ลักษณะ ของ ธรรมะ อุทาน!!!

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ปราบเทวดา, 24 พฤษภาคม 2020.

  1. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา อาทิตตะปริยายะสุตตัง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,558
    ค่าพลัง:
    +2,166
    เกร็ดธรรม
    หลวงปู่พุธ ฐานิโย

    วัดป่าสาละวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา

    ...................

    จิต ของท่านผู้ใด ภาวนาแล้ว เกิดมีธรรมะอุทานขึ้นมา
    เช่นอย่างบางที พอจิตสงบลงไป

    จิตยังไม่ขาดจาก วิตก วิจาร
    ซึ่งประกอบด้วย ปิติ สุข แหล่ะ เอกกัคตาอยู่

    บางทีเกิดจิตว่างลง

    เกิดมีอุทานธรรม ขึ้นมาว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ
    ซึ่งผู้ภาวนาไม่ได้ตั้งใจจะคิดอย่างนี้

    แต่ อัตตาหิ อัตโนนาโถ มันผุดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

    ในช่วงลักษณะอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปเอง

    เมื่อ อัตตาหิ อัตโนนาโถ ผุดขึ้นมาแล้ว
    จิต สามารถ อธิบายคำว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ ออกมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
    เรียกว่า ความรู้ ความคิด มันเกิดผุดขึ้น ผุดขึ้น ผุดขึ้น
    บางที ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วหมือนกับน้ำพุ
    บางทีพอจิตถอดนออกมานิดหน่อย

    กำลังของฌานเสื่อมไป จิตกลับมาสู่ สภาวะเดิม
    คือ สภาวะสามัญธรรมดา อึ๊มๆ

    ทำให้ผู้ภาวนาเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า
    นี่จิตของเราฟุ้งซ่าน และบางที แถมไปถามคนอื่น
    ซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราว พวกนักภาวนาไม่เป็น แต่อยากเป็นอาจารย์สอน



    พอไปถูกถามปั๊บ

    ท่านจะบอกว่า จิตฟุ้งซ่าน ระวังจะเป็นโรคประสาท

    นี่ ปัญหาอย่างนี้ เกิดมีขึ้นบ่อยๆ

    เพราะฉะนั้น

    การที่ทำจิต ให้สงบลงเป็นสมาธิ
    ตั้งแต่ฌาน ที่ 1 ถึง ฌาน 4
    ผู้ภาวนาหมดความตั้งใจแล้ว ตั้งแต่ฌาน ที่1

    ถ้าเราตั้งใจนึก เช่น อย่างบริกรรมภาวนาอยู่
    ถ้าเรายังมีเจตนาตั้งใจ ว่า จะนึกบริกรรมภาวนา พุทโธ พุทโธ
    อันนี้จิตมันยังไม่ได้ วิตก

    แต่ถ้าเกิด จิตมันนึก พุทโธ พุทโธเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
    มันนึกเอง ตลอดเวลา แม้เราจะไปรั้งให้มันหยุด
    มันก็ไม่ยอมหยุด มันจะพุทโธของมันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา
    แล้วก็มี สติรู้พร้อมอยู่อย่างนั้น

    อันนี้จึงจะได้เรียกว่า

    ผู้ภาวนามีจิต มีสมาธิ ได้ วิตก วิจาร
    เป็น องค์ฌานที่ 1 องค์ฌานที่ 2

    ซึ่งต่อจากนั้นไป ปิติ แหล่ะ ความสุข ก็ย่อมจะบังเกิดขึ้นเอง

    อ่านต่อที่นี่ http://palungjit.org/threads/วิธีฝึก-สมถะภาวนา-โดย-หลวงปู่-พุธ-ฐานิโย.287864/
     
  2. สุรีย์บุตร

    สุรีย์บุตร เฝ้ามอง กำหนดรู้

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    793
    ค่าพลัง:
    +394
    วันโน้นนนน
    นอนหลับแล้วกำลังลุกขึ้น จิตรำพึงว่า
    สิ่งหนึ่งสิ่งใดทีความเกิดขึันแล้วเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นยอ่มดับไปเป็นธรรมดา
    (เหมือนที่พระอัสสะชิแสดงกับอุปัสติสะ)
    ผมเรียกว่าเอาเองว่า จิตรำพึง..
     
  3. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา อาทิตตะปริยายะสุตตัง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,558
    ค่าพลัง:
    +2,166
    ครับ รำพึงก็ได้

    เป้นธรรมะอุทาน

    วิธีทำต่อ ก้ตามหลวงปู่เลยครับ
     
  4. สุรีย์บุตร

    สุรีย์บุตร เฝ้ามอง กำหนดรู้

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    793
    ค่าพลัง:
    +394
    สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึันแล้วเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นยอ่มดับไปเป็นธรรมดา

    หมายความว่า ทุกข์ไม่ต้องไปดับ อวิขขาไม่ต้องไปดับ ..
    ผู้รู้ที่มีวิชชาจะไม่เข้าไปปรุ่งแต่ง รูปนาม แต่จะเหมือนแยกอยู่ดูรู้ิยู่ห่างๆแต่ไม่เอาเข้ามา ใข่มั๊ยครับ
     
  5. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา อาทิตตะปริยายะสุตตัง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,558
    ค่าพลัง:
    +2,166
    ครับ อ่านหลวงปู่ต่อไปเลย
    วิธี ทำง่าย อาศัยเนืองๆ

    พิมมือถือไม่ถนัดยาวๆ
     
  6. สุรีย์บุตร

    สุรีย์บุตร เฝ้ามอง กำหนดรู้

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    793
    ค่าพลัง:
    +394
    อาศัยเห็นเนืองๆ..ใช้สัญญามาระรึกแทนได้มั๊ยครับ
     
  7. ฐานธมฺโม

    ฐานธมฺโม ทำลายเพื่อสร้างใหม่ ให้ดี ให้งาม..

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    8,152
    ค่าพลัง:
    +1,461
    เมื่อคืนจิตแสดงธรรม พอแสดงธรรมจบ ฟ้าก็ร้องคำรามรับ ทุกครั้งไป..

    มีการสั่งงานทางจิตไปด้วย พอสั่งงานจบ ฟ้าก็ร้องคำรามรับ ทุกครั้งไป..

    อิอิ..
     
  8. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา อาทิตตะปริยายะสุตตัง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,558
    ค่าพลัง:
    +2,166
    ใช่ ครับ ทุกข์ เพียงกำหนดรอบรู้อย่างเดียว

    อย่างเช่น ใช้คำว่า รู้เฉยๆที่จิต ก้เรียกว่า กำหนดรอบรู้ หรือ กำหนดรู้ทุกข์เหมือนกันครับ
    เป็นแต่เพียง โวหาร แต่ความหมายเดียวกันกับคำว่ารู้เฉยๆที่จิต

    แต่ บางทีจะได้ยินเพิ่มเป็น ทำสติ ตามรู้ อย่างนี้ก็เหมือนกัน
    เป็นวิธีทำ ความหมายเดียวกันหมด

    ที่ต้องกำหนดรู้ ก็เพื่อให้จิตมันจดจำสภาวะ จิตจดจำสภาวะตัวนี้เรียก ถิระสัญญา

    เรียกว่า อาศัยถิระสัญญา ทำให้จิตจดจำสภาวะได้แม่น นี่เป็นวิธีการ ที่สติสัมโพชฌงจะเกิดขึ้น

    หากอบรมมามาก เนื่องๆ บ่อยๆ ต่อเนื่อง หลังจากมีผัสสะกระทบ
    เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตจะมีสติรู้เท่าทัน สภาวะนั้นที่เกิดขึ้นทันที
    ฉะนั้น การที่จิตจะรู้เท่าทันสภาวะเกิด ที่เกิดขึ้นนั้น
    มันจะไม่บอกไม่รำพึงเอ่ยชื่อ มาบัญญัติอะไรทั้งสิ้น

    ผู้ที่ผ่านมาแล้ว จึงใช้ คำว่า ของจริงนิ่งเป็นใบ้

    ถ้ายังมีรำพัน ไม่ว่าจะเป็น คำไหนก็ตามที่จิต รำพันมาเองโดยอัตโนมัติ อันนี้เรียก วิตก
    สติที่รู้พร้อม คือวิจาร ปิติ สุข จะตามมา

    หากเจริญสติใน อิริยาบททั้งวัน เรียกว่า
    ปิติ สุขจะโชยมาเป็น ระยะ ตาม การฝึกรู้ ฝึกเจริญสติ

    ส่วน อวิชา ไม่ต้องไปทำอะไรมันหรอกครับ พวกกิเลสต่างๆเหมือนกัน
    ให้เอา ส่วนชี้วัดที่จะทำกับกิเลส คือ ทวนกระแส ที่มันจะไปสร้างบาปก็พอ

    แต่ถ้ากิเลสเกิดขึ้น อันไหนมันไม่ผิดศีล 5 ข้อ ใช้ไปให้แม่มเต็มที่ไปเลย
    ให้สมกับความเพียงพอของตัวเอง พอดีที่เหมาะกับตัวเอง

    ผู้รู้ที่มีสติ เป็นผู้นำผู้รู้ (จิต) จะเข้าถึงความเป็นกลางโดยอัตโนมัติ ไม่เข้าไปปรุงแต่งเพิ่มเรียกว่าไม่ไปสำคัญตนว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ที่บางคนเรียกว่าไปยึดนั่น ยึดนี่

    อีกอย่างนึง จิตมันต้องปรุงแต่งเป็นธรรมชาติของมัน
    จิตปรุงแต่งเรียก จิตสังขาร จะไปห้ามไม่ให้จิตปรุงแต่งเป็นไปไม่ได้
    แต่ว่า ห้ามอุปาทาน ในการสำคัญตนว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขา อันนี้ได้

    เรียกว่า จิตเป็นกลาง ต่อสภาวะ
    เมื่อเกิดผัสสะ ตามอายตนะ 12 มันจึงเกิดดับมีได้อย่างบริสุทธิ์

    เรียกว่า ผัสสะบริสุทธิ์ เพราะมี สติเป็นผู้นำจิต


    อาศัย รู้เนืองๆ อะไรก้ได้ ที่เกิดขึ้นกับ กายไหว กับ จิตเคลื่อน(จิตส่งออก)

    พวกนี้ เอามา ฝึกรู้เฉยๆที่จิตได้ทั้งหมด

    ส่วนสัญญาที่จำได้ อาศัยเพียงแค่มาเป็น จุดเข้า เช่น จุดเข้าปิติ เช่น ทาน ศีล คุณงามความดีเทวดา หรือจุดปักหมุดในฌาน ที่อาศัย ความจำ ในการน้อมเข้าไปปิติเลย

    สัญญาพวกนี้เป็นสัญญา จากเจตนาในการสั่ง เอามาทำ นิมิตในกายคตาสติ อาการ32
    หรือ อสุภะ พวกนี้ได้หมด เพื่อเป็นฐานสมถะ

    แต่ถ้า ถิระสัญญา พวกนี้ มันพ้นเจตนาไปทำ มีแต่ จิต จะอาศัยตัวนี้โดยเป็นไปเองอัตโนมัติ

    ฉะนั้น ในขณะแห่งมรรค มันเอามาเจริญ สติไม่ได้ เพราะมันเป็นส่วนผลงาน

    เดี๋ยว มาต่อ ไปก่อน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤษภาคม 2020
  9. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา อาทิตตะปริยายะสุตตัง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    2,558
    ค่าพลัง:
    +2,166
    อีกอย่างนึง การใช้สัญญา มาระลึกในการสร้างสติ เช่น การบริกรรม
    ไม่ว่าจะเป็น บริกรรม คำไหนก้ได้ พุทโธ สัมมาหรหัง ยุบหนอ พองหนอ
    แม้แต่ ตายแน่ ตายแน่ ก้ได้

    จะสั้นจะยาวได้หมด นี่ก้เรียกว่า ใช้สัญญามาสร้างสติ
    สัญญาพวกหนี้ เป็นสัญญาที่เจตนานึก

    เรียกได้ ว่า เป็น สมาธิ ขั้นตกแต่ง พอชำนาญ ชำนาญ ชำนาญ
    มันก็จะเริ่มเข้าไปสู่การเป็นเอง
    ที่พ้นเจตนา ในการระลึก

    ที่นี่ สัญญาที่จำได้หมายรู้ในการเห็นเกิดดับ หากจะเอามาฝึกระลึก

    น้าชาติ จำมันสองอย่าง ที่จะเป็น จุด ที่ทำให้ จิต แยก รูป นามเป็น
    คิอ เจตนา กับ พ้นเจตนา
    ฉะนั้น เจตนาจงใจ ขณะใด ขณะนั้นเป็นช่วงตกแต่ง

    การฝึกสติ จะต้องเอามาอารมณ์ปัจจุบันมา ตามรู้ เสมอ

    เช่น นึก หรือ ระลึก ถึง สิ่งที่เกิดดับ
    ในการฝึก ก็คือ ให้ทำสติรู้ ว่ากำลังนึก
    หรือพูดง่ายๆก็คือ จิตมันนึกก็ให้รู้ว่านึก จิตมันจะระลึกก้ให้รู้ว่าระลึก

    แบบนี้เรียกว่า เจตนาฝึก รู้ตามปัจจุบันธรรม นี่เรียกว่าการเจริญสติ
    จะเรียกว่า ฝึกเดินวิปัสนาก็ได้ จนกว่าจะเริ่มเป็นอัตโนมัติ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 พฤษภาคม 2020

แชร์หน้านี้

Loading...