วิธี ตัดราคะตัณหาให้ขาดสะบั้น/หลวงตาพระมหาบัว

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย เสขะ บุคคล, 23 กันยายน 2019.

  1. เสขะ บุคคล

    เสขะ บุคคล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,114
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +3,708
    coverl.jpg
    วิธี ตัดราคะตัณหาให้ขาดสะบั้น / หลวงตาพระมหาบัว

    -----------------------------------------------


    ...พอจิตมีความแน่นหนามั่นคงแล้ว มันอิ่มอารมณ์แล้วที่นี่ เมื่อจิตอิ่มอารมณ์แล้วพาออกทางด้านปัญญา ถ้าจิตไม่อิ่มอารมณ์ ยังหิวอารมณ์อยู่แล้ว ออกทางด้านปัญญาจะเป็นสัญญาไปเรื่อย ๆ คาดหมายอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นสมุทัยไปหมด เลยไม่เป็นปัญญาให้ เพราะฉะนั้นท่านถึงสอนให้อบรมทางสมาธิเสียก่อน สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา คือสมาธิมีความแน่นหนามั่นคงแล้ว สมาธิมีความอิ่มตัวแล้วก็หนุนปัญญาได้ พิจารณาทางด้านปัญญาก็คล่องตัว ๆ เป็นปัญญาจริง ๆ ไม่ได้เป็นสัญญาอารมณ์ เพราะจิตอิ่มอารมณ์แล้ว ออกพิจารณาทางด้านปัญญา


    ยกเอาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก กระทั่งถึงร่างกายทุกสัดทุกส่วน ให้เป็นเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อนั้นคือร่างกายทุกส่วนนี้แล ไฟคือสติปัญญา ตปธรรม หนุนเข้าไปพิจารณาเข้าไป สัมผัสสัมพันธ์กับอวัยวะใดก็ตามในร่างกายของเราที่เป็นที่ถนัดใจ พิจารณาอันนั้น ๆ แล้วจะค่อยแตกกระจัดกระจายไปถึงเรื่องว่า อสุภะอสุภัง อย่างนี้ก็เหมือนกัน อสุภะก็คือของไม่สวยไม่งาม ของสกปรกโสโครกนั้นเองจะเป็นอะไรไป ร่างกายของเรานี้ก็คือป่าช้าผีดิบอยู่แล้ว คือส้วมคือถานอยู่แล้วโดยหลักธรรมชาติของมัน เป็นแต่เพียงว่าผิวหนังบาง ๆ ไปปิดเอาไว้นิดหน่อย หลอกลวงทั้งตัวเราหลอกลวงทั้งผู้อื่น เป็นสิ่งที่หลอกลวงโลกได้ด้วยผิวหนังบาง ๆ เท่านั้นเอง จากบาง ๆ ไปนั้นมีอะไร เรียกว่าหมดทั้งตัวมีแต่เรื่องกองอสุภะอสุภัง ป่าช้าผีดิบเต็มไปหมดในร่างกายของเรา พิจารณาทางด้านปัญญาพิจารณาอย่างนี้


    ผิวหนังบาง ๆ ก็แยกละเอียดเข้าไปอีก ผิวหนังก็มีขี้เหงื่อขี้ไคลอยู่ในนั้นอีกมันสะอาดที่ไหน จากผิวเข้าไป หนังกับเนื้อมันก็ติดกันไป เข้าไปข้างในเท่าไรยิ่งสกปรกโสมม ปัญญาหยั่งเข้าไป ๆ ครั้งนี้เห็นเท่านี้ ครั้งต่อไปพิจารณาเข้าไป ค่อยแยบคายไป ๆ ความเห็นค่อยละเอียดลออเข้าไป ๆ ลุกลามไปได้หมด เลยปรากฏตั้งแต่อสุภะหมดทั้งตัวเลย ปัญญาก้าวเดินตามนี้จนมีความคล่องแคล่วว่องไว แล้วมันจะค่อยถอนตัวของมันเอง


    เรื่องความรักความชัง ราคะตัณหานี้ มันจะค่อยถอนตัวของมันออกไป ๆ เรื่อย ๆ พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้ชัดเจนมากเท่าไร เรื่องราคะตัณหามันถอนของมันเองแหละ ที่มันเป็นราคะตัณหาก็เพราะมันหลงอันนี้ เข้าใจว่าเป็นของสวยของงาม ก็รักชอบใจกำหนัดยินดีไปได้ซี เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นป่าช้าผีดิบแล้วมันจะไปกำหนัดอะไร อยู่ในป่าช้ากองกันพะเนินเทินทึกใครไปกำหนัดยินดีกับมันที่ไหน อันนี้ป่าช้าของเราก็เหมือนกัน เมื่อลงได้เห็นชัดเจนอย่างนี้แล้วมันก็ถอนตัวออกมา ๆ


    ความชำนิชำนาญในอสุภะอสุภังมากเท่าไร ประหนึ่งว่าราคะไม่มีนะ เหมือนว่าหมดไปเลยทั้ง ๆ ที่มันสงบตัวของมันต่างหาก มันไม่ได้สิ้นได้หมดนะ แต่ประหนึ่งว่าสิ้นไปแล้วราคะ เพราะอำนาจอสุภะอสุภังทับหัวมันไว้ เพราะฉะนั้นจึงแยกแยะพิจารณาขยับขยายเพ่งดูภายนอกออกไปว่าเป็นเหมือนกับร่างกายของเรานี้ ดูร่างกายก็เหมือนภายนอก แล้วดูร่างกายของตัวเองชัดเจนเข้าไป เมื่อมันมีความชำนิชำนาญแล้วดูซากอสุภะอสุภังของเจ้าของที่กางเอาไว้ข้างหน้า เช่น กองอสุภะของตัวเอง หรือกองอสุภะของผู้ใดก็ตามมาตั้งไว้ตรงหน้า มันก็เห็นชัดเจนอย่างนั้น


    ครั้นสุดท้ายกองอสุภะอสุภังทั้งของเขาทั้งของเรา ออกไปกองเอาไว้ มันเป็นมาจากไหน นั่นเวลาจะถึงตัวจริงของมัน กองอสุภะอสุภังที่ไปตั้งเอาไว้นี้กำหนดดูให้ชัดเจน ดูอันนี้มันเป็นยังไงอสุภะอันนี้ มาจากไหน ความเคลื่อนไหวของมันจะปรากฏขึ้นมา เวลาเราทำลาย-ทำลายเมื่อไรก็ได้ ตั้งขึ้นมาพับให้ดับขาดสะบั้นลงไปทันทีทันใดก็ได้ เพราะปัญญาคล่องแคล่วว่องไว


    ทีนี้ เราจะพิสูจน์ ให้มันเห็นชัด ว่า อสุภะนี้มาจากไหน ทั้ง ๆ ที่เราตั้งขึ้นมานั้นมันตั้งขึ้นมาจากอะไร อะไรพาให้เป็นอสุภะขึ้นมาต่อหน้าของเรานี้ เพ่งดู ดูตัวอสุภะตัวนี้มันจะเคลื่อนไหวไปไหน มันจะเข้าในหรือออกนอก หรือมันจะเหาะเหินเดินฟ้าไปไหนดูจุดนั้นให้ดี นี่ถึงขั้นที่มันจะตัดสินกันนะ ดูจุดนี้ ถ้ามันยังไม่ถึงขั้นตัดสินกันได้ ดูมันก็เป็นอีกแง่หนึ่ง ๆ ของมัน พอถึงขั้นที่มันจะตัดสินกันแล้ว อสุภะที่เรากำหนดอยู่ข้างหน้านี้ จิตมันจะเพ่งดูนาน ๆ แล้วจิตดวงนี้แหละมันค่อยกลืนเข้ามา ๆ อสุภะที่นั่งเด่นอยู่ต่อหน้าเรานี่ ความเด่น ๆ นั้นถูกความรู้อันนี้คือใจนี้กลืนเข้ามา ๆ


    สุดท้าย อสุภะเลยมาเป็นใจเสียเองไปหลอกตัวเอง ตั้งเป็นอสุภะนั้นขึ้นมา ครั้นเวลากำหนดตามหลักความจริงแล้ว อสุภะนั้นเลยหมุนเข้ามาหาใจตัวเองซึ่งเป็นผู้ไปวาดนี้แล เลยกลายเป็นจิตเสียเองเป็นผู้ไปวาดภาพตัวเอง ทั้งว่าสวยว่างาม ทั้งว่าอสุภะอสุภัง ไม่ใช่ผู้ใด คือตัวจิตนี้เองไปหลอกตัวทั้งสองด้านนั้นแหละ


    พอเข้าถึงนี้แล้วมันก็รู้ตัวจริงของมันว่าตัวนี้เป็นผู้หลอก ตัวนี้เป็นตัวอสุภะหรือเป็นตัวสุภะ ภาพข้างหน้าที่เรากำหนดไว้นั้นไม่ใช่สุภะไม่ใช่อสุภะ ตัวนี้ต่างหากเป็นผู้ไปหลอกวาดภาพไว้ข้างหน้า เวลาพิจารณาแล้วมันก็กลืนเข้ามาหาตัวผู้ไปหลอกนี้เอง พอเห็นนี่แล้วมันก็ปัดผึงเลย เรื่องอสุภะก็ตามสุภะก็ตาม ภายนอกภายในที่ไหนมันไม่ถือเป็นปัญหายิ่งกว่าสุภะอสุภะที่เจ้าของคือใจดวงนี้เอง เป็นผู้ไปหลอกเสียเอง ไปตั้งอันนั้นไว้ พอมารู้ตัวเองว่าเป็นผู้ไปหลอก ตัวเองก็กลืนเข้ามา มันก็เห็นชัดเจนว่า ตัวเองนี้เท่านั้นเป็นผู้ไปวาดภาพว่าสุภะอสุภะ อสุภะภายนอกเลยไหลเข้ามาเป็นอสุภะภายในหัวใจเสีย ทีนี้มันก็ปล่อยเลย ปล่อยเรื่องราคะตัณหา มันปล่อย


    นี้เป็นขั้นเริ่มแรกที่มันปล่อย ตัดสินใจแน่แล้วทีนี้ ถึงจะไม่เสร็จสิ้นร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนพวกที่เป็นขิปปาภิญญาก็ตาม แต่ก็เรียกว่าสอบได้แล้วขั้นนี้ ให้กำเริบเป็นอื่นเป็นไปไม่ได้ จะให้ย้อนกลับมาเป็นราคะตัณหาอีกเหมือนแต่ก่อนเป็นไปไม่ได้แล้ว แน่ใจเจ้าของ



    ทีนี้ก็มีแต่จะฝึกฝนเจ้าของ ฝึกซ้อมเจ้าของ โดยตั้งอสุภะที่เคยพิจารณาดังที่ว่านั้น ที่มันกลืนเข้ามา ๆ ตั้งอันนั้นปั๊บกำหนดเข้าไปแล้วค่อยกลืนเข้ามาเรื่อย ๆ กลืนเข้ามามาถึงตัวนี้อีก ตั้งอีกตั้งใหม่อีก ตั้งเรื่อยเข้ามา เรียกว่าฝึกซ้อมขั้นนี้ให้ชำนิชำนาญ ขั้นราคะตัณหาได้หลักได้เกณฑ์แล้ว ทีนี้ฝึกซ้อมให้มีความชำนิชำนาญเข้าไป พอตั้งเป็นอสุภะขึ้นมา พอกำหนด ๆ นี้อันนั้นมันจะค่อยหมุนเข้ามาหาตัวใจคือตัวผู้รู้นี้ กลืนไปหมด เอา ตั้งใหม่ นี่เรียกว่าฝึกซ้อมจิตขั้นนี้ ขั้นได้หลักได้เกณฑ์เรื่องสุภะอสุภะแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องราคะก็เป็นอันว่าขาดไปแล้ว แต่ยังไม่สิ้นไม่สุด ส่วนใหญ่ขาดเรียบร้อยแล้ว ให้กำเริบไม่มีทางแล้ว แต่ส่วนย่อยส่วนอะไรจะเรียกว่ามลทินหรือสนิมเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดอยู่กับนั้นยังมี


    นี่ที่ว่าสอบได้แล้ว ๕๐% เรียกว่าสอบราคะตัณหาได้ ๕๐% แล้ว เป็นขั้นได้แล้ว ต่อไปนี้จะฝึกซ้อมกันให้เป็น ๖๐% ๗๐% ด้วยความชำนิชำนาญในการกำหนดอสุภะไม่หยุดไม่ถอยเข้าไปเรื่อย ๆ ต่อไปอันนี้ก็จะหมุนเข้ามาเร็วเข้า ๆ แล้วดับไปเรื่อย พอเข้ามาถึงใจแล้วก็ดับที่ใจ เข้ามาถึงใจแล้วดับที่ใจเร็วเข้า เร็วมากเท่าไรดับที่ใจ นี่เรียกว่าฝึกซ้อมขั้นกามราคะที่สอบได้ระดับแล้ว เพื่อให้มีความชำนิชำนาญก้าวขึ้นสู่ความสิ้นราคะโดยสิ้นเชิง แต่ยังไงมันก็ไม่มีกำเริบแล้วถ้าถึงขั้น ๕๐% นี้ เรียกว่าตัดขาด ให้ถอยลงมากว่านี้ไม่ถอย เป็นแต่เพียงว่ามันช้า


    การฝึกซ้อมตัวเองนี้หากเป็นไปเอง ไม่มีใครบอกก็รู้ แล้วฝึกซ้อมไปเรื่อย ๆ เพื่อความชำนิชำนาญ ครั้นต่อไปเวลามันหมดมันสิ้นเสียจริง ๆ กำหนดภาพขึ้นมาพับ พอปรากฏปั๊บมันก็ดับพร้อม ๆ เข้าในหัวใจหรือไม่เข้าในหัวใจก็รู้มันดับพับ ๆ หมด ทีนี้ไม่มีการฝึก แต่เราก็ต้องอาศัยภาพอันนี้เป็นเครื่องฝึกไปเรื่อย ๆ ชำนาญไปเท่าไรก็ต้องฝึกอยู่นี้ จิตมันจะค่อยก้าวของมันไปเอง จากนั้นก็เป็นความว่างไป ๆ แล้วก็ติดตามพวกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อพิจารณาร่างกายหมดปัญหาไปแล้ว มันก็ต่อเนื่องถึงพวกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นนามธรรม


    รูปกายนี้เมื่อเวลามันหมดปัญหาไปแล้ว ให้พิจารณาเหมือนแต่ก่อนมันไม่ยอมพิจารณา มันรู้เองนั่นแหละ คือมันพอกามกิเลสพอตัวแล้ว ละได้แล้ว เรื่องพิจารณาร่างกายเกี่ยวโยงกับกามกิเลสมันก็ค่อยหมดปัญหา จนกระทั่งนิมิตที่ว่านี้หมดไปโดยสิ้นเชิง กามราคะก็หมดไป ๆ ไปแบบนี้ ๆ จากนั้นก็ว่างแล้วพิจารณาถึงพวก สัญญา สังขาร เฉพาะอย่างยิ่งสังขารตัวสำคัญ มันปรุงแพล็บเกิดขึ้นที่ไหนมันก็ดับที่นั่น นี่เรียกว่าพิจารณานามธรรม มันหากเป็นไปเองนะ สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนมากจะหนักอยู่ทางพวกสังขารผู้พิจารณานามธรรมนี้ คอยดูความปรุงความคิด ความเศร้าหมองผ่องใสที่เป็นสัญญาอารมณ์มีอยู่ ๒ อย่าง สัญญา สังขาร มันจะเป็นอยู่ภายในจิต ติดตามเข้าไป


    เรื่องร่างกายมันหมดปัญหาไปแล้ว มันก็มีแต่นามธรรมที่ปรากฏมาจากจิต แล้วตามเข้าไปก็ไปดับที่จิต ตามเข้าไป นี่ก็เป็นการฝึกซ้อมตลอดเหมือนกัน ความคิดความปรุงของจิต คิดเรื่องอะไรมันก็ดับพร้อม ๆ คิดดีก็ดับ คิดชั่วก็ดับ แล้วก็ฝึกซ้อมกันไปในตัว มันก็ก้าวเข้าไปถึงตัวใหญ่คืออวิชชา นี่เราพูดเพียงย่อ ๆ สรุปเอานะ ถ้าพูดถึงภาคปฏิบัตินี้ โถ มันเหมือนฟ้าดินถล่ม การพิจารณาก็ยืดยาวนาน ไม่ทราบว่ากี่วันกี่คืนฟัดกันอยู่อย่างนั้น แต่นี้สรุปเอาในการพิจารณาธรรมทั้งหลายให้เห็นชัดเจนเป็นลำดับลำดาไป คำว่ากามกิเลสมันขาดยังไงก็ขาดอย่างนี้แหละ


    พอถึงขั้นที่นิมิตที่เรากำหนดไว้ข้างหน้า มันหมุนตัวเข้ามา เป็นใจกลืนเข้ามาเสียเองแล้ว นี่เรียกว่าได้รากฐาน นิมิตภายนอกนั้นหมดแหละปัญหา ก็มาทราบตัวเองว่าตัวเองเป็นผู้หลอกตัวเองต่างหาก ไปตั้งสุภะขึ้นมาก็ตัวเองหลอกตัวเอง สุภะก็ดี อสุภะก็ดี เป็นตัวเองหลอกตัวเอง แต่เวลาเรายังไม่รู้ตัวนี้นั้นก็เป็นทางเดินของเรา ถูกต้องนะ แต่พอรู้ตัวนี้แล้วมันก็รู้โทษของตัวเองของจิต ว่าตัวจิตนี้เองไปหลอก มันเป็นขั้นเป็นตอน ในขณะที่ยังไม่รู้ก็เป็นทางเดินอันดีงาม ถูกต้อง จากนั้นมันก็เข้าถึงจุดใหญ่ซิ


    คำว่า อวิชชา เมื่อเข้าถึงนามธรรมแล้วมันจะเข้าจุดนั้นบอกไม่บอกก็ตาม เพราะมีแต่อวิชชาอันเดียวเท่านั้น นอกนั้นไม่มี พิจารณาอะไรมันไม่ยอมพิจารณา ก็มีแต่เรื่องสัญญา สังขาร เรียกว่านามธรรม พิจารณาแต่เรื่องนามธรรมล้วน ๆ แล้วเข้าถึงจิต ๆ หลายครั้งหลายหนมันก็ถล่มกันลงได้ นี่การพิจารณาภาวนา เบื้องต้นก็อย่างที่พูดให้ฟังแล้ว ต้องตั้งจิตตั้งใจเอาให้จริงจัง ถ้าว่าบริกรรมก็เอาให้จริงแล้วจะเข้าสู่ความสงบ จากความสงบแล้วเข้าเป็นสมาธิ จากสมาธิแล้วออกพิจารณาทางด้านปัญญา เป็นขั้นเป็นตอน...

    -----------------------------------------------
    คัดลอกบางส่วนจากที่มา เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
    เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔
    "วิธีตั้งจิตให้สงบเป็นสมาธิ"

    http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=747&CatID=3
    -----------------------------------------------
    ฟังเสียงเทศน์จริงเต็มกัณฑ์ผ่าน Youtube ที่นี่

     
  2. เสขะ บุคคล

    เสขะ บุคคล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,114
    กระทู้เรื่องเด่น:
    12
    ค่าพลัง:
    +3,708

    ไฟล์ที่แนบมา:

แชร์หน้านี้

Loading...