ลูกหลานพ่อปู่ศรีสุทโธ นครคำชะโนด

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย อ.พิทักษ์, 23 พฤศจิกายน 2009.

?
  1. เชื่อ

    0 vote(s)
    0.0%
  2. ไม่เชื่อ

    0 vote(s)
    0.0%
Multiple votes are allowed.
  1. อ.พิทักษ์

    อ.พิทักษ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    1,332
    ค่าพลัง:
    +2,120
    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1009249/[/MUSIC]​


    ;aa35สวัสดีครับ ทุกท่านที่มาเยือน และเหล่าลูกหลานองค์พญานาคราช ทุกท่าน



    สามารถแลกเปลี่ยนความคิดคติธรรมต่างๆ แนวทางการปฏิบัติได้นะครับ หรือมีเรื่องสอบถามเชิญเลยนะครับ

    ใครสนใจเข้าร่วมกลุ่ม#มหัศจรรย์พญานาคินทร์ ใน Facebook เชิญเลยนะครับ Add มาเข้าคุยกันแลกเปลี่ยนความคิด




    เกร็ดความรู้

    องค์พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช แห่งนครคำชะโนด พรหมประกายโลก อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี นั้นเป็นองค์พญานาคราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย (เป็นกษัตริย์พญานาคราช ที่ปกครองเหล่า พญานาค ในฝั่งไทย) เป็นเพื่อนกับ

    องค์พญานาคาธิบดีศรีสัตตะนาคบาดาล นั้นเป็นองค์พญานาคราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฝั่งลาว (เป็นกษัตริย์พญานาคราช ที่ปกครองเหล่า พญานาค ในฝั่งลาว)

    สามารถเทียบเพื่อความเข้าใจนะครับ กับตำแหน่งของมนุษย์ ดังนี้

    องค์นาคาธิบดี เทียบเท่า พระเจ้าแผ่นดิน หรือประธานาธิบดี
    พญานาคราช-นาคิณี เทียบเท่า นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
    นาคา-นาคี เทียบเท่า ผู้ว่าราชการ-คหบดีผู้ใหญ่ฝ่ายต่างๆ
    นาคผู้-นาคเมีย เทียบเท่า ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่ค่อนข้างดี
    เงือกผู้-เงือกเมีย เทียบเท่า เหมือนประชาชนทั่วไปทำดีได้-ทำชั่วได้ชั่ว
    งูตัวผู้-งูตัวเมีย เที่ยบเท่า ประชาชนทั่วไป แต่จะไม่ค่อยรักษาถือศีลใดๆ
    ส่วนจระเข้ ปลา ปู หอย กุ่ง และสัตว์น้ำต่างๆ นั้นเป็นเพียงบริวาร ไม่ได้ร่วมอยู่ในวงศ์พงษ์เผ่า นับสายไม่ถึงกัน

    หลายครั้งที่พอมีคนตายหรือมีปัญหาเกิดขึ้นมาก็มักจะบอกว่าพญานาคทำ แต่พญานาคราชนั้นแต่ละพระองค์ต่างก็บำเพ็ญตบะบำเพ็ญเพียรทั้งนั้น และมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จะฆ่าใครทำอันตรายใครๆ ให้เกิดมลทินในองค์ท่านนั้นไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นนาคเป็นเงือกซึ่งคล้ายๆ นาคและนาค ซึ่งลักษณะคล้ายพญานาคทำให้คนเข้าใจผิดนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ ครับ

    เพิ่มเติมครับ

    ใครชอบฝันเห็นพญานาคราชบ่อยๆ เป็นประจำ มีนิมิตบอกให้ไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เมื่อไปแล้วรู้สึกแปลกๆ เย็นๆเหมือนอยู่ในน้ำ ดีใจ เสียใจ ร้องให้ เกิดปิติโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือได้เจอใครที่เราไม่รู้จักมาก่อน แล้วเราร้องให้ ดีใจ ปิติที่เราได้พบเจอกัน แล้วพูดภาษาแปลกๆ ออกมา เพราะนั้นคือสัญญาเก่าของท่านที่ติดตามมาในชาตินี้ครับ ให้เรามั่นสวดมนต์เวลา เช้า04.00 น.เย็น 23.00 น. แล้วแต่สะดวก แล้วนั่งสมาธิ ก่อนสวดมนต์ตั้งขันธ์ 5 ขันธ์ แปด 8 ถวายพระก่อน ตั้งจิตอธิษฐานดังนี้ หรือแบบฉบับตังเอง "ข้าพเจ้าขอ
    ตั้งจิตระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ คุณบิดา มารดา คุณครูบาอาจารย์ คุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน บุญบารมี คุณความดีของข้าพเจ้านาย/นาง.......(บอกชื่อวันเดือนปีเกิด ปีนักกษัต ของตัว) ขอระลึกถึงสายญาณบารมีที่ได้สร้างไว้ ได้ศึกษา ได้ปฏิบัติและได้บำเพ็ญมา ขอ..............." ตามแต่ตัวเองปรารถนาอธิษฐาน เช่นขอให้รู้ว่าตัวเองคือใคร หรือให้นิมิตเห็น ครับ แล้วนั่งสมาธิ กำหนดจิตให้นิ่ง หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ ถ้าจิตไม่นิ่งให้นึกถึงพระ ให้เห็นเป็นรูปเลย ครับไปเรื่อยๆ ต้องอดทนจะครับไม่ใช่ทำวันเดียวจะเห็นเลย มันขึ้นอยู่กับจิตเราด้วยว่าสะอาดพอไหม เดียวรู้เองครับ

    บทคาถาบูชาเจ้าปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช

    นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด ๓ จบ)

    เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะยัง
    กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    ทุติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    ตะติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    อะยัง มหานาโค อิทธิมันติ ธุติมันโต อิมิเชกาเลนะ มหานาคัง ปูเชมิ (สวด 3 จบ)

    บทคาถาบูชาเจ้าย่านางพญานาคิณีศรีปทุมมา
    นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด ๓ จบ)

    เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะยัง
    กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าย่านางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
    ทุติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าย่านางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
    ตะติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าย่านางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
    อะยัง มหานาคี อิทธิมันติ ธุติมันโต อิมิเชกาเลนะ มหานาคัง ปูเชมิ (สวด 3 จบ)

    บทคาถาบูชาพญาภังคีนาคราช

    นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด ๓ จบ)

    เอหิสังคัง ปิโยนาคะ สุปันนานัง มะยัง
    กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา พญาภังคีนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    ทุติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา พญาภังคีนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    ตะติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา พญาภังคีนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    อะยัง มหานาโค อิทธิมันติ ธุติมันโต อิมิเชกาเลนะ มหานาคัง ปูเชมิ (สวด 3 จบ)

    บทคาถาบูชาพญานาคทั้งปวง

    นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด ๓ จบ)
    สัตตะนาคา นาคะราเช อะหังนาคา วิกรึงคะเร อะงะสะ อะหังนุกา (สวด ๗ จบ)

    บทคาถาขอทรัพย์พญานาคราช
    นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด ๓ จบ)
    เมตตัญจะมหาลาโภปิโยนาคะ ขันธปริตตัง (สวด ๓,๕,๗,๙ จบ)

    อธิบายเพิ่ม

    หลังจากตั้ง นะโม สามจบ ก็เอ่ยพระนามทูลกระหม่อมองค์ที่เราจะ
    สวดอธิฐานขอพรท่าน

    "กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช วิสุทธิเทวาปูเชมิ
    กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา เจ้าย่านางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ"
    คือเอ่ยพระนามท่านถ้าสวดคนเดียว จะใช้คำว่า อะหัง...(เป็นเอกพจน์)แต่ถ้าพาหมู่...หรือสวดหลายคนก็จะใช้ มะยัง (แปลว่าข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพหูพจน์)
    คำลงท้าย...ปูเชมิ (ปูเช...เป็นคำบาลี ที่คนไทยใช้คือ บูชา) ถ้าสวดสาธยาย
    คนเดียวต้องใช้คำว่า มิ...(เป็นเอพจน์แปลว่าข้าพเจ้าคนเดียว) แต่ถ้าสวดสาธยาย
    หลายคนก็จะใช้คำว่า มะ..(เป็นพหูพจน์ คือสวดสาธยายหลายคน)
    คำว่า "ทุติยัมปิ...." แปลว่าแม้ครั้งที่สอง คือย้ำเป็นครั้งทีสอง ข้าพเจ้าก็มี
    กาย วาจา และใจเคารพน้อมไหว้ (วันทา) พระองค์ท่านอยู่เหมือนเดิม
    คำว่า "ตะติยัมปิ..." ก็เหมือนกัน แปลว่าแม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าก็มี กาย วาจา
    และใจเคารพน้อมไหว้ (วันทา ) พระองค์ท่านอยู่เหมือนเดิม คือย้ำถึงความศรัทธาของเรา
    ทุติ...ก็เหมือน ทวิ...มาจากคำว่าสอง เหมือน ทวิภพ...ก็คือสองภพ หรือเหมือนการเกิน
    สองครั้งอย่างนก อย่างสัตว์ที่ออกมาจากไข่ คือเป็นไข่ครั้งหนึ่ง ออกจากใข่ครั้งหนึ่ง
    ก็คือพวกเกิดสองครั้งเป็นทวิภพได้เหมือนกัน เหมือน ทวิภาคี คือการเจรจา สองฝ่ายอะไรอย่างนี้
    ตะติ...มาจากคำว่าตรัย...ก็คือ สามอย่างพระรัตนตรัย..คือแก้วสามประการ
    ของชาวพุทธทั้งหลาย ฯลฯ ส่วนมนต์คาถาท่อนที่สอง...

    เมตตัญจะ....................ขอให้พญานาคราชเมตตาเอ็นดู
    มหาลาโภ.....................คือประทานโชคลาภใหญ่
    ปิโยนาคะ......................คือขอให้เราเป็นที่รักของพญานาค
    ขันธปริตตัง...................คือให้ท่านปกป้องค้มครองกายหยาบของเราด้วยเทอญ

    <o></o>
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 กันยายน 2014
  2. กาลปาวสาน

    กาลปาวสาน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    165
    ค่าพลัง:
    +390
    สวัสดีครับ......คำสั้น ๆ
     
  3. wvichakorn

    wvichakorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    3,530
    ค่าพลัง:
    +9,141
    หลวงปู่ทา จารุธมฺโม ท่านคยเล่าให้ฟังว่าพญานาคมีจริง
    ..และเนรมิตกายต่าง ๆ ได้

    ขออนุโมทนาค่ะ
     
  4. pk010209

    pk010209 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    973
    ค่าพลัง:
    +2,631
    ;hi2เข้ามาทักค่ะ เราคงเคยเกี่ยวผันกันไม่งั้นคงไม่ได้มาเจอกันนะคะ คุยเรื่องเดี่ยวกันจิงปะคะ
     
  5. คุณกระดาษ

    คุณกระดาษ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    68
    ค่าพลัง:
    +112
    อีกคนนึงค่ะที่เป็นลูกหลานท่าน
     
  6. สิงหนวัติ

    สิงหนวัติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มกราคม 2009
    โพสต์:
    789
    ค่าพลัง:
    +2,105
    [​IMG]

    ใครมีจิตสื่อถึงพญานาค ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมครับว่า บึงนี้ มีพญานาคอยู่หรือไม่ และถ้ามีอยู่ในตระกูลไหน ลักษณะเป็นอย่างไร และทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่ พอดีอยากรู้อ่าครับ
     
  7. Manob

    Manob เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ธันวาคม 2006
    โพสต์:
    108
    ค่าพลัง:
    +469
    เงือกนี่เป็นอย่างไรอะครับ ?
     
  8. หนูปุยฝ้าย

    หนูปุยฝ้าย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    124
    ค่าพลัง:
    +881
    เข้ามารายงานตัวด้วยค่าาาาา
     
  9. กาลปาวสาน

    กาลปาวสาน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    165
    ค่าพลัง:
    +390
    ใช้ภาษาไทยให้ถูกด้วยก็ดีนะครับ
     
  10. พรสุนะโมโล

    พรสุนะโมโล Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +75
    แล้วผมเคยได้ยินมาว่ามีพญานาคตนหนึ่งนามว่า "ท่านท้าวพญามหานาคราชจ้าว.
    .........." อันนี้อยู่ในชั้นไหนครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2009
  11. พรสุนะโมโล

    พรสุนะโมโล Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +75
    แล้ว พญาอนันตนาคราช เปรียบเท่ากับนายกเหรอครับ ที่รู้มาเป็นถึงแท่นประทับของพระนารายณ์เลยนะครับ เป็นแค่นายกเองเหรอ งง องค์นาคาธิบดีกับพระนารายณ์ใครสูงกว่า ถ้าพญานาคราชต่ำกว่าองค์นาคาธิบดี ทำไมถึงได้เป็นแท่นประทับของพระนารายณ์ แต่องค์นาคาธิบดีไม่ได้เป็น ขอความรู้หน่อยครับ จะได้หายสงสัย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤศจิกายน 2009
  12. หนูปุยฝ้าย

    หนูปุยฝ้าย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    124
    ค่าพลัง:
    +881

    ขอโทษค่ะ :'(

    เผลอใช้ภาษาวันรุ่นไปหน่อยค่ะ :'(

    จะใช้คำให้ถูกต้องมากขึ้นค่ะ :cool:

    ขอบขอบคุณที่เตือนนะคะ ^___^:cool:
     
  13. pk010209

    pk010209 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    973
    ค่าพลัง:
    +2,631
    ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียรสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศีรษะ
    ที่มา:พญานาค - วิกิพีเดีย

    คนส่วนใหญ่จะไมมีใครกล่าวถึงองค์พญาอนันตนาคราช เราคิดเองนะ ว่าท่านอยู่บนชั้นฟ้าไม่ได้ใกล้ชิดมนุษย์เท่าเสด็จปู่ศรีสุทโธ จึงไม่ได้มีการกล่าวถึงมากนัก
     
  14. อ.พิทักษ์

    อ.พิทักษ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    1,332
    ค่าพลัง:
    +2,120
    แหล่งเรียนรู้อำเภอบ้านดุง
    คำชะโนดวังนาคินทร์
    เชื่อกันว่า “นาค” มีจริง นาคเป็นสัตว์กึ่งเทพสามารถจำแลงแปลงกายได้ นาคตัวจริงมีลักษณะเป็นงูตัวใหญ่ มีหงอน มีเกล็ดสีดำมะเมื่อมมีนิสัยดีและค่อนข้างดุร้าย มีทั้งอยู่ใต้บาดาล จะขึ้นมาสู่โลกมนุษย์ในบางโอกาส
    ยังไม่มีใครเคยเห็นตัวจริงของพญานาคด้วยตาตนเองจะมีเพียงแต่ในนิมิต ในความฝันเท่านั้น ที่เห็นกันอยู่ตามวัดวาอารามเป็นนาคที่เกิดจากจินตนาการของช่างปั้นช่างเขียน ไม่มีใครยืนยันได้ว่านาคตัวจริงจะเป็นดังภาพที่สร้างขึ้นมา
    นาคมีส่วนเกี่ยวข้องมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวพุทธและชนชาติที่มีถิ่นอยู่ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเป็นอย่างมาก ในคำทำนายมหาสงกรานต์แต่ละปี จะมีฝนตกมากหรือน้อยในปีใด ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนนาคผู้ให้น้ำว่ามีกี่ตัวเป็นสำคัญ ในพุทธประวัติก็มีนาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลายขั้น ตอนกุลบุตรที่จะบรรพชาอุปสมบท ก่อนจะครองผ้ากาสาวพัตร จะต้องนุ่งขาวห่มขาวสมมติเป็น “นาค” เสียก่อน แล้วจึงจะนำนาคนั้นไปบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์อีกต่อหนึ่ง จึงจะเป็นพระโดยสมบูรณ์
    ตามวัดวาอารามทางพุทธศาสนา หรือแม้แต่ตามเทวลัยโบราณของศาสนาพราหมณ์ฮินดูที่มีอายุนับพันๆปีก็มักจะมีรูปนาคประกอบอยู่ด้วยเสมอ เรื่องของนาคจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจใคร่รู้ของคนโดยทั่วไป
    มีเรื่องเล่ากันมานานแสนนานว่า แต่ก่อนหนองกระแสหรือหนองแสซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปในเขตลาวเป็นเมืองที่พญานาคครองอยู่โดยแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่ง เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ เป็นหัวหน้าครองอยู่ อีกส่วนหนึ่ง เจ้าพ่อสุวรรณนาค เป็นหัวหน้าครองอยู่ มีบริวารฝ่ายละ 5,000 เท่า ๆ กัน ทั้งสองฝ่ายอยู่กันด้วยความผาสุก มีความรัก สามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีอาหารแบ่งกันกิน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกันและเป็นเพื่อนตายกันมาตลอด
    แต่มีข้อตกลงกันอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปล่าเนื้อหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องไม่ต้องออกไป เพราะเกรงว่าหากต่างฝ่ายต่างออกไปหาอาหารบริวารทั้งสองฝ่ายก็อาจจะเกิดการทะเลาะวิวาทรบรากันขึ้นได้
    เมื่อฝ่ายที่ออกไปหาอาหารได้เนื้อสัตว์ใดมาเป็นเหยื่อก็ให้แบ่งอาหารนั้นเป็นสองส่วน แบ่งกันคนละครึ่ง ข้อตกลงนี้ได้ปฏิบัติกันมาเนิ่นนานโดยไม่มีข้อขัดแย้ง แต่อยู่มาวันหนึ่งพญาศรีสุทโธ พาบริวารไพล่พลไปล่าเนื้อหาอาหารและได้ช้างมาเป็นอาหาร จึงแบ่งเนื้อช้างพร้อมด้วยหนังและขนออกเป็นสองส่วนเท่าๆกันนำไปมอบให้แก่พญาสุวรรณนาคครึ่งหนึ่งตามสัญญาที่มีต่อกันต่างฝ่ายต่างก็กินเนื้อช้างกันอย่างเอร็ดอร่อย และอิ่มหนำสำราญเพราะเนื้อช้างมีนาค
    ต่อมาวันหนึ่งพญาสุวรรณนาคได้พาบริวารไพล่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้เม่น จึงแบ่งเนื้อเม่นหนังเม่นและขนเม่นออกเป็นสองส่วน เอาไปให้พญาศรีสุทโธ จึงมีนิดเดียวไม่พอกิน

    พญาศรีสุทโธไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นว่าเม่นตัวเล็กหรือตัวโตแค่ไหน แต่เมื่อเอาขนเม่นมาเทียบกับขนช้างแล้ว ขนเม่นใหญ่กว่าหลายเท่า เมื่อขนเม่นใหญ่กว่าตัวจะต้องใหญ่กว่าแน่นอน คิดว่าพญาสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อไม่ปฏิบัติตามสัญญา เวลาตัวเองจับช้างได้ก็แบ่งเนื้อไปให้กินกันอย่างเหลือเฟือ พอพญาสุวรรณนาคได้เม่นมากลับแบ่งให้นิเดียว ยิ่งก็ยิ่งโกรธ จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งมาครึ่งหนึ่งเอาไปคืนให้พญาสุวรรณนาคพร้อมกับบอกไปว่า “จะไม่ขอรับส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์"
    ฝ่ายพญาสุวรรณนาคเมื่อได้ทราบดังนั้นก็ร้อนใจ รีบเดินทางไปพบกับพญาศรีสุทโธเพื่อชี่แจงให้ทราบว่า เม่นถึงแม้จะมีขนใหญ่โต แต่ตัวของมันเล็กนิดเดียว จะเอาขนไปเทียบหรือเปรียบกับช้างไม่ได้ สัตว์แต่ละชนิดก็มีลักษณะแตกต่างกันไป ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้กินเป็นอาหารเสียเถิด
    แต่ไม่ว่าพญาสุวรรณนาคจะพูดอย่างไรพญาศรีสุโธ ก็ไม่ยอมเชื่อจึงเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์รุนแรงขึ้นทุกขณะต่างฝ่ายต่างไม่ยองฟังเสียงกัน ผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามต่อกัน
    พญาศรีสุทโธซึ่งเป็นฝ่ายโกรธก่อน จึ่งสั่งไพล่พลนาครุกรบทันที พญาสุวรรณนาคก็ไม่ยอมแพ้เรียกระดมบริวารไพล่พลเข้าต่อสู้เป็นสามารถ เล่ากันว่าพญานาคทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่นานถึง 7 ปี ต่างฝ่ายต่างเหนื่อยล้าเอาชนะกันยังไม่ได้ เพื่อจะได้เป็นใหญ่ครองเมืองพญานาคทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว
    การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างนาคทั้งสองฝ่ายทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริเวณหนองกระแสและบริเวณรอบๆหนองแห่งนั้นเกิดความเดือดร้อนและเสียหายไปมากมาย พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหว เทวดาน้อยใหญ่ได้รับความเดือดร้อนไปทั้งสามาภพ
    ความเดือดร้อนทั้งหลายทราบไปถึงพระอินทร์ ซึ่งเป็นประมุขของเทวดา จึงเรียกเทวดาเข้าเฝ้าเล่าเรื่องให้ฟัง เมื่อทรงทราบโดยละเอียดแล้วจึงเสด็จจากดาวดึงส์ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองหนองกระแส แล้วตรัสเป็นโองการให้นาคทั้งสองฝ่ายหยุดรบรบกัน ให้ถือว่าทั้งฝ่ายเสมอกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ให้หนองกระแสเกิดสันติสุขโดยด่วน แล้วให้พากันสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแสใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นไปอยู่ในแม่น้ำสายนั้นและเพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทของพญานาคทั้งสอง ให้ไฟจากภูเขาพญาไฟไหม้ฝ่ายนั้น

    เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวโองการดังกล่าวแล้วพญาศรีสุทโธ จึงพาบริวารไพล่พลอพยพออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาขวางอยู่ แม่น้ำก็จะคดโค้งเป็นไปตามภูเขา เพราะพญาศรีสุทโธเป็นนาคใจร้อน แม่น้ำสายนี้เรียกว่า “แม่น้ำโขง” คำว่า “โขง” มาจากคำว่า “โค้ง” คือไม่ตรง
    ส่วนพญาสุวรรณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการดังกล่าวจึงพาบริวารไพล่พลอพยพออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปสู่ทางใต้ พญาสุวรรณนาคที่ใจเย็นพิถีถันและตรงการสร้างแม่น้ำจึงต้องทำให้ตรง แม่น้ำนี้เรียกว่า “แม่น้ำน่าน” เป็นแม่น้ำที่ตรงกว่าแม่น้ำทุกสายที่มี
    การสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้งนั้น ปรากฏว่าแม่น้ำโขงของพญาศรีสุทโธสร้างเสร็จก่อน จึงเป็นผู้ชนะและมี “ปลาหมึก” อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียวในโลกตามตามราชโองการของพระอินทร์
    เมื่อพญาศรีสุทโธสร้างแม่น้ำโขงเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงแผลงฤทธิ์ปาฏิหารย์เหาะขึ้นไปเฝ้าพระอินทราธิราชยังดาวดึงส์ทูลขอต่อพระอินทร์ว่า ตัวเป็นเชื้อพญานาค จะอยู่บนโลกนานเกินไปก็ไม่ได้ จึงขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกัลป์โลกมนุษย์เอาไว้ 3 แห่งจะโปรดให้ครอบครองอยู่ไหนแน่นอน

    พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีช่องทางขึ้นลงของพญานาคเอาไว้ 3 แห่ง
    1. ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทร์
    2. ที่หนองกระแส
    3. ที่พรหมประกายโลก (ที่คำชะโนด)

    แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 ให้เป็นทางลงสู่บาดาลของพญานาคเท่านั้น ส่วนแห่งที่ 3 ที่พรหมประกายโลก เป็นที่ๆ พรหมเทวดาลงมากินดินจนหมดฤทธิ์กลายมนุษย์ ให้พญาศรีสุทโธไปตั้งบ้านเรือนครอบคองเฝ้าอยู่ ให้มีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ลักษณะต้นชะโนดให้เอามะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลอย่างละเท่าๆกันผสมกันในเวลา 1 เดือน ทางจันทรคติ ข้างขึ้น 15 วัน ให้พญาศรีสุทโธและบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์เรียกชื่อว่า “เจ้าพ่อศรีสุทโธ” และอีก 15 วัน ข้างแรมให้พญาศรีสุทโธและบริวารกลายร่างเป็นพญานาค เรียกว่า “พญานาคราชศรีสุทโธ”
    ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงพุทธกาล นับตั้งแต่ พ.ศ.2500 ถอยหลังไปพี่น้องชาวบ้านม่วง บ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จะได้พบเห็นชาวเมืองชะโนดทั้งผู้หญิงผู้ชายไปเที่ยวงานประจำปี หรือบุญหาชาติ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “บุญพะเวศ” อยู่บ่อยครั้ง แล้วก็จะเห็นผู้หญิงไปยืมเครื่องมือทอหูก (ฟืม) ไปทอผ้าอยู่เป็นประจำเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธจัดให้มีการแข่งเรือ และการประกวดชายงามที่เมืองชะโนด นายคำตา ทองสีเหลือง ซึ่งเป็นชาวบ้านวังทอง ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ภายหลังได้บวชอยู่วัดศิริสุทโธ (วัดดอนตุม) ติดกับเมืองชะโนดและมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2533 นายคำตาเป็นผู้ได้รับคัดเลือกจากเจ้าพ่อศรีสุทโธ ให้ไปประกวดชายงาม นายคำตาหายตัวไปประมาณ 6 ชั่วโมงจึงกลับมา และเล่าเรื่องเมืองชะโนดที่ได้เห็นมาให้ใครต่อใครฟัง
    ปัจจุบันนี้ “คำชะโนด” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอำเภอบ้านดุง เรื่อตรีอนิวรรตน์ พะโยมเยี่ยม อดีดนายอำเภอบ้านดุง ได้ชักชวนข้าราชการทุก ฝ่ายตลอดทั้งตำรวจ อส. พ่อค้าและประชาชนร่วมกันสร้างสะพานทางเข้าเมืองคำชะโนดและปรับปรุงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เป็นสถานที่สักการะของชาวบ้านดุง และประชาชนทั่วไป
    ในวโรกาสทางราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดอุดรธานี ได้คัดเลือกและให้นำน้ำจากศักดิ์สิทธิ์คำชะโนดไปร่วมพิธี ณ มณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2530
    ต่อมาในปี พศ. 2533 นายมังกร มาเรียง ปลัดอำเภอบ้านดุง(หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันจัดทำบุญทอดผ้าป่าสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อความมั่นคงแข็งแรงเข้าไปยังเมืองคำชะโนด และต่อมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนเป็นสะพานทางเดินที่สวยงามอย่างมากที่เดียว
    ปัจจุบันมีผู้คนจากต่างถิ่นที่ได้ทราบเรื่องความมหัศจรรย์ของเมืองชะโนดหรือเมืองพญานาคนี้ได้เดินทางมาชมกันมากมาย และถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดอุดรธานีใครที่ไปเยี่ยมชมสถานที่อันศักดิ์นี้โปรดอย่าลืมคำว่า “ไม่เชื่อก็อย่าหลบหลู่แล้วจะสวัสดีมีชัย”
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 090809125659.jpg
      090809125659.jpg
      ขนาดไฟล์:
      194 KB
      เปิดดู:
      3,447
    • kham001.jpg
      kham001.jpg
      ขนาดไฟล์:
      30 KB
      เปิดดู:
      4,722
    • 090809133639.jpg
      090809133639.jpg
      ขนาดไฟล์:
      208.6 KB
      เปิดดู:
      7,026
    • 090809133545.jpg
      090809133545.jpg
      ขนาดไฟล์:
      179.5 KB
      เปิดดู:
      5,770
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2009
  15. อ.พิทักษ์

    อ.พิทักษ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    1,332
    ค่าพลัง:
    +2,120
    ในที่นี้จะกล่าวถึงการเกิดขึ้นเองอย่างเทวดา พญานาคเป็นชาติภพอีกชั้นหนึ่ง มีความละเอียดและพิเศษกว่าสัตว์โลกหรืองูทั่วไป คือ มีสภาวะเป็นทิพย์ มีกำเนิดในลักษณะเดียวกับเทวดา เป็นการเกิดแบบที่เรียกว่า โอปปาติกะ โดยมีบุพกรรมเป็นตัวกำหนด ภพภูมิของพญานาค คือหนึ่งในภพภูมิของเทวดา ซึ่งมีอยู่ 16 ชั้น (ดังที่ ปรากฏในบทสวดธัมมจักกัปปวัตนสุตตัง) โดยแบ่งเป็นกามาวจรภพ 6 ชั้น และ อกามาวจรภพ 10 ชั้น เหตุที่แบ่งออกมาเป็น 2 กลุ่ม ก็เพราะว่าทั้ง 2 กลุ่ม มีความแตกต่างกัน คือ กลุ่มแรกที่มี 6 ชั้นนั้น เป็นภพภูมิที่ยังติดอยู่ในสุข ยังเสพย์กาม ส่วนกลุ่มหลังที่มี 10 ชั้นนั้น ไม่ติดอยู่ในกามแล้ว เรียกว่า กามาวจรภพ เป็นภพภูมิของเทวดาชั้นต่ำ ส่วนอกามาวจร เป็นภพ ภูมิของเทวดาชั้นสูง 6 ชั้นของกามาวจรภพ มีดังนี้

    [​IMG]

    1. ภุมมานัง (ชั้นต่ำสุด)
    2. จาตุมมะหาราชิกา โดยมีชั้นละเอียดกว่าซ้อนอยู่อีกชั้น เรียกว่าจาตุมะหาราชิกานัง แต่ก็ถือว่าเป็นชั้นที่ 2 ด้วยกัน
    3. ตาวะติงสา เรานิยมเรียกชั้นนี้ว่า ดาวดึงส์ จนถึงชั้นเปรียบเทียบว่ามีความสุขเหมือนขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และในชั้นนี้ยังมีรายละเอียดเข้าไปอีก คือ ตาวะติงสานัง
    4. ยามา ก็มีซ้อนกันอีกชั้นหนึ่งที่ละเอียดกว่าคือ ยามานัง
    5. ตุสิตา ที่เรียกว่าสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ยังมีที่ละเอียดเข้าไปอีกคือ ตุสิตานัง
    6. นิมมานะระตี ซึ่งละเอียดประณีตเข้าไปอีกเป็น นิมมานะระตีนัง, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี และ ปะระนิมมิตะวะสะวะตีนัง
    กล่าวคือ 6 ชั้นภพภูมิแรกนี้เป็นภูมิของเทวดาชั้นหยาบ จากชั้นที่ 7 ขึ้นไปเป็นชั้นละเอียดและสูงกว่าจนถึงชั้นสุดท้าย คือชั้นที่ 16 ที่เรียกว่าชั้นอะกะนิฏฐะกา รวมแล้วเรียก 10 ชั้นนี้ว่า ชั้นพรหม หรือสวรรค์ชั้นพรหม ส่วน 6 ชั้นแรกเป็นชั้นต่ำ และไม่ถือว่าเป็นพรหม
    ภพภูมิของพญานาคนั้นอยู่ชั้นแรกสุดคือ ชั้นภุมมานัง ซึ่งไม่มีความโลภ แต่ยังมีราคะ และโทสะ
    พญานาคจึงมีทั้งคุณและโทษอยู่ในตัว
    ภพภูมิ ชั้นภุมมานัง ยังคงเป็นภพภูมิของเทวดาที่มีทิพยอำนาจเหนือธรรมดา และอยู่ใกล้ชิดภพภูมิของมนุษย์มากที่สุด

    แหล่งกำเนิดของพญานาค มีทั้งบนบกและในน้ำ เรียกตามพระไตรปิฎกว่า ถลชะ เกิดบนบก และ ชลชะ เกิดในน้ำ<?XML:NAMESPACE PREFIX = O /><O:p></O:p>
    • <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>กำเนิดพญานาคในแบบอุบัติขึ้นเอง ที่เรียกว่า แบบโอปปาติกะนั้น เกิดได้ทั้งบนบกและในน้ำ
      คือนอกจากจะอาศัยบุพกรรมเป็นตัวกำหนดแล้วยังอาศัยสัญญาเป็นตัวพาให้เกิดด้วย
      พญานาคที่เกิดบนบกและในน้ำ มีการดำเนินชีวิตเหมือนกัน คือเป็นไปด้วยอำนาจทิพย์ สุดแต่จิตปรารถนา โดยมีเรือนกายที่ประกอบด้วยธาตุ 3 คือ ธาตุน้ำ, ธาตุลม และธาตุไฟ สามารถไปไหนมาไหนได้ทุกที่ และเสวยสมบัติทิพย์เหมือนเทวดา
      ส่วนฤทธิ์และอำนาจของพญานาคจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกรรมที่เคยสร้างไว้ในอดีตชาติเป็นตัวส่งผลดลให้ รวมทั้งรูปลักษณ์ของพญานาคเท่าที่มีผู้พบเห็นก็จะแตกต่างกันไปด้วย พญานาคตนใดบำเพ็ญเพียรภาวนาสร้างกุศลจะยิ่งมีลักษณะงดงาม และสามารถเนรมิตกายได้หลายรูปแบบ
      ด้วยความที่เป็นเพียงภพภูมิแรกสุดของเทวดา พญานาคจึงมีหลากหลายสายพันธุ์ และหลายอุปนิสัย ทั้งใจดีและดุร้าย<O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>ดังเช่นความเชื่อของชาวหลวงพระบาง ยังเชื่อว่าหลวงพระบางเป็นแดนแห่งพญานาค และมีพญานาคอยู่ที่นั่นมากถึง 15 ตระกูล
      ถ้าจะเปรียบกับภพภูมิของมนุษย์ก็จะเหมือนชาติพันธุ์ของมนุษย์มีหลายเผ่าพันธุ์ มีทั้งไทย เขมร จีน ฝรั่ง แขก และคนผิวดำ เป็นต้น
      พญานาคก็คงจะแตกต่างทางสายพันธุ์เช่นเดียวกันนี้<O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>สายพันธุ์ของพญามุจลินท์นาคราช คือ พญานาค 7 เศียร ซึ่งสืบสายพันธุ์มาจนถึง พญาศรีสัตตนาคราช (นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล) ซึ่งเชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคฝั่งลาว ส่วนฝั่งไทยคือ พญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) เป็นกษัตริย์พญานาคฝั่งไทย แต่เป็นพญานาคเศียรเดียว ซึ่งกล่าวกันว่า ทั้ง 2 ราชาพญานาคนี้เป็นสหายกัน<O:p></O:p> <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>เรื่องราชาแห่งนาคทั้ง 2 นี้ หลวงปู่คำพันธ์เคยเล่าไว้ว่า ในผืนแผ่นน้ำของประเทศไทยของเรานั้น มีพญานาคราชเป็นใหญ่นามว่า พญาศรีสุทโธ ท่านชอบจำศีลบำเพ็ญเพียร และปฏิบัติธรรม มีนิสัยอ่อนโยนมีเมตตา ไม่ชอบการต่อสู้ ชอบมาปฏิบัติธรรมที่พระธาตุพนม โดยมอบหมายให้เหล่าพญานาค 6 อำมาตย์ดูแลแทน ในระหว่างที่หลบมาจำศีลภาวนา
      <O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>หลวงปู่เอ่ยชื่อ 6 อำมาตย์แห่งพญานาคไว้เพียง 3 คือ<O:p></O:p> <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>1. พญาจิตรนาคราช เป็นพญานาคที่รักสวยรักงาม มีเขตแดนปกครองของตน ตั้งแต่ตาลีฟู ถึงจังหวัดหนองคาย ตามแนวแม่น้ำโขง โดยมีที่สุดแดนอยู่วัดหินหมากเป้ง
      2. พญาโสมนาคราช มีเขตแดนปกครอง ตั้งแต่วัดหินหมากเป้ง มาจนถึงวัดพระธาตุพนม สุดเขตแดนที่แก่งกะเบา พญาโสมนาคราช มีอุปนิสัยคล้ายพญาศรีสุทโธนาคราช คือชอบปฏิบัติธรรม จึงเป็นที่ไว้วางใจ และโปรดปรานแก่พญาศรีสุทโธนาคราชมากกว่าพญานาคอื่น ๆ
      3. พญาชัยยะนาคราช มีเขตแดนจากแก่งกะเบา เรื่อยไปจนสุดแดนที่ปากแม่น้ำโขงลงทะเลในเขมร พญานาคตนนี้มีฤทธิ์เดชมาก ชอบการรณรงค์ทำสงคราม คือชอบการต่อสู้เป็นนิสัย<O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>ส่วนฝั่งลาวนั้น มี พญาศรีสัตตนาคราช เป็นใหญ่เหนือพญานาคทั้งปวง เป็นพญานาคที่ทรงฤทธิ์ ทรงอำนาจเหนือกว่าพญานาคทั้งหลายใน 2 แผ่นดินนี้ แต่ท่านเป็นพญานาคที่ชอบจำศีลและประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนพญาศรีสุทโธนาคราช โดยชอบมาที่วัดพระธาตุพนมเหมือนกัน จนถึงกับมีการให้พันธะสัญญาแก่กันว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการความช่วยเหลือก็จะช่วยกันอย่างเต็มที่เต็มกำลังสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้อยใหญ่ประการใด
      <O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>พญาศรีสัตตนาคราช มีความเด่นสง่าด้วยมี 7 เศียร ซึ่งถือได้ว่าเป็นตระกูลพญานาคที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล มีความใกล้ชิดพระพุทธองค์ และพระพุทธศาสนา จนอาจถือว่าเป็นต้นตระกูลแห่งพญานาคทั้งหมด
      <O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>หลวงปู่คำพันธ์ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนใดที่อยู่ใกล้ต้นน้ำลำธาร หรือหากมี <O:p></O:p><LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>พิธีกรรมอันใดเกิดขึ้น ให้อัญเชิญบอกกล่าวแก่เหล่าพญานาค พิธีกรรมนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
      <O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>เกี่ยวกับพญานาคที่วัดธาตุพนม มีเรื่องราวบันทึกไว้ว่า ในคืนขึ้น 15 ค่ำ <O:p></O:p><LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>เดือน 11 ปี 2500 (วันออกพรรษา) คืนนั้นมีฝนตกหนัก นายไกฮวดและภรรยา ได้ลุกขึ้นมารองน้ำฝนไว้ดื่มกินตอนกลางดึก บังเอิญเห็นลำแสงแปลกประหลาดสว่างเป็นลำโต ขนาดต้นตาล 7 ลำแสง และมีสีสันแตกต่างกัน 7 สี สวยงามมาก โดยที่ลำแสงทั้ง 7 พุ่งมาจากฟากฟ้าทิศเหนือ ด้วยลักษณะแข่งกัน คือแซงกันไปแซงกันมา จนพุ่งเข้าซุ้มประตูวัดธาตุพนมแล้วก็หายไป
      มีสามเณรรูปหนึ่งในขณะนั้นประทับทรงบอกนายไกฮวดและภรรยาว่าลำ <O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>แสงทั้ง 7 คือ พญานาค มาจากเทือกเขาหิมาลัย มาเพื่อปกปักรักษาพระธาตุพนม และช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก
      แต่หลวงปู่คำพันธ์บอกว่า นั่นเป็นพญาศรีสุทโธนาคราช และอำมาตย์ทั้ง 6 แสดงฤทธิ์
      <O:p></O:p>
      <LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>ในโอกาสที่ท่านได้บอกกล่าวเรื่องพญานาคนี้ ท่านจึงได้กล่าวพยากรณ์ดัง <O:p></O:p><LI style="COLOR: black; mso-list: l0 level1 lfo1; tab-stops: list 36.0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto" class=MsoNormal>ข้างต้นว่า พญานาคจะช่วยผู้ที่บูชาศรัทธาในพญานาคให้ผ่านพ้นอันตรายจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว 3 ปี
      <O:p></O:p>
    • นี่ก็ก้าวเข้าปีที่ 3 แล้ว จวนเจียนจะครบตามกำหนดในพยากรณ์ ซึ่ง <O:p></O:p>
    ท่านบอกว่าจงสังเกตดูให้ดีจะเห็นความวุ่นวายเดือดร้อนจะปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 พฤศจิกายน 2009
  16. วรุณบุตร

    วรุณบุตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    927
    ค่าพลัง:
    +1,018
    สำหรับเรื่องนี้ผมเคยถามปู่ท่านเหมือนกันว่าเป็นมาอย่างไร ท่านตอบแต่เพียงว่าเป็นเพียงเรื่องที่เขาแต่ขึ้นมาเท่านั้นความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

     
  17. อ.พิทักษ์

    อ.พิทักษ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    1,332
    ค่าพลัง:
    +2,120
    ใช่ครับเป็นเพียงตำนาน ครับ
     
  18. กาลปาวสาน

    กาลปาวสาน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    165
    ค่าพลัง:
    +390
    ......งืม ๆ
     
  19. อ.พิทักษ์

    อ.พิทักษ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    1,332
    ค่าพลัง:
    +2,120
    มีใครไปร่วมทอดผ้าป่า สายลูกหลานปู่พญานาคราช บ้างครับ
    ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี สายบุญองค์พญานาคาธิบดีศรีสุทโธนาคราช และพญานาคีณีศรีปทุมมาเทวี (โดยลูกหลานองค์เจ้าปู่ศรีสุทโธนาคราช และเจ้าย่าศรีปทุมมาเทวี ) ประมาณเดือนมกราคม 2553 ถวายที่วัดอัมพวันวิทยาราม ต.เมืองเพีย อ.กุดจับ จ.อุดรธานี
    ส่งอีเมล์มาแจ้งนะครับ pithak@live.com

    จังหวัดหนองคาย : ตำนานแห่งแม่น้ำโขง เมืองแห่งสายน้ำที่มีเรื่องเล่าและตำนานแห่งปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค กับการเดินทางไปแบบตั้งใจที่ไม่ใช่แค่เมือ งทางผ่านกับที่นี่ จังหวัดหนองคาย สำรวจ ถ้ำเพียงดิน สถานที่ลึกลับที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่อย ู่ของพญานาค

    http://vdo.palungjit.org/video/3221/ถ้ำเพียงดิน-เมืองบาดาลของพญานาค12
    http://vdo.palungjit.org/video/3222/ถ้ำเพียงดิน-เมืองบาดาลของพญานาค22

    อยากไปเที่ยวอีกจังเลยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 ธันวาคม 2009
  20. ธิดารัตน์

    ธิดารัตน์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กุมภาพันธ์ 2009
    โพสต์:
    1,939
    ค่าพลัง:
    +4,560
    สวัสดีค่ะ

    รายงานตัวด้วยคนนะคะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...