ลูกฮา! ในรสธรรม

ในห้อง 'ข่าวพุทธศาสนา' ตั้งกระทู้โดย paang, 6 มิถุนายน 2006.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,498
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,288
    [​IMG]

    พระนักเทศน์ทั้งสองรูปนี้ มีลีลาการเทศน์และการแหล่ที่สนุกสนาน และในความฮาก็มีธรรมะให้ขบคิด เพื่อเตือนสติในการดำเนินชีวิต ลองมาทำความรู้จักเรื่องราวทางธรรมะของพระทั้งสองรูป

    "พระสงฆ์เราบวชได้ สึกได้ แต่พ่อแม่เราไม่มีวันที่จะสึกออกจากใจของเรา เพราะฉะนั้นเกิดเป็นคนต้องเลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ เลี้ยงตอนเป็น ดีกว่าเลี้ยงตอนตาย"

    <!---พระครูปลัดราชันย์ อริโย และพระตุ้ยนุ้ย (550360 )
    --->
    “ฉันเป็นพระบ้านนอก ก็ต้องเทศน์แบบชนบท” พระครูปลัดราชันย์ อริโย หรือพระผอม มักจะกล่าวขึ้นระหว่างการสนทนา เพื่อให้เห็นว่า ท่านจะเทศน์ง่ายๆ ให้ถึงใจคนฟัง โดยอาศัยน้ำเสียงชัดถ้อย ชัดคำ พร้อมๆ กับการหยอดมุขตลกในบางช่วง

    การเทศน์ผสานมุขตลกและลีลาการแหล่ กลายเป็นที่ติดอกติดใจของญาติโยม และช่วยเยี่ยวยาจิตใจคนป่วยทางใจได้บ้าง

    เพื่อให้เห็นว่า แม้ธรรมะจะเป็นเรื่องที่ชาวพุทธควรสดับฟัง แต่ก็ต้องรู้จักใช้ธรรมะให้ถูกที่ ถูกทาง ถูกจังหวะ ไม่เช่นนั้นญาติโยมก็จะไม่สนใจ ไม่สามารถนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองมาฟังเรื่องราวของ พระครูปลัดราชันย์ อริโย เจ้าอาวาสวัดวังศาล และพระตุ้ยนุ้ย (พระณัฐวัฒน์ จิตรสี ) วัดมหาธาตุ ทั้งสองอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ พระนักเทศน์ที่หลายคนติดอกติดใจในรสธรรมและมุขตลก โดยส่วนใหญ่พระครูปลัดจะเป็นผู้นำเทศน์ โดยมีพระตุ้ยนุ้ยเป็นลูกคู่คอยรับลูกที่พระครูส่งมุขให้
    ทำไมพระทั้งสองถึงมาจับคู่เดินสายเทศน์ทั่วประเทศ จนแทบจะไม่มีวันหยุดพัก...

    +พระคุณเจ้าช่วยเล่าประวัติให้ฟังสักนิดได้ไหมคะ

    พระตุ้ยนุ้ย : เป็นเณรมาเจ็ดปี ที่บวชเพราะสมัยเป็นเด็กเวลาพักเที่ยงชอบไปกินข้าวที่วัด คลุกคลีอยู่กับวัด เห็นพี่ๆ บวชก็เลยอยากบวช บวชเป็นเณรก่อน และตอนนี้เป็นพระสงฆ์มา 5 พรรษาแล้ว

    พระครู : ตอนที่ฉันบวชเณรหน้าฝนให้หลวงปู่ที่มรณภาพ พอบวชไปแล้วรู้สึกสบายใจ พอดีหลวงน้าที่เป็นพระบอกเราว่า เราเป็นเณรที่เสียงดี ทำไมไม่หัดเทศน์ ตอนนั้นได้ยินพระเทศน์แหล่ พอได้ยินก็รู้สึกอยากหัด แต่ก็ไม่มีใครสอน พยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง จนฉันเป็นพระนักเทศน์องค์เดียวที่ไม่มีครูสอน พยายามฟังพระรูปอื่นแหล่ว่าร้องทำนองแบบไหน ถ้าตรงไหนเราแต่งเองได้ก็แต่งเอง เรานำมาประยุกต์เพื่อเป็นสื่อสอนคน

    +ทำไมการเทศน์ต้องใช้กุศโลบายเพื่อให้คนสนใจด้วยหรือคะ

    พระครู : ทุกวันนี้ถ้าเราเอาพระสูตร พระธรรม พระวินัยในภาษาบาลีมาเทศน์ คนจะไม่ฟัง ยิ่งเด็กจะไม่เข้าใจเลย ภาษาบาลีแต่ละหัวข้อ ถึงจะอธิบายให้เด็กฟัง เด็กก็ไม่เข้าใจ เราก็คิดว่าจะเทศน์อย่างไร ก็เทศน์เรื่องใกล้ๆ ตัว เพื่อให้เด็กหรือโยมฟัง ไม่ต้องมาคิดแบบคณิตศาสตร์ ไม่ต้องเกรงว่าไม่เข้าใจ อย่างพระเทศน์เป็นบาลีว่า “คนสะอาดไม่ยินดีในความชั่ว” บางคนก็คิดไม่ออก ฉันก็เลยหยิบเรื่องใกล้ตัวมาเทศน์ ยกตัวอย่างเรื่องพระคุณแม่ ยาเสพติด ความเป็นวัยรุ่น

    คุณลองคิดดูว่า คุณเป็นลูกแบบไหน อย่างพระพุทธเจ้าเปรียบพ่อแม่คือ พระอรหันต์คนแรกของลูก ลูกดีเรียกลูกแมลงผึ้ง ลูกนอนหลับตอนกลางวันเรียกลูกแมลงสาบ ลูกเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ตกฟากเรียกลูกแมลงป่อง ลูกจองหองเรียกลูกอึ่งอ่าง ลูกหวังแต่สมบัติของพ่อแม่เรียกลูกปลวก

    +คำเหล่านี้พระครูคิดขึ้นเองหรือ

    พระครู : ก็ใช่ บางครั้งก็ศึกษาจากนอกตำรา ฉันก็ศึกษาจากอาจารย์ด้วยและรอบๆ ตัวนำมาประยุกต์ใช้ แต่ก็ต้องคิดคำด้วยตัวเอง ศึกษาจากธรรมะและเรื่องจริงในชีวิต อย่างการเทศน์เรื่องพระคุณพ่อแม่ เราก็เอาธรรมะมาอิง แล้วพูดให้เขาเข้าใจ

    “ถ้าทำความดีกับพ่อแม่ ชีวิตคนเราจะไม่ต่ำกว่าคน ไม่จนกว่าใคร” พ่อแม่คือ พระอรหันต์คนแรกของลูก อย่างหลวงพ่อที่มาสอนพวกเราก็ไม่ใช่พระอรหันต์ เป็นแค่สมมติสงฆ์ พระสงฆ์เราบวชได้ สึกได้ แต่พ่อแม่เราไม่มีวันที่จะสึกออกจากใจของเรา เพราะฉะนั้นเกิดเป็นคนต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เลี้ยงตอนเป็นดีกว่าเลี้ยงตอนตาย

    คนที่เป็นพ่อแม่จะทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน แล้วเราเป็นลูกล่ะ ส่วนใหญ่เป็นลูกประเภท ไม่เรียกไม่ลุก ไม่ปลุกไม่ตื่น เราก็ใช้กุศโลบายสอนว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคุณจะเลี้ยงพ่อแม่ตอนเป็นหรือตอนตาย เพราะพ่อแม่รักลูก ไม่อยากได้เงินได้ทองจากลูก สิ่งที่พ่อแม่อยากได้มากที่สุดคือ กำลังใจ

    อีกอย่าง ตื่นเช้าขึ้นมาคุณพูดให้พ่อแม่ดีใจบ้างไหม เย็นลงมาพูดหวานๆ ให้พ่อแม่สบายใจไหม ลูกบางคนดี พ่อแม่ก็มีความสุข บ้านไหนลูกไม่ดี พ่อแม่ก็ทุกข์ใจ เขาบอกว่า พ่อแม่ถ้ามีลูก กินข้าวกับน้ำปลาก็อร่อย แต่ถ้ามีลูกไม่ดี ต่อให้มีหูฉลาม พิซซ่า พ่อแม่ก็กลืนไม่ลง เพราะลูกบางคนชอบทำให้พ่อแม่กินข้าวกับน้ำตา ชอบสร้างแต่ปัญหา ทำแต่เรื่องไม่ดี

    +แล้วพระตุ้ยนุ้ยรับมุขพระครูอย่างไรคะ

    พระตุ้ยนุ้ย : เทศน์กันมานาน ตั้งแต่อาตมาเป็นเณร ก็เลยรู้ใจกัน จนอาตมาบวชพระ

    พระครู : ก็จะคอยส่งมุขให้พระตุ้ยนุ้ย แต่ไม่เคยพูดหรือปรึกษากัน ฉันไม่เคยบอกว่าจะเทศน์เรื่องนั้นเรื่องนี้ ฉันจะให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่เคยสอน ไม่เคยบอก ฉันจะไม่เทศน์ตามอารมณ์ตัวเอง โดยดูอารมณ์คนฟังเป็นที่ตั้ง เพราะทุกวันนี้คนที่จะฟังธรรมจริงๆ หายาก แต่เวลาฉันเทศน์คนฟัง 2-3 ชั่วโมง ไม่ลุกหนี เคยเทศน์นานที่สุด 8 ชั่วโมง คนก็ไม่หนี เวลาเราหยอดมุขตลกธรรมะออกไป ต้องดูว่ามีเสียงหัวเราะไหม ถ้ามีเสียงหัวเราะก็แสดงว่าคนฟังรับได้ แต่ถ้าหยอดมุขไปแล้ว คนฟังเงียบ แสดงว่า ต้องการธรรมะเนื้อๆ เราก็ให้เนื้อหาของธรรมะไป

    +จำเป็นไหมที่ต้องหยอดมุขตลกระหว่างการเทศน์

    พระครู : คนเราทุกวันนี้เครียด คนที่เป็นพ่อแม่แบกทุกข์และลำบาก กลายเป็นว่า คนที่เป็นพ่อแม่ไม่ใช่เจ้านายลูก แต่เป็นขี้ข้าลูก คุณอาจมีลูกน้องมากมาย แต่เวลาอยู่ในบ้าน คุณเป็นขี้ข้าลูก เพราะพ่อแม่กลัวลูกไม่มีเงิน ไม่มีใช้ และกลัวลูกลำบาก อยากให้ลูกสบาย แต่สิ่งที่หวังจากลูกคือ อยากให้เป็นคนดีของพ่อแม่และสังคม เท่านี้พ่อแม่ก็มีความสุข

    พระตุ้ยนุ้ย : เวลาจะหยอดมุขต่อ เราก็ต้องคิดให้สอดคล้องกับอาจารย์ ส่วนใหญ่อาจารย์จะบรรยาย เราก็คิดคำพูดให้สอดคล้อง

    พระครู : พระตุ้ยนุ้ยจะเป็นคนเสริม เขาทำมุขไม่ได้ ถ้าให้เขาบรรยายจะไม่ถนัด ก็ได้แต่ส่งมุขให้รับและส่งกลับมา เพื่อให้คนฟังสนใจ อย่างเราพูดว่า ลูกบางคนอยู่กับพ่อกับแม่พูดจาอย่างกับหมา แต่เวลาพูดกับแฟน มดแทบจะขึ้นโทรศัพท์ อย่างเราเป็นพระนักเทศน์บ้านนอก ก็จะพูดแบบคนชนบท เรารู้ว่าชีวิตคนชนบทเป็นอย่างไร คนร่ำรวยหรือเศรษฐีก็ไม่รู้จะฟังได้ไหม ฉันก็เทศน์ให้คนในเมืองฟังเยอะเหมือนกัน

    แม้กระทั่งเรื่องสังขารคนเราก็ต้องเทศน์ เพราะคนเกิดเปรียบหนึ่งสลึง แก่หนึ่งสลึง เจ็บหนึ่งสลึง ตายหนึ่งสลึ่ง เพราะสี่สลึงเท่ากับหนึ่งบาท อย่างเราเกิดมาก็ใช้ไปหนึ่งสลึงแล้ว อย่างโยมที่มานั่งฟัง ฉันก็บอกว่า ที่มานั่งกันก็ไม่ครบหนึ่งบาท

    +มีวิธีอย่างไรให้คนหันมาสนใจฟังเทศน์มากขึ้น

    พระครู : ถ้าถามว่า นักเทศน์แบบเก่าดีไหม ก็ดีนะ ฐานธรรมะแน่น สังคมทุกวันนี้ ธรรมชาติไม่ได้สอนให้คนเป็นคนเลว แต่สังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงตลอด ตื่นมาก็ต้องแข่งขันกันทำมาหากิน เราก็ต้องดูว่า พูดยังไงให้คนสนใจฟัง เราก็ประยุกต์การเทศน์การแหล่ โดยการใช้เสียงร้อง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ตอนนั้นเป็นภาษาบาลี แล้วมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยใช้ทำนองร้องกรอง อย่างเมื่อก่อนมีทั้งทำนองหลวงและทำนองราษฎร์ อย่างที่ฉันร้องอยู่เรียกว่า ทำนองราษฎร์ (ว่าแล้วก็แหล่ให้ฟัง) อย่างเรื่องพระเวสสันดร ก็มีการแหล่เพื่อไม่ให้คนฟังเหงา

    +แล้วทำไมสมัยนี้ไม่ค่อยได้ยินการแหล่ในเวลาเทศน์

    พระครู : เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีพระเทศน์แล้วแหล่ให้ฟัง เวลาฉันแหล่ก็ต้องดูเนื้อหาก่อนว่า เป็นทำนองเศร้าหรือสนุก อย่างงานศพก็ต้องร้องทำนองโศก เพื่อให้เห็นว่าสังขารมนุษย์ ก็ย่อมมีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย อย่างทำขวัญนาคก็เน้นเรื่องพระคุณพ่อแม่


    +จังหวะแบบไหนที่ควรแหล่
    พระครู : เดี๋ยวนี้คนจะนิยมการแหล่ระหว่างเทศน์มากขึ้น อย่างเมื่อก่อนเทศน์งานศพจะแหล่ไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้นิยมแล้ว จริงๆ แล้วการแหล่ก็มีมานานแล้ว ตั้งแต่โบราณ การร้องหรือแหล่เพื่อทำให้คนฟังไม่เบื่อ ไม่ใช่ยัดเยียดแต่ธรรมะอย่างเดียว ก็เหมือนคนเรากินข้าว ก็ต้องมีอิ่ม ถ้าเอาธรรมะยัดเยียดให้โยมอย่างเดียว คุณคิดว่าไหวไหม ถ้าทำอย่างนั้น โยมก็จะง่วง และเดี๋ยวนี้คนก็ไม่ได้เกรงใจพระ ถ้าพระเทศน์ไม่ดีก็คุยกัน แล้วคนไทยฟังเทศน์ได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ถ้าเลยสี่สิบนาทีก็พวกเลบานอน ห้าสิบนาทีก็พวกอาหรับ ถ้าไปถึงหนึ่งชั่วโมงไม่สรุปให้จบ ก็หยิบรองเท้าเดินกลับบ้านใครบ้านมัน เราก็ต้องมีกุศโลบายให้คนสนใจฟัง

    +เริ่มเทศน์เป็นตั้งแต่อายุเท่าไหร่คะ
    พระครู : ฉันเริ่มเทศน์เป็น ตอนอายุ 24-25 ปี ตอนนี้ก็ 40 ปี แต่ยังไม่เก่ง
    พระตุ้ยนุ้ย : เริ่มเทศน์ตอนเป็นเณรอายุ 14-15 ปี ตอนนี้อายุ 24 ปี
    พระครู : ตอนที่มีการเทศน์มหาชาติ ก็มีการนิมนต์พระไปหลายรูป ตอนนั้นฉันขึ้นหลังจากเณรตุ้ยนุ้ย ก็รู้สึกว่าเณรองค์นี้เสียงดี จึงชวนมาเทศน์ด้วยกัน และตอนนี้ก็มีงานเทศน์ทุกวัน เดือนนี้ไม่ได้กลับวัดเลย เดือนหนึ่งเทศน์ประมาณ 70 งาน ทั้งกลางวัน บ่ายและกลางคืน

    +แล้วมีจุดประสงค์ในการเทศน์อย่างไร
    พระครู : อยากให้คนหันหน้าเข้าวัด เพราะคนที่นับถือพุทธศาสนา แม้บางคนจะรังเกียจวัดก็หนีไม่พ้น เพียงแต่คุณจะเดินเข้าไปหรือถูกหามเข้าไป อย่างน้อยๆ อยากให้คนเห็นความสำคัญ ถ้าคนเรามีธรรมะประจำใจ เวลาทำอะไรจะได้มีความละอายใจต่อตัวเอง ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำ ก็ค่อยๆ ถาก ค่อยๆ ถาง ค่อยๆ ทำ วันหนึ่งคงเจอแสงสว่าง

    คุณต้องรู้ว่า คุณค่าของความเป็นคนเป็นอย่างไร คำว่า คน ภาษาบาลีแปลว่ายุ่ง คุณจะเป็นคนดีเฉพาะครอบครัวตัวเองหรือเป็นคนดีต่อคนอื่นด้วย เหมือนคุณเกิดมาเพื่อที่จะมาอาศัยพ่อแม่ หรือคุณต้องการให้พ่อแม่อาศัยคุณ ฉันบวชเป็นพระเพื่อต้องการอาศัยวัดหรือต้องการให้วัดอาศัยฉัน เหมือนนักการเมือง คุณต้องการอาศัยการเมืองหรือการเมืองอาศัยคุณ

    ฉันก็คิดว่า เมื่อฉันบวชเป็นพระ เราก็ขอให้วัดอาศัยเรา ดีกว่าอาศัยวัด ถ้าคุณเป็นลูกของ

    พ่อแม่ ก็ให้พ่อแม่อาศัยคุณบ้างเถอะ อย่าอาศัยแต่พ่อแม่อย่างเดียว

    +ต้องเตรียมตัวในการเทศน์ไหม
    พระครู : ไม่เคยเตรียมตัว จะนึกตรงนั้นเลย เพราะเทศน์ทุกวัน ก็เลยรู้ว่าจะใช้เรื่องไหน อย่างเทศน์เรื่องพระเวสสันดรใช้เวลาสี่ชั่วโมงเต็มๆ คนก็นั่งฟังตลอด อย่างน้อยๆ ก็เทศน์ประมาณสองชั่วโมง

    +กลายเป็นว่า คนฟังติดอกติดใจมุขตลกเวลาเทศน์ ?
    พระครู : คนฟังเคยบอกว่า ฟังแล้วสบายใจ บางคนเครียดมาก พอได้ฟังพระเทศน์ก็สบายใจ บางคนโทรไปหาฉัน ขอบใจที่ทำให้พ่อแม่ของเขามีความสุข แม่บางคนขี้บ่น พอได้ฟังเทศน์บ่อยๆ ก็เลยไม่ค่อยบ่นเวลาลูกเดินออกจากบ้าน บางคนมาซื้อซีดีพระคุณแม่ไปเปิดให้แม่ฟัง

    +นำเงินรายได้จากการเทศน์และการขายซีดีไปใช้ประโยชน์อย่างไร
    พระครู : ฉันเป็นคนชนบท แล้วฉันก็เป็นเจ้าอาวาสวัดวังศาลองค์แรกที่ถูกต้องตามเถรสมาคม เราบวชเป็นพระก็เพื่อให้วัดอาศัยเรา ก็ช่วยกันสร้างโบสถ์และเมรุเพื่อพระรุ่นหลังจะไม่เหนื่อย ฉันไม่เคยแจกซองเรี่ยไรใคร ก็เอาเงินจากการเทศน์และขายซีดีมาสร้างวัด เพราะคนชนบทไม่ค่อยมีเงิน ถ้าเราจะไปเบียดเบียนชาวบ้านก็ไม่ดี

    +มีงานเทศน์ทุกวัน แล้วหาเวลาช่วงไหนทำวัตรสวดมนต์
    พระตุ้ยนุ้ย : ไม่มีเวลาปฏิบัติ จะได้กราบพระก็ตอนก่อนนอน
    พระครู : บอกโยมเลยว่า ตอนนี้รถก็คือ กุฏิหลังที่สอง เทศน์เช้า บ่าย และกลางคืน

    +ทำไมรับกิจนิมนต์มากมายขนาดนั้น
    พระครู : จริงๆ ไม่ได้อยากรับเยอะ แต่สงสารเจ้าภาพ บางคนบอกว่า ฟังซีดีการเทศน์มานานแล้ว พอบวชลูกชายคนนี้ ก็อยากให้พระอาจารย์มาเทศน์ เราเป็นพระนักเผยแพร่ก็ต้องทำ และไม่ได้คิดว่า ตัวเองเก่ง การเทศน์แต่ละครั้งก็มีญาติโยมฟังเป็นร้อยเป็นพัน

    ถามคุณว่าดีไหม เราได้นำความรู้มาเป็นวิทยาทาน แล้วคนฟังสบายใจ เพราะบางคนมีปัญหาครอบครัวและทุกข์จากงาน ถ้าเราเอาความเครียดไปยัดเยียดให้ ก็คงไม่ไหว อยากให้ฟังแล้วสบายใจ

    อย่างโยมที่เมืองลับแล อุตรดิตถ์ สามีและพ่อแม่ตาย เธอได้ซีดีของฉันไปฟัง แล้วโทรมาหาร้องไห้ เธอบอกว่าชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว อยากให้ฉันให้พร ฉันก็พูดให้กำลังใจ แล้วสัญญาว่าจะช่วยเหลือ เพราะคิดว่าตอนนี้ของกินของใช้ที่บริจาคไปมีเพียงพอแล้ว แต่ชีวิตในวันข้างหน้า เราก็อยากจะช่วยรวบรวมเงินจัดงานเทศน์ เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายชาวบ้านแต่ละหลังคาเรือนในหมู่บ้านนั้นๆ

    + พระครูมักจะพูดถึงเรื่องพระคุณแม่ โดยเฉพาะการเทศน์ในงานบวชพระ ทำไมให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นพิเศษ
    พระครู : สมัยก่อนต้องบวชหนึ่งพรรษา เดี๋ยวนี้บวชไม่กี่วัน อย่างมากก็หนึ่งเดือน อย่างสมัยก่อนเรียกว่า พุทธบริษัท แต่ทุกวันนี้เหลือแต่พระบริษัท เพราะกว่าลูกจะบวชได้ ต้องลางาน ถ้าบริษัทไม่ให้ลา ก็ไม่ได้บวช ฉันพยายามอธิบายให้ฟังว่า การบวชเข้าเป็นพระ ควรให้วัดอาศัยเราไม่ใช่อาศัยวัด ถ้าบวชอาศัยวัดก็สบาย

    อีกอย่างอยากให้เด็กสมัยนี้รักพ่อรักแม่มากๆ ขณะที่คนเป็นลูกปากก็บอกว่า รักพ่อรักแม่ แต่การกระทำไม่ได้รักเลย และสังคมทุกวันนี้เด็กผู้หญิงพอโตขึ้น ก็ดัดจริตอยากมีสามี เด็กไม่ได้คิดถึงหยาดเหงื่อของพ่อแม่ ทำไมมีหน้าที่เรียน ไม่เรียนให้ดีที่สุดก่อน ไม่ต้องกลัวหรอก ผู้หญิงถูกสร้างมาให้คู่กับผู้ชาย แต่ต้องรู้วัยอันควร ฉันไม่โทษเด็กนะ เพราะสื่อนี่แหละทำให้เด็กเสียคน อย่างบางคนเห็นเพื่อนมีโทรศัพท์ก็อยากมีบ้าง แล้วทำอย่างไรล่ะ บางคนอยากมีมือถือจนต้องเอาตัวเข้าแลก มันก็ไม่ยุติธรรม เราก็ต้องค่อยๆ สอนว่า ถ้าอยากแล้วสร้างความทุกข์ให้คนอื่น ก็ไม่ควรทำสิ่งนั้น ถ้าสิ่งใดทำแล้วมีความสุขก็ทำไป แต่อย่ามีความสุขบนความทุกข์คนอื่น

    +แสดงว่า สังคมมีส่วนยุยงให้วัยรุ่นออกนอกลู่นอกทาง?
    พระครู : ธรรมชาติไม่ได้สอนคนให้เป็นคนเลว แต่สังคมน่ากลัว ยกตัวอย่างคนจีนรู้จักกินรู้จักจ่าย และวางแผนงาน ฝรั่งรู้จักใช้เหล็กพันๆ ตันสร้างเรือ แต่คนไทยรู้จักใช้เงิน มีเงินไม่ได้ต้องกินตลอด ดีใจก็กิน เสียใจก็กิน

    เวลาใครนิมนต์ไปเทศน์ให้คนพรรคนั้นพรรคนี้ฟัง ฉันไม่ไปหรอก ฉันไม่ยุ่งเรื่องการเมืองเพราะฉันเป็นพระ แต่ก็อยากฝากถึงนักการเมืองว่า เราเล่นการเมืองเพื่ออาศัยการเมืองหรือเล่นเพื่อให้การเมืองอาศัยเรา คุณอยากให้เด็กเป็นคนดีของสังคม แล้วคุณทะเลาะกันให้เด็กเห็น

    เวลาคนเราตายไป ก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง อย่างโยมแม่ฉันตายไป ฉันเอาเงินใส่มือให้หนึ่งพันบาท แล้วเก็บศพไว้หนึ่งปี ตอนเอาแม่ออกมาพระราชทานเพลิงศพ ฉันก็ไม่เห็นโยมแม่ใช้เงินที่อยู่ในมือ

    คนเราจะคืนอะไรให้สังคมได้บ้าง เราน่าจะมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ฉันก็ยังเชื่อว่าสังคมทุกวันนี้น่ากลัว อย่างคนอายุ 1-30 ปีเรียกว่าอายุคน พออายุ 31-50 ปี เข้าอายุควาย จนถึงอายุ 51-70 ปีเป็นช่วงอายุลิง และ 71- 90 ปีเรียกอายุหมา

    +ทำไมพระครูเปรียบเทียบเช่นนั้น
    พระครู : ทำไมฉันเปรียบเทียบอย่างนี้ คุณรู้ไหม คือ คนเราทุกวันนี้ถ้าอายุไม่เกิน 30 ปี ความรับผิดชอบยังไม่ค่อยมี ยังจากอกพ่ออกแม่ไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยดูแลลูกตลอด พออายุ 31-50 ปีเริ่มมีครอบครัว มีลูก ก็ทนเห็นลูกอดตายไม่ได้ ก็เลยต้องทำงานให้อึดเหมือนควายเพราะกลัวลูกอดตาย พออายุ 51-70 ปี เริ่มเป็นปู่ย่า ตายาย ก็ต้องเลี้ยงหลาน เล่นกับหลาน เหมือนลิงหลอกเจ้า พออายุ 71-90 ปี ก็เข้าอายุหมา ถ้ามีลูกดี ถึงเวลาก็มีอาหารกินอิ่มหนำสำราญ แต่ถ้ามีลูกไม่ดี ก็ต้องนั่งรอกินจากลูกจากหลาน เหมือนหมานั่งรอน้ำข้าว

    แต่จะโทษลูกอย่างเดียวไม่ได้ พ่อแม่ก็สำคัญ เพราะเป็นตัวอย่างให้ลูก ถ้าชอบทะเลาะกันให้ลูกฟัง เด็กก็เครียด อย่างคนแก่พอเข้าวัย 60-70 ปีก็จะขี้ใจน้อย ก็ต้องเอาใจให้กำลังใจ

    อย่างคนรวยก็เลี้ยงลูกด้วยเงิน ความอบอุ่นกับลูกไม่ค่อยมี พ่อแม่ไปทำงาน ลูกไปโรงเรียน กลับมาบ้าน ก็มีแม่บ้าน ทำอาหารให้กิน เสร็จแล้วก็เข้าห้องนอนเล่นอินเทอร์เน็ต เวลาลูกมีปัญหา พ่อแม่ก็ไม่ค่อยจับกลุ่มคุยกับลูก เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น คุณคือพ่อแม่ของลูก แต่เวลาอยู่กับลูกในบ้าน ควรทำตัวเป็นเพื่อนของลูก ให้ลูกปรึกษาได้ อย่าไปวางอำนาจว่า เราคือพ่อและแม่ อย่าตีหน้ายักษ์ใส่ลูก ถ้าพ่อแม่อารมณ์ไม่ดี ลูกอยากจะคุยด้วยไหม

    +คนรุ่นไหนที่นิยมฟังเทศน์จากพระครู

    พระครู : ส่วนมากคนที่มาฟังฉันเทศน์ อายุ 30 ปีขึ้นไป เขาเรียกแฟนคลับรุ่นน้ำหมากกระจาย

    +ตอนนี้กลายเป็นพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง แล้ววางตัวอย่างไร
    พระครู : ฉันเคยเป็นยังไง ก็เป็นอย่างนั้น ฉันบอกญาติโยมว่า ให้มาหาง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตอง ทุกวันนี้งานก็ยังรับเอง อย่างเงินทำบุญที่มาจากการเทศน์ ก็สร้างวัด หรือโรงเรียนไหนขออะไรก็พยายามช่วย แล้วก็ส่งหลานๆ เรียนหนังสือ เพราะพี่น้องเรายากจน

    +ดูเหมือนพระครูจะความจำดีมาก พระครู : เวลาได้ยินอะไรผ่านหูมาแวบ หรือได้ยินใครพูดครั้งเดียว จำได้เลย

    <!-- Start Webbands -->
    <SCRIPT src="http://thaiblogger.org/webbands/weloveourking_left.js" type=text/javascript></SCRIPT><STYLE><!-- @import url(http://comed46.com/webbands/webband.css); --></STYLE>
    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มิถุนายน 2006
  2. Nirvana

    Nirvana เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2005
    โพสต์:
    8,192
    ค่าพลัง:
    +20,861
    ขออนุโมทนา......สาธุ
    อย่างนี้เขาเรียกว่า "อุบาย" ในการแสดงธรรม
    ในสมับโบราณมีการ "แหล่" ให้มีอารมณ์ตลก เพื่อผู้ฟังจะได้ไม่ง่วงนอน
    ใครที่เคยฟังเทศน์มหาชาติ "กัณฑ์ ชูชก" คงจะเคยได้ยิน
     
  3. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    19,999
    กระทู้เรื่องเด่น:
    265
    ค่าพลัง:
    +63,506
    พระครูปลัดราชันย์-พระมหาตุ้ยนุ้ย"๒ พระนักแหล่สร้างสีสันแห่งธรรม"
    <HR style="COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message --><CENTER>[​IMG]</CENTER>
    พระครูปลัดราชันย์ อริโย และ พระมหาตุ้ยนุ้ย จาก วัดวังศาล ต.วังโป่ง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ที่โด่งดังจาก การเทศน์ประกอบการแหล่มหาเวสสันดรชาดก ที่สอดแทรกมุกตลก มีอารมณ์ขัน สร้างความฮาตลอดการเทศน์
    ยิ่งกว่านั้น เป็นการเทศน์ที่มีเนื้อหาทันสมัย โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี จะได้รับกิจนิมนต์ให้ไปเทศน์กว่า ๖๐ งานทั่วประเทศ
    ชื่อเสียงของพระนักเทศน์ทั้งสอง เป็นที่รู้จักอย่างดี ถึงขนาดที่อาจจะพูดได้ว่า โด่งดังมากทางภาคอีสาน ต้องเดินสายยิ่งกว่านักร้องดังหลายๆ คนก็ว่าได้
    ไปเทศน์ที่ไหน ญาติโยมเป็นต้องขำ ฮากลิ้ง แทบทุกครั้ง รับประกันด้วยจำนวนคนฟังเป็นหมื่นมาแล้ว ที่เป็นรองจำนวนคนก็วงดนตรี "นกน้อย อุไรพร" เท่านั้น
    ทุกครั้งที่เทศน์ต้องมีการร้องเพลงแหล่ประกอบ ท่านให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการเผยแผ่ธรรมะ ในสภาวะสังคมปัจจุบัน ถ้าเทศน์แต่เนื้อธรรมะในพระไตรปิฎกอย่างเดียว ญาติโยมคงไม่ฟัง จึงคิดว่าทำยังไงจะหากุศโลบาย คือนำเรื่องใกล้ๆ ตัวมาเทศน์ให้คนฟังแล้วมองภาพออกเลย ไม่ต้องยกนิทานมาอ้าง เพราะคนสมัยนี้เครียดอยู่แล้ว
    เทศน์อย่างไรให้พวกเขามาฟังแล้วมีความสุข มีความสนุก เรียกว่าธรรมะตลก แต่ไม่ใช่ตลกไร้สาระ ท่านอนุญาตให้สัมภาษณ์แบบ "คม ชัด ลึก" ดังนี้
    * แหล่ประกอบการเทศน์ หรือเทศน์ประกอบการแหล่นี่ดีอย่างไรครับ?
    - เพื่อเป็นการเผยแผ่ธรรมะ สังคมปัจจุบัน ถ้าเทศน์แต่เนื้อธรรมะในพระไตรปิฎก ญาติโยมคงไม่ฟัง จึงคิดว่าทำยังไงจะหากุศโลบาย คือนำเรื่องใกล้ๆ ตัวมาเทศน์ให้คนฟังแล้วมองภาพออกเลย ไม่ต้องยกนิทานมาอ้าง คนสมัยนี้เครียดอยู่แล้ว เทศน์อย่างไรให้พวกเขามาฟังแล้วมีความสุข มีความสนุก เรียกว่าธรรมะตลก แต่ไม่ใช่ตลกไร้สาระ
    คนเราฟังเรื่องพระเวสสันดรชาดกกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก ก็เหมือนกินอาหารแล้วมีกับข้าวอยู่อย่างเดียวซ้ำๆ กันทุกวัน จึงมาคิดว่าการแหล่เป็นเรื่องของใกล้ๆ ตัว จึงนำเรื่องพระเวสสันดรมาแหล่ดูบ้าง รวมทั้งการนำเรื่องพระคุณพ่อพระคุณแม่ ที่เป็นชีวิตประจำวันมาแต่งแล้วแหล่ให้ญาติโยมฟัง
    อาตมานำการแหล่มาประกอบการเทศน์ก็เพื่อต้องการให้คนสมัยใหม่เข้าใจความเป็นมาของเรื่องราวพระเวสสันดร และเรื่องราวของพระคุณพ่อพระคุณแม่
    * ครั้งแรกที่แหล่ประกอบการเทศน์ ตั้งความหวังไว้แค่ไหนครับ?
    - อาตมาคิดว่าการเทศน์แบบเอาเนื้อธรรมะล้วนๆ เด็กรุ่นใหม่คงไม่ฟัง และไม่ยอมรับด้วย เขาจะรับกันได้ก็ต้องเป็นพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ หรือไม่ก็ต้องพวกโปงลางสะออน จริงๆ ทุกวันนี้ยังเห็นว่าผู้หญิงไปวัดประมาณ ๙๕% แต่ผู้ชายเข้าวัดไม่เกิน ๕% อาตมาจึงเน้นการเทศน์ในเรื่องพระคุณพ่อพระคุณแม่ให้ลูกรักพ่อรักแม่ และอย่าลืมพระคุณพ่อพระคุณแม่ คุณไม่เอากับข้าวมาให้พระที่วัดฉันไม่เป็นไร แต่ขอให้มีกับข้าวให้พ่อแม่ก็พอแล้ว มีลูกคนไหนบ้างที่ทำความสบายใจให้พ่อแม่ดีใจบ้างหรือเปล่า เช้าๆ เคยพูดหวานๆ ให้พ่อแม่ฟังแล้วชื่นใจบ้างไหม
    [​IMG]

    * มีการเอาประเด็นการเมืองมาแหล่บ้างไหมครับ?
    - อาตมาบอกเลยว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย อาตมาเอาเรื่องชีวิตจริงดีกว่า การเมืองก็คือการเมือง คนไหนทำดีทำชั่ว เขาก็รู้อยู่กับตัวเขาเอง และอีกอย่างหนึ่ง ความรู้ความสามารถของอาตมาคงไม่สามารถไปสอนพวกเขาได้หรอก อาตมาคิดว่าสอนคนชนบท กับคนชั้นกลางดีกว่า อาตมาอยู่กับคนชนบท มีแต่ความสบายใจ สอนพวกเขาให้รักพ่อรักแม่ คนมีสตางค์ก็เลี้ยงลูกด้วยสตางค์ เขาก็อยู่กันได้ ไม่ต้องไปห่วงเขาหรอก
    * เคยมีคนมาฟังมากสุดขนาดไหนครับ?
    - เวลาที่อาตมาไปเทศน์ทรงเครื่อง พระเวสสันดรชุดใหญ่ ญาติโยมจะมาฟังกันเยอะมาก เป็นหมื่นคน สูงสุดประมาณ ๓๕,๐๐๐ คน เพียงแค่คนมาฟังน้อยกว่าวงดนตรีอยู่วงเดียว คือวง "นกน้อย อุไรพร" อาตมาเห็นแล้วว่าการนำแหล่มาประกอบการเทศน์ ทำให้คนสนใจมาก มีญาติโยมมาฟังกันเพิ่มขึ้น ขนาดเทศน์ ๒-๓ ชั่วโมง ยังไม่ค่อยมีใครลุกไปไหนกันเลย อาตมาเทศน์ไปก็ดูรู้ว่าเขาชอบที่จะฟัง ถ้าเขาไม่ชอบเขาก็คงเดินหนีกันหมด นี่เทศน์อยู่ ๓ ชั่วโมง เขาไม่เดินหนีกันเลย แสดงว่าเขาให้ความสนใจกันจริงๆ
    * มีการเตรียมมุกก่อนเทศน์หรือเปล่าครับ?
    - พระครูปลัดราชันย์-อาตมาไม่ค่อยได้เตรียมมุกอะไรกันมาก จะเล่นและคิดแบบสดๆ มากกว่า อาตมากับ "พระมหาตุ้ยนุ้ย" จะไม่บอกและไม่แนะกันเลยว่า วันนี้จะเทศน์เรื่องอะไร เพราะถ้าแนะแล้ว อาตมาเกรงว่าพระมหาตุ้ยนุ้ยจะประหม่า
    พระมหาตุ้ยนุ้ย-ส่วนใหญ่อาตมาจะเล่นจะเทศน์กันตามธรรมชาติมากกว่า
    * ทำไมพระมหาตุ้ยนุ้ยถึงโดนแซวบ่อยครับ?
    - ความที่พระมหาตุ้ยนุ้ยมีความเป็นเด็กว่าอาตมา ก็จะโดนบ่อย ถ้าพูดแบบทั่วๆ ไป เหมือนเขายังไม่เจนจัดบนเวทีการเทศน์ อาตมาก็จะแหย่ แซวพระมหาตุ้ยนุ้ยให้ญาติโยมหัวเราะ สร้างบรรยากาศการฟังให้มีความสนุกสนาน แต่ไม่ไร้สาระที่จะนำเสนอ
    * มีคนวิจารณ์ว่าพระอาจารย์เทศน์ทำไมมีเสียงออกทางตุ้งติ้งครับ?
    - อาตมาคิดว่าการเทศน์เรื่องลูกในทุกที่ อาตมาต้องพูดให้พวกเขาเข้าใจความเป็นแม่ ความเป็นพ่อ สื่อให้เขาเห็น พออาตมาพูดแบบนี้ก็ทำให้เห็นภาพ ไม่อธิบายแบบนี้เดี๋ยวจะหาว่าพระเป็นกะเทย ความจริงไม่ใช่ๆ (หัวเราะ)
    * ที่ผ่านมามีเสียงตอบรับอย่างไรครับ?
    - อาตมาเชื่อว่า ๙๙% ญาติโยมทุกคนยอมรับในสิ่งที่อาตมาเทศน์ได้ อาตมาคิดว่าคนที่ยอมรับอาตมาไม่ได้ก็คงเป็นคนที่หูตึง ฟังอะไรไม่รู้เรื่อง เพราะถ้าคนลองมานั่งฟังอาตมาเทศน์ จะรู้ว่าสิ่งที่เทศน์เป็นการนำเสนอ คืออะไร ไม่ใช่อาตมาเทศน์เป็นการนำเสนอแต่เรื่องตลกโปกฮา ให้คนได้เฮได้ฮา ตรงนั้นไม่ใช่ แต่เป็นการนำเสนอความจริงมาเป็นสื่อแห่งการสอน คือคนเราเป็นลูกจะทำอย่างไรให้พ่อแม่เรามีความสุขก่อนตาย เราเป็นลูกต้องเลี้ยงท่านตอนเป็น ดีกว่าเห็นท่านตอนตาย ลูกบางคนจะให้เงินพ่อแม่กินแต่ละร้อย ต้องเหลือจากผัว เหลือเดนจากเมียก่อน ซึ่งความจริงไม่ใช่
    [​IMG]

    * ทุกครั้งที่เดินทางไปเทศน์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไรครับ?
    - ค่าใช้จ่ายก็เยอะนะโยม แต่ที่อาตมาอยู่ได้ทุกวันนี้ก็คือ การขายวีซีดี ที่อาตมาทำขึ้นมาแล้วบริษัทเขาก็ช่วยจำหน่ายบ้าง เมื่อไปเทศน์ที่ไหน ก็จะบอบบุญให้ญาติโยมซื้อกันไปฟัง พอหักค่าใช้จ่ายของการเดินทางของทีมงาน ที่เหลือก็จะนำไปสมทบสร้างวัดวังศาล ตอนนี้ก็ทำเมรุเผาศพเสร็จแล้ว แต่ยังเหลือการก่อสร้างศาลา ที่ต้องใช้เงินอีกประมาณสี่ล้านบาท ไม่เคยเรี่ยไรใคร อาตมาก็เอาเงินจากการเทศน์ กับขายวีซีดี ก็เอาไปก่อสร้าง
    * ได้รับนิมนต์ไปเทศน์ไกลๆ ที่ไหนบ้างครับ?
    - ถ้าไปเทศน์ไกลๆ ก็น่าจะเป็นทางใต้ จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนต่างประเทศ ก็จะเป็นที่ประเทศเยอรมนี
    * ช่วงไหนที่ต้องเดินทางไปเทศน์มากสุดครับ?
    - ก็คงเป็นช่วงเทศกาลออกพรรษา มีงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่าสามัคคี โดยเฉพาะเดือนตุลาคมของทุกปี จะได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์เกือบ ๖๐ งานทั่วประเทศ แต่ถ้าเป็นเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ก็มีงานเทศน์ประมาณ ๔๐ กว่างาน นิมนต์ล่วงหน้าไปถึงเดือนมีนาคม เมษายน เต็มหมดแล้ว ทุกที่ที่ไปเทศน์ อาตมาจะจดเอาไว้ เพื่อไม่ให้เทศน์ซ้ำกัน เพราะถ้าเทศน์ซ้ำกัน ก็คงไม่มีใครมาฟัง อาตมาเทศน์ก็เหมือนลิเก เหมือนฉายหนัง ที่ต้องเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ
    - พระอาจารย์ฝึกพระสงฆ์ให้เทศน์แบบท่านบ้างไหม?
    - ให้อาตมาตอบตรงนี้ยากเหมือนกัน อาตมาก็ฝึกให้บ้าง มีพระน้อยที่อยากจะฝึกเทศน์แบบนี้ บอกตรงๆ สิ่งเหล่านี้คนเราต้องมีพรสวรรค์ บวกพรแสวง พรสวรรค์แค่ ๓๐% แต่พรแสวงต้อง ๗๐% พระรูปไหนมาฝึกเทศน์แล้วให้เป็นทันทีเลย คงไม่ได้
    * ย้อนกลับไปเมื่อสมัยก่อน พระอาจารย์เริ่มเทศน์ได้อย่างไร?
    - พระครูปลัดราชันย์-ก่อนบวชก็เป็นเด็กหนุ่มชนบทที่ดื้อเกเรไปตามประสาเด็ก ไร่นาก็ไม่มีทำ พออาตมาบวชแล้วมีความรู้สึกว่าสบายใจ แล้วไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องมาเป็นพระนักเทศน์อะไรเลย เมื่อครั้งที่ พ่อหลวงปู่เหลือง เป็นพระนักเทศน์ชื่อดังอยู่ที่ จ.อุทัยธานี มรณภาพ หลวงน้าก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส หลวงน้าพูดขึ้นว่าเสียงอาตมาก็ดี ทำไมไม่หัดแหล่แบบพระอาจารย์เหลืองบ้าง สมัยนั้นหลวงปู่เหลืองท่านเทศน์แหล่ไพเราะมาก อาตมาเคยฟังยังชอบฟังเลย
    จากนั้นมา อาตมาก็เริ่มฝึกแหล่ประกอบการเทศน์ด้วยตัวเอง อาตมากล้าพูดได้เลยว่า เป็นพระนักแหล่รูปเดียวก็ว่าได้ที่ไม่มีอาจารย์ หัดแหล่ หัดเทศน์ ลองผิด ลองถูก มาด้วยตัวเองตลอด ฝึกฝนด้วยตัวเองทั้งนั้น แต่ถ้าเป็นพระมหาตุ้ยนุ้ย ยังมีพระอาจารย์สอนมาตั้งแต่บวชเป็นเณร
    พระมหาตุ้ยนุ้ย-อาตมาชอบเทศน์ เพราะอาตมามีใจรักในเบื้องต้น ชอบที่จะเทศน์ ทำให้ได้ฝึกฝนแล้วหัดเทศน์มาตั้งแต่เป็นเณร
    * พระอาจารย์ไปเจอพระมหาตุ้ยนุ้ยได้อย่างไร?
    - อาตมาเคยไปยืนดูพระมหาตุ้ยนุ้ยเทศน์สมัยเป็นสามเณร เมื่อประมาณ ๗ ปีที่แล้ว อาตมาไปฟังยังไม่เห็นตัว ก็คิดว่า ทำไมเณรรูปนี้เสียงดีจัง พอเดินเข้าไปดูตัว เห็นหุ่นแล้วไม่น่าเป็นนักแหล่ได้เลย ก็เลยชวนให้มาเทศน์อยู่วัดด้วยกัน อาตมาเห็นท่านอ้วนตุ้ยนุ้ยเหมือนเด็กตลกดี ถ้าเป็นฆราวาสก็เปรียบเหมือนไอ้เท้ง กับไอ้โหน่ง ก็เลยตั้งชื่อให้ เรียก พระมหาตุ้ยนุ้ย ตั้งแต่นั้นมา แต่ญาติโยมเริ่มรู้จักอาตมาทั้งสองรูปประมาณ ๔ ปีที่ผ่านมา
    * วันนี้พระอาจารย์คิดบวชตลอดชีวิตหรือเปล่าครับ?
    - ตรงนี้อาตมาไม่ได้ตั้งความหวังว่า จะบวชตลอดชีวิต คนเราไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเรา มีแค่วันนี้ พอวันรุ่งขึ้นก็คือวันนี้ของเราใช่ไหม ถ้าอาตมาเลือกได้ก็อยากบวชจนแก่ตาย แต่อาตมาไม่รู้ว่า วันข้างหน้าชีวิตจะเป็นอย่างไร หากอาตมาพูดว่าจะบวชตลอดชีวิต ไม่สึก พอวันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วสึก เหมือนเราไปโกหกญาติโยม แต่วันนี้อาตมาจะทำหน้าที่ความเป็นพระให้ดีที่สุด และอาตมาจะอยู่ตรงนี้ให้วัดอาศัยเรา แต่เราสัญญาว่าจะไม่อาศัยวัดอย่างแน่นอน
    * แล้วพระอาจารย์กลัวนารีพิฆาตไหมครับ?
    - พระครูปลัดราชันย์-ถ้าให้อาตมาพูดจริงๆ แล้ว ก็กลัว ทุกวันนี้สังคมไทยน่ากลัวมาก เพราะผู้หญิงไม่ค่อยกลัวพระ สิ่งที่อาตมาทำกันตอนนี้คือ การข่มใจ แม้ถ้าอาตมาข่มใจไม่ได้ คงไม่ได้อยู่มาจนป่านนี้ เชื่อไหมว่าอาตมาอยู่เป็นเจ้าอาวาสวัดวังศาลใหม่ๆ ปิ่นโตจากสาวๆ วันละ ๑๔ เถา เพื่อนพระของอาตมาต้องสึกไปมีเมียถึง ๓ คน จนญาติโยมคิดว่าอาตมาคงอยู่ไม่รอด ต้องสึกแน่ๆ
    มีอยู่วันหนึ่ง อาตมาบ่นอยากฉันน้ำพริก ปิ่นโตมาเลย ๑๔ เถา มีน้ำพริก ๑๔ ถ้วย พออยู่เป็นเจ้าอาวาส ปีที่สอง ปิ่นโตลดลงเหลือ ๘ เถา อยู่ปีที่สามเหลือ ๔ เถา มาถึงวันนี้อยู่เป็นสิบปี ก็ไม่เหลือสักเถา โยมสีกาคงไปมีสามีกันหมดแล้ว มารอหลวงพ่อหลวงพี่อย่างเราก็เหมือนรอผีในป่าช้า ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะขุดขึ้นมาฝัง แฟนคลับของอาตมาจะคนเป็นรุ่นน้ำหมากกระจายทั้งนั้น
    พระมหาตุ้ยนุ้ย-โยมดูหุ่นอาตมา เป็นแบบนี้ ใครจะมาเอา (หัวเราะ) ใครจะมาชอบล่ะ ถ้าจะมีก็จะเป็นโยมรุ่นพ่อรุ่นแม่อาตมาเสียมากกว่า
    * สุดท้ายมีธรรมะอะไรที่อยากจะฝากให้กับผู้อ่าน "คม ชัด ลึก" บ้างครับ?
    - สิ่งที่อาตมาอยากจะฝากให้เป็นข้อคิด เราจะทำอะไรก็ได้ ถ้าเราทำแล้วมีความสุข แต่เราอย่าไปทำความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น และจงจำไว้ว่า สิ่งที่บรรเจิดที่สุดในชีวิต ก็คือ การเกิดเป็นคน อย่าลืมพระคุณพ่อพระคุณแม่ เพียงแค่ขอให้เชื่อฟังคำสอนของพ่อแม่บ้าง พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระพรหมคนแรกของลูก พ่อแม่เป็นเทวดาคนแรกของลูก และพ่อแม่ก็เป็นครูคนแรกของลูก แล้วลูกคนไหนทำดีกับพ่อแม่ ให้ท่านมีแต่ความสุข ไม่ทำให้พ่อแม่กินข้าวกับน้ำตา ลูกคนนั้นก็จะมีชีวิตไม่ต่ำกว่าคนอื่น ไม่จนกว่าใครทั้งนั้น

    "ลูกคนไหนทำดีกับพ่อแม่ให้ท่านมีแต่ความสุข ไม่ทำให้พ่อแม่กินข้าวกับน้ำตา ลูกคนนั้นก็จะมีชีวิตไม่ต่ำกว่าคนอื่นไม่จนกว่าใครทั้งนั้น"

    ชาติภูมิพระครูปลัดราชันย์
    [​IMG]
    พระครูปลัดราชันย์ อริโย เจ้าอาวาสวัดวังศาล อายุ ๔๐ ปี พรรษา ๑๙ ชื่อเดิม ราชันย์ บวบนา เกิดเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๐๘ ปีมะเส็ง ณ บ้านเลขที่ ๒๑๒ ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก บิดาชื่อ สุวรรณ มารดาชื่อ ม้วน จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๖
    อายุ ๒๑ ปี อุปสมบท ณ วัดสิริสุทธาวาส ต.บ้านไร่ อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ เวลา ๑๕.๑๐ น. โดยมี พระครูสิริสุทธิคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูโสภณสิริพัฒน์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูอธิการสำเริง สิริมงฺคโล เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    ศรัทธาญาติโยม สอบถามรายละเอียดเส้นทางไปวัดวังศาล ได้ที่โทร.๐-๑๖๐๔-๔๙๒๓, ๐-๑๓๗๔-๕๘๔๒

    ชาติภูมิพระมหาตุ้ยนุ้ย
    [​IMG]
    พระมหาตุ้ยนุ้ย อายุ ๒๖ ปี พรรษา ๔ ชื่อเดิม ณัฐวัฒน์ เอี่ยมแจง เกิดเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๒๒ ปีมะแม ณ ต.หนองแขม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก บิดาชื่อ ส.ต.อ.ฐณาวุฒิ มารดาชื่อ นางประเวก มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อาชีพรับจ้าง บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ๗ ปี พออายุ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ณ วัดมหาธาตุ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๔ เวลา ๑๔.๐๘ น. โดยมี พระครูพัชรธรรมโสภิต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุดมพัชรธรรม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอำนาจ อคคฺธมฺโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ศึกษาเล่าเรียนนักธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก



    ที่มา..
    [​IMG]
     
  4. Samy

    Samy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,291
    ค่าพลัง:
    +2,701
    เคยได้ดูเวลาท่านเทศน์แล้วครับ ฮามาก ทำให้เด็กๆเข้าใจเรื่องธรรมได้ดีขึ้น
     
  5. tassanai_k

    tassanai_k เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    885
    ค่าพลัง:
    +3,511
    โมทนา สาธุ
    สิ่งไหนเข้าถึงได้ง่ายในเรื่องธรรม ก็ดีต่อพุทธศาสนิกชนทั้งสิ้น
     
  6. บ่าวเม้า

    บ่าวเม้า สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +5
    อ่านแล้วน้ำตาจะไหลครับ ดีต่อพระพุทธศาสนาจริง เหมือนได้ฟังเรื่องของนายหลวงเลย น้ำตาจะไหล เพราะความดี
     
  7. ttt2010

    ttt2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    1,754
    ค่าพลัง:
    +901
    อนุโมทนาสาธุ
    หลากหลายอุบายให้คนสนใจธรรม สนใจพุทธศาสนา
     

แชร์หน้านี้

Loading...