ลูกศิษย์บันทึก เล่ม 3 หน้า 149 ของข้าพเจ้า

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย montrik, 1 กันยายน 2018.

  1. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    "ญาณที่น่าอัศจรรย์ของหลวงพ่อ"
    บันทึกโดย ส.ต.ผิน จรูญรักษ์
    พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต เรียบเรียง
    อ่านตอนที่แล้ว "หลวงพ่อของผม" โดย สมบูรณ์ เวสารัชชานนท์
    http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=2682#2

    บทนำร่อง
    "...ผู้เรียบเรียงได้นำบทความจากลูกศิษย์ของหลวงพ่อหลายท่านมาให้อ่านกัน โดยเฉพาะป้าเสงี่ยม (ยายเพิ้ง..ผ้าขี้ริ้วห่อทอง) และ คุณสมบูรณ์ เวสารัชานนท์

    ล้วนได้ประสบพบกับสิ่งที่ไม่น่าเชื่อมาแล้ว ซึ่งมีผู้สนใจเข้ามาอ่านและแชร์กันเป็นจำนวนมาก

    แต่นั่นก็ยังเป็นบุคคลที่มีฐานะพอสมควร เพราะจันทบุรีกับอุทัยธานียังไม่ห่างกันมากนัก ถ้าเทียบกับสุราษฎร์ธานีก็ถือว่าอยู่ห่างจากวัดท่าซุงมาก

    ผู้อ่านคงแปลกใจที่บันทึกของลูกศิษย์หลวงพ่อมีหลากหลายประเภท มีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งอยู่ในบ้านในเมืองที่เจริญแล้ว มีทั้งความเป็นอยู่ที่ดี มีความรู้ มีศักดิ์ศรี มีฐานะพอสมควร

    แต่ตอนนี้ผู้เรียบเรียงอยากให้อ่านบันทึกของคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญบ้าง เรียกว่าเป็นชาวบ้านชาวสวนธรรมดา แล้วทำไมถึงศรัทธาหลวงพ่อได้อย่างไร

    สมัยก่อนตอนงานทอดกฐิน ถ้าใครมาวัดท่าซุงจะเห็นรถสองแถวจากสุราษฎร์ธานี โดยมีชาวบ้านสูงวัยนั่งกันมาเต็มรถ ทราบว่ามาจากอำเภอคีรีรัฐนิคม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๕๐-๖๐ กิโลเมตร

    แล้วได้ยินเสียงพูดแบบคนใต้ บางคนยังกินหมากอยู่เลย มองดูสภาพรถสองแถวแบบที่เห็นทั่วไป แล้วเขานั่งกันมาได้ยังไงตั้งไกล

    ไม่มีที่บังลมบังแดด หรือบังฝนแต่อย่างใด มีแต่ผ้าใบที่คลี่ลงมากั้นไว้เท่านั้น เบาะที่นั่งก็ไม่มี เป็นม้านั่งแบบรถสองแถวเด็กนักเรียนทั่วไป

    เมื่อมาถึงวัดแล้วเดินขึ้นพักที่ศาลา ๓ ไร่ เพราะบนชั้นสองกว้างขวาง ผู้เรียบเรียงรู้จักคนกลุ่มนี้เป็นอย่างดี เพราะโยมเขารู้ว่าเป็นคนใต้ด้วยกัน

    อีกทั้งยังรู้จักกับโยมผินเป็นอย่างดี แต่ไม่ทราบว่าแกเป็นทหารมาก่อน แล้วทำไมหลวงพ่อจึงทราบได้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้สนิทสนมอย่างผู้เรียบเรียง ที่เคยไปเยี่ยมโยมผินถึงที่บ้านมาแล้ว

    นับว่าเป็นเรื่องแปลก สมกับที่ผู้เขียนตั้งหัวข้อไว้ว่า "ญาณที่น่าอัศจรรย์ของหลวงพ่อ" โดยเฉพาะคณะคีรีรัฐนิคมกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายทั้งนั้น คล้องกับที่หลวงพ่อบอกโยมผินว่า

    "..โยมเคยเป็นทหาร ร่วมรบมากับฉันทุกๆ ชาติ.."

    เหตุการณ์ก่อนที่จะพบหลวงพ่อ
    "...ข้าพเจ้าได้รู้เรื่อง หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร มาจาก “หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน” โดยนายจวน ทองพัฒน์ ผู้เป็นพี่ชายได้นำหนังสือเล่มนี้มามอบให้

    เพราะท่านเห็นว่าเป็นหนังสือที่เหมาะสมกับการปฏิบัติ หรือว่าเหมาะแก่ปฏิปทาของข้าพเจ้า นายจวน ทองพัฒน์ ผู้พี่รู้นิสัยของข้าพเจ้าค่อนข้างจะดี เห็นว่าเป็นคนชอบในศาสตร์ลี้ลับ หรือสิ่งลี้ลับทางพุทธศาสนา

    และวิธีปฏิบัติต่างๆ จะเป็นวันที่เท่าไร ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ค่อยจดจำอะไรต่ออะไรมากนัก เมื่อได้รับหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ในระยะสั้น ก็เอามาปฏิบัติดู

    แต่กรรมฐานบทนี้เป็นกสิณ คือใช้สีขาวเพ่ง เป็นโอทาตกสิณ เมื่อปฏิบัติมาเป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโอทาตกสิณ ในลักษณะต่างๆ ข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งในพระคุณของหลวงพ่อ

    และเคารพในคุณความดีของพระพุทธองค์ สุดที่จะพรรณนาให้สมกับที่เกิดขึ้นในจิตใจนั้นได้ ข้าพเจ้ามีความซาบซึ้งในพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาก ที่ท่านได้เขียนประวัตินี้ขึ้น เป็นการให้ธรรมทานอันประณีต

    ท่านเขียนตามที่ได้รู้มา โดยไม่ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด ต่อแต่นั้นมา จิตใจครุ่นคิดอยู่เสมอว่า แม้สักวันหนึ่ง คงมีบุญวาสนาที่จะต้องชักนำให้ข้าพเจ้าไปศึกษาต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเองจงได้

    ข้าพเจ้าจึงได้สั่งให้ นายจวน ทองพัฒน์ ผู้เป็นพี่ชายมาพบ แล้วก็ปรารภกันถึงเรื่องจะเดินทางไปนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพื่อได้ศึกษาปฏิบัติฝ่ายกรรมฐานที่จังหวัดอุทัยธานี

    การนัดหมายก็ล่วงเลยไป 4 ครั้งแล้วก็ยังคงไม่สำเร็จ ในครั้งที่ 5 จึงได้เดินทางไปโดยรถไฟ แต่ก็ยังมีธุระอยู่ที่จังหวัดพิจิตร จึงเลยไปทำธุระที่โน่นเป็นเวลา 2 คืน จึงเดินทางกลับแวะลงที่มโนรมย์แล้วมาที่วัดท่าซุง

    ประสบเหตุการณ์ภายในวัด
    เมื่อข้าพเจ้าลงจากรถ เดินทางเข้ามาในวัด จึงได้เรียนถามพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ท่านจึงแนะนำให้รายงานตัวและขอห้องพักตามกฎระเบียบของวัด

    เมื่อได้ห้องพักเรียบร้อยแล้ว จึงได้อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จแล้วก็เป็นเวลาเกือบ 6 โมงอยู่แล้ว ก็นอนพักอยู่ในห้องที่ 9 เพื่อรอเวลาขึ้นห้องพระกรรมฐานที่ศาลานวราช แต่ความง่วงเกิดขึ้นกับร่างกายเพราะเป็นเวลา 3 คืนมาแล้ว

    มันจึงครอบงำทำให้ม่อยหลับไปทั้งสองคน เมื่อรู้สึกตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลามืดสนิทแล้ว แต่แสงสว่างจากไฟฟ้ายังคงสว่างจ้าอยู่ทั่วบริเวณวัด ได้ยินเสียงจากนักปฏิบัติทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในศาลานวราชแว่วๆ เป็นบางครั้ง

    แต่ครั้งนั้นข้าพเจ้าก็คงเดาเหตุการณ์ไม่ถูกเพราะไม่เคยฝึกเลย และพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ยังไม่เคยรู้จักข้าพเจ้ามาก่อน จึงคิดว่า ถ้าหากว่าจะขึ้นไปก็จะเป็นการเสียมารยาทไม่เคารพต่อสถานที่

    จึงถามพี่ชายที่ไปด้วยกันว่า จะขึ้นไปหรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ไม่กล้าขึ้นไป ข้าพเจ้าบอกว่า ถ้าหากเราไม่ขึ้นไปก็เป็นอันว่า จะต้องผิดกฎของวัด

    จึงคิดว่าจะไปอยู่กับตำรวจเวรก็สายไปแล้ว ก็เลยนั่งๆ คิดๆ อยู่ตามประสาคนที่มีความผิด ก็ราวประมาณ 15 นาทีเศษๆ เสียงทางศาลานวราชก็เงียบ จึงได้ล้มตัวลงนอนกันต่อไป แต่ไม่ทันจะหลับ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเรียก “โยมๆ...”

    ข้าพเจ้าและพี่ชายก็เลยขานรับพร้อมกัน เสียงพระท่านถามว่า ทำไมไม่ขึ้นไปปฏิบัติพระกรรมฐาน พี่ชายจึงตอบว่า ผมนอนรอเวลา เลยหลับลืมไป

    ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังนั้น จึงรู้ว่าคงจะเป็นพระคุณเจ้าภายในวัดเป็นแน่ ท่านจึงบอกว่า โยมนอนหลับอยู่ที่ห้องพัก เวลาที่เขาปฏิบัติพระกรรมฐานไม่ขึ้นไป ก็ผิดกฎของวัดที่วางไว้ พรุ่งนี้หลวงพ่อจะประชุมสงฆ์พิจารณาโทษโยมทั้งสองคน

    หรือว่าแล้วแต่สงฆ์จะอนุโลมหรือลงโทษในสถานใด ข้าพเจ้าเห็นพี่ชายไม่ค่อยดี มีความเป็นทุกข์ จึงพูดเพื่อเอาใจว่า จะเดือดร้อนไปทำไม ถ้าหากว่าหลวงพ่อท่านมีความเป็นพระตามที่เราสองคนตั้งใจมานมัสการ

    ด้วยความจริงแล้วความผิดเราก็ไม่มี พี่ชายถามว่า เมื่อเราหลับอยู่ในห้องพักแล้ว ทำไมความผิดจะไม่มี ข้าพเจ้าจึงตอบว่า กฎหมายนั้นจะเอาความผิดจากคนตายนั้นไม่ได้

    พี่ชายถามว่า เพราะอะไร ข้าพเจ้าจึงบอกว่า ก็เพราะหลวงพ่อท่านเป็นพระ ท่านย่อมรู้ในญาณทัศน์ ผู้มีจิตเป็นทิพย์ ท่านเป็นพระ ท่านจะไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนตามวิสัยของพระ

    ข้าพเจ้าก็เลยนั่งยิ้มๆ พี่ชายถามว่าทำไม ก็บอกว่า ถ้าหากว่าหลวงพ่อจะตีฉันสัก 3 ที ก็นับว่าเป็นโชคอย่างมหาศาล นั่งบ่นอยู่สักพักพระคุณเจ้าท่านก็มาบอกให้ดับไฟนอน

    รู้ความที่เร้นลับอย่างอัศจรรย์ของหลวงพ่อ
    ...เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้ากับพี่ชาย ทำธุรกิจประจำวันเรียบร้อยแล้ว จึงออกไปนมัสการพระพุทธรูปที่ศาลาจัตุรมุข เมื่อมาเดินอยู่ข้างๆ ศาลา จึงเห็นพระคุณเจ้าองค์หนึ่ง ท่านถือไม้เท้าอันเล็กๆ มีสุนัขตามหลังท่านมา 2 – 3 ตัว

    ท่านเดินมาถึง ข้าพเจ้าจึงประนมมือไหว้ท่านด้วยความรักและเคารพ ท่านจึงถามข้าพเจ้าว่า โยม เมื่อคืนนี้ทำไมจึงไม่ขึ้นไปปฏิบัติพระกรรมฐาน?”

    ข้าพเจ้าประนมมือกราบเรียนท่านตามที่ประสบมา ท่านจึงพูดว่า “ดี... ดี...โยม! ไม่ขึ้นไปก็ดี ถึงขึ้นไปก็ไม่ได้อะไร เพราะกำลังง่วงมาก”

    ข้าพเจ้าจึงรู้ได้ทันทีว่า พระคุณเจ้าองค์นี้ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นแน่ เพราะข้าพเจ้าไม่รู้จักและไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย

    ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเป็นอันมาก เพราะเห็นว่าปลอดภัยจากความผิดที่หลับในห้องพักเป็นแน่แล้ว

    คือท่านให้อภัยโทษแล้ว ท่านก็เดินเลยไปสักเล็กน้อย ท่านจึงหันมาสั่งข้าพเจ้าว่า “วันนี้ โยมไปนอนพักเสียให้เต็มที่นะ คืนนี้ขึ้นไป ปฏิบัติก็ได้แน่ ”

    แล้วท่านก็เดินเลยไปทางศาลาพระพินิจตอนเวลาเลยเที่ยงไปสักเล็กน้อย ข้าพเจ้ากับพี่ชายต่างก็ขึ้นไปดูหนังสือที่จำหน่ายบนศาลานวราช เห็นหลวงพ่อท่านมารับแขกก็ทำความเคารพ และนั่งฟังท่านให้ความรู้กับญาติโยมที่มานมัสการ

    เมื่อหมดเวลารับแขก ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป ข้าพเจ้าก็วกกลับไปที่ตู้ขายหนังสือตามเคย ในขณะที่ข้าพเจ้าก้มๆ มองดูหนังสืออยู่นั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมาทางไหนข้าพเจ้าก็ไม่ทันเห็น

    เคยเป็นทหารกันมาทุกๆ ชาติ
    ...ท่านจับมือข้าพเจ้าไว้ พร้อมกับจูงมือข้าพเจ้ามาที่หน้าศาลานวราช (สมัยนั้นท่านยังรักแขกที่นี่)

    พอระยะห่างคนสักเล็กน้อย ท่านถามข้าพเจ้าว่า “โยม..ชาตินี้ยังเป็นทหารอีกหรือ?”

    ข้าพเจ้าตอบท่านว่า เป็นสมัยบูรพาอาคเนย์ครับ หลวงพ่อท่านจึงกล่าวต่อไปว่า

    “โยมเคยเป็นทหาร..ร่วมรบมากับฉันทุกๆ ชาติ เราต้องช่วยกอบกู้ประเทศไทยไว้”

    หลวงพ่อท่านถามอีกว่า “โยมดิ้นรนอยู่เป็นเวลากี่ปีแล้ว..ที่จะมาหาฉัน?”

    ในขณะนั้น ข้าพเจ้ามีความตื้นตันใจในความเมตตาของท่าน ใจของข้าพเจ้าในตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก จึงกราบเรียนท่านไปว่า “ประมาณ 2 ปีครับ”

    แต่ท่านกลับบอกข้าพเจ้าว่า “ไม่ใช่โยม..ไม่ใช่ 2 ปี โยมดิ้นรนอยู่ 4 ปีแล้วที่จะมาหาฉัน”

    ข้าพเจ้าจึงประนมมือไหว้ท่านด้วยความปลื้มปีติ ปรากฏว่า หลวงพ่อท่านบอกตรงตามความเป็นจริงทุกประการ

    แต่ที่ข้าพเจ้าตอบท่านว่า ประมาณ 2 ปีนั้นก็มิได้คิดจะโกหกท่าน แต่ในขณะนั้นเต็มไปด้วยความปลื้มใจเมื่อท่านถาม ข้าพเจ้าจึงได้เผลอตอบไปอย่างนั้น ซึ่งหลวงพ่อท่านรู้ดีว่าความจริงเป็นอย่างไร

    โยมต้องตามฉันไปนิพพาน
    ...แล้วท่านจึงได้บอกกับข้าพเจ้าต่อไปอีกว่า ท่านจะลาเข้านิพพานแล้ว โยมก็อยู่ไม่ได้ เพราะต้องตามฉันไปนิพพาน ท่านถามว่ามาที่นี่จะประสงค์อะไร

    ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนท่านด้วยความตั้งใจและเคารพว่า ที่มาก็มีความตั้งใจจะมาฝึกพระกรรมฐานจากหลวงพ่อครับ

    ท่านบอกว่า คืนนี้ก็ฝึกได้อยู่แล้ว

    ข้าพเจ้าจึงประนมมือขอพรจากท่านว่า กระผมจะนำธรรมะนี้ไปฝึกให้ญาติพี่น้องแถวๆ ใกล้ๆ บ้านบ้างนะครับ

    ท่านจึงจับมือข้าพเจ้าแล้วท่านสั่งว่า “ขอให้โยมไปฝึกให้ทุกๆ คนที่เขาเต็มใจมารับการฝึก อย่าไปชวนเขานะ ประเดี๋ยวเขาจะว่าเอา”

    พอถึงเวลาค่ำ ข้าพเจ้ากับพี่ชายก็เข้ารับการฝึกที่ศาลานวราช พระคุณเจ้าหลวงพี่แสวง ญาณสังวโร เป็นครูฝึก

    ด้วยเดชะบารมีของพระคุณหลวงพ่อ ที่ท่านพูดว่าฝึกได้แน่ และข้าพเจ้าไปได้ โดยที่ก่อนหน้านี้มิได้รู้ว่า

    ครูฝึกท่านจะฝึกอะไร เพราะไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อนเลย ในเรื่องการฝึกมโนมยิทธิ ในคืนต่อไปก็ฝึกทุกคน ข้าพเจ้าพักอยู่ที่วัด รับการฝึกอยู่ได้ 7 วาระ เป็นการจบมโนมยิทธิ จึงขอลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านกลับ.."

    หลวงพ่อมีญาณล่วงหน้า
    ...ต่อมาครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้ากับพวกคณะได้เดินทางไปรับยันต์เกราะเพชร ครั้งนี้ได้จัดรถสองแถว มีผู้ศรัทธาร่วมเดินทางกันมาก

    เพราะการครอบยันต์เกราะเพชรของหลวงพ่อ ย่อมมีความปลอดภัยจากสัตว์มีพิษและอันตรายทั้งหลาย พอรถจอดที่อู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็นำคณะขึ้นไปยังที่พัก

    พอข้าพเจ้าเดินขึ้นมายังศาลา 3 ไร่ คนทำความสะอาด ท่านถามข้าพเจ้าว่า คุณลุงมาจากไหน ข้าพเจ้าตอบว่า มาจากสุราษฎร์ครับ

    ท่านบอกว่า หลวงพ่อท่านพูดให้พวกฉันฟังเมื่อวานซืนนี้ว่า “คนทางใต้ของโยมเที่ยวนี้มีคนแก่ๆ มากันเยอะ”

    ข้าพเจ้าได้ฟังคำบอกเล่าจากคนทำงานแล้ว รู้สึกปลื้มใจมากเป็นอย่างยิ่ง จึงหันมาพูดกับพี่ชายว่า

    ต่อไปนี้เราจะไม่ต้องขายขี้หน้าใครอีกแล้ว..ผมมั่นใจ พี่ชายถามว่า ทำไม ?

    ข้าพเจ้าตอบว่า ก็เพราะพ่อฉันเป็นพระ 100 เปอร์เซ็นต์แน่ และมีความสำคัญในญาณต่างๆ ของท่านอย่างน่าอัศจรรย์

    จิตใจของข้าพเจ้าที่เคยว่างเปล่ามาแต่กาลก่อน บัดนี้มีแต่ความรู้สึกอิ่มเอิบ รู้สึกปลื้มใจในความหวังว่า มีที่พึ่งทางใจแน่แล้ว จากพระคุณหลวงพ่อท่านเป็นอันมาก

    ข้าพเจ้าพบแล้วในชาติปัจจุบัน และข้าพเจ้าก็ขอพึ่งพระบารมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อในชาติหน้าด้วย

    ข้าพเจ้าขอเรียนให้ท่านทั้งหลายที่อ่านแล้วทราบว่า ข้าพเจ้านี้เต็มแล้วกำลังใจในชาตินี้

    ก่อนๆ มาข้าพเจ้ายังจำเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ได้ว่า “ถมเท่าไร..ไม่รู้จักเต็ม ห้องหัวใจ...” ก็เป็นการร้องถูกของสุรพล

    เพราะจิตใจของข้าพเจ้าเต็มแล้ว ด้วยพระบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ สุดที่จะหาพระคุณอื่นมาเปรียบได้ในชีวิตของข้าพเจ้า ยกเว้นเสียแต่พระบารมีของพระพุทธองค์เท่านั้น

    ขอบารมีหลวงพ่อสอนมโนมยิทธิ
    ...คำสั่งของพระเดชพระคุณหลวงพ่อยังทรงจำอยู่ไม่ลืม ในเรื่องการฝึกมโนมยิทธิ ข้าพเจ้าก็พยายามฝึกให้คนใกล้ชิด และบ้านข้างเคียงพอสมควร

    เมื่อฝึกไปคนที่เข้ามารับการฝึก ก็มีจำนวนน้อยลงทุกที เพราะได้รับการฝึกแล้วทุกคน

    ข้าพเจ้าก็ใช้กุศโลบายการขยายธรรมคำสอน ในด้านความดีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ โดยชักชวนให้ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดท่าซุง

    และบางครั้งข้าพเจ้าก็นำบุคคลที่มีความศรัทธาในหลวงพ่อ ไปปฏิบัติพระกรรมฐานที่วัดท่าซุงครั้งละ 7 วาระ

    บางโอกาสก็มีถึง 11 วาระ เป็นเวลาหลายคราว และชี้แนะให้ดูในการก่อสร้างของท่านเอง ช่างคนอื่นน้อยคนนักที่จะออกแบบได้

    ทุกๆ คนที่ไปเห็นแล้วก็มีความเลื่อมใส และอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงบอกว่า พระบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านมีอยู่ครบถ้วนในตัวของท่าน

    พวกญาติพี่น้องของข้าพเจ้าทุกคน จงพยายามใช้ปฏิปทาของท่านให้มาก แล้วจะประสบผลบรรลุในสิ่งที่เราต้องการ ความดีที่หลวงพ่อท่านให้มา

    ข้าพเจ้าก็เผยแพร่กระจายไปรอบๆ ในที่ต่างๆ เท่าที่ข้าพเจ้าได้เผยแพร่ความดีในด้านธรรมะของท่านมา ก็เป็นเวลา 10 ปีเกือบจะได้ ก็แพร่สะพัดออกไปทุกที

    จนแพร่เข้าไปยังอำเภอใกล้เคียงได้ถึง 9 อำเภอ ธรรมะที่ข้าพเจ้าเผยแพร่ออกไปนี้ ข้าพเจ้าสอนสั้นๆ ให้ความคิดเบาๆ และให้พิสูจน์เอาตามความเป็นจริงเสมอว่า

    การเกิดมายังโลกนี้นั้น มันมีความเป็นทุกข์ เมื่อมีการเกิดมาแล้ว จะต้องตายแน่ และต้องยอมรับนับถือในพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ และผลที่สุด ก็ขอให้ยึดอารมณ์พระนิพพาน

    ส่วนการรักษาศีล จะเป็นศีลอุโบสถ หรือศีล 5 ก็ตาม พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนมาให้ปฏิบัติยิ่งชีวิต ถ้ามีโอกาสก็ขอให้ไปนมัสการหลวงพ่อที่วัดท่าซุง จะมีปัญหาอะไรก็ถามท่านได้

    ท่านจะให้ความกระจ่างแจ้งในญาณต่างๆ ถูกต้องตามความเป็นจริงของแต่ละบุคคล ข้าพเจ้าจะบอกเล่าก็เป็นแต่เพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น

    ขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย จงไปศึกษาต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อเถิด ท่านทั้งหลายจะได้รับผลแห่งพระบารมีของท่านอย่างน่าอัศจรรย์

    ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ธรรมทาน จงให้ข้าพเจ้าประสบแต่สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ

    และขออาราธนาต่อพระบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด.."

    หมายเหตุ - ผู้เรียบเรียง
    ...ถ้าท่านผู้อ่านได้อ่านมาถึงตอนจบ น่าจะรู้คติภพของโยมผินเป็นอย่างดี ที่ได้ล่วงลับไปนานแล้ว

    คงทิ้งไว้แต่ลายมือที่แสดงความรู้สึกไว้เบื้องหลัง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นสืบไป

    คิดว่าทุกคนคงไม่ยอมแพ้โยมผิน ที่อยู่ห่างไกลนับพันกิโล แต่ก็ยังมุ่งพระนิพพานได้เป็นผลสำเร็จ แล้วยังขยายธรรมะออกไปอีกกว้างไกลในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี

    จนบัดนี้พวกชาว "คณะคีรีรัฐนิคม" ก็ยังถือธรรมเนียมปฏิบัติ ด้วยการจัดรถบัสมาร่วมงานทอดกฐินที่วัดท่าซุงตลอดมา มิได้ขาดเหมือนคนบางคนที่อยู่ใกล้แสนใกล้ !!"
    FB_IMG_1569578447917.jpg
     
  2. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    ทำกรรมฐานแบบคนขี้เกียจ
    .......................
    การทำกรรมฐานจริงๆ ถ้าทำเป็นล่ำ เป็นสัน มันอาจจะเกินพอดีไปก็ได้ เอากันแบบคนขี้เกียจ แต่ตายแล้วไม่ลงนรกดีกว่า ง่ายดีนะ คนขี้เกียจเขาทำแบบนี้

    ก่อนนอนหลับ ใจนึกถึงพระพุทธเจ้า หรือนึกถึงพระพุทธรูป องค์ใดองค์หนึ่ง โดยเฉพาะที่เราชอบ จิตก็จับที่ลมหายใจเข้า-ออก ภาวนา " พุทโธ " ก็ได้ อะไรก็ได้นะ เอาพุหโธเป็นเกณฑ์ ก็แล้วกัน หายใจเข้า นึกว่า "พุทธ" หายใจออก นึกว่า "โธ " เพียงแค่ ๒-๓ ครั้ง มันหลับไป ก็ใช้ได้

    ขณะที่ภาวนาอยู่ ถ้าจิตเข้าไม่ถึงฌาน มันจะไม่หลับ ถ้าจิตสงบถึงฌาน มันจะตัดหลับทันที เป็นฌาน ขั้นไหนก็ตาม ขณะที่หลับอยู่ กี่ชั่วโมงก็ตาม ท่านถือว่า “ทรงฌาน” ตลอดเวลา ถ้าตายเวลานั้น จะเป็นพรหมทันที เป็นอย่างน้อย

    ถ้าบังเอิญก่อนจะตาย ก่อนจะหลับ เรานึกถึงพระนิพพาน ไว้ก่อนด้วย แล้วก็หลับ จิตเป็นฌานก็หลับ เขาถือว่า จิตทรงฌานในด้านของนิพพานที่เรียกว่า "อุปสมานุสสติกรรมฐาน" ถ้าตายเวลาหลับจะไปนิพพานทันที

    ถ้ามันไม่ตาย มันตื่น ก่อนจะขยับตัวไปไหน ก่อนจะหลับ จิตเราเป็นฌาน เมื่อตื่นขึ้นแล้ว ฌานยังไม่คลายตัว ยังทรงอยู่ ก็เริ่มจับลมหายใจเข้า-ออก ใหม่ ภาวนาใหม่ แค่ ๒-๓ ครั้ง ก็ตาม เพียงแค่นี้ ทำทุกวัน ทุกคน เวลาจะตาย จะไม่นึกถึงอกุศล จะนึกถึงเฉพาะกุศลอย่างเดียว

    ถ้าทำอย่างนี้ทุกวัน ทำแบบคนขี้เกียจนะ "ฉันมันคนขี้เกียจ ก็เลยสอนให้ลูกศิษย์ เป็นคนขี้เกียจด้วย "
    ถ้าทำอย่างนี้ทุกวัน ถ้าเราป่วยหนัก ขนาดไหนก็ตาม
    ถ้ายังไม่เห็นเทวดา ไม่เห็นนางฟ้า ไม่เห็นพรหม
    ไม่เห็นพระ อริยเจ้า ไม่เห็นพระพุทธเจ้า "ยังไม่ตาย"

    ถ้าขณะที่ป่วย ถึงแม้มันจะไม่หนัก เห็นเทวดา เห็นนางฟ้า เต็มจักรวาล เห็นพรหม เห็นพระอริยเจ้า เห็นพระพุทธเจ้า คราวนี้น ตายแน่

    ถ้าก่อนจะตาย ทุกขเวทนาหนัก ปวดเสียด แต่ก่อนจะตายจริง สักอย่างน้อยสุด ๒๐ นาที หรืออาจจะ ๒-๓ วัน ก็ได้นะ จิตที่มีทุกขเวทนา มันจะหายไป จิตจะไปจับที่เทวดา ที่ นางฟ้า ที่ พรหม ที่พระอริยเจ้า มีความเพลิดเพลิน คุยกันท่าน แบบสบายๆ และในที่สุดจิตก็ดับ ก็ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพานได้ ตามชอบใจ

    ก่อนจะหลับ ให้ภาวนาว่า "พุทโธ" สัก ๒-๓ ครั้ง แล้วภาวนาว่า "นิพพานัง สุขัง" ไปจนกว่าจะหลับ
    เมื่อเวลาตื่นขึ้นมาใหม่ๆ ให้ภาวนาว่า "นิพพานนังสุขัง" สัก ๒-๓ ครั้ง อย่างนีทุกคืน " จะไปนิพพานได้ในชาตินี้ " ใครภาวนา " นิพพานนัง สุขัง "ไม่ได้ ก็ให้ภาวนา "พุทโธ" อย่างน้อยที่สุด ตายจากชาตินี้แล้วไปสวรรค์

    จากหนังสือ พ่อสอนลูก เล่ม ๑
    ธรรมโอวาท หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
    FB_IMG_1569796261362.jpg
     
  3. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    เรื่องหลวงพ่อ กับสุนัข

    เรื่องเล่า หลวงพ่อกับสุนัข
    หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ วัดท่าซุง อุทัยธานี

    กลางปี ๒๕๒๖ คุณฉวีวรรณ สรรพกิจ ถวายสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานเพศเมีย ๑ ตัว และพันธุ์ไทยธรรมดา ๑ ตัว ตัวผู้มาจากโคราช หลวงพ่อตั้งชื่อว่า "นิล" เพราะเธอมีสีดำตลอดตัว อกขาวเล็กน้อย เพศเมียตัวเล็ก เป็นลูกสุนัข ขณะที่ถวายไปมีหลังอาน สีน้ำตาล เรียกว่าหลังอานไวโอลิน เธอมาจากจังหวัดตราด หลวงพ่อตั้งชื่อว่า "นาก"

    โดยปกติหลวงพ่อท่านก็เลี้ยงสุนัขและแมวเป็นประจำอยู่แล้ว หลายสิบตัว ทุกกุฏิที่ท่านอยู่จะต้องมีสัตว์ ๒ ประเภทนี้ประจำการเสมอ เท่าที่สำคัญก็มี สิงห์ดอก โคล่ง เจ้าอ้วน เจ้าคม ฯลฯ รวมทั้งสุนัขเดินหลงทาง สุนัขจรจัดขาดที่พึ่งก็มีมาก คนไปปล่อยวัดก็มีมาก พระในวัดท่าซุงเกือบทุกองค์มีสุนัขอาศัยอยู่ด้วยทั้งสิ้น
    หลวงพ่อเลี้ยงเธออย่างอิสระ ไม่ขังกรง แต่มีอาณาเขตกว้างขวางในรั้วรอบขอบชิด ไม่ปนกับสุนัขภายนอก สุนัขทั้งคู่นี้คือ "นิล" กับ "นาก" เธอแสนรู้มาก หลวงพ่อพูดภาษาไทยกับเธอ เธอรู้เรื่องทุกคำและปฏิบัติตามตลอดไม่เคยลืม คนเราเสียอีกยังมีลืมบ้าง แต่สุนัขไม่ลืม ขอรวบรัดความยาวนานจาก ๒๕๒๖ ถึง ๒๕๓๕

    จากสองชีวิตขยายพันธุ์กันในพวกเดียวนี่แหละ มิได้ปนกับสุนัขภายนอกเลย เวลานี้ถ้าไม่ตายเสียบ้างก็นับไม่ถ้วน เอาเฉพาะที่ยังอยู่ก็เกือบ ๓๐๐ ชีวิต ปี ๒๕๓๒ หลวงพ่อย้ายที่พักจากตึกกลางน้ำไปอยู่ข้างวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร และอยู่ที่นี่จนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน

    ข้าพเจ้าและพี่สาวชื่อ "จำปี" สองคน รับภาระการเลี้ยงสุนัข โดยมีอาสาสมัครจากเด็กนักเรียนหอพักหญิงของโรงเรียนเรา ไปช่วยเลี้ยง ๑๐ - ๒๐ คน พอจบ ม.๖ ก็ออกไป เราก็รับรุ่นใหม่เข้ามา ก็ฝึกกันใหม่ จบแล้วก็ไป ก็รับฝึกกันใหม่ ๓ รุ่นแล้วและคงต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
    หลวงพ่อท่านบอกเสมอ ทุกครั้งที่สุนัขคลอดลูกออกมาใหม่ ท่านตั้งชื่อให้แล้วบอกว่า "ตัวนี้เป็นใคร มาจากไหน เดิมชื่ออะไร ตายเพราะอะไร ลงมาเกิดเป็นสุนัขของหลวงพ่อ เพราะอะไร" และวันไหนที่สุนัขตายข้าพเจ้าจะรายงานหลวงพ่อว่า สุนัขชื่อนี้เธอตายเสียแล้ว หลวงพ่อจะบอกว่า "เธอไปอยู่ที่ไหน มารายงานตัวแล้ว ก่อนตายเธอคิดอย่างไร"ข้าพเจ้าคิดว่าตายเมื่อไรจะไปรายงานตัวกับหลวงพ่อเหมือนกัน

    "ผลสรุปก็คือ สุนัขทุกตัว เธอมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็มาจากพรหมและจาตุมหาราช ไม่มีมาจากอบายภูมิเลย"

    เมื่อมีเกิดก็ มีป่วย มีตาย ยามสุนัขตาย ข้าพเจ้ารายงานหลวงพ่อ ท่านจะบอกว่า "เขามารายงานตัวแล้ว อยู่ที่ไหน ทุกชีวิตเธอกลับที่เก่า คือดาวดึงส์ จาตุมหาราช ยามา บางทีเป็นพรหมก็มี" จากประสบการณ์เรื่องนี้ ทำให้ข้าพเจ้าถามหลวงพ่อว่า เมื่อเธอเป็นเทวดา เป็นพรหมก็ดี มีความสุข จะลงมาเกิดเป็นสุนัขให้ทุกข์ทำไม ในเมื่อทุกชีวิตเป็นลูกหลวงพ่อ ทำความดีต่อข้างบนก็ได้ถึง "นิพพาน"

    หลวงพ่อตอบว่า

    "เขาลงมาเกิดเพื่อมาเอาเชื้อนิพพานบ้าง ลงมาอารักขาหลวงพ่อบ้าง รักษาของสงฆ์บ้าง และเร่งบารมีบางส่วนที่ยังขาดอยู่ แต่ทุกชีวิตจะไม่กลับมาเกิดอีก ท่านเองก็เคยไปโปรดเขามาแล้วหลายครั้ง"

    พอหลวงพ่อมรณภาพ พ่อ "นิล" ก็ตายตามหลวงพ่อไป แม่ "นาก" นอนร้องไห้น้ำตาไหลพรากมา ๔ - ๕ วันและหงอยเหงามาจนบัดนี้

    ♻️ ข้าพเจ้าเคยลูบหลังสุนัขพร้อมท่องคาถาบรรเทาทุกขเวทนาให้เธอ จนสุนัขตายคามือข้าพเจ้ามานับไม่ถ้วนแล้ว ก็ได้แต่บอกเธอว่า เวลาป้าตายมารับป้าด้วยนะ ป้องกันอย่าให้อกุศลกรรมมันเข้ามาหาป้า ข้าพเจ้าและพี่จำปีใช้ศัพท์แทนตัวว่า"ป้า" กับสุนัขทุกตัว

    ยามเย็นหลวงพ่อกลับจากทำงาน ลงจากตึกรับแขกกลับที่พัก พวกเราก็คอยรับท่าน พร้อมบรรดาสุนัขทั้งหลาย หลวงพ่อจะลงนั่งกับพื้นปล่อยให้สุนัขเล็ก-ใหญ่ทั้งหลายรุมเล่นท่าน งับแขนเลียมือ ดึงสายรัดเอว งับนิ้ว ดึงกุญแจ ดึงอังสะ ตามแต่เธอจะทำด้วยความคิดถึงทั้งวันที่ไม่พบกันก็อย่างนี้แหละ พวกเราก็อิจฉาสุนัขทุกวัน แล้วหลวงพ่อก็ไปเยี่ยมสุนัขแม่ลูกอ่อนทีละห้องจนกว่าจะครบทุกแม่ บางแม่ก็มาตามหลวงพ่อเพราะยังไม่ถึงห้องเขา ก็มาคอยรับหลวงพ่อแล้วพาไปดูลูกเขา

    "หลวงพ่อจะเข้าไปในห้องเขา จัดที่นอน ปูให้เรียบร้อย จับลูกเขามานอนตักท่าน สุนัขทุกตัวผ่านการนอนตักหลวงพ่อทั้งนั้น หลวงพ่อท่านทำประดุจเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอทุกตัว"

    ดังนั้นสุนัขทุกตัวจึงรักหลวงพ่อ แม้เพียงได้ยินเสียงหลวงพ่อ เขาก็เห่าหอนต้อนรับเกรียวกราว หลวงพ่อบอกว่า "ให้หมาติดผ้าเหลืองไว้ ตายแล้วไปสวรรค์ทุกตัว"

    ⛈ ยามค่ำคืนเมื่อเกิดฝนตก ฟ้าร้องน่ากลัว สุนัขกลัวเสียงฟ้าร้องมาก เขาจะพากันวิ่งไปรอหน้ากุฏิหลวงพ่อ ฝ่าฝนเปียกปอนไปให้ถึงหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อก็ออกมานั่งกับพื้นเป็นเพื่อนปลอบใจเขามิให้กลัว จนกว่าฝนฟ้าคะนองจะหมดไป ข้าพเจ้าต้องรู้หน้าที่นี้ ยามฝนตกฟ้าร้องขึ้นไปเป็นเพื่อนหลวงพ่อด้วย ช่วยกันเป็นเพื่อนหมา เขาจะมานั่งเบียดเรารวมตัวสั่นไปหมด เรื่องนี้เล่าเท่าไรก็ไม่จบ เอาไว้แค่นี้ก็แล้วกัน

    ✴อาจารย์พรนุช คืนคงดี ผู้เล่าเรื่อง
    จากหนังสือ "พระราชพรหมยาน" (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖) หน้าที่ ๔๙๖ ถึง ๔๙๗
    คัดลอกโดย ธัมม สุขโข(กราบสาธุที่มาค่ะ)❤️❤️
    FB_IMG_1569835921947.jpg
     
  4. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    1 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    “…ยํ ยํ มรณํ สตฺตานํ ตํ อนจฺฉริยํ, ยโต เอตํ สพฺเพสํ มคฺโค, อปฺปมตฺตา โหนฺตุ ภนฺเต อาปุจฺฉามิ, วนฺทามิ, ยํ เม อปรทฺธํ, สพฺพํ เม สงฺโฆ ขมตุ…”

    “…ความตายใดๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ความตายนั้นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะความตายนั้นเป็นมรรคาของสัตว์ทั้งหลาย ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดิฉันขอลา ดิฉันขอไหว้ สิ่งใดที่ดิฉันผิดพลั้ง ขอสงฆ์จงอดโทษสิ่งทั้งปวงนั้นแก่ดิฉันเถิด…”

    เนื้อความบางตอนของพระราชนิพนธ์ขอขมาสงฆ์ที่เป็นภาษามคธ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่โปรดให้อัญเชิญไปอ่านในที่ชุมนุมสงฆ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เมื่อทรงพระประชวรหนัก โดยทรงรับสั่งให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) จดใกล้พระที่บรรทม

    ทั้งได้รับสั่งทรงขอขมาพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีว่า วันนี้เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง นักปราชญ์ทั้งหลายก็ถึงความดับเป็นอันมากในวันเพ็ญดังนี้ ควรพระชนมายุจะหมดจะดับในวันนี้เป็นแน่แล้ว ซึ่งขัดเคืองว่ากล่าวแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวงมาแต่ก่อนนี้ ขออโหสิกรรมกันเสียเถิด อย่าได้เป็นเวรกันต่อไป…

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระสุขภาพพลานามัยดียิ่งตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระอาการป่วยและเป็นผลให้เสด็จสวรรคตเกิดจากไข้ป่าที่ทรงไปติดเชื้อมา ในช่วงเดือนที่เสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ ได้ 5 วัน ทรงประชวรไข้จับ

    ใน เย็นวันนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้พระศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) เข้าเฝ้า เพื่อจดพระราชนิพนธ์คำขอขมาและลาพระสงฆ์เป็นภาษาบาลีซึ่งมีการแปลไว้ ในบันทึกของหมอบลัดเล กล่าวถึงว่าพระองค์ได้โปรดให้อาลักษณ์เขียนพระราชนิพนธ์ชิ้นสุดท้ายตามพระ ราชกระแสรับสั่ง พระราชนิพนธ์นี้ เป็นคำภาษาบาลีสำหรับขอขมาลาพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ใจความสำคัญมีอยู่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรแก่การยึดมั่นถือมั่น ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงแท้ พระองค์ทรงพร้อมที่จะรับความเป็นไปตามสัจธรรมนี้ไม่ช้า

    “… อนึ่งบุรุษมายึดมั่นสิ่งไรไว้จะเป็นผู้หาโทษมิได้ สิ่งนั้นไม่มีเลยในโลก ดีฉันมาศึกษาการยึดมั่นอยู่ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงใช่ตัวตน ย่อมเป็นไปตามปัจจัย สิ่งนั้นใช่ของเรา ส่วนนั้นไม่เป็นของเรา ส่วนนั้นมิใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ความตายใดๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ความตายนั้นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะความตายนั้นเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วเถิด ดีฉันขอลา ดีฉันไหว้ สิ่งใดดีฉันได้ผิดพลั้ง สงฆ์จงอดสิ่งทั้งปวงนั้นแก่ดีฉันเถิด
    เมื่อกาย ของดีฉันแม้กระสับกระส่ายอยู่ จิตของดีฉันจะไม่กระสับกระส่าย ดีฉันมาทำความไปตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าศึกษาอยู่ด้วยประการดังนี้”

    “ครั้น เวลา 2 ทุ่ม 6 บาท จึงรับสั่งเรียกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภว่า พ่อเพ็งเอาโถมารองเบาให้พ่อที พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภจึงเข็ญเอาโถพระบังคนขึ้นไปบนพระแท่น ถวายลงพระบังคนแล้วก็พลิกพระองค์ไปข้างทิศตะวันออก รับสั่งบอกว่าจะตายเดี๋ยวนี้แล้ว แล้วพลิกพระองค์หันพระพักตร์สู่เบื้องตะวันตก ก็รับสั่งบอกอีกว่า จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว แล้วก็ทรงภาวนาว่า อรหังสัมมา สัมพุทโธ ทรงอัดนิ่งไปแล้วผ่อนอัสสาส ปัสสาส เป็นคราวๆ ยาวแล้วผ่อนสั้นเข้าทีละน้อยๆ ทรงพระสุรเสียงมีสำเนียงดัง โธ โธ ทุกครั้ง สั้นเข้า โธ ก็เบาลงทุกที ตลอดไปจนยามหนึ่งก็ดังครอกเบาๆ พอระฆังยามหอภูวดลทัศไนย์ย่ำก่างๆ นกตุ๊ดก็ร้องขึ้นตุ๊ดหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต”

    พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 เวลาทุ่มเศษ วันนั้นเป็นวันมหาปวารณา รวมพระชนมพรรษา 64 พรรษา

    FB_IMG_1569893961562.jpg
     
  5. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    #หลวงปู่หมุนหยอกล้อกับหลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม นับเป็นครั้งแรกที่พระเหนือโลกสามองค์ หลวงปู่หมุน หลวงปู่อิง หลวงปู่ครูบาเที่ยงธรรม ได้มาพบกันในงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของอ.หม่อมนิรนามไตรภูมิ และด้วยภูมิธรรมที่ท่านทั้งสามองค์สร้างสมมาในอดีตชาติ ต่างฝ่ายต่างยกย่องในคุณธรรมซึ่งกันและกัน ในช่วงหนึ่งหลวงปู่หมุนได้ยกไม้เท้าขึ้นแตะหัวหลวงปู่เที่ยงธรรมซึ่งหลวงปู่เที่ยงธรรมก็รับไม้เท้าหลวงปู่หมุนมาแตะที่หัวเป็นภาพประทับใจที่ไม่เคยถูกนำมาเผยแพร่มาก่อน
    FB_IMG_1569916602698.jpg
     
  6. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    #อริยสาวิกาผู้ซ่อนกาย

    คุณยายชีนวล แสงทอง
    วัดภูฆ้องคำ บ.ดงตาหวาน อ.กุดข้าวปุ้น จ.อุบลราชธานี

    บรรดาผู้ที่เป็นศิษย์สำเร็จลุนอย่างแท้จริง มักไม่นิยมกล่าวถึงครูบาอาจารย์ แม้แต่อวดอ้างเอ่ยชื่อก็ไม่ทำ ทุกคนดำรงตนอย่างเงียบเชียบอยู่ในที่กันดารที่คนเข้าถึงลำบาก โดดเดี่ยวลำพังอย่างนักปฏิบัติพันธุ์แท้ ไม่คลุกคลีหมู่คณะ ไม่สะสมวัตถุสมบัติ ไม่ติดอยู่กับที่ ไร้ร่องรอย ไร้เรื่องราว

    เคยถามคุณยายชีด้วยตนเองว่าครูบาอาจารย์ของยายเป็นใคร

    “บ่ฮู้-บ่จัก”

    “ถ้าไม่มีใครเป็นอาจารย์ ก็เรียนเองรู้เอง”

    “ไม่ใช่อย่างนั้น ครูบาอาจารย์นั้นมีแน่..แต่ยายบ่จำ”

    เรื่องนี้ทราบจากยายคำ แสงทอง ผู้เป็นน้องคนที่ ๔ ของคุณยายชีว่า สมัยคุณยายชียังเยาว์วัย ป่วยเป็นฝีที่คอ รักษาอย่างไรไม่หาย วันหนึ่งมีหมอธรรมมาชี้แนะว่า มีผู้เดียวที่จะรักษาได้ เป็นพระชื่อว่าครูบาลุน อยู่ภูมะโรง เมืองจำปาศักดิ์ อยากจะหายจงเร่งไปหา ด้วยว่าเวลานั้นท่านชราภาพมากแล้ว อย่านิ่งนอนใจ ช้าไปจะไม่ทันการ

    เมื่อไปถึงภูมะโรงแล้ว ครูบาลุนได้บอกว่าโรคของคุณยายชีจะหายได้ด้วยมโหสถขนานเดียว คือบวชชี รักษาศีลแปด ถือพรหมจรรย์ ซึ่งครูบาลุนได้เป็นผู้บวชให้....

    การติดตามหาตัวยายชีเป็นไปได้ยาก เนื่องจากความไม่อยู่ติดที่ ไม่อยู่ที่ใดนานๆ เรื่องนี้มีผู้รับฟังคำอธิบายจากยายชีและสังเกตเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ ที่ใดมีคนเกลียดมากๆ ยายชีจะอยู่นานเป็นพิเศษ ที่ใดคนรักนับถือมากๆ ยายชีจะออกจากที่นั่นไปโดยเร็ว สถานที่ซึ่งมีคนเกลียด จะอยู่จนกระทั่งคลายทิฏฐิมานะของผู้คนได้สำเร็จ เกลียดกลายเป็นรักและนับถือเมื่อไหร่ จะจากไปเมื่อนั้น
    หลายแห่งที่ผู้คนร้องไห้อาลัย อ้อนวอนให้อยู่ต่อไป ยายชีก็จะบอกธรรม ๑ ข้อ

    “อนิจจังไม่เที่ยง มีพบก็มีพราก”

    ญาติโยมสานุศิษย์ที่เดินทางมาขอข้อธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติมักกล่าวตรงกันว่าคุณยายชีเน้นศีล ๕ เป็นหลัก “การปฏิบัติธรรม การรักษาศีล ผู้อื่นทำแทนไม่ได้ ต้องทำเอาเอง แค่ศีล ๕ ก็พอเพียงสำหรับคฤหัสถ์ ให้รักษาไว้กับตัวกับใจ ทำอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาทำที่นี่ ศีล ๕ นั้นประเสริฐสุด”

    บางครั้งก็อบรมว่า
    “ถ้าเราปฏิบัติหรือรักษาศีลไม่ได้ อย่ารับศีลเลย อย่าโกหกพระเลย” เรื่องศีล ๕ เรารู้จักกันแล้วว่าเป็นศีลที่คฤหัสถ์ปฏิบัติได้ เป็นศีลที่ปิดประตูนรกอบายภูมิ

    คุณยายชีนวลค่อนข้างจะมีความพิสดารอยู่ในตัวไม่น้อย จนแม้หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย จ.นครพนม ได้เห็นยายชีนวลครั้งแรก ยังแสดงอาการผงะและออกปากว่า "ยายชีผู้นี้ไม่ใช่เล่น เป็นคนมีวิชาเต็มตัว"

    เรื่องศาสตร์วิชาแปลกๆ ของคุณยายชีนวล เคยได้ยินผู้ใกล้ชิดคุณยายชีเล่าว่า สมัยก่อนท่านมีวิชาหนูกับแมว ทำเป็นน้ำมันขึ้นมา เอาไปป้ายหนูกับแมวแล้วมันจะไม่กัดกัน ขังไว้ในกรงเดียวกันก็ไม่ทำร้ายกัน

    เดี๋ยวนี้คุณยายชีเลิกไม่ทำอีกแล้ว เข้าใจว่าตั้งแต่รู้จักกราบไหว้หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี เรื่องวิชาคาถาอาคมจึงเพลาๆ ลงไป หันมาตั้งใจปฏิบัติจิตทำเพียรภาวนาแทน

    ถ้าเอ่ยชื่อหลวงพ่อชาให้คุณยายชีได้ยินเมื่อไหร่ยกมือไหว้ท่วมหัวเมื่อนั้น ยึดถือว่าเป็นครูบาอาจารย์สำคัญอีกองค์หนึ่ง

    (คุณยายชี ได้ละขันธ์เมื่อเวลาประมาณตีสาม ของคืนวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ สิริอายุ ๑๐๑ ปี)

    Cr. จากบันทึก คุณอำพล เจน


    FB_IMG_1570052293708.jpg
     
  7. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    เรื่องที่เกี่ยวกับพระในดง อีกรูปหนึ่ง

    ภาพที่พระธุดงค์ เดินอย่างมุ่งมั่น อาจหาญ ในวันที่วัดเอยถูกปิดล้อมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐกว่าสามพันนาย ท่านได้ย่างเท้า ไปในที่ใดที่หนึ่ง ภายในวัดเอย อย่างจดจ่อ เป็นภาพที่ชวนสงสัยใคร่รู้ เป็นอย่างยิ่ง.

    มีผู้ได้ไปกราบเรียนถาม หลวงปู่สุวรรณคำ ว่า พระรูปนี้คือใคร...หลวงปู่วงจักร อายุพันกว่าปี...คำตอบของหลวงปู่สุวรรณ สร้างความปลื้ม ปิติ ยินดีปรีดา เห็นทางรอดของพระพุทธศาสนา พระบังบด พระผู้สำเร็จ ณ ดินแดน แห่งภูเขาควาย ท่านยังห่วงใยมาดูแลด้วยตัวเอง...ฟังแล้วขนลุกซูชันด้วยความปิติใจเป็นอย่างยิ่ง

    ท่านมาที่วัดแบบไม่มีใครเห็น แต่กล้องวงจรปิดจับภาพไว้ มาเพื่อช่วยหลวงพ่อ ท่านรู้ว่าหลวงพ่อบริสุทธิ์ ถูกใส่ร้าย
    พระผู้สำเร็จ พระบังบด จากภูเขาควาย ดินแดนมหัศจรรย์ เทือกเขาที่อุดมด้วย ดงป่า พรรณไม้ ณ ที่ตรงนี้ พระนักปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติชอบ มาฝึกฝน อบรมกลั่นจิตใจ เพียงเพื่อหลุดพ้นจากความวุ่นวายของกระแสกิเลสบนโลกมนุษย์
    ภูเขาควาย แห่งนี้มีพระผู้สำเร็จ พระบังบดมากมายหลายๆรูป ไม่ใช่เฉพาะหลวงปู่สุวรรณ ที่เรารู้จัก จากภาพที่ปรากฏในสื่อโซเซียล

    Cr.#รุกขเทวาริมรั้ววัด
    เส้นทางบุญ
    @BoonPath
    FB_IMG_1570063590886.jpg
     
  8. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    เรื่องเล่า จาก อ.ศุภกฤษณชัยวค์

    FB_IMG_1570081726094.jpg
     
  9. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    เรื่อง "ภูทอกเคยเป็นสถานที่สัปปายะสงัดวิเวก"

    (ธรรมเทศนา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

    วัดภูทอกทีแรกท่านจวนไปอยู่ ไม่มีบ้านคนเลย ภูทอกนี้ หมายถึงว่า ภูเขาลูกเดียว ภูทอกภูโทน ลูกทอกลูกโทน ลูกคนเดียว อันนี้ภูทอกมันอยู่นั้นแห่งเดียว โดดเดี่ยวอยู่นั้น จึงเรียกว่าภูทอก ท่านจวนละไปอยู่ที่นั่น สร้างขึ้นทีแรกวัดภูทอก เป็นที่สงบสงัดมาก ครั้นต่อมานี้สร้างดอยสวรรค์ดอยนรกขึ้นที่นั่นเลยเสียหมด เป็นทำเลคนท่องเที่ยว

    แต่ก็ยังดีท่านยอมรับความผิดนะ คือเราไปว่าเอาจริงๆ เสียหายมากตรงนี้เราว่างั้น เป็นจุดส่วนรวมของนักภาวนาทั้งหลายมาอยู่ที่นี่ แล้วท่านทำไมมาสร้างนั้นสร้างนี้ขึ้นมา ท่านคิดยังไง ว่าอย่างนี้เลย สติปัญญากำลังวังชาที่ขวนขวายหาสิ่งก่อสร้างขึ้นเป็นแดนนรกนี้มันหมดเท่าไร ถ้าสละเป็นทางความพากเพียร กิเลสจะตายไปหลายตัว เราว่า อันนี้กิเลสอะไรตาย ท่านทำไมถึงทำอย่างนี้ เราว่าจริงๆ นะ เพราะเป็นจุดสำคัญ แล้วไปสร้างอะไรขึ้นมา ทีนี้ก็มีแต่แดนนรก คนร้องโว้กเว้กๆ ไม่ว่ากลางวี่กลางวันกลางคืน เต็ม ที่ขึ้นเขาเรียกดอยสวรรค์หรืออะไร ดอยนรก

    แต่ยังดีที่ท่านยอมรับนะ ท่านยอมรับเราจริงๆ ไม่ใช่ยอมรับธรรมดา ท่านเห็นโทษของความวุ่นวายที่สร้างขึ้นแล้วประชาชนไปรบกวนพระ เลยหาเวลาภาวนาไม่ได้ เราไปว่าให้ท่าน ท่านยอมรับ ทีนี้มาซ้ำเข้าอีก มายอมรับเป็นครั้งที่สองอีก เป็นสักขีพยานจริงๆ กับการสั่งสอนของเรา ไม่ผิดเลย เดี๋ยวนี้เป็นแดนนรกขึ้นแล้วว่าอย่างนั้น ทำอะไรให้คิดบ้างซี สถานที่นี่เป็นสถานที่เหมาะสมมากในการภาวนา เหตุใดจึงมาสร้างอะไรขึ้นมา ว่าเป็นดอยสวรรค์ๆ ดอยนรกท่านรู้ไหม ว่าอย่างนี้ละ เดี๋ยวนี้เสียหมดละ ที่ไปสร้างอะไรขึ้นมา แต่ก่อนเหมาะสมมากภูทอก เป็นสถานที่วิเวกสงัดได้เป็นอย่างดี ครั้นต่อมาคนก็ขยับขยายบ้านเข้าไป ลุกลามเข้าไป ข้างในก็สร้างอะไร เลยเลอะเทอะไปหมดเวลานี้ เราไปดูแล้วไม่น่าดูเลย ท่านจวนก็เสียไปแล้วละ

    ท่านจวน นิสัยท่านชอบหาขุดค้นซอกแซกซิกแซ็กสถานที่แปลกๆ ที่สงบสงัดได้ดีหลายแห่งนะ แต่เวลานี้มันก็กลายเป็นแดนนรกไปหมดแล้วละ เช่นภูทอกเป็นอันดับหนึ่งในการภาวนาของพระกรรมฐาน ถ้ำจันทน์ นี่ก็ท่านจวนเป็นผู้ไปเสาะแสวงหาได้ในป่า เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นกลางบ้าน อย่างถ้ำจันทน์ก็เป็นกลางบ้านแล้ว ภูทอกก็เป็นกลางแดนนรกแล้ว เป็นอย่างงั้น ที่ท่านสร้างภูทอกขึ้นมา ถูกหนังสือพิมพ์เขาโจมตีท่านว่าไปทำลายป่าไม้อะไรต่ออะไร ออกทางหนังสือพิมพ์เลยนะกระจายทั่วประเทศไทย ไม่ทราบว่าใครไปเป็นผู้ให้ข้อคิดทีแรก คงจะเป็นผู้เป็นภัยต่อศาสนาอย่างมาก เป็นภัยต่อพระกรรมฐานด้วย ถึงโจมตีพระกรรมฐาน เฉพาะอย่างยิ่งท่านจวน หาว่าท่านจวนไปทำลายป่าอยู่ในภูเขาภูทอกว่างั้น

    ทางนู้นในหลวงเสด็จนะ เลยพระราชทานเงินเดือน ในหลวงท่านเสด็จไปดู ไปท่านชมเชย แน่ะ อย่างงั้นนะ ท่านเสด็จไปเอง จะเป็นพระอัธยาศัยของท่าน หรือว่าเป็นเรื่องราวอะไรมาเฉยๆ ท่านเสด็จไปที่นั่น ดูเหมือนท่านพระราชทานเงินเท่าไรให้สร้างพวกสระน้ำ คือท่านจวนทำไปแล้วถูกต้องแล้ว ดี แต่ทุนทรัพย์ไม่พอ ท่านพระราชทานทุนทรัพย์ให้ เป็นสระใหญ่อยู่ในนั้น อย่างงั้นแหละ นี่เขาโจมตีว่าท่านไปทำลายป่า แล้วไปหาที่ไหนว่าท่านทำลายป่า ไม่มี อย่างนี้ละพวกปากสกปรก ปากอมขี้ หาว่าให้คนนั้นคนนี้ ปากอมขี้ ปากเปราะปากบอน
    FB_IMG_1570082403041.jpg
     
  10. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    ภาพหายาก

    เผยแพร่บารมีหลวงพ่อคับ เทพเจ้าเมืองสี่แควคับ
    หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพธิ์ องค์ด้านข้างหลวงพ่อรุ่ง
    วัดหนองสีนวล อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์2เกจิดังแห่ง
    อ.ตาคลี
    FB_IMG_1570113956714.jpg
     
  11. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    วันนี้เมื่อ ๒๔๙ ปีก่อน

    สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สถาปนาราชธานีแห่งใหม่ มีนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๓๑๓

    ในปี ๒๓๑๐เกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงกอบกู้เอกราชเริ่มแต่ในวันที่ ๓ มกราคม ๒๓๐๙ พระองค์เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียทีแก่พม่า จึงตัดสินใจรวบรวมทหารกล้าราว ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมทหารพม่า โดยตั้งใจว่าจะกลับมากู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนให้ได้โดยเร็ว ทรงเข้ายึดเมืองจันทบุรี เริ่มสะสมเสบียงอาหาร อาวุธ กำลังทหาร เพื่อเข้าทำการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา

    กรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อวันอังคาร ที่ ๗ เมษายน ๒๓๑๐ และพระองค์สามารถกู้กลับคืนมาได้ เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๓๑๐ รวมใช้เวลารวบรวมผู้คนจนเป็นทัพใหญ่กลับมากู้ชาติด้วยระยะเวลาเพียง ๗ เดือนเท่านั้น

    หลังจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงกอบกู้เอกราชกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ เดิมทีพระองค์ทรงคิดที่จะปฏิสังขรณ์กรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนเป็นดังเดิม แต่หลังจากตรวจดูแล้วยากต่อการฟื้นฟู จึงทรงให้อพยพผู้คนและทรัพย์สินลงมาทางใต้ และตั้งราชธานีใหม่ขึ้นที่เมืองธนบุรี เรียกนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” และสถาปนาเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๓๑๓

    หลังจากสร้างพระราชวังบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ทรงจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยพอสมควร บรรดาแม่ทัพ นายกอง ขุนนาง ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ตลอดทั้งสมณะพราหมณาจารย์และอาณาประชาราษฎร์ทั้งหลาย จึงพร้อมกันกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๓๑๐ ทรงพระนามว่า

    “...พระศรีสรรเพชร สมเด็จบรมธรรมิกราชาธิราชรามาธิบดี บรมจักรพรรดิศร บวรราชาบดินทร์ หริหรินทร์ธาดาธิบดี ศรีสุวิบูลย์ คุณรุจิตร ฤทธิราเมศวร บรมธรรมิกราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศร์ โลกเชษฏวิสุทธิ์ มกุฏประเทศคตา มหาพุทธังกูร บรมนาถบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว...”

    อย่างไรก็ดี ภายหลังสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงวินิจฉัยตามหลักฐานที่ปรากฏในภายหลัง ระบุว่า พระนามที่แท้จริงของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีควรจะเป็น “สมเด็จพระเอกาทศรถ” อันเป็นพระนามที่กษัตริย์ตั้งแต่สมัยพระเจ้าทรงธรรมทรงใช้สืบต่อกันมา รวมถึงพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย ดังที่ปรากฏพระราชโองการตั้งเจ้านครศรีธรรมราช

    เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระแก้ไขพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระองค์ได้แก้ไขพระวินิจฉัยเดิม และแก้พระนามของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีใหม่เป็น “พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว” ซึ่งหมายความว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่ผู้ครอบครองราชรถทั้งสิบเอ็ดรถ

    ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงควรมีพระนามทางการตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเอกาทศรุทรอิศวร” นับเป็นพระองค์ที่ ๖ ลำดับถัดจากพระสมเด็จพระเอกาทศรุกทรอิศวร พระองค์ที่ ๕ คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

    บทความบางส่วนจาก https://bit.ly/2qwQx6w

    ภาพวาด “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกู้ชาติ” วาดโดย สนั่น ศิลากรณ์ พิมพ์ครั้งแรกเป็นปกนิตยสารฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๘๗๕ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๒๘
    FB_IMG_1570184476243.jpg
     
  12. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    คุณแม่จันดี โลหิตดี

    อดีตชาติเคยเกิดเป็นพระนางจามเทวี

    จนมาถึงอนุสาวรีย์ พระนางจามเทวีครูอุไรขอไปซื้อของก่อนกับคุณหรัญญาส่วนคุณป้าทั้งสองคน เดินตรงไปที่รูปปั้นพระนางจามเทวี นึกได้หันกลับมาถามคุณแม่จันดี โลหิตดี

    “อ้าวไม่ไปกราบหรือ”

    คุณแม่ตอบ

    “พวกเจ้าจะไปก็ไปเถอะจะยืนคอย”

    ลูกศิษย์เข้าไปขออนุญาต จะตามคุณป้าทั้งสองไป และถามท่านว่า

    “ทำไมคุณแม่ไม่ไป”

    ท่านคุณแม่จันดีตอบ

    “จะไปทำไม ไปไหว้รูปของตัวเอง ใครจะไหว้ก็สาธุ ไหว้คุณงามความดีแม่มีแต่สลดใจในภพชาติของตัวเอง จะเป็นใหญ่แค่ไหนความทุกข์ที่แบกไว้ก็พอ ๆ กับตำแหน่งหน้าที่ที่รับอยู่”

    สีหน้าท่านคุณแม่จันดีขณะพูดดูสลด แต่ดูอีกทีก็แข็งกร้าว ท่านบอก

    “ดูสิรอบ ๆ บริเวณรูปปั้นวิญญาณของข้าราชบริพารอีกมากมาย ยังไม่ได้ไปเกิด ยังคงวนเวียนรักษารูปปั้น”

    ขณะท่านพูด .เกิดลมหมุนขึ้น ปั่นป่วนอย่างรุนแรง ... คุณป้าทั้ง 2 เอามือตะครุบชายผ้าถุงแทบไม่ทัน และคนอื่น ๆ ที่ใส่กระโปรงผ้าถุงที่อยู่ในบริเวณนั้นก็ทำเช่นเดียวกัน

    คุณป้าทั้งสองบ่นเรื่องลมหมุน ท่านคุณแม่จันดีจึงเล่าถึงอดีตของท่านว่า

    “ครั้งเกิดเป็นพระนางจามเทวี รูปปั้นนี้ไม่เหมือนตัวจริงเท่าไร ตัวจริงสูงกว่านี้ หน้ายาวกว่านี้”

    พี่สาวท่านพูด

    “รูปปั้นนี้ก็สวยมากแล้ว”

    ท่านคุณแม่จันดีบอก

    “ไม่สู้ตัวจริง ตัวจริงสวยกว่าในรูปปั้น พวกเจ้าเห็นไหมสิ่งที่โลกเขาตื่นกัน ก็มีแค่นั้น ตื่นในลาภ ในยศ ลูกหลานเกิดมาก็แบบเดียวกันไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ก็หลงกันอยู่แค่นี้หละ โอ๊ย! สลดในภพชาติที่ผ่านมา ยิ่งเป็นใหญ่ยิ่งทุกข์ ชาติเป็นพระนางจาม จะเรียกเป็นกษัตริย์ผู้หญิงก็ใช่จะเรียกนางพญาก็ใช่ เพราะเป็นกษัตริย์ผู้หญิงไม่มีครอบครัว ปกครองบ้านเมืองอะไร ๆ ก็อยู่ในหัวอกหมด แต่ก่อนครั้งเป็นแม่นางจาม พาประชาชนและตัวเองเร่งสร้างบารมีเต็มที่ ทั้งรักษาแผ่นดิน รักษาบ้านเมือง เพราะเป็นกษัตริย์ผู้หญิงกษัตริย์เมืองไหนก็อยากมาตีเอาเป็นเมืองขึ้น จึงลำบาก ทั้งรับศึก รักษาแผ่นดินทั้งเร่งสร้างบารมี แต่ในชาตินี้ก็สมใจแล้ว ย้อนดูภพเก่าหนหลัง จะเกิดทางภาคเหนือมากกว่าภาคอีสาน ไปที่ไหนผ่านตรงไหน ก็เห็นแต่ซากของตัวเอง สลดใจก็ข้าราชบริภาร ผู้ใหญ่ที่เคยช่วยกันมา น่าสงสาร ผ่านไปที่ไหน ขอยกโทษให้ทุก ๆ คน ทำด้วยความไม่รู้ ถ้ารู้คงไม่ทำ โถ!น่าสงสาร เพราะต่างเคยมีบุญคุณต่อกันมา

    แม่ดีใจที่ได้มาภาคเหนือคราวนี้ เพราะวิญญาณที่คอยขออภัยโทษมีไม่น้อยดวงจิต บางดวงกรรมไม่มาก พอยกโทษให้แผ่ส่วนบุญรับอนุโมทนา ก็เปลี่ยนภพไปสวรรค์เลยก็มี แต่ที่กรรมหนัก ก็แผ่ส่วนบุญ กลายเป็นกรรมเบาก็เยอะ แต่ทุกดวงจิตบอกว่ารอท่านมาโปรดนานแสนนาน แต่ความสุขที่ได้รับเมื่อเจอกันที่รอคอยก็แสนสุขแต่ก็แสนทุกข์อีกเมื่อท่านจะจากไป”

    นั่นเป็นเพียงสัมผัสหนึ่งที่คุณแม่จันดี ได้ระลึกนึกหวนถึงอดีตชาติที่ได้รับรู้และนำเปิดเผยให้ผู้ติดตามรับทราบ

    เรื่องราวในอดีตของพระนางจามเทวี(อดีตชาติของคุณแม่จันดี โลหิตดี) นั้นมีเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตที่อนุชนรุ่นหลังจักได้นำมาเป็นอุทาหรณ์สอนจิตเพื่อการน้อมรำลึกถึงพระคุณแห่งวีรสตรี อีกพระองค์ที่โลกไม่ควรลืม

    FB_IMG_1570189160994.jpg
     
  13. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    เรื่องของพล้งอำนาจจิต ของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า

    ระหว่างที่หลวงปู่ศุขพูดคุยกับญาติโยมไป ท่านก็เคี้ยวหมากไปเรื่อยๆ พอเขาจะลากลับ ก็จะขอชานหมากของท่าน ท่านก็จะคายชานหมากออกมาที่ฝ่ามือ จัดให้เป็นก้อนกลมๆ ด้วยการปั้นชานหมากที่ปั้น

    แล้วท่านจะเอามาไว้ในฝ่ามือที่พนม หลับตาภาวนาคาถาของท่านครู่ใหญ่ จึงเป่าลมปราณลงไปในฝ่ามือที่แบออกดัง “เพี้ยง” จากนั้นก็ยื่นให้กับญาติโยมที่ขอคนละเม็ด

    มีหลายคนที่รับมาแล้ว ไม่ได้ระวัง เลยหลุดจากมือ ตกลงกระทบพื้นเสียงดัง “แป๊ก” คล้ายกับลูกหิน(ลูกกระสุนยิงนก ที่ปั้นด้วยดินเหนียวตากแห้ง ) ตกกระทบพื้น

    ลูกอมชานหมากที่หลวงปู่ศุขปั้นแล้วเสกเพี้ยง แทนที่จะมีสภาพเป็นชานหมากนุ่มๆ กลับเปลี่ยนสภาพเป็นชานหมากที่แข็งมาก บีบดูเหมือนบีบลูกหิน หากไม่ได้ลูบ ก็ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปแล้ว หลวงปู่ศุขเปลี่ยนสภาพจากชานหมากนุ่มๆ ให้เป็นชานหมากหินไปได้ในเวลาเพียงหนึ่งอึดใจเท่านั้น

    “หลักไม่มีอะไรมากหรอก เป็นการใช้อำนาจปฐวีกสิณ เปลี่ยนชานหมากที่เป็นของเหลว หยุ่น ธาตุน้ำ ให้แข็งเป็นหิน เป็นดิน เขาเรียกว่า เคลื่อนย้ายถ่ายเปลี่ยนธาตุ”

    หลวงปู่ศุข เกสโร
    วัดปากคลองมะขามเฒ่า

    Cr.SaRaN WiKi
    FB_IMG_1570191732900.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 ตุลาคม 2019
  14. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    รูปพระเจ้าตากสิน หลวงปู่ดู่ อธิษฐานจิต
    หลวงปู่โง่น เคยบอกหลวงปู่ไว้ว่า “สมัยก่อนท่านเคยถือธงนำทัพ “
    ครบรอบ วันสถาปนากรุงธนบุรี
    4 ต.ค
    FB_IMG_1570258111729.jpg
     
  15. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    ขอแนะนำครูบาอาจารย์อีก 1 องค์ที่น่านับถือครับ
    เกร็ดความรู้ ครูบาอาจารย์
    ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เก่งแต่ไม่เปิดเผย
    ท่านได้เรียนตำราของหลวงปู่จันทร์วัดนางหนู โดยผู้ใหญ่ฟื้น และ พ.ท.ปัญโญ เปรมทรัพย์ ลูกศิษย์ของหลวงปู่จันทร์ ได้มอบตำราที่เขียนด้วยลายมือของหลวงปู่จันทร์ มอบให้หลวงพ่อพิเชษฐ
    หลวงพ่อพิเชฐ วัดโคกหม้อ จ.ลพบุรี
    ถือว่าท่านเป็นพระเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วในยุคปัจจุบัน
    ..ถ้าพูดถึงพระเกจิในลพบุรียุคนี้..ต้องมีชื่อท่านอยู่ด้วยเสมอ ท่านเป็นชาวนครสวรรค์ เกิดที่นั่น..เรียนหนังสือที่นั่น..มูลเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านสนใจด้านคาถาอาคม เริ่มจากวันหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรี อาจารย์ชุมได้แสดง..ศาสตร์แห่งคาถาอาคมให้ชมทำให้ท่านศรัทธาในศาสตร์แห่งนี้...จึงเริ่มศึกษา
    มาตั้งแต่วัยเรียน..จนท่านบวชเป็นพระอาจารย์ที่ท่านได้ขอเป็นลูกศิษย์แรกก็คือท่านอาจารย์ชุม ไชยคีรี ท่านเรียนวิชาต่างๆ จากอาจารย์ชุม..เรียกว่าครบกระบวนของสายเขาอ้อ..จากนั้นท่านก็ออกแสวงหาครูอาจารย์เพิ่มเติมอีกมากมายหลายท่านด้วยความที่ว่าท่านเป็นคนจริงจะศึกษาวิชาอะไรต้องได้รับการยินยอมจากครูอาจารย์ก่อน..เรียกว่าต้องยกขันครูกราบเรียนวิชากันอย่างถูกต้องจริงๆก่อน..ถึงเรียกว่าเป็นศิษย์ครูอาจารย์กันจริงมิได้แอบอ้าง

    ครูอาจารย์ที่ท่านได้ร่ำเรียนวิชาต่างๆ มีหลายท่านได้วิชาแท้ๆ เต็มๆ ของแต่ละสายมาเยอะมากอย่างวิชาของนครสวรรค์ เช่นหลวงพ่อเดิม ท่านก็ได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงจากศิษย์หลวงพ่อเดิม
    วิชาสายหลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน ก็ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงพ่ออ้วนวัดหนองกระโดน
    องค์ปัจจุบัน..พร้อมได้ศึกษาตำราโบราณของวัดที่หลวงพ่อพวงท่านเก็บไว้มากอีกด้วย...โดยเฉพาะวิชาทำปลัดขิกเป็นสูตรเต็ม
    จากนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่มัง มังคโล วัดเทพกุญชร ลพบุรี ศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อสิริจันโท อีกองค์เดินเข้าสระบุรี..ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงพ่อเฮ็น วัดดอนทอง พระผู้มี้ชื้อสายเขมร โดยเฉพาะวิชาทำตะกรุดภุชงค์..(ปัจจุบันมีผู้รู้คาถาทำตะกรุดนี้แท้ๆสาม สี่องค์ เท่านั้น ที่หลวงปู่เฮ็นถ่ายทอดให้) จากนั้นท่านก็ได้สื่อญาณบารมี กับ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสระเเก เเละ พระเกจิอีกหลายท่าน หลวงพ่อท่านจะธุดงค์ไปตามป่าเขาไปทั่วประเทศเจอครูอาจารย์อีกหลายท่าน..ได้รับการถ่ายทอดมาอีกมาก ทั้งได้สืบทอดตำรา เเละ ยังค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง .....
    FB_IMG_1570259052120.jpg
     
  16. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    หลวงพ่อหวล เคยไปขอเรียนวิชา อักขระ 5 ตัว จากหลวงพ่อเทียม วัดกษัตรา หลวงพ่อเทียมได้บอกกับหลวงพ่อหวลว่า ท่านเรียน พุธ แค่ตัวเดียว ก็สร้างวัดได้ใหญ่โตแล้ว
    FB_IMG_1570579161099.jpg FB_IMG_1570579163233.jpg FB_IMG_1570579165897.jpg
     
  17. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    ปลื้มปิติ

    เมื่อเห็นว่า พระรูปหล่อสมเด็จองค์ปฐมรุ่นแรก วัดท่าซุง ที่ใครต่อใครอยากได้ องค์นี้ อาจารย์ศุภกฤษณชัยวงค์ หรือที่ผมเรียกติดปากตามนามเดิมของท่าน ว่า อาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ยังเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
    องค์นี้ผมมอบให้อาจารย์เองที่บ้านพักข้าราชการหลังเดิมที่ท่านพักอยู่ที่อยุธยา เมื่อประมาณปี 2536
    ผมบูชาจากวัด รับจากมือหลวงพ่ออนันต์ 5 องค์ ตอนนี้ไม่เหลือแล้วครับ แจกไปหมด มีองค์นึงแบ่งให้ศิษย์น้องบูชาไป 9 หมื่นบาทสมัยนั้น ตอนที่ตกงาน

    ผมกำลังขอแบ่งคืนในราคาปัจจุบัน จากพี่ที่ทำงานเก่าที่ผมมอบให้ไปครับ

    FB_IMG_1570579057176.jpg FB_IMG_1570579059196.jpg FB_IMG_1570579061259.jpg
     
  18. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    FB_IMG_1570581837838.jpg
    การวางกำลังใจในการหล่อพระ

    ถาม :
    การนำแผ่นดวงชะตาไปร่วมหลอมเพื่อสร้างองค์พระมีอานิสงส์ทางด้านเสริมดวงชะตาเหนือกว่าการบริจาคเงินปัจจัยร่วมสร้างอย่างเดียวหรือไม่ อย่างไรครับ ?
    ตอบ : ไม่ได้อะไรเลย นอกจากรู้สึกว่าดีที่เราได้ทำแล้ว

    ถาม : การนำแผ่นบรรจุดวงชะตาไปเข้ารับการสวดมนต์โดยพระสงฆ์ในช่วงระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้มีผลให้ดวงชะตาดีขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไรครับ ?
    ตอบ : ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีหมดทั้งประเทศแล้ว น่าจะเจริญกว่าญี่ปุ่นอีก...!ถ้าจะทำในลักษณะอย่างนั้น อย่าเอาไปแต่แผ่นดวง แต่ให้เอาตัวเองไปด้วย

    เมื่อเราไปอยู่ในพิธี ตั้งใจฟัง สภาพจิตเป็นสมาธิเห็นพระสงฆ์เป็นผู้สวดเป็นสังฆานุสติ
    สิ่งที่ท่านสวดคือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นธัมมานุสติได้กราบได้ไหว้พระพุทธรูปในวัดเป็นพุทธานุสติ

    ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าได้ก็จะมี เพราะว่าเราสร้างความดีใหญ่อยู่ตลอดเวลาแต่ถ้าเราเอาไปแต่แผ่นดวง ก็ได้แค่ปลอบใจตัวเองว่าเราได้ทำแล้ว

    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
     
  19. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    #พระเหนือโลกยุคสองหลวงพ่อบัวลอยตอนที่4

    หลังจากกราบนมัสการลาหลวงปู่ทองพระอภิญญาชาวลาวแล้วหลวงพ่อบัวลอยก็เดินมุ่งหน้าเรียบเลาะตามลำน้ำโขงแสวงหาโมกขธรรมความหลุดพ้นถึงอ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ตั้งใจจะแวะกราบสักการะพระธาตุท่าอุเทนสักครั้ง คืนนั้นก่อนถึงพระธาตุท่าอุเทนท่านปักกลดเสร็จท่านนึกถึงหลวงปู่ทองที่บอกว่าถ้าอยากเจอเราให้จุดธูปดอกเดียวแล้วระลึกถึงเราๆจะมาหาหลังจากนั้นก็เข้าสมาธิภาวนาจนสมควรแก่เวลาพักผ่อนท่านจึงออกจากสมาธินั่งคิดว่าทำไมไม่เจอหลวงปู่ทองหรือหลวงปู่ทองพูดล้อเล่น
    เช้าวันใหม่ท่านเก็บกลดอัฐบริขาล8เรียบร้อยก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไปที่พระธาตุท่าอุเทนพอพ้นประตูวัดเท่านั้นเสียงที่คุ้นเคยทักมาแต่ไกล"ทำไมมาช้าจังมารออยู่นานแล้ว"เสียงนี้ก็คือหลวงปู่ทองที่ท่านจุดธูปเรียกเมื่อคืนนั่นเอง หลังจากที่ท่านเข้าไปกราบสนธนาถามเรื่องข้อสงสัยเรียบร้อยท่านจึงมั่นใจว่าหลวงปู่ทององค์นี้ท่านไม่ใช่พระธรรมดาแน่นอนท่านต้องสำเร็จฌาน๔หรือสมาบัติ๘อย่างแน่นอน
    จากนั้นท่านจึงเดินทางขึ้นไปบึงกาฬเพื่อหาหลวงปู่คำพระสหธรรมิกที่หลวงปู่ทองแนะนำให้ไปหาพอถึงปากทางเข้าวัดที่หลวงปู่คำอยู่ท่านก็ได้พบกับ"หลวงปู่โลกอุดร"อีกครั้งหลวงปู่โลกอุดรบอกว่ามารอพบเพื่อแนะนำเรื่องที่หลวงพ่อบัวลอยติดขัดในการปฏิบัติท่านสอนอยู่ประมาณชั่วโมงแล้วหลวงปู่โลกอุดรก็กลับไปหลวงพ่อบัวลอยจึงเดินท่างเข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่คำขอเรียนวิชาซึ่งหลวงปู่คำก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด
    วัดที่หลวงปู่คำอยู่ติดกับแม่น้ำโขงมีหมู่บ้านเล็กๆไม่กี่หลังคาเรือนพอบิณฑบาตรได้พอขบฉันท์แต่ที่แปลกคือเมื่อถึงวันพระใหญ่อาหารที่หลวงปู่คำบิณฑบาตรมาเป็นอาหารคาวหวานที่คนในเมืองใส่บาตรกัน หลวงพ่อบัวลอยเกิดความสงสัยตลอดมาวันหนึ่งจึงเรียนถามหลวงปู่คำถึงเรื่องนี้ท่านก็บอกว่าไปบิณฑบาตรมาจากฝั่งโน้นอีกฝั่งของแม่น้ำโขงยิ่งทำให้หลวงพ่อบัวลอยสงสัยมากขึ้นเพราะที่วัดก็ไม่มีเรือแล้วท่านข้ามไปได้อย่างไรที่สำคัญฝั่งลาวที่ตรงข้ามกับวัดก็มีแต่ป่าดงล้วนๆในใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งหลวงปู่คำจึงบอกให้หลวงพ่อบัวลอยไปตัดไม้ไผ่มา5ลำแล้วผูกเป็นแพเล็กๆพอทำเสร็จดูแล้วไม้ไผ่แค่ห้าลำไม่น่าจะรับน้ำหนักได้หลวงพ่อบัวลอยก็ลองลงไปเหยียบแพ ไม้ไผ่ห้าลำก็ไม่สามารถทานนน.ได้จมลงน้ำทันทีไปบอกหลวงปู่คำท่านก็บอกว่าท่านไปได้แน่นอน
    เช้าขึ้นหลวงปู่คำก็สะพายบาตรแล้วก็เดินลงแพที่ทำไว้แต่คราวนี้แปลกแพกลับไม่จมหลวงปู่คำใช้ไม้ถ่อแค่ไม่กี่ครั้งแพก็ข้ามถึงอีกฝั่งเหมือนแพวิ่งข้ามฝั่งได้เองท่านเดินขึ้นขึ้นไปบนตลิ่งแล้วเดินหายเข้าป่าไปสักครึ่งชม.ท่านก็กลับมาที่ตลิ่งแล้วลงแพข้ามกลับมาพร้อมอาหารเต็มบาตรหลังฉันท์เสร็จหลวงพ่อบัวลอยก็ยังไม่สิ้นสงสัยกลับไปที่ริมตลิ่งลงไปในแพอีกแพก็จมน้ำอีกเปียกปอนทั้งตัว ท่านบอกว่าหลวงปู่คำท่านสำเร็จวิชาธาตุของสมเด็จลุน วิชาธาตุนี้สมเด็จลุนใช้ลอยข้ามแม่น้ำโขงมาไหว้พระธาตุพนมโดยยืนบนขอนไม้ท่อนเดียวต่อหน้าพระอาจารย์เกียน ฑีฆายุโก วัดสว่างวนาราม จ.สกลนครศิษย์หลวงปู่โลกอุดรที่เคยเรียนวิชาที่ภูเขาควายหนึ่งปีเต็ม ในตอนเป็นสามเณรศึกษาธรรมอยู่ที่วัดพระธาตุพนม(เล่าให้ผมกับสหายธรรมอีกสองท่านฟัง)หลังจากหลวงพ่อบัวลอยได้อยู่เรียนเรื่องธาตุกับหลวงปู่คำจนสิ้นความรังเลสงสัยแล้วหลวงปู่คำจึงแนะนำให้ไปขอเรียนวิชากับหลวงปู่คำคะนิง จุลละมณี วัดถ้ำคูหาสวรรค์ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานีเพื่อขอเรียนวิชาสายสมเด็จลุนคือวิชาธรรมเก้าโกฏิที่คือสุดยอดสรรพวิชาของสมเด็จลุน
    *ตืดตามตอนหน้าหลวงพ่อบัวลอยพบหลวงปู่คำคะนิงครับ*
    #หากบทความนี้มีสาระประโยชน์ช่วยกดไลด์กดแชร์ด้วยครับ_ขอขอบคุณ
    FB_IMG_1570696148456.jpg FB_IMG_1570696151324.jpg FB_IMG_1570696154531.jpg
     
  20. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    7,257
    กระทู้เรื่องเด่น:
    16
    ค่าพลัง:
    +7,790
    พุทธทํานายถึงพระพระเมสสิยาห์
    โดย ผป.ศ.ดร.นิพนธ์ คันธเสวี

    (จากพระธรรมมูลปัญหาคัมภีร์ขอม)
    เมื่อพระพุทธเจ้าเดินเที่ยวสัญจรเป็นตัวเป็นตนอยู่ในโลกนี้ มีพรามณห์เฒ่าผู้หนึ่งนุ่งห่มขาวเข้ามาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า มนุษย์และพรามณห์ทั้งหลายจะจําศีลกินทานไปอย่างไร จึงจะรอดพ้นจากบาปได้

    พระพุทธเจ้าตรัสว่ามาดแม้นว่าท่านทั้งหลายถึงจะทอดกฐิน ถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 เก้าล้านเก้าพันโกฏิ ยกมือขึ้นไหว้บูชา ถวายตัวเผาเป็นเครื่องบูชา หรือภาวนาวันละ 5 ครั้ง ก็ไม่อาจจะรอดพ้นได้ ทําอย่างนี้ทุกวันก็จะได้บุญกุศลเพียงเท่าเส้นผมเด็กอ่อนที่อยู่ในท้องแม่มาเป็นเวลาถึง 8 อสงไขยก็จะเข้าประตูเมืองสวรรค์ก็ยังไม่ได้เลย

    พรามณห์เฒ่าผู้นั้นจึงทูลถามต่อไปว่าถ้าอย่างนั้นเขาทั้งหลายจะทําอย่างไรจึงจะพ้นและรอดได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับพรามณห์เฒ่านั้นว่า บาปกรรมของมนุษย์นั้นมากนักหนา หนักกว่าฟ้าหนากว่าแผ่นดินสูงกว่าหินสีมาฝังสีเหลี่ยม หนึ่งศอกทุกด้าน ปีไหนเทวดาเอาผ้ามาปัด 1 ทีจนหินนั้นหมด (หาย)ไปเมื่อไรบาปของมนุษย์จะหมดเมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงเทศนาต่อไปอีกว่า ตัวเราเองได้สละราชสมบัติ ตัดสละกิเลสมาทรงเพศเป็นชี ถือว่าตนดีไม่น้อยได้ 8 อสงไขยปีปลาย แถมอีกแสนมหากัปป์นับได้ ตัดสละ 10 ชาติ ก็ไม่อาจจะรอดพ้นสักคราวนะท่านทั้งหลายเอ๋ย

    พรามณห์เฒ่าผู้นั้นก็ทูลถามต่อไปอีกว่า ดังนั้นจะให้ข้าทั้งหลายทําอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าให้ท่านทั้งหลายทําทาน แสวงหาพระอีกองค์หนึ่งที่จะมาโปรดโลกช่วยท่านทั้งหลายภายหน้า พระองค์นั้นชื่อว่า พระศรีอาริยเมตตรัย แล้วพรามณห์เฒ่าผู้นั้นทูลถามว่าพระศรีอาริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั่นมีบุคลิกลักษณะอย่างไร พระองค์ท่านพระพุทธเจ้าตรัสว่า (ตอนนี้อ่านให้ดี) พระศรีอาริยเมตตรัยที่จะมาโปรดโลกภายหน้านั้น ที่อุ้งมือ อุ้งเท้า เป็นกงจักรมนกลม ที่สีข้างมีรอยถูกแทงเป็นแผล หน้าผากเต็มไปด้วยตําหนิ พระองค์นั่นแหละจะเป็นสําเภาทองลําใหญ่จะพาท่านทั้งหลายได้ข้ามวัฏสงสารไปจนถึงสวรรค์นิพพาน (แผ่นดินสวรรค์?) อย่าประสงค์หาทางเก่า ไม่พ้นแน่ ให้ท่านเลิกทางเก่าเสีย แล้วจะมีดวงวิญญาณดวงใหม่ดวงหนึ่ง เท่าแสงหิ่งห้อยลงมาจากชั้นฟ้าเบื้องบนลงมาสถิตย์อยู่ในจิตใจของท่านทั้งหลาย แล้วท่านทั้งหลายจะมีชัยชนะต่อศัตรูทั้ง 4 ทิศ 8 ทิศ ใคร (ผีมารซาตานหรือวิญญาณชั่ว?) จะปองร้ายท่านไม่ได้ ถ้าท่านตายแล้วจะไม่ได้กลับเข้ามาอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป (คือแผ่นดินสวรรค์?) ท่านที่รู้เรื่องพระเยซูคริสต์ดีทุกคนคงจะเห็นชัดว่า “พระศรีอริยเมตไตรย” ที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้นั้นที่ถูกอ้างถึงในพระคริสตธรรมคัมภีร์หรือพระพันธสัญญาใหม่ที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขน ตำหนิบนหน้าผากนั้นเกิดจากมงกุฏหนามที่ทหารโรมันยัดเยียดลงไปและกล่าวล้อเลียนว่าเป็นมงกุฏสำหรับผู้ที่อ้างตนว่าเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิว อุ้งมืออุ้งเท้า เป็นกงจักรมนกลมก็คือรอยแผลตะปูที่ถูกทหารโรมมันตอกลงไปให้ติดยึดกับไม้กางเขนเพื่อให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ชีพ... ใครมีหูฟังได้จงฟังเถิด!

    นอกจากนั้นในคำบรรยายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุเรื่องพระศรีอาริย์ก็เน้นว่า "ธรรมะ” ที่สำคัญที่สุดของการครองแผ่นดินพระศรีอาริย์ก็คือ ความรักเมตตา หรือความรักผู้อื่น พระเยซูทรงตรัสสอน ในพระธรรมมัทธิว 19:19 ไว้ว่า “จงรักเพื่อนบ้าน (หมายถึงผู้อื่นนอกเหนือจากคนในครอบครัวเราเอง) เหมือนรักตนเอง”

    เชิงอรรถ: พระธรรมไตรปีฎกตอนนี้ ได้รับอนุญาตคัดลอกมาจากวัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้อนุญาตคือพระศรีวิสุทธิวงศ์ กรุงเทพฯ รับรองว่าถูกต้องกับต้นฉบับ ในหนังสือของกํานันผู้ใหญ่บ้าน ป.ท. 23 เล่มที่ 29 ได้ออกให้วันสํารวจที่ 13 ตุลาคม 2497 ซึ่งตรงกับที่ปรากฏในพระธรรมมูลปัญหาคัมภีร์ขอมที่อ้างถึงในหน้งสือ “จากตถาคตถึงเยซู (From Buddha to Jesus)” เขียนโดย สตีฟ ช็อคโกลสนตี้ หน้า 137-142.
    อิสยาห์ 43:25 "เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้"

    ยอห์น14:6 " พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา.
    FB_IMG_1570702189930.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...