ร่วมทำบุญบูชา สิงห์ราชลากเนื้อ(สิงห์ทิพย์) พ่ออาจารย์พล

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย คุรุปาละ, 12 ตุลาคม 2014.

  1. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    ช่วงนี้มีแต่คนถามกันเข้ามาว่าเมื่อไหร่จะออกของหลักร้อยบ้าง เพราะตะกรุดครั้งก่อนหลายๆคนจ้องอยู่แต่บูชาไม่ไหวแล้วก็หมดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหนนี้ก็ติดตามไว้นะ ผมบอกได้คำเดียวว่าเป็นตะกรุดดอกเขียวๆเกี่ยวกับเทพวิชาสำคัญ รับรองว่าดีใจหาย :)
     
  2. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    - เรื่องเล่างานกฐิน

    มีพี่ท่านนึงไปทอดกฐินที่ต่างจังหวัด วัดของหลวงปู่... วัดเขา... ซึ่งปกติเวลาไปกราบพระเกจิพี่เขาก็จะอาราธนาพระของเกจิองค์นั้นห้อยไปด้วยเพื่อให้ท่านอธิษฐานเป่าให้อีกรอบหนึ่ง

    หนนี้ก็เช่นกันพี่เขาว่าห้อยพระไปสามองค์ องค์ประจำคือพระกำแพงซุ้มกอที่ไปบุกมาจากร้าน...บนพันธุ์ทิพในราคาที่สูงมาก องค์ที่สองคือพระที่หลวงปู่รูปนั้นสร้าง อีกองค์ก็คือพระผงสมพรปากของพ่ออาจารย์ท่านที่บูชาไปสดๆร้อนๆนี่เอง

    หลังจากทำบุญและได้มีโอกาศรอกราบสนทนากันแล้วพี่เค้าว่าก็เข้าเรื่องเลยคือถอดสร้อยขอให้ท่านเป่าให้ ส่วนตนเองก็มองดูด้วยความสบายใจ พี่เขาว่าปกติหลวงปู่เป่าแล้วจะยื่นคืนให้เลย แต่หนนี้ท่านกลับจับพระพลิกๆดูทีละองค์แล้วส่งคืนพร้อมกับพูดว่าทำมาหากินห้อยองค์นี้องค์เดียวพอ ตอนนั้นพี่เขาว่าในใจนึกว่าท่านพูดถึงพระกำแพง แต่พอมองมือท่านที่จับองค์พระกลับเป็นพระของพ่ออาจารย์ท่าน ซึ่งพี่เขาก็ว่าแปลกดีเพราะในเส้นนั้นมีพระของหลวงปู่ท่านด้วย ปกติพระเกจิจะไม่ค่อยเห็นมายกย่องของๆคนอื่นเท่าไหร่ พี่เขาว่าอารมณ์เหมือนงงๆ แต่ก็แอบคิดและตกตะลึงว่าอะไรกันพระสมพรปากของพ่ออาจารย์ท่านใช้ทางทำมาหากินดีกว่าซุ้มกออีกหรอ
    ...ก็ฟังเขาเล่ามาก็เลยเอามาพิมพ์ไว้ ใครเชื่อก็ห้อยดู รับรองว่าดี

    b475bf7c9427a179e31fda933bba992b.jpg
     
  3. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    พร้อมกันรึยัง กับนั่งรับทรัพย์ ....รุ่นนี้ยอดขลังแค่หลักร้อย

    45376644-2231854117050287-5910276127766609920-n.jpg
     
  4. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    เปรี๊ยง เปรี๊ยง สีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ สีเขียวของเทวราช ...ตะกรุดวิชาปู่พระอินทร์
     
  5. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดพระอินทร์กินอาหาร (นั่งรับทรัพย์เปิดโลกเบิกบารมี)

    พระอินทร์ท่านสั่งให้ฉันสร้าง ...ทำให้คนไม่มีจะกิน อดกิน ไม่ได้กิน

    พ่ออาจารย์ท่านบอกว่าปู่พระอินทร์นั้น นับได้ว่าท่านเป็นเทวดาที่มีความผูกพันธ์กับมนุษย์อยู่มาก เวลาคนดี คนกตัญญู คนมีความเพียร...สรุปเอาว่าคนดีคนมีบุญทั้งหลายเดือดร้อน เธอรู้มั๊ยยิ่งดีมาก ยิ่งมีบุญมาก อันนี้พระอินทร์ท่านก็จะอยู่ไม่ได้เพราะท่านจะรู้จะเห็นในข่ายญาณของท่าน ทำให้ท่านต้องรีบมาช่วยเหลือ ประจวบกับโลกในปัจจุบันนั้นพ่ออาจารย์ท่านว่าคนดีที่เดือดร้อนนี้ก็มีมากเหลือเกิน แม้ปู่พระอินทร์ท่านอยากจะช่วยบางคนท่านก็ช่วยไม่ได้ ทั้งออกหน้าไม่ได้ หรือลงมาเล่นเองไม่ได้ ด้วยเพราะคนเหล่านั้นมีอุปสรรคที่จำเป็นต้องผ่านให้ได้ด้วยตัวเอง หรือกำลังชดใช้เศษกรรมอันใดอันหนึ่งอยู่ จึงกลายเป็นว่าคนดีล้นโลกแต่ทุกคนก็เดือดร้อนเหมือนๆกันและเสียงของความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นก็ดังก้องอยู่ในโสตประสาทปู่พระอินทร์ท่านทุกคราไป

    เมื่อท่านช่วยตรงๆไม่ได้ก็ต้องช่วยกันทางอ้อม ด้วยเหตุว่าคนที่มีบุญสัมพันธ์กันกับท่านนั้นยังมีอยู่มาก ทั้งเทพที่เคยอยู่ในคณะ เทพที่เป็นบริวาร ตลอดจนคนที่มีวาสนาจะได้เป็นเทพในดาวดึงส์หรืออดีตชาติซึ่งผ่านมาหลายภพเคยอุบัติในดาวดึงส์เหล่านั้น ล้วนแต่เป็นคนที่มีวาระกรรมร่วมกับท่านทั้งสิ้น ท่านจึงถือเสมือนว่าเป็นคนของท่าน เป็นลูกหลานท่านกลายๆ ดังนั้นท่านจึงปรารถนาจะช่วยให้พ้นทุกข์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยครอบมือ ครอบวิชาเฉพาะของท่านให้พ่ออาจารย์ท่านทำแทนไว้จะได้สงเคราะห์คนที่มีแรงกรรมมากหลายชาติหลายภพทั้งหลายสืบต่อไป

    ทำไมต้องตะกรุดดอกเขียวๆ
    เพราะวิชานี้จัดเป็นวิชาเฉพาะ เป็นเทพวิชาอย่างแท้จริง ที่พ่ออาจารย์ท่านสืบวิชาโดยตรงจากปู่พระอินทร์ ให้ทำไว้ช่วยคนสามสถานหรือคนสามจำพวก คือ คนที่ไม่มีจะกิน คนอดกิน แล้วก็คนไม่ได้กิน
    - คนไม่มีจะกิน คนประเภทนี้ความหมายก้ตรงตัวอยู่แล้วคือในปัจจุบันนั้นไม่มีอะไรเลย ถึงอดีตจะมีหรือไม่มีก้ตาม ถ้าปัจจุบันไม่มีก้เป็นคนประเภทนี้ พ่ออาจารย์ท่านว่าบางคนเขาถึงกับไม่มีเงินจะกินข้าว หรืออาจอุปมาได้กับคนที่เวลาจะใช้ทรัพย์ทำอะไรจำเป็จะต้องคิดหนักเพราะชีวิตฝืดเคือง ทำอะไรก้ไม่สะดวกราบลื่น ท่านว่าสมัยนี้คนที่ติดเศษกรรมไม่สมารถพ้นไปได้เช่นนี้ยังมีอยู่มาก บางคนจากชีวิตสบายๆกลายเป็นต่ำลงๆเรื่อยๆก็มี ดังนั้นคนประเภทแรกก็คือคนที่ยังไม่มีจุดยืน คนที่อับจนหนทาง ไม่มีทรัพย์ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตน ไม่มีคนยอมรับ ไม่มีที่ยืนในสังคม
    - คนอดกิน อดกินก็คือกินไม่ได้ ซึ่งอันนี้ต้องแยกแยะระหว่างกินไม่ได้กับไม่ได้กิน เพราะกินไม่ได้กินไม่ทันคนอื่นนั้นยังนับว่ามีวาสนายังมีสิทธิที่จะกิน คนประเภทนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าไม่ถึงกับแย่ บางคนนับว่ามีวาสนาหรือมีชีวิตสบายทีเดียว แต่คนจำพวกนี้เวลาทำอะไรอาจจะมีอุปสรรค หรือเรียกว่าชอบสิ่งใด ทำสิ่งใด อยากได้อะไร สิ่งเหล่านั้นล้วนไม่สมหวัง ไม่ได้ดั่งใจตัวเองไปทั้งสิ้น ท่านจึงเรียกคนประเภทนี้ว่าคนอดกิน คือทำไปก็แห้ว ทำไปก็พลาดเรียกว่ามีทุน มีวาสนา แต่ไม่มีดวงทั้งที่มันควรจะได้ ควรจะเป็นของเรามากกว่าใคร ทั้งที่เรามีพร้อมในปัจจัยต่างๆมากกว่าคนอื่นเขา แต่เรากลับผิดพลาดอยู่เรื่อยโดยหาสาเหตุไม่เจอ ในขณะเดียวกันคนที่มีดวงแต่ไม่มีทุนไม่มีวาสนากลับได้กินแบบฟลุ๊คๆอยู่ตลอด ทั้งด้านการงาน เรื่องคู่ครอง เรื่องจังหวะโอกาสต่างๆในชีวิต เช่นนั้นคนอดกินพ่ออาจารย์ท่านจึงเปรียบเทียบไว้กับคนที่ไม่สมหวังในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจทำ พูดง่ายๆคือเหมือนจะได้กินแต่ก็หิวอยู่ ยังอดอยู่ ยังชวดอยู่นั่นเอง
    - คนไม่ได้กิน คนประเภทนี้ท่านว่าเป็นคนที่ไม่ทันกินกับคนอื่นเขา ดุจว่าคนอื่นเขากินกันอิ่มแล้ว เขาแยกย้ายกันไปหมดแล้วตัวเองก็ยังหิวยังไม่ได้กินกับใครเขา เพราะไขว่คว่า หยิบฉวย แย่งชิงโอกาสกับใครเขาไม่ทัน แบบว่ามองไม่เห็นโอกาส ต่อให้โอกาสนั้นมาตั้งมาวางอยู่เบื้องหน้าก็จะละเลยมองข้ามไป ซึ่งคนจำพวกนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าจะน่าเวทนากว่าคนประเภทอื่น เพราะเขาชวดไปหมด ไม่มีแม้แต่จุดเริ่ม เพราะเขามองไม่เห็นอะไรแล้วชีวิตเขาก็จะไม่ได้อะไร ดังนั้นชีวิตจึงวนเวียนอยู่กับคำว่าไม่ได้กินเสียหรอกๆๆอยู่เช่นนั้น

    พ่ออาจารย์ท่านว่าคนทั้งสามลักษณะนี้ เป็นคนที่ให้คำจำกัดความในชีวิตได้สั้นๆแบบผรุสวาทเลยว่า "ซวย" คำเดียว เช่นนั้นพระอินทร์ท่านจึงสั่งให้ฉันสร้าง (วิชาเฉพาะ)...ทำให้คนไม่มีจะกิน อดกิน ไม่ได้กิน หรือสรุปตรงตัวคือมีชีวิตวนเวียนอยู่กับเรื่องซวยซับซ้อนง่ายๆเช่นนี้

    วิชาสำคัญนี้ท่านเรียกว่าพระอินทร์กินอาหาร พ่ออาจารย์ท่านว่าต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าเทวดานั้นก็มีหลากหลายขั้นด้วยกัน ระดับดีๆหน่อยเขาก็เรียกกันว่าเทพบดีซึ่งพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเปรียบได้กับเจ้าคนนายคนนั่นเอง แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือพระอินทร์เพราะท่านเป็นราชาของเทวดา เป็นประธานของเทวสภาเช่นนั้น ดังนั้นความวิจิตรละเอียดอ่อนของกามคุณทั้งหลายในวิมานของพระอินทร์ก็ดี ในชีวิตของพระอินทร์ก็ดี ในวาสนาของพระอินทร์เจ้าสวรรค์นั้นก็ดี แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมจะประณีตสูงสุดในกามภพจนเหล่าเทพบดีทั้งหลายเทียบกันไม่ติด

    อันความสุขจากกามคุณทั้งหลายนั้น ต้องยอมรับว่าจะหาใครที่สุขเกินพระอินทร์เป็นไม่มี เรียกได้ว่าทั้งกินมากที่สุด ทั้งเสพย์มากที่สุด ทั้งอิ่มมากที่สุด แล้วก็สบายอย่างปราณีตมากที่สุดเช่นกัน ด้วยความสุขจากกามคุณที่เหนือกว่าเทพเจ้าทั้งปวงนั้นสิ่งเหล่านี้ย่อมดูขัดกับการเป็นพหูสูตรของพระองค์ท่าน จนคราหนึ่งพระมหาโมคคัลลานะถึงกับต้องไปเตือนสติท่านถึงดาวดึงส์พิภพทีเดียว แต่หากใครไปอยู่ในจุดนั้น จุดที่เป็นราชาของทวยเทพ จุดที่เสวยสุขอย่างประณีตสูงสุดทุกด้านของกามคุณก็อาจจะลุ่มหลงจนองค์พระอรหันต์ต้องมาตักเตือนเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็ปรารถนาอยากจะเป็นพระอินทร์ อสูรก็อยากยึดสวรรค์ เทวดาก็อยากโค่นบัลลังค์ จนสวรรค์นั้นต้องมีตำแหน่งพระอินทร์รองจากพระอินทร์องค์หลักเพิ่มขึ้นรองรับผู้มีบุญวาสนาอีกหลายตำแหน่ง ดั่งคำกล่าวยืนยันของพระอริยะเจ้าหลายๆท่านว่าพระอินทร์นั้นมีหลายองค์เช่นนี้

    ดังนั้นวิชาพระอินทร์กินอาหาร จึงอุปมาได้กับการกิน การเสพย์ความสุขที่ประณีตสูงสุดในกามภพแล้วนั่นเอง พ่ออาจารย์ท่านว่าถ้าเหนือกามภพขึ้นไปเทพพรหมทั้งหลายเขาจะไม่ลงมายุ่งกับมนุษย์มากหากไม่มีวาสนาสัมพันธ์กันจริงๆ ดังนั้นเทพที่ยังติดต่อหรือคอยช่วยเหลือมนุษย์ส่วนใหญ่จึงเป็นชาวจาตุมหาราชิกากับดาวดึงส์นี่เอง เช่นนี้ปู่พระอินทร์ท่านจึงตั้งใจให้พ่ออาจารย์ลงวิชาพระอินทร์กินอาหาร เพื่อเอาวาสนา เอาความสุขของเทวะราชา เอาวาสนาของเทวราชอินทรามาล้างความซวยในโชคชะตาของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนไม่มีจะกิน คนอดกิน หรือคนไม่ได้กินก็ดี ท่านว่าต่อไปต้องได้กิน ได้เสวยความสุขอย่างปราณีตมากขึ้นๆไปเรื่อยๆตามลำดับขั้น

    พ่ออาจารย์ท่านว่าตะกรุดนี้ฉันทำง่าย เพราะฉันไม่ได้ทำเอง แต่ให้พระอินทร์ท่านทำท่านสำเร็จให้ล้วนๆ ฉันกำหนดจิตคอยดูอย่างเดียว พ่ออาจารย์ท่านว่าไม่รู้จะพูดจะบอกอะไรกันมาก ให้พิจารณากันเองว่ามันตรงกับชีวิตตัวเองหรือเปล่า แต่ไอ้ตะกรุดดอกเขียวๆนี่แหละที่เคยให้คนเอาไปใช้แล้วเขาก็เอาไปตั้งชื่อกันเองว่าตะกรุดนั่งรับทรัพย์ พ่ออาจารย์ท่านว่าปู่พระอินทร์ท่านลงให้ครบทั้งหมดฉันก็พูดมากไม่ได้ พูดได้แต่น้อยๆว่าครอบคลุมความซวยของมนุษย์ ซ้ำท่านยังกำชับว่าตะกรุดนี้คนที่ไม่มีวาสนาเคยเป็นลูกหลานหรือบริวารกับตัวปู่พระอินทร์ท่านมาก่อนนั้น เขาจะไม่พบ จะไม่เห็น สัมผัสไม่ได้แม้แต่เงาของตะกรุดดอกนี้เลย ถึงจะพบก็จะบันดาลให้ผ่านพ้นไปไม่อยู่ในสายตา มองไม่เห็นความสำคัญของตะกรุดนี้

    แต่เดิมนั้นพ่ออาจารย์ท่านนำมาเสกเก็บรักษาไว้ เวลาเชิญปู่พระอินทร์ทำพิธีท่านก็จะฝากตะกรุดนี้ให้ปู่พระอินทร์ท่านเสกเรียงดอกจนสำเร็จจึงใช้เวลาค่อนข้างนานและปู่พระอินทร์ท่านยังย้ำว่าให้เก็บเอาไว้ก่อน จนปัจจุบันนี้พ่ออาจารย์ท่านว่ามีแต่คนบ่นว่าทำไมมันซวยขนาดนี้ ยุคนี้คือยุคอะไร ประจวบกับปู่พระอินทร์ท่านมีนิมิตอนุญาติให้พ่ออาจารย์นำตะกรุดออกมาได้ ท่านจึงได้นำมาอธิษฐานจิตเสกเปิดโลกเบิกบารมีให้อีกวาระหนึ่ง ท่านว่าดีอย่างไรไม่ต้องพูดเพราะเราเสกจนฟ้าลั่น เสมือนเทวดาท่านรับรู้พระอินทร์ท่านให้พร ดังนั้นตะกรุดนี้จึงใช้ได้หลายด้าน
    - เปิดโลก คือเปิดสิ่งที่ปิด โอกาสที่มีน้อยหรือแทบไม่มีมี เปิดให้พร้อม เปิดให้สำเร็จทั้งหมด
    - เบิกบารมี คือขอบารมีปู่พระอินทร์ท่านต่อวาสนาให้คนนำไปบูชาไม่ให้หมด ไม่ให้อด ไม่ให้ทิ้งกันไปกลางทาง

    พ่ออาจารย์ท่านว่าทำให้ทุกอย่างสำเร็จหมดแล้ว จะใช้อย่างไรก็สุดแล้วแต่จะอธิษฐานใจกัน แต่วิชานี้ท่านไม่ได้ทำบ่อยแล้วก็นานปีจึงจะทำได้สำเร็จซักครั้งหนึ่ง ***จะใช้จะบูชากี่ดอกท่านว่าแต่ละคนจะมีสัมผัสอยู่ในใจของเขาเองเป็นตัวรู้ที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวเขากับวิชาตะกรุดนี้ นั่นคือวาสนาบารมีของเค้า เป็นพลังที่พอเหมาะกับกายเนื้อเขาจะรับได้เพื่อฟันฟ่าอุปสรรควิบากกรรมของเขาเองปู่พระอินทร์ท่านจะดลใจให้รู้ได้เฉพาะคน

    คาถาบูชา
    นะอินทะราชา นะมามีมา สุวัณณังวา ราชะตังมา มณีวา ธนังวา นะพามานะ(ขอตามปรารถนา)


    ร่วมทำบุญบูชา ตะกรุดพระอินทร์กินอาหาร (นั่งรับทรัพย์เปิดโลกเบิกบารมี) บูชา 900 บาท

    45376644-2231854117050287-5910276127766609920-n.jpg
    45339976-2197372970481435-526536705289748480-n.jpg
     
  6. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่ภาคภูมิ EV 7739 0068 4 TH

    พี่ธเนศพล EV 7739 0069 8 TH

    พี่ศิระ EV 7739 0070 7 TH

    พี่นวรัตน์ EV 7739 0071 5 TH
     
  7. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    ตอบ PM ครบจ้า ตะกรุดพระอินทร์มาแรงจริงๆ รู้เลยว่าคนเดือดร้อนสามเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ;)
     
  8. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    ตัวอย่าง ผลการเจริญพุทธานุสสติแบบง่ายๆ แต่มีผลมาก

    ญาติโยมทั้งหลาย วันนี้ก็เป็นวันที่สามของการเจริญพระกรรมฐาน วันนี้ก็ขอพูดแต่ละอย่างโดยย่อแต่พระสูตรจะยาว ความจริงพระสูตรมีความสำคัญมากเพราะเป็นเรื่องของบุคคลตัวอย่าง วันนี้ก็ขอพูดแต่ละอย่างโดยย่อแต่พระสูตรจะยาว ความจริงพระสูตรมีความสำคัญมากเพราะเป็นเรื่องของบุคคลตัวอย่างวันนี้ก็ขอแนะนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทให้รู้จักการฝึกสมาธิกำลังไม่ต้องมาก

    เพราะการฝึกสมาธินี่ความจริงไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้กำลังมากนัก เพราะสมาธิแปลว่า การตั้งใจ ให้ใช้แค่อารมณ์เป็นสุข หรือฝึกโดยเฉพาะจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีการทรงตัว ให้ได้การทรงตัวเรียกว่า ฌาน ถ้าอารมณ์ทรงตัวสมาธิแบบนั้นอย่างภาวนาว่า พุทโธ พอได้เวลาปั๊ปหายใจเข้า หายใจออกมันบังคับเองว่าภาวนาว่า พุทโธ อย่างนี้ชื่อว่า การทรงฌาน วันนี้ก็ขอแนะนำเฉพาะจุดของ พุทโธ ในเบื้องต้นนะ ในเบื้องปลาย อาจจะแนะนำในการจบของการเจริญกรรมฐานก็ได้สุดแล้วแต่เวลา คำว่า พุทโธ มีความสำคัญมาก การภาวนานี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทอาตมาไม่กะไม่เกณฑ์ไม่บังคับใครนะ ถ้าท่านผู้ใดภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งมีการคล่องตัวดีแล้ว แล้วก็มีการทรงตัวดี จิตใจเรียบหมายความว่า ไม่สะดุด แล้วก็มีอารมณ์แจ่มใสก็ให้ภาวนาอย่างนั้นไม่ต้องเปลี่ยน คำว่า พุทโธ นี่หมายถึงพระพุทธเจ้า ท่านจะภาวนาว่าพุทโธ หรืออย่างอื่นก็ตามใจ ผลที่จะเหมือนกัน ก็คือว่าก่อนจะภาวนาเรานึกถึงพระพุทธเจ้า อย่างทุกคนที่ฝึกมโนมยิทธิที่ภาวนาว่า นะมะพะธะ ขณะที่ภาวนาว่า นะมะพะธะ เราก็นึกถึงพระพุทธเจ้า บางท่านก็เห็นพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้แม้ว่าจะภาวนาว่า นะมะพะธะ ก็เหมือน พุทโธ คือนึกถึงพระพุทธเจ้านั่นเอง หรือบางท่านภาวนาว่า สัมมาอะระหัง บ้าง อิติสุคโต บ้าง ยุบหนอพองหนอ บ้าง ทุกอย่างจะภาวนาว่าอย่างไรก็ตามถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าถือว่าเป็น พุทธานุสสติ อานิสงส์เหมือนกัน แนะนำวิธีปฏิบัติกันก่อน ก็ขอได้โปรดไม่ต้องเครียด เอาอย่างนี้นะ ถ้าญาติโยมพุทธบริษัทที่มีเวลาน้อยให้ใช้การบังคับใจตัวเองครั้งละไม่เกิน ๑๐ รอบ คำว่ารอบก็หมายความว่า หายใจเข้า นึกว่าพุท หายใจออก นึกว่าโธ เป็นหนึ่งรอบ หรือหนึ่งจบ อย่างนี้ไม่เกินสิบใช้ได้

    แต่ว่าการบังคับไม่เกินสิบนี่ต้องบังคับให้ทรงตัวจริงๆ หมายความว่า เวลานี้เราต้องการจะภาวนาเราจะนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ก็บังคับใจว่าหายใจเข้าเรานึกตามว่า พุท หายใจออกนึกตามว่า โธ แต่ว่าเวลาหายใจหายใจตามสบายอย่าบังคับลมหายใจ ทำอย่างนี้คิดว่า เราจะทำอย่างนี้เพียงแค่สิบรอบ หรือว่าสิบครั้ง พุทโธสิบหน ในขณะที่เราจะภาวนาว่าพุทโธสิบหนนี่ เราจะไม่ยอมให้อารมณ์จิตคิดถึงอย่างอื่นเลย ถ้าบังเอิญจิตคิดฟุ้งซ่านก่อนที่จะครบสิบครั้งก็เริ่มต้นใหม่ ถ้าท่านทำอย่างนี้ทุกคนก่อนหลับนึกภาวนาว่า พุทโธ หายใจเข้า นึกว่า พุท หายใจออก นึกว่า โธ หรือว่าจะภาวนาอย่างอื่นก็ได้เอาแค่สิบครั้งให้ทรงตัวจริงๆ แล้วก็ปล่อยจิตให้คิดไปตามเรื่องตามราวไป ถ้าเวลาตื่นใหม่ๆ ยังไม่ต้องลุกจากที่นอน นอนแบบนั้นภาวนาอย่างนี้สิบครั้งรู้ลมหายใจเข้าออกด้วย ทำอย่างนี้ทุกวันอย่างช้าไม่เกิน ๓ เดือน กำลังของทุกท่านจะเป็นกำลังใจของผู้ทรงฌาน นั่นหมายความว่าจิตจะทรงสมาธิได้ดี

    ทีนี้การจะทรงสมาธิได้นานหรือไม่นานไม่สำคัญ อย่าไปเร่งรัดเกินไป ถึงแม้จิตจะทรงสมาธิได้ไม่นาน คำว่า ฌาน ก็คือ อารมณ์ชิน ถ้าหากว่าจิตว่างจากอารมณ์อื่นจิตจะนึกถึง พุทโธ ขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่ต้องบังคับอย่างนี้ชื่อว่าเป็น ผู้ทรงฌาน ถ้าเป็นผู้ทรงฌานแบบนี้ดี แบบไหนก็ต้องขอนำตัวอย่างมา ตัวอย่าง ที่จะนำมานี่ไม่ใช่ผู้ทรงฌาน เป็นคนที่มีบาปมาก แต่ทว่าก่อนจะตายคิดถึงพระพุทธเจ้านิดเดียว เมื่อตายแล้วไปสวรรค์ จากสวรรค์จะต้องลง อเวจี เป็นต้น แต่ก็ไม่ทันจะลงเพราะพบองค์สมเด็จพระทศพลคือพระพุทธเจ้า ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าจบเดียวเป็น พระโสดาบัน ตัดความชั่วทั้งหมดไปเลย

    นี่เป็นเรื่องย่อที่จะเล่าสู่กันฟังแต่ไม่ใช่เรื่อง มัฏฐกุลฑลีเทพบุตร ท่านไม่เคารพพระพุทธศาสนาจริง แต่เขาไม่ได้ทำความชั่วเขาไม่ได้ทำบาป แต่รายนี้ไม่เคารพพระพุทธศาสนาด้วยแล้วก็ไม่เคารพทุกๆ ศาสนา สำหรับมัฏฐกุลฑลีเทพบุตรนี่เขาไม่เคารพพระพุทธศาสนา แต่เขาเคารพศาสนาพราหมณ์ เพราะพ่อเป็นอาจารย์สอนวิชาของพราหมณ์ แต่รายนี้ยิ่งกว่านั้นไม่เคารพพระพุทธศาสนาด้วย ไม่เคารพทุกศาสนา แล้วก็กลั่นแกล้งคนที่บำเพ็ญบุญในพุทธศาสนาด้วย ฟังตัวอย่างต่อไปนะ

    ปรากฏว่ามีบุคคลคนหนึ่งชื่อในสมัยมนุษย์ชื่ออะไรอาตมาก็ลืม แต่ตอนที่เขาเป็นเทวดามีนามว่า สุปปติฏฐิตะเทพบุตร เรื่องราวก็เกิดขึ้นไม่นานนัก เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดานั่นเอง สองพันปีเศษๆ ก็เป็นอันว่า ในสมัยนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปประทับที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ก็ตั้งใจจะเทศน์โปรดพุทธมารดา เป็นการสนองคุณความดีของมารดาที่สงเคราะห์พระองค์ เมื่อพระองค์ประทับอยู่ที่นั่นแสดงความประสงค์พระอินทร์ก็ไปเชิญพุทธมารดามาที่อยู่ชั้นดุสิต แต่ความจริง พุทธมารดา ท่านเป็น เทพบุตร ท่านเป็น ผู้ชาย จากเป็นผู้หญิงตายจากความเป็นผู้หญิงก็มาเกิดเป็นเทพบุตรเป็นผู้ชาย เพราะว่าท้องของบุคคลใดที่พระพุทธเจ้าเกิดท้องนั้นคนอื่นไม่ควรจะเกิดซ้ำ ฉะนั้นท่านจึงไปเกิดเป็นเทพบุตรว่า เทพบุตรองค์ที่พุทธมารดามาแล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็แสดงพระธรรมเทศนาคือ เทศน์อภิธรรม ขณะที่พระพุทธเจ้าเทศน์อยู่เทวดาส่วนใหญ่ในดาวดึงส์ก็มาฟังมาก แต่ว่าคำว่า มาก ก็ยังไม่ถึงว่าหมดเพราะว่า เทวดาบางท่านก็ยังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จก็มีเพราะยังใหม่มากเพราะเพิ่งถึง

    เวลานั้นก็มีเทวดาองค์หนึ่งชื่อจริงๆ บาลีก็มาได้บอก เขียนไว้แต่เพียงว่าจริยาของท่าน ท่านให้ชื่อตามบาลีว่า อากาสจารีเทพบุตร เรียกว่าเทพบุตรที่เที่ยวไปในอากาศ เทวดาองค์นี้เมื่อฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าครู่หนึ่งพอเป็นที่พอใจ ก็เหาะไปตามวิมานต่างๆ ประกาศว่า พ่อเอ้ย แม่เอ้ย ใครเป็นเจ้าของวิมานนี้บ้าง เวลานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาเทศน์โปรดที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ขอทุกท่านไปฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถเพื่อ ต่อบุญบารมี เป็นอันว่าเทวดาก็ดีนางฟ้าก็ดีเมื่อทราบต่างองค์ต่างก็รีบมา แต่ว่าเทวดาองค์นี้เหาะไปถึงวิมานๆ หนึ่ง ปรากฏว่าวิมานนั้นมีสภาพเศร้าหมองมากเครื่องทิพย์เศร้าหมอง ดูเครื่องแต่งตัวเทวดาที่เป็นเจ้าของวิมานก็เศร้าหมอง มองดูอีกทีที่ รักแร้มีเหงื่อ ตามธรรมดาถ้าเครื่องทิพย์เศร้าหมองก็ดี ที่รักแร้มีเหงื่อก็ดีแสดงว่าเทวดาองค์นั้นจะต้องจุติ คำว่า จุติ คือ เคลื่อนไป ไปจากเทวดาจะไปเกิดที่ไหนยังไม่ทราบ เมื่อท่านอากาสจารีเทพบุตรเห็นดังนั้นก็เรียกว่า ใครเป็นเจ้าของวิมานนี้เวลานี้พระพุทธเจ้ามาเทศน์โปรดที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ตัวท่านเองทำไมไม่ไปฟังเทศน์ต่อบุญบารมีอีก ไม่ช้าไม่นานอีกไม่เกิน ๗ วันนี้ ท่านจะต้องจุติจากความเป็นเทวดาแล้ว เพราะเวลานี้เครื่องทิพย์ของท่านเศร้าหมอง เหงื่อไหลจากรักแร้ท่านจะต้องตายภายใน ๗ วัน ทำไมไม่ไปสั่งสมบารมีให้มันดีขึ้น ไม่ต่อบุญบารมีใหม่

    เวลานั้นถ้าเจ้าของ เมาความเป็นทิพย์ เพราะว่าการตายของท่านจากความเป็นคนท่านไม่ใช่นักบุญท่านเป็นนักบาป แต่ก่อนจะตายนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านิดเดียว เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนหลัง เป็นอันว่าเจ้าของวิมานฟังแล้วก็ตกใจมองดูเครื่องทิพย์เห็นเศร้าหมองจริง ดูที่รักแร้มีเหงื่อจริงก็สะดุ้งตกใจกลัวคิดว่าเราตายแน่ เทวดาก็ดีนางฟ้าก็ดีพรหมก็ดีท่านมีร่างกายเป็นทิพย์มีใจเป็นทิพย์ ถ้าท่านจะเคลื่อนจากที่นั่นท่านจะไปเกิดที่ไหนเพราะอาศัยกรรมอะไรท่านทราบ ท่าน สุปปติฏฐิตะเทพบุตร จึงมาคิดพิจารณาตัวเองว่าเราจะต้องจุติภายใน ๗ วัน ถ้าเราจะจุติจากความเป็นเทวดาแล้วเราจะไปไหน ก็ทราบจากกำลังใจที่เป็นทิพย์ว่าเราจะต้อง ลงอเวจีมหานรกสิ้นเวลา ๑ กัป พ้นจากอเวจีมหานรกแล้วก็ต้องผ่านนรกบริวารอีก ๔ ขุม เวลาไม่แน่นอน หลังจากนั้นก็ต้องว่านรกทั้ง ๘ ขุมจากอเวจีขึ้นมาถึงขุมที่ ๑ ผ่านนรกบริวารขึ้นมาเรื่อย หลังจากนั้นมาจากนรกขุมใหญ่แล้วก็ต้องเข้ายมโลกีย์นรกอีก ๑๐ ขุมเมื่อผ่านยมโลกีย์นรก ๑๐ ขุมแล้วก็ต้องเข้าแดนเปรตอีก ๑๒ จำพวก พ้นจากเปรตก็มาเป็นอสุรกาย พ้นจากอสุรกายก็มาเป็นสัตว์เดรัจฉาน พอจะสิ้นสุดภาวะสัตว์เดรัจฉานก็เกิดเป็น กา ๕๐๐ ชาติ เป็น แร้ง ๕๐๐ ชาติ เป็น สุนัขบ้า ๕๐๐ ชาติ หลังจากนั้นก็มาเป็น คนง่อย ๕๐๐ ชาติ ที่เป็นคนง่อยก็เพราะว่าอาศัยที่ตัวเองฆ่าสัตว์ตัดชีวิตโทษปาณาติบาต แล้วก็ไปเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติ เพราะอาศัยกฎของกรรมเวลาที่เขาคุยกันด้านธรรมะธัมโมบ้าง ฟังเทศน์ฟังธรรมกันบ้าง ฟังพระสวดบ้าง แกล้งเอาเสียงกลบส่งเสียงดังคุยเสียดัง แล้วก็ต้องเป็น คนตาบอด ๕๐๐ ชาติ ก็เพราะเวลาเขาทำความดีกันทำบุญกันเห็นแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น

    หลังจากนั้นเมื่อทราบว่า ตัวเองต้องเป็นแบบนี้ ก็มีการตกใจกลัวก็บอกท่านอากาสจารีว่า ท่านอากาสจารีช่วยเราด้วย อากาสจารีก็ถามว่า อะไรเล่าบอกกันเสียก่อนเพื่อนเอ๋ย ก็บอกว่า ถ้าฉันจุติจากความเป็นเทวดาต้องไปเกิดในเอวจีมหานรก เล่าเรื่อยมาตามลำดับตามที่กล่าวมาแล้ว หลังจากนั้นท่านอากาสจารีก็ถามว่า สมัยที่เป็นมนุษย์ทำอะไรไว้

    ท่านสุปปติฏฐิตะเทพบุตร ก็บอกว่า สมัยที่ฉันเป็นมนุษย์ฉันไม่เคยสร้างความดี ขึ้นชื่อว่า ทานการให้ก็ดี การรักษาศีลก็ดี เจริญภาวนาก็ตาม คำว่าเมตตาปรานีไม่เคยมี ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดเวลา ค้าขายมีความร่ำรวย แล้วต่อมาเวลาใกล้จะตายป่วยหนักทุกขเวทนาครอบงำมาก เวลานั้นเห็นภรรยานั่งใกล้ๆ เธอก็ช่วยบรรเทาทุกขเวทนาไม่ได้ เห็นบุตรธิดานั่งใกล้ๆ เธอก็ช่วยบรรเทาทุกขเวทนาไม่ได้ ทรัพย์สินทั้งหลายที่เป็นคนรวยก็ไม่สามารถจะช่วยให้ทุกขเวทนาคลายได้ จึงนึกในใจว่าสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาคือพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้าใจดีเมตตาไม่ว่าใคร จึงนึกถึงองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาว่า มาช่วยให้หายโรค ความจริงเขาไม่ได้นึกด้วยความนับถือ มารูปเดียวกับมัฏฐกุลฑลีแต่มัฏฐกุลฑลีเขาไม่ทำบาป

    เป็นอันว่าขณะที่นึกถึงพระพุทธเจ้าขอให้มาช่วยนั่นเองเธอก็ตาย เพราะ บุญกำลังใหญ่ มีปริมาณน้อยบุญ ที่นึกถึงพระพุทธเจ้าน่ะมีกำลังใหญ่มาก บุญสูงมาก แต่ว่าปริมาณของบุญมีนิดเดียว หมายถึงว่า ทองคำมีค่าสูงแต่ว่าเรามีนิดเดียวมันก็ใช้ไม่ได้นาน ขายประเดี๋ยวก็หมด ใช้สตางค์เดี๋ยวก็หมด ฉันใดกำลังใหญ่ของบุญที่เป็น พุทธานุสสติ คือนึกถึงพระพุทธเจ้าของสุปปติฏฐิตะเทพบุตร มีนางฟ้าหนึ่งพันเป็นบริวาร นี่บุญใหญ่กำลังใหญ่แต่ว่าปริมาณน้อย ครองความเป็นสุขในความเป็นเทวดาไม่นานก็หมดบุญ เขาจึงบอกกับอากาสจารีเทพบุตรว่า ถ้าท่านไม่ช่วยผม ผมต้องลงอเวจีมหานรกแน่ อีกนานแสนนานหลายสิบกัป หรือหลายร้อยกัปจึงจะกลับมาเป็นคนได้ กว่าจะมาเป็นคนปกติกับเขาก็เสวยทุกขเวทนามาก ท่านอากาสจารีก็บอกว่า ท่านสุปปติฏฐิตะเพื่อนรัก เธอก็เป็นเทวดา ฉันก็เป็นเทวดาเราก็เป็นเทวดาเหมือนกันโอกาสที่จะช่วยกันมันเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่มีวาสนาบารมีไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเธอ แต่บุคคลที่จะช่วยเธอได้ก็เห็นจะมีอยู่องค์เดียวคือ พระอินทร์ ที่เป็นนายของเรา ทั้ง ๒ องค์ก็พากันไปเฝ้าพระอินทร์ขอให้ช่วย พระอินทร์ก็บอกว่า ฉันเป็นนายเธอก็จริงแหล่แต่ทว่าฉันก็แค่เทวดาเหมือนกันฉันก็ช่วยไม่ได้ ก็มีอยู่ท่านเดียวองค์นี้ถ้าช่วยได้ก็ได้ ถ้าองค์นี้ช่วยไม่ได้ก็ไม่มีใครช่วยได้นั่นคือ พระพุทธเจ้า เวลานี้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ กำลังเทศน์โปรดพุทธมารดาเป็นการสนองคุณ ฉะนั้นพระอินทร์จึงได้พาเทวดา ๒ องค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

    พระอินทร์ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่าเทวดาองค์นี้คือ สุปปติฏฐิตะเทพบุตร มีโทษแบบนี้มีกรรมแบบนี้ พระพุทธเจ้าทรงฟังแล้วก็ทรงพิจารณาว่า เราจะช่วยเทวดาองค์นี้ได้ไหม ก็ทรงทราบว่า ถ้าเทศน์อภิธรรมจะไม่ตรงกับอุปนิสัยของสุปปติฏฐิตะเทพบุตรเมื่อเทศน์ไปๆ ไม่ช้าไม่นานเท่าไรสุปปติฏฐิตะเทพบุตรก็จะหมดอายุจุติจากเทวดาลงอเวจีทันที องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงพิจารณาใหม่ว่าจะเทศน์อะไร อภิธรรมไม่ถูกใจจะเทศน์อะไรดี พระชินสีห์ก็ทรงทราบว่าถ้าเราเทศน์ อุณหิตวิชัยสูตร จะเป็นที่ถูกใจของเทวดาองค์นี้

    ฉะนั้นองค์สมเด็จพระชินสีห์จึงได้หยุดพระอภิธรรมชั่วคราวเดี๋ยวเดียว แล้วเทศน์อุณหิตวิชัยสูตร พอเทศน์จบก็ปรากฏว่า สุปปติฏฐิตะเทพบุตรก็ดี อากาสจารีหรือเทวดาอีกหลายๆ องค์ก็ตาม เมื่อฟังจบแล้วต่างคนต่างก็บรรลุมรรคผลมีพระโสดาบันเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุปปติฏฐิตะเทพบุตรเป็น พระโสดาบัน ทันที เมื่อเป็นพระโสดาบันก็เป็นเวลาพอดีที่จะต้องจุติ เธอก็ตายจากความเป็นเทวดาแล้วก็เกิดเป็นเทวดาทันที ชั่วพริบตาเดียว ตายปุ๊ปเกิดปั๊ปที่นั่นเองเป็นพระโสดาบัน ก็เป็นอันว่ากฎของกรรมทั้งหลายที่ทำลายศีลก็ดี ทำลายธรรมก็ดีที่จะมีโอกาสให้สุปปติฏฐิตะเทพบุตรลงอบายภูมิต่อไปไม่มี เหลือทางเดียว ทางที่เขาจะต้องเดินต่อไปเข้าถึงพระนิพพาน

    นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เรื่องนี้ที่นำมาพูดเรื่องนี้ทีมีการร้ายแรงมากเพราะ สุปปติฏฐิตะเทพบุตร ไม่เคารพพระพุทธศาสนาด้วย และไม่เคารพทุกๆ ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาทุกศาสนาต่างก็มีความดีเขายังทำความดีกัน ถึงแม้บางศาสนาที่มีความดีไม่ถึงนิพพานเขาก็สามารถไปสวรรค์ได้ ไปพรหมได้ ยังมีความดี แต่ว่าสุปปติฏฐิตะเทพบุตรไม่ยอมสร้างความดีทุกอย่าง ทำบาปวันดีไม่ละวันพระไม่เว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาณาติบาตก็ชอบ อทินนาทานก็ชอบ กาเมสุมิจฉาจารก็ชอบ มุสาวาทก็ชอบ การดื่มสุราเมรัยก็ชอบ ชอบหมดครบถ้วนบริบูรณ์ ขาดความเมตตาปรานี

    แต่ว่าก่อนจะตาย เขานึกถึงพระพุทธเจ้าหน่อยเดียวก็เป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกได้ ทีนี้การนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าจะถามว่า สุปปติฏฐิตะเทพบุตรภาวนาว่า พุทโธ หรือเปล่า ก็ต้องขอตอบว่าเปล่า เขาไม่ได้ภาวนาว่าพุทโธ แต่เขาคิดแต่เพียงว่าเวลานี้เขาลือกันว่าพระพุทธเจ้าใจดีเมตตาปรานีไม่เลือกบุคคล ไม่เลือกคณะ ใครมีทุกข์พระพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์ให้มีความสุข เวลานี้เรามีทุกข์มาก พอมีทุกขเวทนาทางกายป่วยไข้ไม่สบายอาการเครียดจัด ขอให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ นี่เขานึกเพียงแค่ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ว่าเป็นเวลานั้นพอดีเขาบังเอิญตาย เพราะอาศัยที่กำลังนึกถึงพระพุทธเจ้าเราเรียกกันว่า พุทธานุสสติ ตามภาษาบาลี นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แต่เวลาน้อยเหลือเกิน เวลาของเขานึกถึงพระพุทธเจ้าน้อย แต่ถึงจะมีเวลาน้อย แต่กำลังที่นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ก็เป็นบุญใหญ่ เพราะอาศัยที่เป็นบุญใหญ่เขาไม่เคยสร้างวิหารทานเขาก็มีวิมานได้ เขาไม่เคยให้ทานเขาก็มีวิมานได้ มีเครื่องประดับเป็นทิพย์ได้ มีร่างกายเป็นทิพย์ได้ เพราะอะไร เพราะอำนาจของ พุทธบารมี

    ทีนี้พวกเราเหล่าพุทธบริษัท เวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายส่วนใหญ่หวังจะไปนิพพาน เราก็ต้องกันกันไว้ก่อนว่าเราจะไปนิพพานชาตินี้ได้หรือไม่ได้ยังไม่แน่ ถึงแม้ว่าจะไปได้แน่ก็ต้องกันกันไว้ก่อน สำคัญคือ

    ๑. ทานต้องมี ทานการให้เป็นปัจจัยให้มีทรัพย์สินในชาติข้างหน้าจะร่ำรวย เราจะไปนิพพาน เราจะไม่มีโอกาสรวยก็ช่างมัน หวังว่าบังเอิญถ้าไปไม่ได้เราต้องรวยไว้ก่อน
    ๒. ศีล เป็นปัจจัยให้มีร่างกายมีความอุดมสมบูรณ์ คนที่รักษา ศีลบริสุทธิ์ จะมีร่างกายสมบูรณ์แบบทุกอย่างครบอาการ ๓๒ ถ้ามีจิต เมตตามาก จะมีความสวยมาก และก็จะไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน มีอายุยืนนาน นี่เรื่องของศีล

    เรื่องของ ภาวนา ก็เป็นเหตุ ถ้ายังไปนิพพานไม่ได้ก็ เป็นคนมีปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำแล้วก็ตั้งใจว่าการตายคราวนี้ เราขอตายครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายขึ้นชื่อว่าร่างกายอย่างนี้จะไม่มีต่อไปอีก เมื่อตายครั้งสุดท้ายก็ไม่เกิดมาเพื่อตายใหม่ อันนี้อย่าลืมนะ ตัวนี้เป็น วิปัสสนาญาณสูงมาก ใช้ศัพท์ง่าย แต่เป็นกำลังวิปัสสนาญาณตัวสุดท้ายคือ ตัดอวิชชา ไม่ใช่ต้องไปนั่งไล่เบี้ยตามหนังสือเรื่อยเปื่อย เอาง่ายๆ ตัดสินใจให้มันแน่นอนว่าการตายของร่างกายครั้งนี้ ถือว่าเป็นการตายครั้งสุดท้าย เพราะร่างกายที่มีอยู่ปรากฏว่ามีแต่ทุกขเวทนาทุกวัน ทุกขเวทนามีอะไรบ้างก็นั่งนึกตามความเป็นจริง

    ๑.ตื่นขึ้นมาแล้วมันหิว ความหิวก็เป็นทุกข์ ทุกข์ตัวแรกเมื่อตื่นใหม่ๆ ก็เกิดจากการปวดอุจจาระปัสสาวะมันก็เป็นทุกข์เป็นประจำวัน

    ๒.การป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นอาการของความทุกข์

    ๓.ความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวังเราตั้งใจอยากได้อะไรไม่ได้อย่างนั้นสมความตั้งใจ มันก็เป็นทุกข์

    ๔.การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มันก็เป็นทุกข์

    ๕.ความตายจะเข้าถึง มันก็เป็นทุกข์

    ทั้งหมดนี้อาศัยใคร ใครเป็นเหตุให้เราทุกข์ ท่านผู้นั้นคือ ร่างกายทุกข์มันเกิดจากการมีร่างกายอย่างเดียว ในเมื่อร่างกายอย่างนี้มันเป็นทุกข์อย่างนี้ เราก็ไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดหมายปลายทางนั่นคือ นิพพาน ถ้าญาติโยมพุทธบริษัทคิดอย่างนี้ทุกวันแม้จะเป็นเวลาเล็กน้อยก็ไม่สำคัญ ตื่นขึ้นมาจะเป็นเวลาไหนก็ได้คิดอย่างนี้เสียก่อนแล้วก็ภาวนา คำว่าภาวนาจะภาวนาว่าอย่างไรก็ไม่ว่า ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน ถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนจะภาวนาว่าอย่างไรก็เหมือนกัน ถือว่าเป็น พุทธานุสสติ ถ้าเป็นอย่างนี้คิดจนชินสมมุติว่าชาตินี้ถ้าเราจะตายจริงๆ ถ้าญาติโยมคิดอย่างนี้ทุกๆ วัน จะเป็นวันละเล็กน้อยก่อนหลับวันละ ๒ นาที ตื่นใหม่ๆ สัก ๓ นาที ทำอย่างนี้ทุกวัน ต่อไปไม่ช้าไม่นานนัก ถ้าถึงเวลานั้นญาติโยมไม่ได้คิดตามนี้จะมีการไม่สบายใจ ต้องคิดเสียหน่อยนึกเสียหน่อยตามปกติ ถ้าเป็นอย่างนั้นแสดงว่าท่านเป็นฌานในด้านนี้ แล้วจิตเป็นฌานอย่างนี้ขอยืนยันว่าลงนรกไม่ได้แน่

    ทีนี้เวลาที่จะตายให้สังเกตตามนี้ ถ้าหากว่าจะไปนิพพานได้ทุกคนจะเห็นพระพุทธเจ้าสวยงามมาก อยู่ใกล้ท่านหรือเห็นพระอรหันต์อยู่ใกล้ อันนี้ต้องเห็นทุกคน ขอยืนยันว่าเห็นทุกคนถ้ายังไม่เห็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เห็นพระอรหันต์ หรือเทวดา หรือพรหมก็ตาม เวลานั้นมันยังไม่ตายป่วยหนักยังไงก็ยังไม่ตาย ถ้าเวลาจะตายจะต้องเห็น ถ้าเห็นพระพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์อยู่แนวหน้า ข้างหลังเป็นเทวดากับพรหมอย่างนี้ ท่านไปนิพพานกันแน่

    ถ้าบังเอิญมีเทวดาหรือพรหมอยู่ข้างหน้าอย่างนี้ ยังไม่ไปนิพพาน อย่างนี้ถ้าตายแล้วต้องเป็นเทวดา เป็นพรหมหรือเป็นนางฟ้า แต่ก็ไม่ใช่ของแปลกถ้าเป็นเทวดาก็ตาม เป็นนางฟ้าก็ตามเป็นพรหมก็ตาม อีกไม่นานนัก พระศรีอาริย์ ก็ตรัส เราก็ฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์เพียงแค่จบเดียวอย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน แต่ความจริงถ้าบำเพ็ญบารมีกันอย่างนี้เขาไม่เป็นพระโสดาบันกันหรอกนะ ถ้าสมมุติว่าเรายังไม่ได้นะตายจากความเป็นคนเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์แล้วเป็น พระโสดาบัน ก็ซวยเต็มที อย่างนี้อย่างเลวต้องเป็น อนาคามี เป็นอย่างน้อย เพราะบารมีถึงแล้ว หลังจากนั้นก็ต่อบุญบารมีของเราเรื่อยขึ้นไปจนถึงนิพพาน เป็นอันว่าร่างกายประเภทนี้ที่เราไม่ต้องการไม่ต้องพบมันอีก เป็นอันว่าหมดเวลาพอดี ขอทุกท่านตั้งใจ

    edu-photo-197576089587.jpg
     
  9. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    วันนี้เดี๋ยวจะมาพูดคุยเรื่องคาถาสั้นๆที่ใช้กันง่ายๆ แถมมีคุณมากมายดุจฝอยท่วมหลังช้างกันนะครับ;)
     
  10. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    มะอะอุ

    อรุณสวัสดิ์ครับ เกี่ยวกับคาถามะอะอุนี้เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยเพราะจะเห็นได้จากคาถาหรือรอยจารของพระเกจิต่างๆ ซึ่งหลายครั้งพ่ออาจารย์ท่านก็ชอบใช้คาถานี้ในการจารเครื่องมงคลเหมือนกัน

    บางคนที่อ่านขอมพอออกบ้าง หรือบางคนที่เห็นรอยจารมะอะอุนี้ มีหลายคนและหลายครั้งที่เวลาเช่าเครื่องมงคลมักจะขอให้พ่ออาจารย์ท่านลงจารยาว จารเต็มๆ จารคาถาแปลกๆ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความคิดของเหล่าคนที่ชอบของพิเศษ ของแปลก ของที่ดูไม่ธรรมดา

    แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลย พ่ออาจารย์ท่านว่าถ้าพูดถึงคาถาแล้วไม่มีสิ่งใดเกินพุทโธ กับมะอะอุนี้ไปได้ ทั้งภาวนาก็มีคุณได้ล้านช่องดุจฝอยท่วมหลังช้างสุดแต่จะใช้ ซ้ำยังเป็นคำที่จำง่าย จำกันได้ขึ้นใจ ใช้ก็ยิ่งง่าย หากแต่กลับไม่ค่อยมีใครใช้กันไม่ว่าจะใช้ทางคาถาก็ดี ใช้ทางภาวนาก็ดี


    - เกี่ยวกับ มะ อะ อุ

    มะ อะ อุ คำสามคำนี้พ่ออาจารย์ท่านว่ามีปรากฏในพระสติปัฏฐานเกี่ยวเนื่องในวิธีทำสันโดษของพระพุทธองค์ เป็นคำสั้นๆแต่มีความหมายยิ่งใหญ่

    มะ ย่อมาจาก มหาปุริสะ หมายถึงพระมหาบุรุษผู้นั้น ทรงเปี่ยมไปด้วยกำลังแห่ง
    บารมีทั้งสามสิบทัศ โดยปฐมาจารย์แต่โบราณแทนอักษร"มะ"ด้วยกำลังของศีล ซึ่งศีลนี้เองก็เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นบาทฐานแรกแห่งการภาวนาทั้งปวง เช่นนั้นบุคคลผู้ทุศีล ผู้ไม่มีศีลสมบูรณ์แล้วย่อมจะกระทำการภาวนาให้ดีหรือสำเร็จนั้นเป็นไปไม่ได้เลย พ่ออาจารย์ท่านบอกว่าแค่อักษรมะตัวเดียวนั้นก็ครอบคลุมบารมีทั้งสามสิบทัศน์ไปทั้งหมดแล้ว

    อะ ย่อมาจาก อาโลโก ที่แปลว่าแสงสว่าง คำว่าแสง สว่าง ในที่นี้ย่อมถูกนำมาเปรียบกับสมาธินั่นเอง ดุจแสงสว่างที่ขจัดความโง่เขลา ความมืดบอดอันเกิดจากจิตที่เป็นสมาธิ พ่ออาจารย์ท่านให้เหตุผลว่าเพราะสมาธิในเบื้องต้นนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติย่อมปรากฏแสงสว่าง หรือนิมิตขึ้นมา เรียกว่าสีต่างๆก็ได้ เรียกว่ารัศมีก็ได้ซึ่งแสงสีเหล่านี้จะเกิดจากการปฏิบัติสมาธินั่นเอง เช่นนั้น"อะ"ตัวอักขระนี้ย่อมเปรียบเสมือนกำลังแห่งสมาธิฌาณ อันเป็นคติที่สองในบาทฐานของการภาวนา

    อุ ย่อมาจาก อุตมปัญญา ถูกนำมาใช้แทนความหมายของปัญญา พ่ออาจารย์ท่านว่าอันตัวอุตมปัญญานี้ไม่ใช่ปัญญาเพียงทั่วไปหากแต่เป็นปณิธานสูงสุดในพระศาสนาของพระตถาคตเจ้า นั่นคือกำลังปัญญาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า กำลังปัญญาอันไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนหรือเทียบเท่าและยิ่งกว่า เป็นกำลังปัญญาที่จะบังเกิดเฉพาะในพระสัพพัญญุตญาณมิได้มีปรากฏในพระอัครสาวกหรือพระสาวกหมู่หนึ่งหมู่ใด เรียกว่าเป็นคุณของพระพุทธเจ้าที่จะแสดงออกให้นิกรชนทั้งหลายได้พบเห็นด้วยพระฉัพพรรณรังสีทั้งหกประการเท่านั้น

    เช่นนั้นมะก็คือโชตินี อะก็คือพระแสง อุก็คือพระฉัพพรรณรังสี
    ซึ่งสามสิ่งนี้มีบาทฐานมาจากศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นหลักการสำคัญของการบำเพ็ญปฏิบัติ เป็นหลักการของการบรรลุโพธิญาณ เป็นองค์คุณและกำลังของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เช่นนั้นพ่ออาจารย์ท่านจึงว่ามะอะอุแค่สามคำนี้ถ้าผู้ใดรู้ความหมาย ถ้าผู้ใดภาวนาได้ หรือแม้แต่ผู้ใดเกิดศรัทธาอย่างจริงใจแลนำไปเป็นบาทฐานของการบำเพ็ญบารมีในชีวิตประจำวันแล้วล่ะก็ ผู้นั้นถือได้ว่ามีกำลังแห่งพระพุทธคุณ มีกำลังอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าท่านหนุนนำและเป็นผู้ชี้ทางการดำเนินชีวิตทีเดียว ดังนี้พ่ออาจารย์ท่านจึงกล่าวเสมอว่าอย่าได้ไปดูถูกดูแคลนพระคาถาใดๆเลย แม้จะสั้น แต่บทที่ว่าสั้นนั้นอาจจะประเสริฐที่สุด เป็นจุดแทนกำลังอันสูงสุดยิ่งกว่าบทยาวๆบทไหนๆก็เป็นได้ เช่นนั้นเธอจงรู้และนำไปใช้ จงใช้อย่างเข้าใจ และใช้กันให้เป็น

    edu-photo-197576089587.jpg

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 พฤศจิกายน 2018
  11. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    แจ้งการส่งEMS
    พี่วีรภัทร EV 7739 4222 5 TH

    พี่วิศณุกร EV 7739 4223 9 TH

    พี่ศิระ EV 7739 4224 2 TH
     
  12. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    ช่วงนี้มีคนถามหาตะกรุดมหาสะท้อนเข้ามาเริ่มจะหลายคนแล้ว ซึ่งตะกรุดตอนนี้ก็ไม่มีนะครับ เดี๋ยวมาติดตามพูดคุยกันอีกที
     
  13. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    ใครที่ชอบแนวย้อนมาร ชะลอกรรม ที่เป็นมากกว่ามหาสะท้อนเดี่ยวเอาไว้ติดตามรายการพระเจ้าย่างบาทให้ดีๆ บอกได้คำเดียวว่าสุดดั่งพ่ออาจารย์ท่านอุปมาว่าตัวเราเดินเหยียบอยู่ใต้ร่มพระฉาย(เงา)ของพระพุทธองค์ทีเดียว ***วิชานี้ท่านว่าคนไม่เชื่อไม่ต้องใช้ เพราะถ้าใครไม่เชื่อก็ตกนรกอย่างเดียวให้ผลแรงถึงขนาดนั้น ในขณะเดียวกันคนที่เชื่อที่ใช้ก็เหมือนขาเขาเดินเหยียบอยู่ในร่มเงาของพระตถาคตเจ้า
     
  14. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    มีคนฝากคำถามไว้ถึงวิธีทำให้รวย ซึ่งพ่ออาจารย์ท่านก็บอกว่ารวยกันได้ทำได้ง่ายๆโดยไม่ต้องพึ่งคาถา เอาไว้ติดตามพูดคุยกันพรุ่งนี้นะครับ :)
     
  15. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    วิชาพระเจ้าย่างบาทนี้มีคนสนใจอยู่มากจริงๆ เดี๋ยวรอบสายๆจะลงให้นะ บอกได้คำเดียวแค่เม็ดมหาธาตุที่พ่ออาจารย์ท่านทำวิชานำมาฝังนั้นก้ประสบการณ์ดีสุดๆทางพลิกดวงแล้ว ปกติก็ให้บูชาเอาไปทำจี้เลี่ยมทองของผู้หญิงก็เม็ดละสี่พันแล้วเพราะทำยากมาก ดังนั้นรายการนี้ใครได้ไปถือว่าคุ้มสุดๆเลย
     
  16. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    ร่วมทำบุญบูชา เหรียญย้อนมารพระเจ้าย่างพระบาท (ชะลอกรรม)

    "วิชานี้คนอาราธนา ดุจตัวเขาเดินเหยียบอยู่ใต้ร่มพระฉาย(เงา)ของพระพุทธองค์...เดินเหยียบอยู่ในร่มเงาของพระตถาคตเจ้า จะปิดกั้นตัวเขาออกจากเรื่องวุ่นวายต่างๆทั้งหลายทีเดียว"

    เพื่อไม่ให้รับรู้เรื่องวุ่นวายต่างๆ พ่ออาจารย์ท่านได้สร้างเครื่องมงคลที่ให้ผลทางมหาสะท้อนอย่างหนักควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองด้วยจุดประสงค์หลักที่ท่านตั้งใจไว้เพื่อให้คนใช้มีชีวิตที่ขยับเยื้อน เคลื่อนไหวได้แบบก้าวกระโดด ดังนั้นท่านจึงได้ทำวิชาพระเจ้าย่างพระบาทของเสด็จพระใหญ่ที่ถือว่าเป็นที่สุดของศาสตร์แห่งการสงเคราะห์ด้วยแรงครูอย่างแท้จริง ถึงกับว่าเหรียญสำคัญนี้ "ถ้าไม่น้ำตาตกอย่าเพิ่งเอามาใช้"

    ด้วยปัจจุบันท่านเห็นว่าคนเริ่มน้ำตาตกใน เจ็บช้ำน้ำใจจากภัยรอบด้านด้วยไม่อาจต่อต้านหรือเปลี่ยนแปลงวงจรชีวิตของตนให้ดียิ่งๆขึ้นไปได้ พ่ออาจารย์ท่านเห็นว่าอาการเหล่านี้ตรงกับคำของเสด็จพระใหญ่ท่านนั่นคือคนเริ่มน้ำตาตกในแล้ว ควรแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะเอาวิชาพระเจ้าย่างพระบาทนี้ให้กับคนที่เหมาะสมและคู่ควรใช้อาราธนาเพื่อวัตถุประสงค์ชะลอกรรมด้วยวิชาและแรงของครูต้นวิชานั่นเอง

    พระเจ้าย่างพระบาทนั้น พ่ออาจารย์ท่านเปรียบเทียบเอาไว้ว่าดุจครูท่านย่างเท้าก้าวเข้ามาในชีวิตเรา ดุจครูท่านยื่นขาเดินเข้ามาร่วมชะตากรรมอยู่กับเราเรียกว่าตกบันไดพลอยโจนทิ้งตัวลงมาอยู่กับเราแล้วเช่นนั้นก็ว่าได้ ดังนั้นวิชานี้จึงเป็นวิชาสำคัญที่เรียกว่าเลือดไม่เข้าตาอย่างถึงที่สุดก็อย่าได้นำมาใช้เพราะคุณครูบาอาจารย์นั้นจะช่วยให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างน่าประหลาดใจ ที่แย่กลับเป็นรุ่ง จากดวงที่ตกต่ำกลับได้ดีเจริญด้วยธนสารสมบัติ ทั้งยังปราบศัตรู ปราบทุกข์เข็ญ พิชิตมาร ทำให้สิ่งที่ข้องขัดและแน่นิ่งไปแล้วไหลลื่น สามารถก้าวต่อไปได้เรื่อยๆไม่หยุดอยู่กับที่และไม่ถอยหลังลงด้วยอาถรรพ์คุณวิชาดุจพระเจ้าเยื้องย่างพระบาทประกาศพระศาสนามีแต่จะก้าวไปข้างหน้าไม่มีทางถอยหลังกลับ เช่นนั้นจึงมีคติไว้ว่าผู้ใดรับไปอาราธนานั้นต้องมีบุญสัมพันธ์กับสมเด็จพระตถาคตเจ้า ด้วยเขาจะใช้ชีวิตดุจเดินเหยียบอยู่ในร่มเงาของพระศาสดา เช่นนั้นคนไม่เชื่อก็ไม่ต้องใช้ เพราะถ้าใครไม่เชื่อก็จะตกนรกอย่างเดียวด้วยเป็นวิชาของพระองค์ท่านให้ผลแรงถึงขนาดนั้น

    พ่ออาจารย์ท่านเลือกทำวิชาพระเจ้าย่างพระบาทนี้กับพระพิมพ์ลีลาทุ่งเศรษฐี ท่านว่านอกจากอาถรรพ์จากคุณวิชาแล้วรูปแบบพิมพ์ทรงก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันซึ่งกันและกันด้วย โดยท่านได้ขอยืมพระลีลาเม็ดขนุนกรุทุ่งเศรษฐีกำแพงเพชรมาหนี่งองค์จากศิษย์ที่มีความเป็นอยู่สุขสบายโดยเชื่อว่ามาจากพุทธคุณการอาราธนาพระพิมพ์พิเศษนี้ โดยทางผู้ให้ยืมก็มีข้อแม้อยู่ว่าเมื่ออาจารย์ท่านสร้างเสร็จต้องเก็บไว้ให้เขาร่วมทำบุญหนึ่งองค์ ที่ท่านยืมองค์พระเขามานั้นก็เพื่อจะตรวจดูว่าพระที่เจ้าสัวเขาใช้นั้นมีมงคลอย่างไร มีสิริเช่นไร โบราณเขาเสกอะไรไว้ บรรจุพุทธานุภาพด้านไหนและพระลีลาพิมพ์นี้ที่เศรษฐีเขาเชื่อว่าเปลี่ยนชีวิตเขานั้นมีคุณต่างจากพระลีลากรุนี้องค์อื่นๆอย่างไร พอท่านรู้แล้วท่านก็ปั้นหุ่นเทียนเป็นพระพิมพ์ลีลาเม็ดขนุนเช่นนั้น ด้วยถือคติว่าจะทำวิชาพระเจ้าย่างพระบาทใส่พระลีลาก้าวหน้าให้เป็นมงคลนิมิตแห่งความก้าวหน้า ความเจริญรุ่งเรือง ความสำเร็จเพิ่มพูนเกียรติยศแบบไม่รู้สิ้นสุด ดั่งคำว่ามีแล้วไม่จนเป็นอย่างไรท่านก็จะทำให้เช่นนั้น เพราะนี่คือพระเศรษฐี เพราะนี่คือพระพุทธลีลา เพราะนี่คือพระประทานพร เป็นพระองค์เดียวที่มีคุณูปการอุปถัมภ์ให้คนใช้เจริญก้าวหน้าเป็นเศรษฐีได้ไม่หยุดนิ่งซ้ำยังประทานพรให้เราดั่งใจได้ทุกสิ่ง ท่านนำหุ่นเทียนนั้นมาเสกทำวิชาให้แก่กล้าอิทธิคุณดุจพระลีลากรุทุ่งเศรษฐีองค์นั้นทีเดียว พ่ออาจารย์ท่านเสกกำกับทำวิชาจนมั่นใจว่าใครได้ไปมีไว้จะไม่ตกอับ จะต้องสำเร็จ และต้องเจริญไปควบคู่กันเท่านั้น เรียกว่าเสกให้เสร็จนานนับเดือนตั้งแต่เป็นหุ่นเทียนนั่นทีเดียว

    ต่อจากนั้นท่านจึงนำธาตุกายสิทธิ์มาหลอมรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อลงวิชาอาถรรพ์พระเจ้าย่างพระบาท อันมีอำนาจพิเศษนอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้วเพื่อใช้ชะลอผลแห่งกรรมได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ท่านเองยังได้กำกับวิชาชะลอกรรมตามศาสตร์ของหลวงปู่แช่ม วัดตาก้อง เสริมลงไปด้วยอีกคำรบหนึ่งเพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดผลการชะลอกรรมทั้งหนักและเบาทั้งหลายอย่างแน่นอนด้วยอำนาจแรงครู เสร็จแล้วจึงนำแผ่นธาตุกายสิทธิ์มาอธิษฐานเข้าสมาธิเสกตามวิธีของท่านจนจิตเกิดความว่างแล้วถอยอารมณ์เดินคาถาเสกแผ่นธาตุศักดิ์สิทธิ์นี้จนเกิดนิมิตสำเร็จในเบื้องต้น พ่ออาจารย์ท่านว่าการชะลอกรรมนั้นชื่อก็ตรงตัวอยู่แล้วเราจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้อีก เอาว่ารู้ตัวกันนะสำหรับคนที่กรรมมันหนักมากจนหยุดไม่ได้แล้วจริงๆก็ควรรู้ตัว ในเมื่อหยุดไม่ได้แต่กลับชะลอได้ การชะลอนี้ก็คือการให้โอกาสเธอมีชีวิตใหม่ ให้โอกาสได้สะสม ได้ประกาศคุณงามความดีให้สมกับเป็นคนที่ได้รับโอกาสแล้ว อย่าเอาไปใช้ให้เสียของเปล่ามีโอกาสแต่กลับไม่ทำบุญไม่สนใจการภาวนา เช่นนี้ท่านว่าอย่าได้เอาไปเลยเพราะต่อให้มีของดีเพียงไหน มีโอกาสอย่างไรก็เสียชาติมนุษย์เปล่าๆ

    พ่ออาจารย์ท่านอธิษฐานจิตหลอมรีดทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าห้าสิบหกครั้ง เท่ากับกำลังของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ให้มีอิทธิคุณแฝดดั่งกำลัง ดั่งคุณของพระชินสีห์เช่นนั้น ก่อนจะหล่อหลอมให้สำเร็จและเทเนื้อธาตุเป็นพระพิมพ์ และทำการเสกพระพิมพ์นั้นทั้งยังเชิญเสด็จพระใหญ่มาแผ่กำลังทำวิชาพระเจ้าย่างพระบาทให้จนสำเร็จในวาระแรกอีกแปดสิบครั้งให้ได้เท่าวาสนาของพระชินสีห์ดั่งกำลังของ “พุทธะ” ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รื่นเริงอยู่ในธรรม และไม่มีการหวนกลับย้อนคืนมาสู่ความเป็นปุถุชนอีก เมื่อก้าวไปข้างหน้าย่อมขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด(พ่ออาจารย์ท่านว่าวิชานี้ทำยากอย่างมาก แค่คิดจะเสกก็นานนับปีแล้ว เพราะทุกอย่างของพิธีกรรมล้วนสัมพันธ์กับวาสนาของพระตถาคตเจ้า ด้วยหมายเอาวาสนานั้นดึงคน ดึงผู้มีบุญสัมพันธ์ในอดีตอยู่บ้างแม้เพียงเล็กน้อยกับพระองค์ให้พ้นออกจากเรื่องวุ่นวายทั้งหลาย) หลังจากนั้นจึงนำมาทำวิชาเศรษฐีก้าวหน้าอีกวาระหนึ่งเพื่อหวังอานิสงส์ให้กำราบทุกข์เข็ญ ความอดอยาก แห้งแล้ง และโรคภัยนานาประการที่กำลังเป็นอยู่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ที่จะเห็นแจ้งแก่ตนเองว่าไม่ช้าไม่นาน ทั้งอาเพศ ภัยร้าย และทุกข์เข็ญ ความอดอยาก สิ่งขาดแคลน และโรคที่ย่ำยีทั้งหลายจะค่อยๆหมดไปอย่างน่าอัศจรรย์ ให้ผู้ใช้อยู่รอดปลอดภัยจากทั้งภัยของมนุษย์ที่พยายามคุกคาม ภัยจากอมนุษย์ ภัยจากธรรมชาติ และภัยที่มีอันตรายจนอาจทำให้เจ็บให้ตายได้ เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย มีกินมีใช้ต่อเนื่องไปจนถึงกาลดับซึ่งธาตุสังขาร ทั้งยังส่งเสริมให้มีวาสนาและบารมีเหนือผู้อื่นๆ แลมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพหน้าที่การงานที่คิดจะทำ ได้เป็นเจ้าคนนายคนหรือประสบความเจริญรุ่งเรืองในกิจธุระแห่งตน มีชีวิต ขยับเยื้อนเคลื่อนไหวได้แบบก้าวกระโดด

    เมื่อได้องค์พระแล้วท่านจึงนำมาอุดด้วยผงพระเจ้าเปิดบาตรอีกรอบหนึ่ง พ่ออาจารย์ท่านว่านอกจากจะเจริญก้าวหน้าแล้วยังต้องอุดมสมบูรณ์ด้วย ให้อุดมสมบูรณ์ร่ำรวยในโภคทรัพย์ ให้อยู่ยั้งยืนยงเป็นหลักชัยแห่งความสำเร็จ ด้วยอาศัยคุณบาตรแห่งพระตถาคตเจ้าที่เปิดเมื่อไหร่เป็นเต็มเมื่อนั้น อุปมาดั่งพระองค์เลี้ยงภิกษุและพุทธบริษัทได้มากมายฉันใดก็จะเผื่อแผ่พระพุทธานุภาพมาฉุดดึงเราได้มากมายดุจเดียวกัน ทั้งนี้องค์พระเจ้าย่างพระบาทนั้นพ่ออาจารย์ท่านยังได้นำสิ่งมงคลมีอิทธิคุณรุนแรงฝังไว้เสริมอำนาจให้อีกดังนี้
    - เม็ดมหาธาตุปาฏิหาริย์ ของใช้เฉพาะทางด้านพลิกกลับชะตาชีวิตคนที่พ่ออาจารย์ท่านหวงแหน ท่านว่าเขาก็มีชื่อ มีคุณสมดั่งชื่อของเขานั่นคือเม็ดมหาธาตุที่เอาไว้สร้างปาฏิหาริย์นั่นเอง พ่ออาจารย์ท่านว่ากว่าจะทำมาให้คนได้ใช้ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะท่านต้องนำธาตุปาฏิหาริย์พูดง่ายๆก็คือพระกรุต่างๆที่ท่านทำพิธีไปดัก ไปเชิญขึ้นมานำมาเก็บไว้นำมาล้างมาหล่อหลอมกำลังธาตุและหุงประชุมธาตุทั้งหมดใหม่ ท่านว่าพระกรุเหล่านี้แม้จะเอาองค์อื่นในกรุเดียวกันมาใช้ก็ยังนับว่าใช้ไม่ได้ ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น ด้วยท่านจะใช้เฉพาะพระกรุที่เสด็จหนี วิ่งได้ตามพื้นดิน ต้องทำพิธีดัก ทำพิธีขุดกว่าจะได้ซักองค์นั้นพ่ออาจารย์ท่านว่าลงทุนลงแรงไปมากมาย เพราะเชื่อว่าพระกรุประเภทนี้จะมีคุณแรงกล้ากว่าพระองค์อื่นในกรุเดียวกันดุจเป็นองค์จ่าฝูงที่แก่กล้าอิทธิคุณกว่าองค์อื่นทั้งหมด ท่านว่าสมัยสามถึงสี่สิบปีก่อนท่านก็จะออกหาจะคอยดักทั้งพระท่ากระดาน พระร่วงและพระยอดขุนผลต่างๆซึ่งตอนนั้นยังไม่มีราคาค่านิยมมาก พอได้มาก็สะสมไว้แล้วตอนหลังครูสมเด็จท่านแนะนำให้ทำเม็ดมหาธาตุปาฏิหาริย์นี้ขึ้นมา เมื่อหล่อออกมาได้แล้วก็จะนำมาตีบุไว้ด้วยแผ่นตะกั่วน้ำนมที่ลงคาถามหาเศรษฐี เก็บเอาไว้ให้คนที่มีศรัทธาอย่างจริงใจนำไปทำจี้ทองคำเลี่ยมบูชา พ่ออาจารย์ท่านว่าเม็ดมหาธาตุนี้มีปาฏิหาริย์มากนะไม่ใช่เพียงหนุนชีวิต พลิกชีวิตแต่คุ้มครองเองก็ใช่ย่อย เห็นคนที่เขาห้อยเขาว่าแม้แต่ฟ้าผ่าลงมาใส่เขาก็ยังไม่เป็นอะไร(ไม่ใช่ฟ้าผ่าไม่ตายนะ)แต่คนเขาว่าเห็นสายฟ้านั้นแยกออกเป็นหลายเส้นและเบี่ยงออกไป นั่นคือแม้ฟ้าก็ยังไม่ทำอันตรายผู้ครอบครองมหาธาตุนี้
    - ตะกรุดย้อนมารสะท้อนกลับ ดีก็คืน ชั่วก็สนอง ให้ทำใจกลางๆเดี๋ยวเกิดผลเองให้ทำใจเสียว่า "กรรมใครกรรมมัน" พ่ออาจารย์ท่านได้ลงเฑาะว์มหากระดอนสะท้อนกลับ เสริมด้วยมหาสะท้อนย้อนมารผลาญศัตรู ท่านว่าวิชาตะกรุดชุดนี้ฉันทำไว้ให้เธอแค่กันตัวนะอย่าเอาไปใช้ทำร้ายใคร เพราะปกติแล้ววิชานี้จะมีแรงครูสูงมาก สมัยลองวิชาท่านว่ามีแขกฮินดูมาทำของใส่ฉัน ตอนนั้นเขาท้าตรงๆซึ่งหน้ากันเลย เรียกว่าเราก็ยอมให้เขาท้าเลยอยากทำอะไรก็ทำไป ตัวเราก็นั่งภาวนาตำรับย้อนมารไปเรื่อยๆนี่แหละ ส่วนในมือก็กำหนดจิตขีดลากเฑาะว์ตัวนี้แล้วตบเอาคุณไสยที่เขาทำมากลับไป ปกติวิชาทางนั้นของพวกแขกทมิฬจะนับว่าเป็นวิชาฆ่าคนแบบไร้รูป ไร้เสียงที่ค่อนข้างรุนแรงขนาดว่าแม้โดนไปก็ยังตายทรมานเรียกว่าถึงตายก็ไม่ได้ตายดีและแก้ไขได้ยากมากที่สุด แต่คุณของการสะท้อนย้อนมารนี้ พ่ออาจารย์ท่านว่าเวรกรรมมันสนองตรงนั้นเลย นับถอยหลังไปสามวันไอ้ไสยวิชชาที่เค้าทำเรานั่นแหละก็เข้าตัวเขาและตายตกไปชนิดไม่น่าดูชม ดังนั้นวิชาสะท้อนตัวนี้พ่ออาจารย์ท่านจึงนำมาฝังไว้ในองค์พระให้คุ้มครองป้องกันตัวผู้บูชา ท่านว่าเราจะไม่เสี่ยงทำเป็นตะกรุดเฉยๆเด็ดขาดเพราะไม่รู้ว่าอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆของคนปกตินั้นเขาจะเอาไปใช้ทำอะไรกันบ้าง เพราะวิชานี้ถ้าลองได้กำตะกรุดและไปสาปแช่งใครเข้าแล้วเอาว่าผลน่ากลัวจนไม่กล้าคิดทีเดียว ดังนั้นท่านจึงบรรจุไว้ในองค์พระ ท่านว่าหากใครคิดร้าย ทำร้าย หรือกระทำเราก็ให้เขารับเวรรับกรรมไปตามสมควรแห่งความคิดและการกระทำเขาเท่านั้นพอ แม้เขาดีกับเราชีวิตเขาก็ดี แม้เขาร้ายกับเราชีวิตเขาก็สั้นเต็มทีเช่นนี้
    - พลอยดิบบูรพาจารย์ พลอยดิบชุดนี้พ่ออาจารย์ท่านว่าฉันเก็บไว้นานแล้วนะ สมัยก่อนเวลาไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์ที่ไหนก็จะขอเมตตาท่านให้ลงให้หน่อย เรียกว่าผ่านมือครูบาอาจารย์ยุคเก่าทำวิชาให้มามากมายจนฉันเองก็จำได้ไม่หมด ตั้งแต่หลวงปู่ขาวท่านก็เสกให้พร้อมกำกับว่าสว่างหมดแล้ว หลวงพ่อกวยท่านก็เสกให้เพราะฉันขอให้ท่านลงจินดามณีให้ด้วย หลวงปู่โต๊ะท่านก็ทำให้บอกว่าเสกรวมไว้กับพระปิดตา(ชุดดังในปัจจุบัน)เลย ...จนถึงหลวงพ่อฤาษีท่านบอกว่าข้าเสกไม่ลงว่ะเพราะคนที่ทำไว้ก่อนหน้าเขาเชิญพระพุทธเจ้ามาทำให้แล้ว ดังนั้นพลอยดิบชุดนี้พ่ออาจารย์ท่านจึงเก็บไว้และไม่ค่อยนำมาใช้เพราะกลัวคนจะเห็นว่าเป็นแค่พลอยดิบ กลัวคนเขาจะเผลอคิดปรามาสครูบาอาจารย์เพราะไม่ได้รู้ว่าเป็นของมีค่า ซึ่งพลอยดิบสมัยนี้ก็มีฝังอยู่ในวัตถุมงคลทั่วๆไป เช่นนั้นท่านจึงเก็บมาตลอดแต่หนนี้ที่ทำพระเจ้าย่างพระบาทนั้นพ่ออาจารย์ท่านตั้งใจจะทำให้องค์พระมีแรงครูหนุนนำอย่างแรงกล้า ท่านจึงนำเอาพลอยดิบชุดนี้มาฝังไว้ ท่านว่าใครรู้ค่าก็มาเอาไป

    เมื่อเสกทำวิชาและฝังของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆแล้ว พ่ออาจารย์ท่านก็ทำวิชาดั้นเมฆเสริมองค์พระอีกคำรบหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธี ท่านว่าดั้นเมฆก็คือยกเมฆบังดวงอาทิตย์ วิชานี้ต้องเสกแดดจ้าๆเสกกำหนดนิมิตยกเมฆมาบังดวงอาทิตย์จนเมฆเคลื่อนมาบังปิดแสงนั้นทั้งหมด ท่านว่าอาถรรพ์แห่งคุณวิชานั้นกันเดือดร้อน กันทุกภัยทั้งปวงได้ เมื่อเสกดั้นเมฆแล้วพ่ออาจารย์ท่านต้องถอนจิตมาระดับอุปจารสมาธิเชิญเสด็จพระใหญ่และครูต้นวิชาเต็มอัตรากำหนดจิตให้ผู้นำไปใช้สมความปรารถนา ทั้งยังยกดวง ยกชะตา ยกใจคน ยกชีวิตคนไม่ให้ตกต่ำ ท่านว่าเมื่อยกขึ้นเขาก็จะไม่ล้ม เมื่อเขาไม่ล้มเขาก็จะก้าวต่อไปเรื่อยๆไม่หยุดนิ่งเช่นนั้นจึงเป็นอันเสร็จพิธี

    คาถาบูชา
    พุทโธ ภควา (พ่ออาจารย์ท่านว่าถ้ากำลังใจดีก็นึกถึงพระพุทธเจ้าและเกาะพระองค์ท่านไปไม่ต้องใช้คาถาใดๆเลย แต่ถ้ากำลังใจยังไม่ถึงก็ให้ภาวนาไปจนนิ่งแล้วเกาะท่านไป)

    *** องค์พระนี้เหลือให้บูชาห้าองค์ พ่ออาจารย์ท่านว่าไม่ให้พูดเยอะเพราะตั้งแต่เริ่มทำทุกอย่างก็ถูกกำหนดให้เข้ากับวาสนาในพระตถาคตเจ้า จะมีเฉพาะผู้ที่มีวาสนาสัมพันธ์กับองค์พระชินสีห์เท่านั้นที่จะได้ไปอาราธนา รับจองเฉพาะทาง PM รายได้ร่วมสมทบทุนวิหารทาน

    ร่วมทำบุญบูชา เหรียญย้อนมารพระเจ้าย่างพระบาท (ชะลอกรรม) บูชา 4,000 บาท

    45769053-265126447690938-7327912976680222720-n.jpg 45728276-2147096778645582-2505604287497764864-n.jpg
    45593437-486505878504300-246717343982419968-n.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 พฤศจิกายน 2018
  17. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    เหรียญย้อนมารนี่ ถ้าใครอ่านได้จนจบจริงๆนับว่ามีวาสนาแต่เดิมไม่ธรรมดาผมเชื่อแบบนั้นนะ แต่ถ้าใครได้อาราธนานี่ก็เป็นวาสนาล้วนๆอีกเหมือนกัน
     
  18. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    แจ้งการส่ง EMS

    พี่นฤชา EV 7740 4904 0 TH

    พี่กรธัช EV 7740 4905 3 TH
     
  19. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    พูดคุย

    - พระเจ้าย่างบาทนี่พ่ออาจารย์ท่านจะค่อยๆนั่งประสิทธิทำให้ ท่านว่าเราขอให้เขารวยขอจนครูบาอาจารย์ทานถามว่าจะเอาเงินไปทำอะไรนักหนา (อันนี้พูดตามท่านบอกก็ลองคิดกันเองครับแสดงว่าท่านต้องขอชนิดที่ไม่เกรงใจใครเพื่อให้คนใช้ได้ดีสุดๆจริงๆ)

    - ส่วนเรื่องที่ค้างกันไว้เมื่อวานก็คือทำอย่างไรให้รวยโดยไม่ต้องแขวนอะไรทั้งสิ้น เรื่องนี้พ่ออาจารย์ท่านตอบว่าทำง่ายๆนั่นคือรักษาศีลให้ครบเพราะศีลทั้งห้าข้อนั่นแหละจะเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์ ถ้าเราเคร่งครัดรักษาครบ รักษาได้ทุกข้อ ยิ่งอันไหนที่เป็นนิสัยแก้ได้ยากและเราทำมาประจำ ถ้าเราลดเราเลิกได้อันนี้ยิ่งมีอานิสงค์มาก ตั้งแต่เลิกฆ่าสัตว์ เลิกเบียดเบียนสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ลักเล็กโขมยน้อยหรือไปหยิบฉวยอะไรที่เจ้าของเขาไม่ให้... นี่ตรงนี้พ่ออาจารย์ท่านบอกว่ารักษาศีลห้านี่ทำได้ง่ายๆเลย เอาแค่มีสติเราก็รักษามันได้แล้วทุกข้อ เพราะพอเรามีสติเราก็รู้ตัว รู้ว่าเราคิดอะไร พอมันคิดแล้วเราก็ต้องรีบดับความคิดนั้นเสียอย่าปล่อยให้ความคิดมันพัฒนาเป็นความอยาก ความตั้งใจและเปลี่ยนเป็นการกระทำ ถ้าเราดับได้เสียตั้งแต่ยังเป็นความคิดเช่นนี้รับรองศีลจะครบ เราจะมีบุญเป็นที่พิศมัยของมนุษย์และอมนุษย์ และในเรื่องอื่นๆเช่นโชคลาภ ความโชคดี ความสำเร็จอะไรทั้งหลายนั้นมันจะไม่ใช่สาระสำคัญเลย ซ้ำมันจะเดินเรียงหน้าเข้ามาหาเราเอง เพราะศีลนั้นนำความสุขมาให้ ถ้าเราดับความคิดชั่วร้ายได้ผลมันก็จะทำให้เราโชคดีพูดง่ายๆตรงๆกันแบบนี้เลย แต่ต้องจำไว้ว่าให้ทำเป็นนิสัย ให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำได้เรื่องนึง ทำได้ชั่วโมงนึง ทำได้วันนึงแล้วมันจะไปเปลี่ยนชะตาชีวิตเราได้ ท่านว่าต้องทำไปเรื่อยๆเป็นขั้นๆต่อเนื่องสะสมขึ้นไปเหมือนเราหยอดกะปุก ให้หยอดไปเรื่อยๆไม่ต้องนับ หยอดไปประจำจนเป็นนิสัยเดี๋ยวมันก็เต็ม

    - สุดท้ายก็เรื่องของพี่จักร อันนี้ใครมองข้ามไปเรียกว่าหดหู่แทนจริงๆ มีพี่ท่านนึง (คนนี้ดวงตาจะแจ่มใสมาก) เค้าว่าเช้าวันที่พี่จักรมาถึง(ems) พี่เขาก็มีนิมิตว่าได้กลืนกินจักรลงท้องไปทั้งสององค์ พอกินลงไปแล้วดั่งคล้ายอารมณ์เข้าสู่สมาบัติขั้นสูงสุด ***อันนี้ก็บอกไว้แต่ต้นแล้วว่าเป็นของคู่บารมีคนจริงๆ ของใครของมัน แต่ให้จำไว้ว่าจักรนั้นเป็นเครื่องบริโภค(พาหนะ อาวุธ)ของเทพเจ้า ของโพธิสัตว์ ของพระจักรพรรดิ์ เช่นนั้นคนไม่มีบุญจะถือครองไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเค้าจะไม่สนใจ ไม่รู้ค่าไปเฉยๆ ในขณะที่คนมีบารมีมากพอ บำเพ็ญสั่งสมบุญมาจนถึงจุดๆหนึ่งแล้ว เค้าจะรู้ได้ทันทีว่าจักรนี้เป็นตัวแทนจักรรัตนะในอนาคตกาลของเขา จะต้องมาเสริมส่งสร้างบารมีไปกับเขาทุกชาติ พี่คนนี้เขาบอกว่าพี่จักรรุ่นนี้เป็นตำนานและมีอะไรยิ่งกว่าหมายถึงขั้นที่มากกว่าที่พ่ออาจารย์ท่านบอกเอาไว้จริงๆ ขนาดที่พ่ออาจารย์ท่านบอกว่าถ้าชีวิตใครตกต่ำให้ถือจักรนี้บูชาคนละสององค์ แต่พี่เขาว่าชีวิตเขาราบรื่นดีแต่ก็มีนิมิตกลืนกินจักรไปทั้งสององค์ จะเห็นได้ว่าบางอย่างถ้าพ่ออาจารย์ท่านบอกอะไรไว้อันนั้นก็คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับบางคนจริงๆ

    296fdde1cd55120c40233d6fb1e12327-d25vj52.jpg
     
  20. คุรุปาละ

    คุรุปาละ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    6,454
    ค่าพลัง:
    +21,582
    อรุณสวัสดิ์ครับ

    รายการที่โอนๆไว้เดี๋ยวเคลียร์ยอดจัดส่งให้วันจันทร์นะ

    ก็จะมาเล่าต่อเพราะได้ข้อความไลน์มาเมื่อคืนเรื่องของสุทัศนจักร พี่เขาเล่าว่าคืนก่อนนั่งสมาธิโดยกำพี่จักรไว้ เห็นเทพเจ้าฮินดูองค์หนึ่งท่านมาให้เห็นหน้าตาคุ้นๆแต่นึกไม่ออกว่าท่านใดเพราะปกติจะจำได้แต่พระศิวะ ซึ่งท่านมีเอกลักษณ์ที่ศรีษะคล้ายใส่มงกุฏทองใหญ่ๆจำได้เฉพาะจุดนี้ พอออกจากกรรมฐานก็เปิดกูเกิ้ลเพราะจำได้ว่าใส่หมวกอะไรทองๆนี่แหละ จึงหารูปพระนารายณ์ก่อนเลยสรุปรูปที่เจอเป้ะมากเหมือนกันกับที่ท่านแสดงให้เห็นเลย ***พี่เขาเล่าเพิ่มเติมว่าก่อนออกพระไพรีพินาศสักหลายวันพระขันธกุมารท่านก็มาโปรดให้เห็น ก็จำได้เพราะสีเสื้อกับหน้าตาดูหนุ่มกว่า

    **ก็เอามาเล่าพูดคุยกันไว้ เอาว่าใครได้จักรรุ่นนี้ไปเอาไปนั่งกำเวลาเข้าสมาธิดู หรือจะพกติดตัว จะใช้อย่างไรก็ตามแต่จะอธิษฐานได้เลยเพราะพ่ออาจารย์ท่านว่ากำหนดนิมิตให้จักรครอบตัวเราเองก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง
     

แชร์หน้านี้

Loading...