วิบากกรรมโรงงานฆ่าสัตว์ปีกในจีน..ไฟคลอกคนงานตาย 119 ชีวิต

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย ริมฝั่งของ, 5 มิถุนายน 2013.

  1. ริมฝั่งของ

    ริมฝั่งของ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +310
    ไฟไหม้โรงงานจีนคลอก119ชีวิต

    [​IMG]

    [​IMG]


    เกิดเพลิงไหม้ภายในโรงงานฆ่าสัตว์ปีกที่มณฑลจี๋หลินของจีนเมื่อเช้าตรู่วันจันทร์ คนงานหลายร้อยพยายามหนีตายแต่ประตูทางเข้า-ออกถูกล็อก พบศพคนงานแล้ว 119 ศพ ยังสูญหายอีกมาก เผยเป็นอัคคีภัยครั้งเลวร้ายที่สุดของจีนในรอบ 12 ปี

    ขณะเกิดเหตุนั้นมีคนงานอยู่ในโรงงานเปาหยวน ในเมืองเตอฮุ่ยแห่งนี้มากกว่า 300 คน คนงานที่รอดชีวิตเผยกับสำนักข่าวซินหัวและสถานีซีซีทีวีของทางการจีนว่า ได้ยินเสียงระเบิดแล้วจากนั้นก็มีควันสีดำ ไฟเริ่มลุกเมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. ช่วงที่คนงานกำลังเปลี่ยนกะ หลายคนกล่าวว่าต้นเพลิงน่าจะเกิดจากห้องเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว

    ซินหัวรายงานว่า คนงานราว 100 คนสามารถหนีออกมาจากโรงงาน ซึ่งขณะที่ไฟไหม้นั้นประตูถูกล็อกอยู่ได้ และด้วยเหตุที่โครงสร้างภายในโรงงานประกอบสำเร็จแห่งนี้มีความซับซ้อน จึงทำให้การช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายในทำได้ยาก จำนวนผู้ที่สูญหายนั้นยังไม่ชัดเจน โดยผู้ที่รอดชีวิตมีผู้บาดเจ็บด้วย 54 รายที่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

    ไฟได้ลุกไหม้อยู่นานหลายชั่วโมง รัฐบาลมณฑลจี๋หลินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ได้ส่งพนักงานดับเพลิงมากกว่า 500 คน และแพทย์-พยาบาลมากกว่า 270 คนมายังจุดเกิดเหตุ และได้อพยพชาวบ้านในละแวกนั้น 3,000 คนเพื่อป้องกันล่วงหน้า โดยต้นตอของเพลิงนั้นสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากไฟชอร์ตหรือสารเคมีรั่ว

    จำนวนผู้เสียชีวิตตามข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลท้องถิ่นเมื่อเวลา 16.25 น. วันจันทร์ อยู่ที่ 119 ราย และถือเป็นเหตุเพลิงไหม้ครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบเกินกว่า 1 ทศวรรษ นับแต่เหตุเพลิงไหม้ดิสโกเธคภายในศูนย์การค้าที่เมืองลั่วหยาง ในมณฑลเหอหนาน เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2543 ที่คร่าชีวิตคนถึง 309 ราย ส่วนเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงหนล่าสุดก่อนหน้านี้ในจีน คือไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ที่เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2554 เสียชีวิต 58 คน

    จีนเป็นประเทศที่มาตรฐานความปลอดภัยในการจ้างงานต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อุบัติเหตุร้ายแรงในโรงงานอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมเหมืองเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เหตุการณ์ล่าสุดนี้ ทำให้สื่อสังคมออนไลน์ของจีนแสดงความคิดเห็นกันอย่างโกรธแค้น ในเว็บไซต์ซินล่างเวยป๋อซึ่งเปรียบเสมือนทวิตเตอร์ ผู้ใช้หลายรายโจมตีเจ้าหน้าที่ทางการว่าหย่อนหยาน และมีการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัยที่โรงงานนี้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ "เจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องถูกปลดเพราะเหตุการณ์นี้" นักท่องเว็บรายหนึ่งเขียน

    บรรดาญาติของคนงานพากันรวมตัวที่ด้านนอกโรงงาน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสอบสวนและประกาศถึงสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้โดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ สถานีโทรทัศน์ช่องฟินิกซ์ของฮ่องกง รายงานอ้างคำกล่าวของพวกญาติด้วยว่า ประตูต่างๆ ของโรงงานนี้มักจะถูกล็อกไว้ระหว่างชั่วโมงทำงาน เพื่อไม่ให้คนงานออกนอกสถานที่ ซ้ำโรงชำแหละแห่งนี้ยังไม่เคยจัดฝึกซ้อมหนีไฟเลยด้วย

    ทั้งนี้ โรงงานนี้เป็นของบริษัท จี๋หลินเปาหยวนเฟิง เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2552 จ้างแรงงานราว 1,200 คน และสามารถผลิตไก่ได้ปีละ 67,000 ตัน หลังเกิดเหตุยังไม่มีตัวแทนของโรงงานออกมาให้ข่าว และซินหัวเผยว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่จับกุมผู้ต้องสงสัยรายใด เนื่องจากการสอบสวนหาสาเหตุเพิ่งเริ่มต้น.


    ไฟไหม้โรงงานจีนคลอก119ชีวิต | ไทยโพสต์
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มิถุนายน 2013
  2. ริมฝั่งของ

    ริมฝั่งของ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +310
    ผลกรรมจากการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์

    สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย บรรดามีอยู่ในโลกนี้มีมากมายเหลือคณานับ มีทั้งเหมือนกัน คล้ายคลึงและแตกต่างกันอย่างลิบลับทั้งกำเนิด รูปร่าง ขนาดของร่างกาย อาหารและการดำรงชีวิต สัตว์โลกทุกประเภทที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ถ้าไม่มีอาหาร ก็จะตายหมด และวิธีจะได้อาหารมา ตามสัญชาตญาณของสัตว์กินเนื้อ สัตว์ใหญ่จะกินสัตว์เล็กเป็นอาหาร สัตว์ที่มีความแข็งแรงกว่าจะดำรงอยู่ได้ สัตว์ที่อ่อนแอก็จะตายไป

    อย่างไรก็ตาม ทั้งคนและสัตว์ ล้วนแล้วแต่รักตัวกลัวตาย ต้องการความสุขและความปลอดภัยในชีวิต ไม่อยากให้ใครมาเข่นฆ่าราวี เบียดเบียนรังแกข่มเหงด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มนุษย์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยคุณธรรมกว่าสัตว์เดรัจฉาน ถึงกระนั้นก็ยังเข่นฆ่าและเบียดเบียนซึ่งกันและกันและฆ่าสัตว์อื่นๆอยู่ไม่ว่างเว้นแต่ละวัน ทั้งนี้ เพราะอำนาจกิเลสตัณหา ความอยากได้อยากมี อยากเป็น ความมืดบอด ความอาฆาตพยาบาทเคียดแค้น ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความไม่รู้แจ้งในเรื่องบาปบุญ คุณโทษ ความไม่ละอาย ไม่สะทกสะท้านไม่เกรงกลัวต่อผลของบาปกรรมที่จะตามมา เพราะเห็นแก่เงิน ความจำเป็นในการดำรงชีพเพื่อความอยู่รอดของแต่ละคนและครอบครัวและความติดใจใน รสชาติของเนื้อสัตว์ครอบงำจิตใจทำให้ต้องฆ่าและเบียดเบียนสัตว์

    ฆ่าทำไม !

    คำว่า “ฆ่าสัตว์” มีความหมายกว้างรวมไปถึงฆ่ามนุษย์และฆ่าสัตว์น้อยใหญ่ตั้งแต่เล็กที่สุดถึงใหญ่ที่สุด เช่น ไร เห็บ หมัด เหลือบ ยุง ริ้น ไร มด ปลวก แมลง กุ้ง หอย ปู นก ปลา กระรอก หนู เป็ด ไก่ เก้ง กวาง ฟาน ม้า วัว ควาย ช้าง เป็นต้น ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอาจจะมีเหตุผล ในการฆ่ามากมายหลายอย่าง สุดแล้วแต่จะอ้างเอ่ย เช่น ฆ่าเพื่อป้องกันตัวหรือโดยหน้าที่ เช่น ทหาร ตำรวจ หรือเพชรฆาต ฆ่าเพื่อเป็นการเลี้ยงชีพ เช่น ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนทำมาหากินด้วยการยิงนก ตกปลา จับสัตว์บก สัตว์น้ำมาเป็นอาหารและขาย ฆ่าด้วยความคึกคะนองตอบสนองความสนุก ตกปลา ล่าสัตว์เป็นเกมส์กีฬา ฆ่าด้วยบันดาลโทสะ ไม่พอใจ โกรธ เกลียดเนื่องจากสัตว์มาทำลายข้าวของให้เสียหาย ฆ่าด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น กักขังสัตว์ในกระสอบ กรง ในเล้า ในสุ่ม แล้วลืมให้อาหาร ลืมให้น้ำ หรือสัตว์ไม่มีอากาสหายใจ จนเป็นเหตุถึงแก่ความตาย ฆ่าเพราะความเชื่อในทางศาสนา ฆ่าบูชายัญ บวงสรวงเทพเจ้า ตลอดจน ฆ่าด้วยความการุณ หรือ การุญฆาต เพราะทนต่อการดูสภาพการทนทุกข์ทรมานของคนหรือสัตว์อื่นไม่ได้

    เมื่อกล่าวโดยสรุป การฆ่าแบ่งออกเป็น ๖ ประเภท ดังนี้

    ๑. ฆ่าด้วยตัวเอง โดยใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น มือ เท้า แขน ขา ปาก ฟัน เป็นต้น

    ๒. ใช้ให้ผู้อื่นฆ่าโดยการออกคำสั่งหรือบังคับให้ทำ

    ๓. ฆ่าด้วยอาวุธต่างๆ ใช้อุปกรณ์ในการฆ่าประเภทใดประเภทหนึ่ง

    ๔. ฆ่าด้วยหลุมพราง วางขวากหนามสำหรับให้สัตว์ตกลงไป

    ๕. ฆ่าด้วยวิชาอาคม ด้านไสยศาสตร์ เช่น เสกหนังควายเข้าท้อง การบิดไส้ เป็นต้น

    ๖. ฆ่าด้วยฤทธิ์ หรือ ฆ่าด้วยพลังจิตสำหรับผู้มีสมาธิขั้นสูงเมื่อเกิดโทสะ


    คำสอนทางศาสนาบอกว่า ขึ้นชื่อว่า “การฆ่า” ถือว่า “เป็นบาปทั้งนั้นไม่มีข้อยกเว้น” ไม่ว่าจะฆ่าเพราะสาเหตุใด อ้างหลักการและเหตุผลอะไร หรือด้วยกรรมวิธีเช่นไร ความรู้สึกนึกคิดจิตใจในขณะฆ่า จะประกอบด้วยความหยาบกระด้าง ความทารุณโหดร้ายไร้ความเมตตาปราณี ไม่มีเอ็นดูสงสาร มืดบอดและไม่รู้ว่ามันเป็นบาปกรรม เป็นสภาพจิตที่เร้าร้อน กระวนกระวายวิตกกังวล เศร้าหมอง ขุ่นมัว ฉะนั้น เมื่อกล่าวตามหลักธรรม การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จึงชื่อว่า เป็นบาป เป็นการก่อศัตรูคู่เวรและเป็นบ่อเกิดแห่งบ่วงกรรมในภายหน้า ส่วนผลของบาปกรรมนั้น จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน สามารถนำไปเกิดในอบายได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและเงื่อนไขในรายละเอียดอีกหลายประการ

    เงื่อนไขสำหรับตัดสินในการฆ่า

    การฆ่านั้นจะเป็นบาปหนาสาหัส เป็นกรรมเวร มากหรือน้อยแค่ไหน อย่างไรและสามารถนำไปเกิดในอบายภูมิได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ๕ ประการ ดังนี้

    ๑. สัตว์นั้นมีชีวิต ยังไม่ตาย

    ๒. ตัวผู้ฆ่า ก็รู้อยู่แก่ใจว่า สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่

    ๓. มีความคิดที่จะฆ่า มีเจตนาอยากฆ่าให้ตาย

    ๔. มีความพยายามที่จะฆ่า

    ๕. สัตว์ตายเพราะความพยายามนั้น

    ถ้าการฆ่าครบองค์ประกอบทั้ง ๕ จัดว่าเป็นกรรมดำมาก เป็นอกุศลกรรมขั้นรุนแรง เป็นบาปกรรมหนักมีกำลังรุนแรงเข้มข้น เมื่อกรรมนี้ส่งผล สามารถนำไปเกิดในอบายภูมิทั้ง ๔ กล่าวคือ เกิดเป็นสัตว์นรกในนรก เป็นสัตว์เดรัจฉานทั้งในโลกโอปปาติกะและโลกมนุษย์ เป็นเปรตและอสุรกายได้ แต่ถ้าไม่ครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป การฆ่านั้น ถือว่าเป็นบาปน้อย ไม่รุนแรง มีกำลังอ่อน ไม่สามารถนำเกิดในอบายภูมิได้ แต่สามารถส่งผลทำให้คนฆ่าประสบกับภัยพิบัติหายนะ หรือ ได้รับการเดือดร้อนในปัจจุบันทันตาเห็นตามกำลังของบาปกรรมที่เคยทำเอาไว้ ส่วนในกรณีที่เดินไปเหยียบมด หรือแมลงตาย โดยไม่มีเจตนาฆ่า ไม่ได้ตั้งใจจะเหยียบให้ตาย ถือว่า ไม่เป็นบาป ไม่มีบาป เพราะไม่มีเจตนาที่จะทำสัตว์นั้นให้ตายเปรียบเสมือนยาพิษที่วางบนฝ่ามือ ย่อมไม่สามารถซึมเข้าไปในฝ่ามือได้ เพราะไม่มีแผล ผลคือ ยาพิษไม่สามารถออกฤทธิ์หรือทำพิษกับร่างกายของเราได้ แม้บาป ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีเจตนาทำสัตว์ให้ตาย ฉันนั้น

    การฆ่าสัตว์ทำได้สำเร็จเพียงแค่ทางกายกับวาจา คือ ทำด้วยตัวเองและสั่งให้คนอื่นทำ แต่การฆ่าสัตว์ทางใจ ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ แต่เป็นเหตุให้เกิดอกุศลกรรม ทำให้ใจเศร้าหมอง (เป็นมโนทุจริต คือ การยินดี พอใจ ชื่นชอบ เกิดความรู้สึกว่ามันสะใจในความทุกข์ทรมานของคน/สัตว์อื่น) มีตัวอย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า

    “ในสมัยก่อน พระองค์เคยเกิดเป็นลูกของชาวประมงอยู่ในหมู่บ้านชื่อเกวัฏฏะ เห็นพวกชาวประมงพากันฆ่าปลาแล้ว เกิดความดีใจไปกับการฆ่านั้น ด้วยผลของกรรมนั้น ทำให้พระองค์เกิดปวดพระเศียรขึ้น (ปวดศีรษะ) เมื่อครั้งที่ได้สดับข่าวว่าพระเจ้าวิฑูฑภะ จะยกทัพไปฆ่าล้างโคตรพวกศากยะพระประยูรญาติที่แคว้นสักกะ”

    โดยปกติ พระพุทธเจ้า ทรงมีสุขภาพดี มีพลังสมาธิสูงสุด ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน แต่เหตุไฉน ถึงเกิดมีอาการปวดศีรษะขึ้นมาได้โดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งไปกว่านั้น ทรงมีพระญาณระลึกชาติได้ไม่มีขอบเขตจำกัด จึงทำให้ทราบว่าเกิดมาจากผลของกรรมเก่า ไม่ใช่สาเหตุอื่นใด ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พึงไตร่ตรองดูเถิด แม้ระยะเวลาจะผ่านมานานแสนนานกี่ร้อยพันปี เมื่อกรรมยังไม่ส่งผล ก็ไม่สูญสลายไปตามกาลเวลา

    จากกรณีตัวอย่างข้างต้น ทำให้เราอดคิดไม่ไดู้ว่า การดูภาพยนต์หนังประเภทแอคชั่น ที่เกี่ยวกับสงครามซึ่งมีแต่การฆ่ากัน แม้การโห่ร้อง ส่งเสียงเชียร์ว่า “ฆ่ามัน...ฆ่ามัน ...จัดการมันเลย...” ในขณะดูการชกมวย การชนไก่ การชนควาย ประเพณีฆ่าวัวกระทิงของชาวสเปน การกัดปลากัด และการกัดจิ้งรีด เป็นต้น ก็ต้องเป็นบาปกรรมแน่นอนและเป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพไม่ดีได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น การดูสิ่งดังกล่าว ถ้าไม่ใช้สติปัญญาดู ไม่รู้จักวางใจให้เป็นกลาง ย่อมทำให้เกิดอกุศลจิต เป็นเชื้อบาปให้เกิดกรรมเวรแก่ตนเองได้ ทั้งนี้ เพราะเหตุผลสองประการ คือ

    ประการแรก จะเกิดความยินดี พอใจ ชื่นชมเห็นดีด้วยกับบาปที่คนอื่นทำ ซึ่งเป็นอกุศลจิต มีสภาพขาดพลังอำนาจ อ่อนแอ ไม่มีภูมิต้านทาน เป็นจิตที่เก็บเชื้อบาปเอาไว้ข้างใน

    ประการที่สอง จะเกิดความมันสะใจในอารมณ์ เกิดความดีใจในขณะที่เห็นสัตว์ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ฉะนั้น เมื่อเมล็ดบาปนี้ เจริญเติบโต งอกงามจะกลายมาเป็นต้นแห่งบาปเหมือนต้นไม้พิษ ถึงเวลาผลิดอกออกผล ก็จะนำภัยพิบัติมาสู่ตนเอง คือทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานเสื่อม เจ็บไข้ได้ป่วย และ ทำหน้าที่ดึงดูดบุคคลที่มีจิตบาปเหมือนกันเข้าเกี่ยวข้องในชีวิตและทำให้ผู้นั้นได้รับความเดือดร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    เงื่อนไขที่ทำให้ผลกรรมหนัก-เบา

    การฆ่าจะบาปมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ๕ ประการ คือ

    ๑. คุณธรรม

    บุคคลหรือสัตว์ที่ถูกฆ่านั้นมีคุณความดีมากหรือน้อย ถ้าฆ่าผู้มีคุณธรรมมาก ย่อมบาปมาก ฆ่าผู้มีคุณธรรมน้อย ย่อมบาปน้อย ตัวอย่างเช่น ฆ่าพระอรหันต์องค์เดียว ย่อมได้รับผลบาปมากกว่าฆ่าพระอนาคามีร้อยองค์ ฆ่าพระอนาคามีองค์เดียว ย่อมได้รับผลบาปมากกว่าฆ่าพระสกทาคามีร้อยองค์ ฆ่าพระสกทาคามีองค์เดียว บาปมากว่าฆ่าพระโสดาบันร้อยองค์ แต่ทำร้ายพระพุทธเจ้าเพียงแค่ห้อพระโลหิต(ทำให้ห้อเลือด) ก็มีบาปมากกว่าฆ่าพระอรหันต์ เพราะทรงมีคุณธรรมสูงสุด

    สำหรับการฆ่าคนทั่วไปที่เป็นปุถุชน ฆ่าคนดีมีศีลธรรมประจำใจ เป็นบาปมากกว่าฆ่าคนเลว คนชั่วที่ไม่มีศีลธรรม สำหรับการฆ่าพ่อแม่ ถ้าทั้งสองมีคุณธรรมเท่า การฆ่าแม่บาปมากกว่าฆ่าพ่อ ส่วนการฆ่าสัตว์ที่มีคุณต่อเรามาก จะบาปมาก ฆ่าสัตว์ที่มีคุณน้อยหรือไม่มีคุณ มีบาปน้อย

    ๒. ประโยชน์

    ถ้าฆ่าคนที่สร้างประโยชน์ให้กับโลกกับมวลชนหรือสังคมมาก บาปมาก หรือฆ่าคนที่เคยให้ความอนุเคราะห์ สงเคราะห์ ให้การช่วยเหลือ หรือเป็นที่พึ่งแก่เรามาก จะบาปมาก ถ้าฆ่าคนที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมน้อย ก็บาปน้อย ฆ่าคนที่มีพระคุณต่อเราน้อย ก็บาปน้อย ถ้าฆ่าสัตว์ที่เคยทำประโยชน์ให้เรามาก ก็บาปมาก ถ้าเคยทำประโยชน์ต่อเราน้อย ก็บาปน้อย

    ๓. ขนาดร่างกาย

    ผู้ที่ถูกฆ่านั้นเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ฆ่าผู้ใหญ่บาปมากกว่าฆ่าเด็ก เช่น ทำแท้งแม้จะบาป แต่ก็บาปน้อยกว่าเด็กที่โตแล้วหรือฆ่าผู้ใหญ่ สำหรับสัตว์ ถ้าฆ่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ย่อมได้รับบาปมากกว่า ส่วนการฆ่าสัตว์ขนาดเล็ก ย่อมได้รับบาปน้อย ตัวอย่างเช่น ฆ่ายุง มด ปลวก แมลงสาป แมลงวัน เมื่อกรรมส่งผล จะทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ มีอาการค้นตามผิวหนัง เป็นแผลพุพอง ปวดแสบปวดร้อนตามร่างกาย ตามใบหน้า ตามเบ้าตา หรือเป็นตุ่ม ผดผื่น คันตามจุดต่างๆของร่างกาย

    แต่ถ้าฆ่าสัตว์ที่มีขนาดกลาง เช่น หนู กระรอก ปลา เป็ด ไก่ นก เป็นต้น เมื่อกรรมส่งผล ย่อมรุนแรงมากกว่า อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น มีดบาด หกล้มเป็นแผล เดินหกล้มฟกช้ำดำเขียว

    ถ้าฆ่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น หมู หมี ม้า วัว ควาย ช้าง เป็นต้น เมื่อกรรมส่งผล จะทำให้ประสพอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น รถชน รถคว่ำ ไฟไหม้ แขนหัก ขาหัก หรือต้องผ่าตัดอวัยวะส่วนที่สำคัญ

    นี้เป็นเพียงตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ผลกรรมที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนไม่มีญาณหยั่งรู้เจตนาและคุณธรรมของผู้ฆ่าในขณะนั้นว่าหนักเบา มากน้อยแค่ไหนเพียงไร

    ๔. เจตนา

    การฆ่าด้วยเจตนาอันแรงกล้า ฆ่าด้วยความอาฆาตแค้นหรือด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต ไร้ความเมตตาปราณี ย่อมได้รับบาปอย่างร้ายแรง การฆ่าด้วยความไม่เต็มใจ ไม่ได้สมัครใจทำ หรือถูกบังคับขมขู่ให้ทำ ย่อมบาปน้อย

    ในกรณีฆ่าเพราะไม่รู้ว่าเป็นบาป ไม่รู้ดีชั่ว มีโทษมากกว่าการฆ่าที่รู้ว่าเป็นบาป แต่ยังทำลงไป ดังการสนทนาถามตอบระหว่างพระเจ้ามิลินท์ ตรัสถามนาคเสนเถระว่า

    “สมมุติว่ามีคน ๒ คน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นบาป อีกคนหนึ่งไม่รู้ แต่กระทำบาปด้วยกันทั้งสองคน คนไหนจะได้บาปมากกว่ากัน ?

    พระนาคเสน ทูลตอบว่า “ ขอถวายพระพร คนไม่รู้ได้บาปมากกว่า และพระเถระก็ยกอุปมาให้ฟังว่า เปรียบเสมือนคน ๒ คน จับก้อนเหล็กแดงเหมือนกัน คนหนึ่งรู้ว่าเป็นก้อนเหล็กแดง อีกคนหนึ่งไม่รู้ คนที่ไม่รู้ จะจับแน่นกว่า ย่อมได้รับบาดเจ็บ ปวดแสบปวดร้อนมากกว่า

    จากคำตอบของพระนาคเสนเถระ ทำให้เข้าใจเรื่องการทำบาป ระหว่างผู้ไม่รู้กับผู้รู้ว่า ฝ่ายไหนจะบาปมากกว่ากัน เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่า คนที่รู้แล้ว ยังฝืนทำบาปลงไปอีก น่าจะบาปมากกว่า ส่วนคนที่ไม่รู้ น่าจะไม่บาปหรือบาปน้อย เพราะความไม่รู้ แต่ตามหลักพระพุทธศาสนากลับยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผู้ไม่รู้ จะมีบาปมากกว่า ซึ่งสามารถยกอ้างหลักการและเหตุผลมาประกอบได้ ดังต่อไปนี้

    ก. เรื่องพิษ ระหว่างปัญญาชน เช่น แพทย์ หมอกับตาสีตาสา หรือคนทั่วไป ในกรณีโดนยาพิษหรือถูกงูพิษฉกกัด ใครจะเป็นฝ่ายเอาตัวรอดจากพิษร้ายได้ดีกว่ากัน คำตอบที่ถูกที่สุดคือ ฝ่ายปัญญาชน เพราะรู้จักวิธีป้องกันแก้ไขและดูแลรักษา ถึงแม้ว่าจะได้รับพิษในปริมาณเท่าๆกัน ก็ตาม ผู้ที่มีการศึกษาดี มีความรู้ฉลาด ย่อมรู้จักวิธีปฐมพยาบาลรีดเอาพิษออกและรักษาตัวเองให้ปลอดภัยได้ดีกว่าผู้ไม่มีความรู้

    ข.เรื่องไฟฟ้า เมื่อสงสัยว่า สายไฟจะมีกระแสไฟฟ้าอยู่หรือไม่ ระหว่างผู้มีความรู้เรื่องไฟฟ้าดีกับผู้ไม่มีความรู้ ใครจะมีความปลอดภัยกว่ากันในขณะเข้าไปเช็คตรวจไฟด้วยมือเปล่า คำตอบก็คือว่า ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้าดี ย่อมจะมีความปลอดภัยกว่า เพราะจะรู้ว่า ควรทำอย่างไร เช่น จะต้องใช้หลังมือเข้าไปแตะ เพราะถ้าใช้มือจับ ย่อมโดนไฟดูด

    ค. เรื่องยาเสพติด สำหรับผู้มีความรู้ มีการศึกษาดีกับผู้ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา เมื่อติดยาเสพติด ใครจะมีวิธีทางลด ละ เลิกได้ง่ายกว่ากัน คำตอบ ก็คือ ผู้มีความรู้ มีการศึกษาดี เพราะย่อมรู้จักวิธีการป้องกันและเลิกได้ดีกว่าผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีการศึกษา

    แต่ในประเด็นปัญหาเรื่องผู้รู้ ทำบาป ได้รับผลแห่งบาปน้อยนี้ คนส่วนมาก ยอมรับได้ยากและไม่ค่อยเชื่อ อีกทั้งมีความเคลือบแคลงสงสัยว่า เมื่อรู้แล้ว ยังฝืนทำ น่าจะบาปมากกว่า นั่นเป็นเพราะคิดตามสามัญสำนึกหรือตามสัญชาตญาณของตนเองว่า ผู้ไม่รู้ ย่อมไม่ผิด แต่ความถูกผิด ดีชั่ว บาป บุญ ไม่ได้มีอคติเข้าข้างผู้รู้ หรือ ไม่รู้ แต่ผู้รู้ ย่อมได้เปรียบกว่าผู้ไม่รู้ทั้งในด้านเจตนาและวิธีการป้องกันแก้ไข

    เมื่อกล่าวโดยสภาวะ บาปย่อมไม่มีอคติลำเอียงเข้าข้างผู้รู้หรือผู้ไม่รู้ เมื่อทำบาปด้วยความหลงผิด เข้าใจผิด จิตย่อมดื่มดำเสพบาปอกุศลไว้มาก เมื่อถึงคราวส่งผล ย่อมส่งผลรุนแรงและยาวนาน ส่วนผู้รู้ แม้ทำบาปเพราะมีความจำเป็นครั้ง ย่อมมีจิตสำนึกและพร้อมที่จะลด ละเลิกและหาทางแก้ไข เจตนาในขณะทำบาป ย่อมมีกำลังอ่อน ไม่รุนแรง เชื้อแห่งบาป ย่อมเกิดขึ้นในใจน้อย เมื่อถึงคราวให้ผล ย่อมส่งผลไม่รุนแรง และเรื่องของบาปนี้เป็นกระบวนการของเหตุปัจจัยเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ไม่มีเทพเจ้าผู้บงการอยู่เบื้องหลังจะตัดสินให้ใครบาปมากหรือน้อยเปรียบเสมือนไฟ ลักษณะของไฟ คือ ความร้อน ไฟแม้จะอยู่ที่ไหน ก็มีลักษณะร้อน ซึ่งเป็นกฎธรรมดาของไฟ ใครจะรู้หรือไม่รู้ ถ้าหลงไปจับไฟเข้า ก็ต้องร้อนเท่ากัน
     
  3. ริมฝั่งของ

    ริมฝั่งของ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +310

    ๕. ความพยายาม

    ถ้าใช้ความพยายามในการฆ่ามาก ก็มีบาปมาก ถ้าใช้ความพยายามน้อย ก็มีบาปน้อย เพราะทุกขณะจิตที่คิดว่าจะฆ่าทำความพยายามในการฆ่า คิดวางแผนที่จะฆ่า ความอาฆาตเคียดแค้น ชิงชังอยากให้เขาหรือสัตว์นั้นตายหรือมีอันเป็นไป บาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นเผาลนจิตใจ ทำให้ใจเร้าร้อนเศร้าหมอง ไม่สดชื่นเบิกบาน เมื่อคิดถึงการฆ่า ยิ่งใช้ความพยายามมากเท่าไร นานแค่ไหน เมื่อบาปกรรม ส่งผล ยิ่งประสบกับบาปมากและนานเพียงนั้น

    กฎเกณฑ์ในการตัดสินว่า “การฆ่า” จะบาปมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังกล่าว ซึ่งบัดนี้ เราท่านทั้งหลาย สามารถนำมาตอบคำถามให้กับตัวเองได้แล้วว่า เท่าที่เคยฆ่าสัตว์มานั้น เป็นบาปมากหรือบาปน้อย โดยไม่ต้องสงสัยหรือวิตกกังวลอะไรอีกต่อไป

    เพียงแค่คิดฆ่าให้ตาย ก็เป็นเวรภัยติดตัว

    บางคนคิดว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป เพราะสัตว์เกิดมาเป็นอาหารสำหรับมนุษย์และเป็นกรรมเก่าของสัตว์เองที่ต้องเกิดมาเป็นสัตว์ให้เราฆ่า แต่เรื่องนี้ มนุษย์เป็นฝ่ายคิดเอาเองและตอบเอง โดยที่ไม่เคยได้รับคำท้วงติงจากสัตว์เพราะเขาพูดไม่ได้ ในทางกลับกัน ถ้าสัตว์คิดอย่างนี้ เราคงไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับในเงื่อนไขนี้ เพราะมันไม่ยุติธรรม

    เหตุผลของผู้ที่คิดว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่เป็นบาปกรรมนั้น พอสรุปได้ ดังนี้

    ๑.ไม่รู้ว่าเป็นบาปเป็นกรรม

    เนื่องจากไม่มีคนสอน แม้พ่อแม่เอง ก็ไม่เคยสอนว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาปนะลูก อย่าไปฆ่าเขาเลย มีแต่บอกว่า ให้รีบตื่นตั้งแต่เช้า ออกไปยิงนก ตกปลา ล่าสัตว์มาทำเป็นอาหาร แล้วจะได้รีบไปทำงาน แม้ที่วัด พระสงฆ์บางรูปก็อาจะสอนไม่เป็นหรือเทศน์ไม่เก่ง บางรูปนอกจากจะไม่กล้าสอนตรงๆว่า “การฆ่าสัตว์เป็นบาปแล้ว”ยังพูดเป็นเชิงติดตลกอีกว่า “ปาณา ท่านห้ามฆ่าสัตว์ แต่ถ้าฆ่าแล้ว นำมาถวายที่วัดนั้นไม่เป็นไร” โดยเฉพาะคนที่ทำบาปขึ้น คือ ล่าสัตว์ จับสัตว์เก่ง หาปูปลา หรือนกได้เยอะ มีแต่คนชมว่า “เก่งจริงๆ โตขึ้นคงเลี้ยงครอบครัวได้สบาย” ซึ่งทำให้คนนั้นยิ้มแก้มเปล่งพร้อมทั้งแอบภูมิใจกับตัวเองอยู่ลึกๆว่า ทำไมเราเก่งหรือเซียนขนาดนี้ แถมยังคิดอีกว่า ครั้งต่อไปต้องฆ่า ต้องล่าสัตว์ให้ได้มากกว่านี้ จะได้มีคนชมและยอมรับในฝีมือ

    ๒.ความเคยชิน

    พอเกิดมาก็เห็นปู่ย่าตายาย พ่อแม่ พี่น้อง น้าอาและครอบครัวคนอื่นๆ ก็ทำมาหากินด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม้คนในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอและจังหวัดอื่นๆ ก็ทำมาหากินกันอย่างนี้ ไม่เห็นมีใครไม่ฆ่าสัตว์ จึงได้ทำตามและถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาปกติเหมือนการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ตราบใดถ้ายังไม่เป็นถุงลมโป่งพองหรือมะเร็งในตับ ก็ไม่รู้ว่า สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าไม่ดีอย่างไร มีพิษร้ายแค่ไหน เหมือนที่สำนวนที่เขาพูดกันว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่เห็นยมทูตมาหา ไม่อยากจะสวดมนต์ภาวนา กันตาย

    ๓. สัตว์พูดไม่เป็น

    ในขณะฆ่า ไม่เคยเห็นสัตว์ตัวใดร้องโอดครวญหรือร้องขอชีวิต “โปรดอย่าได้ฆ่าฉันเลย...ฉันกลัวแล้ว” ส่วนมากเมื่อสัตว์มันกลัว ก็ได้แต่วิ่งหลบหนี ยิ่งทำให้นักฆ่ามีความหึกเหิม ท้าทายอยากล่ามากขึ้น

    ๔.เห็นแก่กิน เห็นแก่ปากท้อง

    เพราะรสชาติของเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อของเป็ด ไก่ ปลา หมู วัวหรือและเนื้อควาย ก็แสนอร่อยทั้งนั้น ระหว่างความสงสารกับคิดถึงความเอร็ดอร่อยในขณะรับประทานแล้ว มันทำให้อดฆ่าไม่ได้ หรือบางคนคิดว่า ถ้าไม่ฆ่าสัตว์แล้ว จะให้กินอะไร มองไม่เห็นทางออกนอกจากการฆ่าสัตว์มาเป็นอาหาร

    ๕.เห็นแก่เงิน สินจ้างรางวัล

    การล่าหรือฆ่าสัตว์ แม้ไม่ได้นำมาสำหรับทำเป็นอาหารทานเอง แต่ก็สามารถนำมาขายแลกกับเงินตราได้ เนื่องจากค่าของเงินเป็นตัวแปรสามารถเอาไปซื้อสิ่งของอย่างอื่นก็ได้ เพราะความโลภอยากได้เงินมากๆ จึงต้องจำใจฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ยิ่งบางคนมีความโลภมากถึงขนาดฆ่าพ่อแม่หรือพี่น้องตัวเองเพื่อแย่งมรดกหรือสมบัติ หรือฆ่าเพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์)

    ๖.ถูกบาปกรรมปกปิด จิตมืดบอด

    ความเชื่อมโยงระหว่างการฆ่า(กรรม)และผลของการฆ่า(ผลกรรม)ไม่เป็นและคิดไม่ออกว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะมีผลกรรมอย่างไรต่อผู้ฆ่า เมื่อกรรมส่งผลแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยตั้งข้อสังเกตและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ในขณะที่กรรมจากการฆ่าสัตว์ส่งผล ทำให้ชีวิตติดขัด เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นกรรมที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ แต่เกิดมาจากเหตุอื่น คนอื่นทำให้

    ผู้ที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ไม่เชื่อว่าจะเป็นบาปกรรม ส่วนมากเพราะมีความคิดและความเข้าใจตามที่กล่าวแล้วข้างต้นและยังมีความลังเลสงสัยในใจอีกว่า “ถ้าฆ่าสัตว์เป็นบาปจริง มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์” สำหรับผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องธรรมะ เรื่องกฎแห่งกรรมน้อย ย่อมเป็นการยากที่จะอธิบายให้เข้าใจและยอมรับในเหตุผลได้ในเวลาอันจำกัด แต่ก็พอยกตัวอย่างอ้างเหตุผลให้ได้คิดบ้างเหมือนกันว่า การฆ่าสัตว์นั้นเป็นบาปจริง โดยเอาเหตผลุดังต่อไปนี้ เป็นหลักอ้าง คือ

    ๑) มโนธรรม หรือ สามัญสำนึก

    ความรู้สึกนึกคิดในส่วนลึกของจิตใจ ที่มีต่อการกระทำของตัวเองในการรับผิดชอบชั่วดี แม้คนนั้นไม่นับถือศาสนาอะไร ไม่มีคนสอน ก็สามารถตอบตัวเองได้ว่า การทำให้คนอื่น สัตว์อื่นได้รับความเดือดร้อน เสียหาย ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เมื่อคิดถึงแล้ว ก็เศร้าใจ การช่วยเหลือ ให้การพึ่งพาอาศัยแก่คนที่มีความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องดีงาม เมื่อคิดถึงแล้ว ก็ชื่นใจ สิ่งที่สำคัญคือว่า สัตว์ก็มีชีวิตจิตใจ มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึกนึกคิด กลัวตาย กลัวความเจ็บปวดเช่นกันกับมนุษย์ หากแต่ว่า เขาเกิดมาเป็นสัตว์มีกำลังน้อยกว่า ตัวเล็กกว่า ไม่มีอาวุธป้องกันตัวและพูดไม่ได้เหมือนคน ร้องขอชีวิตไม่ได้ในขณะจะถูกฆ่า

    ๒) คุณธรรม

    บุญกุศล มีลักษณะให้สังเกต คือ ความสุขกายสบายใจ จิตใจปลอดโปร่ง เบาสบาย ความสะอาด สว่าง สงบของจิตใจ ทุกครั้งที่เรามีความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นในใจ คือ กำลังสัมผัสกับกระแสบุญ ส่วนบาปกรรม มีลักษณะให้สังเกต คือ ความหงุดหงิด รำคราญ ความทุกข์ทรมานใจ หยาบกระด้าง ความสกปรก ความมืดบอด ความเร้าร้อนกระวนกระวายใจ ทุกครั้งที่เรามีความรู้สึกดังกล่าว คือ กำลังสัมผัสกับกระแสบาป คนดีที่มีคุณธรรมประจำใจ จะมีความเมตตากรุณาสงสารเห็นใจ หรือสะเทือนใจคิดอยากจะช่วยเหลือ เมื่อเห็นคนอื่นสัตว์อื่นได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน หรือมีความชื่นชมยินดีมุทิตาจิตในเมื่อเห็นคนหรือสัตว์อื่นมีความสุข หรือประสบความสำเร็จ ตรงกันข้ามกับคนที่ใจบาป หยาบกระด้าง เหี้ยมโหด โฉดเขลา เมื่อประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าว อาจจะคิดสมน้ำหน้าในใจ คิดดูถูกดูหมิ่นพูดซ้ำเติมเข้าไปอีก หรืออย่างดี ก็อาจจะมีความรู้สึกเฉยๆ ไม่สนใจใยดีถือว่าไม่ใช่ธุระที่จะต้องช่วยเหลือ

    ๓) ผลกรรม

    ตามหลักคำสอนทางศาสนา กฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการสะท้อนกลับ มีหลักอยู่ว่า ทำเหตุไว้อย่างไร ย่อมได้รับผลอย่างนั้น เหตุกับผลมีความสอดคล้องและเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อฆ่าเขา วันหนึ่ง ย่อมถูกฆ่าได้เช่นกัน กิริยาเป็นอย่างไร ปฏิกิริยาต้องเป็นอย่างนั้น นี้คือกฎธรรมชาติเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ใครจะรู้หรือไม่รู้ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม ผลของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อถึงเวลาอำนวยผล ย่อมทำให้ผู้ฆ่าได้รับความทุกข์ทั้งกายและใจ ส่วนจะผลิดอกออกผลทำให้เกิดความสุขนั้นหามีไม่ เพราะการฆ่า เป็นกรรมดำ ผลคือ ความทุกข์ ปัญหา ความเดือดร้อน หากนักฆ่า นักล่าสัตว์ทั้งหลายมีใจเป็นกลางพิจารณาโดยรอบคอบจะรู้เห็นความจริงในเรื่องนี้ด้วยตนเองมาบ้างแล้ว

    พระพุทธเจ้า ผู้มีญาณหยั่งรู้เรื่องกรรมและวิบากกรรมของสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงอย่างเจนจบ ครบวงจรตลอดสายโดยไม่มีอะไรติดขัด ทรงรู้ชัดว่า เพราะทำกรรมอะไรมา จึงได้มาเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉาน และเมื่อทำกรรมประเภทนี้แล้ว จะได้รับผลอย่างไร เมื่อไหร่และทำอย่างไรถึงจะหมดกรรม แม้ชีวิตของสัตว์เดรัจฉานทุกประเภททั้งสัตว์น้ำสัตว์บกทุกชนิด พระพุทธองค์ตรัสว่า สัตว์เหล่านี้ที่เกิดมามีรูปร่างลักษณะหน้าตา อัตภาพ อาหารและการเป็นอยู่อย่างนี้ เกิดจากบาปกรรมเก่าในอดีต คือ โมหะ ความไม่รู้แจ้งชีวิตตามความเป็นจริงและ มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิด ความเข้าใจผิด กล่าวคือ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยเชื่อเรื่องผลของการให้ทาน ผลของการเคารพนับถือ กราบไหว้ บูชาสักการะ ไม่เคยเชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม ไม่เคยเชื่อผลของทำดีทำไม่ดีกับพ่อแม่ ไม่เคยเชื่อว่าจะมีนรก-สวรรค์จริง ไม่เชื่อว่าจะมีการเวียนว่ายตายเกิด มีอดีตชาติ ชาติที่แล้ว ปัจจุบันชาติและอนาคตชาติจริง ไม่เคยเชื่อว่า มนุษย์สามารถไปเกิดเป็นเทวดาเป็นสัตว์ หรือสัตว์ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ไม่เคยเชื่อว่าจะมีพระอรหันต์ผู้บรรลุธรรม ตรัสรู้ธรรม เห็นแจ้งบุญบาป แล้วนำมาสั่งสอนให้คนอื่นรู้ตามได้

    เมื่อไม่มีความเชื่อตามคำสอนของพระอริยเจ้าผู้รู้แจ้งชีวิตดังกล่าว จึงใช้ชีวิตด้วยความประมาท ทำอะไรตามใจตนเอง ไม่ได้ทำความดีเอาไว้ ได้ประกอบกรรมทำชั่วในรูปแบบต่าง เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมย ปล้นจี้ หลอกลวงเอาทรัพย์คนอื่น ประพฤติผิดในลูกเมียสามีของคนอื่น โกหกมดเท็จ ทนสาบาน ใส่ร้ายป้ายสีนินทาว่าร้ายคนอื่นและเสพสุรายาเมา เสพสิ่งเสพติดให้โทษด้วยอำนาจของความโลภ ความโกรธ ความหลง ตายจากชาตินั้นแล้ว จึงมาเกิดเป็นสัตว์ ในขณะดำรงอัตภาพเป็นสัตว์ ก็เป็นมีชีวิตอยู่ด้วยโมหะ ความมืดบอด ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักเหตุผล ไม่รู้จักให้ทาน ไม่รักษาศีลฝึกสมาธิและไม่มีปัญญา(สัมมาทิฐิ) ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณของสัตว์ คือ ฆ่าสัตว์กินเป็นอาหารอีก สืบพันธุ์เสพกาม หลับนอนและตายไปในที่สุด หลังจากตายแล้ว ๙๙ เปอร์เซ็นต์ไปเกิดในอบายภูมิ คือเกิดเป็นสัตว์นรก หรือกลับมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดใดชนิดหนึ่งอีก อย่างดีหน่อย ก็ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกาย หนีไม่พ้นจากอบาย อันที่จะกลับมาเกิดในสุคติภูมิ เช่นเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดานั้น ยากแท้ มีโอกาสน้อยนิดไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้โดยมีใจความว่า

    “สัตว์เดรัจฉานทุกประเภททุกชนิด หลังจากตายแล้ว ไปเกิดในสุคติภูมิ คือ เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดานั้นมีน้อยนิดเปรียบเสมือนฝุ่นในปลายเล็บ ส่วนที่ไปเกิดในอบายภูมิ คือ ในนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉานและเปรตนั้นมีมากมายมหาศาลเหมือนกับแผ่นดินใหญ่ที่เราอาศัยอยู่...และเหมือนเต่าตาบอดในมหาสมุทรทะเลลึก ร้อยปีจึงโผล่หัวขึ้นมาครั้งหนึ่ง เวลาที่เต่าเอาหัวสวมถูกห่วงที่คนโยนลงไปในทะเล คือ อีกนานแสนนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลากำหนดที่จะหลุดพ้นจากการเกิดเป็นสัตว์”

    ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ลองพิจารณาดูให้ดี เศษดินที่ติดบนปลายเล็บ กับ ดินบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ อันไหนจะมากกว่ากัน ซึ่งเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย การเกิดเป็นสัตว์แล้วจะกลับมาเกิดเป็นคนไม่ใช่ของง่าย ควรที่เราท่านทั้งหลายไม่พึงประมาทในชีวิต ไม่พึงฆ่าและเบียดเบียนคนหรือสัตว์

    การฆ่าสัตว์ ไม่ว่าจะฆ่าด้วยเหตุผลหรือเงื่อนไขใดๆ ก็เป็นบาปทั้งสิ้น ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งมีนัยสองคล้องกับพุทธดำรัสที่ตรัสไว้ในชีวกสูตรโดยมีใจความว่า ผู้ที่ฆ่าหรือสั่งให้คนอื่นฆ่าสัตว์ ย่อมมีบาปกรรมหลายประการ ดังนี้

    ๑.เมื่อสั่งว่า จงไปนำสัตว์ตัวนั้นมา ก็ถือว่า บาปแล้วครั้งที่หนึ่ง

    ๒.ขณะดึง จูงสัตว์ตัวนั้นมาสู่ที่ฆ่า ถือว่า เป็นบาปครั้งที่สอง

    ๓.ขณะเงื้ออาวุธหรือเครื่องประหารขึ้นเพื่อจะฆ่า ถือว่า เป็นบาปครั้งที่สาม

    ๔.ขณะสัตว์นั้นถูกฆ่าได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสอันเกิดจากคมของอาวุธหรือเครื่องประหารนั้นก่อนตาย ถือว่าเป็นบาปครั้งที่สี่

    ๕. นำเนื้อสัตว์นั้นมาปรุงเป็นอาหารแล้วนำไปถวายพระภิกษุ (หรือสมณชีพราหมณ์หรือแขก) ด้วยความคิดว่าจะให้ท่านได้ฉันอย่างเอร็ดอร่อย และจะได้บุญกุศลมาก ถือว่าเป็นบาปครั้งที่ห้า

    ตามข้อความข้างต้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การฆ่าสัตว์ แม้จะฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ก็เป็นบาปแน่นอน และเป็นบาปทั้งในเบื้องต้น คือ เริ่มตั้งแต่คิดจะฆ่าหรือออกคำสั่งให้ฆ่า เป็นบาปในท่ามกลาง คือ ในขณะฉุด ลาก ดึง จูงสัตว์ตัวนั้นมาสู่ที่ฆ่า ในขณะเงื้ออาวุธหรือเครื่องประหารขึ้นเพื่อจะฆ่าและขณะสัตว์นั้นถูกฆ่าได้รับความทุกข์ทรมานอันเกิดจากคมของอาวุธหรือเครื่องประหารนั้นก่อนตาย และเป็นบาปในเบื้องปลาย คือ ในเวลานำอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อซึ่งเป็นของไม่สมควรแก่นักบวชผู้เว้นแล้วจากการเบียดเบียนสัตว์ เจาะจงไปถวายพระภิกษุสงฆ์ ขึ้นต้นก็บาป ท่ามกลางก็บาปและลงท้ายก็ยังเป็นบาปอีก เป็นบาปทั้งขาขึ้นและขาลง อีกทั้งได้ชื่อว่าเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งหยาบช้า ดุร้าย โหดเหี้ยม โรคภัยและความมีอายุสั้นให้เกิดขึ้นในจิต เมื่อถึงเวลาที่เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้ผลิดอกออกผล ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อน ปัญหาและความหายนะต่างๆตลอดจนโรคลึกลับ มีอาการเรื้อรัง รักษาให้หายขาด ยากมาก
     
  4. ริมฝั่งของ

    ริมฝั่งของ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +310

    สำหรับพระภิกษุ ห้ามฉันอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อทุกชนิดที่ได้เห็น ได้ยินว่า ญาติโยมฆ่าเจาะจงนำมาถวาย และแม้ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินด้วยตาและหูของตัวเอง แต่ความสงสัยคิดว่าญาติโยมเหล่านั้นฆ่าเจาะจงนำมาถวาย ก็ไม่ควรฉัน ถ้าฉัน ต้องอาบัติ ส่วนผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว จะไม่รับประทานเนื้อที่เห็นคนอื่นฆ่าเพื่อตนแล้ว นำมาปรุงเป็นอาหาร เพราะพระโสดาบันทุกเพศวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต เป็นผู้มีศีล ๕ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม้จะอดตายก็ยอม ถึงจะมีผู้มาจ้างวานให้ฆ่าก็ไม่ทำ หรือแม้จะมีผู้มาออกคำสั่งและบังคับว่า ถ้าไม่ทำจะโดนฆ่า ท่านก็ไม่ทำ ยอมตาย หรือก่อนที่จะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน แม้จะเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก่อนก็ตาม แต่พอได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านจะเลิกอาชีพและทิ้งเครื่องมืออาวุธนั้นโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ เพราะท่านได้มองเห็นโทษอันตรายที่เกิดจากการฆ่าสัตว์และอานิสงส์ของการไม่ฆ่าสัตว์นั่นเอง บวกลบคูณหารกันแล้ว ไม่คุ้มกับผลที่ตามมาและเป็นเหตุให้เกิดเวรภัยไม่มีที่สิ้นสุด

    เรื่องนี้ ทำให้เตือนสติผู้ที่ฆ่าสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ หมูหรือวัว ควายเพื่อเลี้ยงแขกในงานบวช งานแต่งงานหรือเทศกาลต่างๆ เอามาทำเป็นอาหาร แล้วนำไปถวายพระ หวังจะได้บุญเป็นกำไร แต่จะได้บาปตอบแทน เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจในธรรมะอย่างถูกต้อง คิดว่าจะทำบุญ กลับทำบาป อยากจะได้บุญติดตัวกลับได้บาปติดมา เป็นเรื่องที่น่าสงสารและเห็นใจ ถึงแม้จะมีส่วนเป็นบุญอยู่บ้างนิดหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พ้นเป็นบุญมลทิน ไม่ใช่บุญบริสุทธิ์ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นอกเหนือจะได้บาปแล้ว ยังเป็นการสร้างศัตรูคู่เวรกับสัตว์ที่ตัวเองฆ่าอีก ทั้งนี้ เพราะเมื่อสัตว์รู้ตัวว่า จะถูกฆ่า มักจะมีลักษณะกิริยาอาการเศร้าซึม สายตาหม่อลอย มีความกลัว สะดุ้งตกใจ มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทุรนทุราย น้ำตาไหลพรากและผูกอาฆาตพยาบาทจองเวรกับผู้ฆ่าก่อนสิ้นใจตาย

    สำหรับอุบาสก อุบาสิกาที่ดีหรือผู้ที่เข้าถึงธรรม มีความเข้าใจกฎแห่งกรรมดีแล้ว จึงควรที่จะระมัดระวังและหาทางหลีกเลี่ยง ไม่ประกอบอาชีพ ดังต่อไปนี้

    ๑.อาชีพค้าขายสัตว์ทุกชนิด

    ๒.อาชีพค้าขายเนื้อสัตว์ คือ เลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อฆ่าแล้วขายเนื้อ

    ๓.อาชีพค้าขายอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธสงครามสำหรับฆ่าและทำลายล้าง

    ๔.อาชีพค้าขายยาพิษ เช่น ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ ยาพิษที่เป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์

    อาชีพเหล่านี้ แม้จะไม่ผิดกฎหมาย เป็นอาชีพที่ถือว่าสุจริตในทางโลกก็ตาม แต่ในทางธรรม ถือว่า เป็นอาชีพที่เสี่ยงต่อการสร้างเวรภัยและเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการฆ่าทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผู้ประกอบการทั้งหลาย เมื่อนึกถึงบาปกรรมคราใด ย่อมทำให้จิตใจหดหู่ เศร้าหมอง ขุ่นมัว อาชีพเหล่านี้ แม้จะทำเงินได้ดีสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ แต่ก็เป็นการก่อศัตรูคู่เวรให้กับตัวเอง ไม่ปลอดภัยในเส้นทางสายบุญและยังเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติ ธรรมอีกด้วย อีกทั้งจะต้องไปชดใช้หนี้กรรมในอบายภูมิ หากเกิดมาเป็นมนุษย์ก็หนีบาปกรรมเวรภัยไม่พ้น เมื่อใคร่ครวญด้วยปัญญาแล้วสิ่งที่ได้มากับบาปกรรมที่ต้องชดใช้ ไม่คุ้มกันเลย ขาดทั้งต้นทุนและสูญทั้งกำไร

    ทานเนื้อสัตว์ไม่เป็นบาปกรรม

    หากมีปัญญาเป็นเครื่องนำทาง

    บางท่านชอบทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงจากของสดใหม่ เพราะทำให้รสชาติอร่อยดี แต่ไม่อยากจะฆ่าเอง เพราะกลัวบาป จึงใช้ให้คนอื่นฆ่า หรือจับสัตว์มาขังไว้ในถังหรือแช่ไว้ในตู้เย็นให้ตายเอง อย่างนี้ก็ไม่พ้นจากการฆ่าเช่นกัน ส่วนคนที่ยังชอบทานเนื้อสัตว์ หรือ กุ้ง ปู ปลา เป็ด ไก่เพราะหาง่ายหรือติดใจในรสชาติของมัน วิธีหลีกเลี่ยงเพื่อจะไม่ต้องทำบาปเพราะต้องการทานเนื้อสัตว์ คือ ไปหาซื้อเนื้อ หรือ กุ้ง หอย ปู ปลา เป็นต้นตัวที่ตายแล้วที่เขาวางขายตามท้องตลาด หรือห้างสรรพสินค้า แม้การทำบุญเลี้ยงแขกที่มาช่วยงาน ในงานบุญต่างๆ เช่น งานอุปสมบท งานทำบุญอุทิศให้กับบรรพชน เป็นต้น ก็พึงปฏิบัติโดยทำนองนี้

    สำหรับการไปทานข้าวที่ร้านอาหาร บางครั้ง ถ้าเห็นพ่อครัวจับปู กุ้งหรือปลาเป็นๆ มาต้ม ทอด ปิ้งให้เราในฐานะลูกค้า ในกรณีที่เห็นด้วยตาตัวเองและมีความรู้สึกไม่สบายใจ เกรงว่าจะบาปเพราะเข้าข่ายสนับสนุนการฆ่าสัตว์ ก็ไม่ควรรับประทาน เพราะหากขืนทานเข้าไป ก็หลีกไม่พ้นความเป็นผู้มีส่วนร่วม หรือหุ้นส่วนแห่งบาปนั้นไม่มากก็น้อยทั้งนี้ เพราะเข้าข่ายส่งเสริมหรือให้การสนับสนุนการฆ่าสัตว์โดยทางอ้อม

    ท่านผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายเอย ตัวท่านจะเห็นแก่กิน เห็นแก่ความเอร็ดอร่อยแค่ปลายลิ้น หรือจะเห็นแก่ธรรมะของพระศาสดา จงตรองดูเอาเองเถิด ถ้าหากท่านเห็นแก่ปากท้อง ก็ต้องมีส่วนได้รับเคราะห์กรรม และหลีกหนีไม่พ้นจากเวรภัย แม้มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ก็ใช่ว่าจะรักษาโรคร้ายให้หายขาด หรือจะซื้อสุขภาพที่แข็งแรงได้ แต่ถ้าเห็นแก่ธรรมแล้วไซร้ ชีวิตท่านจะปลอดภัย ไม่มีโรคาพยาธิมาเบียดเบียน

    ผลกรรมจากการฆ่าสัตว์

    กฎแห่งการสะท้อนกลับ

    การฆ่า เป็นสาเหตุทำให้คน/สัตว์อื่นหวาดกลัว สะดุ้ง ตกใจ ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเกิดจากพิษบาดแผล จนถึงแก่ความตาย กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งเหตุและผล กล่าวคือ เหตุเป็นอย่างไร ผลย่อมเป็นอย่างนั้น เหตุดี ผลดี สร้างเหตุไม่ดี ผลไม่ดี บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์พืชชนิดใด ย่อมได้ต้นไม้ชนิดนั้น ปลูกต้นชนิดใด ย่อมได้ผลไม้ชนิดนั้น ปลูกต้นตูมกา ย่อมได้ลูกตูมกา ปลูกต้นมะขาม ย่อมได้ผลมะขาม ปลูกหน่อมะพร้าว ย่อมได้ต้นมะพร้าวและผลมะพร้าว เมื่อทำเหตุให้คน/สัตว์อื่นเป็นทุกข์ เจ็บปวดหรือถึงแก่ความตายก่อนวัยอันสมควร ผลตามมาย่อมสอดคล้องกับเหตุที่ทำไว้ในคัมภีร์ชื่อ “ปรมัตถโชติกา” ได้กล่าวถึงผลกรรมจากการฆ่าสัตว์ในขณะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ อาจจะได้รับผลตั้งแต่เกิดหรือภายหลังก็ได้ ดังนี้

    ๑. ทุพพลภาพ

    ร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง อวัยวะบางส่วน เช่น แขน ขา มือ เป็นต้น เป็นอัมพฤติ อัมพาตใช้การไม่ได้ หรือใช้ได้แต่ไม่เต็มที่ ไม่เป็นปกติ ไม่มีแรง อันเกิดจากอุบัติเหตุ โรคร้าย หรือ รักษาไม่ถูกวิธี หรือ ตาบอด หูหนวก แขนกุด ขาด้วน พิการไม่สมประกอบ

    ๒. รูปไม่งาม

    มีอวัยวะครบ ๓๒ ประการ แต่ทรวดทรงไม่สมส่วนดูไม่ดี ไม่สวย ไม่มีเสน่ห์ ไม่สง่างาม เช่น เตี้ยเกินไป สูงเกินไป ดำเกินไป ขาวเกินไป มือไม่สวย เท้าเล็กหรือใหญ่เกินไป แขนขาเล็กหรือลีบเกินไป หลังโก่ง คอเอียง คอสั้นเกินไป ตาไม่เท่ากัน หรือผิวพรรณไม่สวยงาม เช่น เป็นสิว ฝ้า ผดผื่นคัน ตุ่ม โรคผิวหนัง หิด กลาก เกลื้อน ผิวหนังอักเสบและทำให้ ติดเชื้อง่าย

    ๓. กำลังกายอ่อนแอ

    คุณภาพการทำงาน/ใช้งานของตา หู จมูก ลิ้น ประสาท กล้ามเนื้อและต่อมต่างๆภายในร่างกายอ่อนแอ ขาดประสิทธิภาพ สมรรถภาพในการใช้งานด้อยคุณภาพ สายตาฝ้าฝาง พร่ามัว มองเห็นไม่ถนัดชัดเจน หูอื้อฟังอะไรได้ยินไม่ค่อยชัด จมูกไม่ค่อยได้กลิ่น ประสาทลิ้นในการลิ้มรสไม่ค่อยดี รับประทานไม่อร่อย ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว กำลังกายเฉื่อยชา ไม่กระปี่กระเป่า กระฉับกระเฉง อิดโรย เหนื่อยหน่าย ไม่อยากทำอะไร ซึมๆ มึนงง ขาดกำลังวังชา แขนขาไม่มีแรง อ่อนเพลียง่าย หน้ามืด เป็นลม เหนื่อยง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง ไม่อยากรับประทานอาหาร กระเพาะลำไส้มีปัญหา การเผาพลาญอาหาร การย่อย การดูดซึมและการขับถ่ายไม่ดี และร่างกายอ่อนแอ เกิดจากผลของการผ่าตัด เมื่อทำงานหรือยกของหนัก ทำให้กระทบกระเทือนถึงบาดแผล

    ๔. กำลังปัญญาไม่ว่องไว

    สติปัญญาคิดอ่านไม่ดี ปฏิภาณไหวพริบไม่เร็ว ความคิดไม่ลุ่มลึกสมองทื่อ ไม่โล่งโปร่งเบา มึนงง ขี้เกียจคิด ไม่อยากใช้สมองคิด มีเหตุทำให้ติดขัด มีปัญหาเรื่องการเรียน เช่น ไม่ชอบการศึกษาเล่าเรียน หัวไม่ให้ใจไม่รัก เรียนหนังสือไม่เก่ง เอาดีเรื่องการเรียนศึกษายาก ความขยันไม่เพียงพอ มีทำให้การเรียนสะดุด เรียนไม่จบ เรียนจบแต่ทุลักทุเล เมื่อถึงเวลาจะต้องใช้สมอง ความคิด สติปัญญา เช่น การสอบแข่งขัน ทดสอบความรู้เชาว์ปัญญา หรือสัมภาษณ์งาน มักจะมีเหตุทำให้เจ็บป่วยไข้ ไม่สบาย ปวดหัวตัวร้อน ทำให้ใช้สติปัญญาไม่เต็มที่ แต่มีความรู้ดีในการทำบาปทำมาหากินด้วยการล่า การจับสัตว์มาเลี้ยงครอบครัว

    ๕. เป็นคนหวาดกลัว/วิตกกังวลมาก

    ผู้ที่เคยฆ่าคนมาก่อน จะเป็นคนคิดมาก หวาดกลัววิตกกังวลในความผิดจะมาถึงตัว กลัวทางการจับได้ กลัวติดคุก ทำให้ต้องหลบๆซ่อนๆ กลัวว่า ญาติพี่น้อง เพื่อนของคู่กรณีจะตามมาล้างแค้น หรือเกรงว่า จะมีปัญหาจะมาถึงครอบครัวตัวเองทำให้พ่อแม่ ลูกเมียเดือดร้อน ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นประสาท เครียดจัด บางคนเป็นคนฆ่าสัตว์มามาก มักจะเป็นคนขี้ตกใจ หวาดกลัวง่าย ขวัญอ่อน บ้าจี้ กลัวผลบาปกรรมที่ตัวเองจะได้รับ คือ ตอนทำกลับกล้า แต่หลังทำแล้ว กลับกลัว ใจสะดุ้ง กระวนกระวาย คิดมาก ฟุ้งซ่าน ปลงไม่ตก ปล่อยวางไม่ได้ ไม่มีความสุข

    ๖.กล้าฆ่าตัวเองหรือถูกฆ่า

    สำหรับผู้ที่ฆ่าตัวตายเกิดมาจากหลายสาเหตุ เช่น บางคนสูญเสียคนรัก แฟน/ลูก ทำให้เกิดเสียใจอย่างแรง หมดอาลัยตายอยากในชีวิต เผลอสติเลยคิดสั้น ฆ่าตัวเองตายตามก็มี หรือลูกบางคนโดนพ่อแม่ดุด่าว่าตำหนิด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเสียใจ รับไม่ได้ ประชดชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย นี้เป็นผลมาจากกรรมเก่าในอดีตชาติ เพราะดูจากความรู้สึกของคนทั่วไปไม่น่าจะคิดสั้น แต่คนที่อยู่ในอารมณ์นั้นกลับกล้าทำ

    ในกรณี ผู้ที่เคยฆ่าคน โดยเฉพาะฆ่าพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าของตัวเอง มักจะถูกฆ่าตาย หรือบางคนเมื่อทำผิดมาแล้ว เกิดความวิตกกังวล คิดมาก กลุ้มอกกลุ้มใจ เครียดจัด มองไม่เห็นทางแก้ปัญหา นอนไม่หลับ กินไม่ได้ จนทำให้เกิดประสาทหลอน ภาพหลอน หูแว่วเหมือนคนจะมาฆ่า บอกให้ฆ่ากินยาตาย ยิงตัวตาย หรือกระโดดน้ำตายอย่างใดอย่างหนึ่ง สุดท้าย เมื่ออาการหนักเข้า ควบคุมตัวเองไม่ได้ เผลอลืมสติ ก็ทำอัตวินิบาตกรรม คือฆ่าตัวตาย และอีกกรณีหนึ่งคือ คนที่เป็นโรครื้อรัง รักษาไม่หายสูญเสียเงินทองมากมาย เกิดความท้อแท้ อยู่ไปก็เป็นภาระแก่คนอื่นและตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ จึงคิดสั้น ฆ่าตัวตาย ส่วนผู้ที่ถูกฆ่าตายนั้น เกิดจากเคยฆ่าคนหรือสัตว์ใหญ่มาก่อน เมื่อกรรมส่งผล ก็มักจะถูกฆ่าหรือโดนฆาตกรรม

    ๗. โรคภัยเบียดเบียน

    ผู้ที่ฆ่า/เบียดเบียนสัตว์มามากและเป็นเวลายาวนา มักจะเป็นโรคลึกลับที่แพทย์ไม่อาจจะวินิจฉัยได้ ตรวจหาสาเหตุไม่พบ มีอาการเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ (โรคบางชนิดเป็นผลกรรมติดมาจากอดีตชาติ ชดใช้วิบากกรรมยังไม่หมด จึงยกยอดมาใช้ต่อในชาติปัจจุบัน) หรือมีโรคประจำตัว เป็นโรคกรรมพันธุ์ ผู้ที่มีวิบากกรรมหนัก อาจจะเป็นโรคประสาท มีอาการทางสมอง เป็นคนไม่เต็มบาท บางคนสามวันดีสี่วันไข้ เป็นโรคผิวหนัง สะเก็ดเงิน หูด หิด กลาก เกลื้อน โรคภูมิแพ้ต่างๆ แพ้ฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ แพ้อากาศ ริดสีดวง หอบหืด โรคไมเกรนปวดหัวข้างเดียว เป็นหวัดบ่อย โรคกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ โรคคอพอก ต่อมทอลซิลอักเสบ เนื้องอก โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคตับ/ไต โรคสมองฝ่อ โรคแพ้ภูมิต้านทานตัวเอง หรือเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะโรคมะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากกรรมแน่นอน ส่วนสาเหตุประกอบ มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาหาร อากาศ สารเคมีด้วยเช่นกัน

    ข้อสังเกต :

    โรคกรรมหรือโรคที่เกิดจากกรรม มีข้อสังเกตดังนี้

    -เป็นโรคที่สาเหตุไม่พบ แม้ไปตรวจด้วยเครื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้วก็ตาม ยังหาสาเหตุไม่พบ หรือสภาพร่างกายดูเหมือนปกติ แต่เจ้าตัวมีความรู้สึกว่า ไม่ปกติ

    -แม้จะรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน อย่างดีที่สุด ก็ทำได้แค่บรรเทา ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือ เป็นๆ หายๆ

    ส่วนโรคที่เกิดจากอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี มลพิษทางอากาศ หรือการบริหารร่างกายไม่ถูกสุขลักษณะ เมื่อรู้สาเหตุแล้ว รักษาง่าย ไม่นานก็หาย ไม่เหมือนโรคกรรม เมื่อกรรมยังส่งผลอยู่ ต่อให้เป็นหมอเทวดา มียาวิเศษอย่างไร เก่งมาจากที่ไหน ก็ไม่มีทางรักษาโรคกรรมให้หายได้จนกว่าวิบากกรรมนั้นเริ่มเบาบาง

    ๘. บริวารมักจะมีอันเป็นไป

    คนที่มีอาชีพเกี่ยวกับการฆ่า/เบียดเบียนสัตว์ เช่น เป็นนายฮ้อย ชาวประมง เลี้ยงหมูไว้ขาย เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เลี้ยงกบไว้สำหรับขายส่ง เปิดโรงงานฆ่าสัตว์ หรือคนที่รับจ้างฆ่าวัว ฆ่าควาย หรือคนที่จับสัตว์ป่ามาขาย คนที่ใช้เบ็ดตกปลา กบ เขียด คนที่รับจ้างสนตระพายควาย ตอนหรือทำหมันวัว/ควาย หรือสุนัข/แมว ถ้าทำกรรมชนิดนั้นมามากและเป็นเวลานาน หากเจ้าตัวยังไม่ได้รับผลกรรมโดยตรง เคราะห์ร้ายภัยพิบัติมักจะเกิดกับลูก/เมียคนภายในครอบครัวหรือเกิดกับญาติพี่น้องคนใดคนหนึ่ง ทำให้เขาเหล่านั้นเกิดมาขี้โรค เกิดมาพิการ ปากแหว่ง เพดานโหว่ หรือได้รับอุบัติเหตุทำให้พิการอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายหรือถึงแก่ชีวิต ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า กรรมของพ่อแม่ไปตกอยู่ที่ลูกหรือลูกต้องมารับเคราะห์กรรมที่พ่อแม่ทำไว้ แต่หมายความว่า ลูกหรือญาติพี่น้องผู้เป็นบริวารเหล่านั้นคนใดคนหนึ่งเคยทำ(บาป)กรรมร่วมกันมาหรือมีกรรมชนิดเดียวกัน จึงได้ดึงดูดให้มาเกิดในครอบครัวเดียวกัน เกิดมาเป็นพี่น้องกันเพื่อจะได้มาพบเห็นมารับรู้ ได้มาประสบรับผิดชอบกับผลกรรมที่เคยทำร่วมกันมาอย่างปฏิเสธไม่ได้

    ๙. อายุสั้น

    มีเหตุทำให้เสียชีวิตหรือตายเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ประสบอุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม ตายในขณะอยู่ในครรภ์เพราะถูกทำแท้ง หรือตายก่อนวัยอันสมควร ยังไม่ถึงอายุขัยด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีนัยสอดคล้องกับเนื้อหาที่กล่าวไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตรและมหากัมมวิภังคสูตรโดยมีใจความว่า ผลของการฆ่าสัตว์อย่างหนักที่สุด ทำให้ไปเกิดในอบายภูมิทั้งสี่ คือ เกิดเป็นสัตว์นรก ตัวเป็นคนแต่หัวเป็นหมู เป็นวัว เป็นควาย เป็นสุนัข เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นเปรตและเป็นอสุรกาย ส่วนผลกรรมอย่างเบาที่สุด เมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะมีอายุสั้น

    ผู้ที่ทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมามากและเป็นเวลายาวนานพอสมควร เมื่อบาปกรรมมีความเข้มข้นรุนแรง ก็สามารถส่งผลให้ผู้ฆ่ามีอันเป็นไปและได้รับโทษภัยเช่นนั้น ส่วนจะมากหรือน้อย รุนแรงหรือเบาบาง จะกินเวลาสั้นหรือยาวนาน ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เหตุปัจจัยและตัวเจตนาของผู้ฆ่าเอง แม้ผู้ที่ฆ่าสัตว์เหมือนกัน แต่ได้ทำความดีหลายอย่าง เช่น ได้ถวายยารักษาโรคแก่สมณชีพราหมณ์หรือผู้ต้องการยา บริจาคเงินสร้างห้องสุขา สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล ได้ให้อภัยทาน ปล่อยสัตว์ ให้ได้รับอิสรภาพและรักษาศีล ปฏิบัติธรรมตามโอกาสอันสมควร แต่อีกคนไม่ได้ทำความดีอย่างอื่นเพิ่มเลย ผลกรรมที่ตามมา ย่อมแตกต่างกัน

    การฆ่าและกฎแห่งการสะท้อนกลับ

    คนไทยชาวพุทธส่วนใหญ่ ถ้าถามว่า เชื่อกฎแห่งกรรมไหม ? จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เชื่อ” แต่ถ้าถามต่อไปอีกว่า กฎแห่งกรรมส่งผลได้อย่างไร จะส่งผลตอนไหน ในขณะกำลังส่งผล จะได้ประสบอะไรบ้าง ถ้าตั้งคำถามลึกซึ้งอย่างนี้จะตอบยาก แต่อย่างไร ชาวพุทธส่วนมากล้วนแล้วแต่เชื่อกฎแห่งกรรม ไม่มากก็น้อย ไม่มีใครกล้าปฏิเสธเรื่องนี้ ถามว่าคนที่เชื่อกฎแห่งกรรมแล้ว จะทำบาปได้ไหม ? ตอบได้ทันทีว่า “ได้” เพราะการเชื่อเรื่องกรรม ไม่ได้หมายความว่า จะทำบาป ทำชั่วไม่ได้อีกต่อไป แม้ยังทำบาป ทำชั่ว ทำผิดอยู่บ้างเป็นครั้งคราว เพราะความจำเป็นหรือเพราะประมาทพลาดพลั้งหลงลืมสติ ก็ยังดีกว่าผู้ไม่เชื่อ ไม่ยอมรับเรื่องบาปบุญอยู่ดี เพราะอย่างน้อยผู้เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมแล้ว จะมีสติสำนึกว่า ตัวเองจะต้องได้รับผลกรรมนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่งและคงต้องหาวิธีทางหยุด เลิกการกระทำนั้นให้ได้ แตกต่างจากผู้ไม่เชื่อ เมื่อประมาทพลาดพลั้งทำชั่ว ทำบาปลงไป ก็ไม่รู้ตัวว่ามันเป็นบาปกรรม แม้ในขณะรับผลของกรรมนั้นอยู่ ก็ไม่รู้ตัว สำนึกไม่ได้และไม่ยอมรับว่าเป็นผลมาจากกรรมที่ตัวเองทำไว้ ยิ่งเก็บสั่งสมพอกพูนทั้งหนี้เก่าและกรรมใหม่อย่างไม่มีสิ้นสุด เป็นการดำเนินชีวิตบนเส้นทางแห่งความมืดบอดและความหายนะทั้งหลายกำลังรออยู่ข้างหน้า

    สำหรับผู้ได้ศึกษาอ่านหนังสือธรรมะมาพอสมควร คงได้เคยอ่านหนังสือกฎแห่งกรรมที่เรียบเรียงโดย ท.เรียงพิบูลฯ หรือ หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี หนังสือ “เกิดแต่กรรม” ในทัศนะของแม่ชีทศพร หรือที่ผู้รู้ท่านอื่นๆเขียนไว้หรือแม้แต่ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ท โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบตรงของตัวคุณเอง คงทำให้เชื่อมั่นและเข้าใจในความหมายลึกซึ้งของกฎแห่งกรรมขึ้นไปอีก

    ต่อไปนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอผลกรรมจากการฆ่าสัตว์ที่เราท่านทั้งหลายเคยเห็น ได้ยินได้ฟัง ได้อ่าน หรือได้ประสพพบมาด้วยตัวเองในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันตาเห็นตามหลักสันนิษฐานวิทยากฎแห่งกรรม โปรดตั้งใจอ่านต่อไป

    กรรมจากการฆ่าตัวตาย

    ผลกรรมที่ตามมา ชีวิตหลังความตายของคนที่ฆ่าตัวตายทุกคน คือ เกิดในนรกสถานเดียว ไม่มีข้อยกเว้น เพราะตายด้วยโทสะและโมหะที่มีความรุนแรงเข้มข้นและวิบากกรรมเก่าที่มาจากการฆ่าสัตว์ยังไม่หมด จึงต้องมาจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ทั้งๆที่ชีวิตเป็นสิ่งที่เรารักมากที่สุด แต่ยังกล้าฆ่าได้

    กรรมจากการทำแท้ง

    ผลกรรมที่รุนแรง : จะทำให้เป็นคนอารมณ์ร้อนรุนแรงแบบควบคุมไม่อยู่ หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น มักมีปัญหาปากเสียง ทะเลาะเบาะแว้ง โต้เถียงหรือเข้าใจกันผิดกับแฟนหรือคนที่สนับสนุนให้ทำบ่อยมาก สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยง่าย ไม่สบายบ่อย ปวดหัว ตัวร้อน เป็นโรคขี้หลงขี้ลืม อายุสั้น สำหรับผู้หญิง มักจะมีปัญหาบริเวณบั้นเอว รังไข่ หรือ มดลูก เช่น ทำให้แท้งง่าย มดลูกไม่ดี ไม่แข็งแรง ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือถ้าผลกรรมรุนแรงเพราะทำหลายครั้ง จะทำให้เป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งบริเวณอวัยวะเพศ เช่น อักเสบติดเชื้อได้ง่าย เป็นเนื้องอก มะเร็งที่รังไขหรือมดลูก สำหรับผู้ชายที่สั่งบังคับหรือสนับสนุนให้ทำแท้ง จะมีปัญหาบริเวณอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะเจ็บหรืออักเสบ เป็นไส้เลื่อน มะเร็งในต่อมลูกหมาก หรือเป็นหมัน

    ส่วนผลกรรมที่เบาบาง : จะให้มีลูกยาก มีความเศร้าโศกเสียใจเรื่องลูก และลูกเกิดมาจะไม่สมประกอบ พิการ เป็นใบ้ วิกลจริต หรือไม่เต็มบาท และมักทำให้อกผิดหวังเรื่องความรักหรือชีวิตคู่

    กรรมจากการฆ่าด้วยยาพิษ

    ผู้ที่ลอบวางยาเบื่อมีพิษใส่ปนลงไปในอาหาร เครื่องดื่ม หรือผสมลงไปในยา แล้วเป็นเหตุทำให้คนตายหรือสัตว์ตาย หรือใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช หรือสารเคมีที่มีพิษร้ายชนิดใดชนิดหนึ่ง โปรย ราดรด พ่น หรือฉีดเพื่อกำจัดสัตว์เล็กสัตว์น้อยหรือพวกแมลงต่าง เช่น เห็บ เรือด ไร เพลี้ย ยุง แมลงสาป มด ปลวก หนู ปู เป็นต้น

    ผลกรรมตามมา สำหรับใช้ยาพิษฆ่าคนตาย คนที่ทำนั้นก็จะฆ่าตัวตายหรือถูกวางยาพิษตายเช่นกัน ถ้าทำกับสัตว์ จะเป็นโรคภูมิแพ้ต่างๆ แพ้ผงชักผ้า แพ้ละอองเกสรดอกไม้ แพ้ฝุ่น แพ้ขนสัตว์ แพ้อากาศ แพ้น้ำหอมเกือบทุกชนิด ผิวหนังไวต่อการแพ้และติดเชื้อ เป็นโรคริดสีดวงจมูก ไซนัด หรือ มีปัญหาทางเดินหายใจ หลอดลม ปอด เมื่อมีการเดินทางไกลจะทำให้เมารถ เมาเรือ เมาอากาศ ปวดหัว วิงเวียนศีรษะหน้ามืดเป็นลมง่าย จะมีเหตุปัจจัยทำให้ได้รับความเจ็บปวดบริเวณท้อง หรือลำไส้ ทำให้ท้องเสียบ่อย เป็นโรคกระเพาะ เป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือด หรือ เลือดเป็นพิษ

    กรรมจากการฆ่าด้วยไฟ

    ผู้ที่ฆ่าด้วยการใช้ไฟเผา ใช้ไฟฟ้าช๊อต เช่น จุดไฟเผาบ้านเรือนแต่เป็นเหตุให้คนตายหรือตั้งใจจุดไฟเผาทั้งเป็น ใช้ไฟฟ้าช๊อตปลา จุดไฟเผามด เผาแมลง หรือ ผึ้ง ต่อ แตน

    ผลกรรมที่รุนแรง จะตายหรือ ถูกฆ่าตายด้วยของร้อน เช่น ไฟ หรือ ไฟฟ้า หรือถูกฟ้าผ่าตาย ถ้าหากเจ้าตัวยังไม่เป็นอะไร ลูก หลานมักจะขี้โรค เจ็บป่วย ไม่สบาย มีโรคประจำตัวรักษาไม่หาย

    ผลกรรมที่เบาบาง จะได้รับอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บด้วยไฟ เช่น ไฟลวก ไฟไหม้ หรือถูกช๊อตด้วยไฟฟ้า บ้านหรือสิ่งของมีค่าถูกไฟไหม้ มักจะเป็นตุ้ม ผด ผื่นคันตามแขนขาหรือตามลำตัว มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย มีเหตุต้องย้ายที่อยู่บ่อย เดือดร้อนที่อยู่อาศัย มด ปลวกหรือแมลงจะขึ้นบ้าน โดนผึ้ง ต่อ แตนต่อย หรือไปตั้งแค้มป์ ตั้งเต้น ปักกรดที่ไหน มักจะมีปัญหาเรื่องมด แมลงก่อกวน

    กรรมจากการฆ่าด้วยน้ำ

    ผู้ที่ฆ่าคนด้วยกดให้จมน้ำ ผลักให้ตกไปในน้ำ ต้มปลา กุ้ง หอย เต่าทั้งเป็นในน้ำเดือดๆ ทอดปลาเล็กปลาน้อย หรือกุ้งในกระทะน้ำมันกำลังเดือด หรือใช้น้ำร้อนลวกมด ปลวกหรือแมลงต่างๆ

    ผลกรรมที่รุนแรง จะตายหรือถูกฆ่าตายด้วยน้ำ เช่น ถูกผลักให้ตกลงไปในน้ำ แล้วจมน้ำตาย โดนน้ำท่วมตาย ได้รับอุบัติเหตุทางน้ำจนเสียชีวิต น้ำท่วมปอด

    ส่วนผลกรรมที่เบาบาง จะทำให้ได้รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับน้ำ เช่น เมื่อไปว่ายน้ำ จะมีเหตุทำให้สำลักน้ำบ่อย โดนน้ำร้อนน้ำมันเดือดๆลวก เป็นโรคภูมิแพ้เกี่ยวกับเรื่องอากาศ หรือแม้โดนละอองฝนนิดหน่อยก็ทำให้เป็นหวัด ไม่สบาย

    กรรมจากการฆ่าด้วยการทุบ/ตี

    ผู้ที่ฆ่าคน หรือสัตว์ เช่น หมู วัว ควาย ปลา/กบ/เขียดโดยการใช้ท่อนไม้ ท่อนเหล็ก สันมีดหรืออาวุธอย่างใดอย่างหนึ่งทุบหรือตีที่บริเวณศีรษะหรืออวัยวะส่วนหัว

    ผลกรรมที่รุนแรง จะตายหรือถูกฆ่าตายด้วยการทุบตี อาจจะเป็นบริเวณศีรษะหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ต้นไม้ล้มทับ ดินถล่มทับตาย หรือวัสดุของแข็งหล่นมาทับ ตกจากที่สูงตาย

    ส่วนผลกรรมที่เบาบาง จะถูกทำให้บอบช้ำหรือเป็นแผลจากการทุบ หรือตี หรือทำให้ได้รับการเจ็บปวดจากการสะดุดตอ โดนลูกหลงจากการขว้างปาด้วยก้อนหิน เศษอิฐ ท่อนไม้ เศษไม้ วัตถุของแข็งอย่างใดอย่างหนึ่ง มักจะมีเหตุมีเรื่องที่ทำให้คิดมาก นอนไม่หลับ นอนหลับยาก แล้วทำให้เกิดอาการปวดบริเวณศีรษะ ปวดหนึบๆ เป็นโรคปวดหัวข้างเดียว เป็นเนื้องอก หรือ มะเร็งที่สมอง

    กรรมจากการฆ่าด้วยบีบคอ

    ผลกรรมที่รุนแรง จะมีเหตุทำให้ตายด้วยการถูกบีบคอ หรือหายใจไม่ทัน หยุดหายใจ หัวใจวายตาย นอนหลับตาย(เป็นโรคไหลตาย)

    ส่วนผลกรรมที่เบาบาง จะทำให้ได้รับอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บบริเวณลำคอ เป็นโรคหลอดลมอักเสบหรือเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งที่บริเวณลำคอ เป็นหอบหืด เป็นโรคลมชัก เป็นลมหน้ามืด วิงเวียนศีรษะบ่อย หายใจไม่ทั่วท้อง เหนื่อยง่าย หายใจไม่ออก เนื่องจากเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหล

    กรรมจากการฆ่าด้วยอาวุธ

    ผู้ที่ใช้อาวุธฆ่าคนหรือสัตว์โดยใช้ปืนยิง ใช้มีดแทง

    ผลกรรมที่รุนแรง จะตายหรือถูกฆ่าตายด้วยอาวุธปืน หรือมีด ของมีคมต่างๆ

    ผลกรรมที่เบาบาง จะถูกทำให้ได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นแผลด้วยกระสุนหรือของมีแหลมคมทุกชนิด

    กรรมจากการฆ่าด้วยการขุดหลุมพราง

    ผลกรรมที่รุนแรง จะตายหรือได้รับอุบัติเหตุจนถึงแก่ชีวิตด้วยตกลงไปในหลุม หรือบ่อ ถูกทับด้วยหิน หรือ ดิน ถูกแทงด้วยของ แหลมคม

    ส่วนผลกรรมที่เบาบาง จะให้ได้รับอุบัติเหตุจากหลุมหรือบ่อ ทำให้เกิดบาดแผล หรือมีปัญหาเรื่องเท้า ข้อเท้าบ่อย เป็นโรคกระเพาะ หรือ โดนกักขังบริเวณ

    กรรมจากการฆ่าด้วยใช้เครื่องดัก

    ผู้ที่ใช้เครื่องดักจับสัตว์หรือเป็นเหตุทำให้สัตว์ตาย เช่น กับดัก แร้ว บ่วงดักจับนก กระต่าย หรือใช้กาวสำหรับดักจักหนู แมลงวัน

    ผลกรรมที่รุนแรง จะตายหรือถึงแก่ชีวิตด้วยกับดัก หรือ ระเบิด

    ส่วนผลกรรมที่เบาบาง จะถูกวางกับดัก หรือถูกกักขังบริเวณ เข้าคุกตาราง จะให้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรคภูมิแพ้ เกี่ยวกับผิวหนัง มักเป็นตุ่ม ผดผืนคันบริเวณผิวหนัง มีปัญหาเรื่องตา ตาอักเสบ เจ็บตา ผงหรือขนตาเข้าตาบ่อย

    กรรมจากการฆ่าด้วยการเชือดคอ

    ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็ด ไก่ หมู หรือวัวควายด้วยการเชือดที่คอ

    ผลกรรมตามมา เมื่อกรรมส่งผล จะมีปัญหาบริเวณลำคอ เช่น เจ็บคอบ่อย คออักเสบ ต่อมทอลซิลอักเสบ ทำให้เป็นหวัดง่าย และเป็นไอรื้อรัง มีเหตุต้องเข้าผ่าตัดที่บริเวณคอ เป็นโรคคอพอก หลอดเสียง หลอดลมมีปัญหา เสียงไม่ดี แหบแห้ง

    กรรมจากการฆ่าด้วยการผ่าท้องสัตว์

    ผู้ที่ฆ่าสัตว์ด้วยการชำแหละ หรือผ่าท้องปลา หรือ ขับรถเยียบหมา แมว งู กระรอก เป็นต้นที่บริเวณลำตัวหรือช่วงท้อง หรือ บางคนใช้สวิงไปช้อนลูกอ๊อดกบ/เขียดมาแล้ว ก่อนจะนำไปปรุงเป็นอาหารต้องบีบท้องเอาขี้มันออกเสียก่อน

    ผลกรรมที่ตามมา มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเรื่องอวัยวะภายใน เช่น โรคกระเพาะอาหาร เจ็บท้องบ่อย ล้ำไส้อักเสบ ท้องเสียเนื่องจากอาหารเป็นพิษ อาหารที่ทานเข้าไปไม่ย่อยทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อเหรอเปรี้ยว เป็นเนื้องอกในช่องท้อง หรือ มดลูกต้องเข้ารับการผ่าตัด มดลูกอ่อนแอ ไม่แข็งแรงไม่สามารถมีลูกได้หรือทำให้เกิดการแท้งลูกได้ง่าย

    การฆ่าสัตว์ในแต่ละครั้ง ถ้าหากผู้ฆ่ารู้ว่า สัตว์นั้นยังมีชีวิต แม้ตัวเองก็คิดฆ่า มีความเพียรพยายามที่จะฆ่า และสัตว์นั้นต้องมาตายด้วยการกระทำของเรา ถ้าหากเราพิจารณาโดยละเอียดมองกระบวนการก่อนฆ่า ขณะฆ่าและหลังฆ่าแล้ว ยิ่งทำให้รู้ว่า ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่า จะต้องมีความสะดุ้งกลัวตกใจ ร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจที่ต้องมาตายก่อนอายุขัย ในขณะฆ่าจะต้องได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากพิษบาดแผลหรือคมศาตราอาวุธ และหลังจากถูกฆ่าต้องทำให้ครอบครัวพ่อแม่ ลูกหรือเพื่อนๆของเขาต้องมาสูญเสียพลัดพรากจากผู้ที่ตัวเองรักก่อนเวลาอันสมควร การฆ่าที่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างเช่นนี้ ผู้ฆ่าจะมีบาปมาก ยิ่งถ้าไปฆ่าจิ้งจก ตุ๊กแก งู กิ้งก่า ปู ปลา หนู เป็ด ไก่ วัว หรือ ควายเป็นต้นที่เป็นแม่ลูกอ่อนหรือกำลังมีลูกเล็กๆต้องเลี้ยงดูอยู่อีกหลายตัว ยิ่งจะบาปมากเพราะไม่ใช่ฆ่าตัวแม่เท่านั้น แต่ยังฆ่าลูกอ่อนๆที่อยู่ในท้องอีกและพวกลูกน้อยที่ขาดแม่ ไม่ได้กินนมหรือได้รับการปกป้องคุ้มครองจากแม่ก็ต้องมาตายตามไปด้วย

    ฉะนั้น การฆ่า คือ กรรม เมื่อสร้างเหตุปัจจัยไว้อย่างไร ผลของการฆ่า หรือ กฎแห่งการสะท้อนกลับ จะต้องเป็นไปเช่นเดียวกันกับเหตุที่ทำเอาไว้ กล่าวคือ เมื่อถึงเวลาที่บาปกรรมนั้นส่งผล ตัวผู้ฆ่า จะต้องได้รับผลร้าย ประสพกับความลำบากเดือดร้อน เจอความวิบัติอุปัทวันตรายต่างๆ โรคภัยเบียดเบียน สูญเสียหรือพลัดพรากจากคนผู้เป็นที่รักทั้งหลายหรือ ทำให้อายุสั้นตายก่อนวัยสมควรเหมือนกัน ฉันนั้น

    การเชื่อและเข้าใจกฎแห่งกรรมอย่างถูกต้องชัดเจน ย่อมมีคุณประโยชน์มากมายมหาศาล มีค่ามากกว่าเงินทองหลายพันล้าน เพราะจะทำให้ชีวิตเราปลอดภัยจากเวรภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

    การเบียดเบียนสัตว์

    และกฎแห่งการสะท้อนกลับ

    การเบียดเบียนสัตว์ เช่น ยิงด้วยหนังสติ๊ก ขว้างปาด้วยก้อนหิน ท่อนไม้ ทุบ เฆี่ยนตี โบย หรือนำมาชนกัน เป็นต้น แม้จะไม่ถึงขนาดทำให้สัตว์นั้นๆเสียชีวิตหรือตาย แต่ได้รับความทุกข์ทรมาน เหนื่อย เจ็บปวด มีบาดแผล หรือพิการ ถือว่าเป็นการรังแก เบียดเบียนหรือทำทารุณกรรมสัตว์ โดยไร้ความเมตตาปราณี สงสาร จะมีผลกรรมตามมา ดังนี้

    กรรมจากการขายสิ่งเสพติดให้โทษ

    ผู้ที่ค้าขายสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ เหล้า เบียร์ไวน์ กระท่อมกัญชา ฝิ่น เฮโรอีน ยาบ้า หรือของมึนเมาให้โทษต่อร่างกายและจิตใจทั้งหลายทั้งปวง

    ผลกรรมตามมา เมื่อกรรมส่งผล ทำให้ถูกติฉินนินทา เสียชื่อเสียง จิตใจฟุ้งซ่าน หรือถูกทางการจับได้ ถ้าวิบากกรรมหนัก อาจจะทำให้เป็นบ้า เสียสติ ประสาทไม่ดี มีอาการทางสมอง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง ครอบครัวแตกแยก ประสพอุบัติ เป็นโรคร้าย เช่น โรคเอดส์ มะเร็งในเม็ดเลือด หรือเลือดเป็นพิษ ภูมิต้านทานเสื่อม แพ้ภูมิต้านทานตัวเอง

    กรรมจากการชนไก่

    ผลกรรมที่ตามมา

    -ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาทุกรูปแบบ เช่น ตาเจ็บ ตาอักเสบ ตาแดง ตาเป็นกุ้งยิง ตาเป็นฝีหนอง ฝุ่นผงหรือขนตาเข้าตา ทำให้เคือง เจ็บ อักเสบนัยน์ตาบ่อย ถ้ากรรมรุนแรง อาจจะทำให้เป็นตาเป็นต้อ เช่น ต้อเนื้อ ต้อลม ต้อหิน หรือมีเหตุทำให้ตาพิการ มองเห็นไม่ชัดเจน ฝ้าฟาง พร่ามัว สายตาสั้น สายตาเอียง ตาเหล่หรือตาบอด

    -มีปัญหาบริเวณศีรษะ เส้นผม ทำให้ผมล่วง ผมบาง หัวล้าน มีเหตุทำให้เจ็บ/ปวด ปูดบวมบริเวณศีรษะบ่อย

    -เป็นโรคผิวหนังทุกชนิด เช่น เป็นผดผื่นคัน โรคภูมิแพ้ ผิวหนังอักเสบติดเชื้อง่าย หรือ ทำให้ลื่นล้ม ผิวหนังถลอกได้ง่าย

    -มีอาการเจ็บหรืออักเสบตรงบริเวณลำคอ ทำให้คออักเสบบ่อย มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดลม ระบบการหายใจ หายใจไม่ออก หายใจไม่สะดวกและมีอาการจุกแน่นบริเวณหน้าอกบ่อย เป็นหอบหืด หายใจไม่เต็มปอด

    - ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการฟกช้ำ ปวดเมื่อย อักเสบได้ง่าย หรือทำให้เลือดมีปัญหา น้ำเหลืองไม่ดี เลือดเป็นพิษ หรือเป็นมะเร็งที่เม็ดเลือด

    -รับประทานอาหารไม่อร่อย เป็นคนหงุดหงิดง่ายใจร้อน ชีวิตมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชกต่อย ตบตี หรือตกอยู่ในภาวะถูกกดดันจากนักเลง แก๊งอันธพาล หรือผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย

    หมายเหตุ : ถ้ายังไม่เกิดขึ้นกับเจ้าตัว ก็มักจะเกิดขึ้นกับลูกเมียหรือญาติพี่น้องคนใดคนหนึ่งตามกฎแห่งกรรมในหัวข้อที่ว่า “กัมมพันธุ” กรรมเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงญาติพี่น้องถึง ๗ ชั่วคน และเงินที่ได้มาจากการตีหรือชนไก่ เป็นของร้อนเก็บได้ไม่นาน มักจะมีเหตุทำให้ต้องใช้จ่าย ซึ่งไม่พ้นไปจากค่าบุหรี่ เหล้า ยาเสพติด ค่ารักษาพยาบาลของลูก/เมียซึ่งเจ็บป่วย เป็นไข้ ไม่สบาย ได้รับอุบัติเหตุทำให้ร่างกายเป็นแผล ฝีหนอง บวมช้ำ
     
  5. ริมฝั่งของ

    ริมฝั่งของ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +310
    กรรมจากการชนวัว/ควาย/กัดจิ้งหรีด

    ผลกรรมที่ตามมา ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับศีรษะ เช่น ศีรษะถูกกระทบกระเทือนอันเกิดจากตกจากที่สูง ศีรษะน๊อคพื้น โดนตีบริเวณศีรษะ หรือโดนวัตถุสิ่งของหล่นถูกบริเวณศีรษะ มีอาการเจ็บหรือปวดหนักๆ มึน ทึบที่บริเวณศีรษะทำให้คิดอะไรไม่ออก และชีวิตมักเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชกต่อยตบตีบ่อย โดนกลั่นแกล้ง ทำให้เข้าใจกันผิดกับคนรอบข้าง จนเกิดการโต้เถียงทะเลาะวิวาท

    กรรมทำให้สัตว์ตาบอด

    ผู้ที่ชอบใช้ของแหลม/ไม้แทงตาปลา หรือใช้หนังสติ๊กยิง ขว้างปาด้วยก้อนดิน ก้อนหินทำให้ตาจิ้งจก จิ้งเหลน ตุ๊กแกบอด หรือใช้หน้าไม้ยิงตานก เด็ดตาปูออกทำให้สัตว์เหล่านั้นตาบอด มองไม่เห็น หรือ ใช้ควันรมทำให้สัตว์เจ็บตา เช่น จุดไฟไล่ยุงให้วัว/ควาย ใช้ควันรมแมลงวี่ หรือหนู ใช้ยาหม่องป้ายตาแมว สุนัขทำให้สัตว์เหล่านั้นมีปัญหาขัดเคืองนัยน์ตา ปวดแสบปวดร้อนมองไม่เห็น

    ผลกรรมตามมา มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเรื่องสายตา เช่น มักมีฝุ่นละอองหรือขนตาเข้าตาบ่อยๆ ทำให้แสบ เจ็บปวด ระคลายเคืองนัยน์ตา หรือมีปัญหาเกี่ยวข้องกับโรคตา เช่น เป็นกุ้งยิง สายตาฝ้าฟาง พร่ามัวมองไม่เห็นชัด ตาแห้งง่ายทำให้แสบตาบ่อย สายตาสั้น ตาเป็นต้อเนื้อ ต้อลม ต้อกระจก ต้อหิน หรือทำให้ตาบอด

    กรรมจากเด็ดก้นแมลงปอ

    บางคนตอนที่เป็นเด็ก ชอบเล่นสนุกด้วยการจับแมลงปอมาแล้ว เด็ดก้นออก เอาดอกหญ้าเสียบแล้วปล่อยไป ทำให้ดูเพลินตาดี

    ผลกรรมที่ตามมา ทำให้มีปัญหาเกี่ยวข้องกับระบบการขับถ่าย เป็นโรคท้องผูก เป็นโรคริดสีดวงทวาร มีเลือดออกในเวลาขับถ่าย มีเหตุต้องเข้ารับการผ่าตัดริดสีดวงทวาร

    หมายเหตุ : เหตุประกอบสำหรับเป็นริดสีดวงทวารหรือท้องผูก คือชอบรับประทานอาหารประเภทแป้ง ไขมัน น้ำตาลและเนื้อมากเกินไป ทำให้ย่อยยาก ใช้เวลานานเกิดการหมักหมมในร่างกายนาน นิสัยไม่ชอบขับถ่ายในขณะที่รู้สึกปวดท้อง ขับถ่ายไม่ตรงเวลา เพราะทำกิจธุระอย่างอื่นเพลินและไม่ชอบทานผัก พืช ผลไม้ที่มีกากใยอาหารเยอะๆ

    กรรมจากการกักขังสัตว์

    ผู้ที่กักขังหรือเลี้ยงสัตว์ เช่น นก ปลา กระรอก กระต่าย สุนัข ไว้ในกรง ตู้ปลา ในเล้า คอก หรือผูกล่ามวัวควายให้อยู่กับที่ ทำให้อดหญ้า อดน้ำ ขาดอิสรภาพ ไปมาไม่สะดวก ได้รับความลำบากเดือดร้อน

    ผลกรรมที่ตามมา ทำให้มีปัญหาขัดข้อง ติดขัดในเรื่องการเดินทาง ทำให้มีเหตุต้องได้รับประทานอาหารไม่ตรงตามเวลา แล้วต่อมาทำให้เป็นโรคกระเพาะ สุขภาพไม่แข็งแรง แต่ถ้าผูกล่ามไว้ จนเป็นเหตุทำให้วัว/ควายตาย มักจะเป็นโรคหอบหืด ระบบหายใจไม่ดี หายใจไม่ทั่วท้อง หรือจะมีเหตุทำให้ถูกจำกัดในสถานที่คับแคบ ขาดอิสรภาพ เช่น เรือนจำ หรือคุกตาราง ติดขัดเรื่องเอกสารที่จะทำให้เจ้าตัวได้รับอิสรภาพในการเดินทาง

    กรรมจากการทบหรือตี

    ผู้ที่ทำการทุบหรือตีงู ตีสุนัข ตีเป็ด ตีไก่ให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาหรือบริเวณหลัง

    ผลกรรมที่ตามมา จะได้รับอุบัติเหตุอันเกิดจากการยกสิ่งของหรือทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในท่วงท่าที่ผิดจนทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ขาหรือที่บริเวณสันหลัง หรือเป็นอัมพฤติ อัมพาต ขี้โรคสามวันดี สี่วันไข้ เจ็บป่วยไม่สบายอยู่เสมอ

    กรรมจากการใช้เบ็ดตกปลา/กบ/เขียด

    ผลกรรมตามมา มีเหตุทำให้ปากฉีก ปากแหว่ง ปากเป็นแผลง่าย รูปปากไม่สวยมีตำหนิ มีแผลเป็น เป็นร้อนใน กัดลิ้นตัวเองในขณะรับประทานอาหาร เคี้ยวข้าวอาจจะมีก้อนกรวดเล็กๆผสมในนั้นอยู่ทำให้มองไม่เห็น หรือ มีเส้นผมปนในอาหาร หรือ ขณะเคี้ยวอาหารอาจจะโดนวัตถุที่มีลักษณะแข็งๆอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เจ็บฟัน หรือ ฟันบิ่น หรือหักได้ มีปัญหาเรื่องฟัน เป็นโรคลำไส้ โรคกระเพาะ

    กรรมจากการตอน/ทำหมันสัตว์

    ผู้ที่ชอบตอนหรือทำหมันสัตว์ เช่น หมา แมว วัว ควาย เป็นต้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการตอนหรือทำหมัน ถ้าสัตว์ได้รับความเจ็บปวดทรมานมาก เมื่อกรรมส่งผล ก็จะเป็นหนักและรุนแรง

    ผลกรรมตามมา

    ถ้าเป็นผู้ชาย จะมีปัญหาเรื่องเจ็บลูกอัณฑะ ไส้เลือน เป็นหมัน ท่อปัสสาวะอักเสบ มะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้าเป็นผู้หญิง จะมีลูกยาก เป็นหมัน หรือ อวัยวะลับมีปัญหาติดเชื้อหรืออักเสบได้ง่าย เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งในมดลูก ไม่มีความสุขในเรื่องเพศสัมพันธ์

    ผู้ที่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาแล้วในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นนักบวชหรือชาวบ้าน เป็นคนธรรมดาหรือผู้วิเศษ จะรู้ว่าเป็นบาปกรรมหรือไม่ก็ตาม เมื่อกรรมนั้น ส่งผล ย่อมไม่มีใครหนีไม่พ้นจากบาปนั้น ทั้งนี้ เพราะไม่มีใครจะเก่งเกินกรรม กรรมย่อมติดตามคนที่ทำเหมือนเงาตามตัวหรือเหมือนล้อเกวียนหมุนตามเท้าวัว แม้จะเป็นเวลาร้อยวัน พันปีหรือแม้แต่เป็นอสงไขยกัป เมื่อกรรมยังไม่มีโอกาสส่งผล ก็ไม่มีวันสูญสลายไปตามกาลเวลา


    ธรรมโอสถ : วิธีลด ละ เลิก แก้กรรม

    เส้นทางแห่งความสวัสดี ทำบุญหนีบาป


    ตามธรรมดา สิ่งในโลก ย่อมมีของคู่กันคือ มีผูก ย่อมมีแก้ มีมืด ย่อมมีสว่าง มีดำ ย่อมมีขาว มีบาป ย่อมมีบุญ มีกรรมดำ ย่อมมีกรรมขาว มีบ่วงกรรม ย่อมมีวิธีทางพ้นจากวังวนแห่งกรรม ผู้ที่ได้ศึกษาธรรมะ เข้าใจเรื่องบุญบาป เรื่องกฎแห่งกรรมดีแล้ว เมื่อรู้ตัวสำนึกได้ต้องการแก้กรรมในเรื่องการฆ่า/เบียดเบียนสัตว์ พึงปฏิบัติตามหลัก ดังต่อไปนี้

    ๑.สำนึกผิดในการฆ่าและเบียดเบียนทรมานสัตว์ว่า เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โหดร้าย ทารุณ หยาบกระด้าง ไร้ความเมตตาปราณี เป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม แสวงหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น เห็นแก่ตัว ขาดการรับผิดชอบชั่วดี เป็นการก่อเวร สร้างบาปกรรมและต้องเสียเวลามาชดใช้โดยไม่จำเป็น

    ๒. ตั้งกุศลจิต เมตตาจิต มีความคิดที่ดีงามอันเต็มไปด้วยความรัก ความสงสาร ความเห็นใจ ความหวังดี ความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย แล้วให้อภัยทาน จะไม่คิดเบียดเบียน เข่นฆ่ารังแกคนและสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงอีก จะมีแต่ความรัก ความเอ็นดู ให้การรักษาดูแลช่วยเหลือ

    ๓.ตั้งจิตให้มั่นในการที่จะรักษาศีลข้อที่ ๑ (ปาณาติปาตา เวรมณี)คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ทุกประเภท ไม่ฆ่ามนุษย์ ไม่สัตว์ใหญ่/สัตว์ที่มีคุณ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น ไม่ฆ่าสัตว์สงวนพันธุ์ ไม่ฆ่าสัตว์เพื่อเกมกีฬา หรือ เพื่อความสนุกสนาน เพื่อป้องกันการฆ่ามด แมลงและการตบยุงโดยไม่จำเป็น พึงติดมุ้งลวดกันยุง ถ้าพบยุงอยู่ในบ้าน ก็คอยปัดให้มันออกไป หรือหาแก้วน้ำมาครอบเอาไปปล่อยข้างนอก ส่วนมด คอยปัดกวาด เช็ดถูพื้นให้สะอาดอย่าให้มีเศษอาหารตกเรี่ยราด สำหรับขาตู้กับข้าว หรือโต๊ะที่มีอาหาร ก็เอาน้ำหล่อขาโต๊ะไว้ และยังมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ต้องฆ่า แล้วแต่ผู้มีปัญญาจะนำมาใช้โดยไม่ให้มันมารบกวน

    หากว่า หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อย่าให้ถึงขนาดต้องฆ่าคน หรือฆ่าขนาดใหญ่และสัตว์ที่มีคุณ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้นและอย่าฆ่าเพราะความคึกคะนองอยากจะสนองตอบอารมณ์ตัวเองชั่วแล่น เห็นเป็นของสนุก สนาน ในกรณีมีความจำเป็นจะต้องฆ่าสัตว์เช่น ปลา กุ้ง หอยเป็นต้น พึงตั้งใจว่า “เราทำไปเพื่อเลี้ยงชีพ” แล้วจงหมั่นทำบุญ โดยเอาอาหารที่ได้จากการเนื้อสัตว์นั้นๆไปทำบุญ ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์หรือผู้ประพฤติธรรมคนใดคนหนึ่งหรือเป็นหมู่คณะก็ได้ แล้วอุทิศส่วนกุศลที่เกิดจากการทำบุญนั้นให้กับสัตว์ที่เราฆ่าด้วย ทุกครั้งที่ทำบุญ พึงตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้ได้อาชีพที่ดีกว่านี้ และเพื่อหลีกเลี่ยง ละเว้น ห่างไกลจากอาชีพฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์ ทั้งนี้ เพราะได้มองเห็นด้วยปัญญาของตนเองแล้วว่า ขึ้นชื่อว่า “การฆ่า การทำร้าย การเบียดเบียนคน/สัตว์ให้ถึงแก่ชีวิต หรือให้ได้รับความทุกข์ทรมานไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น ย่อมหนีไม่พ้นจากกฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการสะท้อนกลับ กล่าวคือ จะต้องถูกฆ่า หรือ ถูกทำร้ายร่างกาย ประสพอุบัติเหตุจนสูญเสียอวัยวะสำคัญ มีโรครุมเร้าไม่สร่างซาต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส ไม่ช้าก็เร็ว ไม่มากก็น้อย”

    ๔.ในขณะรับประทานอาหาร พึงพิจารณาว่า เราจะกินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เพื่อบรรเทาความหิว เพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ เพื่อทำความดี และเพื่อการปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์ ไม่ต้องมาเกิดอีก และอย่าพึงยินดี พอใจ ติดใจในรสชาติของสัตว์นั้นๆ เพราะว่าวันหนึ่งเราอาจจะทำบาป เพราะเห็นแก่กิน เห็นแก่ปากท้องก็ได้ ถ้าหากในเวลารับประทาน ไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ พึงกลับมาพิจารณาอีกครั้ง เมื่อหลังทานเสร็จ

    ๕.มั่นศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจและพิจารณาทบทวนในหลักธรรมต่อไปนี้

    -สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม

    -กรรม เป็นตัวการทำให้สัตว์โลกมีความแตกต่างกันทั้งดีและเลว

    -มนุษย์และสัตว์ เกิดมาเพราะกรรมนำเกิด เกิดเป็นคนก็เพราะกรรม เกิดเป็นสัตว์ก็เพราะกรรม คนเรามีกรรมเกี่ยวเนื่องกันและกันทั้ง ๗ ชั่วคน

    -ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมจะได้รับผลของกรรมนั้น ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลกรรมที่ดี ทำกรรมชั่ว ก็จะได้รับผลกรรมที่ชั่ว

    -หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น

    ๖.มั่นศึกษาเรียนรู้โทษของการฆ่า/เบียดเบียนสัตว์ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน อายุสั้นพลันตาย เป็นต้น

    ๗. ศึกษาทำความเข้าใจในอานิสงส์/ประโยชน์ของการละเว้นจากการฆ่า/เบียด เบียนสัตว์ โดยมีความเมตตา ปราณี เอ็นดู สงสารต่อสัตว์ทั้งหลายตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถโชติกาที่ว่า เกิดมาแล้วจะเป็นผู้มีอวัยวะทุกๆ ส่วนสมบูรณ์แข็งแรงดี มีสุขภาพพลานามัยดี มีผิวพรรณงามผุดผ่อง สุภาพอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง มีกายและใจสะอาดบริสุทธิ์ทั้งต่อคนและสัตว์ เป็นผู้องอาจแกล้วกล้า ไม่หวั่นกลัว มีกำลังมากดั่งช้าง มีถ้อยคำน่าฟัง เป็นที่รักของทุกคน มีบริวารที่สมานสามัคคีกัน ไม่หวาดสะดุ้งต่อภัยเวรใดๆ ไม่มีใครจะมาคิดกำจัดได้ ไม่ตายเพราะถูกคนหรือสัตว์ฆ่า มีบริวารมาก มีรูปร่างที่สวยงาม มีทรวดทรงงดงาม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่มีความเศร้าโศก เสียใจ ไม่พลัดพรากจากของรักและมีอายุยืน

    ๘.ผู้ที่ยังไม่เคยฆ่าและเบียดเบียน ก็อย่าได้ประมาท อย่าทำการส่งเสริมสนับสนุนการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายโดยหลีกเลี่ยงอาชีพที่เกี่ยวกับการฆ่า ขายเนื้อสัตว์ ขายอาวุธ และยาพิษ

    ๙. ตระหนักและสำนึกตลอดเวลาว่า ตา หู จมูก ลิ้นและอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนในร่างกายเราเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล ไม่อาจตีเป็นราคาเงินได้ ถ้าหากพลาดพลั้งหลงสติไปทำลายอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของคนหรือสัตว์เข้า เมื่อกรรมส่งผล เราอาจจะต้องมีเหตุให้สูญเสียอวัยวะส่วนนั้นๆไปก็ได้ ฉะนั้น พึงระวัง อย่าได้ชะล่าใจ เผลอไปทำร้ายล่วงเกินแม้แต่อวัยวะส่วนใดของคนหรือสัตว์ใดเลย เพราะผลร้ายตามมาไม่คุ้มกัน

    ๑๐.ผู้ที่เคยฆ่าและเบียดเบียนสัตว์มาก่อน พึงให้อภัยทาน คือให้ชีวิตเป็นทานด้วยการปล่อยสัตว์ เช่น ปลา นกเป็นต้นที่กำลังจะตายหรือจะถูกฆ่าให้ได้รับอิสรภาพ

    ๑๑.ผู้ที่เคยทำตาสัตว์ให้พิการหรือบอดพึงหมั่นบริจาคแสงสว่างให้เป็นทาน เช่น ดวงไฟ เทียน ไฟฉายโดยแด่พระภิกษุสามเณรหรือผู้ต้องการวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ดังกล่าว

    ๑๒. หมั่นถวาย/บริจาคยารักษาโรคแก่ผู้ที่ต้องการใช้ หรือบริจาคเงินร่วมสมบททุนสร้างห้องสุขา สถานีอนามัย โรงพยาบาล หรือ เอกสาร ข้อมูล หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ

    ๑๓.พึงปรนนิบัติเลี้ยงดูพ่อแม่อย่างดีและอย่าล่วงเกินท่าน รวมทั้งสมณชีพราหมณ์ นักบวชและผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย พร้อมกันนั้นพึงหมั่นทำบุญให้ทาน สวดมนต์ไหว้พระ รักษาศีลและปฏิบัติธรรมทุกรูปแบบเพื่อสร้างเกาะป้องกันภัยและหลังจากนั่งสมาธิพึงแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ที่เราเคยฆ่าและเบียดเบียนมาซึ่งอยู่ในฐานะเจ้ากรรมนายเวรกับเรา อย่าได้มีจิตอาฆาตพยาบาทจองเวรกับคนหรือสัตว์ใดๆ ขอให้สัตว์เหล่านั้น จงมีความสุขกายสุขใจ อย่าได้จองกรรมจองเวรต่อกัน

    สรุปความว่า เมื่อได้ปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวนี้แล้ว โรคลึกลับที่แพทย์ยังหาสาเหตุไม่พบ ก็จะตรวจเจอ หรือ จะได้พบเจอกับกัลยาณมิตร สหายธรรมผู้มีความรู้มาให้คำแนะนำในทางที่จะรักษาโรคนั้นให้หายได้ โรคที่เป็นเรื้อรังมานาน ก็จะมีอาการทุเลาเบาบาง โรคร้ายที่รุนแรง ก็จะมีอาการดีขึ้น โรคที่เคยรักษาหายแล้ว ก็จะไม่เป็นอีก แม้โรคไมเกรน ภูมิแพ้ ริดสีดวงทวาร มะเร็งที่กำลังเป็นอยู่ จะทุเลาลงและมีทางรักษาหาย การเดินทางก็จะปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ แม้จะเกิดขึ้น แต่จะปลอดภัยได้รับบาดเจ็บน้อย ไม่โดนอวัยวะสำคัญ แม้มีอาการฟกซ้ำเป็นแผล ก็จะรักษาหายเร็ว การเจ็บป่วยที่กำลังเป็นอยู่ จะหายวันหายคืน คนที่ขี้โรค จะเริ่มมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ชีวิตเราที่เคยย่ำแย่จะดีขึ้น ส่วนที่ดีอยู่แล้วจะดียิ่งๆขึ้นไป และไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หรืออยู่ที่ใด เมื่อไหร่ จะแคล้วคลาดจากศัตรูคู่เวร ปลอดภัยไร้กังวล และจะหลุดพ้นบ่วงกรรม อายุมั่นขวัญยืน จิตใจสงบ เย็นสบาย สดชื่นเบิกบาน

    ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงมีความสุข

    อย่าได้มีความทุกข์ อย่าได้มีเวรภัยต่อกันและกัน

    อย่าไม่มีความอาฆาตพยาบาทต่อกันและกัน

    ขอให้มีความสุขกายสุขใจ

    รักษาตนให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทุกท่านทุกคนทุกตนเทอญ

    สาธุ...สาธุ....สาธุ

    เจโตวสี


    (กรรมจากการฆ่า)
     
  6. buakwun

    buakwun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    2,830
    ค่าพลัง:
    +16,614
    ทุกชีวิตมีค่าเท่ากันเสมอ สัตว์ก็รักตัวกลัวตายและดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดอยู่เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ผู้ประเสริฐ ขออนุโมทนาบุญกับผู้ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ตลอดชีวิตเช่นกัน
     

แชร์หน้านี้

Loading...