"วัญจกธรรม" ธรรมอันเป็นเครื่องหลอกลวง ๓๘ ประการ

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย tamsak, 20 กรกฎาคม 2013.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,188
    ถาม : หนูมีความสงสัยในข้อธรรม เรื่อง วัญจกธรรม ธรรมอันเป็นเครื่องหลอกลวง ๓๘ ประการ พยายามที่จะทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้ตรวจตัวเอง และแก้ไขให้ถูกต้อง ขอความกรุณาหลวงพ่ออธิบายเกี่ยวกับข้อธรรมนี้ด้วยนะคะ ?

    ตอบ : วัญจกธรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและรายละเอียดมีมาก ถ้าเอาหมด ๓๘ ข้อ วันหนึ่งยังไม่พออธิบายเลย ยกตัวอย่างที่ง่ายๆ เช่น เราฟุ้งซ่านอยู่ แต่เรากลับคิดว่าเราปรารภความเพียร ก็คือนั่งสมาธิแทนที่จิตจะเป็นสมาธิ กลับไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ทนนั่งไปเรื่อยๆ คิดว่าตนเองปรารภความเพียรอยู่ แสดงว่าเรื่องนี้กำลังหลอกลวงเราอยู่

    ส่วนเรื่องของความลังเลสงสัย ก็บอกกับตนเองว่าเราเป็นคนรอบคอบระมัดระวัง คิดอย่างถ้วนถี่ เป็นต้น ถ้าเผลอเมื่อไรเราจะไปคิดเข้าข้างตัวเอง พูดง่ายๆ ว่าหลอกตัวเอง หรือ เราเป็นผู้นิยมกล่าวคำหยาบ ด่าคนอื่นบ้าง แล้วก็ไปอ้างว่าเราเป็นผู้มีปกติกล่าววาจาเพื่อสะกดข่มคนชั่ว พูดง่ายๆ ว่าเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น..!

    ฉะนั้น..ในเรื่องวัญจกธรรม เป็นหลักธรรมที่ลึกซึ้งมาก แบบวันก่อนที่บอกไว้ว่า แบกมานะไว้เต็มตัว แต่คิดว่าเราดี ปฏิบัติธรรมไปแล้วคิดว่าตนเองดี ถามว่าดีอย่างไรก็เปรียบเทียบกับคนอื่น อ้าว..เป็นการยกตัวเองเหนือคนอื่น ก็คือมานะดีๆ นี่เอง ถ้าจะศึกษาวัญจกธรรมลองดูในพระไตรปิฎกได้ มีรายละเอียดมาก แต่ภาษาในพระไตรปิฎกเป็นภาษาที่ค่อนข้างยาก อาจจะทำให้เราเข้าใจยากนิดหนึ่ง เพราะต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที

    ถาม : เป็นเรื่องที่น่าศึกษาครับ

    ตอบ : มี ๓๘ ข้อ บางข้ออย่างเช่น ประจบชาวบ้านแต่กลับคิดว่าเรากล่าววาจาอันเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของผู้อื่น หลอกตัวเองสองชั้น มีกระทั่งตระหนี่ธรรมะ กลัวคนอื่นรู้เท่าตัวเอง แต่กลับไปอ้างว่าเรารักษาธรรมไว้ไม่ให้สูญหาย ธรรมนั้นจะได้ดำรงอยู่คงมั่นตลอดไป เป็นต้น

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3754


    .
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 กรกฎาคม 2013
  2. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,857
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,188
    .
    ถาม : ขอขยายความเรื่องวัญจกธรรมหน่อยครับ มีเวลาก็พาคุยเพลินๆ

    ตอบ : เวลาไม่พอหรอก ถ้าจะเอารายละเอียดต้องเอาตำรามากางว่ากันทีละข้อ ให้รู้ว่าแต่ละข้อนั้นล้วนแล้วแต่มีข้ออ้างให้เข้าใจผิดได้ทั้งสิ้น การเข้าใจผิดนั้นก็มักจะอยู่ในลักษณะการเข้าข้างตนเอง ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น ห้ามปรารภตนเองเป็นใหญ่เด็ดขาด ถ้าขึ้นชื่อว่าตัวเองดีเมื่อไรก็เตรียมตัวเจ๊งได้เลย

    ถาม : ผมลองฟังดูคร่าวๆ แล้ว สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เลยอยากจะเรียนถามว่า มีจุดเครื่องเตือนใจอะไรไหมครับว่าเข้าข่ายแล้ว ?

    ตอบ : สมัยก่อนที่ปฏิบัติอยู่ที่ วัดท่าซุง จะมี ธรรมสากัจฉา หลังปฏิบัติกรรมฐานภาคค่ำ คุยกันไปคุยกันมาในระหว่างพี่น้อง ว่าแต่ละคนปฏิบัติอย่างไร ถึงเวลาติดขัดจะแก้ไขอย่างไร ท้ายสุดก็มาเรื่องที่กิเลสหลอกเราอย่างไร สรุปลงได้ว่า ทุกคนมีคาถาบทสุดท้ายประจำตัวว่า “กูไม่เชื่อมึง” โดยเฉพาะถ้าเขาบอกว่าเราดีแล้ว อย่าพึงเชื่อเป็นอันขาด

    ก่อนจะออกจากวัดประมาณ ๒ - ๓ พรรษา มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่นอนอยู่ในเรือ เพื่อดูแลรักษาปลาหน้าวัด ตื่นขึ้นมาภาวนารู้สึกว่าอารมณ์ใจโปร่งเบาดีมาก กิเลสต่างๆ สงบเงียบเรียบร้อยไม่มีวี่แววเลย รู้สึกว่าผ่องใสเป็นพิเศษ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เราน่าจะเข้าถึงธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว

    ความเคยชินที่ หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านสอนไว้ก็คือ ถ้าอยากรู้ว่าตนเองเข้าถึงธรรมในส่วนไหน ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับสังโยชน์ ๑๐ จึงค่อยๆ ไล่ไปทีละข้อๆ เมื่อดูละเอียดจนถึงปลายแล้วย้อนทวนต้น ถึงต้นแล้วย้อนทวนปลายอยู่ ๓ รอบ สรุปได้ว่าติดครบทุกข้อ..! แต่ตอนนั้นกำลังของสมาธิหนักแน่นมากเป็นพิเศษ กิเลสก็เลยดับสนิทลงชั่วคราว ถามว่ากิเลสตายไหม ? ไม่ได้ตายหรอก หลบไปนอนที่ไหนก็ไม่รู้ เผลอเมื่อไรก็กลับมาใหม่ ดังนั้น..เรื่องของการปฏิบัติจะเชื่อว่าดีแล้วไม่ได้เป็นอันขาด

    ตอนที่มาอยู่ เกาะพระฤๅษี.. มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น ติดขัดตรงไหนก็สอบถาม มีการแนะนำเป็นการเฉพาะตัว แล้วเขาเก่งมาก สามารถที่จะทำตามได้แทบทุกขั้นตอน จนกระทั่งวันหนึ่งแม่สาวก็มาปรารภว่า “หลวงพ่อ..คนเป็นพระอรหันต์ไม่เห็นจะต้องตายเลย” ก็บอกกับเขาไปว่า ถ้าเป็นฆราวาสตายแน่ เขาบอก “ไม่เห็นหนูจะตายเลย..!”

    เขาสามารถที่จะทรงฌาน แล้วรักษาอำนาจของสมาธิต่อเนื่องได้เป็นเดือนเป็นปี กิเลสไม่เกิด เขาก็เลยเข้าใจว่าตนเองเป็นพระอรหันต์แล้ว ในเมื่ออาตมาพูดแล้วเขาไม่เชื่อ เมื่อมีสิ่งอื่นแทรกเข้ามา ในลักษณะของการรู้เห็น เขาก็ไปเชื่อทางด้านนั้นแทน ปัจจุบันนี้มีลูก ๔ คน สามี ๒ คน..! เพราะตอนนั้นโดนหลอกว่า เกิดมาแล้วต้องรับหน้าที่สำคัญในการรักษาประเทศชาติ โดยเฉพาะเมื่อตนเองเข้าถึงความบริสุทธิ์แล้ว ถ้าอยากจะช่วยโลกนี้ให้ดีจริงๆ ก็คือต้องสร้างเผ่าพันธุ์ซูเปอร์ฮิวแมนขึ้นมา เพราะว่าสามีก็บริสุทธิ์ ภรรยาก็บริสุทธิ์ ลูกเกิดมาจะต้องดีแน่ๆ เลย ไปๆ มาๆ ก็เลยสบาย นั่งเลี้ยงลูกไปก็แล้วกัน

    ถาม : อย่างนี้ประมาทไม่ได้เลย

    ตอบ : เผลอเมื่อไรก็จะโดนดึงออกนอกทางไป เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากๆ

    ถาม : เรื่องของการปฏิบัติยิ่งทำไปเรายิ่งต้องระวังมากขึ้น หรือเราทำได้แล้วก็ไม่ต้องระวังรักษาแล้ว เป็นอย่างไรครับ ?

    ตอบ : ถ้าปฏิบัติได้แล้วต้องมีการทบทวนอยู่เสมอ แม้กระทั่ง หลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านยังบอกว่า “ถึงเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังพิจารณาธรรมอยู่เสมอ เพื่อความอยู่สุขของตนเอง และเพื่อความไม่ประมาท” แปลว่ายิ่งทำได้ยิ่งขยัน ถ้าทำได้แล้วทิ้งโอกาสที่จะตายมีสูงมาก..!

    ถาม : คือว่ายิ่งปฏิบัติไป ความไม่ประมาทยิ่งเพิ่มมากขึ้น ผมก็เข้าใจผิดว่ายิ่งทำไปแล้วสบายๆ

    ตอบ : เพราะว่าสบายก็เลยไม่ได้ไปไหนสักที ถ้าลำบากก็ตะกายไปไกลหน่อย

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    ณ บ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖


    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3754&page=3


    .
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...