เรื่องเด่น วิธีสร้างพลังจิตปราบขันธมาร โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ในห้อง 'หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 19 มกราคม 2018.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,778
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057

    วิธีสร้างพลังจิตปราบขันธมาร

    maxresdefault-1-800x445.jpg


    โดย
    หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
    ต่อไปนี้ ตั้งใจอธิษฐานทำสมาธิภาวนา อุกาสะ ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนา เพื่อปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เพื่อให้จิตของข้าพเจ้าเป็นสมาธิ สติ ภวังค์ รู้ธรรม เห็นธรรม ตามความเป็นจริงในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกประการเทอญ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ๆ ๆ แล้วสำรวมเอาคำว่า พุทโธ เพียงคำเดียว พุท พร้อมลมเข้า โธ พร้อมลมออก หรือถ้าการกำหนดลมมันลำบาก ก็นึก พุทโธ ๆ ๆ ๆ เพียงคำเดียว ทำจิตให้แน่วแน่ว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในจิตของเรา เราจะกำหนดเอาจิตของเรากับพุทโธให้อยู่ด้วยกัน ไม่พรากจากกัน ในชั้นต้นๆ ให้พยายามบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ นึกพุทโธด้วยความรู้สึกเบาๆ อย่าไปข่มจิต อย่าไปบังคับจิต แต่ว่านึกพุทโธไม่หยุด ผู้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก พร้อมกับพุทโธ พุท ลมเข้า โธ ลมออก กำหนดรู้พร้อมกันอยู่อย่างนี้ แล้วไม่ต้องนึกว่า เมื่อไรจิตจะสงบ เมื่อไรจิตจะสว่าง เมื่อไรจะรู้โน่นเห็นนี่ ไม่ต้องไปนึกทั้งนั้น หน้าที่เพียงแค่นึกบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆๆ อยู่ในจิตอย่างเดียว จิตจะสงบให้เป็นเรื่องของจิตเอง จิตจะไม่สงบก็ให้เป็นเรื่องของจิตเอง ถ้าหากในขณะใดจิตยังนึกพุทโธ ๆ ๆ ๆ อยู่ ก็ปล่อยให้นึกอยู่อย่างนั้น ถ้าขณะใดนึกพุทโธไป จิตหยุดพุทโธไป นิ่ง ว่างอยู่เฉยๆ แต่รู้สึกกายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ คือสงบจากทุกขเวทนา หายปวด หายเมื่อย หายมึน แม้จิตจะนิ่งไปอยู่เฉยๆ ก็ปล่อยให้นิ่งอยู่อย่างนั้น หลังจากนั้น ถ้าหากว่าจิตหยุดนิ่งไปนึกถึงสิ่งใด ปล่อยให้จิตคิดไป แต่ให้มีสติตามรู้เรื่อยไป ธรรมชาติของจิต ถ้ามีความคิด ถ้าเราตั้งใจกำหนดรู้เขาจะหยุดคิด แล้วเกิดความว่างขึ้นมา ให้กำหนดรู้ที่ความว่าง ถ้าคิดรู้อยู่ที่ความคิดสลับกันไปอย่างนี้ อันนี้เป็นการภาวนาในขั้นต้น

    เข้าใจว่านักปฏิบัติของเรายังไม่ได้สมาธิที่แน่นอน เท่าที่พิจารณาดูความเป็นของนักปฏิบัติทั้งหลาย ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ผู้ที่ทำจิตให้เป็นสมาธิได้จริงๆ นี่มีน้อย สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะนักปฏิบัติทั้งหลายไปชิ่งสุกก่อนห่าม หรือรู้ตามสัญญามากกว่าความเป็นจริง ไปสำคัญว่าเรามีความรู้เรามีความเห็น แต่มันเป็นความคิดรู้เอาโดยสัญญา เป็นแต่เพียงสติปัญญาธรรมดา แต่ยังไม่ใช่ปัญญาในสมาธิ ปัญญาในสมาธิหมายถึงความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตมีความสงบ มันเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นมาเองด้วยพลังของจิตที่มีสมาธิ มีสติ และมีปัญญา โดยธรรมชาติของการประชุมพร้อมแห่งอริยมรรค ศีล สมาธิ ปัญญา ประชุมพร้อมลงที่จิตเป็นหนึ่ง หนึ่งคือตัวปกติที่รู้ ตื่น เบิกบานอยู่ภายในจิตของนักภาวนานั่นเอง สมาธิที่เป็นเองโดยธรรมชาติของจิตที่มีพลังงานพอที่จะเป็นสมาธิได้ เราจะตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม สมาธิเกิดขึ้นได้ทุกขณะ บางครั้งมีเสียงอันเป็นอารมณ์ที่พอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม มากระทบวิ่งเข้าไปสู่จิต แทนที่จิตจะเข้าไปวุ่นวายทำความดีใจเสียใจกับสิ่งที่มากระทบ แต่จิตจะวิ่งเข้าไปกำหนดรู้ที่จิต แล้วพิจารณาเหตุผลแห่งอารมณ์นั้น ๆ แล้วก็ดำเนินเข้าไปสู่ความสงบ นิ่ง ว่าง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน นี่ถ้าสมาธิมีอยู่โดยปกติแล้วจะเป็นอย่างนี้

    ผู้ที่ทำสมาธิภาวนาได้สมาธิ ได้สติ แม้แต่เพียงได้อุปจารสมาธิ หรือมีสติกำหนดรู้ เตรียมพร้อมอยู่ที่จิตตลอดเวลา เมื่อมีอารมณ์อันใดผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สติสัมปชัญญะตัวนี้จะทำหน้าที่ของเขาทันที แล้วสติตัวนี้จะคอยระมัดระวังอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ถ้าเวลาอยู่นิ่ง ๆ คนเดียว จิตจะวิ่งเข้าไปสู่สมาธิ ค้นคว้าพิจารณาอยู่ภายในกาย ในจิต แต่ถ้ามีสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ผ่านเข้ามาในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จิตจะมีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อก้าวลงบันไดไปสู่สังคมของโลก สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การก้าวเดิน เวลาหยุดเดิน ยืน สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การยืน เวลานั่งลง สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การนั่ง เวลานอน สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การนอน เวลารับประทาน สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การรับประทาน เวลาดื่ม สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การดื่ม เวลาทำอะไร สติสัมปชัญญะจะรู้พร้อมอยู่ที่การทำ เวลาพูด สติสัมปชัญญะจะกำหนดรู้อยู่ที่การพูด เวลาคิด สติสัมปชัญญะจะตามรู้ความคิดตลอดเวลา เมื่อสติกำหนดตามรู้สิ่งเหล่านี้อยู่ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ มีปัญหาข้องใจอะไรเกิดขึ้น จิตจะมีสติกำหนดพิจารณาสิ่งนั้น ตั้งแต่ต้นจนปลาย จนรู้เหตุรู้ผล รู้ผลได้ผลเสียแห่งสิ่งนั้นๆ ถ้าสิ่งใดที่ทำลงไป พูดลงไป คิดลงไป มันจะมีแต่ผลเสีย สติสัมปชัญญะจะคอยกระตุ้นเตือนบอกกับตัวเองว่า อย่าๆ ๆ ถ้าสิ่งใดจะเป็นคุณเป็นประโยชน์เป็นทางเพิ่มคุณธรรมที่จะปฏิวัติจิตให้ไปสู่มรรคผลนิพพาน สติสัมปชัญญะจะกระตุ้นเตือนให้รีบเร่งหมั่นขยัน นี่พึงสังเกตความเป็นไปของจิตของตนอย่างนี้

    เมื่อเรามีการเกี่ยวข้องกับคนอื่น เรามีความหวังดีต่อคนอื่น อยากจะให้เขาประพฤติดีปฏิบัติชอบ เมื่อเราให้คำแนะนำตักเตือนเขา ถ้าเขายอมรับ จิตของเราจะทำหน้าที่ให้การอบรมตักเตือนสั่งสอนเรื่อยไป ด้วยความเมตตาปรานี ด้วยความหวังดี ที่จะช่วยพยุงการประพฤติกาย วาจา และใจให้มีระดับสูงขึ้น เป็นการสงเคราะห์กันด้วยธรรม เป็นการแสดงความเมตตากันโดยธรรม แต่ผู้ใดไม่ยอมรับฟังโอวาทคำสั่งสอน จิตของผู้รู้พิจารณาแล้วว่าทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะทำให้เกิดมีการร้าวรานแตกความสามัคคีซึ่งกันและกัน ก็จะหยุดเสีย ผู้ที่มีสมาธิมีสติปัญญาจะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้ปฏิบัติเอง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เคยกล่าวอ้างว่า “ฉันจะหยิบยื่นมรรคผลนิพพานให้เธอ เธอจงรับเอาด้วยมือทั้ง ๒ ข้าง” ไม่เคยมีคำกล่าวไว้ที่ไหน แต่พระองค์จะกล่าวว่า “ตถาคตา” พระตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก บอกทางบุญ ทางกุศล ทางบุญ ทางบาป ทำสิ่งนี้เป็นบาป ทำสิ่งนี้เป็นบุญ กำหนดทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก จิตย่อมได้สมาธิ ได้สติปัญญา รู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง แต่สิ่งเหล่านั้น เราตถาคตหยิบยื่นให้เธอไม่ได้ เธอต้องสละกำลังกายกำลังใจประพฤติปฏิบัติแบบวีรบุรุษ กล้าสละชีวิตเข้าสู่ณรงค์สงครามโดยไม่ย่อท้อ และไม่มีความหวาดเกรงศาสตราอภินิหารของข้าศึกแม้แต่ประการใด
    นักปฏิบัติทั้งหลายผู้มีจิตใจเข้มแข็ง ย่อมยอมเสียสละชีวิตเพื่อบูชาข้อวัตรปฏิบัติ ไม่เห็นแก่ความสุขเพียงเล็กน้อย ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง ไม่เห็นแก่ความสุขความสบาย สนุกเพลิดเพลิน เพราะความสนุกเพลิดเพลินความสบายที่เป็นไปตามกระแสแห่งโลก ๆ นั้น มันมีลักษณะเปรียบเทียบเหมือนกับยาพิษเคลือบน้ำตาล เมื่อเรายังหลงอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุขและอำนาจ นั่นแหละเราหลงอยู่ในยาพิษเคลือบน้ำตาล เราบริโภคเข้าไปแล้วมันเกิดมีรสหวาน แต่เข้าไปตกถึงท้องแล้วมันทำให้ปวดแสบปวดร้อน เพราะฉะนั้น บางสิ่งบางอย่างที่เราทำไป เราคิดว่ามันเป็นการถูกต้อง คือมันถูกต้องตามความรู้สึกนึกคิดของเรา แต่มันไปผิดกฎของธรรมชาติที่มันจะทำให้เกิดบาปกรรม ในขณะที่ทำเราอาจจะมีความดีใจสนุกเพลิดเพลิน แต่เมื่อทำลงไปแล้วเราจะรู้สึกว่าเดือดร้อน เพราะการทำผิดพระธรรมวินัย มันจะเกิดเดือดร้อนวิปฏิสารอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนกับโจรผู้ร้ายที่ไปจี้ปล้น ตัดช่องย่องเบา แย่งชิงทรัพย์สมบัติของคนอื่นมาเป็นของตน ในขณะที่เขาทำการอยู่นั้น ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ เขาดีอกดีใจ บางทีเกิดปีติ เกิดความสุขเพราะได้สิ่งนั้นมา แต่ความสุขที่เขาได้มานั้น สิ่งที่เขาได้มานั้นนั่นแหละคือยาพิษเคลือบน้ำตาล ได้มาแล้วจะบริโภคก็หวาดระแวง เอาไปไว้ที่ไหนก็หวาดระแวง ทำความเดือดร้อนให้อยู่ตลอดเวลา

    ดังนั้น สมณะหรือนักบวชนักปฏิบัติทั้งหลายที่ขาดความจงรักภักดี ขาดความซื่อสัตย์ต่อพระธรรมวินัย ขาดความซื่อตรงต่อคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปแอบทำความผิดอยู่เฉพาะตัว แม้คนอื่นไม่เห็นแต่ตัวเองก็เดือดร้อน เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นผู้ทำผิด ดังนั้น การที่เรามาทำจิตทำใจทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อจะสร้างจิตของเราให้มีพลังงานคือสมาธิ ให้มีสติคือความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เราน้อมจิตน้อมใจน้อมอารมณ์เข้ามาสู่ใจเพื่อให้รู้สภาพความจริงของใจของจิต ถ้าเรารู้ว่านี่มันยังเต็มไปด้วยเจตนาที่ชั่วร้าย เราก็พยายามปฏิบัติศีลให้มันเคร่งครัดเข้า ถ้าสิ่งใดที่มันมีเจตนามีแนวโน้มไปในทางบุญทางกุศลทางความดี ทางศีลสมาธิ ภาวนา มรรคผลนิพพาน ฝึกฝนอบรมจิตของตนเองให้มีความคล่องตัวต่อความเป็นเช่นนั้น “ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา” คือความอดทน ความอดกลั้น ความทนทาน เป็นตปธรรม คือความเพียรเผาบาปอย่างยิ่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความชอบ ความเกลียด มีกันอยู่ทุกคน เมื่อเรามีเจตนามุ่งมั่นที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อขจัดกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น ควรแล้วหรือที่เราจะปล่อยจิตของเราให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส โดยปราศจากสติสัมปชัญญะความยับยั้งชั่งใจและขันติความอดทน เราเรียนธรรมเรียนวินัย เราฟังธรรมฟังวินัยที่ครูบาอาจารย์เทศน์ก็ดี หรือในคัมภีร์ก็ดี เพื่อจะศึกษาให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป อะไรเป็นทางสวรรค์อะไรเป็นทางนรก อะไรเป็นทางมรรคผลนิพพาน เพื่อให้เรารู้และเข้าใจ แล้วจะได้น้อมนำไปประพฤติดัดกาย วาจา และใจของตนเอง ให้เป็นไปตามระบอบแห่งพระธรรมวินัยที่ถูกต้อง

    ในตอนต้น ๆ แม้ว่าเราจะยังรู้สึกฝืนใจ เมื่อเรายังมีกิเลสอยู่ ตาเห็นรูปความชอบความเกลียดย่อมมีเมื่อเรายังมีกิเลสเป็นปุถุชนอยู่ หูได้ยินเสียงความชอบความเกลียดย่อมมีเมื่อเรายังมีกิเลสอยู่ ในเมื่อลิ้นสัมผัสกับรส ความชอบความไม่ชอบย่อมมีเมื่อเรายังมีกิเลสอยู่ การสัมผัสทางกาย สิ่งที่ทำให้เราชอบใจก็มี ไม่ชอบใจก็มี เรานึกถึงอารมณ์ในทางจิต อารมณ์อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ความชอบใจไม่ชอบใจก็ย่อมมีเพราะเรามีกิเลสอยู่ ดูกันที่ตรงนี้ดีไหม ดูให้มันรู้แจ้งชัดลงไปว่า เรายังชอบอะไรอยู่ในสิ่งที่มันเป็นบาปอกุศล เรายังชอบอะไรอยู่ที่มันเป็นบุญเป็นกุศล เมื่อเรารู้ว่าจิตของเราชอบหรือไม่ชอบเราจะปฏิบัติจิตของเราให้แปรสภาพไปในทางที่ถูกต้องหรือจะปล่อยให้มันเป็นไปตามอารมณ์จิตที่มันชอบ หมายถึงชอบใจในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล

    ในขณะที่เรายังแก้ไขมันไม่ได้ เราก็ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะพิจารณาคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ แล้วใช้ขันติ ความอดทน ความอดกลั้น ความทนทาน จนมันเกิดเป็นตปธรรม เพราะความเคยชินต่อการอดทนเสียจนเป็นนิสัย ทีแรกเราตั้งใจอดทน แต่ว่ามันอยากจะละเมิดล่วงเกิน จิตใจมันนึกตะหงิด ๆ อยู่ เอาดีหรือไม่เอาดี แต่เราอาศัยความอดทนพยายามน้อมจิตน้อมใจให้มันเป็นไปในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร เมื่อฝึกอบรมจนคล่องตัวมันเป็นนิสัย นิสัยก็คือความเคยชิน ตอนที่เรายังไม่มีศีลไม่มีธรรม การก้าวเดินของเราก็ไม่สุภาพเรียบร้อย กระโดกกระเดก ลงส้นดังตึง ๆ ไม่ใช่สันดานผู้ดี แต่เมื่อเราพยายามอดทนฝึกหัดค่อยๆ ย่องเบาๆ จนเคยจนชินจนคล่องตัว หนักๆ เข้าการเดินของเราก็จะมีความสุภาพเรียบร้อย ฝีเท้าก็เบา ไม่ลงส้นตึงๆ เหมือนอย่างแต่ก่อน และเมื่อเราฝึกหัดจนเคยชินจนคล่องตัวแล้ว ต่อไปเราจะไม่ต้องตั้งใจว่าเราจะทำอย่างนั้น เพราะอาศัยความคล่องตัวนั้น ความเบา ความสุภาพอ่อนโยน มันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ แม้การประพฤติสิ่งอื่นๆ อันเป็นไปด้วยกายก็ดี ก็ต้องอาศัยความอดทน อาศัยการฝึกหัดจนคล่องตัวจนเป็นนิสัย แม้แต่การพูดด้วยวาจาก็ดี ก็ต้องอดทน พยายามหาคำพูดที่สุภาพอ่อนโยนมาเปล่งออก คำด่า คำเสียดสี คำครหานินทาหรือคำว่าร้าย หรือการตำหนิด้วยเจตนาที่จะทำลาย เราอดทนไม่ทำเช่นนั้น เพราะมันผิดศีล อดทนเสียจนคล่องตัวเป็นนิสัย จนเราพูดคำหยาบไม่ได้ จิตใจของเราก็ฝึกฝนอบรมให้มีแนวโน้มนึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณศีลคุณทานที่เราบำเพ็ญมาแล้ว ในทางบุญทางกุศลตลอดเวลาเป็นนิสัย นิสัยที่เราสร้างขึ้นด้วยกาย สร้างขึ้นด้วยวาจา สร้างขึ้นด้วยจิตคือเจตนาอันแน่วแน่ เมื่อมันถึงซึ่งความละเอียดลึกซึ้งลงไปในจิต มันกลายเป็นอุปนิสัย
    สิ่งที่เป็นอุปนิสัย คือสิ่งที่เป็นเองโดยอัตโนมัติ ที่เราฝึกหัดเสียจนคล่องตัว จนเป็นอุปนิสัยฝังแน่นอยู่ในสันดาน สิ่งที่เป็นอุปนิสัยที่สะสมอบรมบ่มเอาให้มากๆ เมื่อเพิ่มพูนขึ้น หนักแน่นลงไปเป็นวาสนาบารมี ในเมื่อถึงขั้นแห่งอุปนิสัยวาสนาบารมี คุณงามความดีที่เราทำมาแล้ว ไม่ต้องนึกก็ได้ นึกถึงก็ได้ มันมีอยู่ในจิตของเราตลอดเวลา เวลาใกล้จะตาย ไม่ต้องตั้งใจภาวนา ไม่ต้องตั้งใจนึกถึง เพราะสิ่งที่เป็นอุปนิสัยวาสนาบารมีนั้น มันมีอยู่แล้วในจิตของเรา เมื่อถึงคราวจำเป็นเมื่อไร เมื่อถึงคราวเหตุร้ายเมื่อไร อุปนิสัยวาสนาบารมีนั้นจะวิ่งขึ้นมาช่วย ช่วยจิตช่วยใจของเรา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงให้เราฝึกหัดดัดนิสัยให้คล่องตัวต่อการทำความดี ฝึกหัดดัดนิสัยให้คล่องตัวต่อการละความชั่วคือความบาป หน้าที่ของผู้ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบวช หน้าที่โดยตรงก็คือพยายามละความชั่ว เริ่มต้นตั้งแต่ตั้งใจละโดยเจตนา ฝึกฝนจนกระทั่งเป็นนิสัยที่เคยชินต่อการละ นิสัยที่เคยชินเพิ่มพลังงานขึ้น กลายเป็นอุปนิสัยเป็นวาสนาบารมี

    “กัมมัง สัตเต วิภชติ” พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เป็นไปต่างๆ กัน ทุกคนมีความปรารถนาดี มีความต้องการดี แต่ทำดีไม่ได้ เพราะอุปนิสัยวาสนาบารมีของเราเคยสร้างแต่ความไม่ดีมา บางคนสามารถที่จะสร้างความดี ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้อย่างคล่องตัวและชำนิชำนาญโดยไม่เป็นภาระอันใดให้ผู้อื่นต้องลากจูง นั่นเป็นเพราะวาสนาบารมีของเก่าของเขามาสนับสนุน ความเป็นไปต่างๆ ของสัตว์ทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์รู้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้ชาติในอดีตของพระองค์ได้ และรู้จุตูปปาตญาณ รู้การจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลายได้ รู้กัมมัสสกตาญาณ รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกฎของกรรม ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับสังคมและบุคคล พระพุทธเจ้าท่านก็พยายามสอนแต่บุคคลผู้ที่ท่านสอนได้ ผู้ที่ท่านสอนไม่ได้คือท่านเทวทัต ท่านก็ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ถึงแม้ว่าปล่อยตามบุญตามกรรม พระองค์ท่านก็ยังไม่ขาดเมตตา ลองคิดดูซิ พระมหากรุณาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อท่านเทวทัต ท่านเทวทัตขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏ คิดจะทำร้ายพระพุทธเจ้า กลิ้งก้อนหินลงมาหมายจะให้ทับพระพุทธเจ้าให้แหลกละเอียดเป็นจุณ พระองค์ทรงพิจารณาดูวาระจิตของท่านเทวทัตทราบว่า ถ้าเทวทัตไม่ได้ทำร้ายเราแม้แต่นิดหน่อย เพระเทวทัตจะอกแตกตาย จะหมดโอกาสที่จะได้กลับเนื้อกลับตัว เมื่อก้อนหินแตกเศษหินกระเด็นมา พระองค์ยื่นพระบาทไปรองรับให้สะเก็ดหินที่พระเทวทัตโยนลงมานั้นถูกหลังพระบาท ห้อพระโลหิตขึ้นนิดหน่อย พระเทวทัตก็ดีใจว่า เราได้ทำร้ายพระพุทธเจ้าสมประสงค์ แม้ไม่ตายก็ยังดี แล้วก็ยังมีชีวิตต่อไป จนกระทั่งหนักๆ เข้าก็พาลูกศิษย์ลูกหาหนีไปจากพระพุทธเจ้า จะไปตั้งศาสนาใหม่ แต่เสร็จแล้วไปๆ มาๆ เพราะท่านเทวทัตทำอนันตริยกรรม จิตที่เคยเป็นสมาธิได้ฌานสมาบัติเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ทำให้เสื่อมสูญจากคุณงามความดี ทำอนันตริยกรรมศีลก็ขาด สมาธิก็เสื่อมสูญ อิทธิฤทธิ์ก็พังทลาย เมื่อก่อนเทวทัตจะไปไหนมาไหนเหาะเหินเดินอากาศ หลังจากทำอนันตริยกรรมคุณธรรมเสื่อมไปแล้ว จะไปที่ไหนก็มีแต่เดินต๊อก ๆ ๆ ตากแดด เหาะไปไม่ได้เหมือนอย่างก่อน

    ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านจะทำกรรมอะไรที่ท่านอดทนไม่ได้ทำไปเถอะ ขออย่างเดียวอย่าไปเผลอทำอนันตริยกรรมก็แล้วกัน อนันตริยกรรมนั้น ถ้าทำลงไปแล้วเสื่อมจากมรรคผลนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกคือผู้พ่ายแพ้ในพระพุทธศาสนา อย่าทำ มันบาปหนัก

    ๑. ฆ่าบิดา
    ๒. ฆ่ามารดา
    ๓. ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต
    ๔. ฆ่าพระอรหันต์
    ๕. ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน

    ระวังนะ เวลาพระวัดใดวัดหนึ่งขัดผลประโยชน์กัน แตกสามัคคีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ญาติโยมอย่าไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็นอนันตริยกรรมไม่รู้ตัว เช่นอย่างหลวงพ่อวัดใต้ หลวงพ่อวัดเหนือ ต่างก็มีญาติมีโยมกันเยอะแยะ ขัดผลประโยชน์กันแล้วก็ทะเลาะกัน ต่างคนต่างก็มีลูกศิษย์ทั้งพระทั้งโยม แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก ยกพวกขึ้นมารบกัน ถ้าพระสงฆ์แตกสามัคคีกันเป็นกลุ่มตั้งแต่ฝ่ายละ ๔ รูปขึ้นไป นั่นเป็นสังฆเภท ในเมื่อสังฆเภทแล้วก็เป็นอนันตริยกรรม ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน บาปนักบาปหนา เพราะฉะนั้น การทำบาปทำกรรมให้ระวังอนันตริยกรรมให้มากๆ การทำบาปอย่างอื่น เช่น ฆ่ามนุษย์เป็นต้น แต่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ของเรา ไม่ใช่บุคคลดังกล่าวมาใน ๕ อย่างนั้น ยังมีโอกาสได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เช่น องคุลีมาลฆ่าคนที่นับได้ ๙๙๙ คน พอมาพบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม ได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์สมบูรณ์ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวน ๘๐ องค์ เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไรลืมเสียเถิด บาปกรรมอย่างใดที่เราทำมาแล้ว ยกเว้นอนันตริยกรรม ถ้าสงสัยข้องใจว่าเราจะเป็นบาปเป็นกรรม จะปิดทางมรรคผลนิพพาน ให้พยายามข่มจิตข่มใจ อย่าได้ไประลึกถึงมันเป็นอันขาด ถ้ามันอดระลึกถึงไม่ได้ ก็ให้หมั่นระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือพุทโธ ๆ ๆ ให้มาก ๆ จนมันลืมความหลัง แล้วจิตก็มาจดจ้องอยู่ที่พระพุทธเจ้า คือพุทโธ มันก็ไม่นึกถึงบาปเก่าแก่ที่ผ่านมาแล้ว จิตมันไม่ได้ไปกังวลกับบาปในอดีต

    การนึกถึงพุทโธเป็นพุทธานุสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า เรื่องนึกถึงก็เป็นบุญ แม้จิตจะไม่สงบก็ตาม เพราะฉะนั้น การทำสมาธิภาวนาในเบื้องต้นนี่ ต้องพยายามเอาสมาธิให้ได้ แม้แต่เพียงอุปจารสมาธิก็ยังดี หลวงปู่สิงห์ใหญ่ท่านกล่าวว่า ปลุกใจเพื่อปราบมาร คาถาปลุกใจก็คือพุทโธ ๆ ๆ ทีนี้มารนี่ ตัวขันธมารนี่เป็นตัวสำคัญ ขันธมารก็คือร่างกายของเรานั่นแหละ นั่งไปนานมันปวดมันเมื่อยมันเจ็บ เมื่อมันปวดเมื่อยเจ็บขึ้นมาแล้ว ตัวกิเลสมารมันก็เข้ามาแทรกคือ “อรติ” ความไม่ยินดีต่อการปฏิบัติ ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น มันกลัวตายถ้าปฏิบัติมากไป มันปวดหลาย เดี๋ยวแข้งขาจะมึนชาไปหมดจะกลายเป็นง่อยเป็นเปลี้ย เลยปฏิบัติต่อไปไม่ได้ถูกกิเลสมารมันทำลาย ทีนี้เวลาขันธมารมันแสดงฤทธิ์ขึ้นมา ถ้ายิ่งในขณะใดที่เราภาวนาพุทโธ ๆ ๆ จิตมันใกล้จะสงบนั่นแหละ ขันธมารมันจะแสดงตัวให้ปรากฏทันที ความเจ็บปวดความปวดเมื่อยมันก็เกิดขึ้นมาก ประเดี๋ยวปวดต้นคอ ประเดี๋ยวปวดหัว ประเดี๋ยวปวดตา ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ระหว่างที่จิตมันจะเข้าสู่สมาธิตัดขาดจากร่างกายนี่แหละ อุปสรรคอันนี้ มันจะบังเกิดขึ้น แหม! มันอึดอัดรำคาญเหลือทน อยากจะกระโดดโลดเต้น ทีนี้ถ้าตอนนี้นักภาวนาท่านใดอดทนพยายามเอาชนะมันให้ได้ โดยไม่ยอมแพ้มันง่ายๆ ต่อสู้กับมันจนสุดวิสัยจะสู้ได้จึงค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ ฝึกหัดอดทนบ่อย ๆ ทนไม่ได้ก็ทน ทนได้ก็ทน จนเกิดความคล่องตัวจนชำนิชำนาญ จนกระทั่งว่าเรานั่งตลอดวันยังค่ำไม่พลิก ไม่เปลี่ยนอิริยาบถได้ แล้วภายหลังมันจะต่อสู้กับมันได้ ในเมื่อผ่านขั้นนี้ตอนนี้ไปแล้ว ต่อไปการภาวนาจะสะดวกสบายมาก

    ทำไมขันธมารมันจึงแสดงออกมาให้ปรากฏ และกิเลสมารก็มาย้ำเข้าไปอีก กิเลสทั้งหลายนี่มันกลัวเราจะหนีจากมัน เพราะฉะนั้น มันจึงแสดงฤทธิ์มาขัดขวางเรา เราจะต้องปราบมันด้วยความอดทน ด้วยความอดกลั้น ด้วยความทนทาน ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ จนกระทั่งจิตเข้าสู่สมาธิ กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ แถมมีปีติ มีความสุข มีความเป็นหนึ่ง นั่นแหละเราจึงจะปราบขันธมารให้ผ่านพ้นไปได้ นี่ต้องพยายามเอาตรงนี้ให้ได้ ถ้าหากตราบใดเราเอาสมาธิในขั้นต้นนี้ไม่ได้แล้ว เราพูดไม่รู้ภาษากันหรอก อย่ามัวแต่ว่าฉันก็เก่งเธอก็เก่ง พอหันหน้าเข้ามาแล้วทะเลาะโต้เถียงกันอุตลุด เพราะฉะนั้น ใครยึดหลักการปฏิบัติแบบไหน อย่างไร ก็ให้มันแน่วแน่ พุทโธก็พุทโธไป ยุบหนอพองหนอก็ยุบหนอพองหนอไป สัมมาอรหังก็สัมมาอรหังไป วิธีการปฏิบัติไม่มีเฉพาะแค่ ๓ อย่างที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น บางทีถ้าขี้เกียจนึก เราอาจจะนั่งหลับตา ทำใจให้มันอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องตั้งใจไปคิดมัน แต่ถ้ามันคิดแล้วกำหนดสติรู้ทันที คิดแล้วรู้ทันที ๆ ๆ ไล่ตามมันไปอย่างนี้ มันก็สบายดีเหมือนกัน ลองดูซิว่ามันจะเข้าไปสู่สมาธิได้หรือเปล่า แต่คนทั้งหลายเขาว่าอย่างนี้ หลวงพ่อเคยเทศน์ว่า ขณะที่บริกรรมภาวนาอยู่ ถ้าจิตอยู่กับบริกรรมภาวนาปล่อยให้มันอยู่ไป แต่ถ้ามันทิ้งบริกรรมภาวนาไปคิดอย่างอื่น ก็ควรปล่อยให้มันไปบ้าง แต่อย่าลืมทำสติกำหนดตามรู้มันเรื่อยไป มีพระองค์หนึ่งบอกว่า ทำอย่างนั้นมันก็ยิ่งฟุ้งใหญ่ซิ เขาว่าอย่างนั้น เราลองดูว่ามันจะฟุ้งไหม ถ้าเราจะคิดว่า ในขณะใดที่เราบังคับจิตของเราให้หยุดนิ่งหรืออยู่กับบริกรรมภาวนาไม่ได้ ถ้าเราจะคิดว่า เอ้า! แกจะคิดไปถึงไหนฉันจะตามดูแก แกจะลงห้วยลงเหว ขึ้นฟ้าขึ้นสวรรค์ลงนรกฉันจะตามแกไป ไปจนสุดกำลังนั่นแหละ ลองดูซิโอกาสที่จิตมันจะสงบเป็นสมาธิเพราะการตามดูอารมณ์จิตนี่มันจะมีได้ไหม! โอ๊ย ! อันนี้มีแต่จะไปเชื่อคนอื่นเขา คนว่าภาวนาพุทโธ ๆ ๆ จิตมันจะสงบ สว่าง มีสมาธิ มีปีติ มีความสุขก็ไปเชื่อ ทั้งที่ตัวเองก็ทำไม่ได้ แล้วก็ไปยึดอยู่นั่นแหละ ทีนี้ทีหลังมาคนอื่นเขาว่ายุบหนอพองหนอ ๆ ๆ จิตเขาสงบ นิ่ง ว่าง สว่าง มีปีติ มีความสุข พอได้ยินเขา ตัวไม่เคยยุบเคยพองกับเขา ก็หาว่าเขาปฏิบัติไม่ถูกเหมือนกัน นักปฏิบัติของเราอย่าเป็นเช่นนั้น ให้พยายามทำใจให้มันเป็นกลางต่อวิธีการปฏิบัติที่กล่าว ๆ ที่เถียง ๆ กัน ขัดกัน แย้งกันอยู่นั่นน่ะ เป็นแต่เพียงไปยึดอยู่ที่วีการเท่านั้นเอง เช่นอย่างบางทีทางท่านก็ว่าภาวนาพุทโธ ๆ จิตมันสงบเป็นสมถะเท่านั้น ไม่ถึงวิปัสสนา บางทีของท่านภาวนายุบหนอพองหนอ จิตสงบวูบลงสว่างโพลงถึงวิปัสสนาแล้ว ภาวนาพุทโธจิตสงบวูบลงนิ่งสว่างโพลงเป็นสมถะ แล้วทีนี้เมื่อภาวนา ๒ อย่างนี้ เวลาจิตมันสงบแล้ว จิตมันเหมือน ๆ กันนี่ จะเรียกว่าอะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา จิตสงบนิ่งรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียวหรือไปรู้อยู่ในสิ่งสิ่งเดียว มันเป็นสมถะทั้งหมดนั่นแหละ ทีนี้จิตที่สงบลงเป็นสมถะนั้น มันก็มีวิปัสสนาอยู่ด้วยกันนั่นแหละ มันมีอยู่ด้วยกันอย่างไร

    ประการแรก เราจะได้รู้ว่า สภาพจิตนี่ ถ้าเราฝึกฝนอบรมแล้วมันเปลี่ยนได้ เปลี่ยนจากความวุ่นวายไปสู่ความสงบเยือกเย็น เปลี่ยนจากความเดือดร้อนไปสู่ความสุขความเยือกเย็น เพียงแค่นี้ก็มองเห็นแล้วว่ามันเปลี่ยนแปลงไป ถ้าจิตไปกำหนดหมายความเปลี่ยนแปลง มันกำหนดรู้อนิจจังแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครมีจิตสงบเป็นสมาธินิ่งลงไปสว่างโพลงขึ้นมา ก็รู้ทันทีว่านี้คือสมาธิ ความสงบนิ่งของจิตเป็นสมาธิคือสมถะ ความรู้ว่าสมาธิเป็นอย่างนี้ จิตสงบเป็นสมถะเป็นอย่างนี้ สมาธิเป็นอย่างนี้ ความรู้แจ้งเห็นจริงหายสงสัยนั่นคือวิปัสสนา จะไปเที่ยวถกเถียงกันให้มันปวดสมองทำไม ทีนี้การแก้ปัญหาเรื่องธรรมะต่างๆ นี่แก้กันที่ตรงไหน แก้กันที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

    “จักขุนา สังวโร สาธุ” การสำรวมตาเป็นการดี
    “โสเตนะ สังวโร สาธุ” การสำรวมหูเป็นการดี
    “ฆาเนนะ สังวโร สาธุ” การสำรวมจมูกเป็นการดี
    “ชิวหายะ สังวโร สาธุ” การสำรวมลิ้นเป็นการดี
    “กาเยนะ สังวโร สาธุ” การสำรวมกายเป็นการดี
    “มนสา สังวโร สาธุ” การสำรวมใจเป็นการดี

    “สัพพัตถะ สังวโร ภิกขุ” ภิกษุสำรวมในที่ทั้งปวงย่อมพ้นจากทุกข์ มันพ้นอย่างไร สำรวมตานี่สำรวมอย่างไร มีตาแล้วไม่ดูอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่! ดู แต่ต้องให้มีสติ อย่าให้มันเป็นตาหาเรื่อง หูได้ยินเสียงก็อย่าให้เป็นหูหาเรื่อง จมูกก็อย่าให้เป็นจมูกหาเรื่อง ลิ้นก็อย่าให้เป็นลิ้นหาเรื่อง กายก็อย่าให้เป็นกายหาเรื่อง ประเดี๋ยวยกตัวอย่างเช่น พระเถระกรรมฐานใหญ่โตเดินมา เขาจัดกุฏิร้างๆ ให้พัก ก็ว่าเขาทำไม่สมเกียรติสมยศเรา แน่ะ! กายมันเป็นกายหาเรื่อง มันอยากนอนที่ดี ๆ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนี่อยู่ที่การฝึกสติสัมปชัญญะให้รู้พร้อมอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สามารถแก้ไขปัญหาและชีวิตปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นแหละคือความมีสติปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริง รู้ว่าอะไรเป็นบาป รู้ว่าอะไรเป็นบุญ แก้บาปให้มันมาก ๆ เพิ่มบุญให้มันมาก ๆ มันก็เป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่มันอยู่ที่ความตั้งใจนะ พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่า “อักขาตาโร ตถาคตา” ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก ใครจะได้ดิบได้ดีทำเอา และอีกอย่างหนึ่งก่อนจะจบบรรยาย ขอแนะนำวิธีสร้างพลังจิต

    การนอนเป็นเวลา การตื่นเป็นเวลา การรับประทานเป็นเวลา การขับถ่ายเป็นเวลา การอาบน้ำชำระกายเป็นเวลา ทำอะไรให้ตรงต่อเวลา แล้วก็ให้มีสัจจะไว้ในใจว่า เราจะทำอะไรให้มันจริงใจสักอย่างหนึ่ง ให้เป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ของใจ นี่คือแผนการสร้างพลังจิตพลังใจ การทำอะไรเป็นเวลาตรงไปตรงมา มันเป็นการสร้างสัจจบารมี ถ้าใครมีสัจจะความจริงใจ มีสัจจบารมี ใกล้ต่อการตรัสรู้ ถ้าขาดสัจจะความจริงใจแล้ว ยังห่างพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี ไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ พระอานนท์เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองพระนครหนึ่ง เมื่อถึงหน้าแล้งพระฤาษีก็เหาะมาทางอากาศ มาพักอยู่ในสวนอุทยานของพระเจ้าแผ่นดินอานนท์ ทีนี้พระเจ้าแผ่นดินอานนท์ทรงทราบเสด็จไปเฝ้านมัสการถวายการอุปถัมภ์อุปัฏฐาก เพราะบารมีที่ท่านสร้างร่วมกันมาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้เอาใจใส่กัน พระฤาษีก็อนุเคราะห์ด้วยธรรมะด้วยอิทธิฤทธิ์ อธิษฐานจิตให้พระราชาพระราชินีมีความสุขความสบาย ถวายการอุปัฏฐากด้วยการนิมนต์มาฉันจังหันในพระราชวังทุกวัน

    ทีนี้อยู่มาในกาลครั้งหนึ่ง ข้าศึกมันมาประชิดชายแดน เรียกว่าโจรผู้ร้ายมันก่อจลาจลขึ้นมา พระเจ้าแผ่นดินยกทัพไปปราบโจร มอบการอุปัฏฐากพระฤาษีไว้กับพระราชินี พระราชินีก็ทรงทำธุระหน้าที่แทนพระองค์เป็นอย่างดี แต่อยู่มาวันหนึ่ง เจ้ากรรมพระราชินีจัดสำรับมาวางไว้ คอยแล้วคอยเล่าพระฤาษีก็ไม่เสด็จมาสักที ถ้าพระฤาษีมาก็เหาะมาเข้าทางหน้าต่าง ไม่ได้เดินต๊อก ๆๆ มา เหมือนอย่างเรา บังเอิญวันนั้นพระราชินีคอยแล้วคอยเล่า จนทรงเหน็ดเหนื่อย ก็เอนพระวรกายลงไป ม่อยหลับไป หลับอย่างสนิท ฝ่ายพระฤาษีก็เข้าฌานสมาบัติเพลิน พอออกจากฌานสมาบัติ เอ้า! ได้เวลาฉันจังหันแล้ว อธิษฐานจิตเข้าสู่สมาบัติเหาะมาทางอากาศ พอเหาะมาทางอากาศ ผ้าเครื่องนุ่งห่มของพระฤาษีบางทีก็ใช้เปลือกไม้บ้าง บางทีก็ใช้หนังเสือบ้าง พอเหาะมาทางอากาศ กระโดดลงมาภายในห้องท้องพระโรง พระราชินีกำลังบรรทมหลับสะดุ้งองค์ตื่นขึ้นมิได้ระวังองค์ปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง กลายเป็นการยั่วยวนให้พระฤาษีเกิดกิเลส พอเสร็จแล้วฌานพระฤาษีเสื่อม ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดศีล ทนไม่ไหวก็กระโดดปล้ำพระราชินี เลยฉันจังหันเสร็จ หลังจากนั้นก็เหาะมาทางอากาศไม่ได้ ต้องเดิน เดินมาฉันจังหัน ฉันทั้งจังหันเช้า ฉันทั้งจังหันเพล แล้วก็กลับไปสู่สวนอุทยาน จนกระทั่งพระราชาปราบข้าศึกสงบราบคาบลง เสด็จกลับพระราชวัง นางสนมกำนัลก็คอยทูลว่า พระราชินีทำมิดีมิร้ายกับพระฤาษีแล้ว พอพระองค์ทรงทราบ พระองค์ก็พิจารณาด้วยวิจารณญาณขงอนักปราชญ์ โดยตั้งพระทัยว่า ถ้าเราจะไปถามพระฤาษี ถ้าพระฤาษีรับอย่างไรเราก็รับอย่างนั้น ปฏิญาณอย่างไรเราก็จะรับอย่างนั้น ทีนี้พอเสด็จไปเฝ้าถามพระฤาษีว่า พระคุณเจ้าประพฤติอย่างนั้นจริงไหม พระฤาษีก็พิจารณาว่าพระราชาเคารพนับถือเรา ถ้าเราจะโกหกพระองค์ก็ต้องทรงเชื่อ แต่ว่าเรื่องอะไร เราสร้างบารมีเพื่อตรัสรู้แล้วจะมาเสียสัจจะ เราจะทูลไปตามความจริงดีกว่า พอพระราชาถามว่าจริงไหมเล่า จริงพระเจ้าข้า แหม! พระคุณเจ้าช่างเคร่งในสัจจบารมีเสียจริงๆ การประพฤติเช่นนี้มีโทษถึงคอขาด ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเราเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ย่อมลงโทษผู้กระทำผิดได้โดยอาญา ด้วยอำนาจของเรา แต่ท่านก็ไม่กลัวความตาย น่าอัศจรรย์ เอาล่ะ พระคุณเจ้าที่พระคุณเจ้าประพฤติล่วงเกินไปนั้นขอถวายไม่เอาเรื่อง แต่ต่อไปพระคุณเจ้าอย่าประพฤติเช่นนั้นอีก เราอภัยโทษ พอเสร็จแล้วพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จกลับพระราชวัง แล้วก็ไม่ทรงกริ้ว ไม่เอาโทษพระมเหสีใด ๆ ทั้งนั้น ส่วนพระฤาษีพอได้รับอภัยแล้วก็มาพิจารณาว่า ความฉิบหายวายวอดเป็นเพราะเรามาสู่แดนมนุษย์ มาสู่แดนมนุษย์นี่มันมีแต่ภัยอันตราย พระอาจารย์ของเราก็สอนไว้ว่ามาสู่แดนมนุษย์ให้ระวังสัตว์มีเขาที่อกมันจะขวิดเอาตาย เราก็มาเจอเอาเสียจริงๆ อย่างนี้ซิ อย่าเลย ต่อไปนี้เราไม่มาใกล้มันอีกแล้ว เสร็จแล้วก็อธิษฐานจิตเข้าฌานสมาบัติเหาะหนีไปอยู่ป่าหิมพานต์ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า นี่คืออำนาจของสัจจบารมี

    ความจริง ผิดรู้ว่าตัวผิด ถูกรู้ว่าตัวถูก ไม่โกหกใคร ผิดรับไปตามผิด ถูกรับไปตามถูก นั่นเป็นการสร้างสัจจบารมี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายก็ควรจะได้ฝึกหัดตัวเองให้มีสัจจบารมีบ้าง เราจะสวดมนต์ทำวัตรร่วมกันทุกวัน จะนั่งสมาธิทุกวัน เดินจงกรมทุกวัน จะนั่งสมาธิชั่วโมงหนึ่งก็นั่งให้มันได้ ๓๐ นาทีก็นั่งให้มันได้ อย่าไปเหลาะแหละ นี่คือการสร้างบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงปู่เสาร์ที่ท่านสอนให้นอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ นอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ อันนี้เป็นหลักคำสอนเบื้องต้น ท่านเคี่ยวเข็ญนักหนา ถ้าใครปฏิบัติได้แล้วท่านบอกว่ามันจะมีสัจจะความจริงใจ


    ................................
    ขอบคุณที่มา :- MEDIA=facebook]652202871538806[/MEDIA
     
  2. Pirates Of Arabia

    Pirates Of Arabia ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,792
    ค่าพลัง:
    +21,254
    อนุโทนาสาธุครับ
     
  3. Modzom9

    Modzom9 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2017
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +2
    ขอขอบพระคุณ ที่นำบทความนี้มาลงให้ค่ะ กำลังสงสัยสภาวะธรรมะที่เกิดขึ้นกับตนเองอยู่ว่าเกิดได้เพราะอะไรได้คำตอบแล้วค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...