ลัทธิบูชางู

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย โพธิสัตว์ เตือนภัย, 22 เมษายน 2018.

  1. โพธิสัตว์ เตือนภัย

    โพธิสัตว์ เตือนภัย Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    693
    กระทู้เรื่องเด่น:
    209
    ค่าพลัง:
    +282
    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9.jpg


    พื้นฐานที่ก่อเกิดความเชื่อและศาสนาในมนุษย์ เริ่มต้นจากมนุษย์ได้มีวิวัฒนาการในเรื่องภาษาและวัฒนธรรมในยุคแรกเริ่มจนเริ่มพัฒนาให้มีกรอบความคิดในการแสดงจุดยืนมากขึ้น ทั้งนี้ มนุษย์ในยุคแรกเริ่มนั้นมีความเชื่อจากเรื่องของธรรมชาติเป็นหลัก โดยเชื่อว่าเหตุแห่งภัยพิบัติทั้งปวงหรือเหตุการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลมมรสุม ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากอำนาจลึกลับที่มองไม่เห็น มนุษย์ในยุคแรกจึงนับถือพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะความเชื่อแบบธรรมชาตินิยม (nationalism) ผสมผสานกับความเชื่อในลักษณะวิญญาณนิยม (animalism) คือมีความเชื่อว่าสรรพสิ่งมีวิญญาณครอง ที่ถือว่าเป็นรูปแบบของการนับถือศาสนาของมนุษย์ในยุคแรกๆ

    ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติมากขึ้น จึงมีการนำบรรดาสัตว์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ให้คุณหรือให้โทษแก่มนุษย์ก็ตาม โดยนำสัตว์เหล่านั้นมาเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนของบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ และหากเราไม่เอ่ยถึง “งู” ซึ่งเป็นสัตว์ที่ปรากฏอยู่ในทุกวัฒนธรรมทั่วโลกคงจะเป็นไปไม่ได้

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-1.jpg
    เทพงูขนนก เควทซาลโคทล์.

    งูถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ข้องเกี่ยวกับความเชื่อของมนุษย์มาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยในทฤษฎีการบูชาสัตว์ (animal worship) คาดว่า การบูชางูนั้น หมายถึงการให้ความเคารพงูในฐานะเป็นทั้งร่างกายของเทพเจ้าและเป็นเทพเจ้าที่ปรากฏตัวในรูปของสัตว์ โดยความเชื่อนี้มีบทบาททั้งในเรื่องความเชื่อทางศาสนาและความอุดมสมบูรณ์ในการกสิกรรม

    ชาวอียิปต์โบราณเคยบูชางูดั่งเทพเจ้าเช่นเดียวกันกับชาวมีโนอัน ซึ่งอาศัยบนเกาะครีตในยุคโบราณ ชาวอิสราเอลโบราณบางคนถวายเครื่องบูชาแก่งูทองแดงและยังได้เผาเครื่องหอมถวายแด่รูปเคารพ “สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ” (—ยะเอศเคล 8:10-12; 2 กษัตริย์ 18:4) การสักการะเทพเจ้างูนั้นได้ครอบงำชาวเม็กซิโกโบราณด้วย ในส่วนเทพเจ้าสูงสุดของชาวมายาคืออิตซัมนาซึ่งบางครั้งมีรูปลักษณ์เป็นงู ในส่วนของเทพเจ้าของชาวตอลเตก นามว่า เควทซาลโคทล์ (Quetzalcoatl) หรือ “งูขนนก” (ชนเผ่าตอลเตก อาศัยอยู่ตอนกลางของเม็กซิโก เป็นชนเผ่าที่เคยรบชนะชนเผ่ามายา) ถือเป็นเทพแห่งการเรียนรู้, วัฒนธรรม, ปรัชญา และยังถือเป็นเทพแห่งลมและฝนอีกด้วย โดยที่ชาวแอซเทก (กลุ่มชาติพันธุ์ในทางตอนกลางของเม็กซิโก) ถือว่าเทพเจ้าองค์นี้เป็นเทพแห่งการเรียนรู้และยกย่องให้เป็นผู้สร้างมนุษย์เสียด้วยซ้ำ

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-2.jpg
    หินแกะสลักรูปงูเห่าห้าหัวจากวัดนาคราช รัฐทมิฬนาฑู.

    ทุกวันนี้ความเชื่อในเทพเจ้าองค์นี้ยังมีอยู่ท่ามกลางชาวโกราและชาวอุยโชลแห่งเม็กซิโก ในวันฉลองเทศกาลบางวัน มีการเต้นรำซึ่งผู้เต้นจะประดับตัวด้วยขนนกและเลียนแบบท่างูเลื้อย ชาวกีเชทำพิธีขอความอุดมสมบูรณ์โดยใช้งูเป็นๆ เมื่อมีการเต้นรำ ชาวชอร์ตี ซึ่งเป็นชาวมายาเผ่าหนึ่งในกัวเตมาลา บูชาเทพเจ้างูขนนกที่พวกเขานำมาเชื่อมโยงกับนักบุญของคาทอลิกอีกด้วย

    แต่ถึงกระนั้นงูก็ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายและล่อลวงให้หลงผิดเช่นกันในวัฒนธรรมชาวคริสต์ดังเรื่องของมนุษย์คนแรกอาดัมและเอวาเมื่อแรกเริ่มอาศัยอยู่กับพระเจ้าภายในสวรรค์ แต่มาถูกล่อลวงโดยงู (ซาตาน) ให้กินผลไม้จาก “ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว” (Tree of Knowledge of Good and Evil) ซึ่งพระเจ้าทรงสั่งห้ามไว้ว่า “เจ้าอย่ากินหรือแตะต้องมัน มิฉะนั้นเจ้าจะตาย” หลังจากที่กินเข้าไปแล้วก็เกิดความละอายในความเปลือยเปล่าของร่างกาย เมื่อพระเจ้าทราบเรื่องพระองค์จึงให้ทั้งคู่ออกไปจากสวนเอเดน และมนุษย์ต้องทำไร่ไถนาหาเลี้ยงตนเองตั้งแต่นั้นมา

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-3.jpg
    ประติมากรรมหินแกะสลัก สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 7.

    ในภาคพื้นเอเชียก็มีการกล่าวถึงงู ในลักษณะการบูชาเปรียบเสมือนตัวแทนเทพเจ้าโดยเฉพาะในประเทศอินเดีย โดยในอารยธรรมยุคต้นและสมัยก่อนพระเวทในอินเดียเองก็มีลัทธิบูชาสัตว์ ซึ่งก็รวมถึงลัทธิการบูชางูด้วย

    งูนั้นชาวอินเดียเรียกว่า Naga (นาคา, นาค) ในปีปีหนึ่งจะมีชาวอินเดียโดนงูกัดตายเป็นจำนวนมาก แต่ชาวอินเดียนั้นกลับนับถืองูเป็นพระเจ้าด้วยมาจากมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่โบราณ วัฒนธรรมการบูชางูเป็นดั่งพระเจ้านั้นมีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ดังเช่นมีการขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียในบริเวณแคว้นปัญจาบในปัจจุบัน ภายใต้การนำของเซอร์ จอห์น มาร์แชล (Sir John Marshall) ซึ่งเรียกบริเวณนี้รวมกันว่า อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (Indus Civilization) ซึ่งเป็นอารยธรรมในยุคสำริด โดยมีร่องรอยของอารยธรรมโบราณที่เมืองฮารับปา และเมืองโมเหนโจ-ดาโร ซึ่งถือว่า เป็นเมืองที่มีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย ประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยสันนิษฐานว่าอารยธรรมของสองเมืองนี้น่าจะเป็นแหล่งอารยธรรมของพวกดราวิเดียน (Dravidians)

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-4.jpg
    งูล่อลวงให้อาดัมและเอวากินผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว.

    ในการขุดค้นครั้งนี้มีการค้นพบตราประทับซึ่งมีลวดลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปบุคคล รูปต้นไม้ รูปสัตว์ เช่น ช้าง แรด วัด เสือ และงู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมอันเก่าแก่ของชาวดราวิเดียนที่มีการเคารพยกย่องงูมานานแล้วตั้งแต่ก่อนชาวอารยันหรืออริยะจะเข้ามารุกรานและครอบครองอินเดียโดยไล่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมคือ ชนชาติดราวิเดียน ให้ถอยร่นไปทางทิศใต้

    ลัทธิศาสนาบูชางูในหมู่ของชาวดราวิเดียนนั้นเรียกกันว่าศาสนา “ปฤศ” หรือ “ปฤศวิ” โดยการนับถือบูชาดินและงู มีการกล่าวว่าเหตุที่ชาวดราวิเดียนนับถืองูนั้นอาจจะมาจากความเข้าใจของเขาว่าแผ่นดินและภูเขาเป็นสิ่งประเสริฐ มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถประทานสุขและทุกข์ให้แก่มนุษย์ได้ และแผ่นดินหรือภูเขานี้เป็นบิดามารดาของสรรพชีวิตบนโลกชนชาติดราวิเดียนจึงมีความเชื่อว่า งูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่างูนั้นอาศัยอยู่ในรูดิน เมื่อดินถือเป็นสิ่งที่ประเสริฐและศักดิ์สิทธิ์ งูจึงถูกนับถือไปด้วย

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-5.jpg
    ประติมากรรมรูปเทพีผู้มีร่างเป็นงู.

    ชนพื้นเมืองดราวิเดียนมีการทำรูปเคารพโดยสลักหินเป็นรูปงูเห่ามีหัวเดียว มีหลายหัว หรือทำเป็นรูปงู 2 ตัวเอาลำตัวพันกันดังเกลียวเชือกแผ่แม่เบี้ย รูปสลักเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น โดยนักโบราณคดีมีการค้นพบโบราณสถานและรูปสลักรูปงูเห่าแผ่แม่เบี้ยหลายชิ้นที่ไมเซอร์และบางเมืองในแคว้นทามิลนาดู จึงมีการสันนิษฐานว่าประชาชนในแถบนี้น่าจะ สืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมืองดราวิเดียนดั้งเดิมที่ถูกพวกอารยันขับไล่มาจากทางเหนือ

    หลังจากที่ชาวอารยันได้ขับไล่ชนพื้นเมืองดราวิเดียนและได้ครองอินเดียตอนเหนือและตอนกลางแล้ว ชาวอารยันก็ได้รับเอาวัฒนธรรมการบูชางูของชนพื้นเมืองดราวิเดียนเข้ามาใช้ในศาสนาของตนในสมัยพระเวทและหลังพระเวทด้วย ต่อมาเมื่อมีการตั้งศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูขึ้นมาในตอนหลัง ชาวฮินดูจึงได้นับถืองูเป็นเทพเจ้าของตนมาจนบัดนี้

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-6.jpg
    การบูชาเทพงู.

    นอกจากนั้นในศาสนาพราหมณ์มักมีงูเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกับบรรดาเทพทางศาสนาพราหมณ์องค์อื่นๆหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็น พระศิวะ พระนารายณ์ พระวรุณ ฯลฯ ทั้งในเรื่องสัญลักษณ์ เครื่องแต่งกายหรือแม้กระทั่งเป็นพาหนะประจำองค์ของเทพนั้นๆ จึงสรุปได้ว่างูถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งสำคัญมากเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้อันเป็นที่รวมความเชื่อและความศรัทธาของชาวฮินดู

    ลัทธิบูชางูนั้นได้ฝังรากลึกในจิตใจของชาวฮินดูอย่างแนบแน่น ในอินเดียใต้และแคว้นเบงกอล อินเดียตะวันออกในรัฐเกรละจะมีชาวฮินดูบูชางูมากที่สุด ทุกบ้านจะมีหิ้งหรือที่บูชางูในบ้าน และแต่ละบ้านจะมีงูเข้ามาเพ่นพ่านและอาศัยอยู่โดยเปิดเผย เจ้าของบ้านจะเลี้ยงดูงูอย่างดีประดุจดังเทพเจ้าโดยการให้อาหารแก่งูนั้นๆด้วยน้ำนมและผลไม้ ในแต่ละเมืองมักมีเทวาลัยสำหรับบูชางูที่สร้างอุทิศให้เทพเจ้าองค์นี้อย่างใหญ่โต ซึ่งมีการกล่าวว่าเทวาลัยแต่ละแห่งมักเลี้ยงงูเห่าหรืองูจงอางเป็นๆหลายร้อยตัว ซึ่งงูเหล่านี้ต่างมีชีวิตอยู่อย่างอิ่มหมีพีมันด้วยเพราะมีพราหมณ์นักบวชผู้เฝ้าเทวาลัยทำหน้าที่ให้อาหารและเลี้ยงดูงูเหล่านี้ นั่นเอง ในขณะที่งูเหล่านี้ก็อยู่กันอย่างสงบสุข โดยแต่ละตัวนั้นเชื่องมากจนสามารถเล่นกันกับเด็กๆได้

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-7.jpg
    พิธีกรรมบูชางู.

    กรรมวิธีบูชางูของชาวฮินดูทั่วๆไปนั้น ชาวฮินดูจะแสวงหารูงูก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อพบแล้วก็จะนำอาหารไว้ที่ปากรูเพื่อให้งูมากินอาหารนั้น ประกอบด้วยน้ำนม กล้วย และอาหารอื่นที่งูชอบกิน ในขณะที่งูออกมากินเครื่องสังเวยนั้น ชาวฮินดูผู้เป็นสาวกก็จะก้มหัวลงคารวะงู 3 ครั้ง ในระยะที่ไม่ห่างจากงูมากนัก เขากระทำการเคารพโดยมิเกรงกลัวว่างูจะฉกหรือทำอันตรายใดๆ ด้วยเห็นว่าพระเป็นเจ้านั้นทรงเมตตาเหล่าสาวกผู้เลื่อมใสจึงจะไม่ทำอันตรายใดๆแก่สาวก

    ด้วยแรงศรัทธาทางศาสนาชาวฮินดูจึงไม่กลัวงูแต่กลับถือเป็นความโชคดีที่ได้เห็นงูเสียด้วยซ้ำ กรณีถ้ามีงูเข้ามาเพ่นพ่านในบ้านคนในบ้านจะไม่ทำร้ายงูเป็นอันขาด แต่จะนำอาหารใส่ถาดทองเหลืองมาวางกลางแจ้งให้งูกินพร้อมกับกระทำการสักการบูชาไปด้วย

    e0b8a5e0b8b1e0b897e0b898e0b8b4e0b89ae0b8b9e0b88ae0b8b2e0b887e0b8b9-8.jpg
    นาคี ประติมากรรมสมัยศตวรรษที่ 10.

    การที่มนุษย์มีความเชื่อเกี่ยวกับงูนั้นอาจจะเป็นความคิดที่เห็นลักษณะโดยธรรมชาติของงูที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชพันธุ์ธัญญาหารและความเชื่อเกี่ยวกับการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ โดยเห็นว่างูเปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของการก่อกำเนิดใหม่โดยจากการสังเกตการลอกคราบของงูและลักษณะของงูที่มีรูปร่างคล้ายกับอวัยวะเพศชาย ดังนั้น สัญลักษณ์ของงูจึงสามารถตีความถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือการให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

    หากเราจะมองว่าความคิดในการบูชาสัตว์เดรัจฉานเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและไร้สาระโดยเอาความคิดสติปัญญาของคนในปัจจุบันไปยัดเยียดให้กับคนยุคก่อนนั้นคงจะดูเป็นการดูแคลนกันไม่น้อย แต่หากเรามองให้ลึกซึ้งแล้ว ในการเคารพบูชาสิ่งเหล่านี้ย่อมมีปรัชญาและสัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบมากมายแอบแฝงอยู่ และยังแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของมนุษย์ในยุคก่อนที่สามารถสรรค์สร้างศิลปะและอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้โดยคำว่า “ศรัทธา” ซึ่งหากเราดูแคลนสิ่งเหล่านี้ ในอนาคตข้างหน้ารากเหง้าของเราที่หยั่งลึกประคองเราอยู่จนถึงทุกวันนี้อาจจะโค่นล้มลงในไม่ช้าในวันใดวันหนึ่งก็เป็นได้.

    โดย ; แม่ละออ
    ทีมงาน นิตยสาร ต่วย’ตูน


    ขอบคุณที่มา
    https://www.thairath.co.th/content/1261211
     
  2. วงกรตน้ำ

    วงกรตน้ำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 เมษายน 2015
    โพสต์:
    713
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +1,923
    อยากจะถามว่า รูปปั้นกึ่งงูกึ่งคนส่วนมาก มักเป็นอิสตรี ทั้งนั้นเลย มันเพราะอะไรคะ?
     

แชร์หน้านี้

Loading...