผู้บูชาให้ดียิ่งขึ้นและค้ำชูหนุนดวงชะตาของผู้บูชามิให้ตกต่ำให้ดวงเราสว่างไสว

    ตะกรุดนี้ท่านเน้นให้ใช้ได้ผลจริงเกิดผลทันทีที่ใช้อธิษฐานใช้ทั้งยังแตกต่างจากหุ่นพยนต์ทั่วไปเพราะเขามีฤทธิ์ตามแรงกรรม มีญาณเทพสังหรณ์ช่วยบอกช่วยเตือนปกป้องคุ้มครองชีวิตของเราโดยเฉพาะได้ดีมาก พ่ออาจารย์ท่านว่าท่านลงแผ่นตะกั่วจารเต็มคุณวิชาจากนั้นเผายันต์เป่ายันต์ดอกละสีสิบแปดครั้ง ก่อนที่จะนำแผ่นตะกั่วไปแช่ในน้ำว่านพิเศษที่ท่านหุงตามปู่พระอินทร์สั่งด้วยใบตาล,ใบลาน,ใบขนุน,ใบคูณ,ใบพยุง,ใบรัก,ใบจันทร์... จากนั้นจึงม้วนในฤกษ์ยามที่ปู่พระอินทร์ท่านกำหนดให้แล้วจึงนำมาอุดด้านหนึ่งด้วยผงยันต์นิพพานสูตร,ผงยันต์นะร้อยแปด,ผงพรายตานี,ผงพรายตะเคียน,กาฝากรัก,ยม,ขนุน,ผงยาสัก,ผงตะเคียน,ผงว่านเสน่ห์จันทร์มหาโพธิ์,เสน่ห์จันทร์ขาว,เสน่ห์จันทร์แดง,เสน่ห์จันทร์เขียว,เสน่ห์จันทร์หอม,เสน่ห์จันทร์ทอง,ว่านพระฉิม,ว่านพะตะบะ,ว่านพรายแก้ว,ว่านมหานิยม,ว่านแม่ทัพ,ว่านมหาเมฆ,ว่านมหาปราบ,ว่านมรกต,ว่านมหาเสน่ห์,ว่านมหาอุดม,ว่านมหาจักรพรรดิ,ว่านมหากวัก,ว่านรางจืดเถา,ว่านภควัมบดี,ว่านพระยาค่าง,ว่านเฉลิม,ว่านรางเงิน,ว่านรางทอง,ว่านรางนาค,ว่านสิทธิโชค,ว่านแสนนางล้อม,ว่านสามทุ่ง,ว่านปู่โสมเฝ้าทรัพย์,ว่านแสงอาทิตย์,ว่านสบู่เหล็ก,ว่านหอมดำ,ว่านหางเสือ,ว่านพญาหงส์เงิน,ว่านลิ้นกระทิงลาย,ว่านกลิ้งกลางดง,ว่านสบู่เลือด,ว่านท้าวชมพู,ว่านชมพูหนังแห้ง,ว่านมหาลาภ,ว่านมหาโชค,ว่านกวักพระพุทธเจ้าหลวง,ว่านกวักนางพญาใหญ่,ว่านกวักนางพญาเล็ก,ว่านกวักหงสาวดี ว่านกวักนางจันทร์,ว่านกวักโพธิ์เงิน,ว่านกวักทองใบ,ว่านกวักเงินกวักทอง,ว่านทองไหลมา,ว่านเทพรำพึง,ว่านธรรมรักษา,ว่านนางพญาหงษ์ทอง,ว่านนพมาศ,ว่านน้ำเต้าทอง,ว่านปัดตลอด,ว่านปัญจเศวตร,ว่านประกายเพชร,ว่านพญาหัวเสือ,ว่านพญากาเผือก,ว่านเพชรกลับดำ,ว่านเพชรหลีก,ว่านมงคลชัย,ว่านกระทู้เจ็ดแบก,ว่านกำบัง,ว่านกงจักรพระอินทร์,ว่านขมิ้นขาวปัดตลอด....

    วิธีใช้
    ที่ท่านอุดผงเพียงด้านหนึ่งนั้น อีกด้านหนึ่งท่านให้นำกระดาษมาเขียนชื่อสกุลวันเดือนปีเกิดและไคลจากร่างกายของเราม้วนอุดไว้ปรียบเสมือนเป็นพยนต์รูปของเราใช้รับกรรมแทนเรา เวลาเราจะไปไหนก็ดุจเรามี "เงา" คอยตามตัวเพื่อปกป้องคุ้มครองภัยในรูปแบบต่างๆต่างๆ หากมีกรรม,มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับตัวเราเขาจะเป็นผู้ที่รับเคราะห์หรือผลร้ายจากเหตุไม่คาดคิดแทนเราทั้งสิ้นทั้งยังคอยเสริมดวงเสริมบารมีและยังสามารถบอกโชค บอกลาภ แก่ผู้เป็นเจ้าของได้อีกด้วย

    คาถาบูชา
    โอมปลุกมหาปลุก กูจะปลุกพ่อหุ่นด้วยนะมะพะทะ อะหังนุกา ยะธาพุทโมนะ พุทธะมะอะอุ ทุกขัง อนัตตา สัมปะจิตฉามิ สัพพะโรโควินิมุตโต ขอให้เคราะห์กรรมทั้งหลายจงอย่าได้ตามเราทัน จงหมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย ขอความเป็นอัปมงคลจัญไรทั้งหลายสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายจงถูกล้างหายไปด้วยพยนต์สำรองธาตุขันธ์ด้วยเทอญ (แล้วจึงอธิษฐานตามปรารถนา)

    ตะกรุดสำรองธาตุขันธ์นี้เป็นของสำคัญมากซึ่งตัวพ่ออาจารย์เองท่านยังใช้อยู่เป็นสิ่งที่ท่านต้องติดกายตนเองประจำ ท่านว่าเป็นวิชาเฉพาะที่ปู่พระอินทร์ตั้งใจจะสงเคราะห์และโปรดเฉพาะลูกหลานในสายของท่าน พูดได้เลยว่าถ้านอกสายหรือไม่ใช่ลูกหลานของท่านจะมีเหตุบังตาหรือความคิดบังใจให้ไม่สนใจในตะกรุดนี้ พ่ออาจารย์ท่านทำไว้เพียงห้าดอกเท่านั้น

    * ตะกรุดรุ่นนี้รับจองเฉพาะทาง PM เท่านั้น พ่ออาจารย์ท่านสร้างไว้ทั้งหมดห้าดอก หากแต่ท่านใช้เองด้วยจึงมีให้บูชาเฉพาะเพียงสี่ดอก ผู้จองให้แจ้งชื่อนามสกุลไว้ด้วยท่านจะบอกกล่าวปู่พระอินทร์ให้อีกคำรบหนึ่ง รายได้ร่วมสมทบทุนการศึกษาเด็กที่ขาดแคลนปัจจัยไร้โอกาสสืบต่อไป

    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดสำรองธาตุขันธ์พระเจ้าหลีกเคราะห์พิฆาตผูกหุ่นทับเงา(ผ่านสะดวก,เริ่มต้นใหม่,ตายแทนตัว) บูชา 4,000 บาท

    69499454-2598054553566078-2472455347655147520-n.jpg 69235151-394655841233742-4478574691182706688-n.jpg
    69643894-669126310272652-8134396569446252544-n.jpg
     
  12. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    ศรัทธา ความเชื่อ

    คำว่า ศรัทธา แปลตรงตัวว่า ความเชื่อ ได้แก่สภาพจิตที่ยึดเหนื่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเหนียวแน่นด้วยความมั่นใจว่า เมื่อมีสิ่งนั้นอยู่ในชีวิตแล้วความสำเร็จหรือความสุขจะเกิดขึ้นใน ชีวิตของคนแต่ละคนจึงต้องมีศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ อาจจะมีศรัทธาต่อหลายๆสิ่งเพื่อสร้างพลังใจอันเป็นพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนชีวิต ไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานหรืออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง

    ศรัทธา เป็นภาษาบาลีในรูป สัทธา แล้วเมื่อแปลเป็นไทย จะเขียนในรูป ศรัทธา
    1. ตถาคตโพธิสัทธา แปลว่า เชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ความเชื่อนี้จะนำไปสู่การศึกษา และการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องต่างๆที่พระพุทธเจ้า สอนเกี่ยวการดำเนินชีวิตและการฝึกฝนจิตใจเพื่อให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตดีอย่างครบถ้วน
    2. กัมมสัทธา แปลว่า เชื่อการกระทำ ซึ่งตรงกันข้ามกับเชื่อการอ้อนวอน ปรารถนาจะทำงานหรือศึกษาเล่าเรียนสิ่งใด ทำความเข้าใจสิ่งนั้นๆให้ถ่องแท้ครบถ้วนทั้งกระบวนการแล้วลงมือทำด้วยตัวเองไม่ต้องอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆมาฉุดกระชากความสำเร็จมามอบให้ เช่นต้องการเดินทางด้วยความปลอดภัย ต้องใช้สติและปัญญาควบคู่กันสติทำหน้าที่ระวังอุบัติเหตุ อุบัติภัย ปัญญาจะช่วยบอกทางและวิธีขับรถที่ถูกต้องปลอดภัย เพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัย
    3. วิปากสัทธา คือ เชื่อว่า ผลจากการกระทำทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมกับเหตุที่ทำลงไปทุกอย่าง ไม่มีผิดเพี้ยนลักลั่นดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า หว่านพืชเช่นใดได้ผลเช่นนั้น คือปลูกพืชชนิดใดลงไป เวลาเจริญเติบโตก็จะได้รับผลของต้นไม้นั้นเช่นปลูกมะพร้าวก็จะได้ผลมะพร้าวออกมา ปลูกทุเรียนก็จะได้รับผลทุเรียนออกมา ปลูกมังคุดก็จะได้มังคุดออกมา ทั้งนี้ผลไม้ทุกอย่างกว่าจะให้ผลต้องใช้เวลาแตกต่างกันออกไป เหมือนกับทำสิ่งใดลงไปย่อมได้รับผลของสิ่งนั้นจะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับชนิดของการกระทำนั้นๆ
    4. กัมมสกตาสัทธา เชื่อว่า ใครทำอะไรไว้คนนั้นก็จะได้รับผลการกระทำของตนๆ เช่นบางคนขยันทำงาน ขยันเก็บทรัพย์อย่างถูกทาง คบคนดีเป็นเพื่อน ดำรงชีวิตพอดีๆไม่ฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองเกินไป ก็จะมีทรัพย์สิน พอมี พอกิน พออยู่ พอใช้พอใจ อยู่เย็น เป็นสุข เย็นเอกเย็นใจ
    เมื่อทราบว่า พุทธศาสนาวางหลักศรัทธาไว้อย่างนี้ เวลามีเหตุการณ์หรือสถานการณ์แปลกๆที่ท้าทายให้ตัดสินใจว่าจะศรัทธาในเรื่องนั้นๆหรือไม่ ก็นำเอาหลักการนี้วงลงเป็นกรอบแล้วพิจารณาเลือกสรรแล้วตัดสินใจให้สอดคล้องกับหลักการเหล่านี้ก็จะไม่เสียหลักของความเป็นชาวพุทธ ที่คงความศรัทธาในพระตถาคตไว้อย่างไม่หวันไหว พระพุทธเจ้าเรียกผู้ศรัทธาเช่นนี้ว่า ไม่ยากจน ใช้ชีวิตอย่างมีสาระ มีคุณค่าแก่การเกิดมาครั้งหนึ่งทีเดียว
    557000001349001.jpg
     
  13. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่พิสุทธิ์ ED 8364 5918 3 TH

    พี่แมน ED 8364 5919 7 TH

    พี่ศิระ ED 8364 5920 6 TH

    พี่กานต์ธิดา ED 8364 5921 0 TH

    พี่พรเทพ ED 8364 5922 3 TH
     
  14. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    วันนี้จะทยอยไล่ตอบ PM ที่ค้างๆเอาไว้ให้นะครับ
     
  15. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    ใครชอบเรื่องปู่ฤาษีพรุ่งนี้ติดตามมาพูดคุยกันเรื่องแรงครูอีกทีนะครับ
     
  16. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    แรงครูเหนือกว่าแรงเทวดา

    แรงครูเหนือกว่าแรงเทวดา เป็นคำกล่าวของปรมาจารย์ทางด้านไสยศาสตร์ คือ อ.ชุม ไชยคีรี ท่านมักกล่าวกับเหล่าลูกศิษย์เสมอและมีบันทึกไว้ในตำรากุญแจไสยศาสตร์เล่มสีฟ้า ซึ่งเป็นตำราอีกเล่มหนึ่งซึ่งบรรดานักไสยศาสตร์ต่างปรารถนาได้มาครอบครอง

    แรงครูนั้นเป็นสิ่งที่ทุกในสำนักไสยศาสตร์ทุกสายล้วนใช้เป็นหลักในการลงของทำวัตถุมงคลต่างๆ หรือการสักยันต์ หรือฝังของเข้าตัวจะทำให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นได้ล้วนใช้แรงครูทั้งนั้น

    การจะถึงแรงครูได้ คนผู้นั้นต้องมีความกตัญญูเป็นหลัก ห้ามคิดใช้มายามาหลอกลวงครู เพราะครูที่เป็นมนุษย์อยู่คุณยังสามารถใช้มายาแกล้งทำเป็นเคารพได้ แต่สำหรับครูที่เป็นเทพแค่คิดในใจ ท่านก็รู้แล้ว

    และอีกเรื่องที่สำคัญมากถ้าเราเป็นศิษย์ ครูทิพย์ทั้งหลายล้วนเป็นผู้มีคุณธรรมทั้งสิ้น เพราะนอกจากมีความกตัญญูแล้วต้องเป็นผู้มีคุณธรรมด้วย อำนาจภายนอกที่จะทำให้คนมีความสุขความเจริญ มีความร่ำรวย หรือเจริญในยศศักดิ์ มีเพียงสามประการเท่านั้น ที่มีผลมาก คืออำนาจบุญ อำนาจเทวดา และอำนาจแรงครู

    อำนาจบุญ จะเกิดได้จากการทำทานถือศีลและภาวนา อำนาจเทวดา เกิดจากการบวงสรวงและความเคารพในเทวดานั้น อำนาจแรงครู จะเกิดเต็มได้ต้องมีความกตัญญูรู้คุณครูบาอาจารย์และต้องมีคุณธรรม


    **** ขออนุญาติยกบทความนี้มาให้อ่านเพื่อให้เห็นความสำคัญของแรงครูนะครับ

    296fdde1cd55120c40233d6fb1e12327-d25vj52.jpg
     
  17. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    มีสอบถามของหลักร้อยกันเข้ามาแต่ส่วนมากจะหมดไปแล้วเกือบทุกรายการ ใครที่รอก็อดใจนิดนึงนะครับเพราะผมคาดว่าคราวหน้าคนที่พลาดต้องมีมางอแงกับผมทีหลังแน่ รายการนี้แรงจริงๆ
     
  18. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่ภาคภูมิ ED 8364 6869 8 TH

    พี่จารุวรรณ ED 8364 6870 7 TH

    พี่ศิระ ED 8364 6871 5 TH

    พี่สายเมธี ED 8364 6872 4 TH
     
  19. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    พรุ่งนี้ติดตามพูดคุยกันนะครับ
     
  20. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    7,316
    ค่าพลัง:
    +22,072
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    วันนี้เดี๋ยวมาติดตามพูดคุยกันนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...