ศีลเป็นคุณธรรมของมนุษย์ (หลวงปู่พุธ ฐานิโย)

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย วิษณุ12, 13 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1362647/[/MUSIC]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 13.mp3
      ขนาดไฟล์:
      13.3 MB
      เปิดดู:
      754
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 13 กุมภาพันธ์ 2011
  2. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    ธรรมะเทศนา
    โดย
    หลวงปู่พุธ ฐานิโย
    วัดป่าสาละวัน นครราชสีมา
    เรื่อง
    ศีลเป็นคุณธรรมของมนุษย์

    ถอดเทปโดย เพื่อนสมาชิก มณีน้อย


    (ช่วงที่ ๑ )


    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโตอะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ<O:p</O:p
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ<O:p</O:p
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ<O:p</O:p
    อะระหัง สัมมาสัมพุทโธภะคะวาติ<O:p</O:p
    อิมัสสะธรรมะปะริยายัสสะ อัตโทสาทายะสะมัญเตหิ<O:p</O:p
    สะกัตจัง โส ตะโกติ

    <O:p</O:p
    ณ โอกาสนี้ จะได้แสดงธรรมะ อันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เพื่อประดับสติปัญญาของท่านพุทธศาสนิกชน
    ซึ่งวันนี้บรรดาศิษตะยานุศิษย์ ได้มาพร้อมใจกันประกอบกองการกุศล ทำบุญฉลองอายุ
    หรือ คล้ายวันเกิดของ เจ้าพระคุณ พระเดชพระคุณเจ้าพระคุณเทพโมลี ซึ่งเป็นอุปัชฌาอาจารย์ของบรรดา ภิกษุ สามเณรทั้งหลาย
    แล้วก็เป็นครูบาอาจารย์ผู้อบรม สั่งสอน ให้ความอบอุ่นแก่บรรดาศิษตะยานุศิษย์ และอุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความเคารพเลื่อมใส

    ในฐานะที่พระเดชพระคุณท่าน เป็นครูบาอาจารย์ ท่านก็เป็นบูรพาจารย์ของเราองค์หนึ่ง
    บรรดาพวกเราศิษตะยานุศิษย์ ซึ่งมารำลึกถึงคุณูประการที่ท่านมีต่อเรา
    เราเอาใจใส่ อุปถัมภ์ ปะฐาก บำรุง พระภิกษุ สามเณร นะวะกะ ก็ถวายการทำกิจวัตร มีอุปถัมภ์ ปะฐาก
    ถวายน้ำบ้วนปาก สีฟัน เป็นต้น
    อันเป็นกิจของสงฆ์ ตามขันธวัตรที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว

    ผู้ที่เป็นอุปัชฌาอาจารย์ ก็มีหน้าที่อบรมสั่งสอน สงเคราะห์ด้วยปัจจัย ๔<O:p</O:p
    ลูกศิษย์ที่มีความจงรักภักดีก็ต้องเอาใจใส่ อุปถัมภ์ ปะฐาก บำรุงท่าน ซึ่งเป็นกิจธุระหน้าที่โดยตรง สำหรับพระภิกษุสงฆ์
    โดยเฉพาะ
    ในสายแห่งสำนักปฏิบัติ ซึ่งสืบเนื่องมาจาก เจ้าพระคุณอุบาลี คุณูประมาจารย์ศิริจันโทจัน
    หลวงปู่เสาร์
    หลวงปู่มั่น
    ท่านพ่อลี
    และครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ
    ก็ได้อบรมสั่งสอนกันมาอย่างนั้น
    ซึ่งเป็นหลักพระวินัยที่จะพึงประพฤติ
    การอุปัฏฐาก บำรุง ครูบาอาจารย์ หรือการแสดงความเคารพต่อพระภิกษุผู้อาวุโส
    เป็นหน้าที่ของพระนะวะกะ
    ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อเป็นอุบายข่ม ทิฐิ มานะ
    เราแสดงตนว่าเป็นศิษตะยานุศิษย์ ของครูบาอาจารย์อย่างแท้จริง
    เป็นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบต่อกัน เป็นสุปฏิปันโน เป็นคุณธรรม หรือเป็นข้อวัตรปฏิบัติ
    เพื่อผูกจิต ผูกใจ ให้ครูบาอาจารย์เกิดเมตตาสงสารหรือเมตตาปราณี ต่อศิษตะยานุศิษย์
    <O:p</O:p
    ศิษตะยานุศิษย์ปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ก็เพื่อข่มทิฐิมานะของตนให้มีความเคารพยำเกรง
    เชื่อฟังในโอวาทคำสั่งสอน ซึ่งครูบาอาจารย์แนะนำพร่ำสอนด้วยความเมตตา

    คือ

    สอนให้ละสิ่งที่ชั่ว ประพฤติสิ่งที่ดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด
    อะอืมๆ ..อันนี้เป็นจารีตประเพณีของพระธุดงค์กรรมฐานได้ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา
    และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
    ความเคารพ ซึ่งควรจะมีต่อครูบาอาจารย์นั้น
    เท่าที่เคยได้สมาคบค้าสมาคมกับครูบาอาจารย์
    ตั้งแต่ท่านอาจารย์เสาร์เป็นลำดับลงมา จนกระทั่งครูบาอาจารย์ในปัจจุบันนี้
    ท่านถือพระเถระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้อาวุโส เป็นผู้สั่งสอนธรรมแก่กุลบุตร
    ยกย่องไว้ในฐานที่เคารพบูชาอย่างสูงสุด
    รอง ๆจากพระพุทธเจ้า และพระอรหันตะสาวกทั้งหลาย
    ดังนั้น
    ในเวลาที่อยู่ร่วมกันในสำนักเดียวกัน หน้าที่การแสดงธรรม
    หรือ
    การสอนธรรมเป็นหน้าที่ของพระเถระผู้เป็นหัวหน้า
    พระเถระรองๆลงมาจะอบรมพร่ำสอนได้ก็ต่อเมื่อพระเถระผู้ที่เป็นหัวหน้า
    ได้สั่งบัญชาหรืออนุญาติให้แสดง

    อันนี้เป็นจารีตประเพณีของพระธุดงค์กรรมฐาน

    ดังนั้น
    กรรมฐานในสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้
    มี ..ยึดหลักการปฏิบัติ ที่สำคัญที่สุดก็คือ
    สำรวมในศีล

    ลูกศิษย์นักปฏิบัติ ต้องสำรวมในศีล
    เริ่มตั้งแต่ ศีล ๕ ,ศีล๘ ,ศีล๑๐,ศีล ๒๒๗

    อะอืมๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศีล ๕ นั้นเป็นแม่บทของศีลทั้งหลายทั้งปวง
    ศีล ๕ เป็นบทบัญญัติ ที่พระพุทธเจ้ารู้ ตามกฎของธรรมชาติ
    ว่าทำอย่างนี้ อย่างนี้
    เช่น ปานาติบาต ฆ่าสัตว์ อทินนาทาน ลักทรัพย์ กาเมสุมิจฉาจาร
    ประพฤติผิดในกาม มุสาวาท โกหกหลอกลวง สุรา ดื่มน้ำดองของเมา
    <O:p</O:p
    อันนี้เป็นบัญญัติ ซึ่งเกิดโดยอาศัยกฎของธรรมชาติ

    ศีล ๕ ประการนี้ใครทำลงไปแล้วเป็นบาปทันที
    ไม่เลือกหน้าไม่มีอคติลำเอียง

    คนนับถือศาสนาพุทธทำก็บาป
    คนไม่มีศาสนาทำก็บาป
    คนนับถือศาสนาอื่นที่เค้าเชื่อว่าไม่บาป ทำลงไปแล้วก็บาป

    เพราะมันเป็นบาปตามกฎของธรรมชาติ
    พระพุทธเจ้าไม่ได้แต่งตั้งบาปที่จะมาลงโทษผู้ประพฤติผิดศีล ๕

    อย่างดี พระองค์เพียงแค่รู้<O:p</O:p
    รู้ข้อเท็จจริง ของการละเมิดศีล ๕ ว่าเป็นบาปประการใดเท่านั้น

    ในเมื่อพระองค์ทรงทราบแล้ว พระองค์ก็ยึดเอาเป็นหลักคำสอน

    เพื่อ

    ให้พุทธศาสนิกชนยึดเป็นหลักปฏิบัติ
    แม้แต่พระภิกษุสงฆ์สามเณรจะไปมองข้ามไม่ได้
    ปานาติบาต การฆ่าสัตว์ อทินนา กาเม มุสา สุรา
    เป็นคุณธรรมปรับพื้นฐาน ความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ เราจะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

    อะอืมๆ<O:p</O:p
    <O:p</O:p

    ในเมื่อประพฤติล่วงเกินขาดไปตัวใด ตัวหนึ่ง
    ถ้าขาดตัวนึง
    เปอร์เซ็นต์แห่งความเป็นมนุษย์ลดลงไปเหลือ ๘๐
    ขาด ๒ ตัวเปอร์เซ็นต์แห่งความเป็นมนุษย์ลดลงไปเหลือเพียง ๖๐
    ถ้า ๓ ตัวเปอร์เซ็นต์แห่งมนุษย์ลดลงไป ๖๐
    ยังเหลือเพียงแค่ ๔๐
    หากว่าขาดหมดทุกตัว เปอร์เซ็นต์แห่งความเป็นมนุษย์นั้น หมดสิ้น

    เมื่อเป็นเช่นนั้น
    กายและใจของมนุษย์ก็ไม่คู่ควรแก่คุณงามความดี คือมรรคผลนิพพาน

    ดังนั้น
    ผู้ที่จะลองรับ คุณธรรมเบื้องสูง คือมรรคผลนิพพานได้ ต้องรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ สะอาด
    จึงจะลองรับคุณธรรมดังกล่าวนั้นได้
    ถ้าหากว่าท่านผู้ฟังจะถามว่า
    การรักษาศีล ๕ นี้เพื่อประโยชน์อะไร
    เราก็จะได้คำตอบว่า
    การรักษาศีล ๕ เพื่อเป็นคุณธรรม ประกัน ความปลอดภัยของสังคม

    ป้องกัน ไม่ให้มนุษย์ เกิดมีการฆ่ากัน
    รักษาศีล ๕ เพื่อตัดทอนผลเพิ่มของบาป

    อย่างสมมุติว่า วันนี้ญาติโยมบางท่านอาจจะไม่เคยสมาทานศีล ๕ <O:p</O:p
    อะอืมๆ<O:p</O:p
    แต่เมื่อมา สมาทานศีล ๕ แล้วถ้ายึดปฏิบัติต่อไป โดยไม่ลดละ
    ผลบาปกรรมที่มีมาเมื่อก่อน ก็จะยุติอยู่เพียงแค่นั้นไม่เพิ่ม
    เพราะเราไม่ได้ล่วงเกิน ศีล ๕ ข้อใด ข้อหนึ่ง
    ดังนั้น
    ศีล ๕ จึงเป็นคุณธรรมตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม
    และศีล ๕ เป็นคุณธรรม ที่เป็น สิ่งที่บั่นทอนกำลังของกิเลสให้ลดน้อยลงไป
    หรือหมดไปจริงๆ

    ครูบาอาจารย์สอนเราแม้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ก็สอนว่าให้ละกิเลส โลภ โกรธ หลง
    ทีนี้เมื่อเรามาพิจารณาดูกันให้ดี
    เราจะละได้ง่ายๆหรือ กิเลส โลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในใจของเรานั้น
    ไม่ใช่สิ่งที่จะไปละเอา ละเอา เหมือนอย่างร่างกายมันสกปรก
    ด้วยขี้โคลนแล้วไปอาบน้ำ ฟอกสบู่ให้สะอาดอย่างนั้นไม่ได้
    เพราะฉะนั้น
    ก็ต้องอาศัยการบั่นทอนกำลังของมันลงไปทีละน้อย ทีละน้อย
    อุบายบั่นทอนกำลังก็ให้ยึดมั่นใน ศีล ๕
    ปฏิบัติศีล๕ ให้บริสุทธิ์สะอาด
    แล้วกำลังของกิเลส มันจะลดน้อยลงไป น้อยลงไป แล้วในที่สุดมันก็จะหมดไปเอง <O:p</O:p

    <!-- google_ad_section_end -->
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 13 กุมภาพันธ์ 2011
  3. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    (ช่วงที่ ๒)

    กิเลสเท่าที่มีอยู่ในจิต ในใจของเรานั้น
    มันมีทั้งคุณมีทั้งโทษ

    ไฟมีโทษอย่างมหันต์ คุณก็อนันต์เหมือนกัน

    กิเลส โลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในใจของเรา

    ก็มีคุณมหันต์ โทษอนันต์เช่นเดียวกัน

    ผู้ที่มีความฉลาด
    ย่อมสามารถใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม
    ซึ่งโดยปกติสิ่งที่มนุษย์ในโลกนี้ จะพึงประสงค์ ก็มีกัน อยู่เพียง ๕ อย่าง

    คือ

    ความมีลาภ
    ความมียศ
    สรรเสริญ
    ความสุข
    และอำนาจ

    ๕ อย่างนี้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสวงหา
    แต่ว่าการแสวงหา ควรจะมีขอบเขต
    เพราะฉะนั้น
    กิเลสนี้มันมีอยู่ในจิต ในใจเรา
    ลองพิจารณาดูสิว่า

    เราจะอาศัยพลังของมันให้เกิดคุณ เกิดประโยชน์ในทางที่ดีได้บ้างมั้ย

    ดังนั้น
    สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านจึงให้พิจารณา
    ดูจิตของเราว่า
    มีกิเลส โลภ โกรธ หลง หรือไม่
    ถ้าเราทราบแล้วว่าเรามี เราก็ยอมรับสภาพความจริงว่าเรามี
    เมื่อรู้ว่าเรามีแล้ว เราก็อาศัยกำลังของกิเลสนั้นแหล่ะ เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้เกิดความทะเยอทะยาน
    ในความอยากได้
    อยากดี
    อยากมี
    อยากเป็น

    โลภ อยากได้คุณธรรม

    เอาความโลภกระตุ้นเตือนใจให้เกิดความ ทะเยอ ทะยาน
    ให้ไหว้พระสวดมนต์มากๆ
    เดินจงกรมนานๆ
    นั่งสมาธินานๆ
    พิจารณาธรรมะให้รู้แจ้งแทงตลอดตามความเป็นจริง
    อาศัยพลังของความโลภเป็นเครื่องกระตุ้นเตือน
    ที่นี้กิเลส
    บรรดากิเลสทั้งหลายเนี๊ยะ

    ในเมื่อพูดถึงกิเลสแล้ว
    เราว่ามันชั่ว มันเศร้าหมอง มันไม่ดี
    แต่ความจริงนั้น
    เราจะได้ดิบ ได้ดี เพราะกำลังของกิเลส มันกระตุ้น
    เราอยากได้มรรคผลนิพพาน ก็เพราะอาศัยความโลภนั้นแหละเป็นเครื่องกระตุ้น
    แต่ว่าเราในเมื่อเราถูกกิเลสกระตุ้นแล้วเราก็ต้องประพฤติให้มันถูกต้อง
    แม้ว่าเราจะทำความโลภมากมายสักเพียงใดก็ตาม
    แต่หากไม่ผิดศีล ๕ ข้อ อทินนาทาน บาปไม่มี
    เพราะหลักฐานที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์เอาไว้ว่า ใครประสงค์เอ่อ
    ใครต้องการประโยชน์ในปัจจุบัน
    ต้องอาศัยหลักธรรม ๔ ข้อ เป็นเครื่องปฏิบัติ

    คือ
    <O:p</O:p
    ๑.อุปัฏฐานสัมปทา
    จงหมั่นขยันในการทำงานเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
    แหน่ะคนไม่โลภ จะหมั่นขยันได้หรือ
    ต้องเป็นคนโลภจึงหมั่น จึงขยัน

    แล้วพระองค์ก็สอนให้รักษาผลประโยชน์
    ซึ่งเรียกว่า....อารักขสัมปทา
    รู้จักรักษาผลประโยชน์มิให้เสื่อมโดยไม่จำเป็น

    กัลยาณมิตตตา ให้สร้างความดีกับเพื่อนบ้าน
    ในเมื่อเรามีความพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติและอำนาจ
    อาศัยทรัพย์สมบัติ และอำนาจนั้นๆ เป็นเครื่องมือสร้างความดีกับเพื่อนบ้าน
    ให้เพื่อนบ้านเค้ารัก อย่าไปทำสิ่งที่ไม่ดีให้เค้าเกลียด มันอยู่ในสังคมยาก
    แล้วข้อต่อไป พระองค์ ให้เลี้ยงชีวิตตนและครอบครัว
    คนบริวารให้มีความสุขสะบายพอสมควร ไม่มากนักไม่น้อยนัก

    อะอืมๆ
    <O:p</O:p
    นี้เป็นหลักที่พระองค์ทรงแสดงไว้
    ดังนั้น
    คนที่มีความหมั่น ความขยัน
    แม้ขยันแสวงหาทรัพย์สัมบัติอันเป็นเรื่องของโลกๆก็ตาม
    ผู้ที่มีความทะเยอ ทะยาน
    หมั่นขยัน ในการเดินจงกรม
    นั่งสมาธิ ภาวนา
    พิจารณาธรรมก็ตาม
    ก็อาศัยพลังแห่งความโลภ
    คือ
    ความอยากนั้นเอง เป็นเครื่องกระตุ้นเตือน

    ดังนั้นกิเลส บรรดาที่มีอยู่
    ถ้าเราใช้ให้มันเกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม
    โดยไม่ให้ผิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง
    เข้าใจว่าไม่มีบาปกรรม
    และพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงตำหนิด้วย
    เพราะฉะนั้น
    ศีล ๕ ประการนี้
    จึงเป็นขอบเขตของการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม
    และประการสำคัญที่สุด
    ก็เป็นคุณธรรมปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์
    ประการสุดท้ายเป็นคุณธรรมที่เป็นมูลฐาน
    ห้เกิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
    เพราะว่า
    หัวใจของประชาธิปไตย อยู่ที่การเคารพสิทธิมนุษยชน
    ปาณาติบาท เคารพสิทธิในการดำรงชีพอยู่ของคนอื่น และสัตว์อื่น
    อทินนาทาน อทินนาทาน เคารพสิทธิในการครอบครองทรัพย์สมบัติ
    กาเมสุมิจฉาจาร ก็เคารพสิทธิในคู่ครอง และบุคคลผู้หวงห้าม
    เพราะฉะนั้นศีล ๕ ประการนี้
    เมื่อประยุกต์กับการปกครองบ้านเมือง จะกลายเป็นมูลฐาน
    ให้เกิดระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย
    อันนี้คือผลประโยชน์ของศีล ๕ ที่จะพึงได้รับ ในปัจจุบันที่เรามองเห็นได้ง่ายๆ

    อะอืมๆๆ ทีนี้
    บางทีบางท่านอาจจะมีความสงสัยข้องใจว่า
    เราไม่สามารถ เราไม่มีเวลาที่จะไปบวชในศาสนา
    โดยเป็นพระเป็นเณร เป็นแม่ขาวนางชี เราจะรักษาแต่เพียงแค่ศีล ๕
    จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ถึงมรรคผลนิพพานได้หรือไม่
    คำตอบก็มีนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นตัวอย่าง
    ท่านอณาถะบิณฑิกะมหาเศษฐีเป็นตัวอย่าง
    ท่านเหล่านั้น ก็เป็นคฤหัสถ์ครองเรือน มีครอบมีครัว เหมือนอย่างเราๆ ท่านๆ
    แต่ท่านยึดมั่นในศีล ๕ประการ แล้วปฏิบัติก็ได้สำเร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยะบุคคล
    ทั้งๆที่ยังมีเครื่องแต่งตัวขาวๆแดงๆ อยู่อย่างเราธรรมดา
    เพราะฉะนั้น
    ผู้ที่ไม่มีโอกาสที่จะได้บวชในพระพุทธศาสนา
    ถ้าตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงจัง
    มรรคผลนิพพานพระพุทธเจ้ามิได้ผูกขาดเอาไว้สำหรับนักบวชโดยตรง
    แม้แต่คฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็สามารถได้บรรลุมรรคผลนิพพานได้เช่นกัน

    อันนี้เพื่อแก้ข้อข้องใจเพราะว่ามีใคร ต่อใครเค้ามาถาม
    หรืออาจจะเข้าใจผิด
    ว่า
    เราไม่ได้บวชรักษาศีล ๕ นี้ มันไม่ใช่ มันไม่ถึงมรรคผลนิพพาน
    บางท่านก็เข้าใจเช่นนั้น
    เพราะฉะนั้น
    ขอได้โปรดทำความเข้าใจว่า
    คฤหัสถ์ มั่นคงในศีล ๕ แล้ว เจริญสมาธิภาวนา ก็ได้สำเร็จในมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน


    <O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 18 กุมภาพันธ์ 2011
  4. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    (ช่วงที่ ๓)

    ที่นี้ในเมื่อเรามา..ในเมื่อพูดถึงเรื่องของศีล
    การรักษาศีลแล้วก็ควรจะได้พูดถึงเรื่องการฝึกอ่า การทำสมาธิ
    การฝึกฝนอบรมสมาธิ ที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนมา
    ในสายของท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น
    ะอืมๆ

    ท่านยึดหลักการภาวนา “พุทโธ” กับ”อานาปานุสติ”เป็นหลัก
    ดังนั้น

    คณะครูบาอาจารย์กรรมฐานทั้งหลายจึงลงมติ
    ให้เจ้าพระคุณพระอาจารย์สิงห์ เรียบเรียงหนังสือเล็กๆเล่มหนึ่งขึ้นมา
    เพื่อเป็นคู่มือแห่งการปฏิบัติ
    ซึ่งเรียกว่า
    พระไตรสรณคมณ์ย่อ

    อันนี้เป็นมติของครูบาอาจารย์ท่านเห็นพร้อมกัน
    ว่าให้ท่านอาจารย์สิงห์เนี๊ยะ
    เรียบเรียงหลักการปฏิบัติภาวนา “ พุทโธ” ขึ้นสักเล่มหนึ่ง
    ทีนี้เหตุผลในการที่เราจะมาภาวนา “พุทโธ” เนี๊ยะ

    อะอืมๆๆ
    <O:p</O:p
    ก็เพราะเหตุว่ามันใกล้กับความจริง
    “พุทโธ” แปลว่าผู้รู้
    “พุทโธ” แปลว่าผู้ตื่น
    “พุทโธ” แปลว่าผู้เบิกบาน
    เป็นกิริยาของจิต
    อะอืมๆ

    ในเมื่อผู้มาภาวนา พุทโธ พุทโธ ในเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว
    จิตจะบรรลุถึงสภาวะสงบ มีปิติ มีความสุข มีความสว่าง
    แล้วสภาวะจิตจะถึงซึ่งความรู้ ซึ่งความเป็น
    ผู้รู้
    ผู้ตื่น
    ผู้เบิกบาน
    คำภาวนาพุทโธหายไป
    ในตอนแรกๆเราอาจจะภาวนา
    พุทโธ
    พุทโธ
    พุทโธ
    พุทโธ เอาไว้ก่อน
    ที่นี้พอจิตสงบลงไปแล้ว
    นิ่ง
    รู้
    ตื่น
    เบิกบาน
    สว่างไสว
    คำว่าพุทโธ หายไป จิตไม่ได้ภาวนาพุทโธอีกแล้ว
    ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
    ก็เพราะเหตุว่าในตอนแรกเราภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ
    จิตของเรายังไม่เห็นพุทโธ
    ในเมื่อเรายังไม่เห็นพุทโธเราก็ต้องเรียกร้องหา
    ทีนี้เมื่อจิตสงบปุ๊บลงไปนิ่ง
    สว่าง รู้ ตื่น เบิกบานนั้น
    พุทโธเกิดขึ้นในจิตของเราแล้ว
    จิตเค้าก็หยุดเรียก พุทโธ เอง โดยอัตโนมัติโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

    ที่นี้บางทีบางท่านก็ให้คำแนะนำว่า
    ในเมื่อภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ พอจิตหยุดพุทโธ ไปนิ่งว่างอยู่
    พอรู้สึกตัวขึ้นมาก็ให้นึกถึง พุทโธ อีก
    นี่ท่านสอนกันอย่างนี้

    แต่

    ในหลักพระไตรสรณะคมน์ย่อนั้น ท่านไม่ได้ว่าอย่างนั้น
    เมื่อเราภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตสงบนิ่งลงไปนิดหน่อย
    หยุดภาวนา พุทโธ นิ่งว่างอยู่เฉยๆ
    หลวงปู่สิงห์ ท่านให้กำหนดรู้จิตตรงที่ว่าง
    ให้จิตสงบ ละเอียดลงไป ละเอียดลงไป
    จนผ่าน อุปจาระสมาธิ อัปปนาสมาธิ นี่ท่านสอนอย่างนี้

    แต่มาในปัจจุบันนี้

    นักภาวนาทั้งหลาย พากันกลัว กลัวคำพูดที่เขาว่า
    ภาวนาพุทโธ จิตไม่ถึงวิปัสสนา ได้แต่ สมถะ

    ท่านนักปฏิบัติทั้งหลาย ลอง พิจารณาดูซิ๊ จริงหรือเปล่า
    อาตมะว่าไม่จริง เพราะในบางครั้งนึกขี้เกียจขึ้นมา
    วันนี้จะภาวนา พุทโธ พุทโธ พอจิตสงบสบาย
    แล้วก็ พอล่ะ
    แต่เมื่อภาวนาพุทโธลงไปแล้วจิตสงบ
    สว่างลงไปแล้ว ไอ้เจ้าจิตนี่ มันไม่นิ่งสบายอยู่อย่างที่คิด
    มันกลับไปเกิดความรู้ผุดขึ้น พุ๊ด พุ๊ด พุ๊ดขึ้นมายังกับน้ำพุ

    นี่ในจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญท่านพุทธบริษัททั้งหลาย

    บางทีเราอาจจะภาวนาอันใดก็ได้
    หรือ
    พุทโธก็ได้
    อะอืมๆ

    ในเมื่อภาวนาลงไปแล้วจิตของเราสงบนิ่ง สบายดี
    บางทีก็สงบเป็น อุปจาระสมาธิ เฉียดๆเข้าไป
    อุปจาระสมาธินี้ จิตสงบแล้วกายยังปรากฎอยู่
    แล้วก็มีปิติมีความสุขมีความเป็นหนึ่ง

    คือจิตรู้อยู่ที่จิต หรือรู้อยู่ที่อารมณ์จิตในขณะนั้น
    ที่นี้
    ในเมื่อเราภาวนาไปจิตมันสงบละเอียดลงไป เข้าสู่อัปปนาสมาธิ
    รู้สึกว่าร่างกายตัวตนนี่หายไปหมด ไม่มีเหลืออยู่
    มีแต่จิตดวงเดียวใสสว่างลอยเด่นอยู่
    ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน เพราะมันไม่มีที่หมาย
    จะว่าเบื้องต่ำก็ไม่ใช่
    เบื้องสูงก็ไม่ใช่
    เบื้องข้างซ้าย ข้างขวา ก็ไม่ใช่
    มันมีแต่จิตดวงเดียวสว่างไสวโพรง
    ลอยเด่นอยู่เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์

    ทีนี้พอภาวนาหนักๆเข้า จิตมันดำเนินไปสู่ความสงบบ่อยเข้า บ่อยเข้า
    แล้วมาภายหลังนี้บางทีเราอาจจะนึกภาวนา พุทโธ พุทโธ
    เพียง สองสามคำเท่านั้น

    จิตมันก็สงบวูบวาบลงไปพอนิ่งสว่าง
    แล้วความรู้ความคิดมันจะเกิดขึ้นมา พุ๊ด พุ๊ด พุ๊ด ขึ้น มายังกับน้ำพุ
    นี่ตอนนี้อย่าเข้าใจผิดนะ
    จิตสงบนิ่ง
    สว่าง
    รู้
    ตื่น
    เบิกบาน
    ร่างกายยังปรากฏอยู่
    แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา พุ๊ด พุ๊ด ขึ้นมา
    มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ในขณะที่จิตคิด

    บางท่านไปเข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่านสมาธิแตก นั่นเข้าใจผิด

    เมื่อเราภาวนาจิตสงบลงไปนิ่ง
    สว่าง
    รู้
    ตื่น
    เบิกบาน
    แต่กายยังปรากฏอยู่
    ลมหายใจก็ยังอยู่
    แล้วมันเกิดความคิดขึ้นมา ฟุ้ง ฟุ้ง ฟุ้ง ขึ้นมา
    ถ้ามันเป็นในลักษณะอย่างนี้
    นักปฏิบัติควรจะปล่อยให้มันคิดไปตามอำเภอใจของมัน
    นี่ จุดนี้แหละซึ่งเรียกว่า จิตจะก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา<O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 14 กุมภาพันธ์ 2011
  5. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    (ช่วงที่ ๔ )

    วิปัสนาก็คือความคิด ปัญญาก็คือความคิด
    ความคิดอันใดที่เกิดขึ้นมาแล้ว มีสติรู้พร้อมอยู่ เรียกว่าปัญญาในสมาธิ
    ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจผิด
    ปล่อยให้จิตดวงนี้เค้าคิดไป คิดไป คิดไป
    โดยพาทำ ความรู้สึกในทีว่า
    เธอจะคิดไปถึงไหนฉันจะตามดูเธอ
    เธอจะคิด เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องอกุศล ปล่อยไปเลยอย่าไปห้าม
    แต่ว่า
    ให้มีสติกำหนดตามรู้ไป
    เค้าจะคิดไปเหนือไปใต้เรื่องโลก เรื่องธรรม เรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องกุศล อกุศลอะไรต่างๆ
    ซึ่งสุดแท้แต่เค้าจะคิดขึ้นมา ปล่อยให้คิดไปเลย
    อย่าไปเข้าใจว่าจิตฟุ้งซ่าน

    ทีนี้ถ้าเราปล่อยให้คิดไป คิดไป
    เราจะรู้สึกเพลิดเพลินในความคิดของตัวเอง
    แล้วจะเกิดมีอาการ กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ
    กายเบา กายสงบ ก็ได้กายวิเวก
    จิตเบา จิตสงบ ก็ได้จิตตะวิเวก
    ในเมื่อจิตสงบนิ่งเป็นสมาธิ ก็ได้อุปธิวิเวก
    เพราะสมาธิจิตเป็นกลางไม่มีความยินดียินร้าย
    ไม่มีอาการของกิเลสเกิดขึ้น
    จึงได้ชื่อว่า
    ได้ อุปธิวิเวก

    ทีนี้
    ถ้าหากว่าเราไม่ไปขัดขวางปล่อยให้เค้าคิดไป
    อะอืมๆๆ<O:p</O:p
    ความคิดที่คิดขึ้นมาเองนั้นเป็นวิตก สติที่รู้พร้อมอยู่เป็นวิจาร
    แล้วก็เกิดปิติสุข เอกัคคตา
    จิตกำหนดรู้ความคิดที่เกิดดับอยู่โดยอัตโนมัติ
    ปราศจากสัญญาเจตนาใดๆที่เราจะไปตั้งอกตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้น

    แต่จิตเค้าคิดไปเองโดยอัตโนมัติ

    คิดถึงขนาดที่ว่าเรารั้งไม่อยู่
    ถ้าขืนไปขัดขวางแล้วเกิดปวดหัวมัวเกล้าขึ้นมาทันที

    เพราะ

    ไปฝืนธรรมชาติของสมาธิและปัญญาที่เกิดขึ้นมาเอง

    ขอให้นึกถึงโอวาทของหลวงปู่เสาร์ที่ว่า

    อะอืมๆ

    " เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบมีแต่ความคิด "

    เมื่อไปถามท่านจริงๆท่านก็ให้คำตอบว่า

    “ ถ้าหากมันเอาแต่นิ่งมันก็ไม่ก้าวหน้า ” ท่านว่าอย่างนี้

    ทีนี้ ..เราลองมาพิจารณาถึงหลัก หลักไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา
    <O:p</O:p
    สีละปริภาวิโต สมาธิ มหัปผโล โหติ มหานิสังโส เป็นต้น

    ศีลอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต

    ในหลักมีอยู่เนี๊ยะ
    ในเมื่อศีลบริสุทธิ์สะอาด บำเพ็ญสมาธิ
    สมาธิก็เป็นสัมมาสมาธิ
    ในเมื่อสมาธิมีศีลเป็นหลักประกันความปลอดภัย
    ความคิดอ่านที่เกิดขึ้นก็เป็นสัมมาทิฐิ เพราะมีสติรู้พร้อมอยู่
    นี่ขอให้นักปฏิบัติทั้งหลายพึงทำความเข้าใจในตอนนี้ให้ชัดเจน
    แล้วก็สังเกตไปเรื่อยๆเราจะรู้เอง


    อะอืมๆๆ

    ทีนี้ในเมื่อเราปล่อยให้จิตของเราคิดไปตามอำเภอใจ
    พอคิดไป คิดไป ก็รู้สึกเพลิดเพลินไปกับความคิด
    แล้วปิติและความสุขก็บังเกิดขึ้น ในเมื่อปิติสุขบังเกิดขึ้น
    ความคิดยิ่งเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ
    บางทีแทบจะกำหนดดูไม่ทัน
    แต่จะด้วยประการใดก็ตามในช่วงนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะดูจะรู้ จะเห็นอะไรทั้งนั้นแหล่ะ
    แต่ว่าจิตเค๊าจะปฏิบัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ

    เค๊าจะรู้เค๊าก็รู้เอง

    เค๊าจะเห็นเค๊าก็เห็นเอง

    เค๊าจะตัดสินอะไรของเค๊าเค๊าก็ตัดสินของเค๊าเอง

    ทีนี้พอคิดไปสุดช่วงแล้วพอจิตหยุดกึ้กลงไป
    ไปสงบนิ่งสว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน เข้าไปสู่อัปปนาสมาธิเป็นสมถะอย่างเคย

    ทีนี้พอจิตไปยับยั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วถอนออกมา
    พอมารู้สึกว่ามีกายเท่านั้นเอง
    จิตดวงนี้จะมาพิจารณาทบทวนสิ่งที่เป็นอยู่ในสมาธิอันละเอียดนั้น
    แล้วจะได้ความรู้ขึ้นมาว่า

    ความคิดเป็นอาหารของจิต
    ความคิดเป็นการบริหารจิต
    ความคิดเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด
    ความคิดเป็นสภาวะเป็นเครื่องหมาย
    ให้เรากำหนดรู้ว่า
    อะไรไม่เที่ยง
    เป็นทุกข์
    เป็นอนัตตา

    ความคิดนี้แหละเป็นสภาวะที่มายั่วยุให้เราเกิดกิเลสและอารมณ์
    ทำให้เกิดความยินดี
    ทำให้เกิดความยินร้าย อิตฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์

    ความยินดีก็กามตัณหา
    ความยินร้ายก็วิภวตัณหา
    ในเมื่อจิตไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นก็กลายเป็นภวตัณหา
    ก็มองเห็นตัวกิเลสได้ชัดเจน

    ทีนี้
    เมื่อมองเห็นตัวกิเลสได้ชัดเจนแล้ว
    ในเมื่อจิตดวงนี้มีกามตัณหา ภวตัณหา วิภาวตัณหาอยู่พร้อม
    ความสุขความทุกข์ ก็ย่อมบังเกิดขึ้นสลับกันไป
    ผู้มีสติสัมปชัญญะ สามารถกำหนดรู้สุขและทุกข์ เกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป
    สลับกันไปอยู่อย่างนั้น
    ในที่สุด ในเมื่อสติปัญญาแก่กล้า
    ก็จะมองเห็นและรู้ว่า
    รู้ทุกข์ อย่างชัดแจ้งว่านี่คือทุกข์อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
    เมื่อรู้แล้ว ว่านี่คือทุกข์
    แล้วจิตดวงนี้เค้าจะสาวหาเหตุของเค้าเอง
    ว่าทุกข์นี่มันเกิดมาจากไหน
    แล้วก็จะรู้ต่อไปว่าทุกข์นี้มันเกิดมาเพราะตัณหา
    กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

    แล้วจิตดวงนี้ก็จะกำหนดรู้ทุกข์ต่อไป
    เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังเข็มแข็งขึ้น
    กลายเป็นปัญญารู้แจ้งเห็นจริงเกิดเป็นตัววิชชา

    ก็จะรู้ว่า

    นี่คือทุกข์อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
    นี่คือทุกข์ที่เกิดขึ้นดับไปไม่หยุดยั้ง

    นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด
    นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

    ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น
    ทุกข์เท่านั้นดับไป

    แล้วก็จะเกิดญาณหยั่งรู้ว่า

    ยังกิญจิสะมุทะยะธัมมัง สัพพันตังนิโรธะธัมมันติ
    สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา

    แล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรม

    เพราะรู้อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในขณะจิตเดียวเท่านั้น

    นี่ถ้าเราปล่อยให้จิตของเราเป็นไปตามที่ ตามพลังของสมาธิและสติปัญญา
    โดยเราไม่บังคับ หรือไม่ไปรบกวนเค๊า

    หน้าที่ของเราเพียงแค่ว่าทำสติกำหนดตามรู้ไปเท่านั้น
    แล้วเราจะได้รู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะธรรมตามความเป็นจริง

    จิตที่มีความคิดเกิดขึ้นมาเอง
    จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้
    แต่มีสติสัมปชัญญะกำหนดตามรู้ อยู่ตลอดเวลา

    อันนี้คือจิตเดินวิปัสสนา

    เพราะ

    ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นดับไปนั้น
    เป็นเครื่องหมายให้จิตสามารถกำหนดรู้ว่า
    อะไร ไม่เที่ยง
    เป็นทุกข์
    เป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น

    ในขณะใดที่จิตนิ่งอยู่ว่างๆ ไม่มีความรู้ ความคิดอ่านเกิดขึ้น
    ท่านเรียกว่าเป็นสมถะ เป็นสมาธิขั้น สมถะ ไม่เกิดความรู้
    และเป็นสมาธิในฌานสมาบัติ
    แม้จะเป็นสมาธิในฌานสมาบัติ แต่ก็เป็นฐานสร้างพลังจิตให้มีความมั่นคง
    และให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

    อะอืมๆๆ

    เพราะฉะนั้นนักภาวนาแม้ว่าจิตของเราจะไปสงบนิ่ง อยู่เฉยๆ
    ก็อย่าไปตกอก ตกใจ อย่าไปกลัวว่าจิตมันจะไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนา

    แม้ว่าเรานั่งสมาธิทีไรมันก็นิ่ง ทีไรมันก็นิ่ง นิ่ง อยู่อย่างนั้น
    เราก็ไม่มีความรู้

    ทีนี้ถ้าจะฝึกให้มันมีความรู้
    เมื่อจิตออกจากสมาธิมาแล้ว

    เรื่องของชีวิตประจำวันคือการ ยืน เดิน นั่ง นอน <O:p</O:p
    รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติกำหนดตามรู้อยู่ตลอดเวลา
    นี่เป็นอุบายวิธีที่ทำจิตให้เจริญก้าวหน้าในทางสติปัญญา

    แม้ว่าในสมาธิเราอาจจะไม่มีความรู้ก็ตาม
    แต่อย่าไปถือว่าสมาธิเราต้องทำเฉพาะในขณะที่นั่งหลับตาบริกรรมภาวนาเท่านั้น
    ถ้าเราเข้าใจว่าเพียงแค่นั้น
    มันก็อยู่เพียงแค่นั้น
    แต่ถ้าเราเข้าใจว่า

    เราทำสมาธิได้ทุกอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด
    เป็นอารมณ์จิต
    เป็นสิ่งรู้ของจิต
    เป็นสิ่งระลึกของสติ

    ในเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่กับสิ่งเหล่านี้
    ทุกขณะจิต
    ทุกลมหายใจ

    มันก็เป็นการเจริญสมาธิ สมถะและวิปัสสนาไปในตัว
    ในเมื่อจิตของเราเข้าไปสู่สมาธิส่วนละเอียด
    ที่เรามาฝึกสติให้มารู้อยู่ในเรื่องชีวิตประจำวันในปัจจุบันเนี๊ยะ
    มันจะเป็นพลังเข้าไปหนุนจิต
    ในเมื่อเข้าสมาธิแล้ว บันดาลให้เกิดความคิดและความรู้
    แล้วจิตก็จะได้เดินวิปัสสนาไป
    นี่ขอให้ท่านทั้งหลายพึงสังเกตดูให้ดี
    อันนี้เป็นหลักของการภาวนา พุทโธ ตามแบบพระไตรสรณคมณ์ย่อ <O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 14 กุมภาพันธ์ 2011
  6. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    ( ช่วงที่ ๕ )

    ทีนี้สำหรับวัดอโศการามนี่
    ได้ทราบว่าท่านพ่อลี ท่านยึดหลักอานาปานุสติเป็นเรื่องสำคัญ
    บางทีท่านก็สอนให้ภาวนา พุท พร้อมลมเข้า โธ พร้อมลมออก
    บางทีท่านก็สอนให้กำหนดดูลมหายใจเข้า หายใจออก
    แล้วก็ให้สูดลมเข้านับหนึ่ง ปล่อยลมออกนับสอง
    แล้วก็นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐
    แล้วก็ถอยลงมา ๑๐ ๙ ๘ ๗ ๖ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑
    สลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้
    นี่เท่าที่ได้อ่านตำราของท่าน ท่านสอนไว้อย่างงั้น
    ก็เป็นการถูกต้อง แล้วเป็นการถูกต้องที่สุด
    อานาปานุสติที่เป็นการถูกต้องที่สุด

    ซึ่ง

    เรามาสังเกตดูนักปฏิบัติในสมัยปัจจุบันนี้
    เรามาขัดกันอยู่เพียงแค่วิธีการเท่านั้นแหล่ะ
    ผู้ภาวนาพุทโธก็ว่าของตัวดี
    สัมมาอรหังก็ว่าของตัวดีวิเศษ
    ยุบหนอพองหนอ ก็ว่าของตัวดีวิเศษ
    บางทีมาเจอกันเข้าเกิดขัดแย้งกัน
    เถียงกันไม่ตกลงเป็นเหตุให้เกิดทะเลาะวิวาทกัน
    ในเมื่ออาจารย์ผู้สอนเกิดทะเลาะวิวาทกัน
    ลูกศิษย์ลูกหาก็แตกแยกออกเป็นพรรคเป็นพวกรวมกันไม่ติด

    อะอืมๆ

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเรามาสอน
    ชาวพุทธเรามาสอนธรรมะแล้วทำให้คนแตกสามัคคีกันเนี๊ยะ
    มันจะไม่ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าหรอกหรือ

    เพราะ

    ศาสนาพุทธ
    พระพุทธเจ้าสอนให้คนเรารักกัน
    หลักฐานมีที่ไหน
    หลักฐานก็ ศีล๕ ข้อนั้นเอง
    พอขึ้นต้น
    สูเจ้าอย่าฆ่ากันน่ะ
    อย่าเบียดเบียนกัน
    อย่าข่มเหงกัน
    อย่ารังแกกัน
    อย่าอิจฉาตาร้อนกัน
    แหน่ะศีล๕ ข้อนั้นแหล่ะ
    ถ้าปฏิบัติได้แล้วเป็นชนวนให้มนุษย์ เกิดมีการรักกัน

    ที่นี้

    นักสอนธรรมะนี่ไปสอนคนให้แตกแยก เป็นพรรคเป็นพวกขึ้นมาเนียะ
    มันจะมิเป็นบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ ศาสนาหรือ
    เพราะฉะนั้น
    เราอย่ามามัวเถียงกัน อยู่แต่คำบริกรรมภาวนา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 15 กุมภาพันธ์ 2011
  7. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    ( ช่วงที่ ๖ )

    ให้นึกถึงสมัยที่ท่านชายสิทธัตถะบำเพ็ญเพียรมาเพื่อการตรัสรู้
    พระองค์ไปปฏิบัติทดลองในลัทธิการปฏิบัติต่างๆ ทุกรูปแบบในประเทศอินเดีย
    ซึ่ง
    ใช้เวลาพิสูจน์อยู่ถึง ๖ ปี
    ไปปฏิบัติในสำนักของท่านผู้ใดก็เก่งกว่าอาจารย์
    แม้พระองค์จะไปคิดประดิษฐ์การปฏิบัติขึ้นมาโดยลำพังพระองค์เอง
    พระองค์ก็เก่งกว่าใครทั้งหมด

    แต่ว่าใช้เวลาปฏิบัติอยู่ ถึง ๖ ปี ก็ยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ฤาษีสอนให้ท่องมนต์ ท่านก็ท่อง
    ฤาษีสอนให้เพ่งกสิน ท่านก็เพ่ง
    บางทีท่านนึกสนุกมาท่านก็อดข้าวอดน้ำจนพระวรกายซูบผอมหมด
    เพราะ
    คนในอินเดียสมัยนั้นเค้าถือว่า
    การทรมานร่างกายให้ได้รับความลำบากเนี๊ยะ มันทำให้กิเลส เหือดแห้งลงไป
    เพราะฉะนั้น
    เค้าจึงมีการปฏิบัติย่างตนบนถ่านเพลิงบ้าง
    อดข้าวอดน้ำบ้าง
    กลั้นลมหายใจบ้าง
    ท่านชายสิทธัตถะก็ได้ทดลองดูทุกรูปแบบ แต่ก็ไม่สำเร็จ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

    ทีนี้

    เมื่อพระองค์จะได้สำเร็จนั้น พระองค์มาปฏิบัติอย่างไร
    เมื่อพระองค์จะได้สำเร็จนั้นพระองค์มาปฏิบัติโดยที่ ทรงเสวยข้าวมทุปรายาทของนางสุชาดา
    บำรุงพระวรกายให้อิ่มหนำสำราญ มีกำลังพอสมควร
    พอพระองค์เริ่มต้นจะปฏิบัติใหม่เนี๊ยะ
    ทำให้พระองค์รำลึกถึงเรื่องอดีตกาลใกล้ๆ
    สมัยที่พระองค์ยังเป็นพระกุมารทรงพระเยาว์
    พระพี่เลี้ยงนางนมผูกพระอู่ให้บรรทมอยู่ใต้ต้นหว้า
    ในขณะนั้น
    พระองค์เจริญอานาปานุสติ คือกำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก
    ซึ่งเป็นไปเองโดยอัตโนมัติตามพุทธวิสัย
    แล้วนัยว่าพระองค์ได้สมาธิขั้นปฐมฌาน มี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
    พระองค์ก็มาพบต้นอ้อทันที
    อ้อ ..จุดที่จะทำให้เราสำเร็จนี่มันอยู่ที่ตรงนี้เอง

    การฝึกสมาธิ ปฏิบัติสมาธินี่ ต้องอาศัยหลักธรรมชาติ
    คือ
    กายกับจิต

    อาศัยกายกับจิตเป็นเครื่องมือแห่งการปฏิบัติ
    เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ ก็ทรงพิจารณา ถึงธรรมชาติ ของร่างกาย
    ธรรมชาติของร่างกายก็คือ ลมหายใจเข้า หายใจออก
    ที่ว่าเป็นธรรมชาตินั้น
    ก็เพราะเหตุว่า
    เราจะตั้งใจก็ตามไม่ตั้งใจก็ตามการหายใจมีอยู่อย่างนั้น ทั้งหลับและตื่น

    ทีนี้
    ธรรมชาติของจิตนี่ เราจะตั้งใจก็ตามไม่ตั้งใจก็ตามเค้าย่อมคิดอยู่ตลอดเวลา
    หาเวลาว่าง ว่างยาก แม้แต่นอนหลับไปแล้วก็ยังคิด
    คือ
    นอนหลับแล้วยังฝันไปอยู่
    ก็แสดงว่า
    จิตยังคิดอยู่ในขณะที่นอนหลับ
    อันนี้คือธรรมชาติของกายและจิต

    ในเมื่อพระองค์มารำลึกถึงธรรมชาติ สองฝ่ายนี้
    ธรรมชาติของจิตเป็นธาตุรู้
    ธรรมชาติของกายก็คือการหายใจ
    ลมหายใจเป็นเครื่องหมายของการมีชีวิตอยู่
    ในเมื่อพระองค์มารำลึกถึงตอนนี้
    พระองค์ก็มีพระสติกำหนดรู้ลมหายใจทันที
    โดยเพียงแต่มีสติกำหนดรู้จิตเฉยอยู่

    เมื่อพระองค์มากำหนดจิตรู้เฉยอยู่
    ในเมื่อกายกับจิตยังมีความสัมพันธ์กันอยู่อะไรจะปรากฏเด่นชัดขึ้น นอกจากลมหายใจไม่มี
    จิตจะต้องไปเกาะสิ่งที่มันปรากฎชัดที่สุดคือลมหายใจ
    เมื่อเป็นเช่นนั้นพระองค์ก็มีพระสติ กำหนดจิตน้อมไปรู้ลมหายใจทันที
    เพียงแต่รู้ลมหายใจเข้า หายใจออกอยู่เฉยๆ

    ลมหายใจสั้นพระองค์ก็ไม่ได้นึก
    ลมหายใจยาวก็ไม่ได้นึก
    ลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียดพระองค์ก็ไม่ได้นึก

    มีแต่กำหนดรู้อยู่เฉยๆ

    จิตเค้าก็รู้ความสั้น ยาว หยาบ ละเอียดของลมหายใจเอง
    เพราะเค้าเป็นผู้มีหน้าที่รู้

    ทีนี้

    ในขณะใดที่จิต ของพระองค์อยู่กับกำหนดลมหายใจตลอดไป
    พระองค์ก็ปล่อยให้เค้าอยู่อย่างนั้น
    แต่ในบางครั้ง
    จิตทิ้งลมหายใจไปเกิดความคิดขึ้นมา พระองค์กำหนดรู้ความคิด

    ทีนี้

    ถ้าจิตจะไม่มีพลังงานก็คิดขึ้นมา กำหนดรู้ความคิด เค้าจะหยุดคิดทันทีแล้วกลายเป็นความว่าง
    พอว่างแล้วพระองค์ก็กำหนดรู้ความว่าง
    เมื่อจิตว่างลมหายใจก็ปรากฏ
    พระองค์ให้จิตของพระองค์เดินอยู่ที่
    ลมหายใจ
    ความคิด
    ความว่าง

    ลมหายใจ
    ความคิด
    ความว่าง
    อยู่อย่างนี้


    ทีนี้
    ในที่สุด
    อะอืมๆๆ
    ในเมื่อจิตมีความมั่นคงแน่วแน่ มายึดลมหายใจเพียงอย่างเดียว
    แล้วก็กำหนดรู้ลมหายใจละเอียดลงไป ละเอียดลงไป ตามความสงบของจิต
    จิตสงบละเอียด ก็มองเห็นลมหายใจละเอียด
    ละเอียดจนกระทั่งว่า บางครั้งลมหายใจไม่มี
    จิตเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิ ร่างกายตัวตนหายไปหมด มีแต่จิตดวงเดียว
    เมื่อจิตสมาธิเข้าไปถึงอัปปนาสมาธิ ร่างกายหายไปแล้ว
    ลอง ลองสังเกตดูน่ะ
    ถ้าหยั่งเห็นใครเค้านั่งสมาธิอยู่อยากจะรู้ว่า จิตของเค้าสงบหรือไม่
    เราไปมองๆดู

    ถ้าหากปรากฏว่า
    อะอืมๆๆ

    นานๆมีการหายใจทีหนึ่ง นั่นแสดงว่าจิตกำลังเริ่มสงบเป็น อุปจาระสมาธิ
    ทีนี้
    ถ้าหากว่า
    ไม่มีการหายใจเลย
    จิตสงบเข้าไปถึง อัปปนาสมาธิ
    จิตที่เข้าสมาธิถึงขนาดอัปปนาสมาธินี้ ผู้ภาวนาจะไม่หายใจ
    ไม่เชื่อลองดูก็ได้

    ทีนี้
    เมื่อจิตของพระองค์ถอนออกมาจากสมาธิแล้ว
    ก่อนอื่นก็กำหนดรู้ลมหายใจ กำหนดรู้ลมหายใจ ละเอียดเข้า ละเอียดเข้า
    ในที่สุดจิตตามลมหายใจเข้าไป สงบนิ่งสว่างอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย
    แล้วก็เปร่งรัศมีพุ่งออกมารอบกาย
    ทำให้จิตดวงนี้ รู้เรื่องความจริงของร่างกาย
    มองเห็นปอดกำลังสูดลมเข้าไปเลี้ยงร่างกาย
    มองเห็นหัวใจกำลังฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย
    มองเห็นตับกำลังแยกเก็บอาหารอันละเอียดและบริสุทธิ์ไว้สำหรับเลี้ยงร่างกาย
    ส่วนไหนขาด เข้าแทนที่อยู่เสมอ
    มองเห็นอวัยวะน้อยใหญ่ภายในร่างกายเนี๊ยะ
    ตั้งแต่หัวสุดเท้า แต่เท้าสุดหัว ทำงานตามหน้าที่ของตนอย่างตรงไป ตรงมาไม่บิดพริ้ว

    นั่นคือธรรมชาติของร่างกาย

    อวัยวะทุกสิ่งส่วนเค้าทำงานเองโดยอัตโนมัติ
    ซึ่งจิตดวงนี้ไม่ได้บังคับบัญชา
    แต่ก็อาศัยอิทธิพลของจิตครอบคลุมอยู่
    เพราะ
    ในขณะที่จิตไม่อยู่กับกายเนี๊ยะ
    อวัยวะต่างๆก็จะไม่ทำงาน
    ในเมื่อจิตเข้ามาอยู่ในร่างกาย
    ยึดอยู่ที่กายอวัยวะต่างๆก็ย่อมทำงาน
    ทำงานตามหน้าที่ของตนเองแต่จิตไม่ได้สั่ง

    ในทางหมอเค้าว่า ประสาททางสมองเป็นผู้สั่งการ
    อันนั้นถ้าใครอยากรู้เรื่องละเอียดก็ไปถามคุณหมอผู้ที่เรียนสรีระศาสตร์มาแล้ว<O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 15 กุมภาพันธ์ 2011
  8. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    อนุโมทนา สาธุ น่ะค่ะ อาปราบเทพ อาม่าชอบอ่านและเทียบเคียงกับการปฏิบัติของอาม่า
    แต่สีฟ้ามันอ่านยากแสบตามาก ต้องคลุมสี แต่อาม่าก็อ่านจนจบน่ะ ขอบคุณน่ะอาปราบเทพ
     
  9. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,900
    ค่าพลัง:
    +7,310
    หวัดดี อาม่า แอบมาแหร่มอยู่หลายวันแระ ไม่ได้ทักอาม่าซักที เกรงใจกระทู้คนอื่น หุหุ
    มากระทู้กากี่นั้งอย่างอาปราบ นี่ไม่ต้องเกรงใจ แล้วเนาะ

    อนุโมทนากับการปฏิบัติธรรมของอาม่าด้วยค่ะ
    อนุโมทนาคุณมณีน้อยกะอาปราบด้วยค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กุมภาพันธ์ 2011
  10. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    ดีดีครับอาม่า ฝึกมา แล้วอ่าน ก็เหมือนได้ ทวนวิธี จะมีความแม่นในการภาวนาเพิ่มขึ้นครับ ... ต้อง ขอบคุณเพื่อนสมาชิก มณีน้อย ที่ถอดเทปมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ

    แก้ไขสีตัวหนังสือให้แล้วครับ
     
  11. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    สา หวัด ดี อาkwan อาม่าเห็นมาออกลวดลายอยู่ ไม่อยากเข้าแทรกกลัวคุณพิศาล จำเลยรัก จะว่าอาkwan ของอาม่าให้เสียใจตะเลิดเปิงไปอีก อาม่าไปแอบดูที่ห้องวิทย์ อยู่ ยังอยู๋อาม่าก็ยิ้มหล่ะ ช่วงนี้กระทู้เข้มข้นน่ะ เก็บคอง้อเข่าให้ดีเน้อ..................แม่ทหารเป็ดน้อย
     
  12. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
     
  13. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850

    ดีละ ดีละ

    .....
    แม่นละ อย่าได้เกรงจาย อิอิ
    ป้า นิ้ว จรวด ขวัญใจอาเค ก็ออกมาผ่องลายแล้ว
    ตอนนี้ไม่มี ว. มีแต่ ป. ป๋า นู๋นิ้วจรวด
    จะชำเรืองมาเยี่ยมมาเยียนอ๊ะป่าวนี่ หุหุ อาหลบ อีชอบแอบขำอยู่ หุหุ
     
  14. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,900
    ค่าพลัง:
    +7,310
    เรื่องทางโลกกำลังเข้มข้นเลยอาม่า เขาว่าจะมีไฮไลท์สะเทือนขวัญซีเนม่า เร็วๆนี้
    ไม่รู้ใครจะโดนแจ๊คพอดแตก ที่เห็นๆคนแถวๆนี้อาจจะมีอารมณ์แปรปรวน ของขึ้นกันเยอะ
    หุหุ

    อาหลบ เอาแต่แอบขำหรอ คิคิ
    ไม่รู้รอบนี้ ป้าผ่องจะมีชีวิตรอดอยู่ได้กี่วัน จะทำสถิติใหม่รึป่าวก็ไม่รู้ 555
    แค่มาแป๊ป ก็มีพี่เลี้ยงมาประกาศบัญญัติสิบประการ ต้อนรับดักคอป้าซะแร้ว [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กุมภาพันธ์ 2011
  15. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    ( ช่วงที่ ๗ )

    ทีนี้

    เมื่อจิตของท่านชายไปสงบนิ่งว่างสว่างอยู่ในร่างกาย
    มองเห็นอวัยวะน้อยใหญ่ ทุกสิ่ง ทุกส่วนครบถ้วนหมด ครบอาการ ๓๒

    อาการ ๓๒ นี้เกิดขึ้นก่อนที่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้
    แล้วจึงปรากฏเป็นสูตรขึ้นมาว่า

    อะยัง โข เมกา โย
    กายของเรานี้แล

    อุทธัง ปาทะตะลา
    เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา

    อะโธ เกสะ มัตถะกา
    เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป

    ตะจะปะริยันโต
    มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ

    ปุโรนานัปปะการัสสะ อสุจิโน
    เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
    เกศา โลมา นขา ทันตา ตะโจเป็นต้น

    เกิดขึ้นก่อนการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
    ทำไมจึงว่าอย่างนั้น
    เพราะจิตดวงใดจะเดินเข้าไปสู่ทางมรรคผลนิพพาน
    จะต้องเดินตามลมหายใจวิ่งเข้าไปสงบนิ่งสว่างอยู่ในท่ามกลางตัว
    แล้วไปสงบนิ่งสว่างรู้ร่างกาย ทั่วถ้วนหมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหลือหลอ
    แล้วจิตดวงนี้จะค่อยสงบละเอียดลงไป
    ละเอียดลงไป
    ร่างกายค่อยจางหายไป
    หายไป
    ายไป

    จนในที่สุด
    จิตทิ้งร่างกายยังเหลือแต่จิตดวงเดียวสว่างไสว
    ลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางแห่งจักรวาลนี้
    อันนี้เป็นสมาธิขั้นต้น เป็นสมาธิขั้นโลกีย์
    ยังไม่ถึงโลกุตตะระ


    ทีนี้
    เมื่อจิตดวงนี้ไปนิ่งสว่างไสวอยู่ ร่างกายตัวตนหายไปหมด
    ถ้าจิตดวงนี้ยึดเอาความสว่างของจิตเป็นอารมณ์ เป็นเครื่องอยู่
    ก็เป็นสมาธิขั้นรูปฌาน
    เพราะความสว่างของจิตก็ยังเป็นรูป

    ทีนี้
    ในเมื่อจิตดวงนี้ละทิ้งความสว่างแล้ว
    ไปลอยเด่นอยู่ท่ามกลางแห่งความว่าง
    ซึ่งเรียกว่าอากาศ
    ถ้าจะนับอันดับฌานก็เรียกว่า อากาสานัญจายะตะนะ

    เมื่อจิตดวงนี้ไปลอยเคว้งคว้างอยู่ในท่ามกลางแห่งความว่าง
    อากาศไม่มีที่สิ้นสุด
    อากาศไม่มีประมาณ
    แล้วจิตดวงนี้ก็สำรวมรู้เข้าไปที่วิญญาณ
    วิญญาณกำหนดรู้วิญญาณ
    จิตกำหนดรู้จิต
    จิตละเอียดเข้า
    ละเอียดเข้าเป็น วิญญานัญจายะตะนะ
    แล้วแทนที่จะเตลิดเลยไปถึง
    อากิญจัญญายะตะนะ เนวะ สัญญานาสัญญายะตะนะ
    เปล่า
    พอไปถึงขั้น วิญญานัญจายะตะนะ แล้ว
    จิตดวงนี้ วิญญาณดวงนี้ก็กำหนดรู้ตัวเองละเอียดเล็กเข้าไป
    เล็กเข้าไป
    ซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ
    สัญญาเจตนาใดๆหายหมด
    มีแต่พลังของ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นแหล่ะ
    จะปฏิวัติจิตดวงนี้ วิญญาณดวงนี้ ให้สงบละเอียดเล็กลงไป
    นกระทั่ง สัญญา เวทนา หายขาดไป
    จิตเข้าสู่นิโรธสมาบัติ ซึงเรียกว่า สัญญาเวทยิตะนิโรธ

    สัญญาเวทยิตะนิโรธนี้เองเป็นฐานสร้างสมาธิ
    สร้างพลังจิต
    เตรียมพร้อมที่จะกระโดดขึ้นไปสู่ โลกุตตะระธรรม
    คือกระโดดขึ้นไปอยู่เหนือโลก
    พอจิตดวงนี้สร้างพลังงานเพียงพอแล้ว<O:p</O:p
    จิตดวงนี้ขยายตัวเบ่งบานออกมาสว่างไสวแผ่รัศมีคลุมจักรวาลทั้งหม๊ด
    ภายใต้ความสว่างของจิตดวงนี้
    ไม่มีอะไรเล็ดรอด ความสว่างของจิตดวงนี้ไปได้

    พระจันทร์ พระอาทิตย์ แม้มีความสว่างไสว
    ก็ส่องได้เฉพาะในที่ ที่ไม่มีที่กำบัง

    แต่ดวงจิตของท่านชายสิทธัตถะนี่น่ะ
    มองทะลุจนกระทั่งบาดาล
    สิ่งใดที่อยู่ภายใต้แห่งความสว่างของจิตในจักรวาลนี้
    จิตดวงนี้สามารถมองเห็นหมด รู้หม๊ดรู้จนกระทั่งสัตว์ตัวน้อย ตัวใหญ่
    อณู ปรมาณู นิวเคลีย อะไรต่างๆ
    รู้อยู่ยมโลก รู้มนุษย์โลก รู้เทวโลก
    ได้ตรัสรู้เป็นโลกะวิทู ผู้รู้แจ้งซึ่งโลก
    และในขณะจิตเดียวนั้นแหละก็ได้ โคตระภูญาณ
    สามารถกำหนดรู้ โคตรเหง้าของสัตว์ทั้งหลาย
    รู้โคตรเหง้าของกามกิเลส
    รู้โคตรเหง้าของกิเลสตัวอวิชชา
    รู้ในขณะจิตเดียวนั้น
    ความรู้แจ้งเห็นจริงสว่างไสว
    ไม่มีอะไรเล็ดรอด สายหู สายตาของจิตดวงนี้ไปได้
    เรียกว่า
    รู้เห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกว่าตรัสรู้ เป็นโลกะวิทู

    นอกจากจะรู้แจ้งเห็นจริงหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
    ยังรู้โคตรเหง้าของสัตว์ทั้งหลาย
    รู้โคตรเหง้าของกรรม
    รู้โคตรเหง้าของกิเลส
    ซึ่งเรียกว่า โคตะระภูญาณ
    คือรู้ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกำเนิดมาอย่างไร
    ชาติก่อนชาตินู้นเคยเป็นอะไรมาบ้าง

    แม้พระองค์เองก็รู้เรื่องของพระองค์เอง
    แล้วก็รู้เรื่องของบุคคลอื่น
    สัตว์อื่นด้วย

    แล้วก็รู้ จตูปปะปาตะญาณขึ้นมา
    กำหนดรู้การจุติและเกิดของสัตว์ทั้งหลาย

    แล้วก็รู้ อาสวัก ขยาญาณ ในขณะจิตเดียว
    อันนี้เรียกว่าตรัสรู้ เป็นโลกะวิทูหรือเป็นโคตะระภูญาณ
    รู้พร้อมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

    ในขณะที่จิตรู้นั้น
    รู้อย่างไม่มีสมมุติบัญญัติ
    เห็นผืนแผ่นดินก็ไม่ว่าแผ่นดิน
    เห็นอะไรก็ไม่ว่าอะไร
    มีแต่รู้ นิ่ง เฉย อยู่ไม่มีสมมุติบัญญัติ
    เพราะความรู้ขั้นนี้เป็นขั้นโลกุตตะระ
    ความรู้ขั้นโลกุตตะระจิต
    สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น
    ไม่มีสมมุติบัญญัติเพราะเป็นสัจจะธรรม
    สัจจะธรรมย่อมไม่มีสมมุติบัญญัติ
    มีแต่สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่
    และทุกสิ่ง ทุกอย่างมีสภาพเสมอกันหมด
    ไม่มีอะไรต่ำ
    ไม่มีอะไรสูง
    ไม่มีอะไรดี
    ไม่มีอะไรเลว
    แล้วจิตดวงนี้รู้แล้ว
    ก็สามารถบันทึกข้อมูลเอาไว้พร้อมหมด
    เหมือนๆกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยปัจจุบัน
    ที่เค้าบันทึกข้อมูลต่างๆอย่างนั้นแหล่ะ


    ทีนี้
    มาภายหลัง หลังจากนั้น จิตถอนจากสมาธิมาแล้ว
    ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปหมด
    กายกับจิต มามีความสัมพันธ์กัน
    พอกายกับจิตมามีความสัมพันธ์กันปั๊บ
    จิตดวงนี้จึงได้พิจารณาทบทวนสิ่งที่รู้เห็นในเบื้องต้น
    ซ้ำเติมอีกทีหนึ่งเพื่อความเข้าใจแจ่มแจ้ง

    พิจารณาเรื่อง <O:p</O:p
    บุพเพนิวาสานุสติญาณจบลงในปฐมยาม

    อะอืมๆๆ

    พิจารณาเรื่อง จุตูปะปาตะญาณ กัมมัสสะกะตาญาณ จบลงในมัชฌิมยาม

    พิจารณาเรื่องกิเลส คือ อาสวะ อันเป็นเครื่องดองสันดาน
    ได้แก่ตัวอวิชา ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์ทั้งหลายต้องทำกรรม
    ทำกรรมไปตามที่ตนรู้ไม่จริง
    มีถูกบ้างผิดบ้าง บาปบ้าง บุญบ้าง
    ในเมื่อทำลงไปแล้วก็ได้รับผลของกรรม
    ได้รับผลของกรรมแล้วก็เกิดอีก
    เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่อย่างงี้ ไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น

    ทีนี้
    เมื่อพิจารณาทบทวน จุตูปะปาตะญาณจบลง ในมัชฌิมยาม
    แล้วก็พิจารณาเรื่องกิเลสอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยจบลงใน ปัจฌิมยาม
    ในเมื่อพิจารณาจบลงในยามทั้งสามต่างวาระกัน
    ต่างเรื่องกัน
    จิตของพระองค์ยอมรับสภาพความเป็นจริง
    ว่าเป็นจริงอย่างที่รู้ที่เห็นนั้น
    เป็นการตรัสรู้ที่ไม่ผิด
    เป็นการถูกต้อง
    เป็นสัมมาสัมพุทโธ
    ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แต่ยังไม่มี อรหังเป็นสัมมาสัมพุทโธเฉยๆ เพราะเพียงแค่ตรัสรู้

    ทีนี้
    ในเมื่อมาพิจารณาทบทวนสิ่งที่รู้ซ้ำเติมอีกทีหนึ่งใน ยามทั้ง สาม
    จบลงในยามสุดท้ายคือ ปัจฌิมยาม
    จิตยอมรับสภาพความเป็นจริง
    อะระหัตมรรคญาณ บังเกิดขึ้นในขณะจิตนั้น
    แล้วสามารถตัดกิเลส อาสวะให้ขาดสิ้นไปอย่างเด็ดขาด
    กิเลสน้อยนึงเท่าธุลีมิได้มีเหลืออยู่ในพระทัยของพระองค์แล้ว
    พระองค์จึงถึงซึ่งความบริสุทธิ์สะอาดโดยสิ้นเชิง
    แล้วการตรัสรู้ของพระองค์จึงสมบูรณ์แบบครบถ้วน
    เป็น “ อรหังสัมมา สัมพุทโธ ภควา”
    พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์
    ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง
    ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง สมบูรณ์แบบใน ปัจฌิมยาม <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ก็ในตอนแรกนะที่ตรัสรู้ตอนแรก
    ยังไม่หมดกิเลส
    แต่มาพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่งนี่
    พอจิตรู้แจ้งเห็นจริงแล้วจึงเกิดมีปัญญาแก่กล้า
    ตัดกระแสกิเลสขาดสะบั้นลงไป
    เพราะฉะนั้น
    ในช่วงที่พระองค์ตรัสรู้ เป็นโลกะวิทูก็ดี ตรัสรู้เป็นโคตะระภูญาณ ก็ดี
    จิตอยู่ในสมาธิขั้นสมถะกรรมฐาน
    เพราะสมถะกรรมฐานทำให้เกิดมีฌาน
    เกิดมีฌาน ในเมื่อมีฌาน แล้วก็มีอภิญญา ความรู้แจ้งเห็นจริง
    ตรัสรู้ในขณะที่จิตเป็นสมาธิขั้นสมถะ

    ดังนั้น
    ท่านผู้ใดอาจจะกล่าวว่า สมาธิขั้นสมถะไม่เกิดความรู้
    แล้วไปกลัวจิตจะเกิดเป็นสมถะไปติดอยู่ที่สมถะ
    บางทีท่านเทศน์ไว้ว่า ถ้าสมาธิไม่มี ก็ไม่มีฌาน
    สมถะไม่มีก็ไม่มีฌาน
    ฌานไม่มีก็ไม่มีญาณ
    ญาณไม่มีก็ไม่มีปัญญา
    ปัญญาไม่มีก็ไม่มีวิชชา
    ไม่มีวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริงก็ไม่มีวิมุติความหลุดพ้น

    เพราะฉะนั้น

    สมาธิจะเป็นขั้นใด แนวใดก็ตาม
    ถึงแม้ว่ายังจะไม่เกิดความรู้
    แต่เป็นฐานสร้างพลังจิต
    อย่าไปกลัว
    อย่าไปกลัวสิ่งที่เรายังไม่มี ไม่เป็น
    ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ
    ก็เพื่อจะให้ลูกศิษย์ ลูกหาทั้งหลายนี่
    สร้างจิตของตนเองให้เป็นจิตพุทธะ
    ให้เป็นจิตผู้รู้
    ให้เป็นจิตผู้ตื่น
    ให้เป็นจิตผู้เบิกบาน
    คุณธรรมที่ทำคนให้เป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตอย่างเต็มเปี่ยม
    ไม่มีช่องว่าง ที่จะให้สิ่งแทรกแซงเข้ามาเจือปน
    เพราะ
    พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อัดแน่นอยู่ในจิตแล้ว
    เพราะฉะนั้น
    ครูบาอาจารย์ของเราจึงได้สอนให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ
    ให้ทำจิตให้ถึงพระบรมครูอย่างแน่วแน่
    คือ
    สมาธิขั้นสมถะ
    จิตสงบนิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน
    เป็นอัตตาธีปะ มีตนเป็นเกราะ
    เป็นอัตตะสะระนา มีตนเป็นที่ระลึก
    เป็นอัตตาหิอัตโนนาโถ มีตนเป็นที่พึ่งของตน
    เมื่อจิตได้สร้างพลังพร้อมบริบูรณ์แล้ว
    จิตจะปฏิวัติขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาเอง <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 17 กุมภาพันธ์ 2011
  16. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +3,984
    พี่ปราบ..ใส่เสื้อเกราะแสดงธรรมเสมอเลยยย.. ไม่หนักรึ..ถอดออกบ้างซี่...แต่ ยังไงก็ตาม
    เอาปายยยยยยยยย 10 ขวด กระทิงแดงเพื่อสร้างพลังใส่เสื้อเกราะและถอดเสื้อเกราะแขวนได้..ไม่มีล้า...?
     
  17. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850
    เฮโหล เฮโหล สวัสดีขอรับพี่เกิด :boo::boo:

    วันๆนึง อะไร ทำดีได้ก็ทำไปเถอะพี่เกิด มีโอกาสได้ทำก็ทำไป

    ใครที่พูดแล้วทำตามที่พูด ก็น่าสนทนาด้วย ถึงจะเป็นกัลยาณมิตร ถูกมั๊ย

    ป.ปราบ อินเทรนซะหน่อย [​IMG]<!-- google_ad_section_end --> เดี๋ยวจะเชย แถม [​IMG]<!-- google_ad_section_end -->
     
  18. k.kwan

    k.kwan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    15,900
    ค่าพลัง:
    +7,310
    ถ้าอาม่า ดูหนังที่คุณพิศาลเขาเล่นเป็นตัวเอกแล้ว ขำๆ ได้
    ก็บอกแม่พลทหารเป็ดน้อย มั่งนะ [​IMG]

    (เอ..หรือว่าอาม่าแอบขำตลอดอยู่แล้วเวลาเจอคุณพิศาล แต่เราดูไม่ออกเอง แหะๆ)
     
  19. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    ทักทายคุณสับสนก่อน เห็นอยู่ในบรอด์วันนี้ ไม่เห็นนาน วันนี้บินมาเที่ยวแซวอาปราบเทพ ไม่เห็นตั้งกระทู้ดีๆ ให้อ่านบ้างเนอะเดี๋ยวนี้ เบื่อเหรอ หรือไปช่วยงานที่วัดหลวงตาอยู่
     
  20. วิษณุ12

    วิษณุ12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    5,337
    ค่าพลัง:
    +6,850

    เอ... ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก อ่ะ อ๊ะ อ้อ ... เอ จำชื่อเรื่องไม่ได้ จำได้แต่ พระเอกสมัยที่ พงษ์พัฒเล่นน่ะอาเค ชื่อเรื่องอะไรนะ
    พระเอกเป็นชาวเลหาปลา

    อาม่าทราบอ๊ะป่าว
     

แชร์หน้านี้

Loading...