ลูกศิษย์บันทึก เล่ม 3 หน้า 149 ของข้าพเจ้า

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย montrik, 1 กันยายน 2018.

  1. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    5,695
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +5,806
  2. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    5,695
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +5,806
    เรื่องฤกษ์ผานาที มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล ปัจจุบันมักอ้างเอาฤกษ์สะดวก

    ในฐาณะที่เป็นศิษย์วัดท่าซุงคนหนึ่ง ขอเชิญชวนให้ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมนี้ไว้ต่อไปครับ

    ฤกษ์พรหมประสิทธิ์

    สมัย ก่อนหลวงพ่อฤๅษีท่านต้องไปเทศน์จังหวัดนั้นบ้าง จังหวัดนี้บ้าง ถ้าทางน้ำก็แจวเรือไป ทางบกถ้ามีเกวียน ก็นั่งเกวียน ถ้าไม่มีก็เดินไป หรือบางทีก็นั่งเรือไป แล้วก็เดินตัดทุ่งไป ปรากฏว่าเส้นทางที่ท่านไปเทศน์ที่อ่างทอง มันจะต้องผ่านเพิงขายกล้วยทอดกล้วยแขก ท่านบอกว่าปีแรกผ่านไปตรงนั้นก็ไปขอน้ำเขาฉัน "โยมขอน้ำหน่อย" โยมเขาก็เอาน้ำมาถวาย ปีรุ่งขึ้นก็คืออีกปีหนึ่งถัดไป เพิงกล้วยแขกกลายเป็นตึกสองคูหา ขายกล้วยแขกผสมขายยาบ้าหรือไรมันรวยได้ขนาดนั้น

    ไปถามโยมว่าโยมทำอะไรถึงรวยขนาดนี้ โยมบอกว่า ได้ฤกษ์เศรษฐีมาจากหลวงพ่อที่วัด หลวงพ่อก็สอบถามจนมั่นใจพอรู้ว่าหลวงพ่ออะไร อยู่วัดไหนก็ตามไป (อันนี้อาตมาไม่ได้ถามรายละเอียด) ตามไปเจอหลวงพ่อองค์นั้น หลวงพ่อฤๅษีก็ถามว่าท่านได้ฤกษ์นี้มาจากไหน ขอศึกษาตำรานี้ด้วยได้ไหม หลวงพ่อองค์นั้นบอกว่า ผมไม่หวงหรอก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันฤกษ์นี้มันมีที่มายังไง ว่าแล้วก็ไปงัดตำรามาให้เป็นใบลานแผ่นเดียว มีอยู่แผ่นเดียว ข้างหน้าวันหนึ่ง ข้างหลังวันหนึ่ง แสดงว่าเขาเขียนหน้าละวัน แล้วหลวงพ่อท่านนั้นได้มาแค่นั้น หลวงพ่อฤๅษีท่านก็เลยขอจดทั้งหมด แล้วก็เลิกรับกิจนิมนต์จนกว่าจะหาฤกษ์นี้ที่เหลือเจอ

    หลวงพ่อฤๅษีท่านเข้ามาหอสมุดแห่งชาติค้นกันหูดับตับไหม้จนกระทั่งเจอแล้วท่านก็เอามาบอกต่อพวกเราท่านบอกว่าฤกษ์นี้ถ้าเอาไปทำงานทำการอะไรก็ตามจะมีความเจริญคล่องตัวมาก เรียกว่า ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ก็คือพระพรหมท่านให้มา

    แต่ คราวนี้ตอนที่หลวงพ่อบอกพวกเรานั้น ท่านบอกไม่ครบ นิสัยหลวงพ่อท่านเป็นคนช่างค้นคว้า หลวงพ่อท่านเรียนหนังสือนักธรรมตรี คนอื่นอ่านหนังสือแค่ ๔ เล่ม ได้แก่ เรียงความแก้กระทู้ธรรม ธรรมวิภาค พุทธประวัติ และพระวินัย แต่หลวงพ่ออ่านหนังสือครึ่งห้อง !!! ท่านบอกว่าตำรามันอ้างอิงเล่มไหน ท่านไปค้นอ่านจนหมด

    ใน เมื่อท่านชอบค้นคว้าขนาดนั้นท่านก็ค้นจนเจอ แต่ตอนบอกลูกศิษย์ท่านบอกไม่ครบ ท่านอยากรู้ว่ามีลูกศิษย์คนไหนมันจะชอบสงสัยค้นคว้าบ้าง แต่ปรากฏว่าทุกคนให้ความเคารพและไว้วางใจหลวงพ่อมาก ให้เท่าไหร่กูใช้แค่นั้น !!!อาตมาเองแรกๆก็สงสัยเหมือนกันมันมีฤกษ์หนึ่งหลวงพ่อท่านให้ฤกษ์๑๔ ค่ำวันศุกร์ อาตมาไปค้นดูแล้ว เขาเรียกว่า ฤกษ์วันสมตน แปลว่าเสมอตัว ทำแล้วไม่ดีไม่ชั่ว เจ๊ากันไป

    กราบ เรียนถามหลวงพ่อว่า ทำไมให้ฤกษ์นี้เขาไป หลวงพ่อบอกว่าบุญมันมีแค่นั้น ถามว่าแล้วให้ที่ดี ๆ ไปเลยไม่ได้หรือ ท่านบอกว่าถ้าเกินบุญมันจะแย่ ก็สงสัยว่าแย่อย่างไรครับของดี ท่านบอกว่าเหมือนเราแบกข้าวสารได้ถังหนึ่ง แล้วเขาโยนมาให้กระสอบหนึ่ง

    หลวงพ่อก็สั่งไว้ด้วยว่าวันเสาร์ขึ้น๕ค่ำห้ามทำการมงคลใดๆทั้งสิ้น ตายละหว่า...แล้ววันเสาร์ที่เป็นวันลาภวันชัยมันจะไปทำมาหากินอะไร ในเมื่อพ่อค้นได้ ก็เอาบ้าง อาตมาก็ค้นจนเจอ ถึงได้ทราบว่าในแต่ละฤกษ์นั้น มันจะมีสิทธิโชค มหาสิทธิโชค อมฤตโชค ราชาโชค

    แล้วก็จะมีพวกสมตนกาลกิณีเมื่อสรุปลงมาอย่างน้อยวันหนึ่งต้องมี ๓ ฤกษ์ ก็คือ สิทธิโชค มหาสิทธิโชค อมฤตโชค ฤกษ์เหล่านี้จะให้ผลในด้านดีเท่านั้นส่วนวันห้ามต่าง ๆ ขอให้จำไว้ด้วยว่า ถ้าขึ้นบ้านใหม่ให้เว้นวันอาทิตย์โบราณถือว่าวันอาทิตย์เป็นวันร้อน ขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่เขาใช้ฤกษ์วันศุกร์เดือนคู่ คือ เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๘ ข้างขึ้น เดือน ๑๒ เดือน ๘ กับ เดือน ๑๐ ข้างแรมเขาไม่นิยมใช้เพราะถือว่าอยู่ในพรรษา

    ถ้าหากว่าแต่งงานให้เว้นวันพฤหัสกับวันเสาร์ฤกษ์พวกนี้หลวงพ่อไม่ได้เจาะจงแต่อาตมาเป็นคนช่างจดและก็ช่างจำหลวงพ่อบอกอะไรจะจดไว้หมดท่านบอกว่าแต่งงานวันพฤหัสฯไม่เกิน ๓ ปี เลิกกันแน่ ถ้าแต่งงานวันเสาร์ชีวิตจะมีรสชาติมากทะเลาะกันทุกวัน ให้เปลี่ยนไปแต่งวันอื่นซะ

    ถ้าหากว่าจะออกรถออกเรือใหม่ให้ใช้ฤกษ์ออกวันพฤหัสแล้วเอาไปประเดิมวันอาทิตย์หรือ ว่าออกวันอาทิตย์แล้วเอาไปประเดิมวันพฤหัสอันใดอันหนึ่ง แต่อาตมานิยมให้ออกวันพฤหัสแล้วประเดิมวันอาทิตย์เพราะระยะเวลามันไม่ห่าง กัน ถ้าออกวันอาทิตย์กว่าจะถึงพฤหัสรอตั้ง ๕-๖ วัน

    วันเสาร์ ๕ ห้ามทำการมงคลใด ๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นการพุทธาภิเษก

    วันศุกร์ขึ้น ๙ ค่ำ กับวันเสาร์ขึ้นหรือแรม ๘ ค่ำ เป็นฤกษ์สร้างโบสถ์โดยเฉพาะ อย่าเอาไปสร้างบ้านหรือทำสิ่งอื่น

    ฤกษ์ทั้งหลายเหล่านี้มันมีชุดหนึ่งที่เรียกว่า ดิถิพิฆาตไม่ใช่ไม่ดีแต่ดีเกิน ไม่ควรใช้ หลวงพ่อบอกว่ามีหมอดูอยู่ท่านหนึ่ง อยู่บ้านโพธิ์นางดำ จังหวัดชัยนาท เอาฤกษ์สร้างบ้านวันศุกร์ขึ้น๙ค่ำ หลวงพ่อท่านเห็นก็เตือน บอกว่าฤกษ์นี้เขาใช้สร้างโบสถ์อย่าสร้างบ้านเลย นั่นก็รั้น มั่นใจตำรามัน มันบอกว่าในเมื่อดีขนาดสร้างโบสถ์ได้ ทำไมมันจะสร้างบ้านไม่ได้ หลวงพ่อบอกว่าถ้าโยมไม่เชื่อก็รอดูผลแล้วกัน เพราะว่าหลวงพ่อของฉัน (หลวงปู่ปาน) ว่ามาอย่างนี้ หมอดูท่านนั้นก็รับคำท้า

    ปรากฏว่าบ้าน หลังนั้นพอตั้งเสา ขึ้นเครื่องบนยังไม่ทันจะมุงหลังคา ท่านบอกว่าพายุมันมากวาดบ้านหลังนั้นไปหลังเดียว ไม่แตะที่อื่นเลย หมอดูรายนั้นถึงได้ยอมเชื่อ

    อาตมา อยากจะบอกกว่า พวกฤกษ์นี่ เหมือนกับการข้ามถนน ถ้าเราข้ามตอนรถว่างปลอดภัยแน่นอน แต่คนเก่ง ๆ รถมากก็ข้ามได้ เพียงแต่ประมาทไปหน่อย เผลอเมื่อไหร่มันจะโดนชนเดี้ยง ถ้ามันไม่เกินวิสัยนับถือฤกษ์ไว้หน่อยก็ดี

    ฤกษ์ ทั้งหลายเหล่านี้ที่หลวงพ่อท่านบอกท่านห้ามไว้ แปลว่าแต่ละอย่างท่านโดนมาจนเข็ดแล้ว ไม่อยากให้พวกเราไปทดลองด้วยตัวเอง ถ้าใครไม่เชื่อว่าหลวงพ่อโดนจนเข็ดแล้วอนุญาตให้ลองได้ เพราะว่าหลวงพ่อท่านชอบทดสอบมากกว่าพวกเราเยอะฤกษ์ทั้งหลายเหล่านี้พวกเราศึกษาไว้บ้างก็ดีเนื่องจากว่าถ้าอาตมาป๊อก!!! เงียบไป เราจะได้หาฤกษ์เป็น

    ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ใช้ได้ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม
    อาตมาจะเรียง อมฤตโชค สิทธิโชค และมหาสิทธิโชค
    วันอาทิตย์จะเป็นฤกษ์ ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๑ ค่ำ
    วันจันทร์ ๓ ค่ำ ๕ ค่ำ ๑๒ ค่ำ
    วันอังคาร ๙ ค่ำ ๑๓ ค่ำ ๑๔ ค่ำ
    วันพุธ ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ และ ๑๐ ค่ำ
    วันพฤหัส ๔ ค่ำ ๗ ค่ำ ๙ ค่ำ
    วันศุกร์ ๑ ค่ำ ๑๐ ค่ำ ๑๑ ค่ำ
    วันเสาร์ ๕ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๔ ค่ำ

    ใช้ได้ทั้งข้างขึ้นข้างแรม ไปค้นคว้าหาเอาเอง เผื่อว่าอาตมาเบลอ

    อย่างปีนี้รีบ ๆ คิดปรากฏว่าพลาดไปครึ่งปี เลยต้องมาคิดวันใหม่ เนื่องจากว่าปีนี้เป็นปีประหลาด เขาเรียกอธิกวารมีวันเพิ่มก็คือเพิ่มวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ มา ถ้าหากว่าเป็นปกติจะไม่มีแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๗ เพราะว่าข้างแรมของเดือนที่เป็นเลขคี่ เดือนอ้าย เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๗ เดือน ๙ เดือน ๑๑ ปกติจะมีแค่แรม ๑๔ ค่ำ เท่านั้นแต่ปีนี้เดือน๗มีแรม๑๕ค่ำเพิ่มมาวันหนึ่ง

    ถ้า หากว่าจะคิดตำราทั้งหลายเหล่านี้ ขยันเสร็จก็เอาอย่างอาตมา ก็ไล่ขึ้นแรมถ้าไม่ขยันก็ไปเปิด ปฏิทิน ๑๐๐ ปีหรือ ๑๕๐ ปี แต่ว่าเท่าที่อาตมาตรวจดูปฏิทินก็มีผิด เล่มที่น่าจะรอบคอบมากที่สุด คือปฏิทิน ๑๕๐ ปีของห้องโหรศรีมหาโพธิ์ ที่หน้าปกขาว ๆ และมีสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินอยู่ตรงกลาง

    ฤกษ์พรหมประสิทธิ์หรือว่าฤกษ์เศรษฐีของหลวงพ่อ ก็มีความเป็นมาและความเป็นไปด้วยประการฉะนี้

    ที่มา http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=48382
    และ จากเก็บตกที่บ้านอนุสาวรัย์ โดยหลวงพ่อเล็ก
    00_62.jpg 01_62.jpg 02_62.jpg 03_62.jpg 04_62.jpg 05_62.jpg 06_62.jpg 07_62.jpg 08_62.jpg 09_62.jpg 10_62.jpg 11_62.jpg 12_62.jpg total62_750.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กุมภาพันธ์ 2019
  3. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    5,695
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +5,806
    คาถาคุ้มกันภัย ก่อนออกจากบ้าน โดย หลวงพ่อโอภาสี
    กุมภาพันธ์ 12, 2019 - by admin - Leave a Comment
    %B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2.jpg

    http://www.billionnews99.com/archives/8829

    0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-Google.png
    หลวงพ่อโอภาสี เจ้าอาวาสวัดดัง วัดพุทธบูชาโดยหลวงพ่อโอภาสี ได้จากบทสวดมนต์เป็นบทสวดมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์

    สามารถส่งได้ทุกที่ ทุกเวลา ใครที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในช่วงที่ลำบาก แนะนำให้สวดบทนี้ได้เลย

    บทคาถาเจริญสมาธิภาวนา

    อะระหังพุทโธ เมตตาธัมโม สังโฆรักษา นะโมพุทธายะช่วยข้า ดินน้ำลมไฟ

    สร้างกายขึ้นมา บิดามารดา ชุบเลี้ยงอินทรีย์ ร่างกาย กายี ปะฐะพีเอาไป


    ใช้บูชา เจริญภาวนา ระลึกถึงพระพุทธคุณ และพระคุณของบิดามารดา อันหาที่สุดมิได้ เจริญภาวนาไว้ ทุกลมหายใจ

    เข้าออก ให้รู้สภาวะ รู้จักตัวตน ถึงซึ่งอนัตตา

    •••คาถาประจำตัวหลวงพ่อโอภาสี•••

    อิติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ

    ปะฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง


    คาถานี้คือยอดพระภัณฑ์พระไตรปิฎกที่หลวงพ่อโอภาสีนำมาย่อและเรียบเรียงใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการท่องจำของลูกศิษย์และผู้ศรัทธา

    •••สวดอยู่กับบ้านป้องกันอัน ตร าย•••

    •••สวดก่อนออกจากบ้าน คุ้มกัน อันต รา ยตลอดการเดินทางไปต่างถิ่น•••

    •••สวดป้องกัน ภยันอัน ตรา ยต่าง ๆ จากเทวดา ภู ติ ปี ศา จ•••

    •••หรือเดินทางไปที่เปลี่ยว ให้หยุดภาวนาที่ต้นไม้ใหญ่หรือศาลเจ้า ขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณนั้นช่วยปกปักษ์รักษาให้ปลอดภัย•••

    •••อานุภาพขอคาถา นี้ครอบจักรวาลเลยทีเดียว•••

    ที่มาของคาถาหลวงพ่อโอภาสี

    คาถาของท่านนี้แท้จริงแล้วก็คือคาถายอดพระภัณฑ์พระไตรปิฎกที่หลวงพ่อโอภาสีนำมา ย่อและเรียบเรียงใหม่เพื่อให้ง่ายต่อการท่องจำของลูกศิษย์และผู้ศรัทธานิยม

    ใช้สวด หากอยู่กับบ้านก็ใช้ป้องกันอันตรายที่จะเข้ามา…

    0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-Google.png

    0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-Google.png

    •••หากใช้สวดก่อนออกจากบ้านก็จะคุ้มกันภัยอันตรายตลอดการเดินทาง•••

    •••หากไปต่างถิ่นก็ใช้สวดป้องกันอันตรายต่างๆจากเหล่าภู ต ปี ศา จที่อาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรขัดขวาง•••

    •••เมื่อเดินทางไปที่เปลี่ยว ให้หยุดภาวนาที่ต้นไม้ใหญ่หรือบริเวณศาลเจ้าขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณนั้นช่วยปกปักษ์รักษาให้ปลอดภัย•••

    •••คาถาของหลวงพ่อโอภาสีบทนี้ยังให้พุทธคุณในด้านความร่ำรวยเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก•••

    •••คนทำงาน คนที่ค้าขายสวดทุกครั้งที่เปิดร้านจุดธูปบอกเจ้าที่อธิษฐานให้ขายดีมีกำไร•••

    •••เดือดร้อนใจก็สวดอโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย•••

    •••อธิษฐานสิ่งใดเทวดาท่านจะอนุเคราะห์สุดความสามารถ•••

    •••เจ้ากรรมนายเวรได้ยินจะยอม อโหสิกรรมให้•••

    •••และที่สำคัญอย่าลืมอุทิศบุญไปให้หลวงพ่อโอภาสีด้วยหลังจากการ สร้างบุญทุกครั้ง•••

    •••อานุภาพของคาถาหลวงพ่อโอภาสีนี้เชื่อกันว่าให้พุทธคุณกันแบบครอบจักรวาลเลยทีเดียว•••

    •••ขอให้ผู้ที่สวดตั้งใจ ให้ทาน รักษาศีลเป็นพื้นฐานอย่างมั่นคงแล้วการสวดมนต์ย่อมได้ผลช่วยเหลือคุ้มครอง และสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างแน่นอน•••

    พุทธคุณ

    •••ขอขมาพระรัตนตรัย แม่พระธรณี แม่พระคงคา เทวดาเจ้าที่•••

    •••ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย•••

    •••แม่ชีทศ พร เทวาพิทักษ์ธรรม บอกว่า คาถานี้เหมาะสำหรับคนขี้โกรธ ขี้โมโห เพื่อให้ดับความโกรธได้•••

    •••ภาวนาทุกครั้งที่นึกขึ้นมาได้ อย่างน้อยควร 2 ครั้ง คือ เมื่อตื่นนอนตอนเช้า และหลังสวดมนต์ก่อนนอน ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข•••

    •••คาถาปราบคุณไสย หลวงพ่อโอภาสี

    นิพพานะ สัมปัตโต ระโต โสสัตตะมะโน

    สัตตะโมจะโน สะมาเปตีธะ สัตเต โย สะมะทานัง

    นิพพานะ สัมปัตโต ระโต โส ปฏิจฐา โหตุ ปาณินัง•••


    •••เป็นพระคาถาที่หลวงปู่โอภาสีท่านใช้ในการปราบพวกคุณไสย•••

    •••บทแรกเป็นบทถอน•••

    •••บทหลังส่งกลับ พวกหมอทำคุณไสย•••

    •••ท่านได้ถ่ายทอดให้หลวงอาน้องชายท่าน ปรากฏผลดีมาก•••

    0%B8%B5-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-Google.png

    ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล…

    ขอขอบคุณ…นิตยสารโลกทิพย์

    ขอบคุณที่มา…www.postsara.com
     
  4. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    5,695
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +5,806
    เรื่องเล่าจากพระอาจารย์

    #คาถากันฝน
    .
    ตอนที่ได้รับการทูลฟ้องว่า “ท่านพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ” ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามพระวินัย

    สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งยังเป็นที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ และเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้ขอออกธุดงค์กับพระอาจารย์กงมาเพียงสองต่อสอง และทรงขอร้องไม่ให้บอกผู้ใดว่าพระองค์เป็นใคร จากนั้นพระอาจารย์กงมาได้นำพาสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ออกเดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ท่านเคยออกธุดงค์มาแล้ว
    .
    วันหนึ่งได้ไปปักกลดพักอยู่ที่เชิงเขาสระบาป จังหวัดจันทบุรี เกิดลมพายุฝนตก กลดไม่สามารถป้องกันน้ำฝนได้ อนึ่ง การปักกลดของพระธุดงค์ก็ต้องอยู่ห่างกันพอสมควร สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงเปียกปอนไปหมด ส่วนพระอาจารย์กงมาก็นั่งตากฝนแต่บริขารไม่เปียก เมื่อฝนหยุด ท่านก็ครองผ้าเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทำให้พระองค์เกิดความฉงน สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ จึงตรัสถามว่า ทำไมจึงไม่เปียก ได้รับคำตอบว่า มี “คาถาดี”
    .
    ภายหลังเสด็จกลับจากเดินธุดงค์สู่วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรีแล้ว พระองค์จึงตรัสถาม “สามเณรวิริยังค์ บุญฑีย์กุล (พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร)” จึงได้ทราบว่า เมื่อเวลาฝนตกพระองค์ต้องเก็บของทั้งหมดใส่ลงไปในบาตร แล้วปิดฝาบาตรให้สนิท ถึงตอนนี้ทำให้สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ทรงเข้าใจชัดว่า คาถาดีป้องกันฝนได้นั้นคืออย่างนี้เอง
    .
    หลังจากธุดงค์หนึ่งอาทิตย์เศษ พระองค์ก็ตรัสว่า “การธุดงค์ของท่านกงมาและพระปฏิบัติกรรมฐานนี้ได้ประโยชน์เหลือหลาย อย่างนี้ธุดงค์มากๆ ก็จะทำให้พระศาสนาเจริญยิ่ง” นับแต่นั้นมา พระองค์ทรงให้ความสนับสนุนคุ้มครอง และสรรเสริญพระอาจารย์กงมาโดยตลอด

    *********
    รูปภาพ(จากซ้าย) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต),
    พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ และพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร
    FB_IMG_1550129728502.jpg
    ขอบคุณ เรื่องและภาพจาก
    เฟสบุ้คของ WatRachadham Ottawa Canada
     
  5. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    5,695
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +5,806
    ผลัดกันไปงานอุปสมบท
    คราวนี้ ผมไปร่วมงานอุปสมบท ของหลวงตาม้า ที่วัดพุทไธสวรรค์ อย ครับ
    20190218_085926.jpg
     
  6. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    5,695
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +5,806
    FB_IMG_1550806777033.jpg

    “อีก ๑๐ ปี … ค่อยพบกัน”
    คือคำที่หลวงปู่ดู่…ได้พูดทิ้งท้ายไว้ให้กับลูกศิษย์หลวงปู่คนหนึ่ง
    ก่อนที่ท่านจะมรณภาพไม่นาน

    เรื่องราวต่อไปนี้เป็น “กรณีศึกษา” ที่มีคุณค่าไม่น้อยเลยทีเดียว
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ทันเห็นสังขารขันธ์ของหลวงปู่
    ก็จะพอทำให้เห็นภาพปฏิปทาท่านชัดเจนขึ้น

    ลูกศิษย์หลวงปู่คนนี้ได้มาพบหลวงปู่
    และเกิดศรัทธาท่าน นับแต่ครั้งแรกที่เพื่อนพามากราบท่านที่วัดสะแก
    ถ้าว่าทางโลกก็ต้องเรียกว่า “รักแรกพบ” กันเลยทีเดียว

    คำพูดหลวงปู่ ที่ก้องกังวานอยู่ในใจเขาตลอดก็คือ “ภาวนาไป ๆ”
    ไม่ว่าจะมีปัญหาชีวิต หรือ ประสบอุปสรรคใด ๆ
    หลวงปู่ท่านก็ให้ “ภาวนา” ลูกเดียว
    ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว ที่ท่านจะบอกว่าให้ไป “สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม” อะไรเทือกนั้น

    เขาภาวนา…ที่บ้าน
    พอมาที่วัด หลวงปู่ก็มักให้เขา “รายงานผลการปฏิบัติ” ให้ท่านฟัง
    นัยว่า ให้เกิดความละอายใจ…หากขี้เกียจปฏิบัติ
    เพราะถ้าไม่ได้ปฏิบัติ ก็ย่อมไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติ ที่จะมาสนทนากับท่านนั่นเอง
    เขาปฏิบัติก้าวหน้ามาเป็นลำดับ
    กระทั่งหลวงปู่ละสังขาร…จากเขาไป

    เขา และ ครอบครัว…ไม่เคยคิดเลยว่า “จะมีวันที่เขาลืมหลวงปู่ไปถึง ๑๐ ปี”
    ตรงตามที่หลวงปู่ได้พูดทิ้งท้าย…ก่อนมรณภาพ

    นับแต่หลวงปู่ได้มรณภาพไป
    ชีวิตครอบครัวของเขาพบอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย การค้าการขายก็ย่ำแย่
    พอมีคนมาทักว่า ถูกคุณไสย์
    เขาก็พากันไป “สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม”
    กลับมาดีขึ้นไม่ทันไร เดี๋ยวก็ฝันร้ายว่า…มีเจ้ากรรมนายเวรมาทวงหนี้อีก
    ก็ต้องไป “สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม” กันอีก

    ไปสะเดาะเคราะห์บางแห่ง ต้องทำบุญเทียนต้นละ ๔-๕ หมื่นบาทก็มี
    เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไปแก้คุณไสย์บางแห่ง ก็ถูกคุณไสย์ของใหม่เข้าให้อีก
    เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสะเดาะเคราะห์แก้กรรมที่จังหวัดระยอง
    เทียวไปเทียวมาทุกสัปดาห์อยู่อย่างนี้ เป็นเวลาถึง ๑๐ ปีเต็ม

    “การปฏิบัติภาวนา” ไม่ต้องพูดถึง…เพราะ “ลืม” ไปสิ้น
    ในหัวสมองรู้แต่ว่า ต้องไป “สะเดาะเคราะห์ แก้กรรม”
    และแล้วเมื่อย่างเข้าปีที่ ๑๐ ที่เขา “ลืมหลวงปู่” ไป
    …เหมือนอย่างศิษย์ไร้ครูอาจารย์ หรือ เหมือนลูกไร้พ่อแม่

    ณ ที่สำนักทรงแห่งหนึ่ง
    แทนที่คนทรงจะทำการรักษาเขา เหมือนที่รักษาให้คนอื่น
    คนทรงคนนั้น กลับด่าเขาว่า…
    “มีครูอาจารย์ดีอยู่แล้ว
    ท่านคอยตามดูแลและเป็นห่วง กลับไม่สำนึก กลับลืมท่านไปได้
    ให้รีบกลับไปขอขมาท่านเสีย”

    ศิษย์หลวงปู่ เมื่อได้ฟังคำด่านั้นแล้ว พลันนึกถึงหลวงปู่ขึ้นมา
    โอหนอ…เวลา “เวรกรรม” มันจะให้ผล มันปิดบังสติปัญญาเสียสิ้น
    ทั้ง ๆ ที่หลวงปู่เตือนเขาไว้ว่า
    “อย่าทิ้งการปฏิบัติ
    อย่าทิ้งพุทธัง ธัมมัง สังฆัง
    ถ้าแกทิ้งพุทธัง ธัมมัง สังฆัง…ชีวิตแกจะลำบาก”

    ถึงขนาดนี้แล้ว…เขาก็ยังลืมไปได้

    นับแต่วันนั้น เขาได้เดินทางกลับมาวัดสะแกอีก
    และแม้บัดนี้ จะไม่ได้พบสังขารขันธ์ของหลวงปู่อีก
    แต่เขาก็เริ่ม “รื้อฟื้นการปฏิบัติธรรม” อีกครั้ง

    เขา “เพียรนั่งสมาธิภาวนา”…ทั้งที่บ้าน และ ที่วัด
    พอถึงวันพระ ก็รักษาศีลแปด
    ทำเช่นนี้ไม่นาน ฝันร้ายก็หายไป
    ธุรกิจของเขาก็กระเตื้องขึ้นเป็นลำดับ
    กระทั่งกลับมามี “ความสุข” ดังเดิม…อีกครั้ง

    การกลับมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ มันมีคุณค่าสำหรับชีวิตเขามาก
    และเขาเองก็เห็นคุณค่าแห่งการปฏิบัติ ด้วยประสบการณ์ผ่านชีวิตที่ลำเค็ญ
    เพราะ “ผลอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติ”… ดังที่หลวงปู่กล่าวเตือนไว้แล้ว

    เวลาประสบทุกข์ ประสบเคราะห์ใด ๆ
    คำหลวงปู่…จะก้องกังวานมาทันทีว่า… “ภาวนาไป ๆ”

    การปฏิบัตินี้แหล่ะ…ตัวสะเดาะเคราะห์แก้กรรมที่ได้ผลดีที่สุด

    และไม่ทำให้เขาตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ไม่ว่าพระ หรือ ฆราวาส
    เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเที่ยวเดินทางไปสะเดาะเคราะห์แก้กรรม เป็นเวลาถึง ๑๐ ปีเต็ม
    เสียเงินไปร่วมล้าน และมันก็ไม่จบไม่สิ้นสักที
    กระทั่งหลวงปู่ไป “ดลใจคนทรง” ให้กล่าวเตือนสติเขา

    เขาจึงระลึกถึง “หลวงปู่” ขึ้นมาได้
    พร้อมกับคำสอนหลวงปู่…ที่ให้สะเดาะเคราะห์แก้กรรม ด้วยการ “ปฏิบัติสมาธิภาวนา”

    ทุกยุคทุกสมัย พิธีการสะเดาะเคราะห์แก้กรรม ย่อมลวงคนโง่ให้ตกเป็นเหยื่อ
    บัดนี้ หลวงปู่ไม่อยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าศิษย์ชั้นหลังจะได้รับทราบหรือไม่ว่า…
    หลวงปู่ไม่เคยส่งเสริมพิธีสะเดาะเคราะห์ใด ๆ เลย มีแต่…”ภาวนาไป ๆ”

    หากใครกล่าวอ้างว่า หลวงปู่ส่งเสริมสิ่งเหล่านี้
    ก็ให้รู้ว่า…เขากล่าวตู่คำสอนหลวงปู่ เขาขาดความเคารพในหลวงปู่
    และเขาอาจเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ต้องการทรัพย์จาก “คนที่ยังไม่มีหลักใจ”
    ให้ต้องมาเสียเงินเสียทอง สะเดาะเคราะห์แก้กรรม
    อันไม่ใช่ทางของการปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ที่แท้จริง
    ตามแนวทางที่หลวงปู่กล่าวสอนแต่อย่างใดเลย

    *** จากบทความของ คุณสิทธิ์
    ขอบคุณเพจ พรหมปัญโญ หนุนดวง
     

แชร์หน้านี้

Loading...