ศูนย์ปฏิบัติการลับเกี่ยวกับเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย pongsiri, 4 กรกฎาคม 2005.

  1. pongsiri

    pongsiri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มกราคม 2005
    โพสต์:
    1,077
    ค่าพลัง:
    +638
    <CENTER>[​IMG]</CENTER>


    <CENTER>ศูนย์ปฏิบัติการลับเกี่ยวกับเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว


    </CENTER>Area51 หรือเป็นพื้นที่ตั้งของศูนย์ปฏิบัติลับเอส-4 ตั้งอยู่ใกล้ทะเลทราบกรูม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้วิจัยและทดลองเกี่ยวกับ เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว เป็นที่เก็บจานบินจากนอกโลก เป็นพื้นที่ต้องห้าม ที่ห้ามบุคคลภายนอก มีความเข้มงวดกับการรักษาความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ มีน้อยคนที่จะได้เข้าไป และถ้ามองศูนย์แห่งนี้จากระยะไกลก็จะเห็นอาคารคล้ายโรงซ่อมเครื่องบิน ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์ บ็อบ ลาซาร์นักฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์ปฏิบัติการ ลับแห่งนี้โดยเข้าไปทำการศึกษาและทดลองเกี่ยว กับเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว ที่ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 หรือบริเวณที่มักเรียกว่า Area 51



    บ็อบ (โรเบิร์ต) ลาซาร์ คือบุคคลสำคัญที่เปิดเผยข้อมูลลับเกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาวอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวที่โลกต้องตกตะลึง

    <CENTER>[​IMG]</CENTER><CENTER>โรเบิร์ต (บ๊อบ) ลาซาร์ นักฟิสิกส์นิวเคลียร์

    </CENTER>บ็อบ ลาซาร์คือใคร ?


    ทิมโมที นักวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับยูเอฟโอในระดับแนวหน้าคนหนึ่งของโลกได้รู้จักบ็อบ ลาซาร์มาตั้งแต่ปี 1990 และได้มีโอกาสสัมภาษณ์บ็อบถึงสามครั้งด้วยกัน ครั้งแรกได้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการลับเอส 4 ใกล้ทะเลทราบกรูม ส่วนการสัมภาษณ์พิเศษอีกสองครั้งได้จัดขึ้นที่บริษัทอีจีแอนด์ (เอ็ดเกอร์ตัน) เยอรเมซเชาเซน แอนด์ เกรียร์ ที่สนามบินแม็คคาร์แรน ที่ลาสเวกัส ในปลายปี 1988
    บริษัทอีจีแอนด์จี จัดว่าเป็นบริษัทใหญ่มาก มีคนงานนับหมื่นคนประกอบธุรกิจต่างๆ ถึง 150 ประเภท กระจัดกระจายทั่วโลก ในนามของรัฐบาลสหรัฐ บริษัทนี้ได้จัดโปรแกรมพิเศษให้กับองค์การนาซาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังจัดโปรแกรมลับสุดยอดให้กับกระทรวงกลาโหม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานต่างๆ อีกมากมาย งานที่ดำเนินการให้ส่วนใหญ่จัดว่าลับสุดยอด โดยเฉพาะการวิจัยที่ศูนย์ปฏิบัติการทดสอบที่เนวาดา ซึ่งปัจจุบันฝ่ายโครงการพิเศษของอีจีแอนด์จีได้เปลี่ยนไปขึ้นกับฐานบินกองทัพอากาศที่เนลลิส คำถามแรกที่ทิโมทีถามบ็อบ ลาซาร์ ขณะที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เป็นครั้งแรกก็คือ ความสัมพันธ์กับจอห์น เลียร์ (จอห์น เลียร์เป็นผู้แนะนำบ็อบ ให้รู้จักทิโมที) บ็อบได้ตอบว่า สนิทสนมคุ้นเคยกันพอสมควร จอห์นยังเล่าเรื่องต่างๆ รวมทั่งได้อวดภาพถ่ายเกี่ยวกับเครื่องบินสตีลท์ และเครื่องบินแบบเอสอาร์-71 หลายรุ่นให้ชมด้วย
    จอห์น เลียร์ เป็นนักบินที่เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ เคยได้รับประกาศนียบัตรจากองค์การบริหารการบินแห่งรัฐ โดยเขาเคยขับเครื่องบินชนิดต่างๆ กว่า 600 ชนิด และที่สำคัญที่สุดคือ เคยบินไปปฏิบัติการพิเศษให้ซีไอเอหลายครั้ง จอห์นเป็นบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในลาสเวกัสโดยเฉพาะนับตั้งแต่เขาเริ่มรับเชิญไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องจานบินตามสถานที่หรือหน่วยงานต่างๆ และในบรรดานักค้นคว้าเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาวทราบกันดีว่าเขาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องตามกฏหมายเป็นจำนวนมากในกองทัพ และหน่วยข่างกรองต่างๆ มากที่สุดคนหนึ่ง ข้อมูลล่าสุดกล่าวกันว่าเขาเป็นผู้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องศูนย์ปฏิบัติการลับเอส-4 ได้ละเอียดลึกซึ้งและเผยแพร่ได้กว้างขวางที่สุด



    ความสัมพันธ์กับศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติ ลอส อะลามอส



    เบื้องหลังการทำงานของบ็อบ ลาซาร์ที่ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 ย้อนกลับไปปี 1982 เมื่อเขาได้ทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติ ลอส อะลามอส เขาเคยร่วมการทดลองทางฟิสิกส์ เช่น พลังนิวเคลียร์ การจำแนกอนุภาคอิเลคตรอน นอกจากนั้นเขายังเคยทำงานในแผนกผลิตอาวุธสงครามด้วย โดยเฉพาะอาวุธลำแสงอนุภาคที่มีพลังสูงที่ใช้ในสงครามอวกาศ บ็อบมักจะปฏิเสธที่จะพูดถึงยุทธศาสตร์การเตรียมป้องกันภัยทางอากาศหรือที่เรียกว่าสตาร์วอร์
    วันที่ 28 มิถุนายน 1982 บ็อบ ลาซาร์ได้พบ ดร.เอ็ดเวิร์ด เทลเลอร์บิดาแห่งระเบิดไฮโดรเจนในช่วงระหว่างสัมมนาที่ศูนย์ปฏิบัติการลอส อะลามอสและต่างได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมทั้งได้แนะนำบุคคลสำคัญที่เป็นนักค้นคว้าระดับแนวหน้าของสหรัฐอเมริกาอีกหลายคน และต่อมาในปี 1988 ดร. เอ็ดเวิร์ด ได้ให้ข้อมูลและแนะนำบุคคลสำคัญให้บ็อบติดต่ออีกครั้งหนึ่งและนี่คือจุดที่นำไปสู่การสัมภาษณ์ที่บริษัทอีจีแอนด์จี

    บัตรอนุญาตผ่านด่านของคณะกรรมการระดับสูงสุด



    จากการสัมภาษณ์ บ็อบได้เปิดเผยว่ามีโครงการลับเกี่ยวกับศูนย์ปฏิบัติการกลางทะเลทรายหรือที่เรียกว่าศูนย์เอส-4 ซึ่งตัวเขาเองมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะย้ายเข้าไปทำงานที่นั่น ต่อมาเขาได้ลาออกจากศูนย์ปฏิบัติการที่ลอส อะลามอสและต้องทำบัตรผ่านพิเศษเข้าไปทำงานที่ศูนย์เอส-4 เพราะที่นั้นเข้มงวดเป็นพิเศษ เขาต้องถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดหลายขั้นตอน
    ในระยะแรกเนื่องจากยังไม่มีบัตรผ่านพิเศษ เข้าต้องติดเหรียญพื้นสีฟ้าอ่อนมีแถบสีกรมท่าเข้มทแยงมุม และมีอักษรคำว่า เอ็มเอเจ ( ย่อมาจากมาเจสติก) เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องติดเครื่องหมายเหมือนกัน ยกเว้นเดนนิส มาเรียนิ ที่ปรึกษาของเขาซึ่งมีเหรียญคล้ายกัน แต่มีคำว่ามาเจสติกอยู่ข้างบน
    คำกล่าวของบ็อบยืนยันได้อย่างชัดเจนในแบบฟอร์มรายงานภาษีปี 1985 ซึ่งระบุว่าเป็นลูกจ้างหน่วยข่าวกรองราชนาวีสหรัฐฯ และมีระดับบอกรหัสบัตรผ่านหน่วยรักษาความปลอดภัยว่า อี-6722 เอ็มเอเจด้านขวาบน
    บ็อบได้กล่าวว่า แม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของบัตรผ่านด่านระดับสูงสุดเข้าไปที่นั่น เขาได้อธิบายให้จอร์จ เคแน๊บป์ฟังว่า

    " ไม่มีเหตุผลสำหรับประธานาธิบดีที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่แน่นอนประธานาธิบดีมีสิทธิสูงพอที่จะทราบหรือรู้เรื่องราวในเรื่องพิเศษที่คนทั่วไปไม่มีสิทธิ แต่...ซึ่งเกี่ยวพันกับโครงการนี้ถือเป็นเรื่องเหนือลับสุดยอด คนทั่วไปจะไม่มีสิทธิที่จะรู้ในสิ่งที่ประธานาธิบดีรู้ "

    แต่ถึงกระนั้นบ็อบก็ยอมรับว่า มีเพียงอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุชเท่านั้นที่มีความรู้เกี่ยวกับโครงการลับที่ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 เนื่องจากเคยเป็นอดีตผู้อำนวยการหน่วยซีไอเอมาก่อน

    " คุณคิดว่ามันเป็นโครงการของรัฐบาลโดยตรง หรือเป็นโครงการของหน่วยงานหนึ่งภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลทางอ้อม ? " คแน๊บป์ถาม

    " ไม่ ไม่ใช่โครงการของรัฐบาลทั้งหมด " บ๊อบตอบ

    " มันมิใช่สิ่งที่สภาคองเครสจะตั้งเงินไว้เป็นพิเศษ เช่นบอกว่าสองพันล้านสำหรับโครงการนี้ หนึ่งหมื่นห้าพันล้านสำหรับค้นคว้าเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาว หรือแปดพันล้านสำหรับโครงการสตาร์วอร์ ซึ่งมิใช่เช่นนั้น ผมไม่เชื่อว่าสภาคองเกรสจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และผมเชื่อว่าจากสิ่งที่ผมเข้าใจ โครงการนี้ถึอเป็นโครงการลับเหนือลับสุดยอดมานานแล้ว "

    <CENTER>[​IMG]</CENTER><CENTER>ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็นบริเวณ Area51

    </CENTER>" หากสภาคองเกรสไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณเชื่อได้อย่างไรว่าเงินงบประมาณส่วนหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อโครงการนี้มาจากงบประมาณโครงการสตาร์วอร์ ? " คแน๊บป์ถาม



    " ใช่ มันเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมเอง "

    " ที่คุณเชื่อเช่นนั้นคงมาจากประสบการณ์เดิมของคุณเกี่ยวกับโครงการสตาร์วอร์ใช่ไหม ? "

    " ใช่ ...ผมคิดว่าคงเป็นเช่นนั้น เชื่อผมเถอะ ว่ามันเป็นเรื่องจริงแน่นอน "

    ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4



    ลักษณะของการทำงกานของบ็อบที่ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 ไม่ได้กำหนดวันเวลาทำงานที่แน่นอนในช่วงระหว่างเดือนธันวาคมปี 1988 ถึงช่วงเดือนมีนาคม 1989 นั้น ในแต่ละเดือนเขาจะเดินทางไปทำงานที่นั่นเพียงหกหรือเจ็ดวันเท่านั้น การเดินทางไปยังที่นั่นต้องเริ่มต้นที่สนามบินแม็คคาร์แรน แล้วเดินทางไปด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของกระทรวงพลังงานพร้อมทั้งคณะมุ่งตรงไปยังทะเลทราบกรูม หรือเรียกกันว่าแอเรีย 51 และจากที่นั้น หลังจากนั่งพักในคาเฟทีเรียเพียงไม่กี่นาที ก็จะมีรถบัสปิดหน้าต่างทุกบานพาเขาและคณะแล่นไปตามเส้นทางขรุขระตรงไปยังบริเวณดังกล่าว ที่คาดหวังว่าอยู่ห่างจากทะเลทราบกรูมไปทางทิศใต้ราวสิบไมล์ ติดกับทะเลทราบที่แห้งแล้งในแถบหุบเขาอีมิแกรนท์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสับสน บ็อบได้ชี้ให้เห็นว่ามีศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในบริเวณทดสอบนิวเคลียร์โดยเฉพาะ
    เมื่อครั้งที่เดินทางไปถึงครั้งแรก บ็อบรู้สึกประทับใจเกี่ยวกับอาคารตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 มาก โดยเฉพาะอาคารที่เขาทำงานมีหลังคาลาดชันลงมาราว 30 องศา ประตูยื่นออกมาจากผนัง และอาคารทั้งหลังทาด้วยสีพื้นคล้ายสีของทราย ลักษณะโดยภาพรวมก็คล้ายกับเป็นโรงซ่อมเครื่องบินต่อกันและมีประตูด้านหน้าเปิดกว้าง
    ช่วงปฏิบัติงานจะมีผู้ควบคุมและยามรักษาการณ์เดินตามเขาตลอดเวลา อาคารที่ทำการดังกล่าวมีเนื้อที่ต่อกันตามแนวเทือกเขาทั้งหมด และบ็อบได้รับอนุญาตให้ทำงานในสำนักงานเล็กๆ ที่นี่ ซึ่งต่อมาเขาทราบว่าแต่ละอาคารมีทางเดินเชื่อมติดกันตลอด


    <CENTER>[​IMG]</CENTER><CENTER>ภาพถ่ายแสดงทะเลทราบกรูมอีกมุมหนึ่ง

    </CENTER>

    บ็อบจำได้ว่ามีนักวิทยาศาสตร์จำนวน 22 คน ทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประมาณ 60 กว่าคน การรักษาความปลอดภัยเคร่งครัดและน่าสะพรึงกลัวมาก เขาจะใช้วิธีข่มขู่ทุกรูปแบบ (รวมทั้งการใช้ยาและการสะกดจิต) เพื่อทำให้มั่นใจว่า ผู้ที่ทำงานภายในศูนย์จะต้องปิดปากเงียบห้ามพูดคุยสนธนากัน ยกเว้นพูดคุยกับผู้ควบคุม
    เจ้าหน้าที่ได้พาเขาไปยังสำนักงานแห่งหนึ่งข้างโรงซ่อมเครื่องบิน และเขาได้รับเอกสารสรุปสำหรับอ่านราว 120 หน้า ลักษณะของเอกสารสอดใส่ในซองเก็บเอกสารสีกรมท่า และสาระสำคัญในเอกสารทั้งหมดเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ จานบิน และ มนุษย์ต่างดาวในลักษณะต่างๆ ที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ลับเฉพาะและน่าทึ่งที่สุด และแม้ว่าจะมีเวลาเยี่ยมชมไม่มากนักแต่เขาก็พยายามพลิกอ่านและจำเรื่องราวเฉพาะประเด็นหลักไว้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


    <CENTER>[​IMG]</CENTER><CENTER>อาคารที่มีลักษณะคล้ายโรงซ่อมเครื่องบิน

    </CENTER><CENTER>อีกมุมหนึ่งในศูนย์ปฏิบัติการเอส-4

    </CENTER>

    เนื่องจากมีห้องต่างๆ ต่อกันไปหลายห้อง ทำให้บ็อบไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ทัน ซึ่งก็ได้แต่เพียงคิดว่า ใครมีภาพถ่ายสิ่งต่างๆ ในห้องอย่างสมบูรณ์แบบ บ๊อบกล่าวว่า

    " ตามปกติพวกเขาจะไม่สรุปเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ภายในแต่ละห้อง นอกจากพาเดินชมผ่านไป แต่สำหรับผม เนื่องจากผมเป็นนักฟิสิกส์คนหนึ่ง จึงได้รับคำชี้แนะและอธิบายเกี่ยวกับบางเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของผมมากเป็นพิเศษ"

    บ๊อบได้ทราบความลับว่าสหรัฐอเมริกาเก็บรักษายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวไว้จำนวนหนึ่ง เขายังได้เห็นรายงานผ่าตัดศพมนุษย์ต่างดาว ซึ่งมีภาพขาวดำประกอบเป็นจำนวนมาก บางภาพแสดงให้เห็นอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ต่างดาวอย่างชัดเจน เช่น ผิวสีเทา ศีรษะขนาดใหญ่ไม่มีผมภาพผ่าตัดขวางแสดงอวัยวะภายในรวมทั้งมีรายการระบุน้ำหนักส่วนสูงไว้ด้วย

    ตัวยาน (จานบิน)



    บ็อบรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้เห็นภาพโปสเตอร์ติดไว้หลายแห่ง เป็นภาพถ่ายจานบินลอยอยู่เหนือระดับทะเลสาบแห้งแล้งใกล้ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 ตรงใต้ภาพมีข้อความเขียนไว้ว่า "พวกเขาอยู่ที่นี่" บ็อบเปิดเผยความรู้สึกในช่วงนี้ว่า เขารู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เพราะได้เห็นภาพจานบินอย่างใกล้ชิดโดยไม่คาดคิดมาก่อน
    ขนาดของจานบินมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30-35 ฟุต สูง 15 ฟุต ตั้งอยู่บนพื้นภายในโรงซ่อมหลังหนึ่ง ที่น่าสังเกตก็คือ เขาไม่เห็นเกียร์บังคับบินขึ้นบินลง หรือชิ้นส่วนอื่นๆ บ็อบได้เล่าว่า

    " เมื่อเจ้าหน้าที่พาผมเดินผ่านยานของมนุษย์ต่างดาวไป เจ้าหน้าที่ได้กำชับว่าห้ามพูดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกี่ยวกับยาน ให้มองตรงไปข้างหน้า แล้วเดินเข้าไปในบริเวณสำนักงาน ขณะที่ผมเดินผ่านจานบินไป ใจหนึ่งนึกคิดอยากใช้มือสัมผัส หรือวิ่งวนรอบภายในยาน บังเอิญผมมิใช่ช่างโลหะ จึงไม่ทราบว่าตัวยานลำนี้ใช้เหล็กอัลลอยด์หรือไม่ แต่ไม่สังเกตได้ว่ามีตราเครื่องหมายใหม่ติดอยู่ จึงดูคล้ายกับว่าเป็นจานบินลำใหม่ "

    รูปร่างของมันคล้ายกับภาพถ่ายจานบินที่อีดวด (บิลลี่) ไมเออร์ได้บันทึกไว้ที่สวิตเซอร์แลนด์ และบ็อบอ้างว่าอีกลักษณะหนึ่งคล้ายกับโมเดลเครื่องเล่นกีฬา มีผิวเรียบมัน เป็นจานบินที่มีรูปร่างบอบบาง มีขอบตรงกลางโดยรอบบนยอดของยานมีสิ่งหนึ่งติดอยู่คล้ายกับเป็นเสาเล็กๆ ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ถัดลงมาเป็นส่วนโค้งชั้นบนโดยรอบ สังเกตเห็นช่องคล้ายช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็กๆ หลายช่อง ซึ่งอาจเป็นห้องควบคุมการบิน ควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น เขาสนใจอยากจะดูว่ามันบินขึ้นอย่างไร แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต
    มีอยู่ครั้งหนึ่ง บ็อบได้มีโอกาสเข้าไปภายในยานของมนุษย์ต่างดาวหรือจานบิน สังเกตได้ว่ามันมีสีเดียวกันกับภายนอกคือมีสีอลูมิเนียมทึบ ตรงกลางมีเสาทะลุตรงกลางใจกลางยานขึ้นไป ผนังภายในคล้ายกับโครงสร้างภายในของเรือมีทางโค้งคล้ายกับบ้านสไตล์สเปน คือโค้งเป็นวงกลมโดยรอบ นอกจากนั้นมีบางส่วนคล้ายกับติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ถูกถอดออกไป มีเก้าอี้ตัวเล็กๆ สองสามตัววางอยู่ และแผงติดตั้งอุปกรณ์อีกด้านหนึ่งติดไว้ภายในด้านซ้าย

    " คุณเข้าไปภายในยานได้อย่างไร ทางประตูหรืออะไร ? " ทิมโมทีถาม

    " ไม่... ประตูถูกถอดออกไปแล้ว และไม่เห็นรอยบานพับแต่อย่างใด เมื่อคุณเข้าไปในยาน ต้องไม่มองว่ามีประตูอยู่หรือไม่ ไม่ต้องสนใจสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าคุณ มันมีช่องปิดกั้นเป็นชั้นๆ มีบันไดเพียงสองขั้นก็ก้าวไปถึงชั้นนอกของตัวยาน ครั้นเราเดินเข้าไปในยานเพียงก้าวแรก มันจะเลื่อนแผ่นโลหะออกคล้ายกับเป็นประตู มันจะก็เลื่อนเปิดออกโดยอัตโนมัติ ทำให้เรามองเห็นช่องหรือรูคล้ายรวงผึ้งขนาดใหญ่ จากนั้นก็ก้าวเข้าไปข้างใน แล้วยกมือผลักผนังข้างบน ก็จะเห็นช่องเปิดออกและมีทางเดินลงไป"

    บ็อบรู้สึกประหลาดใจเกี่ยวกับโครงสร้างภายในยานมาก ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะทำจากขี้ผึ้ง ดูอ่อนนุ่ม โค้งมนกลม ไม่มีส่วนแหลมคม และดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างสามารถถอดออกมาเป็นชิ้นได้ ส่วนเก้าอี้ที่วางอยู่จะสูงจากพื้นเพียง 1 ฟุต หรือ 1 ฟุตครึ่ง ทำด้วยภาชนะคล้ายไม้เล็กๆ แต่ไม่ใช่

    " คงมิใช่เป็นยานที่ผลิตขึ้นบนโลกเรา" ทิมโมทีถาม ซึ่งบ็อบก็ได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า

    " ลักษณะยานที่พบเห็นอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าไม่ใช่ยานที่ผลิตโดยสหรัฐอเมริกาหรือประเทศใดในโลกเป็นแน่ เป็นยานมาจากนอกโลก ซึ่งผมไม่ทราบประวัติความเป็นมาของมันอย่างละเอียด ผมขอยืนยันว่าเป็นยานพวกมนุษย์ต่างดาวอย่างแท้จริง ผมพยายามมองดูวัสดุทั้งภายนอกและภายในยานแล้วนึกเปรียบเทียบกับวัสดุที่เคยเห็นผลิตโดยเทคโลยีภายในโลก ดูเหมือนว่าจะแตกต่างกันจนไม่สามารถเปรียบเทียบได้ สมมติว่าคุณเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จรูปกับคุณพยายามค้นหาวิธี ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ แต่ละชิ้นขึ้นมาใหม่ ดูเป็นเรื่องยากที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน"

    กล่าวกันว่าจากรายงานหลายฉบับ สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการเลียนแบบสร้างยานตามเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวได้แล้ว ซึ่งบ็อบได้เล่าว่า

    "รอน บานุ๊ค เพื่อนของผมซึ่งกำลังขับรถไปยังมินนีโปลิส ในคืนวันที่ 30 ธันวาคม 1973 ได้เปิดวิทยุฟังข่าวได้ยินโฆษกประกาศว่า อดีตนายพลที่เกษียณจากกองทัพอากาศคนหนึ่งได้กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐได้เปิดเผยความลับให้ผมฟังว่า ในวันต่อมาเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับเพื่อค้นหาข่าวยืนยันพร้อมทั้งคำอธิบายในเรื่องดังกล่าว และปรากฏว่าทางสถานีวิทยุที่นำข่าวมาเปิดเผยก็ได้ปิดปากเงียบไม่ยอมแถลงข่าวเพิ่มเติมแต่อย่างใด"

    บ็อบกล่าวว่า เขาไม่ทราบว่าเรื่องเกี่ยวกับวิธีที่ยานของมนุษย์ต่างดาวมาถึงบริเวณศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 ได้อย่างไร

    "ผมไม่ทราบว่าเราได้มันมาจากไหน นานเท่าไหร่แล้ว ผมไม่ทราบว่าพวกเขาจะให้ทำอะไร หรือว่ามันตกลงมายังโลก ผมคิดแต่เพียงว่าตนเองโชคดีที่ได้ไปทำงานที่นั่น และได้ทำงานเกี่ยวกับมัน ผมไม่ทราบว่าโลหะของยานที่มีลักษณะคล้ายอัลลอยด์ผลิตมาจากอะไร โลกเราสามารถผลิตแร่ธาตุบางอย่างคล้ายมันได้ แต่หลักเกณฑ์ทางเทคนิคแหล่งพลังงาน และหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายมันได้ แต่หลักเกณฑ์ทางเทคนิคแหล่งพลังงาน และหลายสิ่งหลายอย่างที่อาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น เราไม่สามารถเลียนแบบมันได้ และนั้นคือสิ่งที่เราต้องพิจารณาให้มากที่สุด"

    พลังการขับเคลื่อนยานของมนุษย์ต่างดาว



    บ็อบทราบว่าแหล่งพลังงานของยานประหลาดลำนั้นคือ แอนทิแมทเทอร์ รีแอคเตอร์ (เครื่องปฏิกรณ์ยิงระเบิดสสารที่ประกอบด้วยอนุภาคที่เหมือนกันแต่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้ามด้วยโปรตรอน) มีท่อกลวงตรงกลางยานจากพื้นขึ้นไปถึงยอด ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นท่อกเหนี่ยวนำคลื่นพลังโน้มถ่วงหรือพลังไฟฟ้าที่ผ่านเข้าไปในนั้น ช่วงล่างของท่อจะเชื่อมติดกับตัวแอนทิแมทเทอร์รีแอคเตอร์ ซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำลง ติดกับพื้นของยาน ท่อกลวงตรงกลางหรือท่อเหนี่ยวนำจะเป็นท่อยาวต่ไปจนถึงยอดบนของยาน
    เครื่องปฏิกรณ์มีขนาดใหญ่เท่ากับลูกบาสเกตบอล ลักษณะคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำลงบนแผ่นโลหะเล็กๆ มันจะส่งสนามพลังหรือสนามกำลังดึงดูดเออกมาโดยรอบ ซึ่งผมสังเกตได้ในช่วงที่มันทำงาน ก่อให้เกิดแรงผลักคล้ายแม่เหล็กสองแท่งที่มีขั้งเหมือนกันกระทำต่อกัน สารหรือธาตุที่เป็นองค์ประกอบเชื้อเพลิงยิ่งน่าสนใจมาก บ็อบอธิบายว่า ตามที่ระบุไว้ในแผนภูมิ ระบุว่ามันคือธาตุที่ 115 ซึ่งตามทฤษฎีกล่าวว่า มันจะปรากฏอยู่รอบๆ ธาตุ 113-114 กลายเป็นธาตุที่มั่นคงและมีการรวมโปรตรอนกับนิวตรวนก่อให้เกิดธาตุใหม่ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้หากยิงอนุภาคพลังงานด้วยโปรตรอนมันก็จะแตกธาตุจนถึงธาตุ 116 และปล่อยสสารแอนทิแมทเทอร์ออกมา ซึ่งมันคือมันจะทำปฏิกิริยากับสสารซึ่งเรียกว่าปฏิอกิริยาาแออนนิไฮเลชั่น ปฏิกิริยาพื้นฐานดังกล่าวก่อให้เกิดพลังแม่เหล็กไฟฟ้า ตาท่อเหนี่ยวนำมากขึ้นๆ และพลังที่เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลนี้เอง ที่ถูกนำไปใช้กับอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ
    ธาตุที่ 115 ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก และไม่สามารถสังเคราะห์ได้เนื่องจากเป็นธาตุที่หนักมาก จากแหล่งข้อมูล ทุกฝ่ายระบุว่าธาตุนี้พบตามธรรมชาติบนโลกหรือดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าโลกเรามาก อาจเป็นโลกที่มีพระอาทิตย์สองดวง เมื่อพิจารณาดูในแผนภูมิก็พบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าไม่สามารถผลิตธาตุเลียนแบบธาตุ 115 ได้ แม้แต่ธาตุขนาดเบา เช่นธาตุ 103 ซึ่งสามารถผลิตเทียมได้ แต่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ในแต่ละครั้งจานบินหรือยานของมนุษย์ต่างดาวจะใช้ธาตุ 115 จำนวนมากถึง 223 กรัม ส่วนการวิจัยลับสุดยอดจำเป็นต้องใช้ธาตุ 115 จำนวนมากถึง 500 ปอนด์สารชนิดนี้มีสีส้มและหนักมากทีเดียว ที่สำคัญจะหาสารนี้ได้ที่ใดในโลก ? ในการเดินทางไปในห้วงอวกาศนั้น การควบคุมมิติและกาลเวลา (ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ถือว่า เวลาเป็นมิติหนึ่ง เพิ่มขึ้นจากมิติทั้งสามของอวกาศ ดังนั้นอวกาศและเวลาจึงไม่แยกออกจากกัน แต่รวมกันเป็นมิติทั้งสี่ของอวกาศและเวลา) เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ จานบินหรือยานของมนุษย์ต่างดาวมีเครื่อแอมพลิฟายขยายพลังไฟฟ้าปรมาณูถึงสามเครื่อง ตรงพื้นชั้นล่างของยาน ก่อนเดินทางพวกเขาจะโฟกัสไปยังเครื่องกำเนิดพลังทั้งสามเพื่อผลิตพลังและเดินทางไปตามที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะไกลเพียงใดก็ตาม

    " รูปแบบการเดินทางของพวกเขามีสองแบบ " บ็อบกล่าว

    "การเดินทางรูปแบบที่หนึ่งคือเดินทางไปรอบๆ พื้นผิวดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งที่อยู่ใกล้ เขาจะปรับพลังในยานให้อยู่ในสภาวะสมดุล และสามารถควบคุมระบบต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน จากนั้นก็สามารถขับขี่ยานไปได้อย่างง่ายดายราวกับจุกไม้ที่ลอยอยู่ในทะเลหรือมหาสมุทร แต่ลักษณะการเดินทางในลักษณะนี้จะมีจุดอ่อนตรงที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศภายนอก และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงสุขภาพของพวกเขาด้วย การเดินทางรูปแบบที่สองก็คือเดินทางไกลไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่นที่อยู่ห่างไกล"

    จากคำอธิบายของบ็อบ ลาซาร์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ปรากฏว่านักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้าเป็นจำนวนมากยังไม่ยอมรับ เนื่องจากยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดด้วยตัวของพวกเขาเอง แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า การเดินทางตามมิติและกาลเวลาไปสู่อดีต และการเดินทางในชั่วพริบตาเดียวหรือฉับพลันทันทีทันใด ด้วยยานอวกาศไปยังส่วนที่ไกลๆ ในห้วงแห่งจักรวาลนั้นจะอาศัยสื่อที่เป็นเส้นทางซึ่งเรียกว่า อุโมงค์อวกาศซึ่งนับว่าเป็นความสามารถสูงสำหรับอารยชนที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเพียงพอ
    ในเดือนพฤศจิกายนปี 1988 ดร.ไมเคิล มอร์ริส พร้อมทั้งศาสตราจารย์กิป ทอร์น และอัลวิ เยิร์ตเซเวอร์ ได้อธิบายคำจำกัดความว่าอุโมงค์อวกาศ หมายถึงอุโมงค์ที่อยู่ในโครงสร้างของมิติและกาลเวลา มันเกิดขึ้นในระดับเล็กมากแต่สามารถขยายให้กว้างใหญ่ได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำยุคเป็นสื่อในการเดินทางแบบฉับพลัน โดยผ่านความเร็วการจำกัดแสงด้วย
    ในปี 1980 อลัน โฮลท์ นักฟิสิกส์จากองค์การนาซา สหรัฐอเมริกา ยังได้ยืนยันความเชื่อเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือการเดินทางในอวกาศที่อาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง เข้าได้ตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนความถี่ในการพบเห็นจานบินทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นมากมายนั้น แสดงให้เห็นว่าอารยชนต่างๆ จากโลกอื่น กำลังเข้ามาเยี่ยมเยียนโลกของเรามากขึ้น
    เขาได้เสนอ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเดินทางของยานอวกาศจากนอกโลกหลายทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีหนึ่งของเขากล่าวว่า ต้องใช้แบบแม่เหล็กไฟฟ้าที่ให้กำเนิดพลังไฟฟ้าเทียมช่วย เช่นสนามโน้มถ่วงสามารถผลิตแรงดึงดูดหรือพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่ลบล้างสนามโน้มถ่วงของโลกเราได้ เมื่อได้พลังที่เพิ่มขึ้นเราก็เลือกรูปแบบพลังงานที่จะใช้ โดยปรับให้ได้ระดับเดียวกันกับตำแหน่งที่ต้องการจะไป และเดินทางผ่านอวกาศในระดับมิติสูง
    ในหนังสือของเขาชื่อ " FIELD RESONANCE PROPULSION" ซึ่งจัดพิมพ์โดยองค์การนาซา อลันได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสมมติฐานของระบบการขับเคลื่อนจานบินไว้น่าสนใจมากทีเดียว เช่น ตอนหนึ่งเขาได้เขียนไว้ว่าหากความเร็วแสงเป็นตัวจำกัดความเร็วในมิติและกาลเวลาจริง บรรดามนุษย์ต่างดาวที่มีความสามารถสูง คงต้องใช้รูปแบบการลำเลียงหรือการนำส่งเหนือมิติและกาลเวลา เพื่อทำให้เวลาในการเดินทางสั้น (หรือย่นเวลาในการเดินทาง) ได้ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างซึ่งมีรายงานจากพยานพบเห็นเสมอว่าจานบินหายลับไปในฉับพลันทันใด และต่อมาเพียงชั่วขณะ มันก็สามารถปรากฏให้เห็นในตำแหน่งใกล้จุดเดิมได้อีก ซึ่งนั้นก็หมายความว่ามันไปจากมิติกาลเวลา และปรากฏตัวในมิติกาลเวลานั่นเอง
    การบินด้วยความเร็วสูง การบินเลี้ยวกลับเป็นมุมฉาก การหยุดนิ่งกลางอากาศและการเร่งความเร็วของจานบิน และการดับเสียงโซนิคบูม รวมถึงการเร่งความเร็วขนาด 22,000 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่านั้น กล่าวกันว่าจานบินอาจใช้วิธีอาศัยแรงโน้มถ่วงเทียม หรือบางทีอาจใช้คุณสมบัติพิเศษของมิติและกาลเวลา ซึ่งโลกเรายังไม่คุ้นเคยก็เป็นได้
    ระบบการขับเคลื่อนจานบิน จะเกี่ยวพันกับกระบวนการทางอิเล็คทรอนิคส์หรือกระบวนการไฮโดรแมกเนติก ตามหลักฐานที่เคยมีนักวิทยาศาสตร์และนักค้นคว้าตรวจสอบ พบว่ามีผลกระทบทางกัมมันตรังสีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น ผลจากการเผาไหม้ การเหือดแห้ง (ดีไฮเดรชั่น) การดับเครื่องยนต์กลไก ทำให้คลื่นถ่ายทอดทางวิทยุหรือโทรทัศน์สับสน รวมถึงผลกระทบต่อไฟฟ้าสถิตด้วย
    บ็อบ ลาซาร์ได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและความลับสุดยอดเกี่ยวกับระบบการขับเคลื่อนอากาศยานที่ก้าวหน้าและผลจากที่เขาได้เข้าไปทำงานในศูนย์ดังกล่าว ในเวลาต่อมา เขากล่าวว่าการทำงานบางส่วนเกี่ยวพันกับความพยายามที่จะเลียนแบบเครื่องปฏิกรณ์บนจานบิน หรือยานของมนุษย์ต่างดาว โดยใช้วัสดุภายในโลก ยิ่งปรากฏว่ามีบางอย่างที่เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ความพยายามในการประดิษฐ์คิดค้นหลายอย่างในอดีตที่ผ่านมาต้องประสบความล้มเหลว เช่นพวกเขาพยายามที่จะใช้ปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบธรรมดาและเติมเชื้อเพลิงด้วยธาตุพลูโตเนียม ซึ่งตามความคิดของบ็อบ เขาคิดว่านั่นคือความพยายามที่ไร้ประโยชน์

    "ธาตุกัมมันตรังสี 115 นั้น โดยตัวของมันเองมิใช่แอนทิแมทเทอร์ แต่ภายใต้กระบวนการนิวเคลียร์รีแอคชั่น ทำให้มันเกิดแรงระเบิดสูงมาก " บ็อบกล่าว

    "สิ่งสำคัญที่ทุกคนจำเป็นต้องทำก็คือ การใช้ปฏิกรณ์ยิงระเบิดมันด้วยโปรตรอน ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือที่ทำได้ง่าย และจะทำให้แรงระเบิดมากเป็นพิเศษ แล้วคุณจะเห็นประสิทธิภาพของมันเพียงชิ้นเล็กๆ แต่มีพลังเท่ากับระเบิดหลายร้อยเม็กกาตัน มันให้พลังมหาศาลเหลือล้นที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนอากาศยานต่างๆ ซึ่งนี่คงมิใช่เรื่องที่จะปล่อยให้ไปตกอยู่ในมือของใครบางคน หรือชาติมหาอำนาจบางประเทศอย่างง่ายๆ "

    บ็อบเชื่อว่าเขาได้รับการแต่งตั้งเข้าไปทำงานในศูนย์เอส-4 เพื่อที่จะแทนตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์หนึ่งในสามที่ต้องเสียชีวิตในการทดลอง ที่ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นที่บริเวณทดลองระเบิดนิวเคลียร์เนวาดา ในเดือนพฤษภาคม ปี 1987 เขากล่าวว่า

    "ผมเดาว่าพวกเขากำลังดำเนินการทดลองเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์แอนทิแมทเทอร์ และคงมีเหตุผลบางประการที่พวกเขาได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์ ขณะที่มันกำลังทำงาน และได้นำเข้าไปทดลองในอุโมงค์ลึกในแนวตั้งภายในบริเวณทดลองพลังนิวเคลียร์ และอุโมงค์นี้จะมีประตูปิดเพื่อป้องกันแรงระเบิดด้วย แต่ไม่ทราบว่าผิดพลาดอะไร แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีถึงสามคน"

    การทดสอบการบินของจานบิน


    สิ่งที่สร้างความประทับใจแก่บ็อบ ลาซาร์มากที่สุดขณะปฏิบัติงานที่ศูนย์ปฏิบัติการเอส-4 ก็คือ ได้เห็นการทดสอบการบินของจานบินลำที่เขาได้เข้าไปปฏิบัติงานภายในยานด้วย เขาเล่าด้วยความภูมใจว่า



    "ขณะนั้นเป็นช่วงโพล้เพล้ใกล้ค่ำ ครั้นผมเดินออกมาด้านหน้าโรงซ่อมก็เห็นเจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายจานบินออกมาแล้ว วางตั้งอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อยจานบินเริ่มปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมาตรงช่วงล่าง และเริ่มมีเสียงดังขึ้นราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงเกิดขึ้นรอบยาน ทันใดนั้นเองจานบินก็เริ่มลอยจากพื้นดินอย่างช้าๆ ครั้นลอยขึ้นสูงประมาณยี่สิบถึงสามสิบฟุต มันก็หยุดนิ่ง จากนั้นก็ลอยไปทางซ้ายและก็ลอยไปทางขวา สักครู่หนึ่งก็ร่อนต่ำลงมายังพื้นดิน เช่นเดิม สังเกตได้ว่าเสียงเครื่องยนต์กลไกของมันไม่ดังมาก ผมรู้สึกทั้งตื่นเต้นและประทับใจมาก"

    "ใครอยู่ในจานบิน"ทิมถาม ซึ่งบ็อบได้ตอบว่า "ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่แน่ใจว่ามีคนอยู่ในยานอย่างแน่นอน และคงอยู่ชั้นบนของยาน" บ็อบจำได้เป็นอย่างดีว่า การทดสอบการบินของจานบินครั้งนั้นเป็นช่วงกลางคือวันพฤหัสบดี เดือนมีนาคม ปี 1989 เป็นคือที่ถือว่าสะดวกมาก เนื่องจากจราจรการบินในวันนั้นมีน้อยที่สุด นอกจากนั้นเขายังได้พาเทรซีภรรยาของเขา รวมทั้งจอห์น เลียร์ และจีน ฮัฟฟ์ เข้าไปสังเกตการณ์ในระยะห่างจากบริเวณทดสอบไม่กี่ไมล์ เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับจานบินในศูนย์ปฏิบัติการเอส-4ด้วย
     
  2. ปีศาจร้าย

    ปีศาจร้าย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    673
    ค่าพลัง:
    +1,240
    ได้ข่าวว่าตอนนี้จะย้ายไปตั้งฐานที่ใหม่แล้ว
     
  3. tamsak

    tamsak ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    7,859
    กระทู้เรื่องเด่น:
    22
    ค่าพลัง:
    +161,167
    AREA 51 คงไม่เป็นความลับเท่าไรแล้วครับ สังเกตจากภาพยนตร์ต่างประเทศประเภทหนัง Si - Fi ที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวมัก
    จะกล่าวถึงเป็นประจำ..... เคยอ่านกระทู้บางอันที่พูดถึงสถานีลับใต้ดินในเมืองไทยที่สร้างขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว
    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่หลบภัยจากสงครามอาวุธนิวเคลียร์... ไม่รู้ว่าเป็นความจริงแค่ไหน ใครพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ
    เรื่องนี้บ้างครับ อยากรู้ว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า และอยู่ในจังหวัดไหน (แว่วๆ ว่าอยู่ทางภาคอีสาน)... หากใครมีข้อมูลก็นำมาเล่าสู่
    กันฟังบ้างนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...