วิธีเป็นพระโสดาบันสำหรับชาวพุทธ ง่ายมาก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ฟางว่าน, 8 มิถุนายน 2018.

  1. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,274
    ค่าพลัง:
    +1,191
    ละสังโยชน์ 3
    1.สักกายทิฏฐิคือไม่เห็นแก่ตัว รู้จักทำบุญให้ทาน
    2.วิจิกิจฉาคือเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
    3.สีลัพพตปรามาสคือถือศีล5 ไม่เจตนาละเมิด
    ถ้าเพื่อนๆชาวพุทธทำได้อย่างนี้ท่านก็ประกาศตนว่าเป็นพระโสดาบันได้เลย
     
  2. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,772
    ค่าพลัง:
    +29,225
    ในตำรามีสอนถึงระดับอรหันต์โน่นครับ
    ปัญหาคือตัวจิตเรามันเป็นเพราะสัญญา
    ที่ได้จากการอ่าน ฟัง คิด วิเคราะห์เอา
    หรือเป็นเพราะสภาวะของตัวจิตมันเอง
    ที่เป็นครับ

    ปล หากจิตยังแยกรูปแยกนามไม่ได้
    ไม่ต้องพูดเรื่องวิปัสสนาให้เสียเวลา
    เพราะอย่างไรก็เป็นวิปัสสนึก

    และหากเดินปัญญาไม่ได้
    จนเกิดเป็นปัญญาทางธรรมขึ้นมาบ้าง
    จนเกิดผลให้จิตคลายตัวเองได้
    ตามธรรมชาติของมันเองในระหว่างวันได้
    ซักประมานไม่กี่วินาที

    ก็ไม่ต้องพูดหลักการ วิชาการใดๆ
    ที่จะทำให้เป็นระดับโน้นนี่นั่น
    ให้เสียเวลาอีกเช่นกัน

    เพราะว่าเป็นการบรรลุ เป็นระดับ
    โน้นนี่นั่น แบบคิด วิเคราะห์เอา
    พูดง่ายๆว่า มโนมนึกทึกทักเดาสญาน

    ซึ่งมีข้อดีเพียงอย่างเดียวคือ
    ทำให้หลงสภาวะ
    และหลงตัวเองเล่นๆไปวันๆ

    แบบที่บางดวงจิตที่หลงสภาวะ
    หลงตัวเอง ที่มักจะมาประกาศ
    โชว์อะไร แบบฉลาดน้อยๆ
    ให้ชาวโลกได้แอบขำเล่นๆ
    นั้นหละครับ
    แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง ^_^

     
  3. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    38
    ค่าพลัง:
    +114
    ทำไมต้องประกาศตนล่ะครับ ?? เท่ โก้ โอ้อวด เท่าน้ันเองเหรอ
     
  4. zalievan

    zalievan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    848
    ค่าพลัง:
    +1,397
    เมื่อก่อนผมเคยนึกว่าตัวเองเป็นพระโสดาบันได้เพราะไอ้แบบนี้แหละ
    เพราะไม่เข้าใจพระธรรมอย่างแท้จริง

    ไปรู้ตัวก็ตอนที่ได้เข้าใจคำว่า "ธรรมดา" นี่แหละ ถึงรู้ว่าตัวเองไม่ใช่พระโสดาบัน
    แต่เป็นโสดันบ้า
    คือโส มุ่งทางธรรมจริง แต่ทำได้แค่เป็นคนบ้า นึกว่าที่ตัวเองทำ ๆ อยู่มันใช่แล้ว แต่ที่จริงไม่ใช่เลย เพราะตอนนั้นไม่ได้เข้าใจหลักธรรมอะไรอย่างแจ่มแจ้งเลย นึกเอาเอง ว่าเรารัก พุทธ ธรรม สงฆ์จริง รักษาศีล 5 ได้จริง ละ สักกายะทิฐิได้จริง (แต่ไม่ใช่ เราแค่มีความสุขตรงนั้นเพียงชั่ววูบ และแค่คิดว่าตัวเองทำได้แล้วต่างหาก)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มิถุนายน 2018
  5. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    38
    ค่าพลัง:
    +114
    ในเวปนี้ มีสมาชิกหลายคนหลงผิดเที่ยวโม้โอ้อวดว่าตนเป็นพระอริยเจ้าระดับนั้นระดับนี้
    จะมีสักกี่คน ที่จะพบแสงสว่างอย่างท่าน
    สาธุครับ.
     
  6. zalievan

    zalievan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    848
    ค่าพลัง:
    +1,397
    เมื่อก่อนผมก็เคยโม้ว่าตนเองมีกำลังใจเทียบเท่าพระสักกิทาคามีอยู่เหมือนกันแหละครับ

    ตอนนี้รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่ได้ว่ารู้แจ่มแจ้งอะไรมากนัก

    เพียงแค่เข้าใจ
    ธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น ทำให้เข้าใจพระธรรมได้มากขึ้นเท่านั้นเอง
    แต่ ผมก็ยังไม่ได้ละสังโยชน์ 3 ข้ออยู่ดีนะครับ เพราะ ปรารถณาพุทธภูมิ และเพราะปรารถณาพุทธภูมิ เลยมีการตั้งแง่ อยู่บ้าง มันก็เลย พลอย ละสังโยชน์ 3 ข้อนี้ไม่ได้ไปโดยปริยาย

    แต่

    ผมคิดว่าความเข้าใจเบื้องต้นที่จะนำพาคนไปสู่งละสังโยชน์ 3 ข้อนี้ได้คือ ความศรัทธาที่ เกิดจาก การ เห็นธรรมดาของโลกจริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนครับ

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ผม เรียกสิ่งนี้ว่าดวงตาเห็นธรรม
    แต่ผมก็ไม่ทราบว่า คำว่าดวงตาเห็นธรรมนั้น คือการเห็นธรรมดาของโลก หรือ ได้บรรลุโสดาบัน(สมัยเด็ก ครูที่โรงเรียนสอนว่า การได้ดวงตาเห็นธรรมคือบรรลุโสดาบัน)

    แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่า เป็นแค่การเห็นธรรมดาของโลก มากกว่า
    เพราะ ผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มรู้จักมองสิ่งตาง ๆ รอบข้างว่ามันเป็นธรรมดาอย่างไรได้แล้ว
    แต่ก็รู้ว่าตัวเองยังไม่ใช่พระโสดาบันอยู่ดี เป็นเพียง คนโง่ ๆ คนหนึ่งที่ปรารณาพุทธภูมิเพียงเท่านั้น ที่ตอนนี้ ไม่ได้คิดจะสร้างบารมีอะไรแบบพระโพธิสัตว์ นอกจากการศึกษาธรรมดาของโลกนี้ไปเรื่อย ๆ ก่อน เพราะก่อนเป็นที่พึ่งให้คนอื่น เราต้องมีอะไรเผื่อไว้ให้เขาพึ่งได้ไม่งั้นก็เป็นที่พึ่งให้ใครไม่ได้ ผมคิดแบบนั้น
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 9 มิถุนายน 2018
  7. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    38
    ค่าพลัง:
    +114
    คุณกล้าประกาศต่อสาธารณชนว่าปรารถนาพุทธภูมิ แสดงว่าได้สร้างสมบารมีมามากพอสมควรแล้ว และจะมีความสำรวมเสมอว่าตราบใดที่คุณยังไม่ได้อธิษฐานลาพุทธภูมิ ก็จะไม่มีวันบรรลุธรรมแน่นอน แต่บารมีธรรมต่างๆ โดยเฉพาะปัญญาบารมีจะมีมากทีเดียว
    พยายามต่อไปครับ ทำความดีโดยมุ่งหวังประโยชน์ส่วนรวมไปทุกๆวัน วันละนิดหน่อยก็ดี อย่าไปใส่ใจเรื่องกาลเวลาว่าจะยาวนานแค่ไหน อนุโมทนาสาธุด้วยครับ
     
  8. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    943
    ค่าพลัง:
    +2,847
    ไม่ได้มีตำราพิเศษอะไรนะครับ ก็อาจแสดงว่า เรียนเหมือนกันหมดครับ ปฎิบัติเหมือนกันหมดครับ
     
  9. zalievan

    zalievan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    848
    ค่าพลัง:
    +1,397
    สมัยที่ผมเรียนเป็นการเรียนเอาข้อมูลเฉย ๆ ครับ
    ไม่มีการปฏิบัติ ก็น่าจะตำราเดียวกันกับคนรุ่นเดียวกันและก่อนหน้าน่ะนะครับ ผมเรียน มานีมานะรุ่นสุดท้าย


    ตำราดียวกันก็อาจจะเรียนไม่เหมือนกันนะครับ แล้วแต่ครูผู้สอนเขาล่ะ สติปัญญาของนักเรียนก็ไม่เหมือนกัน ผลที่ออกมาก็เลยไม่เหมือนกันครับ

    เมื่อเรียนแบบท่องจำ การเห็นจริงหรือการเข้าใจจึงยังไม่เกิด เพราะเรียนแบบท่องจำเอาอย่างเดียว บวกกับความโง่ของผมในสมัยเด็กนี่ ผลออกมาปรากฏว่าเละครับ
    และระบบการศึกษาไทยโดยเฉพาะบ้านนอกก็อย่างที่รู้อ่านะครับ เน้นท่องจำกันเป็นหลัก ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่แท้จริงจึงไม่มี ผมนี่แหละที่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัด
    ผมมาเข้าใจธรรมดาเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนี้เองครับ ตอนอายุ 29 ตอนนี้ 33 ย่าง 34

    คือ รู้สึกตัวเองโง่มากทันทีที่เข้าใจเรื่องนี้
    เพราะตั้งแต่เรียนตอนนั้น ตอนอยุ่ป.4 ป.5 ก็ผ่านมา เกือบ 20 ปีแล้ว ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เคยเรียนมา

    โง่นานมาก แต่ก็รู้สึกว่าก็ยังดีที่ได้เข้าใจ
    เสียดายก็ตรงที่อยากจะรู้เร็วกว่านี้ ถ้ารู้เร็วกว่านี้ชีวิตคงดีกว่านี้มาก

    อ้อ อยากจะฝากถึงคนที่กำลังมีลูกนะครับ
    ใส่ใจปัญหาของเด็กบ้าง อย่าเพิ่งปล่อยให้เด็กคิดเองตั้งแต่เด็กเกินไป
    ต้องสอนและตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขามีความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่เขาเรียน และต้องให้แน่ใจว่าเขาสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้จริง ๆ ก่อน ไม่ใช่ปล่อยเขาทำหน้าที่ของเขาเองคิดหน้าที่ของเขาเอง โดยที่เขาไม่รู้ว่าเขาจะต้องทำอะไรเลย เพราะมันอาจจะทำให้เขาโตมาโดยที่ รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้อะไรเลย แบบผมก็เป็นได้ นี่ถ้าผมไม่ยึดถือศาสนาพุทธมาตลอดแม้จะไม่เข้าใจมันเลย ป่านนี้ผมอาจจะอยุ่ในคุกที่ไหนสักที่แล้ว เพราะชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่า มันมืดมนมากเหลือเกิน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2018
  10. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,683
    ค่าพลัง:
    +6,423
    +++ ป่าวไม่เกี่ยวกับความ "ใจบุญ" ไม่งั้น 3 ล้อถูกหวย ก็แปลงร่างเป็น "ซุปเปอร์สักกาย่า..." ไปหมดแล้วหนะซิ
    +++ ป่าวอีก ตัดวิจิกิจฉา คือ "สิ้นสงสัยในธรรม" ไม่ใช่ เคารพในยาม "ขอหวย" นะ
    +++ ป่าวอีกตามเคย ตรงนี้ยาว เอาตามใจความข้างล่างนี้แหละ

    ===================================================
    ทีนี้ “ปรามาส” แปลว่า การยึดถือมั่นจนเลยเถิด ถือเลยเถิดเป็นอย่างไร ที่ว่ายึดถือศีลพรตเลยเถิด ก็คือ ไม่ถือให้ตรงตามจุดมุ่งหมาย ก็เลยไม่ตรง ไม่พอดี จึงเลยเถิดไปเสีย

    ยึดถือตามจุดมุ่งหมาย คือ ถือปฏิบัติโดยมีความรู้เข้าใจด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะรู้จุดหมายได้อย่างไร พูดสั้นๆ ก็คือว่า ถือปฏิบัติด้วยปัญญาที่รู้ความมุ่งหมาย เมื่อรู้ความมุ่งหมาย ก็ปฏิบัติถูกต้องได้ เมื่อเราจะปฏิบัติอะไร เราศึกษาไต่ถามให้รู้ชัดลงไปว่า อันนี้มีความหมายอย่างนี้ มีความมุ่งหมายอย่างนี้ เราก็ปฏิบัติให้ถูกต้องตามความมุ่งหมาย เวลาทำอะไร ก็มองไปที่จุดหมาย อย่างนี้ไม่เป็นสีลัพพตปรามาส

    การยึดถือปฏิบัติที่เป็นสีลัพพตปรามาสนั้น เป็นความผิดพลาดเลยเถิดไปเพราะเจตนาของใจที่ขุ่นมัวโง่เลอะ ก็เลยยึดถือไปตามกิเลสที่เป็นเหตุต่างๆ คือ

    ๑. สีลัพพตปรามาสด้วยโมหะ คือยึดถือด้วยโมหะ ถือโดยหลงโง่งมงาย ปฏิบัติตามๆ เขาไปอย่างนั้นๆ โดยไม่รู้เรื่อง โดยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ความมุ่งหมาย อย่างที่ว่าแล้ว เขาสอนมาอย่างนั้น อาจารย์ทำมา ก็ทำตามกันไป อย่างนี้เป็นกันมาก เป็นสีลัพพตปรามาสด้วยโมหะ

    ๒. สีลัพพตปรามาสด้วยโลภะ ข้อนี้ท่านยกตัวอย่างบ่อยๆ เช่น ถือศีลโดยอยากไปเป็นเทวดา คิดว่า เราถือศีลอย่างนี้แล้ว จะได้เป็นเทวดาองค์นั้นองค์นี้ จะได้มีอำนาจฤทธิ์เดชอย่างนั้นๆ เรียกว่า ยึดถือด้วยโลภะ ที่จริงนั้น การไปเป็นเทวดา ไปสวรรค์อะไรๆ นั้น เป็นเรื่องของผลพลอยได้ เป็นผลพ่วง เมื่อปฏิบัติถูก ก็ไปเอง เป็นธรรมดาของมัน ไม่ต้องไปอยาก

    ๓. สีลัพพตปรามาสด้วยโทสะ เช่น ยึดถืออย่างเป็นปฏิกิริยา ได้ยินเขาว่าแล้วขัดใจขึ้นมา ฮึดฮัดบอกว่า ข้าจะถือของข้าอย่างนี้แหละ ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไป โกรธ อย่างนี้ก็โทสะ

    ที่กล่าวมานี้เป็นการยกตัวอย่าง รวมความว่า สีลลพตปรามาส จะเกิดขึ้น เมื่อไม่ปฏิบัติด้วยปัญญา พูดสั้นๆ เอาง่ายๆ ก็ว่าปฏิบัติด้วยกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ แม้จะทำด้วยริษยาหรือกิเลสอะไร ก็อยู่ในนี้

    เอาเป็นอันว่า นี่คือความหมายของคำ ยุติที่ว่าให้ปฏิบัติด้วยปัญญา โดยรู้ความหมายและความมุ่งหมาย

    +++ ข้อความเต็ม ๆ อยู่ที่นี่

    http://www.payutto.net/book-content/ความหมาย-สีลัพพตปรามาส/
    ===================================================
    +++ เอา "โซดา" มาอีกขวดดิ๊..... คนที่ชื่อ "ฟางว่าน" สั่งนะ...
     
  11. Neoworld

    Neoworld เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    7,308
    ค่าพลัง:
    +7,837
    เร่งเครื่องออกตัวแรงจนล้อฟรีฮับ
     
  12. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    ถ้าอยากเข้าใจสังโยชน์ 3 อย่างละเอียด
    ให้ไปอ่านหนังสือ "ตัวกูของกู"

    ในนั้นพูดเรื่องสังโยชน์ 3 ล้วน ๆ
    อยู่ที่ว่า ผู้อ่าน ทำได้ตามนั้นรึเปล่า?
     
  13. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,772
    ค่าพลัง:
    +29,225
    ตามตำราที่เขียนไว้เอาไว้ดูเป็นแนวทาง
    พอเทียบเคียงได้
    แต่ไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้หรอกครับ

    ในประเทศไทย ถึงได้กำเนิดพวก
    บรรลุคุณธรรมแบบตลกๆ มากหน้าหลายตา
    กลายเป็นผู้ป่วยทางจิต
    กลายเป็นผู้อ่อนแอทางจิต
    กลายเป็นผู้น่าสงสารไป...

    ที่มักจะมาพร้อมกับ การอ้างว่าเข้าฌานระดับสูงๆได้
    เพื่อประกอบกับความเท่ห์ส่วนบุคคล
    แต่ไม่มีความสามารถใช้งานได้จริง
    หรือไม่สามารถแสดงผลของกำลังฌานที่อ้างได้
    หรือไม่เข้าใจแม้สภาวะในขณะที่กำลังใช้งานได้
    แล้วก็จะโบ้ยว่า ตนเองเป็นสายสุขวิปัสสโก..
    พอให้คนอ่านได้แอบขำเล่นๆ...

    ตลอดจนไม่เข้าใจแม้กระทั่งสภาวะพื้นฐานที่จะ
    ใช้เดินปัญญาได้ หรือไม่เคยรู้แม้กระทั่งว่า
    สภาวะที่จิตคลายตัวตามธรรมชาติเป็นอย่างไร
    ทั้งๆที่สภาวะธรรมที่แสดง
    อ่านดูก็รู้ว่า ยังคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ตีความ
    ตามระดับกิเลสและสภาวะธรรมของตนเองในขณะนั่นอยู่

    บางดวงจิตอาการหนักมาก คิดว่าตนเอง
    วิเศษวิโส ยิ่งใหญ่ เก่งมาก เป็นระดับโน้นนี่นั้น
    ด้วยเพราะติดในสภาวะนามธรรม
    ติดในสัญญาที่ตนเอง ได้จากการคิดวิเคราะห์เอา
    ติดในระดับกำลังสมาธิระดับอุปจาระ
    ที่ตนได้ไปเห็นกระบวณการเกิดไปแล้ว
    ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่คิดว่า
    เป็นสภาวะที่วิเศษมากมาย
    ถึงขั้น เอามาโม้ ด้วยความภาคภูมิใจ
    ในสภาวะที่ตนเองได้สัมผัสมา.....อ่านแล้วขำดี...

    หรือติดสภาวะทางนามธรรมต่างๆที่ตนสัมผัสได้
    ในระดับที่เกิดได้ปกติในระดับปฐมฌาน.....
    แต่คิดว่า เป็นสภาวะของการบรรลุคุณธรรม
    อ้างว่า มีระดับโน้นนี่นั้น มาพูดกับตน
    และจะพูดในสิ่งที่ วิเศษวิโสทั้งนั้น (ผีหลอกในสมาธิ)
    แต่พอให้มาสอน ให้แนะ แสดงวิธีการ
    ก็จะความแตก กลายเป็นน้ำท่วมตาตุ่ม
    แต่ยังฟอร์มเยอะ เพราะมีมาดอยู่ เนื่องจากกลัวเสียหน้า
    เลยติดกมสันดาน
    ด้วยวิธีกล่าวหา และดิสเครดิส พวกที่มาขัดคอซักหน่อย

    พวกนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา มีมาเรื่อยๆ ทุกยุคทุกสมัยครับ
    พอให้ได้บันเทิง ขำขันเล่น เป็นช่วงๆไปครับ
    แถมยึดอีกนะว่าตนบรรลุจริงๆ
    พอมีคนทักท้วง ก็มักจะอ้างมุข เวรมุขกรรม
    เพื่อเอาไว้ขู่คนเล่นๆ
    ซึ่งก็มีมานานแล้วหละครับ


    เหมือนพวกที่มีโอกาสเขียนตำราทางพุทธฯ
    แต่ไม่มีความสามารถในทางด้านการปฏิบัติ
    แล้วมักจะอ้างว่าและใช้มุขอะไรก็ตาม
    ที่จะป้องกันการตรวจสอบสภาวะตนเองได้
    เช่น ถ้าจะตรวจสอบได้ต้องระดับโน้นนี่นั้น
    ไม่งั้นถ้าไปตรวจสอบ ไปขัด จะตกนรกโน้นนั่นนี่
    และมองว่าเรื่องการไปตรวจสอบได้
    เป็นเรื่องที่ไม่ใช่พุทธฯสอน แท้แล้ว
    ก็เพียงเพื่อไอ้ไว้ขู่พวกที่จะสอบ
    หรือรู้ทันตนเอง เท่านั้นเอง
    สุดท้าย พวกนี้ก็ไม่พ้นเรื่อง
    การติดการอยากได้รับการยอมรับจากสังคม
    ติดในเรื่องของลาภสักการะ
    ติดในเรื่องยศถาบรรศักดิ์
    ติดในสุขที่ตนเองได้รับ...
    และจะตัดเรื่องที่ตนไม่มีความสามารเข้าถึง
    ออกจากตำราไปเลย บอกว่า พระพุทธฯท่านไม่ได้สอน....


    เกือบทุกกรณี สำหรับพวก
    สายตลกโปกฮา ขี้อ้าง จะต้องกล่าว
    ว่าได้ฌานระดับร้อยแปดพันเก้า
    หรือพวกที่บอกว่า บรรลุโน้นนั่นนี่ทั้งหลาย
    จะใช้เป็นเรื่องปกติธรรมดาครับ



    ยกเว้นพวกที่สัญญาวิปลาส ที่คิดว่า
    ตนเองเก่งกว่าพระพุทธฯหรือคิดประกาศ
    ชาวโลกว่าตนเป็นพระพุทธฯองค์หนึ่ง
    หรือเข้าใจว่าตนเองเป็นประหนึ่งผู้วิเศษ
    นี่เป็นอีกกรณี ที่อาการหนักกว่าพวกก่อนหน้าที่กล่าวมา


    เรียกว่าเหตุที่เป็นเพราะ
    ปริยัติเกิดการอาพาธ คือ คิดวิเคราะห์ แยกแยะตีความเอา
    ไม่ได้เข้าถึง จากการวางทิฐิมานะของตน และไปปฏิบัติจนเข้าถึง
    และเทียบเคียงเอา ว่าตนเข้าถึง เลยกลายเป็น
    ระดับโน้นนี่นั่น ต้องเท่ห์เท่านั้น ระดับธรรมดาไม่เป็น
    เพราะกลัวดูไม่หล่อ...เด่วสาวๆไม่กรี๊ดกร๊าด....

    และเพราะปฏิบัติเกิดการอาเพส คือ ฝึกอะไรไม่เคยใช้งานได้จริง
    หรือสำเร็จเลยซักกรรมฐาน ก็เลยติดการโม้ระดับ
    โลกว่า ได้ฌานสูงๆ แต่ใช้งานไม่ได้จริงซักอย่าง
    ไม่กล้าพิสูจน์ ไม่กล้าแสดง เก่งแต่ทับถม
    ห่ำหันหากมีใครมาขัดคอ.....
    และพวกนี้มักชอบ อ้างแต่ครูบาร์อาจารย์
    ระดับเก่งๆ ดีๆทั้งหลาย ว่าตนเองปฏิบัติตามท่าน
    ทั้งๆที่ไม่ได้เศษเสี้ยวในความสามารถท่านเลย
    และไม่เข้าใจปฏิปทาของครูบาร์อาจารย์แต่และท่านเลย
    เอามาเพื่อขู่ พวกสายค้านต่างๆ


    ปฏิเวธจึงอาภัพ เลยต้องมาประกาศ โชว์ความตลก
    โปกฮา ให้ชาวโลกได้รับรู้นั่นหละครับ
    จากผลของปริยัติที่อาพาธและปฏิบัติที่อาเพส
    มาส่งเสริมร่วมกันนั่นหละครับ

    ปล.แค่เพียงแต่เล่าให้ฟัง. พอขำๆนะครับ
     
  14. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    38
    ค่าพลัง:
    +114
    เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่เริ่มสนใจธรรมะ แต่กลับถูกชักจูงไปยังสำนักมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้น น่าสงสารและน่าเสียดายจริงๆ แต่ สัตว์โลกก็เป็นไปตามกรรมแหละน๊ะครับ
     
  15. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,772
    ค่าพลัง:
    +29,225
    ดวงจิตที่ส่วนตัวจะเคารพ
    เท่าที่สังเกตุ มีประสบการณ์
    คือเป็นดวงจิตที่ไม่ยินดีในกามรมย์
    และไม่ชื่นชมในกามคุณ
    ไม่ว่าจะเป็นรูปก็ดี
    หรือว่าจะเป็นนามธรรมก็ดี
    บุคคลประเภทนี้จะเป็นพวก
    ที่มีคุณวิเศษในตัวเองเป็นปกติ
    เพราะสามารถเห็นและพิสูจน์ได้ง่าย
    หากได้พบเจอและสนทนาด้วย
    ส่วนกามรมย์และกามคุณมีอะไรบ้าง
    หาได้ตาม google และในนี้
    คงมีสมาชิกหลายท่านรู้ดี


    ปัจจุบันเจอทั้งยึดในรูปอยู่
    เจอทั้งยึดในนามธรรมอยู่
    ยึดในกิริยาต่างๆทางนามธรรมอยู่
    แถมยึดในสภาวะกำลัง
    สมาธิในระดับกะโหลกกะลา
    ปลาซิวปลาสร้อย
    แต่ดันคิดว่าเป็นสมาธิระดับสูง
    และดันคิดไปได้ตนเองมีคุณวิเศษในตัว
    โดยเอากิริยาทางนามธรรมด้านสมาธิ
    ที่ตนยึดยกมาอ้างยำรวมกับ
    สภาวะบรรลุธรรม ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ๕๕๕

    ส่วนตัวเข้าใจว่ามีทุกช่วงอายุครับ
    ยกเว้นเด็กๆ ที่ไม่ปะสีประสา

    เป็นไปได้ว่า อาจจะยังไม่มีโอกาส
    ได้พบพระเกจิอาจารย์ ครูบาร์อาจารย์
    ที่มีคุณวิเศษในระดับสากล
    ก็เป็นได้ (พูดมองโลกในแง่ดี)

    คงเจอแต่ระดับที่ยังยึด
    ไม่ว่ารูปหรือไม่ว่านาม
    อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่
    ก็เป็นได้ เลยพากันเตลิด
    ไปเรื่อยเปื่อย เรียกว่า ตายหมู่

    สรุป แล้วแต่เวรแต่กรรม ๕๕๕
    ง่ายดี
     
  16. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,274
    ค่าพลัง:
    +1,191
    สักกายทิฏฐิเป็นธรรมเฉพาะบุคคล มีหลายความหมาย เช่น ไม่ถือ ไม่ถือในอาการธรรม ไม่เห็นเหตุว่าเป็นรูปตน-เป็นเวทนาตน หรือไม่เห็นแก่ตัว รู้จักทำบุญให้ทาน อย่างที่แสดงไป ถ้าละสักกายทิฏฐิได้ก็ถือว่าเป็นพระโสดาบัน การเป็นพระโสดาบันไม่ใช่ว่าจะเป็นได้ง่ายๆ ต้องมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อย่างสูง และถือศีล 5 เป็นปรกติ ไม่มีเจตนาละเมิด ศีล 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ 1.ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต 2.ไม่ลักขโมย 3.ไม่ประพฤติผิดในกาม 4.ไม่พูดโกหก แต่อะไรเป็นความลับก็ไม่ต้องพูด รู้จักตั้งตนชอบในการพูด และ 5.ไม่กินเหล้า
     
  17. ภูมื์นิพัทธ์

    ภูมื์นิพัทธ์ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +1
    เห็นโทษภัยของทุกข์จริงๆ ทั้งของตนและคนอื่นครับ และไม่ปรารถนาที่จะสร้าง ภพ ชาติอีก จึงหาสาเหตุของทุกข์ หาหนทางปฏิบัติที่จะทำให้ตนลุล่วงไปถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ครับ แต่หนทางนั้นต้องเจริญแล้วด้วยมรรคมีองค์ 8 ครับ
     
  18. ชั่งเถอะ

    ชั่งเถอะ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 ธันวาคม 2017
    โพสต์:
    193
    ค่าพลัง:
    +135
    แล้วเห็นแล้วหรือว่า ตน จริงๆ แล้วคือใคร
    คำว่ากายไม่ใช่เรา แค่คิดอย่างเดียวมันไม่ได้หรอก แบบนี้มันแค่ วิสกี้
    ต้องทำจนเห็นกายในกาย และต้องมั่นใจในกายนั้นด้วยถึงจะเรียก โซดา

    ศีลที่ พระพุทธเจ้าท่านว่าก็ไม่ใช่ ศีล 5 นั้นด้วย มันคือ การเห็นกายในกายนั้นละ จิตไม่ส่งออกนอก ก็คุมกามคุณ 5 ได้หมด นี้จึงคือศีลตัวจริง ศีล 5 ที่คุณว่ามามันสำหรับ คนทั่วไป ไม่ใช่ศีลของ โซดา
     
  19. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    581
    ค่าพลัง:
    +367
    มันไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก...สิ่งสำคัญคือไม่ควรประมาทกับสิ่งใด...เพราะจุดเล็กๆนี่แหละคือตัวแปรสำคัญของความไม่แน่นอน...อยู่ที่เราเลือก...แต่เลือกเพราะอะไร...คงมีคำตอบในตนแน่นอน...สติปัญญาที่แสวงหาความหลุดพ้นกิเลส...มาจากการสั่งสมและเรียนรู้....ถ้าไม่อาจหยั่งรู้ได้ก็ควรศึกษาหาความถามไถ่จากผู้รู้...พระอริยะเจ้าทั้งหลายยังปรากฏก็ค้นหาเอา...มันก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง...ดีกว่าคิดไปเอง
     
  20. โอปะนะยิโก

    โอปะนะยิโก สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 สิงหาคม 2018
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +1
    โดยทฤษฎีก็เป็นตามนั้น แต่ผลจริงจะเกิดเมื่อญานทุกอย่างสุกงอมพร้อมเต็มทีศีล สมาธิ ปัญญา อินทรีย์แก่กล้าเต็มที่อริยมรรคจะเกิดของเขาเองเพื่อล้างกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน...สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...