ว่าด้วยคู่แห่งความดีและความชั่ว

ในห้อง 'พระไตรปิฎก เสียงอ่าน' ตั้งกระทู้โดย Kob, 5 กรกฎาคม 2014.

  1. Kob

    Kob เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    6,164
    ค่าพลัง:
    +19,718
    ว่าด้วยคู่แห่งความดีและความชั่ว


    [๑๑<sup>๑</sup>] ๑. ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
    ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูด
    อยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา
    เพราะเหตุ
    นั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น.

    ๒. ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้วพูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น
    เหมือนเงาไปตามตัว ฉะนั้น.


    ๓. ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นว่า ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา
    ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้
    โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว เวรของชนเหล่านั้น
    ย่อมไม่ระงับได้ ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า
    ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้น
    ได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเรา
    แล้ว เวรของ
    ชนเหล่านั้นย่อมระงับ

    ๔. ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อม
    ระงับได้ด้วยความไม่มี
    เวร ธรรมนี้เป็นของเก่า.

    ๕. ก็ชนเหล่านั้นไม่รู้ตัวว่า พวกเราพากันย่อยยับอยู่ในท่ามกลางสงฆ์นี้
    ฝ่ายชนเหล่าใดใน
    หมู่นั้นย่อมรู้ชัด ความหมายมั่นกันและกันย่อมสงบ
    เพราะการปฏิบัติของตนพวกนั้น.

    ๖. ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณใน
    โภชนะ เกียจคร้าน
    มีความเพียรเลวทรามอยู่. ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานได้
    เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ลม
    รังควานได้ ฉะนั้น (ส่วน) ผู้ตาม
    เห็นอารมณ์ว่า
    ไม่งาม สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ มี
    ศรัทธาและปรารภความเพียรอยู่ ผู้นั้นแล
    มารย่อมรังควานไม่ได้
    เปรียบเหมือนภูเขาหิน มี
    รู้ความไม่ได้ ฉะนั้น.

    ๗. ผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดยังไม่ออก ปราศจากทมะและสัจจะ จะนุ่งห่มผ้า
    กาสาวะ. ผู้นั้นย่อม
    ไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดพึงเป็นผู้มีกิเลส
    ดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลายประกอบด้วยทมะและสัจจะ
    ผู้นั้นแล ย่อมควรนุ่งห่มผ้า
    กาสาวะ

    ๘. ชนเหล่าใด มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นในสิ่งอันเป็น
    สาระว่า ไม่เป็น
    สาระ ชนเหล่านั้น มีความดำริผู้เป็นโคจร ย่อมไม่ประสบสิ่ง
    อันเป็นสาระ ชนเหล่าใดรู้สิ่งอันเป็น
    สาระ โดยความเป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็น
    สาระ
    โดยความไม่เห็นสาระ ชนเหล่านั้น ไม่ความดำริ ชอบเป็นโคจร
    ย่อมประสบสิ่งเป็นสาระ.


    ๙. ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรม
    แล้วได้ฉันนั้น. ฝน
    ย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด ราคะก็ย่อมเสียด
    แทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น.


    ๑๐. ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อม
    เศร้าโศกในโลกทั้งสอง
    เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศก
    เขาย่อมเดือดร้อน.

    ๑๑. ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแล้ว ก็ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิง
    ในโลกทั้งสอง
    เขาเห็นความหมดจดแห่งธรรมของตน ย่อมบันเทิงเขาย่อมรื่นเริง.

    ๑๒. ผู้ปกติทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ละไปแล้วย่อมเดือดร้อน เขาย่อม
    เดือดร้อนในโลก
    ทั้งสอง เขาย่อมเดือดร้อนว่า กรรมชั่วเราทำแล้ว
    ไปสู่ทุคติย่อมเดือดร้อนยิ่งขึ้น.

    ๑๓. ผู้มีบุญอันตนทำไว้แล้ว ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้ และไปแล้วย่อมเพลิด
    เพลินในโลกทั้งสอง
    เขาย่อมเพลิดเพลินว่า เราทำบุญไว้แล้ว สู่สุคติ
    ย่อมเพลิดเพลินยิ่งขึ้น.

    ๑๔. หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก (แต่)
    เป็นผู้ประมาทแล้ว
    ไม่ทำ (ตาม) พระพุทธพจน์นั้นไซร้ เขาย่อมไม่
    เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น
    ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วนแห่ง
    ปัญจโครสฉะนั้น หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์
    อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้น้อย (แต่) เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่
    ธรรมไซร้ เขาละราคะ
    โทสะและโมหะแล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว
    หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล.

    จบยมกวรรคที่ ๑

    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.3201106/[/MUSIC]

    ที่มา http://palungjit.org/threads/ว่าด้วยคู่แห่งความดีและความชั่ว.16506/

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 กรกฎาคม 2014

แชร์หน้านี้

Loading...