ลูกศิษย์บันทึก เล่ม 3 หน้า 149 ของข้าพเจ้า

ในห้อง 'ประสบการณ์ เรื่องเล่า' ตั้งกระทู้โดย montrik, 1 กันยายน 2018.

  1. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    .หลวงปู่เปลี่ยน เล่าเรื่องพญานาค

    " กุฎิที่อยู่ทุกวันนี้ ถ้าหน้าฝนเวลาฝน จะตกมาก เขามาเคาะประตูกลางวันนอนอยู่ใกล้ที่ขั้นบันได เป็นงูเท่าตัวหัวแม่มือ.. มาขดอยู่ เราก็บอก..เอ้า !! ออกไป ก็หายไปเหมือนควันบุหรี่ เขาทำตัวเล็กๆ เท่าใส้เดือน ทำตัวใหญ่ๆก็ได้ คนไม่เห็นก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรเพราะไม่เห็น ท่านพระก็ดีท่านโยมก็ดี ผู้ที่ไม่เห็นก็ย่อมไม่เชื่อ

    นี่..ก็ไปเล่าให้หลวงปู่แหวนฟัง หลวงปู่แหวนก็เล่าเรื่องประวัติให้ฟัง ไปอยู่ถ้ำดอกคำที่อำเภอพร้าว หลวงปู่มั่นไปอยู่ที่นั่น แล้วหลวงปู่มั่นจะมาที่ดอยนะโมที่ดอยแม่ปั๋ง ก็สั่งหลวงปู่แหวนอยู่ถ้ำดอกคำ ภาวนาอยู่นี่สัก ๗ วัน จึงตามเราไปนะ ..หลวงปู่มั่นกำชับ หลวงปู่ขาวไปกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวนก็อยู่ถ้ำดอกคำ ตอนกลางคืนพญานาคก็มาชูคอใส่หลวงปู่ นั่งสู้กันคืนยันรุ่งเลย หลวงปู่ก็นั่งอยู่นั่น พญานาคก็ชูคอใส่ ๔ คืน หลวงปู่ไม่ได้พัก หลวงปู่ก็อดไม่ได้เดินทางมาหาหลวงปู่มั่นที่ดอยนะโมที่แม่ปั๋ง หลวงปู่แหวนเล่าให้ฟัง พอมาถึงที่หลวงปู่มั่น หลวงปู่ว่า..มาทำไม อยู่ได้ ๔ คืนยังไม่ครบ ๗ คืน หลวงปู่แหวนว่า.." โอ๊ย ".. พญานาคชูคอใส่ นั่งพิงถ้ำอยู่ไม่ได้หลับ อยู่ไม่ได้ ห่างแค่แขนเดียว ไม่เป็นไร !! หลวงปู่มั่นว่า ..ไปกลับขึ้นไป หลวงปู่แหวนก็ทำตามคำสั่งของหลวงปู่มั่น เดินทางกลับมาถ้ำดอกคำอีก พอหลวงปู่แหวนไปคราวนี้ พญานาคก็เลยไม่มาแสดง หลวงปู่ก็ปฎิบัติอยู่อีก ๓ คืน กลับมาหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นก็ว่า..เออ ทาแล้วฟังเทศน์หลวงปู่ หลวงปู่ไล่ให้ไปอยู่ห่างกันคนละ ๒ กิโลในการปฎิบัติ ไม่ให้อยู่ใกล้ ๆนะ หลวงปู่มั่น นี่ !! สำหรับลูกศิษย์

    หลวงปู่มั่นก็ถามหลวงปู่แหวน นั่งอยู่ที่นั่นเห็นอะไรบ้าง พ่อหน้อย แสดงว่าไม่ตั้งใจปฎิบัติมั๊ง ใต้ถ้ำมีรูปดอกบัวอยู่ใต้ถ้ำ พระอรหันต์มานิพพานที่นี่ ๔ องค์แล้วนะที่ถ้ำดอกคำ ..หลวงปู่แหวนเล่าให้ฟัง

    __________________

    คัดจาก : หนังสือธรรมะ
    พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป อริยสงฆ์แห่งวัดอรัญญวิเวก
    FB_IMG_1558045573786.jpg FB_IMG_1558045571375.jpg
     
  2. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    #พรุ่งนี้วันหยุดเมืองนรก

    วันหยุดเมืองนรก มีความสำคัญอย่างไร?
    โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

    เรื่องที่สงสัยต้องถามท่านลุงก็คือเมื่อตอนสายของวันนี้
    ท่านบอกว่า ท่านหยุดงานนรกการ ๓ วัน คือวันนี้ พรุ่งนี้
    มะรืนนี้ เป็นอันว่าการสอบสวนไม่มีใน ๓ วันนี้ เพราะ
    เนื่องด้วยวันมหาปวารณา (ออกพรรษา)

    จึงถามท่านว่าแล้ววันสำคัญอื่น ๆ เช่น วันเข้าพรรษา
    วันสารท วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันตรุษ วันสงกรานต์
    วันไหนท่านหยุดบ้าง

    ท่านบอกว่า หยุดนรกการ คือ วันออกพรรษา วันวิสาขบูชา
    วันมาฆบูชา วันนอกนั้นท่านไม่หยุด

    ถามท่านว่า เมื่อจะหยุดประกาศปล่อยผู้ที่คอยรับการสอบสวน
    ให้เป็นอิสระใช่ไหม

    ท่านบอกว่า ไม่ใช่ พวกนั้นเขาเป็นอิสระอยู่แล้วยังไม่ถือว่า
    เขาถูกลงโทษ ที่มายืนรวมกันนั้นเพื่อมารอฟังการสอบสวน
    หรือพูดให้ถูกก็คือ รอคนที่จะช่วยไม่ให้ลงนรกนั่นเอง
    เมื่อไม่มีการสอบสวนเจ้าหน้าที่เขาก็ไม่ควบคุม
    จะไปไหนก็ได้ เมื่อถึงวันสอบสวนก็มาพร้อมกันเอง
    ไม่ต้องไปไล่จับมาเพราะ ถ้าไม่มา ทางนรกเขาถือว่า
    หมดภารกิจสอบสวน เขาก็เอาลงนรกไป

    ถามท่านว่า ใครเป็นคนมาจับไปลงนรก

    ท่านบอกว่า กรรมที่ทำไว้บันดาลให้เขาเดินทางไปนรก
    ได้ถูกทาง ไม่หลงในระหว่างทาง

    ถามท่านว่า ขณะที่เขารอการสอบสวนเขาหิวไหม

    ท่านบอกว่า พวกนี้หิวมากมีทุกขเวทนามาก แต่ทว่าสำนักงานพระยายมไม่ใช่เมืองมนุษย์ ไม่มีอาหารเลี้ยง แม้จะเมตตาเพียงใดก็ช่วยพวกเธอไม่ได้ ต้องปล่อยให้หิวไปตามกรรม

    ถามท่านว่า ขณะที่คอยการสอบสวน ถ้าญาติอุทิศส่วนกุศลให้
    เธอจะรับได้ไหม

    ท่านตอบว่า สุดแล้วแต่กรรม ถ้ากรรมชั่วมีกำลังกล้า
    ก็ไม่มีโอกาสโมทนาเพราะมีทุกขเวทนามาก ถ้ากรรมดี
    นำหน้าโอกาสที่จะโมทนามีเยอะ

    ถามท่านว่า ขณะที่เธอรอการสอบสวน เมื่อโมทนาบุญแล้ว
    ไปเกิดเป็นมนุษย์มีบ้างไหม

    ท่านตอบว่า ยังไม่เคยมีตัวอย่าง

    เมื่อถามว่า เมื่อโมทนาแล้วไปเกิดเป็นเทวดามีไหม

    ท่านตอบว่า มีมากคุณเองก็เคยมารอการสอบสวน
    และมีโอกาสโมทนาบุญก่อนการสอบสวน ได้เป็นเทวดา
    ก่อนลงนรกมาหลายครั้งเมื่อท่านยันเอาแบบนี้

    ผู้ถามก็ยิ้มแหง ถามท่านว่า เมื่อท่านเว้นการสอบสวน ๓ วัน
    เขาก็สามารถไปหาญาติเขาได้ เมื่อญาติทำบุญให้เขาจะไป
    สุคติได้ไหม

    ท่านตอบว่า สุดแล้วแต่เขาเองถ้าโมทนาได้เขาไปสุคติ
    คือสวรรค์ได้แน่ ทั้งนี้สุดแล้วแต่บุญที่ญาติเขาทำ ถ้าทำบุญ
    ในเขตที่ไม่มีบุญเขาก็เสวยสุขไม่ได้ ถ้าทำบุญในเขต
    ที่ได้บุญน้อยเขาก็มีความสุขน้อย ถ้าทำบุญในเขตที่มี
    บุญใหญ่เขาก็มีความสุขใหญ่

    ถามท่านถึงบุญใหญ่ทำอย่างไร

    ท่านตอบว่า ถวายสังฆทานอย่างไรล่ะ

    ถามท่านว่า ถวายสังฆทานที่ไหนได้บุญมาก

    ท่านตอบว่า ได้บุญมากทุกสถานที่ที่ทำไม่จำกัดวัด

    ถามท่านว่าเมื่อถวายสังฆทานแล้ว ต้องการให้เขาได้รับ
    อย่างไม่พลาดเป้าหมายนั้นทำอย่างไร

    ท่านตอบว่า ให้ออกชื่อเขาผู้เดียวอุทิศให้แล้ว และตั้งใจ
    ต่อไปว่า ถ้าเขาผู้นั้นไม่มีโอกาสโมทนาขอให้พระยายมราช
    ได้โปรดรับทราบ และเมตตาบอกให้เขาได้โมทนาด้วย
    เพียงเท่านี้ ถ้าเขาไม่มีโอกาสโมทนา เวลาเข้ามาหาผม
    เพื่อสอบสวน ผมจะบอกให้เขาโมทนา เมื่อเขาโมทนาแล้ว
    ผมก็ไม่ต้องเหนื่อยเพราะการสอบสวน เขาไปรับผลของ
    ความดีตามกำลังบุญทันที

    ถามท่านว่า เขาได้รับแล้วเขาจะไปเป็นเทวดาชั้นไหน

    ท่านพูดว่า ยุ่งมากไปแล้ว รู้เท่านั้นก็พอ ผมไปล่ะ

    ท่านพูดแล้วก็ออกไปแน่บทันที สงสัยว่าวันนี้ทำไมใจน้อย
    หรือรำคาญที่คนถามมากเกินไป เมื่อท่านไปแล้วก็เลิกคุย
    กับท่าน ไม่เลิกคุยก็ไม่รู้จะคุยอย่างไร เพราะท่านไปแล้ว
    เป็นอันว่าคืนนี้ขอยุติเพียงเท่านี้ เพราะคู่สนทนาไปแล้ว

    อ้างอิง หนังสืออ่านเล่น เล่ม ๓
    FB_IMG_1558086555920.jpg
     
  3. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    อ่านเป็นนิทาน

    การอุบัติใหม่ของพระพี่นางพระสุพรรณกัลยา

    ปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ หลวงปู่โง่น โสรโย แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ได้รับกิจนิมนต์จาก พระมหาปีตะโกภิกขุแห่งพม่า ให้ไปช่วยงานด้านประติมากรรม ซ่อมแซมรูปลายฝาผนัง ที่เมืองพะโค(หงสาวดี)ประเทศพม่าในขณะนั้น ซึ่งประเทศพม่าได้มีเหตุการณ์ทางการเมืองภายในเกี่ยวกับสมณศักดิ์พระภิกษุ ซึ่งหลวงปู่โง่นจากประเทศไทยพลอยต้องอธิกรณ์โทษทางการเมืองไปด้วย จึงกลับมาเมืองไทยไม่ได้ ระหว่างที่ท่านถูกกักบริเวณอยู่นั้น ท่านได้ใช้เวลาในการฝึกจิต กำหนดตัวแฝง และพลังแฝงในกายได้ สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ และได้เข้าถึงกระแสพระวิญญาณที่สื่อสารต่อกันกับพระพี่นางได้ กล่าวคือว่า ท่านเคยเป็นนายทหารช่างในสมัยนั้น ที่มีความสามารถและมีฝีมือในการสร้างบ้านเรือนมีฝีมือดีมาก จึงไม่ถูกฆ่าตายเพราะพม่าต้องการให้ท่านไปสร้างบ้านทรงไทยที่หงสาวดีให้นั้นเอง ซึ่งได้เคยถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับพระนางและสองพระอนุชาในครั้งนั้นด้วย หลวงปู่ยังเคยได้เกิดเป็นข้ารับใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงธนบุรีอีกด้วย(เกิดเป็นคนไทยหลายชาติมาแล้วนั้นเอง จนได้มาเกิดเป็นหลวงปู่โง่น โสรโย ในชาตินี้นั้นเอง) วิญญาณของพระสุพรรณกัลยาได้ขอร้องให้หลวงปู่โง่นช่วยแก้พันธนาการทางไสยศาสตร์ เพื่อดวงพระวิญญาณของพระองค์ จะได้กลับไปเมืองไทย และขอให้นำภาพลักษณ์ของพระองค์ อันเกิดจากกระแสพระวิญญาณไปเผยแพร่ ให้แก่ชาวไทยผู้ลืมพระองค์ท่านไปหมดแล้ว ซึ่งหลวงปู่โง่น โสรโย ก็ได้นำดวงพระวิญญาณของพระพี่นางมาถึงบ้านเกิดเมืองนอนแผ่นดินสยามเมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๓ แล้วนั้นเอง

    โดยพระองค์จะกลับมาทำคุณประโยชน์ ช่วยเหลือประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และราชบัลลังค์ ตลอดจนประชาชนไทยชาวสยามให้มีความสุขอยู่ดีกินดีมีศีลมีธรรม โดยจะไม่ยินดีในการมีคู่ครองเลยเพราะทรงเข็ดขยาดและทรงทุกข์ทรมานมาแล้วนั้นเอง อีกทั้งพระองค์ยังมีปณิธานอันมุ่งมั่นแน่วแน่ ที่จะกลับมาอุบัติเป็นเจ้าหญิงอันเป็นขัตติยะนารีของวงศ์กษัตริย์ไทย เพื่อที่จะสร้างบารมี ประกอบคุณความดีเพื่อให้อยู่ในหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ ด้วยเหตุเพราะว่าคนไทยทั้งหลายได้ลืมบุญคุณของพระองค์ที่ช่วยกู้ชาติในครั้งนั้น ในการที่พระองค์ทรงยอมเสียสละความสุขในชีวิตทั้งชีวิต เพื่อให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถสองพระอนุชา ได้มีโอกาสประกาศอิสระภาพและกู้ชาติบ้านเมืองไทยได้สำเร็จนั้นเอง

    ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น หลวงปู่โง่น โสรโย และท่านพลโทถนอม วัชรพุทธ แม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓(ขณะนั้น) ได้ร่วมมือกันสร้างพระอนุสาวรีย์ของพระสุพรรณกัลยา มีขนาดเท่าองค์จริงและได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำน่านในบริเวณ "ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งอยู่ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระอนุชาทั้งสองพระองค์ โดยได้นำส่วนของสรีระ เช่น กระดูก ฟัน และเครื่องประดับของมีค่าบางอย่างที่ขุดค้นได้จากแหล่งฝังพระศพ ของพระนาง(ที่หงสาวดีแห่งพม่า)นำมาบรรจุในพระอุระของพระรูปด้วย เพื่อให้ชาวไทยทุกคนได้มีโอกาสเคารพสักการะวีรสตรีผู้เสียสละยิ่งใหญ่กว่าหญิงใดในแผ่นดินสยาม ...เพียงเพื่อให้สยามหรือไทยของเราได้คงอยู่ชั่วฟ้าดินสลายนั้นเอง!...

    หลวงปู่โง่นได้กล่าวกับลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดว่า พระสุพรรณกัลยาทรงมาอุบัติใหม่แล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๘ ทรงทำนุบำรุงสุขประชาชนทั้งหลาย ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยตราบจนปัจจุบันนี้

    พระพี่นางสุพรรณกัลยา

    พระสุพรรณกัลยา หรือ พระสุวรรณเทวี (พระนางผู้มีผิวสีทองเหลืองอร่าม)ทรงเป็นพระธิดาใน สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดา และ พระวิสุทธิกษัตริย์พระราชมารดา ทรงเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวร มหาราช หรือ พระองค์ดำ(มีผิววรกายสีดำ สมภพ พ.ศ.๒๐๙๘) และสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือ พระองค์ขาว(มีผิวพระวรกายสีขาว สมภพ พ.ศ.๒๑๐๓) พระพี่นางสมภพเมื่อวันเสาร์ ปีมะเส็ง พุทธศักราช ๒๐๙๕ ณ พระราชวังจันทน์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พระองค์เป็นวีรสตรี ผู้กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ทรงเสียสละความสุข ส่วน พระองค์ยอมพลัดพรากจาก แผ่นดินไทย ไปเป็นองค์
    ประกัน(เชลย) ณ กรุงหงสาวดีของพม่า เพื่อแลกกับ๒ พระอนุชา คือ องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ สมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งต่อมาพระพี่นางได้ทรงสิ้นพระชนม์ชีพในแผ่นดินของพม่าอย่างไร้พิธีอันสมพระยศ ซึ่งความเสียสละอันใหญ่หลวงของพระองค์ ในครั้งนั้นเป็นผลทำให้สองพระอนุชา คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงกลับมากอบกู้เอกราช ของชาติไทยได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งวีรกรรมดังกล่าวของพระสุพรรณกัลยา จึงสมควรได้รับการระลึกถึง และเทิดพระเกียรติให้แพร่หลายยิ่งขึ้นสืบไป ตลอดกาลนาน

    สถานที่สักการะบูชา :"พระอนุสาวรีย์ พระสุพรรณกัลยาณี" ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (กองทัพภาคที่ ๓) อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

    ประวัติของพระพี่นาง(โดยย่อ)

    หลังสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๑๑๒ พระพี่นาง และพระอนุชาทั้งสองพระองค์(จริงๆแล้วนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ถูกนำไปเป็นตัวประกันในครั้งเมื่อสงครามช้างเผือก เมื่อพ.ศ.๒๑๐๖ ซึ่งพระองค์ดำขณะนั้น อายุ๙ ชันษา(พระองค์สมภพเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๘) แต่พระองค์ขาวยังเยาว์วัยอยู่ คือ ๒ ชันษากว่าๆ(สมภพเมื่อพ.ศ.๒๑๐๓) จึงยังไม่ได้นำไปเป็นตัวประกันในครั้งนั้น แต่เมื่อแพ้สงครามต่อพม่าในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่๑ เมื่อพ.ศ.๒๑๑๒ นั้น พระเจ้าบุเรงนองได้บทเรียนครั้งใหญ่คือ การที่ได้นำพระราเมศวร(พระโอรสองค์โตของพระเจ้าจักรพรรดิและพระสุริโยทัย)ไปอยู่ที่หงสาวดีกับแม่ทัพไทยที่เก่งๆและเข้มแข็ง เช่น พระยาจักรี พระยาสุนทรสงคราม เป็นต้น โดยให้พระมหินทราธิราชพระอนุชาองค์รอง อยู่กับพระบิดา(พระเจ้าจักรพรรดิ)ที่กรุงศรีอยุธยาในคราวศึกสงครามช้างเผือก(พ.ศ.๒๐๐๖) แต่อยุธยากลับเข้มแข็งขึ้นมาและทำร้ายพระมหาธรรมราชา(พระบิดาของพระสุวรรณเทวี พระองค์ดำ และพระองค์ขาว)ที่เป็นมหาอุปราชวังหน้าอยู่ที่เมืองพระพิษณุโลก(สองแคว) ซึ่งเหตุมาจากว่าเกรงว่าพระมหาธรรมราชาจะเอาเมืองพระพิษณุโลกไปขึ้นกับพม่า แต่พระมหาธรรมราชาไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่เพราะพระโอรสคือพระองค์ดำเป็นตัวประกันอยู่ที่พม่า เกรงว่าพม่าจะทำร้ายพระองค์ดำ จึงต้องไปเยี่ยมเยียนและไปมาหาสู่หงสาวดีบ้างในฐานะพระบิดา แต่เมื่อถูกทำลอบทำร้าย และได้นำตัวพระวิสุทธิ์กษัติย์ พระสุวรรณเทวี และพระเอกาทศรถจากเมืองพระพิษณุโลกไปกักไว้ที่กรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าก็เลยยกทัพใหญ่มาบุกกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง (จริงๆแล้วที่เสียกรุงครั้งที่๑ และแพ้พม่าครั้งนี้เพราะพระยาจักรีที่ถูกนำตัวไปอยู่พม่าในคราวก่อน ได้ทรยศหักหลังอยุธยาแผ่นดินเกิดของตัวเอง โดยอุบายแกล้งถูกโบยหนีกลับขอเข้าร่วมกับฝ่ายอยุธยา พระมหินทราธิราชทรงหลงกล ไว้ใจ และแต่งตั้งให้ดูแลกองทัพไทยแทนแม่ทัพคนเก่า อยุธยาก็เลยเสียทีแพ้ศึกอย่างย่อยยับ เพราะคนไทยทรยศและขายชาตินั้นเอง) เมื่อแพ้ศึกครั้งนี้ บุเรงนองได้แต่งตั้งให้พระมหาธรรมราชาเป็นกษัตริย์ครองอยุธยาแทนพระมหินทราธิราช และให้กวาดต้อนคนไทย ทหารไทย และทรัพย์สมบัติต่างๆไปพม่าหงสาวดี ให้มีแต่กองทัพพม่าอยู่รักษาอยุธยาเท่านั้น

    แต่! จุดเปลิ่ยนหรือจุดสลบของพม่าหงสาวดี คือ

    การตัดสินใจที่จะนำพระองค์ขาว(สมเด็จพระเอกาทศรถ)ไปเป็นตัวประกันอีกด้วย เพราะกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยศึกช้างเผือก คือนำพี่ชาย(พระราเมศวร)ไปแต่เหลือน้องชาย(พระมหินทราธิราช)ไว้ช่วยพ่อ ก็เลยเกิดเรื่องและสร้างปัญหาให้กับพม่าหงสาวดีขึ้นมาอีก ซึ่งแน่นอนว่าผู้แพ้ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ แต่พระองค์ขาวยังเป็นเด็กอยู่ เมื่อจะต้องจากพ่อจากแม่และบ้านเกิดเมืองนอนไปไกล ไปอยู่กับหมู่ศัตรูที่พม่าหงสาวดี ก็ร้องให้งอแง(ตามประสาลูกคนสุดท้อง)ถึงแม้จะมีพี่ชายคือพระองค์ดำอยู่แต่ก็หวั่นใจอยู่ดี เป็นที่น่าสงสารและเวทนายิ่งนัก ซึ่งท่านพ่อ(พระมหาธรรมราชา) และท่านแม่(พระวิสุทธิ์กษัตริย์)ก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะอยู่ในฐานะผู้แพ้สงครามนั้นเอง

    แต่กรรมลิขิต และเทพพรหม ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ลิขิตไว้แล้วนั้นเอง จึงดลจิตดลใจให้พระพี่นางสุพรรณกัลยาอาสาไปกับน้องเพื่อดูแลพระองค์ขาว พระองค์ดำ และเชลยศึกของไทยจากอยุธยาทั้งหลาย พระองค์ขาวก็หยุดร้องให้ดีใจและอุ่นใจขึ้นมาบ้าง(ยังใงถึงอยู่ห่างพ่อแม่ และบ้านเกิดเมืองนอน แต่ก็อยู่กันครบทั้งสามพี่น้องคงไม่เป็นไร) ซึ่งท่านพ่อกับท่านแม่ก็เบาใจและอุ่นใจเพราะมีพี่สาวคนโตอยู่ด้วยจะได้ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองและพี่เลี้ยงของน้องๆแทนพ่อกับแม่ได้บ้าง(แต่ลึกๆแล้วทั้งสองพระองค์ทุกข์ทรมานเจ็บปวดแทบหัวใจสลาย แต่ทำใจดีเข้าไว้ รอวันข้างหน้า คงจะเป็นทีของสยามกรุงศรีอยุธยาบ้าง) จริงๆแล้วในการศึกสงครามเขาไม่นำเด็กผู้หญิงไปเป็นเชลยในขบวนกันหรอก(พระองค์อายุ๑๖ ปี) แต่นี่คือ! การทำงานของกรรม และการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของหญิงไทยอันเป็นขัตติยะนารีเลือดสยามเข้มข้น ที่เสียสละและมีความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้มีพระคุณและแผ่นดินเกิด นามว่า “สุวรรณเทวี” หรือ “สุพรรณกัลยา” ที่จะหาหญิงใดเสมอเหมือนพระองค์ได้ไม่

    ซึ่งการที่พระเจ้าบุเรงนองได้กวาดต้อนไปเป็นเชลยยังเมืองหงสาวดี พร้อมด้วยพระมหินทราธิราชเจ้าเหนือหัวผู้รบแพ้พม่าในคราวนั้น แต่พระมหินทราธิราชได้เสด็จสวรรคตที่กลางทางเสียก่อน(ทรงเสียพระทัยอย่างหนักที่หลงกลอุบายที่ทรงไว้ใจพระยาจักรี แต่กลับเนรคุณทรยศต่อชาติไทยและพระองค์ ได้ปลดแม่ทัพไทยและโยกย้ายให้อ่อนแอ แล้วก็ลอบเปิดประตูเมืองให้ทหารพม่าเข้ามาย่ำยีและเข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน ช่างทำได้ลงคอ!...) ทั้งสามพี่น้องต้องไปเป็นเชลยอยู่หงสาวดีด้วยความยากลำบากและคับแค้นใจ แต่ก็ดูแลช่วยเหลือกันและกันอย่างดี และคอยดูแลเชลยจากสยามหรือที่พวกพม่าเรียกว่าพวก “โยเดีย” ให้เป็นอยู่ดีตามอัตภาพ ซึ่งประวัติศาสตร์ตรงนี้เป็นที่ประจักษ์และมีหลักฐานในประวัติศาสตร์ที่ว่า พระสุวรรณเทวีนั้นได้ดูแลน้องๆและเชลยไทยอย่างดี เป็นที่ประทับใจและลือกันไปทั่วพม่าและกลุ่มเชลยจากเมืองต่างๆที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่หงสาวดี จนมีคำพูดติดปากถึงพระองค์ว่า “พระนางเลี้ยงน้อง ปกป้องคนไทย”นั้นเอง พระองค์อยู่ที่หงสาวดี ก็มีชื่อเสียงสมเป็นขัตติยะนารีจากสยาม และที่สำคัญทรงมีพระสิริโฉมงดงามเป็นที่หมายตาของเจ้าชายและกษัตริย์ของพม่า โดยเฉพาะพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์เฒ่าจอมเจ้าเล่ห์และเจ้าชู้ ก็หมายปองและก็ทรงทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้พระพี่นางมาเป็นมเหสีอีกองค์ แต่ด้วยความชาญฉลาด ความเป็นกุลสตรีจากสยาม และเลือดรักชาติ พระองค์จึงได้ทูลให้มาขอตามประเพณีไทยไม่งั้นจะอายุสั้น ซึ่งบุเรงนองก็ยอมมาทำพิธีสู่ขอกับพ่อแม่ของพระนางถึงอยุธยา แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมตกเป็นมเหสีหากไม่ให้พระอนุชาทั้งสองได้กลับมาอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้ออกอุบายและให้เหตุผลว่าจะได้ช่วยท่านพ่อป้องกันอยุธยา ซึ่งอาจจะตกเป็นเมืองขึ้นของพญาละแวกกษัตริย์เจ้าเล่ห์ของเขมร ซึ่งรุกรานไทย(ลอบกัด)อยู่ในขณะนั้น แต่จริงๆแล้วทรงเล็งการณ์ไกลและมั่นใจในพระอนุชาทั้งสองว่า จะสามารถกู้เอกราช นำความเป็นอิสรภาพ และความยิ่งใหญ่เกรียงไกรมาสู่อยุธยาและราชอาณาจักรสยามเหมือนในอดีตได้อีกนั้นเอง แต่ใช่ว่าขุนนางและขุนพลฝ่ายพม่าทั้งหลายจะไม่ล่วงรู้แผนการณ์นี้ เพราะต่างก็ซาบซึ้งในฝีไม้ลายมือของพระมหาธรรมราชา(ขุนพิเรนทรเทพ หรือออกญาพระพิษณุโลกผู้โด่งดัง) และที่สำคัญต่างก็ขยาดในฝีไม้ลายมืออันเยิ่ยมยอดในเชิงยุทธ์ของพระองค์ดำที่ได้แสดงให้เห็นตั้งแต่เด็กตั้งแต่ที่มาอยู่ที่หงสาวดีแล้ว ตลอดจนได้เห็นและซาบซึ้งถึงสติปัญญา และเชิงยุทธ์ของพระองค์ขาวบ้างแล้วนั้น ต่างก็คัดค้านถึงที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่า “คนยืนคุยหรือนั่งคุยกัน หรือจะสู้คนนอนคุยกันได้หรือ?” จนในที่สุดบุเรงนองต้องยอมตามที่พระนางทรงขอ แต่สองพี่น้องก็ถูกยกกำลังตามลอบสังหารขณะเดินทางกลับสยามอยู่ดี แต่ก็ด้วยบุญญาอภินิหาริย์แห่งพระมหาราชแห่งราชอาณาจักรสยาม จึงรอดพ้นและกลับมาถึงแผ่นดินเกิดได้อย่างปลอดภัย หลังจากที่ต้องทนอยู่ที่หงสาวดีถึง ๔ ปี(พระองค์ดำอยู่นานถึง ๑๐(๖+๔) ปี)

    (...และแล้วขั้นตอนและกระบวนการประกาศอิสระภาพ และกู้ชาติบ้านเมืองไทยแห่งกรุงศรีอยุธยาศรีรามเทพนคร และราชอาณาจักรสยามของพระองค์ดำและพระองค์ขาวก็เริ่มขึ้น นับตั้งแต่บัดนั้นมา...ดังที่เราชาวสยาม และทั่วโลกต่างรู้จักและจดจำได้เป็นอย่างดี...พร้อมทั้งนำความพินาศฉิบหายแตกสลายมาสู่พม่าหงสาวดี และการหนีตายหัวซุกหัวซุนของพระเจ้านันทบุเรง...โปรดศึกษารายละเอียด และชมภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”ได้ ตั้งแต่ภาคแรกจนจบเรื่อง...ต่อไป...)

    ทำให้พระพี่นางสุพรรณกัลยา มีสภาพเหมือนถูกทอดทิ้งให้ผจญชะตากรรมเพียงลำพัง กับไพร่พลเพียงเล็กน้อย ในท่ามกลางหมู่อริราชศัตรูทั้งสิ้น แต่กระนั้นพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ก็ทรงมีพระเมตตา รักใคร่สิเนหาแก่พระสุพรรณกัลยาอยู่ไม่น้อย และด้วยบารมี และสติปัญญาแห่งพระสุพรรณกัลยา ได้ปกแผ่คุ้มครองแก่คนไทย ที่ตกเป็นเชลยอยู่ในเมืองพม่ามิให้ได้รับความลำบากนั้นเอง

    ต่อมา “มังไชยสิงหราช”(นันทบุเรง)โอรสของพระเจ้าบุเรงนอง เป็นผู้มักมากในกามคุณ และต้องการเป็นใหญ่ จึงร่วมมือกับชายาชาวไทยใหญ่นามว่า "สุวนันทา" วางแผนชิงราชสมบัติและแย่งอำนาจ ทำให้พระเจ้าบุเรงนองตรอมพระทัย และสวรรคตอย่างกระทันหัน เมื่อพระเจ้านันทบุเรง ขึ้นครองราชย์ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เนื่องด้วยการไม่ยอมรับของพระญาติวงศ์หลายฝ่าย ทำให้พระเจ้านันทบุเรงเกิดความหวาดระแวง กอปรด้วยรู้ว่า มีการรวบรวมไพร่พล เตรียมการกู้ชาติของพระนเรศวร และพระเอกาทศรถทางเมืองไทย จึงสั่งยกทัพพม่าไปปราบ แต่ก็โดนปราบพ่ายแพ้กลับมาทุกครั้ง และครั้งใหญ่ที่สุด ใน “ศึกยุทธหัตถี”(พ.ศ.๒๑๓๕) ที่หนองสาหร่าย ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี โดย“พระองค์ดำ”ได้ตัดหัว “พระมหาอุปราชา”(มังสามเกียด ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนันทบุเรง)ตายตกจากหลังช้างศึก และ “พระองค์ขาว”ได้ตัดหัว “มังจาปะโร”(เจ้าเมืองแปร)ตายตกจากหลังช้างศึก เช่นกัน แต่แล้วนันทบุเรงกลับบ้าคลั่ง จึงได้มาลงโทษเอากับพระพี่นาง โดยได้สั่งจับจองจำพระมารดาเลี้ยง (พระสุพรรณกัลยา) และพระธิดาองค์แรกของพระนางให้อดอาหาร ลงโทษทัณฑ์ ทุบตี โบยอย่างโหดร้ายทารุณ ในขณะที่พระนางทรงครรภ์แปดเดือนแล้ว จนพระธิดาสิ้นพระชนม์ จากนั้นก็ทำทารุณกรรมต่อพระพี่นางอีกจนอ่อนเปลี้ยสิ้นเรี่ยวแรง แล้วใช้ดาบฟันฆ่าพระนางพร้อมด้วยทารกในครรภ์...โอ้..อนิจจา!
    แม้ร่างกายของพระนางสิ้นสูญแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่สาแก่ใจของพระเจ้านันทบุเรง แม้ว่าดวงพระวิญญาณของพระองค์ ก็ถูกกระทำพิธีทางไสยศาสตร์ ใช้ตราสังรัดตรึงไม่ให้วิญญาณกลับสู่เมืองไทย ทำให้วนเวียนอยู่อย่างทุกข์ทรมานนานนับร้อยๆปี ที่พม่าหงสาวดี...
    FB_IMG_1558662594069.jpg
    FB_IMG_1558662596428.jpg
     
  4. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    เรื่องของ พระอินทร์ แม่ชีแก้ว และ หลวงพ่ออินทร์ถวาย

    “แม่บวชแล้วไม่อาจที่จะให้ใครมาเกิดด้วยได้”

    ด้วยบุญบารมีของ "แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ"
    แม้แต่เทวดายังมาขอจุติเป็นลูก

    ๐ นิมิตเทพบุตรมาขอเป็นลูก ๐
    นิมิตที่เป็นจริงของแม่ชีแก้ว เสียงล้ำอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องที่เทพบุตรตนหนึ่งจะจุติมาเกิดเพื่อสร้างบุญบารมีในบวรพระพุทธศาสนาสืบธรรมไว้ โดยคุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ เล่าว่า

    “ ก่อนที่จะมาเกิด เทพบุตรองค์นั้นได้ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาเสาะหาที่เกิด คือเสาะหาผู้จะได้เป็นพ่อเป็นแม่ ชาติตระกูลและลำดับการเป็นลูก แต่เป็นเพราะบุญเก่าส่งผลให้ จึงได้มาพบปะกันตอนที่อยู่ภูเก้า ”

    จนที่สุดผู้เป็นแม่ตั้งท้องได้ 6 เดือน พระอินทราธิราชผู้เป็นหัวหน้าเทวดาอยู่บนสวรรค์พร้อมเทวดาหมู่มาก พากันนำเทพบุตรตนนั้นมาถวาย วันที่หมู่เทวดาเอามาส่งนั้น มีแสงสว่างไสวทั่วไปหมดในแถบถิ่นนั้น แต่รู้ได้เฉพาะคุณแม่ชีแก้ว กับคุณแม่แดง (แม่ชีมะแง้ ผิวขำ)
    แต่คุณแม่แดงท่านไม่ได้พูดให้ฟัง ในตอนหลังจึงได้พูดกับพระอาจารย์ผู้ใหญ่ ท่านจึงว่า

    “ สามเณรรูปนี้ได้เห็นตั้งแต่ลงมาเสาะหาที่เกิด จึงได้ชวนให้มาเกิดกับ ........ ”

    วันนั้นเทพบุตรลงมาแล้วก็บอกว่า “ จะมาขอเป็นลูกของคุณแม่ชี ”

    คุณแม่ก็บอกว่า " แม่บวชแล้วไม่อาจที่จะให้ใครมาเกิดด้วยได้ หากจะเกิดก็ให้ไปเกิดเข้าครรภ์ของ

    นาง ...........ภรรยาของนาย ........... ให้เฝ้าครรภ์เอาไว้ เกิดกับสามีภรรยาคู่นี้แหละ ต่อไปภายหน้าก็จะได้บวชในพระพุทธศาสนาตามประสงค์

    ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ก็เป็นชาวไร่ชาวนา ก็พอที่จะส่งเสียให้เรียนหนังสือพออ่านออกเขียนได้ ถ้าหากถือเอาพ่อ-แม่คู่นี้เป็นที่เกิด เกิดมาในตอนนี้ก็จะดีมาก เพราะเป็นลูกที่เกิดกลาง ๆ เกิดมาแล้วพ่อแม่จะไม่ห่วงหาอาลัยนัก เพราะคนแถบถิ่นนี้เขารักและห่วงอาลัยลูกคนแรกและคนสุดท้ายเท่านั้น หากจะเกิดกับสามีภรรยาคู่นี้ก็จะได้เป็นลูก

    คนกลางกอปรกับต้นตระกูลของเขา ก็ฝักใฝ่สนใจใส่ใจในพระพุทธศาสนา จัดเป็นตระกูลสัมมาทิฐิ "

    เทพบุตรองค์นั้นก็ว่า “ จะรับรองได้อย่างไรว่าเมื่อเติบโตพอที่จะบรรพชาอุปสมบทแล้วจะได้บรรพชาอุปสมบทตามประสงค์ ”

    คุณแม่ชีแก้วก็ว่า “ แล้วแต่บุพกรรมของท่านเอง ”

    เมื่อได้สนทนาตกลงตัดสินใจกันแล้ว พระอินทราธิราชผู้เป็นหัวหน้าเทวดาทั้งหลายก็กลับสวรรค์ไป เหลือแต่เทพบุตรผู้จะถือกำเนิดในครรภ์มนุษย์ต่อไป

    หลายวันต่อมาคุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ จึงเรียกสามีภรรยาคู่นั้นมาพูดคุยให้ฟังตามเรื่องราวที่ปรากฎในนิมิต และออกปากขอทารก สามีภรรยาคู่นั้นก็ตกลงถวายให้เป็นลูกของคุณแม่ตั้งแต่บัดนั้น

    เมื่อครบกำหนดคลอดได้คลอดออกมาเป็นเด็กผู้ชาย รูปร่างหน้าตาอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ พ่อของเด็กได้มากราบเรียนให้คุณแม่ชีแก้วทราบ คุณแม่บอกว่าให้ตั้งชื่อว่า " อินทร์ถวาย "

    ปัจจุบันได้อุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา สมความประสงค์ คือ หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี และได้เป็นลูกศิษย์องค์สำคัญมากรูปหนึ่งของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
    FB_IMG_1558739219217.jpg FB_IMG_1558739216399.jpg FB_IMG_1558739213918.jpg
     
  5. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    ดู...อ่าน แล้วโหลดเก็บไว้เลย พระพักตร์ของพระพุทธเจ้าที่เหมือนจริงที่สุดในโลก ศิลปะบนหินทรายนูนสูงที่ไม่มีประเทศใดในโลกยอมให้เข้าประกวดอีกแล้ว เพราะจะไม่มีงานศิลปะที่ใดทัดเทียมได้อีก อินเดียหวงแม้กระทั่งรูปถ่าย งานชิ้นนี้อยู่ในอินเดียมิวเซี่ยม เกิดจากพระเจ้าอโศก ให้นักโทษแกะสลักจากคำบอกเล่าต่อๆกันมาจากญาติของพระองค์และผู้ที่เคยเห็นพระองค์ว่ามีพระพักตร์เข่นไร หากไม่เหมือนก็จะสั่งทุบทิ้ง จนกว่าจะเหมือนที่สุด คนทีมีจิตสูงถึงขั้นเห็นพระองค์ท่านในนิมิตร ออกมายอมรับว่า พระพักตรของพระพุทธเจ้าตรงตามนี้เลย ดังนั้นก่อนวัดใดจะสร้างพระพุทธรูปน่าจะใช้รูปนี้เป็นหลัก เพราะพระพุทธรูปที่เป็นเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้าสิบองค์ก็ไม่เหมือนกันสักองค์ แต่ก็ยังงงว่าจีนทุบทำไม....
    FB_IMG_1558916722297.jpg
     
  6. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    ใครบอกว่าต้องฆ่าสัตว์เพราะมันเป็นอาชีพแล้วไม่บาป

    "หลวงจบ ฯ" พ่อตาจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกไทย กราบหลวงปู่สดวัดปากน้ำ เพื่อขอให้ดูพ่อที่ตายไปเกือบ 20 ปี พอรู้ความจริงสุดท้ายต้องเปลี่ยนศาสนา

    เมื่อ "หลวงจบกระบวนยุทธ" พ่อตาท่านจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกไทย ไปกราบหลวงปู่ ฯ เพื่อขอให้ไปตามหาพ่อที่ตายมาแล้วเกือบ 20 ปี ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยเชื่อ เลยอยากลองวิชชาหลวงปู่ สด จนฺทสโร (หลวงพ่อวัดปากน้ำ)

    หลวงจบ ฯ เดิมชื่อแช่ม เป็นพ่อตาท่านจอมพลถนอม กิตติขจร ท่านไปกราบหลวงปู่วัดปากน้ำ ขอร้องให้หลวงปู่ช่วยไปตามพ่อให้ ซึ่งพ่อของหลวงจบ ฯ เป็นแขกฆ่าวัว ฆ่าควาย สมัยนั้นพ่อส่งหลวงจบ ฯ ไปเรียนนายร้อยจนจบพอได้ร้อยโทพ่อหลวงจบก็ตายไปราว ๆ 20 ปี หลวงจบก็ได้ข่าวว่าหลวงปู่วัดปากน้ำเก่งอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ก็คิดจะมาทดลองวิชาดู ว่าเก่งจริงหรือไม่จริง

    อยู่มาวันหนึ่งหลวงจบ ฯ ก็มากราบหลวงปู่ ถามหลวงปู่ว่า "เขาลือกันว่า หลวงพ่อเก่ง มีวิชชาดี ก็อยากมาขอความกรุณา เรื่องก็มีอยู่ว่า บิดาของผมเสียชีวิตมานานเกื่อบ 20 ปีแล้ว จะไปเหนือไปใต้ผมก็ไม่รู้เลย แล้วก็ไม่เคยมาเข้าฝันหรือมาให้เห็นเลย อยากจะให้หลวงพ่อดูให้หน่อยว่าไปอยู่ที่ไหนจะไปลำบากลำบนหรือเปล่า ถ้าไปลำบากผมจะมาขอบารมีหลวงพ่อให้ช่วย"

    หลวงปู่ก็เลยเรียกแม่ชีในโรงงานทำวิชชามา แล้วก็สั่งว่า "ไปดูให้เขาที ขึ้นไปดูข้างบนก่อนนะ"

    แม่ชีก็หลับไปพักใหญ่แล้วก็บอกว่า "ไม่เห็นมีเลย" งั้นลงไปดูข้างล่างซิ หลวงปู่บอก แม่ชีก็หลับตาไปอีกพัก แล้วก็บอกว่า "ไม่มี" หลวงปู่บอกว่า ไม่มีได้ไง ข้างบนก็ไม่มี ข้างล่างก็ไม่มี มันต้องมีสิ ลงไปดูให้ลึกกว่านี้อีก จี้ให้มันลึกลงไปอีก แม่ชีก็หลับตาไปอีกพักใหญ่แล้วก็บอกว่า "เจอแล้ว" หลวงปู่ก็ถามว่า "ไปอยู่ลึกมากไหม" แม่ชีก็ตอบว่า "ลึกมากค่ะ" แล้วถามเขาหรือเปล่า ว่าไปทำอะไรมา ถึงไปอยู่ลึกขนาดนั้น หลวงปู่ถามแม่ชี แม่ชีบอกว่า "เขาบอกว่าเชือดวัว เชือดควายขายเป็นประจำ วันละ 3 ถึง 4 ตัว" แล้วถามเขาหรือเปล่า ว่าชื่ออะไร หลวงปู่ถามแม่ชี แม่ชีก็ตอบว่า "ถามค่ะ เขาบอกว่า ช่ื่อโต๊ะลู" พอบอกชื่อเท่านั้น หลวงจบ ฯ ก็ร้องไห้ คลานเข้าไปกราบหลังเท้าหลวงปู่เลย

    ตั้งแต่นั้นมาหลวงจบ ฯ ก็นับถือหลวงปู่วัดปากน้ำเรื่อยมา เลิกนับถือแขก หันมานับถือพุทธศาสนา หลวงจบ ฯ มีน้องชายอยู่คนหนึ่ง ชื่ออาหมัด มีอาชีพเชือดวัวขายเหมือนกัน หลวงจบ ฯก็เรียกอาหมัดมาคุยว่าให้เลิกเสีย บอกว่ามันบาปหนัก แล้วยื่นคำขาดว่า "ถ้ากูบอกมึงไม่เชื่อ มึงกับกู ก็เลิกกัน ไม่ต้องมาเรียกพี่เรียกน้องกันอีก" อาหมัดก็เลิกเชือดวัวขายจริง ๆ ตามคำสอนของหลวงจบ ฯ เพราะกลัวบาป

    อ้างอิง : จากหนังสือ ลุงหลอม มีแก้วน้อย อุปัฏฐาก หลวงปู่สด จนฺทสโร
    FB_IMG_1558973842131.jpg FB_IMG_1558973846310.jpg
     
  7. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    #หลวงปู่เฉยพระเหนือโลกในตำนานที่ยังมีลมหายใจ

    หลายสิบปีมาแล้วภาพขาวดำที่เห็นกันมานานจนเข้าใจว่าท่านเป็นฤาษี ไม่มีประวัติความเป็นมาบางท่านอาจคิดว่าเป็นภาพของหลวงปู่คำคะนิงตอนบวชเป็นฤาษีแต่เรื่องราวทุกอย่างในโลกย่อมถูกเปิดเผยเมื่อถึงเวลาที่สำคัญ #ท่านยังมีชีวิตอยู่# ปฎิบัติธรรมแบบเงียบๆไม่สนใจเรื่องทางโลกอยู่อย่างสมถะไม่สะสมเงินทองเน้นการปฏิบัติมุ่งตรงสู่นิพพาน

    ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของท่านยิ่งประวัติความเป็นมาของท่านยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะท่านไม่เคยเล่าให้ใครฟังเป็นเพียงแค่คำร่ำลือและพูดต่อกันมาของชาวบ้านว่าท่านเดินธุดงค์มาอยู่ที่นี่กว่า๓๐ปีมาแล้ว ท่านมาอยู่แบบไม่สนใจใคร ใครมาทำบุญถวายอาหารหรือของใช้ท่านรับแล้วก็ไม่สนใจปล่อยวางไว้อย่างนั้นจนของเน่าเสีย ของใช้ที่คนนำมาถวายก็มีชาวบ้านมาเก็บนำไปกองรวมกันจนนานๆเข้าเจ้าอาวาสที่เป็นลูกศิษย์ท่านก็มาขออนุญาตินำไปให้วัดอื่นหรือชาวบ้านที่ขาดแคลนเพื่อให้เกิดประโยชน์

    #หลวงปู่เฉย#คือชื่อที่ชาวบ้านเรียกท่านตามจริตที่เห็นด้วยท่านเรียบเฉยกับเรื่องทางโลก ฉันท์น้อยมื้อเดียวหากไม่มีใครมาถวายหรือใส่บาตรตอนเช้าท่านก็จะหุงข้าวต้มน้ำก่อไฟเอง ท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัยเมื่อรับถวายอาหารจากคนที่มาถวายคนแรกแล้วใครมาถวายอาหารอีกท่านก็ไม่รับ(เรื่องนี้ผู้เขียนประสพมาเอง)เมื่อฉันท์เสร็จท่านจะกลับเข้าไปในกุฏิปฏิบัติธรรมตลอดโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้นห้ามใครมาเรียกหรือรบกวนท่านเพราะนั่นคือ"เสียเวลาการปฏิบัติของท่าน "จะเป็นบาปกรรมโดยไม่รู้"

    "ที่เขียนเผยแพร่เรื่องนี้เพื่อให้รู้ว่าพระเหนือโลกแท้จริงยังมีอยู่" เหมือนในอดีตและที่สำคัญท่านยัง
    ดำรงค์ธาตุขันธ์เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นในวัฏสงสารพ้นการเวียนว่ายตายเกิดมุ่งตรงเข้านิพพานตามเหตุตามปัจจัย สาธุ สาธุ สาธุ

    หากต้องการไปกราบทำบุญกับท่านควรไปเช้าๆท่านจะออกมารับของถวายช่วงเวลา6.30-7.30น.หล้งจากนั้นท่านจะกลับเข้ากุฏิปฏิบัติธรรม ข้อมูลเพิ่มเติม
    *ศูนย์ปฏิบัติธรรมดอนนางงาม วัดป่าน้ำอ้อม ต.หนองบัว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์(โทรศัพท์ในรูปหน้าเพจ)
    FB_IMG_1559093912977.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    ธรรมะสวัสดียามเช้า
    หลวงตาม้าเตือน เรื่องที่ทุกคนต้องรีบรู้ ก่อนจะทำผิดไปจนวันตาย

    หลวงตาม้าสอนศิษย์ "เราเกิดมาทำไม"

    "พวกเอ็งเกิดมาทำไม มาเพื่อจะวนเวียนอยู่คำถามนี้แล้วก็หาคำตอบไปไม่จบสิ้น
    เพราะคำตอบมีได้สารพัด จริงๆ แล้ว เราเกิดมาสร้างกรรมใหม่ด้วยโดยไม่รู้ตัว
    จะชดใช้กรรมเก่าก็ชดใช้ไปแต่กรรมใหม่ก็สำคัญ
    ที่จริงท่านว่าไว้ว่ากรรมเก่านั้นหมด ตั้งแต่วันที่เราเกิดแล้ว
    คือกรรมเก่าส่งมาได้นั้น ส่งให้เรามาลงตรงนี้
    ให้มาเกิดเป็นคนที่มีอาการอย่างนี้ มีเหตุปัจจัยอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้
    ทั้งหมดนี้คือกรรมเก่าที่เราสร้างมา ส่วนที่เหลือคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า
    เราจะสร้างเหตุปัจจัยใหม่ต่อไปอย่างไร

    พวกเอ็งต้องเข้าใจด้วยว่าเราเกิดมาทำไม
    เกิดมาเพื่อเป็นลูกที่ดี มีงานที่ดี เป็นพลเมืองดี "แต่นั่นคือหน้าที่ทางโลก" ซึ่งก็ต้องทำไป
    แต่ยังไม่พอ ยังมีหน้าที่ที่แท้จริงของการเกิดเป็นมนุษย์อีกอย่างหนึ่งคือ
    หน้าที่ของจิตดวงหนึ่งที่มาอยู่ในภพภูมิมนุษย์นี้...

    ถ้าเราเชื่อว่าพระพุทธเจ้า คือผู้รู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งเราก็ควรจะฟังท่าน
    และเมื่อฟังท่านแล้วก็จะได้รู้ว่า เราเกิดมาเพื่อจะเดินไปให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์นั่นเอง
    บางคนพอได้น้อมนำคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าแล้วก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาทั้งชีวิตผิดหมด
    บางคนถึงขนาดต้องเอ่ยปากออกมาว่า "ไปอยู่ที่ไหนมาก็ไม่รู้เจ็ดสิบกว่าปี เพิ่งจะพบความจริงวันนี้"
    จึงต้องปรับเปลี่ยนแปลงวิธีคิดกันใหม่ กว่าจะรู้ก็สาย กว่าจะได้ฟังธรรมก็แก่
    บางคนก็ไม่ทัน ตาย..ฟรีไปอีกชาติหนึ่ง...พวกเอ็งทุกคนต้องมั่นใจ เส้นทางนี้เห็นได้ไม่ยาก
    เพราะฉะนั้นชาตินี้ดีที่สุดแล้ว เดินหน้าต่อไปในทางธรรม พบปะกัลยาณมิตร
    ค้นหาครูบาอาจารย์ให้เจอสักท่านหนึ่ง ที่ถูกจริต ที่ช่วยให้เข้าใจที่ช่วยให้เห็นธรรม
    ไม่ต้องถึงกับเป็นพระอรหันต์หรอก แค่พระที่ท่านปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ
    อยู่ในร่องในรอยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ แค่นั้นก็พอ...

    แต่หลวงตายึดหลักหลวงปู่ดู่องค์เดียวก็เกินพอแล้ว" (หลวงตาหัวเราะ)
    หลวงปู่ดู่พระอาจารย์ของหลวงตาม้ามักจะบอกลูกศิษย์อยู่เสมอๆว่า
    "เรื่องอย่างนี้ต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง" อย่างที่พระพุทธท่านบอกว่า "ปัจจัตตัง" นั้นเอง

    เรียบเรียงจากคติธรรมคำสอนของ
    พระอาจารย์ วรงคต วิริยธโร
    (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ
    (วัดถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ
    อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
    FB_IMG_1559178486686.jpg
     
  9. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    แปลก แต่จริง
    upload_2019-6-1_8-31-15.png
    พระอริยเจ้าเหนือโลก!! "หลวงตาเชย" ละสังขารในท่าสมาธิ กระดูกเปลี่ยนเป็นพระธาตุสามกษัตริย์ ทำตัวเหมือนคนบ้า อาศัยในโกดังโลงศพ!!

    หลวงตาเชย วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี

    ขรัวตาเชย? โดยปกติท่านไม่ค่อยพูดกับใคร ทั้งยังชอบทำอะไรแผลง ๆ จนคนหลายคนเรียกท่านว่า ?ขรัวตาเชยบ้า? หรือ ?พระบ้า? ท่านนุ่งจีวรเก่า ๆ สกปรก ๆ เดินไปไหน หมาเห่ากันเกรียวกราว แล้วก็เดินตามท่านเป็นฝูง ๆ ท่านชอบเก็บเศษกระดาษหรือหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ขาด ๆ ตามข้างถนน ที่จำวัดของท่านอยู่ในโกดังเก็บโลงศพ และมักจะบ่นว่า ?แหม ไอ้พวกนี้หวงโลงจัง ตายไปแล้วก็ยังหวงอีก? ส่วนมากท่านจะใช้เวลาบำเพ็ญเพียรวิปัสสนาธุระ บางคราวก็เงียบอยู่เป็นวัน ๆ เลย พออกมาเวลาไหนก็หาข้าวฉัน แม่ครัวที่นั่นไม่ค่อยชอบท่าน และมักจะแกล้งท่านอยู่เสมอ ก็บอกว่าหมดแล้ว เหลือแต่ข้าวแมวที่คลุกไว้ในจาน จะกินก็เอาซี ท่านก็ไม่ว่าอะไร เอาข้าวแมวไปล้างน้ำแล้วก็เอามาฉัน บางทีท่านก็จะนั่งกับดินอยู่กลางไร่กลางนาที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา ฝนตกแดดร้อนจ้าเพียงไร ท่านก็นั่งเฉยอยู่อย่างนั้น ชาวบ้านที่มองไปแต่ไกลก็จะเห็นว่า ท่านนั่งอยู่กลางแดดกลางฝน ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปใกล้ เพราะกลัวพระบ้า วันหนึ่งเด็กเลี้ยงควายวิ่งเล่น เห็นพระก็วิ่งเข้าไปใกล้ เห็นว่าตรงที่ท่านนั่งนั้น แดดร่มเป็นวงกลมเหมือนตัวท่านนั่งอยู่ในร่มเงาของกลด เมื่อถึงคราวฝนตก เด็ก ๆ ก็พากันออกไปดูอีกก็เห็นว่า ฝนที่ตกลงมานั้น เว้นตรงรอบตัวท่านเป็นวงรอบตัวท่าน ไม่เปียก จากนั้นเด็ก ๆ ก็เอามาพูดคุยกันจนผู้ใหญ่ได้ยินก็พากันไปดู ก็เห็นจริงตามที่เด็กพูด ก็พากันเข้าไปขอหวยกันใหญ่ ท่านชอบให้หวยด้วยคำปริศนาหยาบ บางทีก็ด่าเอาหยาบ ๆ คาย ๆ จนคนกลัว ไม่ค่อยไปขอหวยท่าน

    ท่านชอบทำอะไรแผลง ๆ เช่นมีอยู่คราวหนึ่ง ท่านปีนขึ้นไปบนต้นตาลจนถึงยอดแล้ว ก็เอาใบตาลเสียบเข้ากับแขนทั้งสองข้างเป็นปีก กระพือแขนทั้งสองข้าง ตะโกนว่า ?กูจะเหาะแล้วโว้ย ๆ ? แล้วก็กระโดดลงมาจากต้นตาล ลงมาถึงพื้นก็เดินต่อไปอย่างหน้าตาเฉย และมีอยู่อีกคราวหนึ่ง ท่านกำลังตกปลาอยู่ พอได้ปลาก็เอาขึ้นมาทุบหัว แล้วก็ขอดเกล็ด ปลาก็ดิ้นกระแด่ว ๆ เลือดสาดไปหมด เสร็จแล้วก็หั่นลงหม้อแกง ต้มสุกแล้วก็ตักกิน บอกว่า ?อร่อย ๆ? แต่พอเข้าไปเปิดหม้อดู เห็นมีแต่ใบไม้ลอยอยู่เต็มไปหมด

    นอกจากนี้ หลวงตาเชยยังชอบดูงิ้ว ดูละคร แต่วิธีการดูของท่านแปลกพิสดาร ไม่เหมือนใคร ไม่ว่างิ้ว ไม่ว่าละครที่ไหนท่านสามารถยกมาดูได้หมด ท่านยืนพิงเจดีย์หัวเราะอยู่คนเดียว ปรากฏว่าท่านยกละครทั้งโรงมาไว้ที่เจดีย์ ฉายให้เห็นเป็นภาพ เหมือนอย่างเราดูหนัง

    ครั้งหนึ่งมีชาวบ้านถือขวานมาตัดไม้อยู่ข้างกุฏิ มาโดนพลาด ฟันเอาขาของตัวเองเข้าจนเกือบขาด จึงร้องขึ้นว่า ?ขรัวตา ขรัวตา ช่วยด้วย? หลวงตาเชยมาถึงก็ยกขาข้างที่ถูกฟันขึ้น แล้วถามว่าตรงหรือยัง พอชายผู้นั้นร้องว่าตรงแล้ว ท่านก็เป่าชานหมากไปยังขาตรงที่ถูกฟัน ปรากฏว่าขาของชายผู้นั้นหายเป็นปกติ เมื่อลุกขึ้นได้ ก็ก้มลงกราบท่านแล้วถือขวานเดินไปอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    วันหลวงตาเชยมรณภาพ ก่อนที่ท่านจะสิ้น ที่รอบ ๆ กุฏิของท่านมีเสียงสัตว์ป่าเจี๊ยวจ๊าวไปหมด เหมือนจะส่งเสียงบอกกันว่าท่านจะจากไปแล้ว ตอนที่ท่านสิ้นใจ ตอนนั้นเงียบกริบ ไม่มีเสียงอะไรทั้งสิ้น ท่านสิ้นใจในท่านั่งสมาธิแล้วก็หมดลมหายใจไปเอง ในวันเผา ก็แปลกอยู่อย่างหนึ่งว่า พระจากที่ไหน ๆ ทั่วเมืองชลฯ ต่างก็มาร่วมกันเผาศพของหลวงตาเชยจากนั้นปรากฏว่ากระดูกของท่านที่เผาออกมา เป็นพระธาตุหมด มีอยู่ชิ้นหนึ่ง เป็นเนื้อสามกษัตริย์ คือมีสามส่วน เป็นเงิน ทอง และนาก
    tnews_1524995215_3467.jpg
    ขอขอบคุณท่านเจ้าของภาพ ที่มา เสียงธรรม สู่พระนิพพาน ตามแบบฉบับหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    FB_IMG_1559352383151.jpg
    https://www.tnews.co.th/religion/445995/พระอริยเจ้าเหนือโลก!!-หลวงตาเชย-วัดราษฎร์บำรุงนุ่งจีวรเก่าๆ-อยู่โกดังเก็บศพ-อิทธิฤทธิ์เหนือฟ้า-ละสังขาร-กระดูกกลายเป็นพระธาตุสามกษัตริย์!!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 มิถุนายน 2019
  10. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    a64486-1.jpg

    1. อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา บทนี้ชื่อ อรหันต์นิทรา ( อายุวัฒนะ ) พระมหากัสสปะ
    ตะวันออกเฉียงใต้
    2. ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง บทนี้ชื่อว่า อรหันต์บิณฑบาต ( เมตตามหานิยม ) พระคะวัมปะติ
    ตะวันตกเฉียงเหนือ
    3. ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท บทนี้ชื่อ อรหันต์ปราบมาร ( คงกระพัน ) พระโมคคัลลานะ
    เหนือ
    4. โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ บทนี้ชื่อ อรหันต์เข้าสมาธิ ( แคล้วคลาด ) พระราหุล
    ตะวันออกเฉียงเหนือ
    5. ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ บทนี้ชื่อ อรหันต์โปรดสัตว์ ( โชคลาภ วาสนา ) พระอัญญาโกณฑัญญะ
    ตะวันออก
    6. คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ บทนี้ชื่อ อรหันต์เข้านิโรธสมาบัติ ( ป้องกัน ) พระสารีบุตร
    ใต้
    7. วา โธ โน อะ มะ มะ วา บทนี้ชื่อ อรหันต์แสดงธรรม ( สะกดศัตรู ) พระอุบาลี/ พระมหากัจจายานะ
    ตะวันตกเฉียงใต้
    8. อา วิช สุ นุต สา นุส ติ บทนี้ชื่อ อรหันต์แปลงรูป ( เพิ่มอิทธิฤทธิ์ ) พระอานนท์
    ตะวันตก
    การจัดพระอรหันต์ สาวก ในลำดับ 8 ทิศ นั้นตามที่ครูสอนไว้ ไม่มี พระอุบาลี เป็น พระมหากัจจยานะ

    พระมหากัสสปะ เลิศ ในทางธุดงค์ และ อายุวัฒนะ ท่านเป็น พระที่มีอายุมาก เป็นประธานรองหลังจาก พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิิพพาน ส่วนที่เรียกว่า พระอรหันต์นิทรา นับเหตุที่ พระพุทธเจ้าหลังจาก เสด็จดับขันธปรินิพพาน แล้ว ไม่สามารถมีใคร เผาพระศพพระองค์ได้ เนื่องด้วย พระมหากัสสปะ ยังมาไม่ถึง เมื่อพระมหากัสสปะ มาถึง พระบาททั้งสองข้าง ก็ยื่นออกรอรับ การกราบสักการะจาก พระมหากัสสะปะ เป็นที่น่าอัศจรรย์ จากนั้น เพลิงพระศพ ก็เกิดขึ้นเองไปตามลำดับ ผ้าที่หุ้มอยู่ พร้อมชุด จิตรลดามหาปสาธน์ ไม่ปรากฏการไหม้ไฟ เมือถอดผ้าออกมาหมดก็เป็น พระธาตุตวง ได้ 7 ทะนาน

    พระคะวัมปะติ อีกชื่อหนึ่ง ก็คือ พระสีวลี ท่านเป็นพระที่ เลิศ ทางด้านบารมีทาน ไปไหน กับท่านไม่มีอด ดังนั้นท่านจึงเป็นพระภิกษุ ที่ติดตามพระพุทธเจ้า ไปตลอดเนื่องด้วย พระที่ติดตามพระพุทธเจ้า ขณะเสด้จที่ต่าง ๆ นั้นมีจำนวนเกิน 500 รูป ดังนั้นการที่พระสีวลี ไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่ทำให้ พระภิกษุ มี สักการะด้วยปัจจัย 4 ไม่ขาด แต่ครั้นเมื่อ พระสีวลี ท่านไม่ได้ร่วมไปด้วยบางครั้ง ก็เกิดความอดอยากแก่ พระภิกษุ ที่ติดตามพระพุทธเจ้าเช่นกัน ที่มีคราวหนึ่ง พระพุทธเจ้า ต้องให้ พระอานนท์ทำข้าวบดตากแห้งแช่น้ำให้เสวย

    พระโมคคัลานะ เป้นผู้เลิศทางฤทธิ์ มากที่สุด ได้รับการใช้ให้ไปปราบ หรือ ทรมาน โอปปติกะ บ่อยครั้ง ดังนั้น ความเป็นเลิศ ในด้านการปราบมาร กำหราบมาร นั้น จึงมีมาก ท่านเรียน กรรมฐาน กับ พระพุทธเจ้า คือ วิชาธาตุกรรมฐาน ปฏิบัติอยู่ 7 วัน จึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์

    พระราหุล นั้น เป็นผู้เลิศในด้านการศึกษา เป็นพุทธบุตร สืบสาย พุทธวงศ์ ให้กับพระพุทธศาสนา อันพระพุทธศาสนา จักมั่นคง ๆ อยู่สิ้นกาลแห่งพระพุทธศาสนา ก็ด้วย กรรมฐาน สายนี้ เป็นผู้สืบทอดไว้ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่า กรรมฐานในสาย วัชชี หรือ กรรมฐาน โบราณ อันเป็น คำสอน เถรวาท นี้ ยังคงดำรงค์อยู่เป็นที่ให้ความเคารพศรัทธา แก่มหาชน ต่อไปจนสิ้น กาลแห่งพุทธศาสนา เสื่อมไป

    พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็น ผู้เลิศรัตตัญญู คือ บรรลุธรรมก่อนใคร การได้บรรลุธรรมก่อนใคร ๆ นั้น นับว่าเป็นโชคลาภ และ มีวาสนา อันพระอรหันต์ ทั้งปวงส่งกล่าวสรรเสริญ เพราะทำให้ รัตนตรัย มีความสมบูรณ์ การมีโชคลาภ วาสนา ก็คือ มีความสมบูรณ์ ไม่พร่อง ไม่ขาด นั่นเอง

    พระสารีบุตร เป็นผู้เลิศ ทางด้านปัญญา แต่ทางฤทธิ์ ท่านก็ไม่ย่อยกว่า พระโมคคัลลานะ โดยเฉพาะการเข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ ของท่านนั้นกล่าวได้ว่าเป็นตำนานทีเดียว เพราะยักษ์ ที่ฟาดกระบอง ใส่หัวท่าน ถูกแผ่นดินสูบทันที นี้นับว่าเป็นต้น ของ อนันตริยกรรม คือ การฆ่าพระอรหันต์ ก็ลงอเวจี ดังนั้นคุณสมบัตินี้จึงถูกยกให้ท่านอีกด้านหนึ่ง

    พระอุบาลี เป็นผู้เลิศ ทางด้านทรงปาฏิโมกข์ คือ ทรงจำ วินัย การบัญญัติ พระวินัย เป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ท่านพระอุบาลี ชำนาญ เนื่องด้วยพระวินัย มีความสำคัญต่อ พระภิกษุ การที่จะเปลี่ยนเพศจาก คนธรรมดา สามัญ มาสู่ความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ต้องถูกยก ด้วยพระวินัย ซึ่งการได้รูปที่บริสุทธิ์ คือ ความเป็นพระนับว่าเลิศที่สุด นั้นจัดได้ว่า ต้องสมบูรณ์พร้อมด้วย ธรรม และ วินัย เพราะ ธรรม และ วินัย เสมอกัน

    พระมหากัจจายนะ เป็นผู้เลิศ ทางด้านการแสดงธรรมอันย่อ และ พิศดาร ด้วยวิจิตร ดังนั้นคุณสมบัติ พระอรหันต์ผู้แสดงธรรม ก็เหมาะสมกับท่าน แต่ในทางด้านคาถา พระอรหันต์แปดทิศใหม่นั้น ไม่มีพระมหากัจจายนะ แต่เป็นพระอุบาลี แทน ดังนั้นแสดงไว้ให้เห็นพอเป็นที่สังเกต ด้วย ธรรมปฏิสัมภิทา อันเป็นคุณสมบัติของท่าน กล่าวว่า ฤทธิ์ ของท่านก็มีไม่น้อย มีบางคนปรามาสท่าน เพราะรูป ได้รับกรรมเป็นเวลายาวนาน จากนั้นท่านจึงอธิษฐานรูปให้ครองอยู่ด้วยความไม่งาม แต่พอดูได้ ด้วยร่างกายอ้วนฉุ ไม่เป็นที่ต้องตา ต้องใจ ของชายหญิง อย่างเมื่อก่อน แต่พอให้ทัศนาถึงความแจ่มใสในภายในของท่าน ด้วยความร่าเริง นั่นเอง ( คุณสมบัติ นี้เป็นคุณสมบัติที่ข้าพเจ้า ได้อธิษฐานมาหลายชาติ ที่อยากได้เป็นเอตทัคคะแบบท่าน ดังนั้นเวลาไปไหนมาไหนเห็นรูป พระมหากัจจายนะ หรือ พระสังกัจจายนะ ก็จะรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยมาก )

    พระอานนท์ เป็นผู้เลิศในด้านความทรงจำพระสูตรเป็นจำนวนมาก อันกล่าวว่า พระสูตร ที่ท่านจำไว้ เท่าที่จำได้นั้น มีคำกล่าวว่า ยังแสดงออกมาไม่หมด แต่ที่จำได้แม่น ก็มี ถึง 21000 พระธรรมขันธ์แล้ว บวก กับ พระอภิธรรม ส่วนหนึ่ง อีก 42000 พระธรรมขันธ์ พระอุบาลี ทรงจำพระวินัย ไว้ 21000 พระธรรมขันธ์ ดังนั้น พระไตรปิฏก จึงมี 84000 พระธรรมขันธ์ สำหรับการที่ถือท่านทางด้านการแปลงรูป อันที่จริง มาจากการที่ท่านบรรลุธรรม ทันในวันทำสังคายนา นั่นเอง การแปลงรูป หมายถึงการได้เป็นพระอรหันต์ ทันต่อเวลา โดยการที่ท่านบรรลุนั้น ไม่อยู่ ในอิริยาบถใหญ่ ทั้ง 4 แต่เป็น อิริยาบถย่อย ของ ท่านั่ง กับ ท่านอน ผสมกัน ดังนั้น วันนี้เป็นวันที่ ท่านได้รับ ลัญจกร คือ สัญญลักษณ์ การแปลงรูป อันยิ่งใหญ่ ของท่าน เพราะถ้าหากขาดท่านเข้าร่วมทำสังคายนา ในวันนั้น เราก็คงไม่มีพระสูตรที่สำคัญ 21000 พระธรรมขันธ์ ให้ได้ไว้เป็นแนวทางการปฏิบัติ อย่างแน่แท้ ดังนั้นต้องกล่าวได้ว่า การแปลงรูปของท่านในวันนั้น ถือว่ามีความสำคัญ ต่อพระพุทธศาสนา ในปัจจุบันเป็นอย่างมากนั่นเอง

    เล่าไว้ พอให้เป็นที่ รื่นเริง ใน บทพระอรหันต์ แปดทิศ อันอาศัย บทพระพุทธคุณ 9

    ส่วนพระคาถา ประจำบทนั้น แม้เป็นบทย่อ มาจาก บทพระพุทธคุณ แต่บทสวดเต็ม ประจำบทนั้น ก็มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 8 บรรทัด นะ ตอนที่ฉันเรียน ยันต์เกราะเพชร จึงได้ ตัวคาถามาใช้งาน หลายบรรทัดอยู่ เรียกว่า ถ้าได้ถอดออกมาให้ฟังกันแล้ว จะทึ่ง นะ แต่เอาไว้สอนลูกศิษย์เท่านั้น ตัวคาถาเป็นคำย่อ จากบทเต็ม อันกล่าวถึงคุณของพระอรหันต์ในทิศนั้น ๆ และการกล่าวสรรเสริญ คุณแห่งพระอรหันต์ เป็น สังฆานุสสติ ด้วยเช่นกัน


    ให้ใช้ คำบริกรรม พุทธคุณ เกราะเพชร โดยใช้ บทใดบทหนึ่ง ห้ามใช้ทั้งหมด ให้เลือก บทเดียว ขณะลง อุณาโลม ทุก อุณาโลม ให้ใช้บทเดียวเท่านั้น

    1. อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา บทนี้ชื่อ อรหันต์นิทรา ( อายุวัฒนะ )
    2. ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง บทนี้ชื่อว่า อรหันต์บิณฑบาต ( เมตตามหานิยม )
    3. ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท บทนี้ชื่อ อรหันต์ปราบมาร ( คงกระพัน )
    4. โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ บทนี้ชื่อ อรหันต์เข้าสมาธิ ( แคล้วคลาด )
    5. ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ บทนี้ชื่อ อรหันต์โปรดสัตว์ ( โชคลาภ วาสนา )
    6. คะ พุท ปัน ทู ทัม วะ คะ บทนี้ชื่อ อรหันต์เข้านิโรธสมาบัติ ( ป้องกัน )
    7. วา โธ โน อะ มะ มะ วา บทนี้ชื่อ อรหันต์แสดงธรรม ( สะกดศัตรู )
    8. อา วิช สุ นุต สา นุส ติ บทนี้ชื่อ อรหันต์แปลงรูป ( เพิ่มอิทธิฤทธิ์ )

    ที่จริงมนต์บทนี้ เป็นมนต์บทเรียกว่า อรหันต์ 8 ทิศ ปัจจุบันถูกเปลี่ยนแปลง ไปเป็นมนต์ ฝ่ายพราหมณ์และเปลี่ยนชื่อ มนต์ วันนี้รักษาชื่อตามแบบแผนเดิมนะ มันมีที่มา และ ที่ไป มีเวลาจะมาเล่า ความหมายแต่ละ อักขระ เกี่ยวพัน กับ พุทธคุณ 108 มีการผสมธาตุ ในอักขระ ได้ 108 ความหมายแห่งพุทธคุณ อันนี้เป็นบทยันต์ที่เรียนไว้จากครูอาจารย์ อีกบทหนึ่ง ชื่อว่าเป็นทางการว่า ยันต์เกราะเพชร
    แต่ในที่นี้ เอามาเป็นบทเขียน อุณาโลม ในยันต์ ปราสาทเท่านั้น

     
  11. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    nkaght.jpg

    อิติปิโส(ตามทิศ)เจ็ดแบก

    ๑. อิระชาคะตะระสา เรียกว่า กระทู้ ๗ แบก คุ้มทิศบูรพา เสกเป่าพิศสัตว์กัดต่อย
    ๒. ติหังจะโตโรถินัง เรียกว่า ฝนแสนห่า คุ้มทิศอาคเนย์ บทนี้ทำน้ำมนต์ รดคนเจ็บไข้ได้ป่วย
    ๓. ปิสัมระโลปุสัตพุธ เรียกว่า นารายณ์เกลื่อนสมุทร คุ้มทิศทักษิน ภาวนากันภูตผีปีศาจ
    ๔. โสมานะกะริถาโธ เรียกว่า นารายณ์คลายจักร คุ้มทิศหรดี เสกสวด108 คาบทำน้ำมนต์ ไล่ผี หรือคนท้องกินคลอดลูกง่าย
    ๕. ภะสัมสัมวิสะเทภะ เรียกว่า นารายณ์ขว้างจักรไตรตรึงภพ คุ้มทิศประจิมเสกพรมร่างคนไข้ ไล่ภูพผีปีศาจ
    ๖. คะพุทปันทูธัมวะคะ เรียกว่า นารายณ์พลิกแผ่นดิน เสกน้ำมนต์ป้องกันผีเจ้าเข้าทรง หรือถูกคุณกระทำชะงักนัก
    ๗. วาโธโนอะมะมะวา เรียกว่า ตวาดป่าหิมพานต์ คุ้มทิศอุดร เสกด้าย หวาย มีด ข้าวสาร ขับไล่ผี ผีป่าเวลาเดินทาง
    ๘. อะวิชสุนุตสานุสติ เรียกว่า นารายณ์แปลงรูป คุ้มทิศอีสาน เสกเป่าตัวเอง เวลาออกจากบ้านแคล้วคลาด..

    กระทู้เจ็ดแบก อาจารย์จําแนกไว้บูชา เสกข้าวกินทุกวัน อาจป้องกันเครื่องศาสตรา อนึ่งภาวนา แล้วหันหน้าสู่ช้างสาร อาจหักงวงคชา ด้วยพลาอันห้าวหาญ มีกําลังเหลือประมาณ ยิ่งช้างสารอันตกมัน ฤษีทั้ง7องค์ ท่านดํารงอยู่ทิศนั้น เมื่ออภิวันท์ หันพักตร์นั้นทางทิศบูรพา

    อาคเนย์ฝนแสนห่า ใช้ภาวนาคราเดินทาง ถึงเดินสิ้นทั้งวัน เรื่องนํ้านั้นอย่าระคาง เสกหมากรับประทานพลาง สิบห้าคําอ้างกินเรื่อยไป แม้นใคร่ให้มีฝน อย่าร้อนรนจงใจเย็น ให้เสกไส้เทียนชัย เสกให้ได้แสนเก้าพัน แล้วให้นึกเทเวศ ผู้เรืองเดชในสวรรค์ อิทรพรหมสิ้นด้วยกัน ตลอดจนถึงชั้นอะกะนิฏฐ์ ฝนก็จะตกหนัก เพราะอารักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีโรคอันวิปริต จงพินิจพิจารณา เอาทํานํ้ามนต์ แล้วพรํ่าบ่นด้วยคาถา เสกพ่นสัก7ครา มิทันช้าก็จักหาย อาคเนย์นามทิศศา จงหันหน้าไปโดยหมาย เคารพครูบรรยาย แล้วจึงร่ายคาถาเอย

    นารายณ์กลืนสมุทร์ ฤทธิรุททิศทักษิณ เรื่องฝีเกลื่อนหายสิ้น ไม่ต้องกินเสกพริกไทย เจ็ดเม็ดเสกเจ็ดหน แล้วจงพ่นลงทันใด สามครั้งก็จะหาย สมดังใจจํานง อนึ่งใช้เสกปูน สําหรับสูญฝีหัวลง มิช้าฝีก็คง ยุบย่อลงในบัดใด ภาวนาลงกระดาษ อย่าประมาทจงตั้งใจ ฟั่นเทียนเอาทําไส้ เทียนนั้นไซร้หนึ่งบาทหนา ลงคาถาล้อมให้รอบ ตามระบอบอย่ากังขา เท่ากําลังเทวดา ตามชันษาผู้เป็นไข้ แล้วจุดบูชาพระ อย่าได้ละภาวนาไป มิช้าไข้นั้นไซร้ จะหายดังปลิดทิ้ง

    หรดีพึงสําเหนียก มีชื่อเรียกเป็นสองอย่าง คือนารายณ์คลายจักรอ้าง กับอีกทั้งพลิกแผ่นดิน มีฤทธิ์และศักดา ทั้งเดชาและโกสินทร์ ภาวนาเป็นอาจิณ ยําเกรงสิ้นเหล่าศัตรู รําลึกแต่ในใจ ข้าศึกไซร้ปืนสู้ หย่อนกําลังพรั่งพรู ไม่คิดสู้เราต่อไป ถึงแม้คนใจกล้า พอเห็นหน้าก็อ่อนไป ครูเฒ่าท่านสอนไว้ แม้สิ่งใดมีประสงค์ สิ่งนั้นพลันต้องได้ สมดังใจจํานง เพราะคาถาเป็นมั่นคง อย่างวยงงจงบูชา คุณครูผู้บรรยาย ท่านเร่ย้ายหรดีทิศา เมื่อจะภาวนา จงหันหน้าทางนั้นเอย

    ทิศประจิมนามประหลาด ชื่อตวาดหิมพานต์ มีเดชอันห้าวหาญ ดุจช้างสารไม่กลัวตาย พบช้างและปะเสือ ที่ดุเหลือทั้งโคควาย อีกทั้งโจรดุร้าย ก็อย่าได้นึกกลัวมัน จงนิ่งภาวนา พระคาถาไปฉับพลัน เป็นมหาจังงังอัน วิเศษยิ่งอย่ากริ่งใจ สัตว์ร้ายและคนพาล ไม่อาจหาญเข้ามาใกล้ ให้แคล้วให้คลาดไป จงท่องไว้ทั้งเช้าคํ่า อนึ่งเมื่อภาวนา จงหันหน้าอย่าถลํา ทิศประจิมจงจดจํา ดังแนะนําดังนั้นเอย

    พายัพนามทิศ มหิทฤทธิ์นั้นมากนัก ชื่อว่านารายณ์กลืนจักร์ มีฤทธิ์ศักดิ์นั้นย้อนยอก ครูเฒ่าท่านกล่าวมา ถ้าแม้นลูกไม่ออก เอานํ้าใส่ขันจอก แล้วเปล่งออกซึ่งวาจา เสกนํ้าทํานํ้ามนต์ ร้อยแปดหนด้วยคาถา ให้กินอย่ารอช้า พรหมกายาตลอดศรีษ์ บุตรน้อยจะค่อยเคลื่อน ขยัยเขยื้อนเคลื่อนอินทรีย์ เสดาะเสกวารี หากไม่มีนํ้ากระสาย จงเป่าด้วยคาถา ไม่ทันช้าหลุดกระจาย ครูประสิทธิ์บรรยาย ท่านเร่ย้ายอยู่พายัพ เพื่อเป็นการคํานับ ตามตําหรับอาจารย์เอย

    นารายณ์ขว้างจักร์นี้เลิศลบ อีกนามหนึ่งตรึงไตรภพ สองชื่อย่อมลือจบ ทั่วพิภพเรืองเดชา ภาวนาสูดลมไป ว่าให้ได้สักสามครา คอยดูที่ฉายา ถ้าเห็นเงาว่าหายไป ครานั้นจงชื่นชม คนนับหมื่นหาเห็นไม่ บังตาหายตัวได้ ครูกล่าวไว้เร่งบูชา หันพักตร์สู่อุดรทิศ แล้วตั้งจิตภาวนา ตามบทพระคาถา ที่กล่าวมาแต่ต้นเอย

    อิสานนามแถลง นารายณ์แปลงรูปโดย หมาย ภาวนาอย่าระคาย ศัตรูร้ายแปลกเราไป เมื่อจะเสดาะแล้วไซร้ เสกให้ได้ร้อยแปดคาบ ตั้งใจให้แน่วแน่ ครั้นถ้วนแล้วเป่ากระหนาบ ต้องหลุดอย่างราบคาบ ได้เคยปราบเห็นประจักษ์ ถ้าชอบทางเสน่ห์ ทําเป็นเล่ห์ให้เขารัก นํ้าหอมอย่าหอมนัก จงรู้จักที่อย่างดี แล้วเสกให้บ่อยๆ อย่างน้อยๆ108ที แล้วเก็บไว้ให้ดี ถึงคราวที่จะต้องใช้ เสกอีกสักเจ็ดหน ประกายตนแล้วจึงไป เป็นเสน่ห์แก่ผู้ใช้ ทั้งหญิงชายทุกภาษา ไม่ว่าคนชั้นไหน แต่พอได้เห็นพักตรา ให้รักด้วยเมตตา ประหนึ่งว่าเป็นลูกหลาน แคล้วคลาดเหล่าศัตรู สิ้นทั้งหมู่อันธพาล ครูอยู่ทิศอิสาน จงนมัสการและบูชาเอย

    ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikisource.org/wiki/อิติปิโส(ตามทิศ)เจ็ดแบก
    ขอบคุณภาพจาก www.วิชาพระเกจิ.com/product/83/คาถาอิติปิโส-๘-ทิศ
     
  12. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    ท่านพ่อลี สอนว่า ....

    "จงอย่าท้อใจในการทำความดี จงเร่งรีบสะสมกำลังคือ บุญกุศล ไว้ให้มาก เพื่อจะได้เป็นสะเบียงและยานพาหนะที่จะส่งเสริมตัวเรา ให้เดินทางไปถึงจุดที่หมายได้เร็ว

    เมื่อไปถึงแล้วเราก็จะได้ประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข

    การทำความดีในทางธรรม ถึงแม้จะไม่สามารถสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ในชาตินี้ ก็ยังเป็นปัจจัยให้ส่งผลต่อๆ ไปในภายภาคหน้าได้"
    FB_IMG_1560519473750.jpg
     
  13. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    การนั่งวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของหลวงปู่โต๊ะ แห่งวัดประดู่ฉิมพลี

    ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่โต๊ะท่านจะสอนวิธีนั่งเจริญกรรมฐาน วิปัสสนาให้แก่ศิษย์ ท่านจะได้ศิษย์แต่ละคนที่มีความประสงค์จะถวายตัวเป็นศิษย์ทางนั่งเจริญกรรมฐานวิปัสสนา เพื่อแสวงหาความสงบทางใจ จัดหาดอกไม้ธูป เทียน มาสักการะท่านเป็นการขึ้นครูหรือเรียกว่าขอขันธ์๕จากท่านก่อน และท่านจะนัดให้มาในวันพฤหัส โดยแต่ละคนต้องนำ
    ๑.ธูป ๕ ดอก
    ๒.เทียนขาว ๕ เล่ม
    ๓.ดอกไม้ ๕ กระทง
    ๔.ข้าวตอก ๕ กระทง
    เมื่อมากันพร้อมแล้ว ท่านจะนำเข้าสู่พระอุโบสถและเริ่มสอนวิธีนั่งปฎิบัติเจริญกรรมฐานวิปัสสนาต่อไปนี้

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

    พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
    ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

    ปาณาติปาตาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
    อะทินนาทานาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
    กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
    มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
    สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
    อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ นิจจะสีละวะเสนะสาธุกัง อัปปมาเทนะ รกฺขิตัพพานิ สีเลนะสุคคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสสะมา สีลัง วิโสธะเย

    จุดธูปเทียนได้………………………………………..
    อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ(กราบ)
    สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ(กราบ)
    สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)
    พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ

    อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวามะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ(กราบ) ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(กราบ) สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฎฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ(กราบ)

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขออาราธนา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า คุณบิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ข้าพเจ้าจะขออย่างพระลักษณะปิติทั้ง๕ จงมาบังเกิดใน จักขุทวาร โสตะทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทวาร กายะทวาร มโนทวาร แห่งข้าพเจ้า ในกาลบัดนี้เถิด นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ(กราบ)

    (หลวงปู่บอกวิธีนั่งเจริญสมาธิ)

    เท้าขวาทับเท้าซ้าย…มือขวาทับมือซ้าย…ตั้งตัวให้ตรง…แล้วมองดูพระประธาน…ผิวพรรณวรรณ สัณฐาน ท่านเป็นอย่างไร…หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง ลืมตาเห็นผิวพรรณ สัณฐานเป็นอย่างไร แม้หลับตาก็เห็นผิวพรรณวรรณท่านเหมือนอย่างกับลืมตา ทำอย่างนั้นไป
    น้อมพระที่เราจำได้ มาตั้งไว้บนไหล่ขวา…น้อมพระที่เราจำได้ มาตั้งไว้บนไหล่ขวา(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
    น้อมพระจากไหล่ขวามาตั้งไว้บนไหล่ซ้าย…น้อมพระจากไหล่ขวามาตั้งไว้บนไหล่ซ้าย(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
    น้อมพระจากไหล่ซ้ายมาตั้งไว้บนกระหม่อม…น้อมพระจากไหล่ซ้ายมาตั้งไว้บนกระหม่อม(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
    น้อมพระจากกระหม่อมมาตั้งไว้ที่ทรวงอก…น้อมพระจากกระหม่อมมาตั้งไว้ที่ทรวงอก(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
    น้อมพระจากทรวงอกมาตั้งไว้ที่ศูนย์จุดสะดือ…น้อมพระจากทรวงอกมาตั้งไว้ที่ศูนย์จุดสะดือ(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)
    ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว…ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว…ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว
    ภาวนาว่า”พุทโธ”ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง…
    ภาวนาว่า”พุทโธ”ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง…(ให้เวลาปฎิบัติพอสมควรแล้ว หลวงปู่จะสอนและแนะแนวทางปฎิบัติ)

    ต่อไปนี้ จะแนะแนวทางของการปฎิบัติในกรรมฐาน กรรมฐานแบ่งเป็น ๒ สมถะกรรมฐานประการหนึ่ง วิปัสสนากรมมฐานประการหนึ่ง สมถะเรียกว่าความสงบ วิปัสสนา ปัญญาเห็นแจ้ง สมถะ สงบจากอะไร “นิวรณ์๕” มีอะไรบ้าง กามฉันทะ ความใคร่ในกาม กามคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส ดผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ นี่กามเรียกว่า กามคุณ๕ เราพึงสังเกตุดูว่า จิตของเรามันตกอยู่ในกามตัวใดบ้าง เมื่อเรารู้ว่า อ้อ มันติดอยู่ที่ความพอใจ ในรูปก็ดี ในเสียงก็ดี ในกลิ่นก็ดี ในสัมผัสก็ดี ในรสก็ดี เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตัวใดตัวหนึ่งก็ตาม ความสงบหาเกิดขึ้นกับเราไม่ เพราะเหตุใด เพราะจิตมันเข้าไปอยู่ในกาม ความสงบไม่มี เมื่อความสงบไม่มีเรียกว่าอะไรไม่ใช่สมถะไม่ใช่สมถะ แล้วเรียกว่าอะไร จิตฟุ้งซ่าน ไปในรูปบ้าง ไปในเสียงบ้าง ไปในกลิ่นบ้าง ไปในรสบ้าง ไปในสัมผัสบ้าง จิตตกอยู่ในกาม ความสงบหาเกิดขึ้นได้ไม่ สมถะกรรมฐาน ถ้าความสงบไม่มีเรียกว่าสมถะไม่ได้ จิตมันตกอยู่ในอำนาจของกามคุณแล้ว

    เรามีวิธีอะไรที่จะพึงแก้ ไม่ให้จิตมันตกไปในกามคุณทั้ง๕นั้นได้
    มีทางแก้ พิจารณา กายะคะตานุสติ ก็ได้ หรืออสุภะกรรมฐานก็ได้ เพื่อแก้ไม่ให้จิตมันตกไปในกามคุณทั้ง๕
    ไอ้ที่จิตมันตกไปในกามคุณ เพราะเราเห็นผิดว่าเป็นไปตามจริตของจิตที่มันพอใจ มันชอบรูป เออ!รูปดี มันชอบเสียง เออ!เสียงเพราะดี ชอบกลิ่น เออ!หอมดี ชอบรส รสอย่างนั้น รสอย่างนี้ ชอบสัมผัส การถูกต้องนิ่มนวลอะไรๆเหล่านี้ ธรรมารมณ์อารมณ์พอใจ ไม่พอใจเพิ่มขึ้น แก้ด้วย อสุภะกรรมฐาน รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี สัมผัสก็ดี ธรรมารมณ์ก็ดี ไม่แน่นอน มันมีแต่ทุกข์ ทุกข์มันมาได้อย่างไร อะไรเป็นตัวทุกข์ชาติ ชาติเป็นตัวทุกข์ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ นี่เป็นตัวทุกข์ ไหนบ่นกันอยู่เรื่อยๆว่า เป็นทุกข์จริง ฉันนี่เป็นทุกข์จริง แล้วเราก็เข้าไปหาทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรานะ เราไม่ต้องการความทุกข์ เราต้องการความสุข แต่ทำไมจิตมันตกไปเองในเรื่องทุกข์อย่างนั้น ทุกข์อย่างนี้ ทุกข์อย่างโน้น ทุกข์ร้อยแปดพันเก้า กิเลส กิเลสกรรมวิบาก กิเลสความใคร่ ใคร่ไปในเรื่องต่างๆ กรรมแปลว่ากระทำ กิเลสกรรม กระทำดี กระทำชั่ว วิบาก เราทำดี ได้รับผลดี เราทำชั่ว ได้รับหลชั่ว พวกนี้เอง ทำให้เราเห็นไปในทางที่ผิดทำนองคลองธรรม มันก็เพลินในเรื่องความเห็นผิด มันเพลินไป ความเพลินที่เราเพลินเลยเผลอ เผลอไป เผลอไป เผลอไปเลยหลง หลงว่าอย่างนี้ดี หลงไปหมด คนที่หลงนั่นเป็นเพราะอะไร
    ปราศจากสติ คนปราศจากสติ ปราศจากสติ เขาเรียกว่าอะไร คนประมาท อ้อ!เรานี่เป็นคนประมาทนะ ทำเป็นคนไม่ประมาทเสียบ้างซี เอ้อ! ทำไง
    ทำสมถะกรรมฐานนี่ละ เพื่อความไม่ประมาท เพื่อความสงบจากกาม แล้วรู้ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรามีความสงบ รู้ได้ มีสติเข้าไปคุมจิต เมื่อเรามีสติเข้าไปคุมจิต เราจะรู้ว่า จิตมีอะไรเป็นอารมณ์ มีดีกับชั่ว อะไรดี กุศลจิต นี่ดี เป็นคนฉลาดเกิดขึ้นในจิตของตนเอง
    รู้เหตุผล นี่ควร นี่ไม่ควร เกิดปัญญาขี้นในจิต อกุศลจิต นี่จิตโง่ จิตไม่ฉลาด เรียกว่าอกุศลจิต เกิดขึ้นรู้ไม่เท่าทัน อะไรเป็นอารมณ์ของจิต กุศลจิต อกุศลจิต พุทโธ นี่เรียกว่ากุศลจิต มีประโยชน์อะไร ภาวนาพุทโธ มีประโยชน์อะไร แล้วทำไมมีตั้งหลายอย่างหนัก เดี๋ยวก็ให้ตั้ง เดี๋ยวก็ไม่ให้ตั้ง ตั้งอย่างนั้น ตั้งอย่างนี้ ก็เพื่อทดลอง สติกับจิต ให้รู้ว่า ตั้งที่ตรงนั้นน่ะ จิตใจมันเป็นอย่างไรไม่ทราบ มันยังส่ายออกออกไปนอกพุทโธ หรือว่าอยู่ในพุทโธ

    เมื่อมันส่ายออกออกไปนอกพุทโธ จิตมันเป็นอย่างไร สติคุมไว้ เมื่อมันอยู่ในพุทโธ จิตมันเป็นอย่างไร ความสุขอยู่นอกพุทโธ ได้ผลอย่างไรบ้าง ในเรื่องการปฎิบัติ จิตมันอยู่ในพุทโธมันได้ผลอะไรบ้าง ในการปฎิบัติของแต่ละท่าน ละท่าน มันเป็นอย่างงั้น พุทโธนี่เป็นอารมณ์ของจิต สติ จิต แล้วก็อารมณ์ จะต้องมีสติคุมจิตเสมอ คุมอะไร เดี๋ยวเลื่อนไปตั้งที่โน้น เดี๋ยวเลื่อนไปตั้งที่นี่ เพราะจริตของคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบโยกย้าย ดี โยกย้าย ได้เห็นสิ่งอะไรผิดแปลก แปลก ของที่เราไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน เราก็เห็น ก็ได้ยิน ถิ่นที่เราไม่เคยไป เอ้อ! ไปได้ ไปได้ดูของแปลกๆ เมื่อไปดูของแปลกๆน่ะ มันมีประโยชน์อะไรสำหรับรู้ สำหรับเห็น มันเป็นประโยชน์ทางโลกหรือว่าประโยชน์ทางธรรม หรือเอาทางโลกมาเปรียบเทียบกับทางธรรม หรือเอาทางธรรมมาเปรียบเทียบกับทางโลก บางคนชอบอย่างนั้น บางคนไม่ไปอยู่เฉยๆ อยู่ที่เดียวดีกว่า มันไม่ยุ่ง อยู่ที่เดียวอย่างงั้นก็มี ไม่อยากเที่ยวไปโน้น ไม่อยากเที่ยวไปนี่ อยู่ที่ไหนก็อยากอยู่ที่นั่นมันสบาย มีศีล มีจิตที่ตั้ง เราก็ตั้งดู มันสบายที่ไหน อยู่ที่นั่นก็ได้ เห็นว่ามันไม่สบายก็ย้ายไปอีก ย้ายไปหาความสุขเกิดจากจิตใจของเรา ทำไป ขั้นสมถะกรรมฐาน ก็ต้องมีอย่างนี้ มีพระปริยัติ ปฎิบัติ ปฎิเวธ ปริยัติเป็นข้อที่ดี ว่าพุทโธเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็นำเอาพุทโธมาปฎิบัติ เรียกว่าธรรม เราภาวนา พุทโธ พุทโธ ให้สังเกตอยู่ที่ใจ ใจมันเลื่อมใสในพุทโธ บางคราวมันไม่เลื่อมใสในเครื่องพุทโธ เมื่อภาวนาพุทโธเมื่อไหร่มันไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วย เราจะต้องทำ ต้องแก้ ไม่แก้ก็ไม่ได้ ปล่อยไปใหญ่ ต้องแก้ ต้องอ้อนวอน ชวนให้ทำงาน ชวนจิตให้มาทำงานว่า ไอ้งานที่ทำๆกันน่ะ ฉันเคยทำเหมือนกันน่ะ ไอ้งานเหล่านั้นน่ะ แต่มันได้ประโยชน์น้อย งานที่ฉันได้ใหม่ได้ประโยชน์มาก เชิญมาลองทำดู ดูฉันเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ฉันทำงานอีกอย่างหนึ่งแล้ว รู้สึกสบาย

    ท่านผู้ใหญ่ก็ชอบว่า ทำงานดี ผู้น้อยก็ชอบว่า ดี ท่านอัธยาศัยใจคอ วางตนเป็นกลางๆ ไม่เข้าไม่ออก ท่านถือเป็นกันเอง เออ! งานดีแล้วท่านเสนองานการของเราที่ทำ เสนอผู้หลักผู้ใหญ่ว่า นาย ก. เขาทำยังงั้นๆได้รับความชมเชย หรือขึ้นเงินดาวเงินเดือนอะไรให้นี่ล่ะ ฉันทำอย่างงี้ได้เพราะกิจการที่ทำชิ้นใหม่

    เราก็ชวนเขา เอ้า!ไปวัดประดู่ ไปทำงานที่วัดประดู่ หลวงปู่โต๊ะ ท่านสอนให้ฉันทำงานขึ้นใหม่ ไปซี เราก็ไป เราก็มาขึ้นทำกันนี่ละ บางคราวก็เห็นด้วยที่นั่งภาวนา บางคราวไม่เห็นด้วย เพราะอะไร
    เพราะงานมันบีบคั้น นั่งไปนานๆหน่อย เมื่อย ปวดที่นั่น เจ็บที่นี่ ยุงกัดที่โน่น ยุงกัดที่นี่ ง่วงเหงาหาวนอนไป จิตใจไม่สงบ นั่งอยู่ที่นี่ คิดไปที่โน่น ต่อไปถึงที่นั่น อะไรอีก จะถามว่า นั่นแกคิดเรื่องอะไรอยู่บ้างไหม ที่ไปนั่งภาวนานับไม่ถ้วน อะไรต่ออะไร มันเข้ามาวุ่นวายกันใหญ่ ไม่เห็นจะมีท่ามีทาง อย่า อย่า อย่าเพิ่งใจร้อน อย่าเพิ่งใจร้อนต้องอ้อนวอนนิดหน่อย เพราะงานเขายังไม่เคยทำ เขาไม่เคยทำงานชิ้นนี้ ต้องอ้อนวอนหน่อย ให้รู้ว่า ดีนะ งานนี้น่ะดี ทำไปเหอะ ค่อยๆทำไป ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ถึงศรัทธาเวลาไหน ก็เวลานั้นได้ จะถามว่าทำยังไง ยืนก็ทำได้ นอนก็ทำได้ นั่งก็ทำได้ เดินก็ทำได้ มันอยู่ที่การกระทำ เออลองดูซี นั่งก็ทำ ไม่ต้องมาก ๕มินิส๑๐มินิส หรือจะมีศรัทธายิ่งไปกว่านั้นก็ได้ นั่งกำหนดจิตว่า เดี๋ยวนี้จิตมันเป็นอย่างไร
    จิตมันเป็นอย่างไร ทีนี้จิตมันก็เชื่องช้า คุ้นกับงานการเข้า ทีหลังเราไม่ต้องเตือน มันเดินไปตามงานมราเรากะให้ทำ ไม่ต้องไปทำกันบ่อยๆ จำได้ก็เข้ามา อารมณ์อื่นๆก็เบาไป เบาไปแล้วเราก็รู้สึกแช่มชื่น จิตใจมันสมคบดี มันรู้เท่าทัน กิเลส ตัญหา อุปาทาน รู้เท่าทันเขา เย็นเข้า เ ย็นเข้า ไอ้พวกนั้นดับ ดับด้วยอะไร ดับด้วยศีล ดับด้วยสมาธิ ดับด้วยปัญญา เรียกง่ายๆเขาว่า”วิมุติ” หลุดไปเป็นครั้งเป็นคราว เป็นขณะ เป็นสมัย เป็นกาล หลุดไปได้เราเคยโกรธคนมากๆ ต่อไปโกรธน้อยลง เรามารู้ตัวว่า เอ๊ะ!ไอ้โกรธนี่ มันต้องเราก่อนซิ เราก่อน มันเผาเราก่อน แล้วมันจึงไปเผาคนอื่น แล้วก็เดือดร้อน ด้วยประการต่างๆ ลดลงเพราะเห็นโทษ ได้ที่โกรธหรือราคะอะไรนี่ เพราะความหลงของเรา เข้าใจว่ามันเป็นยังงั้นๆยังงั้นๆ ทีนี้ก็แก้ความหลง เขาเรียกว่า อวิชชา เราก็ทำ อวิชชานั่นน่ะ เป็นวิชชาขึ้น เมื่อมันเป็นวิชชา ความรู้มันก็ดีขึ้น ความโง่หมดไป ความเขลาหมดไป ความฉลาดก็เกิดขึ้นฉันใด การที่เรามาอบรมใจก็ฉันนั้น ต้องปลอบ ช่วยเหลือตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่จะมาทำจิต ขั้นสมถะกรรมฐาน ก็ตั้งสติคุมจิต จิตก็มีอารมณ์ คือ พุทโธ ทำจิตตัวเอง จะนั่งได้นานเท่าไหร่ก็ตาม ที่ได้อธิบายมานี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ด้วยประการฉะนี้..
    FB_IMG_1560562412373.jpg
     
  14. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    พระชำรุด

    คนส่วนใหญ่มักไม่นิยมนำพระที่เเตกหรือหักมาไว้ในบ้าน โดยเฉพาะพระที่ทำด้วยปูนมักเเตกหักง่ายอาจารย์ศุภรัตน์เรียนถามหลวงปู่ดู่ด้วยเหตุผล

    หลวงปู่ดู่ " สมัยก่อนข้าเป็นฆราวาสก็ห้อยพระหัก เพราะเสียดายของเมื่อก่อนเขาใช้ลวดถักเดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นเขาใช้กัน ไม่เห็นเป็นไร "

    อาจารย์ศุภรัตน์ " เเล้วความจริงจะเป็นอะไรหรือไม่ เพราะเคยฟังมาว่า เเม้เเต่สมเด็จวัดระฆังที่เเตกหักยังนำชิ้นส่วนมาเเกะเป็นองค์เล็กๆ ใช้กันได้ "

    หลวงปู่ดู่ " พระที่ทำด้วยปูนหรือโลหะ ข้าอธิษฐานว่า เมื่อใดก็ามของที่ทำละลายเป็นน้ำเมื่อนั้นจึงขอให้หมดอนุภาพ เเล้วเมื่อไรจะละลายเป็นน้ำละเเก "

    ดังนั้นเมื่อพระของหลวงปู่ดู่ หักไม่ต้องตกใจหรือเสียกำลังใจ เพราะคำตอบมีอยู่ชัดเจนหลวงปู่เพียงเเต่บอกว่า " ใครทำพระข้าหักจะเสียใจตลอดชีวิต " ทั้งนี้เพื่อให้ทุกท่านมีความระมัดระวัง เนื่องจากของที่หักเเล้วมักเกิดตำหนิ มองดูไม่สวยงามเท่าของที่สภาพสมบูรณ์

    อาจารย์ศุภรัตน์ " การซ่อมเเซมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆที่คอหักหรือชำรุดนั้นมีอานิสงค์มากหรือน้อยกว่าการสร้างใหม่ "

    หลวงปู่ดู่ " ตามพระไตรปิฎกกล่าวว่า ซ่อมมีอานิสงค์มากกว่าการสร้างใหม่ "

    มีพระที่อาจารย์ศุภรัตน์ เเละคณะได้ทำการซ่อมในขณะที่หลวงปู่ดู่ทรงขันธ์อยู่ เช่น พระมหาจักรพรรดิ วัดช้างน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับวัดช้างใหญ่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่เกิดของพระราชมนู ทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระพุทธชินราชที่อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระประธานวัดโตนด อำเภอนครหลวงโดยทุกที่ๆไปซ่อมหลวงปู่ดู่ท่านอธิษฐานจิตช่วยเหลือ ด้วยความเมตตามีทั้งมอบผงพุทธคุณพระเครื่องเพื่อความสมบูรณ์ของการสร้างทุกครั้ง
    อ่านเสร็จแล้วใช้ปัญญาพิจารณา เรื่องการทำลายรูปลักษณ์นั้นมีห้ามกันมาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เพียงแต่หลวงปู่ดู่อย่างเดียว ส่วนแหวนที่ห้ามตัดห้ามต่อ
    “” คนที่เชื่อในคำพูดของหลวงปู่ มิใช่มโนภาพ เป็นเอกคัตธะ ด้านติเตียน ถากถาง อย่างเดียว ท่านก็ให้คำจำกัดความไว้แล้วว่า ของข้าจะเสื่อมต่อเมื่อละลายเป็นน้ำเท่านั้น แค่ตัดต่อไม่ได้ทำให้พระเสื่อมลงแม้แต่น้อย เขาใจว่า ร้อนกับคำว่า อาจารย์ จึงชี้แนวทางปฏิบัติสำนักอื่นผิดหมด “
    FB_IMG_1560760259965.jpg
     
  15. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    สมัยพุทธกาล มีพราหมณ์ผู้สงสัยในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จึงได้เข้าไปถามพระพุทธองค์ว่า..
    .
    1. อะไร คมที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า มีดที่ลับหินดีแล้ว คมที่สุด
    พระพุทธเจ้าตอบว่า วาจาที่ใส่ร้ายผู้อื่น ทำร้ายหัวใจผู้อื่น คมที่สุด
    .
    2. อะไร ไกลที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า ดวงอาทิตย์ สุดขอบจักรวาล ไกลที่สุด
    พระพุทธเจ้าตอบว่า อดีดที่ผ่านมาตั้งหลายกัปหลายกัลป์ ไกลที่สุด
    .
    3. อะไร ใหญ่ที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า ภูเขา โลก มหาสมุทร ใหญ่ที่สุด
    พระพุทธเจ้าตอบว่า ตัณหาความทะยานอยาก ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ก่อภพก่อชาติ ใหญ่ที่สุด
    .
    4 อะไร หนักที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า หิน เหล็ก แร่ ดิน น้ำ หนักที่สุด
    พระพุทธเจ้าตอบว่า คำสัญญาใดๆ ที่พูดง่ายแต่ทำยาก คำสัญญานั้นแล เป็นสิ่งที่หนักสุด
    .
    5. อะไร เบาที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า นุ่น สำลี ลม ใบไม้แห้ง
    พระพุทธเจ้าตอบว่า การปล่อยวาง การรู้เท่าทันว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แบบนี้แล เบาที่สุด
    .
    6. อะไร ใกล้เราที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า พ่อแม่ ญาติ ใกล้เราที่สุด
    พระพุทธเจ้าตอบว่า ความตายที่วิ่งตามเหมือนเงาตามตัวต่างหาก ที่ใกล้ตัวเราที่สุด
    .
    7. อะไร ง่ายที่สุด?

    พราหมณ์ตอบว่า กิน นอน พูด หายใจ ง่ายที่สุด
    พระพุทธเจ้าตอบว่า. การพูดธรรมะ แบ่งปันให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ง่ายที่สุด เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย
    .
    พราหมณ์ได้ฟังคำตอบจากพระพุทธเจ้าแล้ว ไตร่ตรองพิจารณา โดยเหตุผลแล้ว จึงยอมมอบกายถวายตัว ยอมสมาทานศีล เป็นพุทธมามกะ และได้ดวงตาเห็นธรรมโดยทั่วกัน พร้อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า สัถถาเทวะมนุสสานัง พระองค์เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้จริง
    .
    พระพุทธองค์ตรัสว่า.. "บุคคลแม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทองแต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้ด้วยสิ่งของ 5 ประการ"
    .
    1. ใบหน้าเป็นทาน : สามารถให้รอยยิ้มความสดใส
    .
    2. วาจาเป็นทาน : พูดให้กำลังใจ ชื่นชมและปลอบประโลมผู้อื่นให้มาก
    .
    3. จิตใจเป็นทาน : สามารถเปิดอกเปิดใจกับผู้อื่น ด้วยความนอบน้อมและจริงใจ
    .
    4. ดวงตาเป็นทาน : ใช้แววตาแห่งความหวังดี..ความโอบอ้อมอารีย์ให้กับผู้อื่น
    .
    5. กายเป็นทาน : สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
    .
    " วันพระ "
    .
    วันจันทร์ที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๒
    ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีกุน
    .
    วัดสิงห์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
     
  16. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    "พระแก้วคู่บารมีพระพุทธเจ้าจะมีทุกพระองค์ ของพระศรีจะเป็นสีแดง อยู่ที่เมืองนาค พระแก้วของผู้ที่ปราถนาโพธิญานอยู่ที่เมืองนาคทุกองค์นะ หลวงพ่อ(หลวงปู่ดู่)ท่านให้เช็คนะถ้าใครปราถนาโพธิญาน พอเริ่มปราถนาก็เริ่มปรากฎ พระแก้วมรกตเรานี้แหละแต่ไม่มีสี พอเริ่มสร้างสีก็ขึ้นจากฐานท่านบอก ขึ้นจากฐานไปเรื่อยๆ จนถึงเศียรก็คือเต็ม ถ้าถึงเศียรแล้วก็คือพร้อมที่จะเป็นพระพุทธเจ้า

    ถ้าใครปราถนาเป็นพระอรหันต์ความเป็นแก้วเข้ามารอบๆนะ จากรอบๆตัวเป็นแก้ว เข้าไปเรื่อยๆ ถ้าตกผลึกเมื่อไหรนั้นคือไม่เกิดแล้ว เพราะงั้นลูกศิษย์หลวงปู่เวลาไปไหนเขาจะดูนะ แต่ไม่ได้ดูมั่วนะไม่ได้ดูทุกคน แค่ดูให้รู้

    พระอรหันต์ก็ทรงเครื่องนะ จะเป็นแก้วไง เพราะฉะนั้นใครปราถนาเป็นพระอรหันต์ ก็ต้องเริ่มสร้างบารมี เริมตัดภพชาติ เริ่มตัดอารมณ์ไม่ดีออกไป ความเป็นแก้วก็จะเริ่มแกาะรอบๆตัวเข้าไปเรื่อยๆ ถ้าตายก่อนก็คือต้องกลับมาเกิดทำใหม่สร้างใหม่จนมันเป็นผลึก เหมือนกับที่วัดท่าซุงนั้นละ พระวิสุทธิเทพองค์นั้นนะไม่เกิดแล้ว

    ถ้าเป็นโพธิสัตว์เป็นแก้วเหมือนกันแต่จะมีแสงแวบๆๆ องค์ไหนแว๊บมากๆจนแสบลูกกะตานั้นนะบารมีเต็มแล้วนะ ถ้าองค์ไหนพอขาวๆบ้างเหลืองๆบ้าง มันยังไม่แว๊บก็ต้องสร้างไปเรื่อยๆก่อน บารมียังไม่เท่าไรยังไม่ถึงครึ่ง แล้วก็วัดจากฐานจากสีที่ขึ้นไปเรื่อยๆแว๊ปๆๆขึ้นไปเรื่อยๆ

    สมัยที่ฝึกก็พากันฝึกไปดูวิมานก่อนว่าวิมานเป็นยังไงขาดอะไรบ้าง แล้วก็ไปทำบุญตามนั้นแล้วก็ไปดูว่าออฟชั่นว่ามันมีอะไรมาๆยังไง มันเพลินดีนะเราก็พิสูจน์ว่านรกสวรรค์มันมีจริงๆ สิ่งที่เราทำในโลกมนุษย์นะมันไปจริงๆ สิ่งที่ทำก็อยู่บนโลกแต่สิ่งที่บันทึกคือจิตของเรา จิตเรานี้แหละเป็นตัวบันทึก

    เพระงั้นถ้าจะล้างสิ่งพวกนี้หรือบันทึก ต้องใช้กรรมฐานอย่างเดียวนะ ไม่ใช้ทาน ไม่ใช้ศีล กรรมฐานอย่างเดียว คือฐาน พอมีฐานมันก็เริ่มย้อน ทาน ศิล เนขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฐาน เมตตา อุเบกขา จิตเราก็เริ่มที่จะรู้ว่าเราขาดตรงไหน ท้าไฝ่จริงๆนะรู้นะ

    ท่านให้ฝึกไว้เวลาเกิดดับทำยังไง เวลาจะตายทำยังไง ท่านให้ฝึกไว้ฝึกจนกว่าใกล้จะตายก็ เกิดเลยก็ได้ เกิดเข้าท้องก่อนก็ได้ ตายแล้วไปอยู่พรหมก่อนก็ได้เทวดาก็ได้ หรือยังไม่ตายเข้าท้องก่อนก็ได้ หรือเปลี่ยนเลยโดยไม่ต้องเข้าท้องก่อนเลยก็ได้ หรือจะอยู่อีกกี่พันปีก็ได้อีกละ

    มันมีให้เห็นนะแต่เราไม่เห็นเท่านั้นเอง ท่านอยู่ได้ยังไง ก็กรรมฐานไง ฝึกจนจิตเหนือธาตุ จิตเหนือธาตุเป็นยังไงลองดูเวลาโดนด่านะมันเป็นยังไง ถ้าเหนือธาตุจริงเวลาโดนด่ามันไม่มีอะไร มันเรื่องเด็กๆมันไม่มีอาการ"

    #ธรรมะหลวงตาม้า
    เรียบเรียงโดย
    @ลุงใหญ่@
    FB_IMG_1560848043550.jpg FB_IMG_1560848007653.jpg
     
  17. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    ทำตามนี้ชีวิตจะดีขึ้นภายใน 7 วันที่ลูกๆ ควรทำตาม' คำสอนหลวงพ่อจรัญ
    วันพฤหัสบดี ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 19.52 น.
    421228.jpg
    คำสอนหลวงพ่อจรัญ (พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) เหล่านี้ อาจจะทำให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นลองทำตามคำสอนของท่านกันดู ตอนหนึ่งของคลิปวิดีโอชุดนี้หลวงพ่อจรัญ กล่าวไว้ว่า "...ถ้าเป็นลูกที่รักของแม่โปรดตั้งใจฟัง ถ้าจะนั่งกรรมฐานให้ได้ผล เอาเทียนแพดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้พ่อไหว้แม่ ขออโหสิกรรมที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ ให้พ่อแม่ให้พร แล้วจึงลามาบวช เจริญกรรมฐาน ท่านได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนก็ไม่ลา หนีสามีมานั่งกรรมฐานก็แยะ แต่สามีไม่ค่อยหนีภรรยามานั่งกรรมฐานเลย มีแต่หนีไปงานสังคม ที่จะลามานั่งกรรมฐาน มาบวชให้บิดร มารดา น้อยมาก ไม่ค่อยมี
    ขอฝากไว้ในที่นี้ด้วย ถ้าท่านทั้งหลายยังเป็นกุลบุตร ธิดา ของบิดา มารดา ถ้ามีศรัทธา กราบลาพ่อแม่ดอกไม้ธูปเทียน บอกจะมาบวชที่วัดใดวัดหนึ่ง บอกจะมาสนองพระเดช พระคุณแม่ น้ำนมของแม่ จะสนองพระคุณให้คุณพ่อ ด้วยการเจริญกุศลภาวนาที่มันสูงสุดในบวรพระพุทธศาสนา พ่อแม่ก็จะได้บุญ ประสาทพรให้ ลูกเอ๋ย เจ้าเข้าวัดเข้าวา พ่อดีใจมาก แม่ดีใจมาก พ่อแม่ก็จะประสาทพรให้ ให้ลูกสำเร็จความปรารถนา เจ้าไปวัดไปวา ไปสู่กุศลเข้าถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ก็ไปสวรรค์…"
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    ครบสี่ปี กับกิจกรรมเล็กๆ ในฐานะ ประธานรุ่น 35 สาขา 19 วัดแหลมทอง แหลมฉบัง สถาบันพลังจิตตานุภาพ ในการรณรงค์ เชิญชวน ให้ชาวแหลมฉบังมาสมัครเรียนสมาธิ จนวันนี้ คงผลิตสมาธิรวมๆกันหลายล้านยูนิทแล้ว (วิธีคิด ของหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านนับการภาวนาพุทโธ 1 ครั้ง เป็น 1 ยูนิท)
    แต่ละยูนิท จะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อผู้ปฎิบัติ คนรอบข้าง ต่อสังคมในวงกว้าง จนกระทั่งทั่วโลก
    สาธุ สาธุ สาธุ
    FB_IMG_1561080472070.jpg FB_IMG_1561080482459.jpg FB_IMG_1561080480105.jpg FB_IMG_1561080475518.jpg FB_IMG_1561080477775.jpg
     
  19. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    วันที่ 22 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันมรณภาพแห่งเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ๑๔๗ ปี..วี มหานคร ❤️❤️❤️ น้อมลำลึกถึงหลวงปู่ครับ...
     
  20. montrik

    montrik แดง แดนอุทัย สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2008
    โพสต์:
    6,515
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +6,885
    "กิเลส ถ้าเราขัดถูก เอามือลูปไปทีเดียวมันก็ออกหมด ถ้าขัดไม่ถูก ๑๐ ปี มันก็ไม่หมด เพราะขัดไม่ถูกที่มันจึงไม่ออกถ้าขัดถูกทำไมมันจะไม่หมด"

    ...ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
    FB_IMG_1561257218535.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...