สติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย นโมพุทธายะ๕, 21 สิงหาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    t-7UyTevRJKov_nSoW0coGRK73y1Aeg_pD&_nc_ohc=kRVJBDtUV7sAX-a6Px0&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-7.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    Bk60j-4XRLqt0Uc5tNLjS2pe0spUdw4BB&_nc_ohc=idfOhT6g4eMAX-GIA-G&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-6.jpg
     
  3. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    - อย่าทำบุญคนเดียว

    1f48e.png มีหลายท่านค่อยๆทยอยมาบอกกับอาตมาว่า "ต้องการสร้างพระประธานในโบสถ์ จะทำคนเดียว" คนนั้นมาก็บอกว่า"ขอทำคนเดียว" คนนี้มาก็บอก"ขอทำคนเดียว"

    แต่อาตมาก็ได้อธิบายไปกับบางท่านให้เข้าใจแล้วว่า สำหรับพระประธานนั้นมีเพียงองค์เดียวในอุโบสถ เพราะฉะนั้นเรามาเฉลี่ยบุญกันเถอะ ตั้งใจจะทำเท่าไรก็ทำเลย ไม่มีใครว่าอะไร

    อีกประการหนึ่ง ไม่ได้ให้กินความแต่เพียงองค์พระเท่านั้น ให้กินความรวมถึงฐานพระและสิ่งประกอบ ที่ว่าสิ่งประกอบนั้นเป็นอะไรบ้าง ว่าจะยังไม่บอก แต่จะให้รู้เพียงนิดหน่อยก็แล้วกัน ว่าเป็นสิ่งที่เป็นสิริมงคลแล้วก็มีคุณค่า

    เพราะฉะนั้น ถ้าจะว่าถึงเรื่องพระประทานแล้ว ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ทั้งองค์พระประธาน ทั้งฐาน ตลอดจนอะไรทั้งหมด นี่ก็คงไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านบาทนะคุณโยม ที่นี้ ท่านผู้ใดที่คิดจะร่วมกันทำบุญ อันนี้ก็ให้บอกต่อกันไปเลยว่าในวงเงินประมาณที่ว่านี้แหละ

    อาตมาใคร่จะเจริญพรให้ทราบกันอีกนิดหนึ่งว่า คุณโยมอย่าไปคิดเพียงว่า บุญจะต้องไปใหญ่อยู่ที่องค์พระ ถ้าไปคิดอยู่อย่างนั้นก็จะหงุดหงิดกัน ที่นี้ถ้าทำบุญแล้วมีความหงุดหงิดเข้า ก็จะเป็นกิเลส โดยเริ่มมาตั้งแต่จะขอทำแต่เพียงผู้เดียว นี่อย่างนี้ก็มี บางคนก็ยังใจกว้างหน่อยว่า เออ...คนอื่นจะทำด้วยก็ดี

    ความจริง เรื่องของบุญนี่ เป็นเรื่องใจกว้างนะ ต้องใจกว้าง ไม่ใช่ใจแคบ เพราะบุญเป็นเครื่องกำจัดกิเลส ใจจะได้ใส สภาพของใจมันใหญ่ตรงที่มันใสนะ

    เป็นอย่างนี้คุณโยม อาตมาจะบอกให้..

    1f534.png ความจริงแท้ๆนี่ ถ้าจะนึกว่าทำบุญอะไร จะได้เป็นผู้นำคน ก็คือ บุญที่เกิดจากการเป็นผู้นำบุญนั่นเอง

    คืออะไร ??

    คือ การบอกบุญ ชักนำคนอื่นเข้ามาในกองการกุศล มีทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล นี่แหละ ผลบุญจึงจะส่งให้เป็นผู้มีบริวารสมบัติ เมื่อมีบริวารสมบัติตัวเองก็เป็นผู้นำ

    แต่ผู้ที่ร่วมอนุโมทนาบุญ ก็อย่าไปคิดอย่างน้อยใจว่า เอ..แล้วเราจะต้องไปกินน้ำใต้ศอกคนอื่นละกระมัง ไม่ใช่!!

    บุญจะส่งว่า ถ้าเรายังมีสติปัญญาความสามารถน้อยกว่าผู้อื่น ที่เขาเป็นผู้นำบุญ เราก็อนุโมทนาบุญ ร่วมบุญไปกับเขาได้ และในโอกาสเช่นนี้ ก็จะเป็นเหตุเป็นผลให้เรามีพลัง กลายเป็นผู้นำบุญต่อไปอีกได้ เหมือนอะไร ?? เหมือนว่าแต่เดิมเราก็เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการชั้นตรี เมื่อมีคุณสมบัติเพียงพอเมื่อใด ก็เป็นชั้นโท แล้วก็ชั้นเอก แล้วก็ได้ตำแหน่งหัวหน้ากอง เป็นหัวหน้าเขา เราจะมีอธิบดีที่ดีถ้าเรารู้จักอนุโมทนาบุญที่ดี รู้จักเลือกผู้นำบุญที่ดี ก็จะได้ผู้นำที่ดี แล้วกำลังของเราก็จะสูงขึ้นๆไปเป็นลำดับ นี่คือลักษณะของบุญในทานกุศล จะให้ผลในอาการอย่างนี้

    เพราะฉะนั้น จะไปกลัวไย ที่เราจะอนุโมทนาบุญคนอื่น และเราจะคิดแต่เพียงว่าจะตามคนอื่น ไยไม่คิดจะนำคนอื่นบ้างละหรือ ? การเป็นผู้นำบุญนั่นแหละ บุญจะส่งให้เป็นผู้มีบริวารสมบัติ แล้วนั่น ก็หมายถึงว่าการเป็นหัวหน้าหรือผู้นำ เป็นที่เคารพสักการะบูชา หรือเป็นปูชนียบุคคลแก่ผู้อื่น ไม่ใช่มัวไปแย่งกันว่าพระประธานนี้อยากจะทำคนเดียว มันจะกลายเป็นกิเลสซะส่วนหนึ่ง แล้วบุญก็พลอยไม่สะอาดไปด้วย ถ้าอยากจะสร้างพระประธาน ทำบุญลงไปเลย เสียสละลงไปเลย แม้เราอยากจะสร้างทั้งองค์ ก็ทำลงไปเลยทั้งองค์ ใครเขาจะมาร่วม ก็อนุโมทนาบุญกับเขา

    คุณโยมพึงเข้าใจอีกประการหนึ่งว่า พระประธานไม่มีฐานตั้งอยู่ น่าดูไหม ? และมีแต่พระมีฐาน ไม่มีโบสถ์ อยู่ได้ไหม ? นี่..ขอให้คิดดูให้ดี

    อุปมาว่า แม้เราจะอยากเป็นกษัตริย์ เราเป็นกษัตริย์ไม่มีบัลลังก์ จะเป็นอย่างไรบ้าง ? อือ! เป็นกษัตริย์ไร้บัลลังก์

    ถ้าเป็นกษัตริย์มีบัลลังก์ แต่ไม่มีปราสาทราชวัง ไม่มีประเทศอยู่ ได้ไหม ?

    หรือ ถ้าเป็นกษัตริย์มีบัลลังก์ มีปราสาทราชวัง มีประเทศอยู่ แต่ไม่มีบริวาร ไม่มีพลเมืองที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี จะอยู่ได้ไหม ?

    เห็นไหมล่ะ เพราะฉะนั้น บุญที่เราจะได้ทำนี้ มันได้บุญรวมกันไปหมดเลย ดังนั้น เราจึงควรมาคิดช่วยกันสร้างโบสถ์ก่อน โดยเป็นทั้งผู้นำบุญ ชักชวนผู้อื่นให้มาร่วมบุญ ก็จะได้อานิสงส์คือมีบริวารสมบัติ เหมือนกับว่ามีพื้นดิน มีประเทศ มีพลเมือง มีอุปมานะ เป็นบริวารสมบัติ แล้วเราค่อยมาสร้างพระประธาน พร้อมด้วยรัตนบัลลังก์ด้วยกัน พอถึงตอนนั้นก็กลายเป็นของเล็กน้อยแล้ว ก็เพียง ๑ ล้านบาทเศษเท่านั้นนี่ เพราะบางทีเพียงเจ้าภาพ ๒-๓ เจ้าก็ครบแล้ว เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างหมดทั้งประเทศนะ เหมือนใคร ? ก็เหมือนต้นๆตระกูลของพระพุทธเจ้าของเรานะซิ

    ต้นตระกูลศากยวงศ์ ท่านทราบไหมว่ามีความเป็นมาอย่างไร ?

    เริ่มแต่สมัยก่อนพุทธกาล เป็นเวลาย้อนหลังไปนาน มีพระเจ้าโอกกากราชและพระมเหสี ที่มีพระราชโอรส ๔ พระราชธิดา ๕ รวมเป็น ๙ พระองค์ ต่อมา พระมเหสีองค์นั้นก็เสด็จทิวงคต ท่านก็มีมเหสีใหม่ และต่อมาก็ประสูติราชโอรส ๑ องค์

    มเหสีใหม่ ก็อยากจะให้ลูกของตนเองเป็นใหญ่ เมื่อเวลาเหมาะก็ทูลขอพรจากพระเจ้าโอกกากราช ซึ่งพระองค์ก็ลั่นพระวาจาไปว่า จะขออะไรก็จะให้ทั้งนั้น ก็ด้วยรักในพระมเหสีและพระราชโอรส พระนางจึงทูลทันทีว่า ขอราชบัลลังก์ให้โอรสของตน เลยจบกัน

    โอรสองค์ใหญ่เลยไม่ได้ราชสมบัติ ด้วยพระเจ้าโอกกากราชได้ทรงพลั้งพระโอษฐ์ไปแล้ว เลยจำต้องให้ราชโอรสราชธิดาทั้ง ๙ องค์ ไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ ซึ่งอยู่ในเขตสักกะชนบท อันเป็นส่วนเหนือของชมพูทวีป

    ทั้ง ๙ พระองค์ พร้อมด้วยอำมาตย์ ๘ คน และข้าราชบริพาร ก็ไปก่อตั้งเมืองขึ้นโดยคำแนะนำของท่านกบิลดาบส เมื่อสร้างเสร็จ ก็ได้ชื่อว่า"#นครกบิลพัสดุ์"

    ในสมัยนั้น พวกกษัตริย์ถือเอาความบริสุทธิ์ในการสืบสายเลือด ดังนั้น พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง ๙ องค์ ยกเว้นพระธิดาองค์ใหญ่ ก็ได้มีงานพิธีวิวาห์มงคลขึ้นเป็น ๔ คู่ แล้วจึงได้ตั้งวงศ์ขึ้นเป็น"#ศากยะวงศ์" นี่คือ วงต้นๆของพระพุทธเจ้า

    หลังจากนั้นไม่นาน พระเชษฐภคินี คือพระธิดาองค์ใหญ่ เกิดมีความรักกับเจ้าครองนครเทวทหะ ก็ได้มีการอภิเษกสมรส ไปตั้งวงใหม่ชื่อ"#โกลิยวงศ์"

    ตั้งแต่นั้นมา ๒ วงศ์นี้ ก็มีการแต่งงานกันมาตลอด เพื่อรักษาวงศ์อันบริสุทธิ์ไว้ จนมาถึงพระเจ้าสุทโธทนะ และเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งมีพระนางพิมพายโสธราเป็นมเหสี อย่างนี้เป็นต้น

    นี่ก็เป็นตัวอย่างว่า เขาได้พากันสร้างกันทั้งเมืองเลยนะ บุญที่ส่งให้สามารถทำได้เช่นนั้นก็คือ บุญที่เกิดจากทานกุศล ซึ่งได้ทำไว้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้น

    อย่างเช่นพวกเราช่วยกันสร้างสถาบันฯ สร้างโบสถ์ แล้วจึงไปสร้างพระประธาน นี่แหละ ที่สร้างกันได้อย่างนั้น ก็ด้วยอานิสงส์ทำนองนี้

    #บุญตามให้ผล

    ตามเรื่องราวในพระไตรปิฎกบางตอน ก็แสดงไว้ว่าแม้เพียงถือศีล ๘ แล้วตั้งจิตอธิษฐาน อยากจะเกิดเป็นพระราชโอรส พระราชธิดา ของพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อแตกลายทำลายขันธ์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดตามนั้นเหมือนกัน

    จะเห็นว่า เรื่องบุญนี่ เมื่อจิตใจสะอาด แล้วอธิษฐานไปด้วยดีแล้วนี้ หรือหากแม้ไม่ได้อธิษฐาน บุญก็ย่อมทำหน้าที่เองให้ผลเอง อย่าได้สงสัยเลย

    เท่าที่ได้เล่ามาให้คุณโยมฟังมานี้ ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ได้มีจิตใจที่กล้าหาญรื่นเริง ที่จะประกอบการบุญการกุศลที่ดีทุกอย่าง โดยไม่เฉพาะเจาะจง

    แต่..ให้รู้จักเขตหรือเนื้อนาบุญ ที่อุดมแก่การสร้างบุญสร้างกุศล ดังพันธุ์พืชที่ดี บรรยากาศที่ดี มีการดูแล ประคบประหงมที่ดี ทั้งทาน ศีล และภาวนา ลงท้ายก็คือการอบรมจิต ดำเนินไปตามแนวนี้แล้ว ก็จะมีแต่ความสุขแต่ฝ่ายเดียว.

    ______________
    เทศนาธรรมจาก

    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    ______________
    ที่มาของธรรมะจาก
    หนังสือ "บุญ+ทานกุศล"
    ______________
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
    ขอบพระคุณภาพประกอบธรรมะ


    O6enEkpx8wYa8viBsyZYDOnIMtA2BQ-3U&_nc_ohc=rUnbGpL2paAAX9Myt-z&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-8.jpg

    ?temp_hash=df7a3c58079d6bf9805e1e0d79569ede.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    HcBQwm0nrfSO1P4FKp_DT0fc6Ts3eucst-&_nc_ohc=5gmOaUFRIaQAX_68wR4&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk2-8.jpg



    . 1f4cc.png "... มนุษยธรรม ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ ถ้าว่า (กุศลกรรมบถ)๑๐ อย่างนี้ไม่บริสุทธิ์ละก้อ จะเป็นมนุษย์กับเขาไม่ได้ ต่อไป ในภายหน้าเป็นมนุษย์ไม่ได้ เป็นเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง สัตว์นรกบ้าง ต้องเป็นลงไปอย่างโน้น
    ถ้าว่าบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจ ไม่มีร่องรอยเสียเลยละก้อ เป็นมนุษย์ ได้แท้ ๆ ไม่ต้องไปสงสัยหละ แตกกายจากมนุษย์ ก็ไปเป็นมนุษย์อีกต่อไป เขาเรียกว่า ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์
    1f4cc.png เมื่อประพฤติถูกส่วนของธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แล้ว อายตนะมนุษย์ก็ดึงดูด ดึงดูดอย่างไรล่ะ เขาก็เคยกันแล้วเรียกว่าอายตนะดึงดูด เรานอนเฉย ๆ อยู่ในมุ้งในม่านนั้นแหละ พอประกอบธาตุธรรมถูกส่วน ดึงดูดมนุษย์เข้ามาในท้องได้ นั้นแหละ ดึงดูดจริง ๆ อย่างนี้

    ที่จะไปเข้าท้องมนุษย์นั่น ต้องบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ จึงเข้าไปได้ ถ้าไม่ บริสุทธิ์ด้วยกาย วาจา ใจ อายตนะไม่ยอมดึงดูด ดูดแล้วก็เลยไปเสีย

    1f4cc.png ถ้าบริสุทธิ์ไม่ได้ ก็ไปไม่ได้ เหมือนอะไร เหมือนแม่เหล็กกับลูกเหล็กที่มันดึงดูดกัน ถ้าลูกเหล็กมันโตกว่าละ ดึงดูดไม่ได้ เข้าไม่ได้ เหล็กมันเล็กกว่าก็ดึงดูดได้ละซิ มันถูกส่วนเข้ามันก็ดึงดูดได้ มันโตกว่าหรือหนักกว่า ก็ไม่ถูกส่วน

    เหตุนี้เมื่อบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ แล้ว ก็ถูกส่วน ส่วนของอายตนะของมนุษย์ทีเดียว อายตนะของมนุษย์ดึงดูดกายก็เกิดมาเป็นมนุษย์ ถ้าว่าต่ำกว่ามนุษย์ลงไป ไม่บริสุทธิ์ดังกล่าวแล้ว อายตนะเปรตดึงดูด อายตนะอสุรกายดึงดูด อายตนะสัตว์เดรัจฉานดึงดูด

    1f4cc.png เขาโจษกันออกลั่นโลกไป มนุษย์ไปเกิดในท้องหมา มนุษย์แท้ ๆ ออกมาเป็นมนุษย์ ตัวเท่า ๆ ลูกมะนาวได้ ตัวก็สัก ๗ นิ้วฟุต ตัวขนาดนั้น วัดตัวโดยรอบก็ ประมาณราว ๆ ไม่กี่นิ้วนัก เป็นมนุษย์จริง ๆ ออกมาหายใจได้ ๒๐ นาทีแล้วก็ตายไป นี่เห็นแล้วว่า อ้อ! ไอ้ทำผิดไปเกิดเป็นมนุษย์ มันไม่เกิดในมนุษย์ ไปเกิดในสุนัขเสียได้ ว่าไอ้สุนัข ต่างหาก

    มนุษย์ต่างหาก มนุษย์แท้ ๆ ไปเกิดเป็นสุนัขได้ นี่ให้เป็นตัวอย่างเทียว อ้อ! ไอ้นี่ ไปเกิดในมนุษย์ไม่ได้ เพราะทำผิดจากมนุษย์ก็ไม่เกิดเป็นมนุษย์ เหตุนี้นี่ขั้นต้นเทียว เราเป็นมนุษย์นะ อยู่ได้ ครอบครองบ้านเรือนมีสามีภรรยา มีบุตรและธิดารวมกันอยู่เช่นนี้นะ ต้องรู้จักหลักอันนี้ ธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ให้บริสุทธิ์เทียวนะ ..."

    270d.png คัดลอกบางส่วนจาก 270d.png
    พระธรรมเทศนา เรื่อง ภัตตานุโมทนากถา
    เทศน์เมื่อ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๗



    พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)


    ที่มา https://web.facebook.com/LuangPuSod...R6t1n8RSm-Q9iF1zF5v0jXbhAMFafXwg&__tn__=-UC*F
     
  5. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    Hwp120-w9StohL-X-p9reVaFU8HfZB5Ag&_nc_ohc=aHw50FO2GogAX-OrTHV&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    nmT70yx7nWy5DZP8NkNoAZXn9uokAaCaw&_nc_ohc=-ys1S8fmI8cAX-7jrta&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-8.jpg
     
  7. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    - วิชชาธรรมกายกับการเจริญอานาปานสติ ( วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี)
    1f48e.png พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ กำหนดฐานที่ตั้งใจไว้สำคัญนัก เพราะตรงนั้น เป็นที่ตั้งของธรรมในธรรมฝ่ายบุญฝ่ายกุศล และก็กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต คือ ทั้งธรรมและกายและใจตั้งอยู่ตรงนั้น ณ ภายในมีเท่าไร สุดละเอียดเพียงไหน อยู่ตรงนั้น ถึงนิพพานทีเดียว เพราะฉะนั้น ท่านให้เอาใจไปจรดไว้ตรงนั้น
    ที่นี้ ศูนย์กลางกาย ซึ่งเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม อยู่เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ #กลางพระนาภี"
    2733.png พระพุทธเจ้าทรงสอนอานาปานสติ
    เมื่อลมหยุดก็ไปหยุดกลางพระนาภี
    ถึงให้กำหนดใจกี่ฐานๆก็แล้วแต่
    สำหรับผู้ทำอานาปานสติ กำหนดที่ตั้งสติลมหายใจผ่านเข้าออกทางปากช่องจมูก หรือปลายจมูก ที่ลำคอ และที่กลางพระนาภี นี่อย่างน้อย 3 ฐาน เขามักจะกำหนดกัน กำหนดอานาปานสติ 3 ฐานเป็นอย่างน้อย
    2733.png กำหนดอะไร ?
    กำหนดสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก กระทบอย่างน้อย 3 ฐาน นี้สำหรับผู้ปฏิบัติทั่วไป แต่เมื่อลมละเอียดเข้าไปๆๆแล้ว โดยธรรมชาติลมหายใจจะสั้นเข้าๆๆ ละเอียดเข้า ทรงสอนว่าลมหายใจเข้าออกพึงมีสติรู้ ลมหยาบ ลมละเอียด ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น พึงรู้ มีสติรู้ จนถึงลมหยุด
    2733.png หยุดที่ไหน ?
    หยุดที่กลางพระนาภี หยุดกลางพระนาภีก็คือศูนย์กลางกายนั่นแหละ ตรงที่สุดลมหายใจเข้า-ออก หรือที่ตั้งต้น หรือจะเรียกว่าต้นทางลมหรือปลายทางลมก็แล้วแต่จะเรียก จริงๆแล้วอยู่ตรงกลางกายตรงระดับสะดือพอดี ที่หลวงพ่อเรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ 6
    แต่ว่า ถ้าว่าเอาใจไปจรดตรงนั้นนะ จะไม่เห็นธรรมในธรรม กายในกาย จิตในจิต..ชัด เพราะเหมือนอะไร เหมือนเอาตาแนบกระจก ไม่เห็นเงาหรือภาพข้างในฉันใด หลวงพ่อก็เลยให้ขยับเห็นจำคิดรู้..คือใจ ที่ตั้งเห็นจำคิดรู้ให้สูงขึ้นมาเหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ เหมือนเราขยับสายตาเราห่างจากกระจก เราจะเห็นเงาได้ชัดเจน
    ประกอบกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายและใจ มีธรรมชาติหรืออาการเกิดดับตามระดับจิตหรือภูมิของจิต คือ เมื่อจิตสะอาดยิ่งขึ้นจากกิเลส จิตดวงเดิมก็ตกศูนย์จากศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ลงไปสู่ศูนย์กลางกายฐานที่ 6 ธรรมในธรรมที่ใสบริสุทธิ์ ซึ่งมีจิตหรือจิตในจิตซ้อนกันอยู่ที่ใสบริสุทธิ์กว่า ก็ลอยเด่นขึ้นมาศูนย์กลางกายฐานที่ 7 แล้วก็ทำหน้าที่ของตนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสัตวฺจะเกิด จะดับ จะหลับ จะตื่น จิตดวงเดิมจะตกศูนย์ จิตดวงใหม่ลอยเด่นขึ้นมาตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เพื่อทำหน้าที่ต่อไป
    ตรงนี้ นักปริยัติบางท่านก็เข้าใจว่าจิตเกิดดับ แต่เกิดดับอย่างไรไม่รู้ เพราะไม่เคยเห็น และยังมีบางท่านที่ละเอียดเข้าไปกว่านั้นอีก บอกว่าจิตเดิมแท้ๆไม่ได้เกิดดับนะ ที่เกิดดับนั้นเฉพาะอาการของจิตที่มีกิเลสของจรมาผสม หรือว่ามีบุญเข้ามาชำระกิเลสนั้น จิตก็เปลี่ยนวาระ เป็นอาการของจิต
    คือ ถูกทั้งนั้น แต่ว่า..อาการของจิตที่เกิดดับตรงนั้น มาปรากฏตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 หลวงพ่อก็เลยกำหนดที่เหมาะๆ สำหรับที่ควรเอาใจไปหยุด ไปจรด ไปนิ่ง ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ 7 อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นที่ตั้งของกายในกาย จิตในจิต และธรรมในธรรม อาตมาพูดจิตในจิตให้พึงเข้าใจว่า รวมทั้งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าด้วยกัน นี้เป็นเรื่องที่ 3 ที่หลวงพ่อกำหนดไว้ เพื่อให้เข้าพิจารณาเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ณ ภายใน ไปสุดละเอียด เป็นตัวมหาสติปัฏฐาน 4 ไปจนถึงนิพพาน และเป็นตัวชำระกิเลส ณ ที่ตรงนั้น ด้วยหยุดในหยุดกลางของหยุด เพราะถูกกลางของกลางธรรมในธรรม ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป เป็นการละหรือปหานอกุศลจิตเรื่อยไป จึงมีสภาวะที่เป็น"#นิโรธดับสมุทัย"
    2733.png ที่นี้ มีธรรมชาติสำคัญอันหนึ่ง เมื่อกี้กล่าวมาถึงว่า เมื่อใจหยุดนิ่งจะตกศูนย์เองโดยธรรมชาติ ณ ที่ตรงนั้น ลอยเด่นขึ้นมาก็ตรงนั้น กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม เมื่อผู้เจริญภาวนากระทำอานาปานสติหรือเจริญอานาปานสติ ถึงจะตั้งสติไว้ตรงไหนฐานไหนก็ตาม ถ้าว่าจิตละเอียดลมหายใจจะสั้นเข้าๆๆๆ มีสติสัมปชัญญะก็อยู่ตรงนั้น รู้ตรงนั้น ลมหายใจไม่ได้ไปอยู่ตรงแม่เท้าหรือหัวเข่า หรืออยู่บนกลางกระหม่อม ก็ไม่ใช่ทั้งนั้นนะ ลมหายใจมันละเอียดเข้าไปๆๆ ไปหยุดตรงกลางพระนาภี
    1f514.png เพราะฉะนั้น หลวงพ่อก็เลยให้ตั้งใจไว้ตรงนั้น ที่แท้ก็คือเป็นตัวอานาปานสตินั้นเอง เป็นอยู่แล้ว แต่ว่าหลวงพ่อไม่เพ่งเล็งเรื่องให้สาวลมหายใจเข้า-ออก
    เพราะอะไร ?
    เพราะรู้ว่าธรรมชาติของใจจะหยุดนั้น ให้สังเกตดูว่าหลวงพ่อเอาอะไรมาประกอบการเจริญภาวนา ท่านจะเอาผลอย่างน้อยส่วนหนึ่งหรือขั้นหนึ่ง มาเป็นเหตุเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการปฏิบัติ ในเมื่อผลของอานาปานสติใจหยุดตรงกลางพระนาภี ก็เลยให้กำหนดใจอยู่ตรงนั้น สติรู้ลมหายใจเข้าออกจึงอยู่ตรงนั้น จะได้ไม่ต้องสาวไปสาวมา
    ผู้ที่ไม่รู้เหตุรู้ผลของอานาปานสติ จะสาวลมหายใจเข้า-ออกอยู่นั้นแหละ จิตก็หยาบ คือ จะละเอียดได้ครึ่งหนึ่ง แต่จะไม่ละเอียดที่สุด เพราะต้องสาวลมหายใจเข้า-ออก ลมจึงไม่ละเอียดที่สุด และก็ไม่สามารถที่จะหยุดนิ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ที่แท้จริงได้เลย ไม่ได้ถึงผลของอานาปานสติที่แท้จริงตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็ได้ผลส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ไม่ได้เลย
    แต่ผู้ที่รู้ ผู้ที่ปฏิบัติพระกัมมัฏฐานที่รู้นี่ อานาปานสตินี่ เขารู้นะว่าลมหายใจเข้าออกยาว แล้วค่อยๆสั้นเข้าๆ ค่อยๆละเอียดไปหยุดอยู่ตรงกลางพระนาภี รู้ทุกท่าน พระอริยเจ้ารู้ทุกท่าน เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนว่าให้นำนิมิตไปพิจารณาที่ศูนย์กลางกาย
    1f514.png เพราะฉะนั้น
    เรื่องอานาปานสตินี้วิชชาธรรมกายมีอยู่ เป็นอยู่แล้ว และหลวงพ่อพูดและสอนถึงอยู่เสมอ แต่มิให้ไปกังวลเรื่องการสาวลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งจะทำให้ใจไม่ละเอียดที่สุด คือละเอียดได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงที่สุด เพราะฉะนั้นจึงให้ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ศูนย์กลางกาย อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นที่สุด-เป็นที่ตั้งต้นลมหายใจเข้า-ออก ให้มีสติรู้ตรงนั้น เมื่อจิตละเอียดก็หยุดตรงนั้นเอง
    แม้อาตมาเอง บางครั้งรู้ว่าโยมกำหนดนิมิตดวงแก้วใส นึกไม่เห็น อาตมาจะมีอุบายบอกโยมว่า ทำใจให้สว่างเหมือนกลางวัน นึกให้เห็นดวงแก้วเหมือนกับว่ามีอยู่แล้วในท้องของเรา นึกให้เห็นลมหายใจเข้าออกกระทบดวงแก้ว ก็แปลว่า ให้สติอยู่ตรงศูนย์กลางดวงแก้ว เห็นลมหายใจเข้าออกนี้เป็นตัวอานาปานสติ แต่ไม่ต้องสาวลมหายใจเข้าให้จิตละเอียดเร็วขึ้นหยุดเร็วขึ้นกว่าเห็น พอนึกเห็นลมหายใจเข้าออกกระทบดวงแก้วได้ที่แล้ว ปล่อยความสนใจในลมหายใจเข้า-ออก เพื่อให้จิตละเอียดยิ่งขึ้น และหยุดได้เร็วตรงนั้น นี่ก็เป็นอุบายและเป็นตัวอานาปานสติจริงๆ
    2733.png ด้วยให้เข้าใจว่า หลวงพ่อท่านสอน แต่ไม่สอนให้สาวลมหายใจเข้า-ออก ให้มีสติรู้อยู่ตรงกลางของกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมแห่งเดียว เพื่อจิตจะได้หยุดเร็ว หยุดถูกที่ เร็วด้วยและก็ถูกที่ด้วย
    ถูกที่อะไร ?
    ตรงกลางกำเนิดธาตุธรรมเดิม ถูกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ตรงนั้นเป็นตัวอานาปานสติ และเข้าใจสติปัฏฐาน 4 ตรงนั้นเลย มีสติเห็นคือเห็นจริงๆ ไม่ใช่นึกเห็น พอใจหยุดมันไม่ได้นึกหรอก สิ่งที่เห็นนั้นไม่เคยนึกเห็นได้มาก่อน อย่างเช่น กายทิพย์ พรหม อรูปพรหม นี้ ไม่เคยได้ไปนึกเห็นกายละเอียดมาก่อนว่าจะสวยอย่างนั้น จะละเอียดอย่างนั้น มีโน่น มีนี่ ไม่รู้หรอก แต่พอใจเข้าถึง ก็เห็นด้วยใจอย่างนั้น
    เพราะฉะนั้น คนไม่ทราบมักจะวิจารณ์ว่าการปฏิบัติแบบเรานี้เป็นวิปัสสนึก คือนึกเอา ที่แท้ไม่ได้นึก ใจหยุด ไม่ใช่ใจนึก นึกตอนแรกเพื่อให้ใจมารวมกัน คือเห็นจำคิดรู้มารวมกัน พอใจหยุดแล้วก็หยุดในหยุดกลางหยุด ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อย สิ่งที่เห็นก็จึงเป็นของจริงโดยสมมติถ้าสิ่งที่เห็นนั้นยังอยู่ในระดับโลกิยะ ถ้าสุดละเอียดไปเมื่อถึงโลกุตตรธรรมเป็นของจริงโดยปรมัตถ์ ให้เข้าใจอย่างนี้นะ.
    _______________
    เทศนาธรรมจาก
    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    _______________
    ที่มาของธรรมะจาก
    "ตอบปัญหาธรรมะปฏิบัติ"
    _______________
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า.
    JLAIb8ctNJ3ZAFPL7ZtdpoM850N3d1qQQ_7uEqjmag7KSa2YqOAUeu_ysgB08&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-7.jpg
    =AZWejJeOrNL4WCjmZYkyNjqyngMCugTqMiyqZZWRdORyKl3qi1cnAy5ewzSeOBChCA6bALkPdXr7TOlWDYXq_keJLt0fwFk0Hr20OpMnNeLNlPEFSTCPCWsbLPYtjKRZvxAMAgAZhGg05ks3O1AZEytop0P3AV_iTwwXQkLKN_ebSOKwVp4yoY2OxNGr7x56Y2k&__tn__=*bHH-R']
    =AZWejJeOrNL4WCjmZYkyNjqyngMCugTqMiyqZZWRdORyKl3qi1cnAy5ewzSeOBChCA6bALkPdXr7TOlWDYXq_keJLt0fwFk0Hr20OpMnNeLNlPEFSTCPCWsbLPYtjKRZvxAMAgAZhGg05ks3O1AZEytop0P3AV_iTwwXQkLKN_ebSOKwVp4yoY2OxNGr7x56Y2k&__tn__=*bHH-R']

    8DLFgpt3Z-0ftB4CJBLCUlGpGUC5vKMoY&_nc_ohc=jlWcMypXgiwAX-aJB-e&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-4.jpg
    =AZWejJeOrNL4WCjmZYkyNjqyngMCugTqMiyqZZWRdORyKl3qi1cnAy5ewzSeOBChCA6bALkPdXr7TOlWDYXq_keJLt0fwFk0Hr20OpMnNeLNlPEFSTCPCWsbLPYtjKRZvxAMAgAZhGg05ks3O1AZEytop0P3AV_iTwwXQkLKN_ebSOKwVp4yoY2OxNGr7x56Y2k&__tn__=*bHH-R']
    =AZWejJeOrNL4WCjmZYkyNjqyngMCugTqMiyqZZWRdORyKl3qi1cnAy5ewzSeOBChCA6bALkPdXr7TOlWDYXq_keJLt0fwFk0Hr20OpMnNeLNlPEFSTCPCWsbLPYtjKRZvxAMAgAZhGg05ks3O1AZEytop0P3AV_iTwwXQkLKN_ebSOKwVp4yoY2OxNGr7x56Y2k&__tn__=*bHH-R']

    =AZWejJeOrNL4WCjmZYkyNjqyngMCugTqMiyqZZWRdORyKl3qi1cnAy5ewzSeOBChCA6bALkPdXr7TOlWDYXq_keJLt0fwFk0Hr20OpMnNeLNlPEFSTCPCWsbLPYtjKRZvxAMAgAZhGg05ks3O1AZEytop0P3AV_iTwwXQkLKN_ebSOKwVp4yoY2OxNGr7x56Y2k&__tn__=*bHH-R'] WuFOpxtB2s3muZcbBG_yaCBApZwi7uaQ6&_nc_ohc=MhBTTg_eJi8AX84BGRV&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-1.jpg


    ที่มา https://web.facebook.com/profile.ph...LKN_ebSOKwVp4yoY2OxNGr7x56Y2k&__tn__=-UC,PH-R
     
  8. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    #ติดอาลัยก็ไปนิพพานไม่ได้
    1f33c.png ทำไมเราจะถอนอาลัยอันนี้ได้ละ อาลัยเป็นอย่างไร นกกะเรียนว่ายน้ำในเปือกตม มันนิยมนักในเปือกตมนั่นนะ นกกะเรียนมันไม่ขึ้นมาจากเปือกตมนะ มันเพลิดเพลินของมันทีเดียว กว่ามันจะขึ้น มันล่องลอยไปทางซ้ายทางขวาทางหน้าทางหลัง วกไปวกมาๆ เพลินอยู่ในเปือกตมนั่น ชุ่มชื่นของมัน ชุ่มชื่นสบายอกสบายใจของมัน รื่นเริงบันเทิงใจของมัน มันไม่อยากจะขึ้นเลยทีเดียว มันพิเร้าพิรึงอยู่กับเปือกตมของมันนั่นแหละ
    1f3af.png นี้แหละฉันใด สัตว์โลกที่ติดอาลัย ก็เหมือนอย่างกับนกกะเรียนติดเปือกตมอย่างนี้แหละ ถอนไม่ได้ ถอนก็ติดโน่นติดนี่ ติดทางนั้นติดทางนี้ ก่อนเราเกิดเขาก็ติดกันอยู่อย่างนี้แหละ
    1f33a.png เมื่อเราเกิดมาก็ติดอยู่อย่างนี้แหละ ติดอยู่เหมือนกันทั้งนั้น ก็เมื่อนี้เป็นของเราเมื่อไรเล่า ตัวก็ไม่ใช่ของเรา อ้ายลูกก็ไม่ใช่ของเรา อ้ายผัวก็ไม่ใช่ของเรา เมียก็ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน อ้ายหลานว่านเครือก็ไม่ใช่ของเรา เงินทองข้าวของไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ทั้งนั้น เขาสำหรับภพ 3 ของเขา
    1f338.png เราก็มาในภพ 3 ก็ใช้ของภพ 3 ไป ร่างกายมนุษย์ก็ใช้ของภพ 3 เขาไปเกิดในภพทิพย์ก็ใช้ในภพทิพย์เขา เกิดในจาตุมหาราช ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ดีวิเศษขึ้นไปกว่านี้อีก ก็ถึงกระนั้น ก็ติดอยู่ไม่ได้
    1f33c.png เมื่อรู้จักความจริงเช่นนี้ อย่าได้กริ่งใจอะไร อย่าได้สงสัยอะไร ถ้ารู้จักชัดเสียเช่นนี้ แล้วก็มีธรรมกายแล้วจะได้เห็นปรากฏหมดทุกสิ่งทุกประการ เห็นแล้วและได้รู้แล้ว ก็จะติดทำไมเล่า เมื่อติดอาลัยหรือ ก็ปล่อยอาลัยเสีย
    1f449.png ฉะนั้น ท่านจึงได้วางตำรับตำราไว้ว่า อาศัยนิพพาน ไม่มีอาลัย จากอาลัย อาลัยอันนั้นไม่เกี่ยวกับนิพพาน ต้องหลุดจากอาลัยอันนั้น จึงจะไปนิพพานได้ บอกชัดอย่างนี้นะ.
    หลวงพ่อสด จนฺทสโร


    ?temp_hash=078c9e003095a5ac87a5b3e0b575b08f.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    ธรรมกาย ธาตุล้วนธรรมล้วนที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง


    ถาม :: ผู้ปฏิบัติ ไม่เห็นนิมิตธรรมกาย คือ ปฏิบัติสายอื่นแต่ระดับจิตถึงธรรมกายนั้นมีไหม ?

    ตอบ ::
    ข้อหนึ่ง คำว่านิมิตธรรมกายนั้น อย่าพูดเลยนะ ธรรมกายไม่ใช่นิมิตนะ ของจริง นิมิตมี 2-3 อย่าง ให้เข้าใจประเภทของนิมิต
    1f56f.png หนึ่ง นึกขึ้น นึกให้เห็น เช่น นึกให้เห็นดวงแก้ว เรียกว่าบริกรรมนิมิต เจริญภาวนาไป ใจหยุดรวมได้อุคคหนิมิต เห็นเป็นดวงใสขึ้นมา แต่เห็นอยู่ไม่ได้นาน
    ใจก็รวมหยุดแน่วแน่เข้าไปอีก ถึงปฏิภาคนิมิต (นิมิตติดตา) ระดับสมาธิก็ชั้นสูงจากขณิกสมาธิ-อุปจารสมาธิ นี่ระดับต่ำ สูงขึ้นไปเป็นปฏิภาคนิมิตก็อัปปนาสมาธิ นั่นระดับปฐมฌาน ตรงนั้นชื่อว่านิมิตอย่างหนึ่ง คิดเอาแล้วจิตค่อยหยุดนิ่ง ถ้าที่คิดเอานั้นกลายเป็นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต นี่ประเภทหนึ่ง
    1f56f.png อีกประการหนึ่ง นอนฝัน ฝันก็เป็นนิมิต เรียกว่าสุบินนิมิต
    ถ้าไม่นอนฝัน อะไรๆที่เรามองเห็นนี่เรียกว่านามรูป ก็เห็นเป็นนิมิตก็ได้ อย่างตัวท่านจะเรียกเป็นนิมิตก็ได้
    การมองเห็นข้างในก็เป็นนิมิต
    คือจากกายมนุษย์ เห็นกายมนุษย์ละเอียด
    ทิพย์-ทิพย์ละเอียด
    พรหม-พรหมละเอียด
    อรูปพรหม-อรูปพรหมละเอียด
    แต่นิมิตมีของปลอม กับของจริง
    1f56f.png ของปลอม คือ ไม่นึกจะเห็น แต่ก็เห็นแปลกประหลาดไป ไม่เป็นไปตามที่เป็นจริง จริงนี้หมายถึงจริงโดยสมมติ บางทีนั่งแล้วเห็นเสือกระโดดโฮ้กเข้าใส่ แต่เปล่า เสือไม่มี นี่ก็เห็นได้เช่นกัน หรือบางคนนั่งแล้วเห็นผี แต่เปล่า ผีไม่มี นี่เรียกว่าเห็นของไม่จริง จะเกิดแก่ผู้ที่เอาใจออกนอกตัว
    หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงให้เอาใจเข้าในตัว เพื่อชำระใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ หยุดนิ่งเป็นอารมณ์เดียว ปราศจากกิเลสนิวรณ์ จิตใจก็เที่ยง เห็นตามที่เป็นจริง พอ"#ใจ"หรือเห็น-จำ-คิด-รู้ ที่เห็นนะ มันไปวางอยู่ตรงกำเนิดธาตุธรรมเดิม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกาย เวทนา จิต ธรรม ณ ภายใน มันก็เห็นตรงตามนั้น สิ่งที่เห็นอย่างนั้น เห็นจริงโดยสมมติ
    1f56f.png นิมิตจริง เห็นนาย ก. นาย ข. เห็นพระ เห็นเณร เห็นแม่ชี เห็นของจริงทั้งนั้น ที่เห็นๆอยู่นี่ เห็นเข้าไปข้างในตามที่เป็นจริง ก็จริง แต่ว่าจริงโดยสมมติ
    นี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า
    "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อไม่โดดเดี่ยวยินดียิ่งในความเงียบสงัดแล้ว จักถือเอานิมิตแห่งสมาธิจิต และวิปัสสนาจิตได้นั้น ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้"
    1f514.png แต่ถ้ามันเลยนิมิตนี่ไป เห็นธาตุล้วนธรรมล้วนจริงๆ เขาไม่เรียกว่านิมิต เพราะนิมิตชื่อว่าเบญจขันธ์หรือนามรูป เกิดแต่อวิชชา
    แต่ธรรมกายไม่ใช่เบญจขันธ์ เป็นธรรมบริสุทธิ์ จึงเรียกว่าธรรมขันธ์ เหมือนพระรุ่น 4 ที่ว่าดังๆนั่น พระผงธรรมขันธ์ ก็ธรรมกายนั่นแหละ ไม่เกิดแต่อวิชชา เป็นกายที่พ้นภพสามนี้ไป เป็นของจริง เป็นปรมัตถธรรม
    แต่ว่า จำเพาะส่วนที่ยังไม่บรรลุ คือจัดเป็น"โคตรภู" คืออยู่ระหว่างโลกิยะกับโลกุตระ แต่กำลังจะขึ้นไป
    แต่ถ้าว่าเป็นธรรมกายมรรค ธรรมกายผล พระนิพพานแล้วละก็ เป็นธรรมขันธ์แท้ๆ ชัดเจน ไม่เรียกว่านิมิต ไปเข้าใจผิดกันแล้วเอามาโจมตีกันเรื่องนี้แหละ เพราะเขาแยกนิมิต แยกของจริงของปลอมไม่ค่อยชัดเจน ก็มั่วไป ก็ไปคลุมว่าเห็นอะไรเห็นได้เรียกว่านิมิต จริงๆนิมิตอยู่ในครรลองในสภาวะที่จะสัมผัสได้ด้วยอายตนะของกายในภพสาม คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น เห็นกายมนุษย์-คือตาเห็นรูป หรือว่าทิพพจักษุ-เห็นกายทิพย์ พรหมจักษุ-เห็นกายพรหม อย่างนี้เป็นของในภพ 3
    แต่ว่าเห็นโดยพุทธจักษุ ตรงนี้ไม่ใช่นิมิตหละ ของจริง มันเข้าเขตปรมัตถ์ ที่โจมตีกันไม่ถูกหรอก เพราะเข้าไม่ถึงเลยไม่รู้เรื่อง ก็ตีกันไป ก็ไม่ว่ากระไร เป็นเรื่องของท่านจะเข้าใจอย่างไร ก็ว่ากันไปตามเรื่อง แต่ว่าจะได้ผลเป็นบุญเป็นบาปอย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องของท่านอีกเหมือนกัน
    1f514.png สรุปว่า เขาถามว่าปฏิบัติสายอื่น แต่ระดับจิตถึงธรรมกายน่ะมีไหม ?
    มี ต้องมี อันนี้ไม่ปฏิเสธนะ จะสายพุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอะระหัง หรือว่าอะไรๆก็ตาม ถ้าจิตถึงก็ถึง ไม่มีปัญหา
    ถ้ามี จะหลุดพ้นหรือไม่ ?
    หลุดพ้นสิ ทำไมจะไม่หลุดพ้น.
    _________________
    ศึกษาธรรมะกันอย่างกระจ่างแล้ว
    อย่าลืมกด Like & Share ธรรมะ เป็นธรรมทานกันด้วยนะครับ ..Admin Page 1f468_200d_1f393.png
    _________________
    เทศนาธรรมจาก
    พระเทพญาณมงคล
    หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
    วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    อ.ดำเนินสะดวก
    จ.ราชบุรี
    _________________
    ที่มา
    หลักวิชชาธรรมกาย
    หนังสือตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ
    _________________
    เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
     
  10. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    ?temp_hash=6bf34e02f6a36352fee04e11e86f30c5.jpg


    ให้ภาวนาบ่อยๆ เนืองๆ กิเลสก็เบา เบาไป ดีไปเรื่อยๆ ให้รู้ตัวอยู่เรื่อยไป เคยหงุดหงิดจะโกรธซัก 10 ที ก็ให้เหลือ 8 พอทีหลังให้เหลือ 6 สติคอยกำกับเอาไว้ ยังไม่เห็นช่างมัน
    ถึงเวลาเบากาย เบาใจ จิตใจเป็นอิสระได้ มันหยุดนิ่งมันถูกส่วนเข้า เห็นเองเป็นธรรมดา

    หลวงป๋า


    ที่มา https://web.facebook.com/profile.ph...7IYzgUrs-FtUStugtkFKgqHAXGv8HHhg&__tn__=-UC*F
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    N8yI9S3GeRmB4umU7mEtZB7yafsH1VQnd&_nc_ohc=aU9gWqdjMUAAb5uBA0X&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-3.jpg
     
  12. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    ofN9fC5r6yLntI1YHeHwLDh24Bl7C&_nc_ohc=cWDEmi4PqD0Q7kNvgEQJqpY&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-8.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    Kz9Ua8uv_1XBtkTSuCu7OoYYhWJqt&_nc_ohc=y5aT_XAkX5kQ7kNvgFmS6sx&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk22-8.jpg
     
  14. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    เมื่อเราจะเข้ามาบำเพ็ญบารมี เราต้องฝืนอำนาจของกิเลสมารและบ่วงมาร คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ นั้นแหละ ต้องฝืนให้ได้ ถ้าฝืนได้เราก็ชนะ
    เหมือนชิงแชมป์มวยนั่นแหละ ตอนแรกก็ชนะหน่อยนึง เป็นแชมป์บ้านนอก ถัดมาก็แชมป์มีอันดับของเขาในประเทศ แล้วก็แชมป์ภาค แล้วก็แชมป์ต่างประเทศ แล้วก็จะถึงแชมป์โลก ก็จะมีคู่ต่อสู้ของเราที่หนักๆยิ่งๆขึ้นไปตามลำดับ นี้เป็นของธรรมดา ต้องรู้เท่าทัน เราก็ต้องสู้ อย่านึกกลัว
    เพราะว่าสู้หรือไม่สู้ เราก็ต้องตาย ใช่ไหม ต้องตายแหงๆอยู่แล้ว เพราะว่ากายของเราทั้งหมด มารเขาปรุงอยู่แล้ว มีฝ่ายบุญฝ่ายสัมมาทิฏฐิอยู่ส่วนหนึ่ง หน่อยเดียวเท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นฝ่ายของมารเขาปรุงขึ้นมาเป็นสังขาร เป็นเบญจขันธ์ เป็นนามรูป จึงต้องมีสภาพที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    ถ้าไม่งั้นไม่ต้องตายสิ ที่ต้องตายนี่ มารเขาปรุงขึ้นจากปัจจัยต่างๆ นี่เค้าปรุงแต่งตลอดหมดทั้งภพ 3 ต่อให้เป็นอรูปพรหมมีอายุนานเท่าไหร่ๆ พระพุทธเจ้ามาตรัสตั้งหลายองค์ก็ไม่ตายเสียที ลงท้ายก็ตาย แต่ว่านานกว่าจะตายเท่านั้นเอง
    สัตว์โลกทั้งหมดในภพสามนี่มารเค้าปรุงขึ้นทั้งนั้น แต่ว่าเขาปล่อยให้ฝ่ายบุญมาร่วมปรุงด้วย เลยได้เข้าถึงสุคติกันพอสบายหน่อย
    เพราะฉะนั้น ใครจะพ้นโลกไปนิพพาน เขาจึงไม่ปล่อยไปง่ายๆ บางทีพระดังๆถ้าเผลอสติก็เสร็จภาคมารเขา ถ้าเห็นผู้หญิง มองตาเชื่อม หรือว่าใช้คำพูดหวานๆกับผู้หญิง ก็เสร็จเขานั่นแหละ ไม่มีปัญหา ถ้าไม่รีบทำให้ดีในชาตินี้ ท่านจะลำบากอีกต่อไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน


    พระเทพญาณมงคล
    อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
    ....................................................................
    สู้"มีคติเป็น สอง ไม่แพ้ ก็ ชนะ
    "หนี"มีคติเดียว คือ แพ้ลูกเดียว
    แต่ถ้า "ไม่สู้ ไม่หนี ทำดีเรื่อยไป"
    มีแต่ ชนะ อย่างเดียว
    โอวาทธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ สด จันทสโร


    ?temp_hash=c2fea9a997b29abb4aa678b464a880e7.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
  16. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ในเวลาบ่ายข้าพเจ้าได้พบหญิงชาวเนเธอร์แลนด์คนหนึ่งซึ่งต่อมาได้ทราบว่าเธอชื่อ E, HEMELRYK แต่เธอมักจะชอบให้เรียกชื่อแบบไทย ๆ ว่า“ สุชาดา” ดังนั้นข้าพเจ้าขอเรียกเธอสั้น ๆ ว่าแหม่มสุชาดาเธอเคยทํางานใน บริษัท สายการบินเคแอลเอ็ม
    และเคยมาประจำอยู่ประเทศไทย แต่ในปัจจุบันได้ปลดเกษียณแล้วในบ่ายวันนั้นเธอมาที่ศาลาการเปรียญวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อขอพบพระอาจารย์เสริมชัยชัยมงฺคโล และต้องการขอคำแนะนำธรรมปฏิบัติจากท่านซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในการเดินทางมาเมือง ไทยในครั้งนี้ของเธอ
    แหม่มสุชาดาผู้นี้ ได้เคยฝึกหัดภาวนาตามแนววิชชาธรรมกายมาบ้างแล้ว จากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่วัดไทยพุทธาราม วัดนี้ได้ก่อตั้งขึ้นจากการดำริของพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ รองแม่กองพระธรรมทูตองค์ที่ ๒ ท่านได้สนับสนุนการก่อตั้งวัดไทยพุทธารามที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ จนสำเร็จและได้ส่งพระมหาณรงค์และพระบุญเลิศจากวัดสระเกศฯ ไปอยู่ที่นั่น
    เพื่อแนะนำธรรมะและการปฏิบัติธรรมจากการปฏิบัติธรรมที่ประเทศเนเธอร์แลนด์เธอได้เข้าถึงดวงปฐมมรรคเป็นดวงกลมโตใสสว่างมาก และเมื่อปฏิบัติธรรมต่อไปก็ได้เห็นกายธรรมจํานวนมาก แต่ในขณะนั้นเธอไม่ทราบว่าคืออะไรและจะปฏิบัติต่อไปอย่างไรและเมื่อมีโอกาสเธอจึงเดินทางมาเมืองไทยเพื่อฝึกปฏิบัติธรรมต่อไป แต่เนื่องจากช่วงระยะเวลาดังกล่าวพระอาจารย์เสริมชัยได้ไปเป็นวิทยากรในการปฏิบัติธรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาส
    ที่มีพระชนมายุครบ ๕ รอบที่พุทธมณฑล
    แหม่มสุชาดาจึงได้ตามไปกราบท่านที่นั่นที่พุทธมณฑล
    พระอาจารย์เสริมชัยได้เมตตาสอนธรรมปฏิบัติให้เธอเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจในการปฏิบัติเพราะเธอพูดภาษาไทยไม่ได้ จนกระทั่งได้ ๑๘ กายนับ
    แต่กายมนุษย์มนุษย์ละเอียดจนถึงกายอรหัตจากการสัมภาษณ์พูดคุยกับเธอเธอได้เล่าให้ฟังว่า
    เธอได้เข้าถึงพระพุทธเจ้าและองค์จักรพรรดิ์
    ซึ่งมีรัตนะ ๗ เป็นบริวาร จากนั้นพระอาจารย์เสริมชัยได้ต่อธรรมะเบื้องกลางและเบื้องสูงให้เธอ
    เธอได้เข้าถึงอายตนนิพพานถอดกาย ที่มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันขีณาสพซึ่งเป็นพระนิพพานคือเป็นธรรมกายที่บรรลุพระอรหัตตผลแล้วมีพุทธลักษณะขาวใสเกตุดอกบัวตูม สว่างไสวเต็มไปหมดในอายตนนิพพาน นับจําน วนไม่ถ้วน
    เธอได้มีโอกาสเข้าถึงและรู้เห็นรวมทั้งได้สัมผัสพระวรกาย (พระนิพพาน) ของพระพุทธเจ้ามีความรู้สึกว่าพระวรกายของท่านนิ่ม และเย็นมีความละเอียดประณีตมากกว่าการสัมผัสใด ๆ ในทางโลกมาก่อน จนยากที่ จะอธิบายได้
    ต่อจากนั้นเธอได้ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงปราสาททำวิชชาหลวงพ่อซึ่งเธอมีความรู้สึกว่าเธอได้พบพระพุทธเจ้าองค์“ ต้นธาตุต้นธรรม” และ“ กลางธาตุธรรมของท่านซึ่งนับเป็นการพบ
    ธาตุธรรมที่มีค่าที่สุดในชีวิตและโชคดีที่มีโอกาสได้มาปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึงได้เพียงนี้
    พระอาจารย์เสริมชัยได้เมตตาสอนให้เธอรู้จักมหาสติปัฏฐาน ๔ คือการมีสติพิจารณาเห็นกายในกายเวทนาในเวทนาจิตใน จิตและธรรมในธรรมเป็นทั้ง ณ ภายนอก (ส่วนหยาบ) และ ณ ภายในละเอียดเข้าไปจนถึงสุดละเอียดและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาสภาวะธรรมโดยน้อมเข้าสู่อนาคตังสญาณให้เห็นความแก่ความเจ็บและความตายตลอดจน อายุขัยของเธอเองเพื่อความเป็นอนิจจังทุกขังและอนัตตา
    เพื่อเป็นมรณานุสติ เธอได้น้อมเข้าสู่อดีตังสญาณได้เห็นความเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้พอสมควร แต่ยังไม่ชำนาญ
    พร้อมกันนี้ได้ย้อนดูอดีตชาติของตนเอง และได้พบว่าเธอเคยเกิดเป็นเด็กผู้ชาย
    นอกจากนี้ก็เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
    เช่นงูมาแล้ว จากการเห็นนี้ เพื่อเตือนสติตนเองให้กระทำความดีต่อไปและละเว้นความชั่วให้ ยิ่ง ๆ ขึ้นไปเธอเคยได้ยินเรื่องนรกสวรรค์และอยากจะดูพวกเปรตจึงได้ขอให้พระอาจารย์แนะนำซึ่งท่านได้กรุณาบอกวิธีให้เธอตรวจดูเปรต ซึ่งมีอยู่โดยทั่วไปบนโลกมนุษย์เรานี่แหละ แต่เป็นทุคติภพของโอปปาติกะ
    ซึ่งอุบัติขึ้นด้วยกรรมชั่วจากการประพฤติผิดศีลข้ออทินนาทานและ / หรือข้อกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ
    เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นสัตว์ที่อุบัติขึ้นในภพที่ไม่เจริญและเป็นทุกข์ด้วยความหิวโหยมีลักษณะเป็น ภพซ้อนภพอยู่กับภพมนุษย์ และภพของสัตว์เดรัจฉานบนโลกมนุษย์เรานี้เอง รูปร่างของเปรตที่เธอได้เห็นนั้น
    มีรูปร่างผอมโซ ไม่มีเสื้อผ้านุ่งห่มส่งเสียงร้องโหยหวน
    เป็นที่น่าเวทนา และมีความน่าสงสารมากกว่าน่ากลัว
    พระอาจารย์ได้แนะนำให้เธอบอกพวกเปรตเหล่านั้นให้นั่งให้เรียบร้อย เพื่อรับไตรสรณาคมและถือศีลห้า
    และให้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยเปรตบางตนบ้างก็รับ บ้างก็เฉย ๆ เพราะไม่มีอุปนิสัยที่จะรับรู้เรื่องของบุญบ้างก็กลัวรัศมีของธรรมกาย และรีบหนีไปเลยพวกที่กระทําตามบุญก็ส่งผลให้ศูนย์กลางกายใสขึ้นภพภูมิก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่า แต่ก่อนก่อนหยุดการปฏิบัติธรรมเธอได้พบเห็นเหล่าเทพยดานางฟ้า
    ได้มาร่วมอนุโมทนาบุญโดยมีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนเทวดาฝรั่ง แต่กลับมีลักษณะคล้ายกับรูปทีจิตรกรไทยวาดไว้ตามฝาผนังโบสถ์ แต่เทพยดาจริงมีความใสสวยงามละเอียดและประณีตกว่าภาพวาดหลายเท่าและก็เชื่อแน่ว่าไม่มีจิตรกรใดในโลกจะสามารถวาดรูปนี้ออกมาได้เหมือนกับเข้าไปเห็นจริง
    ในท้ายสุดของการปฏิบัติธรรมพระอาจารย์เสริมชัย ได้สอนให้เธอรู้จักประเด็นสําคัญของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาก็เพื่อให้รู้แจ้งในพระอริยสัจ ๔ เพื่อให้รู้จักธรรมชาติที่ควรปล่อยวาง และธรรมชาติที่ควรเข้าถึงเห็นและเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้รู้ว่าธรรมชาติ ที่เป็นสังขารธรรมทั้งหลายไม่มีสาระแก่นสาร เพราะประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง จึงทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงแปรผันไปตามเหตุปัจจัยผู้ใดยึดมั่นถือมั่น ในสังขารธรรมเหล่านั้น ด้วยตัณหาและทิฏฐิ เพราะหลงว่าเป็นตัวตนบุคคล เราเขาของเราของเขา แล้วเป็นทุกข์ จึงต้องปล่อยวางความยึดมั่นด้วยตัณหาและทิฏฐินั่นเสีย
    ให้เหลือเพียงว่ามีสักแต่ว่ามี เป็นสักแต่ว่าเป็น
    ตัวเราทำหน้าที่ ๆ ควรทําในหน้าผิดชอบของเราให้เแล้ว เป็นพออย่าให้เกิดและพึงทำลายทิฏฐิและความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ เป็นเราเป็นเขา ให้มากที่สุดแล้วเร่งปฏิบัติภาวนาธรรม โดยมีศีลเป็นบาทเพื่อให้รู้แจ้งเห็นแจ้งและเพื่อความเข้าถึงรู้เห็นและเป็นธรรมชาติที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งอัน
    ได้แก่ ธาตุล้วนธรรมล้วนคือพระนิพพานตามรอยบาทพระพุทธองค์ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
    เธอได้ตั้งใจรับฟังด้วยความสนใจและได้แสดง ว่าเธอได้มีความเข้าใจตามได้เป็นอย่างดีเพราะเธอคงมีพื้นฐานการศึกษาพระพุทธศาสนามาก่อนแล้วด้วย
    กับทั้งมาได้รู้เห็นธรรมชาติตามที่เป็นจริงจาก
    ภาวนามัยปัญญาด้วยตนเองด้วย และเธอตั้งใจว่าเมื่อกลับไปประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว เธอจักพยายามแนะนำผู้ที่สนใจให้ปฏิบัติธรรมเช่นเธอต่อ ๆ ไป
    เป็นที่น่าเสียดายที่การเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่เมืองไทยของเธออยู่ได้ในระยะเวลาอันสั้น
    เพราะหลังจากการพบพระอาจารย์เสริมชัยได้ ๓ ครั้งเพื่อรับการแนะนำธรรมปฏิบัติตามปุพเพกตบุญญตาที่เธอเคยได้ สั่งสมมาเธอก็ต้องรีบกลับประเทศเนเธอร์แลนด์
    แต่ผลการมาเมืองไทยเพื่อปฏิบัติธรรมในครั้งนี้
    เธอก็รู้สึกว่าชีวิตของเธอคุ้มค่ามาก ที่ได้มาพบพระพุทธศาสนา ได้เข้าถึงรู้เห็นและเป็นในสิ่งที่ชาวต่างประเทศอีกมากไม่มีโอกาสได้พบ หรือได้ยิน
    ในปัจจุบัน นี้แหม่มสุชาดาก็ยังปฏิบัติอยู่เป็นประจำทุกวันมิได้ขาด และยังได้ช่วยแนะนำผู้อื่นที่มีความสนใจให้มาปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น แต่เธอก็มีปัญหาในการปฏิบัติธรรมอยู่บ้าง เนื่องจากการอยู่ห่างครูบาอาจารย์ แต่เธอก็ได้ใช้วิธีเขียนจดหมายมาสอบถามปัญหาขอคำแนะนำและตรวจสอบผลการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งพระอาจารย์เสริมชัยก็ได้เมตตาให้คำแนะนำและวิธีปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อให้การปฏิบัติธรรมไม่ติดขัดและเจริญรุดหน้าต่อไปเรื่อย ๆ


    ผ ศ. เบญจาตระกูลบุญ-เล่า
    สมชาย เทียมบุญประเสริฐเรียบเรียง


    ?temp_hash=d00d7508ffb0eb35afa10a21588a4604.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    ใน พรหมชาลสูตร ที. สีลขันธวรรค ข้อ ๙๐ ตอนท้าย
    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุว่า
    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้วยังดำรงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมเห็นตถาคตชั่วเวลาที่กายของตถาคตยังดำรงอยู่ ต่อเมื่อกายแตกสิ้นชีวิตแล้ว..........เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นตถาคต

    .
    *******************************************
    เมื่ออ่านพระสูตรที่ชื่อ โทณสูตร ดังความว่า..

    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จดำเนินทางไกลในระหว่างเมืองอุกกัฏฐะและเมืองเสตัพยะ แม้โทณพราหมณ์ก็เดินทางไกลในระหว่างเมืองอุกกัฏฐะและเมืองเสตัพยะ โทณพราหมณ์ได้เห็นรอยกงจักรในรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคมีซี่ตั้งพัน ประกอบด้วยกงและดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงครั้นเห็นแล้วจึงรำพึงว่า อัศจรรย์จริงหนอท่านผู้เจริญ สิ่งไม่เคยมีมามีขึ้น รอยเท้าเหล่านี้ชะรอยจักไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จแวะออกจากทาง ประทับนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า
    ครั้งนั้น โทณพราหมณ์ติดตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาค ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง น่าพอใจ ควรแก่ความเลื่อมใสมีพระอินทรีย์อันสงบ มีพระทัยอันสงบ ถึงความฝึกฝนและความสงบอันยอดเยี่ยมมีตนอันฝึกแล้วคุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์อันรักษาแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ ครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า
    ท่านผู้เจริญเป็นเทวดาหรือพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นเทวดา ฯ
    โท. ท่านผู้เจริญเป็นคนธรรพ์หรือ ฯ
    พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นคนธรรพ์ ฯ
    โท. ท่านผู้เจริญเป็นยักษ์หรือ ฯ
    พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นยักษ์ ฯ
    โท. ท่านผู้เจริญเป็นมนุษย์ใช่ไหม ฯ
    พ. ดูกรพราหมณ์ เรามิใช่เป็นมนุษย์
    โท. เราถามท่านว่า เป็นเทวดาหรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็น คนธรรพ์หรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เราถามว่าเป็นยักษ์หรือ ท่านตอบว่าไม่ใช่ เรา ถามว่าเป็นมนุษย์หรือ ท่านก็ตอบว่าไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นท่านผู้เจริญเป็นอะไรแน่ ฯ
    พ. ดูกรพราหมณ์ เราพึงเป็นเทวดา เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้ อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน
    กระทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา
    ดูกรพราหมณ์ เราพึงเป็นคนธรรพ์ ... เราพึงเป็นยักษ์ ... เราพึงเป็นมนุษย์ เพราะยังละอาสวะเหล่าใดไม่ได้ อาสวะเหล่านั้น เราละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน กระทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา
    ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนดอกอุบล ดอกปทุม หรือดอกบัวขาว เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่พ้นน้ำ แต่น้ำมิได้แปดเปื้อน แม้ฉันใด
    ดูกรพราหมณ์ เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลก เติบโตขึ้นในโลก อยูครอบงำโลก อันโลกมิได้แปดเปื้อน
    ดูกรพราหมณ์ ท่านจงทรงจำเราไว้ว่า เป็นพระพุทธเจ้า ฯ


    ข้อสังเกตุคือ ถ้าว่าตามพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตอบ ในความหมายแห่งกาย แต่ทรงหมายถึง สภาวะจิต สภาวะธรรม ถ้าเช่นนั้นก็ไม่น่าสงสัย ถ้าหลวงปู่มั่นสำเร็จมรรคผลแล้ว หากมีใครไปถามท่านว่า ท่านเป็นมนุษย์หรือ ท่านก็อาจจะตอบได้ว่า เปล่า เรามิได้เป็นมนุษย์ ฯลฯ เราคือ พุทธสาวก หรือ อรหันตสาวก


    **************************


    ต่อไปนี้ คือ ประสพการณ์ของผู้เจริญสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย

    เมื่อปฏิบัติตามสติปัฏฐานสี่ตามแนววิชชาธรรมกาย จนเห็นกิเลสของแต่ละกาย ในแต่ละภพ ตั้งแต่มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ด้วยกำลังของสมถะและวิปัสสนาที่สมดุลย์ จะละกิเลสแต่ละชั้น ด้วยการข่มชั่วขณะได้ด้วยวิกขัมภนวิมุติ(วิกขัมภนวิมุตติ = พ้นด้วยข่มหรือสะกดไว้
    ได้แก่ ความพ้นจากกิเลสและอกุศลธรรมได้ด้วยกำลังฌาน อาจสะกดไว้ได้นานกว่าตทังควิมุตติ แต่เมื่อฌานเสื่อมแล้ว กิเลสอาจเกิดขึ้นอีก )

    เมื่อเห็นและละกิเลสของอรูปพรหมได้ แม้ชั่วขณะ แล้วปล่อยวางความยินดีในฌาณและกิเลสเครื่องร้อยรัดในความเป็นในภพสามทั้งหมด จิตจะตกศูนย์ เข้าถึงกายธรรม(เบื้องต้น จะ เป็นกายธรรมระดับโคตรภูบุคคล) ที่มีอายตนะการรับรู้เกินขอบเขตของการเป็นสัตว์บุคคล ทั้งมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรุปพรหม

    ...แล้วหลังจากนั้น ก็จะเริ่มเข้าใจ อย่างชัด ไม่ต้องเดา ไม่ต้องคาดคะเน จากเหตุผลที่มีในอักษรบันทึก เกินกว่าความคิดนึกที่จะเห็นท้องฟ้ากับชายฝั่งของปลาในน้ำ จะสัมผัส( ขอเน้นว่า สัมผัส ) เนื้อหาที่จะเป็นภาคขยายของคำว่า ... " ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา "...

    ที่เหลือ ...ก็จะตั้งปณิธานตามปัจเจกเองว่า จะไปถึงที่สุดด้วยความเป็นพุทธสาวก หรือไปไกลกว่านั้น เพื่อประโยชน์สูงสุดแห่งตนและสรรพชีวิต



    *********กายที่จะไม่ได้เห็นหลังจากพุทธปรินิพพาน คือ กายเนื้อที่เกิดจากตัณหานำไปสู่ภพ แต่ กายที่จะเห็นได้ตลอดไป เมื่อ ดำรงจิตเจริญใจให้เข้าถึง ธรรม ที่เหนือสังขารธรรมในภพสาม.....นั้นคึอ ธรรมอันเป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลเวลาใดๆ

    ประกอบเหตุ สังเกตุผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก*****************
     
  18. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    a.png
     
  19. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    a.png
     
  20. นโมพุทธายะ๕

    นโมพุทธายะ๕ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    21,602
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,037
    ค่าพลัง:
    +70,114
    ?temp_hash=722a2e68dc6df29655c57633f9846b30.jpg

    ?temp_hash=722a2e68dc6df29655c57633f9846b30.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 59.jpg
      59.jpg
      ขนาดไฟล์:
      117 KB
      เปิดดู:
      3
    • 591.jpg
      591.jpg
      ขนาดไฟล์:
      152.6 KB
      เปิดดู:
      3
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...