ลมหายใจหาย

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย RONALINTER, 14 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. RONALINTER

    RONALINTER สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2011
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +1
    ผมมีปัญหาที่แก้ไม่ตก คือ ตอนนี้ลมหายใจผมเบามาก หลังจากนั่งสมาธิปกติจะจับลมหายใจเป็นอารมณ์คือสังเกตุการเข้าออกผ่านจมูก เมื่อผ่านการนั่งสมาธิครั้งล่าสุด ปรากฎว่าลมหายใจผม ไม่สามารถจับได้จึงทำให้ต้องพึ่งส่วนอื่นเช่นสังเกตุในท้องที่เคลื่อนไหว แต่จับสมาธิได้ยากมาก ตอนนี้เวลาหายใจแรงๆ ถึงมีลมชัดเจน และเวลาขึ้นบันไดจะสังเกตุว่าลมหายใจแรงขึ้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเลย มันดีตรงที่ไม่ต้องกังวลเรื่องลมหายใจ แต่ผมจับลมหายใจไม่ได้ทำให้สังเกตุการเข้าฌานไม่ได้ ต้องสังเกตุอารมณ์ตัวเองอย่างเดียวและเดี๋ยวนี้ปิติก็น้อยลง รบกวนถามผู้รู้ด้วยครับว่าผมเป็นอะไร และต้องทำอย่างไรต่อไปครับถึงจะทำให้สมาธิก้าวหน้า
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กุมภาพันธ์ 2011
  2. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    ขออภัยผมฝึกสติมาน้อย ขอตอบตามสติปัญญา
    สติ คือความ ระลึกรู้
    สมาธิ คือความ ตั้งมั่นในความรู้
    ปัญญา คือความ รอบรู้
    เจริญ สติ มากๆไม่ต้องกังวลลมหายใจว่ามีหรือไม่มี
    และไม่ต้องกังวลการเข้าฌาณ
     
  3. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    ลมหายใจมันไม่มีถึงขนาดว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกไม่รู้เลยหรือครับ และกระทบฐานไหนก็ไม่รู้หรือครับแปลกดี
     
  4. RONALINTER

    RONALINTER สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2011
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +1
    มันเบามากครับ งงครับ เคยแต่กำหนดรู้ลมหายใจ พอมันเบา ก็เลยไปไม่เป็น
     
  5. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    เบาก็ให้รู้ว่ามันเบาครับ หายไปจับไม่ได้แล้วก็ให้รู้ว่ามันจับไม่ได้ครับ
    อย่างน้อยมันน่าจะมีความรู้สึกเย็นหรือการกระทบอะไรบ้างนะครับ
    ลมหายใจผมก็เบาเหมือนกันครับ คือมันอาจจะละเอียดมากจนรู้สึก
    ว่าหายใจเข้าไม่มีอะไรเข้า หายใจออกไม่มีอะไรออกแบบนั้นหรือ
    เปล่าครับ
     
  6. RONALINTER

    RONALINTER สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2011
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +1
    ประมาณนั้นครับ มีคนบอกให้จับอะไรก็ได้ที่เคลื่อนไหวและจับง่ายสุด ผมก็ลองจับไปที่ท้องพองยุบ อาจจะชินกับการดูลมหายใจก็เลยไม่คล่องมากกว่าครับ
     
  7. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    อย่าไปสำคัญการปฏิบัติว่า เป็น การยึดจับ สิ

    การรู้ลมนั้น

    รู้แผ่วๆ มีรู้ไหม มีจิตที่เข้าไปรู้ไหม
    รู้หนาๆ มีรู้ไหม มีจิตที่เข้าไปรู้ไหม
    รู้ว่าไม่รู้ลม มีรู้ไหม มีจิตที่เข้าไปรู้ไหม

    สำคัญที่ ตัวรู้ ไม่ใช่ที่ตัวลม ลมแค่กายอย่างหนึ่ง เอาไว้อยู่สุข
    เมื่อใช้ลมเป็นกาย สังขารความคิดอกุศลจะทลายหายหมด เว้น
    แต่จะรู้ลม สลับกับกาย กับสังขาร กับเรื่องกับราว เมื่อนั้น ทิฏฐิ
    อื่นแทรกได้ ก็จะไหลไปกับเรื่องราว โดยที่ลมก็ยังรู้ แต่จริงถือว่า
    ไม่รู้ลมแล้ว เพราะรู้หลายตัวเกินไป

    ทีนี้ เราก็ไม่ไห้หมายจะจับลม มาเฆี่ยน มาตี มาให้แต้ม มาลำดับฌาณ
    อะไร ของมันจะมี มันมีตามปัจจัย ไม่ใช่การหมายจะเข้าไปเป็น แต่
    เกิดจากการหมั่นประกอบอย่างพอเหมาะ ของมันก็เกิดขึ้นมาตามเหตุ
    ปัจจัยให้เราได้อาศัยระลึก อาศับเข้าไปรู้ ฝึกที่ รู้ อบรมการรู้

    เพราะการรู้ เป็นเรื่องของจิต เราอบรมที่ตัวจิตให้ทำหน้าที่ระลึกรู้
    สภาพธรรม

    ดังนั้น ที่คุณทำ เรียกว่า ก้าวหน้า ไม่รู้ลมก็รู้ หลังจากนั้นจะระลึก
    ได้ จิตก็จะกลับไปรู้ลม ตรงอาการระลึกได้นี้ เป็นการฝึกเจริญให้
    สติมีขึ้น สติมีขึ้นมาตามเหตุปัจจัยอีกเช่นกัน ไม่ใช่เราไปหมายๆ
    ตั้งสติสตังค์ อันนั้นเอาไว้ใช้กับโลก ซึ่งก็หมายๆได้ถึงโลกียฌาณ
    แต่มันก็เป็นการหมายๆ ดังนั้น เราก็ระลึกที่การหมายๆเหล่านั้น
    ให้เห็น "สัญญาจะจับเกิดขึ้น สัญญาจะจับดับลง" ตามเห็นการ
    ตั้งอยู่ดับไปของสัญญา จิตจะมี สติระลึกรู้ได้เร็วขึ้น

    จิตมีสติเร็วขึ้น คุณภาพการรู้ ก็ดีขึ้น อบรมจิตได้ถูกต้องเข้าเป้าเข้ามา
     
  8. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ตอนขึ้นบันได สังเกตนะว่า ลมหายใจเราปราณีตขึ้น แต่เมื่อไหร่ก็ตาม
    เป็นการรู้ลมแบบจับลม เมื่อนั้นจะเสียดแทงหัวใจ กายชา ขาชา ตัวเบา
    เป็นสมถะอย่างหนึ่ง แต่ไม่ถูกต้อง

    แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ลมหายใจปราณีตดีอยู่แม้ขึ้นกระไดมาหลายขั้น ไม่หอบ
    แถมกายระงับ ใจระงับ การให้ค่าต่อสรรพสิ่งระงับ แต่ก็มองอยู่ แลอยู่ มีสติ
    มีสัมปชัญญะครบ และ เราไม่ไปจับ ไม่ไปคว้า คาดคั้นใจให้อยู่ที่ลม แต่
    เราตามเห็น "การรู้" ว่ามีอยู่ไหม รู้เข้าไปที่การรู้ลม ยังมีอยู่ไหม สำคัญ
    ที่การปรากฏของรู้ อันนี้เรียก "จิตในจิต" หากพิจารณาเข้ามา กายไม่เสียด
    แทง หัวใจไม่เสียดแทง ระงับปรกติตามสภาพ(จริงๆ เต้นรัวก็ได้ เต้นช้าก็ได้ หายใจ
    ฟืดฟาดก็ได้ หายใจเบาๆก็ได้) แต่ใจระงับ อันนี้ เรียก ตั้งมั่นอยู่ที่รู้ เป็น
    สัมมาสมาธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นขณะๆ มีปิติที่ไม่ให้อามิส(ไม่เกิดนิมิต
    ไม่เกิดการแล่นไปรู้เรื่องคนอื่น) มีปัสสัทธิ(จิตใจรำงับภายในไม่สัดส่าย)

    แล้วสังเกตุดีๆว่า มันมีกิเลส วิ่งวน หาช่องเข้ากรุ้มรุม หากเราเผลอดำริ
    ตามมัน มันก็ก่อตัวเป็นความคิดอกุศล ระคนไป สลับกับการรู้ทันการ
    ปรุงแต่ง แล้ววิ่งเข้าป้อมมาที่การรู้ลม(เจโตวิมุตติกำเริบกลับ)เพื่อเจริญ
    เจโตวิมุตติต่อ

    การเห็นจิตเคลื่อนไหวทำงาน การชักเย้อระหว่าง กิเลส กับ สมาธิ ตรง
    นี้จะเป็นการเจริญปัญญา พิจารณาการเกิดดับของสรรพสังขาร ทั้งฝ่าย
    ขาว และฝ่ายดำ ไปอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ เรามุ่งที่ เจริญสติ เจริญ
    การรู้ เป็นหลัก

    * * * *

    เอ่อ ฟังแล้ว ก็อย่าไปหาเรื่องเดินขึ้นบันไดเพื่อจะดูหละ มันจะหลอก
    ขอให้ระลึกการปฏิบัติขณะใช้ชีวิตตามปรกติเท่านั้น คิด พูด ทำ กิน ดื่ม
    อ่าน เขียน ทำเนืองๆ เนาะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กุมภาพันธ์ 2011
  9. RONALINTER

    RONALINTER สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2011
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +1
    ขอบคุณอย่างสูงครับ สำหรับความรู้และสติเพราะผมมีอาการนี้ตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว คือตั้งแต่วันพฤหัสถึงศุกร์ผมจะกำหนดรู้ตลอดเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่เช้า ทำงานและทุกกิจกรรม พอเข้าสมาธิวันศุกร์หลังจากนั่งแล้วคล้ายๆกับการกำหนดลมหายใจมันติดอยู่กับช่องหายใจแบบนี้ แต่ก็รู้สึกดีนะครับคือมีความสบายใจ แต่อย่างที่ท่านด้านบนบอกคือ ให้ระลึกรู้ เพราะผมต้องระลึกรู้ให้ละเอียดมากขึ้นเพราะลมหายใจเบาขึ้น แต่หลังจากนั้นผมทำสมาธิหากไม่แน่วแน่จริงๆจะเข้าไม่ได้เพราะต้องละเอียดตามลมหายใจที่เบาขึ้นด้วยครับ
     
  10. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ยังก่อน ควรสดับทางแยกเอาไว้ด้วย

    อานาปานสติ ที่เป็นไปเพื่อ สติปัฏฐาน4 เพื่อโพธิปักขยิธรรมบริบูรณ์ จะมีการ
    เดินงาน เดินกิจกรรมของจิต เห็นพฤติจิต อาการของจิต ตามที่กล่าวข้างต้น

    แต่ อานาปานสตินั้น เป็นยอดกรรมฐาน แปลว่า หากตกจากยอด(เรื่องปรกติ)
    ก็จะตกไปสู่กรรมฐานกองอื่น โดยมากจะตกมาที่ "กายคตาสติ" เมื่อนั้นเธอ
    จะรู้ลมโดยมีอาการ ปิติทั้ง5 ปรากฏ หากสมัยใดที่จิตรู้ลมหายใจแล้วเกิดอาการ
    ปิติทั้ง5 ก็รู้จี้ไปที่ลม ฐานของการู้ลมให้ชัดๆ เพื่ออาบปิติเอาไว้ให้มากๆ จนกระ
    ทั่งพอดีแล้ว การรู้ลมหายไปหมดแล้ว จะเหลือแต่ปิติ สุข ตรงนี้มีทางแยก
    คือ ให้ค่อยๆน้อมจิตที่เปี่ยมสุขนั้นไปในนิมิตที่เป็นไปเพื่อกสิณ หากไปได้ จิต
    จะค่อยๆละความตื่นตาตื่นใจ เข้าไปสงบระงับกับสิ่งปรุงแต่งเหล่านั้น ก็ว่ากัน
    ไป เป็นไปเพื่อญาณทัศนะ เป็นไปเพื่อฌาณโลกีย์(ไม่เกิดปัญญาประหานกิเลส)
    ก็ลองแยกดู แต่ทำเท่าไหร่ก็ตื่นเต้น ผลิกไปกสิณกองไหนก็ตื่นเต้น ก็อย่ามัน
    แต่เสียอกเสียใจกับ งานสำรอง

    งานหลักคือ การเจริญโพธิปักขยิธรรมด้วย อานาปานสติ แบบข้างยนนู้นมีอยู่
    ก็เอาอันนั้นเป็นหลักเป็นเกณฑ์

    * * *

    อันนี้พูดไว้หน่อย เดี่ยวโดนข้อหา ตัดโอกาสได้ของเล่น(ของดีสำหรับสายตาเขา)


    * * * *


    ปริยัติ

    o การฝึกแบบที่สอง อาบปิติ น้อมไปสู่กรรมฐานกองอื่น เป็นการผันไปฝึก อารัมณูปณิชฌาน
    ผลที่ได้คือ ตั้งจิตผู้รู้ ทำจิตผู้รู้ให้เด่นดวง มีกำลัง

    o การฝึกแบบแรก ที่กล่าวไป จะมีการตาม รู้ในรู้ การตามรู้ในรู้นี้ เป็นการตามเห็นผู้รู้เกิด
    ดับ จึงไม่เรียกว่า ตั้งจิตผู้รู้ แต่อาศัยจิตผู้รู้ให้แสดงไตรลักษณ์ เป็นการฝึกฌาณแบบ
    ลักขณูปณิชฌาณ (อาศัยการตั้งขึ้นของจิตผู้รู้มาดูเกิดดับ) แต่การฝึกฌาณแบบนี้ ตอน
    จิตผู้รู้มันตั้ง หากตั้งแรงไปก็มักจะแล๊บ(เรียกอีกอย่างว่า หมดกำลังสมถะ)เข้าไปใน
    อารัมณูปฌิชฌาณได้ตามแต่วาสนา(เก็บกำลังมาพิจารณาต่อ) และ การติดข้อง(พาไม่ผ่าน)

    ก็พิจารณาเอาว่า ฝึกอันไหนเป็นหลัก ฝึกอันไหนแล้วได้อันไหนเป็นลาภ ถ้าชัดว่ามีแนวโน้ม
    จะได้ลาภ(อภิญญา) ก็ค่อยมาฝึก จะดีกว่า คาดเดาเอาเองว่าจะมีอภิญญาแล้วตะบี้ตะบันไป
    อย่างขาดข้อเท็จจริง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กุมภาพันธ์ 2011
  11. RONALINTER

    RONALINTER สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2011
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +1
    อาการที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ตลอดวันจะมีขนลุกเป็นระยะๆ ตอนแรกๆเกิดเฉพาะที่ขา หลังๆมาก็มีที่ศีรษะครับ อย่างท่านว่า จะเพลิดเพลินกับสิ่งที่เกิดใหม่ๆทุกครั้งคือ นั่งสมาธิแต่ละวัน ไม่ซ้ำอาการเลยครับ กราบขอบคุณที่ให้คำแนะนำครับ
     
  12. bestsu

    bestsu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    277
    ค่าพลัง:
    +617
    มีสิครับ แต่ละคนเจอไม่เหมือนกันน่ะ

    สิ่งที่ควรทำคือรู้อยู่อย่างเดียวไม่ต้องตาม สมาธิจะมาเอง
     
  13. bestsu

    bestsu เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    277
    ค่าพลัง:
    +617
    มันก็เป็นของเล่นเล็กๆน้อยๆ รู้ได้แต่อย่าติดครับ ยอมทิ้งมันไป แล้วจะพบกับของจริง
     
  14. pichak

    pichak Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    309
    ค่าพลัง:
    +69
    ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสภาวะ ดูเฉยๆ ไม่ต้องวิจัยวิจารณ์ ผ่านตลอด หลุดตลอด จะพบกับของจริง ได้เร็วกว่า เอะ อะ นั่น นี่
    ของจริงคือ สัจจธรรม (ไม่ใช่การบำเพ็ญ แต่หมายถึงความไม่ยึดติด ไม่มีใครได้อะไร ไม่มีใครเสียอะไร กับสังสารวัฏนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างอนิจจัง ไม่เที่ยง ยึดไม่ได้)
    หรือหากจะจบสั้น รู้แค่ไหนพอแค่นั้น เข้าสู่โลกุตตระหรือสัจธรรม เพราะ
    1.ภัยพิบัติเริ่มใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว
    2.เรือธรรมลำใหญ่ แห่งถิ่นกาขาวอันไกลโพ้น ได้มาสร้างบุญสัมพันธ์ไว้ในกึ่งพุทธกาล เป็นการง่ายที่จะกระโดดขึ้นเรือไปเลย แบบไม่ต้องสร้างลีลา เพราะมัวหลงกับการสร้างลีลาเดี๋ยวจะไปไม่ทัน
    ขอให้ได้อนิสงค์ร่วมกัน ที่จะสร้างความสว่างไสว ในทุกจิตญาณ ขอให้ทุกจิตญาณ ไม่ติดไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา
    สาูธุ สาธุ
     
  15. RONALINTER

    RONALINTER สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มกราคม 2011
    โพสต์:
    26
    ค่าพลัง:
    +1
    อย่างที่ผู้รู้ได้แนะนำผมด้านบนว่า พอรู้แล้วเดี๋ยวก็คืนมา เมื่อวานผมอธิฐานจิตว่า ขอให้ทุกอย่างเป็นปกติ เท่านั้นแหละอีกชั่วโมงก็กลับมาเหมือนเดิมครับ ขอบคุณทุกท่านครับที่แนะนำ ผมจะพยายามมีสติให้มากกว่านี้ ขอบคุณมากครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...